Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สมศ. เปิดเวทีระดมภาคีทุกภาคส่วน ร่วมขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน | เดลินิวส์

    สมศ. เปิดเวทีระดมภาคีทุกภาคส่วน ร่วมขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 ก.ย.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. จัดการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ” 2025 ONESQA Forum ” ภายใต้หัวข้อ “Beyond Assessment: Driving Educational Change – ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน” มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน ประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้แทนหน่วยงานต้นสังกัด ผู้บริหารองค์กรภาครัฐและเอกชน คณะกรรมการและที่ปรึกษาของ สมศ. นับเป็นเวทีสำคัญที่รวมพลังจากทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวไกลและยั่งยืน

    โดยมี ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “บทบาทของการประเมินเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาไทย” โดยได้เน้นย้ำว่า การประเมินคุณภาพไม่ได้เป็นเพียงการตรวจสอบ แต่เป็น “เครื่องมือสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย” ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพผู้เรียน ครู และระบบการศึกษาไทยให้ก้าวทันต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไป สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งใช้ข้อมูลเป็นฐานในการพัฒนาการศึกษาเพื่ออนาคต

    ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อไปว่า การเดินทางของ สมศ. ตั้งแต่การประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรกเมื่อปี 2544 จนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 25 แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและความท้าทายที่องค์กรก้าวข้ามมาได้ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาระสถานศึกษา การใช้ระบบ Automated QA ที่ช่วยให้กระบวนการประเมินดำเนินไปอย่างรวดเร็วและไม่ใช้กระดาษ รวมถึงการนำข้อมูลผลการประเมินไปใช้เป็น “กระจกสะท้อน” ให้ผู้กำหนดนโยบายมองเห็นทั้งจุดแข็ง จุดที่ต้องพัฒนา และออกแบบมาตรการที่ตอบโจทย์จริง ทั้งนี้ สมศ. ไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ประเมิน” แต่ยังเป็น “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” ที่ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการผลักดันนโยบายการศึกษาไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล

    พร้อมกันนี้ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังกล่าวเชิญชวนผู้บริหารระดับสูงทางการศึกษาที่เข้าร่วมประชุม ให้ใช้เวทีครั้งนี้เป็นโอกาสในการทำความเข้าใจทิศทางใหม่ของ สมศ. ซึ่งได้เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ประเมินแบบเน้นตัดสินคุณภาพ” มาสู่ “ผู้ประเมินแบบสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพ” โดยให้ความสำคัญกับการแสดงพลังของข้อมูล การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ และการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

    ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. กล่าวว่า การจัดประชุมในครั้งนี้เป็นเวทีนโยบายสาธารณะ (ONESQA Public Forum) ที่จัดขึ้นเพื่อประกาศเจตนารมณ์ “ก้าวใหม่ของการประเมินคุณภาพ” ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนบทบาทของ สมศ. จาก “ผู้ตัดสินคุณภาพ” ไปสู่การเป็น “ผู้ผลิตข้อมูลคุณภาพ” ที่สะท้อนสภาพจริงของระบบการศึกษาไทย เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปใช้เป็นฐานในการกำหนดนโยบายเชิงระบบได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ พร้อมย้ำว่า “การประเมินคือเครื่องมือเพื่อการพัฒนา มิใช่ภาระของสถานศึกษา”

    ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ ยังได้บรรยายในหัวข้อ “จากข้อมูลสู่การขับเคลื่อนคุณภาพ: วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และเครื่องมือใหม่ของ สมศ.” โดยชี้ให้เห็นว่า สมศ. กำลังก้าวสู่การเป็น Data-Driven Organization ที่ใช้สารสนเทศจากผลการประเมินคุณภาพภายนอกมาต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อเสนอแก่ผู้กำหนดนโยบายระดับสูง (Policy Makers) และใช้ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังพัฒนา กรอบการประเมินการศึกษา 5.0 ที่มุ่งให้ผู้ประเมินภายนอกทำหน้าที่เป็น “ที่ปรึกษา” หรือ “โค้ช” มากกว่าการตัดสิน พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก สร้าง Dashboard Interactive เพื่อให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมการศึกษาได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน

    สำหรับข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากผลการประเมินคุณภาพภายนอกจะถูกนำเสนอในรูปแบบที่สามารถนำไปใช้สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างชัดเจน ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นถึงจุดแข็งและจุดที่ต้องพัฒนาในระบบการศึกษา และสามารถออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์ตามบริบทจริงได้อย่างแท้จริง การประชุมนี้จึงไม่ใช่เพียงเวทีนำเสนอผลลัพธ์ แต่ยังแสดงให้เห็นถึง “คุณค่าเชิงนโยบาย” และ “ศักยภาพในการสร้างผลกระทบเชิงบวก” จากข้อมูลที่ สมศ. ได้รวบรวมและวิเคราะห์ โดยมุ่งเปลี่ยน “ผลการประเมิน” ให้กลายเป็น จุดเริ่มต้นของการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาอย่างมีทิศทาง เชื่อมโยงกลไกการประเมินภายในและภายนอกเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างวัฒนธรรมคุณภาพและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในทุกระดับของระบบการศึกษาไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5071552/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kKgRWwKc9sRdziPR554P-

  • ธนาคารโลกอนุมัติงบ 105 ล้านดอลล์ สนับสนุนโครงการพัฒนาการศึกษาในกัมพูชา : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกอนุมัติงบ 105 ล้านดอลล์ สนับสนุนโครงการพัฒนาการศึกษาในกัมพูชา : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกอนุมัติสินเชื่อและเงินช่วยเหลือมูลค่ารวม 105 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาการศึกษาในกัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะช่วยเหลือเด็กได้กว่า 1.7 ล้านคน

    ธนาคารโลกระบุว่า เงินจำนวนดังกล่าวประกอบด้วยสินเชื่อ 100 ล้านดอลลาร์ และเงินช่วยเหลือมูลค่า 5 ล้านดอลลาร์ จะถูกใช้เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานด้านการอ่านออกเขียนได้และการคำนวณในโรงเรียนประถมศึกษาทั่วกัมพูชา

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า โครงการดังกล่าวยังจะขยายการเข้าถึงการศึกษาในช่วงปฐมวัยและบริการดูแลเด็ก ปรับปรุงคุณภาพการสอน ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของโรงเรียน และเสริมสร้างระบบการจัดการการศึกษาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นอีกด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525970&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PCKV6dpRhSMYKXuASH96u

  • วว. พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดจากสารสกัดผลดิบมะม่วงหาวมะนาวโห่

    วว. พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดจากสารสกัดผลดิบมะม่วงหาวมะนาวโห่

    วว. พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดจากสารสกัดผลดิบมะม่วงหาวมะนาวโห่

    มะม่วงหาวมะนาวโห่ (Carissa carandas Linn.) เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีการนำมาใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพมายาวนาน ด้วยคุณสมบัติที่มีองค์ประกอบสำคัญทางเคมี ได้แก่ alkaloids, flavonoids, saponins, cardiac glycosides, triterpenoids, phenolic compounds, and tannins ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านโรคมะเร็ง ฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ และบำรุงหัวใจ

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้นำ มะม่วงหาวมะนาวโห่ มาศึกษาวิจัย และประสบผลสำเร็จจากการดำเนิน โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดจากมะม่วงหาวมะนาวโห่ พัฒนาเป็น “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดจากสารสกัดผลดิบมะม่วงหาวมะนาวโห่” ที่พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่เชิงพาณิชย์

    นับเป็นการเพิ่มมูลค่าให้สมุนไพรและผลผลิตทางการเกษตรด้วยองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เพื่อสร้างคุณค่ามูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจประเทศบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ตอบสนองการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

    ลักษณะเด่นของผลิตภัณฑ์ฯ
    – เป็นการนำเอาผลดิบมะม่วงหาวมะนาวโห่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ในการลดความเสี่ยงของของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับทั้งองค์ประกอบทางเคมี ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย
    – ผลิตภัณฑ์มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในการลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูทดลองสายพันธุ์เบาหวานชนิดที่ 2 โดยมีกลไกการออกฤทธิ์ในการเพิ่มระดับ C-peptide สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการช่วยฟื้นฟูการทำงานของตับอ่อน
    – การประเมินความปลอดภัยพบว่า ไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษทั้งในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง
    – ผลิตภัณฑ์ได้ถูกพัฒนาขึ้นในรูปแบบเครื่องดื่ม short drink ที่รับประทานง่าย และยังช่วยส่งเสริมการใช้พืชสมุนไพรภายในประเทศได้เป็นอย่างดี

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ call center โทร. 0 2577 9048 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/953276&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34GPdGZLyLBSg10vKJj2fn

  • เวทีวิชาการแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ พลังนวัตกรรมคุณภาพการศึกษา

    เวทีวิชาการแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ พลังนวัตกรรมคุณภาพการศึกษา

    เวทีวิชาการแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ พลังนวัตกรรมคุณภาพการศึกษา: นโยบาย จุดเน้นสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่

    วันที่ 30 สิงหาคม 2568 เวลา 9.00 น. นางนพมาศ ทองวิทยาพร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ได้รับมอบหมายจาก ดร.ชัยนนท์ นิลพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ให้เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการวิชาการแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ พลังนวัตกรรมคุณภาพการศึกษา
    : นโยบาย จุดเน้นสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ และแนวปฏิบัติระหว่าง สถานศึกษาในการขับเคลื่อนโยบายจุดเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและเป็นเวทีชูเกียรติและสร้างขวัญและกำลังใจแก่สถานศึกษาและบุคลากรที่มีผลงานอย่างหลากหลาย

    ในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจากท่าน ดร.ภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ดร.สมเจตน์ พันธ์พรหม ผู้อำนวยการศูนย์ PISA สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ ดร.วงเดือน สุวรรณศิริ นักวิชาการชำนาญการพิเศษ สำนักพื้นที่นวัตกรรม ที่ได้มาเยี่ยมชมและให้กำลังใจกับคณะผู้บริหาร คณะครู นักเรียน ในการนำเสนอนิทรรศการ กิจกรรม ของทั้ง 34โรงเรียน

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3757385/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VdQvHpEhb3-z-kMqdSVI7

  • “หล่มสัก” อ่วม น้ำท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจใจกลางเมือง บางจุดสูงกว่า 1.5 เมตร

    “หล่มสัก” อ่วม น้ำท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจใจกลางเมือง บางจุดสูงกว่า 1.5 เมตร

    เพชรบูรณ์ มวลน้ำมหาศาลจากแม่น้ำป่าสักและเทือกเขาในพื้นที่ไหลทะลักเข้าท่วมในพื้นที่ อ.หล่มเก่า และ อ.หล่มสัก เขตเมืองชั้นใน ซึ่งเป็นทั้งแหล่งที่อยู่อาศัยและย่านเศรษฐกิจสำคัญ บางจุดระดับน้ำท่วมสูงกว่า 1.5 เมตร

    จากกรณีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา สถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.หล่มเก่า และ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ มีมวลน้ำมหาศาลจากแม่น้ำป่าสักและเทือกเขาในพื้นที่ไหลทะลักท่วมถนนหลวงหมายเลข 2216 บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำป่าสัก หลักกิโลเมตรที่ 80 ต.ตาดกลอย อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ทำให้รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านได้ และพื้นที่บ้านเรือนราษฎร ต.ตาดกลอย และ ต.ศิลา อ.หล่มเก่า อย่างรวดเร็วบางแห่งน้ำท่วมสูงกว่า 1.5 เมตร

    ด้านนายกองตรีพรพงษ์ ไหมแพง ชาญชัยภัครธากูร นายอำเภอหล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ รุดนำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและหน่วยกู้ภัยในพื้นที่เข้าช่วยเหลือพาชาวบ้านออกมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย พร้อมช่วยขนย้ายทรัพย์สินและสัตว์เลี้ยงขึ้นที่สูง โดยเฉพาะใน 6 หมู่บ้านของ ต.ตาดกลอย มวลน้ำยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมหนักที่สุดคือหมู่ 1 บ้านวังขอน และหมู่ 3 บ้านก้างปลา เพราะกระแสน้ำไหลแรงและเชี่ยวกราก ชาวบ้านขนย้ายทรัพย์สินไม่ทันได้รับความเสียหายหนักแทบทุกหลังคาเรือน

    ขณะที่ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ลงพื้นที่อำเภอหล่มเก่า และอำเภอหล่มสัก พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเข้าช่วยเหลือราษฎรอย่างเต็มที่พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ราษฎรในพื้นที่อำเภอหล่มสักเตรียมขนย้ายทรัพย์สินเตรียมรับมือเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย

    ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก ลำน้ำพุง บ้านน้ำพุง ได้โพสต์ภาพน้ำท่วมในพื้นที่ อ.หล่มสัก เมื่อช่วงเช้านี้ โดยระบุข้อความว่า รอบนี้หนักมาก เป็นกำลังใจให้คนหล่มสัก สถานการณ์หล่มสักเช้า 01-09-68 เวลา 06.30 น. รถเล็กไม่สามารถวิ่งได้แล้ว ขอความกรุณาอย่าเข้าไปเลย #SAVElomsak

    รายงานข่าวแจ้งว่า ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักได้เอ่อล้นเข้าท่วมเขตเทศบาลเมืองหล่มสักอย่างต่อเนื่อง เขตเมืองชั้นใน ซึ่งเป็นทั้งแหล่งที่อยู่อาศัยและย่านเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งบางจุดระดับน้ำท่วมสูงกว่า 1.5 เมตร

    ที่มาภาพ : เพจ ลำน้ำพุง บ้านน้ำพุง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2880036&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3po6razmgYTfS8-9gyRARg

  • เอกชน ชี้ รัฐบาลใหม่ต้องแก้ไขปัญหาชายแดน-เศรษฐกิจ-อุทุกภัย

    เอกชน ชี้ รัฐบาลใหม่ต้องแก้ไขปัญหาชายแดน-เศรษฐกิจ-อุทุกภัย

    เอกชน ชี้ รัฐบาลใหม่ต้องแก้ไขปัญหาชายแดน-เศรษฐกิจ-อุทุกภัย

    เผยต้องเร่งตั้งรัฐบาลใหม่ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา – วิกฤตภาษีทรัมป์ หวั่นกระทบเบิกจ่ายงบปี 69 ล่าช้า ทำโครงการใหญ่ชะงัก

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว โดยการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล อาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2568 ซึ่งรวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ชะงักลงได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันวางมาตรการรองรับได้ทันการณ์

    เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้า โดยในเดือนมิถุนายน 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 10,907.53 ล้านบาท ลดลง 32.29% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2568 (MoM) และลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) การปรับอัตราภาษีส่งออกและเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลต่อการส่งออกสินค้าหลัก เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยครึ่งปีหลังเติบโตต่ำกว่าที่เคยคาดไว้  

    เอกชน ชี้ รัฐบาลใหม่ต้องแก้ไขปัญหาชายแดน-เศรษฐกิจ-อุทุกภัย

    ดังนั้น หากจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบถาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ ซึ่งในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนสำหรับ SME รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อวางแผนการดำเนินงานในระยะกลางและระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/729692&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t9btLEKJYYbda7x_kxXQU

  • หล่มสักอ่วมหนัก!

    หล่มสักอ่วมหนัก!

    หล่มสักอ่วมหนัก! ‘แม่น้ำป่าสักล้นตลิ่ง’ ท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ-ถนนเป็นอัมพาต

    วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.44 น.

    หล่มสักอ่วมหนัก! ‘แม่น้ำป่าสักล้นตลิ่ง’ ท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ-ถนนเป็นอัมพาต

    วันที่ 1 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากอิทธิพลฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในช่วงเย็นของวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา น้ำได้เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เขตเมืองชั้นในของอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นทั้งเขตที่อยู่อาศัยและย่านเศรษฐกิจสำคัญ ความรุนแรงของสถานการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นวงกว้าง

    ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองหล่มสัก ร่วมกับอาสาสมัครกู้ภัยกกไทรหล่มสัก อาสาร่วมกตัญญู มูลนิธิสว่างมงคล เจ้าหน้าที่ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง โดยได้อพยพผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยติดเตียงออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย พร้อมทั้งช่วยเหลือประชาชนเคลื่อนย้ายสิ่งของ เครื่องใช้ไฟฟ้า และทรัพย์สินขึ้นที่สูงตลอดทั้งคืน ก่อนที่ระดับน้ำจะทรงตัวในช่วงเช้ามืด

    จากการสำรวจพื้นที่ในเช้าวันนี้ พบว่าพื้นที่ในเขตเทศบาลเมืองหล่มสักยังคงถูกน้ำท่วมสูงเป็นวงกว้าง ระดับน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1 เมตร โดยเฉพาะในเขตชุมชน ตลาดสด ร้านค้า รวมทั้งสถานที่ราชการหลายแห่งที่ถูกน้ำท่วมขัง ส่งผลให้การจราจรในเขตเมืองแทบจะเป็นอัมพาต

    ขณะเดียวกัน โรงเรียนหลายแห่งในเขตอำเภอหล่มสักได้ประกาศหยุดการเรียนการสอนชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน และเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการเดินทางท่ามกลางสภาพน้ำท่วม โดยมีการขอให้ผู้ปกครองตรวจสอบข้อมูลการเปิด–ปิดเรียนจากโรงเรียนโดยตรง

    ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หากฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบในวงกว้างมากขึ้นต่อเศรษฐกิจ การคมนาคม และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่อำเภอหล่มสัก โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าขายและเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์

    นายภาคภูมิ ภูมี นายอำเภอหล่มสัก กล่าวว่า ระดับน้ำมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ทางที่ว่าการอำเภอหล่มสักยังคงเปิดให้บริการประชาชนตามปกติ และทางอำเภอได้ตั้งศูนย์บัญชาการภัยพิบัติน้ำท่วม ชาวบ้านที่ประสบภัยสามารถประสานงานขอความช่วยเหลือจากอำเภอหล่มสัก ผ่าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/911024&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HfZccaZgRr04R3L0nj3IF

  • หนี้นอกระบบ..ปัญหาใหญ่กัดกินเศรษฐกิจไทย ถึงเวลาผ่าตัดใหญ่..แก้โจทย์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์

    หนี้นอกระบบ..ปัญหาใหญ่กัดกินเศรษฐกิจไทย ถึงเวลาผ่าตัดใหญ่..แก้โจทย์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์

    ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ลดต่ำลง ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และความท้าทายจากการแข่งขันระดับภูมิภาค สิ่งที่ซ่อนอยู่และมักถูกพูดถึงเป็นระยะ แต่ไม่เคยแก้ได้จริง คือ “หนี้นอกระบบ” ปัญหาที่ไม่ได้กระทบเพียงระดับครัวเรือน หากแต่ยังสั่นสะเทือนโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวม

    ข้อมูลจากการศึกษาของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ธนาคารกรุงไทยสนับสนุน สะท้อนภาพที่น่าตกใจว่าหนี้นอกระบบไม่ใช่เรื่องเล็ก ครัวเรือนไทยจำนวนมากพึ่งพาหนี้ประเภทนี้เพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะการทำมาหากิน ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้ซื้อรถจักรยานยนต์ รถกระบะ หรือเงินทุนหมุนเวียนค้าขายรายย่อย หนี้เหล่านี้กลายเป็น “หลังพิง” ที่ทำให้ผู้คนยังมีแรงเดินต่อไป แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับกลายเป็นภาระหนักที่ฉุดรั้งการพัฒนา

    งานวิจัยชี้ว่าเกือบครึ่งหนึ่งของครัวเรือนไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับหนี้นอกระบบในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และที่น่าสนใจคือผู้กู้จำนวนไม่น้อยมีทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบซ้อนกันไปมา ตัวเลขหนี้ครัวเรือนจึงพุ่งเกิน 100% ของจีดีพี ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาพ “โตยาก” เพราะเงินที่ควรจะนำไปลงทุนหรือใช้เพื่อการพัฒนาถูกดูดซับไปกับการชำระหนี้

    เศรษฐกิจนอกระบบ ภาพสะท้อนความไม่สมบูรณ์

    ไม่ใช่แค่หนี้ แต่ “เศรษฐกิจนอกระบบ” ทั้งหมดที่ไทยเผชิญอยู่ก็เป็นเงื่อนไขสำคัญ ข้อมูลของธนาคารโลกประเมินว่ามูลค่ากิจกรรมเศรษฐกิจนอกระบบไทยสูงถึง 48% ของจีดีพี ครึ่งหนึ่งของแรงงานอยู่นอกระบบภาษี ขณะที่ผู้ประกอบการนิติบุคคลมีเพียงหนึ่งในสี่ของผู้เล่นทั้งหมด

    ผลที่ตามมาคือรัฐขาดข้อมูล ขาดเครื่องมือในการออกแบบนโยบายที่ตรงจุด ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจนอกระบบเองก็มีข้อจำกัดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผลิตภาพต่ำ ความเปราะบางต่อวิกฤตธรรมชาติหรือโรคระบาด ตลอดจนความเสี่ยงด้านคอร์รัปชันและการบังคับใช้กฎหมาย

    เมื่อปัญหานี้ทับซ้อนกับหนี้นอกระบบ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจึงยิ่งซับซ้อนและอ่อนไหว เห็นได้จากการที่เงินลงทุนจากต่างประเทศไม่เข้ามาอย่างที่ควร แม้ไทยไม่ได้ขาดสภาพคล่อง แต่เพราะระบบเศรษฐกิจ “ดูไม่มั่นคง” การพึ่งพาหนี้นอกระบบคือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผู้ลงทุนลังเล

    ทำไมต้อง “ข้อมูล” ถึงจะแก้ได้จริง

    หนึ่งในข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดคือ หนี้นอกระบบอยู่ได้เพราะเจ้าหนี้มี “ข้อมูล” ของลูกหนี้มากกว่าระบบการเงินปกติ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชิงลึกในชุมชน ความสัมพันธ์ทางสังคม หรือการรู้ว่าลูกหนี้มีศักยภาพในการคืนเงินแค่ไหน

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า .. นี่คือบทเรียนสำคัญ—หากต้องการดึงหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบปกติ รากเหง้าของโจทย์ไม่ได้อยู่ที่ดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “การเข้าถึงข้อมูล” หากธนาคารและสถาบันการเงินสามารถพัฒนาระบบข้อมูลที่สะท้อนตัวตนของผู้กู้ได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นประวัติการชำระตรงเวลา ความสามารถในการประกอบอาชีพ หรือความพยายามในการล้มลุกคลุกคลาน ธนาคารก็จะกล้าให้กู้ และผู้กู้ก็ไม่จำเป็นต้องหันไปพึ่งเจ้าหนี้นอกระบบ

    แนวทางเช่นนี้ถูกนำมาเชื่อมโยงกับการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) การสร้างฐานข้อมูลดิจิทัล และระบบการรับรองคุณภาพผู้ประกอบการที่ชัดเจนขึ้น ทั้งหมดนี้คือการ “ปฏิรูปข้อมูล” ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกปัญหาหนี้นอกระบบ

    งานวิจัยเสนอให้ใช้ Big Data และ e-KYC เพื่อสร้าง Alternative Credit Scoring เปิดทางให้ธนาคารประเมินลูกหนี้จากข้อมูลการใช้จ่าย การสื่อสาร หรือธุรกรรมดิจิทัล ไม่จำกัดเพียงสลิปเงินเดือนหรือโฉนดที่ดิน อีกทั้งยังเสนอแนวทาง “สินเชื่อสองชั้น (Two-tier lending)” ที่ให้ธนาคารทำงานร่วมกับเจ้าหนี้ชุมชน ใช้ข้อได้เปรียบจาก “ข้อมูลเชิงสังคม” มาผสานกับระบบธนาคารเพื่อขยายโอกาสให้ลูกหนี้รายย่อย

    อีกข้อเสนอคือ การออกแบบสินเชื่อรายย่อยฉุกเฉิน ดอกเบี้ยต่ำ วงเงินไม่สูง แต่พอเพียงต่อความจำเป็น เพื่อกันไม่ให้ประชาชนต้องก้าวเข้าสู่ตลาดเงินกู้นอกระบบตั้งแต่แรก

    ความกล้าหาญที่สังคมไทยต้องเลือก

    แต่การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันโยงใยกับความจริงหลายด้าน ทั้งความเหลื่อมล้ำ ความเปราะบาง และระบบเศรษฐกิจเงาที่รัฐแทบไม่เคยควบคุมได้ ความกล้าหาญที่ต้องเกิดขึ้นคือการยอมรับความจริง ว่าเศรษฐกิจนอกระบบและหนี้นอกระบบคือ “โครงสร้างคู่ขนาน” ที่ใหญ่มาก และไม่มีทางจัดการได้หากยังคงเพิกเฉย

    ความท้าทายคือจะทำอย่างไรให้ข้อมูลที่ได้จากการศึกษา ไม่ถูกเก็บไว้เป็นรายงานบนหิ้ง แต่ถูกนำมาใช้จริง ก่อให้เกิดการออกแบบนโยบายใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือประชาชนรายย่อยที่เป็นเจ้าของชีวิตและความฝันของตนเอง

    ในฐานะธนาคารพาณิชย์ที่มีบทบาทกึ่งภาครัฐ นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ประกาศชัดว่าจะไม่ยืนเฉยกับปัญหานี้ ความตั้งใจของกรุงไทยคือการเป็น “แบงก์ของประชาชน” ที่พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้และผลักดันให้เกิดดัชนีหนี้นอกระบบอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้ประเทศมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือและใช้เป็นฐานในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

    กรุงไทยไม่เพียงต้องการเป็นผู้ปล่อยกู้ แต่ต้องการเป็น “สะพานเชื่อม” ที่ทำให้ข้อมูลจากทุกภาคส่วนถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน และแปลงเป็นเครื่องมือทางการเงินที่เข้าถึงได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้าเอสเอ็มอี หรือแรงงานนอกระบบที่เป็นครึ่งหนึ่งของประเทศ

    ทางออกที่ต้องเริ่มวันนี้

    หนี้นอกระบบไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ได้ในวันเดียว แต่มันคือรากที่โยงกับความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม และความไร้ประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจไทย หากไม่มีความกล้าหาญพอที่จะเปิดเผยข้อมูล วิเคราะห์อย่างจริงจัง และใช้ข้อมูลนั้นให้เกิดผล ปัญหานี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไป

    ธนาคารกรุงไทยอาจไม่ใช่ผู้เล่นที่แก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่การลุกขึ้นมาสนับสนุนการสร้างฐานข้อมูลและผลักดันให้สังคมเห็นความจริง คือก้าวสำคัญที่จะทำให้การถกเถียงสาธารณะเดินหน้า และอาจนำไปสู่การปฏิรูปที่ประเทศรอคอย

    หนี้นอกระบบจึงไม่ใช่เพียง “เรื่องเงินกู้” แต่คือกระจกสะท้อนเศรษฐกิจไทย ว่าเราจะเลือกอยู่กับความไม่ชัดเจน หรือจะกล้าลุกขึ้นสร้างระบบข้อมูลใหม่ที่ทำให้คนตัวเล็กๆ เข้าถึงโอกาสได้อย่างแท้จริง.

    สมุดปกขาว : พลังความร่วมมือ ฝ่าหลุมดำเศรษฐกิจไทย

    ท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่กลายเป็นโจทย์ใหญ่ให้เศรษฐกิจไทยสะดุด คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ซึ่งประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตัดสินใจเดินหน้าร่วมกันแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ ภาคเอกชนและภาคการเงินพร้อมใจกันผนึกกำลังเพื่อหาทางออก

    ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการประชุมหารือ แต่คือการตั้งเป้าอย่างจริงจังว่าจะสร้าง “สมุดปกขาว” (White Paper) เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทและคู่มือปฏิบัติการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ โดยมี สมาคมธนาคารไทย ทำหน้าที่ประสานเครือข่ายกับหน่วยงานสำคัญทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ สภาพัฒน์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

    ทั้งหมดรวม 8 หน่วยงาน ก่อร่างกลายเป็นทีม Think Tank ระดับประเทศ เป้าหมายไม่ใช่เพียง “คิดยุทธศาสตร์” แต่ต้องลงมือทำ (Execution) ให้เกิดผลจริง

    ประธานสมาคมธนาคารไทยเปิดเผยว่า มีการหารือกับสภาพัฒน์เพื่อกำหนดโจทย์สำคัญว่า “ในอีก 2 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องทำอะไรบ้าง” และได้ข้อสรุปว่าจะเลือกมาเพียง 5 เรื่องหลักเท่านั้น พร้อมเดินหน้าแบบ End-to-End ตั้งแต่การออกแบบนโยบายไปจนถึงการปฏิบัติ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จริง

    “เพราะการเมืองอาจเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความเชื่อมั่นก็ผันผวนตาม แต่โครงสร้างเศรษฐกิจต้องชัดเจนและต่อเนื่อง ภาคเอกชนพร้อมจับมือกับเทคโนแครตเพื่อสร้างความยั่งยืน เราหวังว่าการเมืองจะมองเห็นคุณค่าของสิ่งนี้” — นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

    สำหรับการจัดทำสมุดปกขาวครั้งนี้ มอบหมายให้ สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นศูนย์กลางในการจัดทำและสังเคราะห์ข้อเสนอ ขณะที่หน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ ก็เข้ามามีบทบาทสนับสนุนเต็มที่ โดยปลัดกระทรวงการคลังยืนยันให้การหนุนเสริมอย่างจริงจัง

    สาระสำคัญของ “สมุดปกขาว” ไม่ได้อยู่ที่การเขียนรายงาน แต่คือการสร้างระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ให้สามารถวิเคราะห์ วางแผน และติดตามผลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างโปร่งใสและมีทิศทางเดียวกัน

    ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนว่า ทุกภาคส่วนต่างตระหนักแล้วว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่อาจแก้ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่ต้องเดินไปด้วยกันอย่างจริงจัง “สมุดปกขาว” จึงไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือสัญลักษณ์ของพลังความร่วมมือที่จะช่วยพาประเทศก้าวพ้นหลุมดำเศรษฐกิจ และหาหนทางใหม่ให้ประเทศไทยไปต่อ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/853636/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IJKgPZENEjUskzs4vxT5I

  • หล่มสักอ่วม! น้ำทะลักย่านเศรษฐกิจสูง 1 เมตร ชาวบ้านโอดน้ำมาเร็ว-แรง ท่วมหนักสุดในรอบ 10 ปี

    หล่มสักอ่วม! น้ำทะลักย่านเศรษฐกิจสูง 1 เมตร ชาวบ้านโอดน้ำมาเร็ว-แรง ท่วมหนักสุดในรอบ 10 ปี

    อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ถูกน้ำท่วมอ่วม ทั้งไหลแรงและท่วมสูง บางจุดสูงเกือบถึงอก ชาวบ้านเผยหนักสุดในรอบ 10 ปี

    ภาพเหตุการณ์เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา บริเวณแยกหอนาฬิกา ในตัวอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ น้ำป่าสีแดงขุ่น หลากเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจของตัวอำเภอ กระแสน้ำไหลแรงและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ชาวบ้านต้องลุยน้ำออกจากพื้นที่ ขณะที่ร้านค้าในพื้นที่ต้องปิดร้านหนี โรงเรียนหลายแห่งต้องปิดการเรียนการสอน โดยชาวบ้านบอกว่า น้ำท่วมครั้งนี้มีปริมาณมากและมาเร็ว โดยท่วมหนักสุดในรอบ 10 ปี

    รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/THQljJOlXFM

    แท็กที่เกี่ยวข้อง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/middaynews/446860&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g3UWFaalb7xkH4PlOBn1S

  • “บัวหลวง” เผย 2 ฉากทัศน์การเมือง หวั่นกระทบเบิกงบ-เศรษฐกิจปลายปี

    “บัวหลวง” เผย 2 ฉากทัศน์การเมือง หวั่นกระทบเบิกงบ-เศรษฐกิจปลายปี

    บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS ระบุว่าผ่านบทวิเคราะห์ สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน มีแนวโน้มสูงที่จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งมีกรอบเวลาการบริหารงานที่จำกัดเพียงไม่เกิน 4 เดือน ด้วยเหตุนี้ แม้ว่า พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปี 69 จะมีโอกาสผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาได้ตามขั้นตอน

    แต่ด้วยข้อจำกัดเชิงอำนาจและกรอบเวลาของรัฐบาลเปลี่ยนผ่านอาจทำให้การใช้งบประมาณใหม่เป็นไปอย่างจำกัด อีกทั้ง หากมีการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ก็อาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณมีแนวโน้มล่าช้าออกไป

    ทั้งนี้ จากข้อมูลเชิงประจักษ์ในอดีต พบว่า ช่วงเวลาที่เกิดการเลือกตั้งทั่วไป มักส่งผลให้การเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐลดลงเฉลี่ย 30-40% เมื่อเทียบกับภาวะปกติ ซึ่งความล่าช้าดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะกระทบต่อการเติบโตของ GDP

    โดยเฉพาะในไตรมาส 4/68 และ ไตรมาส 1/69 ซึ่งอาจลดทอนอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ราว 0.2% ดังนั้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า แม้งบประมาณปี 69 จะผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย แต่หากไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองที่เพียงพอ ระบบงบประมาณอาจไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ขณะที่เบื้องต้นประเมิน 2 ฉากทัศน์หลัก ได้แก่

    1.) พรรคภูมิใจไทย จับมือ พรรคประชาชน (โอกาส 60%) คาดเพื่อไทยมีโอกาสยุบสภาสูง ทำให้ต้องจัดเลือกตั้งภายในธ.ค. ปีนี้ (ต้องจัดเลือกตั้งภายใน 45-60 วันหลังยุบสภา) และ

    2.) พรรคเพื่อไทย จับมือ พรรคประชาชน (โอกาส 40%) คาดรัฐบาลมีโอกาสทำงานราว 4 เดือน ก่อนยุบสภาปลายปี และเลือกตั้งภายในเดือนก.พ.

    ส่วนผลกระทบต่อหุ้น หากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ตลาดอาจคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดใหม่ และอาจเทียบกับช่วงก่อนการเลือกตั้งในอดีต จากสถิติการเลือกตั้ง 10 ครั้งที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวขึ้นในช่วง 3 เดือนก่อนวันเลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่เรียกว่า Pre-election rally โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 3% โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มที่อิงการบริโภคในประเทศ เช่น ธนาคาร ค้าปลีก การเงิน และอาหาร ซึ่งมักได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดใหม่

    อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในเชิงความถี่ แม้จะพบว่าเกิด Pre-election rally ถึง 6 ครั้งจาก 10 การเลือกตั้งล่าสุด แต่ในช่วง 5 ครั้งหลังกลับเกิดขึ้นเพียง 2 ครั้งเท่านั้น โดยมักจะเกิดในบริบทที่การเมืองมีเสถียรภาพ และเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตอย่างชัดเจน สะท้อนว่าการเกิด rally ดังกล่าวขึ้นอยู่กับระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อทั้งภาพเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางการเมือง

    สำหรับการเลือกตั้งรอบนี้ โอกาสที่ตลาดจะเข้าสู่ช่วง Pre-election rally ดูจะจำกัด เนื่องจากยังเผชิญปัจจัยความไม่แน่นอนหลายด้าน ทั้งในมิติกฎหมายที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของผู้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหลักหลายพรรค และความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่ยังมีแนวโน้มชะลอตัว ขณะที่ประเทศอยู่ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลเสียงข้างน้อยในช่วง 4 เดือนข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยรวม

    ฝ่ายนักวิเคราะห์ยังคงเป้าหมาย SET Index สิ้นปีไว้ที่ 1,280 จุด กลยุทธ์การลงทุนจึงเน้น selective ในหุ้นที่มีความชัดเจนด้านปัจจัยพื้นฐานและมีลักษณะ defensive growth อาทิ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP ที่เริ่มรับรู้รายได้จากโครงการ Data Center ในนิคมอุตสาหกรรมตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังปี 2568 ต่อเนื่องถึงปีหน้า

    ขณะเดียวกัน ยังมีจุดเด่นด้านมูลค่าที่น่าสนใจ โดยมีค่า PER ปี 68 ราว 12.5 เท่า เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ที่ 23 เท่า และ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ที่ 19 เท่า พร้อมให้ Dividend Yield ถึงราว 6%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/779205&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sKF1Zd7H9sV5pwhdG6Qzh