Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คนไทยช็อปออนไลน์สูงสุดในโลก ลาซาด้าเผยอีคอมเมิร์ซโตสวนเศรษฐกิจ

    คนไทยช็อปออนไลน์สูงสุดในโลก ลาซาด้าเผยอีคอมเมิร์ซโตสวนเศรษฐกิจ

    น.ส. วาริสฐา เกียรติภิญโญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจภาพรวมดูเหมือนว่าจะชะลอตัวลง แต่สำหรับการค้าแบบอีคอมเมิร์ซผ่านแพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลสอย่างลาซาด้านั้น ครึ่งแรกของปี 2568 เติบโตได้ในระดับที่น่าพอใจและใกล้เคียงกับตลาด 

    “นักช็อปออนไลน์ไม่ได้ซื้อของน้อยลง แต่พฤติกรรมอาจปรับเปลี่ยนไปบ้าง โดยหันมาซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ตอบโจทย์ด้านความคุ้มค่า แทนที่จะซื้อสินค้าราคาถูกแต่ไม่ทนทาน เรายังเห็นลูกค้าที่เพิ่มขึ้น จากการที่คนเข้ามาซื้อของผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อใช้คูปองจากหลากหลายช่องทาง เพื่อให้ได้ส่วนลดเพิ่มขึ้น โดยในช่วงแคมเปญ พบว่า 50% ของคำสั่งซื้อ มีการใช้คูปองหลายต่อ โดยใช้ทั้งคูปองส่งฟรีและส่วนลดควบคู่กันไป”

    น.ส.วาริสฐา กล่าวว่า ลาซาด้าอาจไม่มีนโยบายเปิดเผยยอดขาย กำไร หรือการเติบโต แต่ตัวเลขที่เปิดเผยได้สะท้อนการขยายตัวของยอดขายชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นยอดคำสั่งซื้อบน LazMall แหล่งรวมสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำของลาซาด้า ที่เพิ่มขึ้นกว่า 22% ตั้งแต่ต้นปี 2568 เช่นเดียวกับยอดการใช้จ่ายต่อครั้งผ่าน LazMall ที่เพิ่มขึ้นเป็นครั้งละ 1,000 บาท ขณะที่ยอดใช้จ่ายต่อครั้งทั้งแพลตฟอร์มในช่วงแคมเปญยังเพิ่มขึ้น 15% ด้วย แสดงให้เห็นว่านักช็อปจำนวนมาก เข้ามาหาซื้อสินค้าที่คุ้มราคาจากส่วนลดหลากหลายที่ลาซาด้ามอบให้ 

    ทั้งนี้ ปี 2567 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซไทยมีมูลค่า 1.1 ล้านล้านบาท เติบโต 21.7% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 12% และ 67% ของมูลค่า 1.1 ล้านล้านบาทดังกล่าว เป็นการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลส 

    “การเติบโตอย่างต่อเนื่องของอีคอมเมิร์ซทำให้ในปี 2568 ยอดขายสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซคิดเป็น 1 ใน 4 ของตลาดค้าปลีกไทยแล้ว และภายในปี 2573 คาดว่าจะเติบโตแตะ 2 ล้านล้านบาท นอกจากนั้นนักช็อปไทยยังซื้อของออนไลน์ต่อสัปดาห์สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก คิดเป็น 68.2% ของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 56.1%”

    ลาซาด้ายังได้ประกาศวิสัยทัศน์การเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยุคใหม่ “Next-Level eCommerce” ด้วย 3 โฟกัสหลัก 1. คัดสรรสินค้าคุณภาพครบทุกหมวดหมู่ (High-Quality Assortment) 2. มอบประสบการณ์การช้อปที่เหนือกว่า (High-Quality Experience) 3. ดึงอินไซต์สร้างแคมเปญคุณภาพ (High-Quality Campaign) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2880415&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D7s81DjDTlboaDACZ6fWl

  • บสย. ส่งมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” กระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วย SMEs ซื้อรถกระบะ เป็นเครื่องมือทำมาหากินง่ายขึ้น – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    บสย. ส่งมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” กระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วย SMEs ซื้อรถกระบะ เป็นเครื่องมือทำมาหากินง่ายขึ้น – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย. ได้ขยายความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการซื้อรถกระบะเชิงพาณิชย์ ในการประกอบอาชีพและทำธุรกิจ ล่าสุดได้เปิดตัวมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” เบื้องต้นได้จัดเตรียมวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 1,000 ล้านบาท โดยเริ่มดำเนินการระยะแรก 500 ล้านบาท ต่อยอดจากมาตรการค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะใหม่ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อให้การช่วยเหลือ SMEs ครอบคลุมทั้งการซื้อรถกระบะใหม่ และรถกระบะมือสอง มุ่งช่วย SMEs รายย่อย กลุ่มเกษตรกร และธุรกิจขนส่งขนาดเล็ก ที่อาจมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ สามารถเข้าถึงสินเชื่อซื้อรถกระบะได้ง่ายขึ้น โดยตั้งเป้าว่าจากมาตรการนี้ จะช่วย “ปลดล็อก” ธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน ทั้งช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ซบเซาให้กลับมาคึกคัก ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

    ปัจจุบันตลาดรถกระบะมือสองมีมูลค่าประมาณ 17,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 38,000 คัน ซึ่งหดตัวลงต่อเนื่อง ประกอบกับราคารถกระบะมือสองที่ปรับลงอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากในปี 2566-2567 มีรถกระบะถูกยึดเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดและระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ด้วยมาตรการดังกล่าวของ บสย. ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยชดเชยความเสี่ยง เพื่อจะสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงิน (ไฟแนนซ์) กล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยคาดว่าจากมาตรการนี้ จะช่วยผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการซื้อรถกระบะมือสองเข้าถึงสินเชื่อได้กว่า 7,600 ราย ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบกว่า 3,400 ล้านบาท รักษาการจ้างงานกว่า 153,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 14,000 ล้านบาท

    ปัจจุบันสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อรถกระบะมือสอง 60% เป็นกลุ่ม Non Bank ที่เหลืออีก 40% เป็นกลุ่มสถาบันการเงินและบริษัทในเครือ โดยจุดเด่นของมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” จะช่วย SMEs ลดภาระทางการเงิน ด้วยสิทธิประโยชน์ ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก โดยรัฐบาล กระทรวงการคลังเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมค้ำประกันให้ และในส่วนปีที่ 4-7 คิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันต่ำเพียง 1.5% ต่อปี ของภาระค้ำประกันในแต่ละปี เช่นภาระสินเชื่อปีที่ 4 คงเหลือ 300,000 บาท SMEs จะจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันเพียง 4,500 บาทเท่านั้น พร้อมค้ำประกันนานสูงสุด 7 ปี หรือ 84 งวด วงเงินค้ำประกันสูงสุดถึง 800,000 บาทต่อราย สิ้นสุดรับคำขอค้ำประกันภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2568

    นายสิทธิกร กล่าวว่า กรณีที่ SMEs ที่ถือหนังสือค้ำประกัน บสย. ประสบปัญหาไม่สามารถผ่อนชำระค่างวดต่อได้จนกลายเป็นหนี้เสีย และรถถูกยึดขายทอดตลาดเสร็จสิ้นแล้ว โดยไฟแนนซ์พิจารณาส่งยอดหนี้คงเหลือมาเคลมกับ บสย. ลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลมภายใต้มาตรการนี้ สามารถเข้าร่วมมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ “บสย. พร้อมช่วย” หรือ มาตรการ 3 สี ม่วง เหลือง เขียว ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความสามารถในการชำระหนี้ จุดเด่นคือ ยืดหนี้ยาวสูงสุด 7 ปี พร้อม “ตัดเงินต้น ก่อนตัดดอก” และคิดอัตราดอกเบี้ย 0% โดยปลดหนี้ ลดเงินต้นให้สูงสุด 30% พร้อม “ยกดอกเบี้ย” ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยให้ลูกหนี้สามารถ “อยู่รอด อยู่ได้” และ “ปลดหนี้” ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจ และทำให้ลูกหนี้มีกำลังใจ กลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง

    ผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” สามารถลงทะเบียนได้ที่ LINE OA : @tcgfirst พร้อมบริการตรวจสุขภาพทางการเงิน โดยจองคิวขอรับคำปรึกษาทางการเงิน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บสย. Call Center โทร. 02-890-9999

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/02/574866/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pv5S5eqceWAHWcqZp2xU-

  • งบปี 69 ผ่านฉลุย! วุฒิสภาไฟเขียว 151 เสียง จับตาค้าปลีก-รับเหมาคึก

    งบปี 69 ผ่านฉลุย! วุฒิสภาไฟเขียว 151 เสียง จับตาค้าปลีก-รับเหมาคึก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 ก.ย.68) การประชุมวุฒิสภา ซึ่งมีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หลังจากสมาชิกวุฒิสภาอภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะครบทั้ง 78 คน

    โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 151 เสียง (เพิ่มจาก 148 +3) ไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 27 เสียง ส่งผลให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2569 ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา โดยขั้นตอนต่อจากนี้ จะส่งร่างกฎหมายกลับไปยังรัฐบาล เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศใช้ต่อไป

    นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขอบคุณวุฒิสภาที่เห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าว โดยย้ำว่า งบประมาณปี 2569 เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อสร้างความมั่นคง ความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งพัฒนาระบบราชการให้ตอบสนองประชาชนได้ในทุกมิติ

    สำหรับข้อคิดเห็น คำแนะนำ และความห่วงใยจากสมาชิกวุฒิสภา นายพิชัย ยืนยันว่า รัฐบาลจะนำมาพิจารณาปรับปรุงการทำงานของหน่วยรับงบประมาณ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายงบประมาณมากที่สุด พร้อมขอบคุณคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่ร่วมพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ อย่างเต็มที่ และได้ให้ข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการ

    ทั้งนี้ นายพิชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะกำกับดูแลการใช้งบประมาณให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายที่วางไว้ เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน

    ด้านฝ่ายกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า การที่ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา ถือเป็นปัจจัยบวกต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) เนื่องจากช่วยจำกัด Downside ในช่วงรอยต่อทางการเมือง และปลดล็อกปัจจัย Overhang ที่กดดันตลาดในช่วงที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ ฝ่ายกลยุทธ์มองว่า จะเป็นแรงหนุนเชิงจิตวิทยาต่อหุ้น Domestic Play โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL และบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO รวมถึงกลุ่มเช่าซื้ออย่างบริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างอย่างบริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO ก็มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์เช่นเดียวกัน

    ในส่วนของกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK และบริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ถูกประเมินว่า จะได้ประโยชน์จากความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณ

    รวมทั้งกลุ่ม ICT อย่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ซึ่งน่าจะได้รับผลเชิงบวกตามมา

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/779586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Egpyx1igwMTxYGg1LLQCR

  • OSP มูลนิธิโอสถสภา มอบทุนการศึกษาต่อเนื่องเป็นปีที่ 37 รวมมูลค่า 1.4 ล้านบาท สนับสนุนเยาวชนไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    OSP มูลนิธิโอสถสภา มอบทุนการศึกษาต่อเนื่องเป็นปีที่ 37 รวมมูลค่า 1.4 ล้านบาท สนับสนุนเยาวชนไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – คุณกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ รองประธานมูลนิธิโอสถสภา เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิโอสถสภา เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขากายภาพบำบัดโดยไม่มีข้อผูกมัด  โดยในปีนี้ได้มอบทุนจำนวน 28 ทุน รวมมูลค่า 1.4 ล้านบาท  เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะคนพิการและสังคม  ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 37  ปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษาแล้วกว่า 350 คน

    การมอบทุนการศึกษาในสาขากายภาพบำบัด จึงเปรียบเสมือนการขับเคลื่อนกลไกที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการให้สามารถเข้าถึงการฟื้นฟู กลับมาดำรงชีวิตได้ตามศักยภาพ และมีความภาคภูมิใจในตนเอง โดยมีนักกายภาพบำบัดทำหน้าที่สำคัญในการผลักดันและดูแลคนไข้ คนพิการ และช่วยเหลือสังคมเพื่อการเข้าถึงการฟื้นฟูสุขภาพเพื่อชีวิตที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/03/574915/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oUPmVUE06zEMAld-hcKB4

  • Mitsubishi  มอบชุดจำลองเทคโนโลยี PHEV

    Mitsubishi มอบชุดจำลองเทคโนโลยี PHEV

    บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด จัดกิจกรรมมอบชุดจำลองเทคโนโลยี PHEV ชุดเครื่องยนต์ และชุดส่งกำลัง รวมถึงการฝึกอบรม ให้แก่วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานเทคโนโลยี กรุงเทพฯ มุ่งเดินหน้าสนับสนุนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ เพื่อการพัฒนาทักษะการทำงานในสายอาชีพอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับปณิธานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ

    สาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขาย และบริการหลังการขาย บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย)ฯ มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการศึกษา ซึ่งถือเป็นการพัฒนารากฐานที่สำคัญที่สุดในทุกอุตสาหกรรม โดยครั้งนี้เราได้ส่งมอบเครื่องยนต์ พร้อมชุดส่งกำลังรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นชุดเดียวกับที่ติดตั้งอยู่ในรถรุ่นจำหน่ายจริง พร้อมทั้งยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์การทำงานจริงจากผู้เชี่ยวชาญในสายงาน สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ในการยกระดับองค์ความรู้ และต่อยอดทักษะ พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสทางสายอาชีพ ให้แก่นักศึกษาอีกด้วย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย)ฯ ยังคงเดินหน้าส่งมอบผลิตภัณฑ์ และบริการที่มีคุณภาพควบคู่ไปกับการส่งเสริมการศึกษา เพื่อให้สังคมไทยเติบโต และก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันอย่างยั่งยืน

    ดร. มาลี ฐานปัญญา รองประธานกรรมการสถานศึกษา กล่าวว่า ขอขอบคุณ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย)ฯ และบริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด ที่ให้การสนับสนุนวิทยาลัยฯ ของเราทั้งในด้านองค์ความรู้จากการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ และการมอบเครื่องยนต์พร้อมชุดส่งกำลังรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพในการยกระดับการเรียนรู้ของนักศึกษา ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยียานยนต์รุ่นใหม่ได้อย่างใกล้ชิด สิ่งเหล่านี้ยังสอดคล้องกับพันธกิจของวิทยาลัยฯ ในการผลิตบุคลากรช่างเทคนิคที่มีคุณภาพ และเตรียมพร้อมพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง

    จักรพงษ์ ชัยตระกูลทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด กล่าวว่า ในฐานะผู้จำหน่าย และศูนย์บริการรถยนต์ Mitsubishi (มิตซูบิชิ) บริษัทฯ มีความพร้อมในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการที่มีคุณภาพสูงครบวงจร เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างดีที่สุด ซึ่งนอกจากการดำเนินธุรกิจ เรายังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคมของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย)ฯ โดยเฉพาะการยกระดับการศึกษา และพัฒนาศักยภาพเยาวชนในสายงานเทคนิค เราตั้งใจเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพในอนาคต

    โครงการมอบเครื่องยนต์ให้แก่สถาบันการศึกษา ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 โดยได้มอบเครื่องยนต์ ชุดส่งกำลัง และอุปกรณ์ประกอบการเรียนรู้ไปแล้วกว่า 260 ชุด ให้แก่สถาบันการศึกษาด้านยานยนต์กว่า 100 แห่งทั่วประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างทักษะ และศักยภาพให้แก่ช่างเทคนิครุ่นใหม่ พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://autoinfo.co.th/online/568959&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pogrSaOtVCMDMd9ReaLCG

  • งานการศึกษาสถานฑูตนิวซีแลนด์ 2025 คึกคัก

    งานการศึกษาสถานฑูตนิวซีแลนด์ 2025 คึกคัก

    การศึกษา

    งานการศึกษาสถานฑูตนิวซีแลนด์ 2025 คึกคัก

    วันพุธ ที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.24 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    งานการศึกษาสถานฑูตนิวซีแลนด์ 2025 คึกคัก

    งานการศึกษาสถานทูตนิวซีแลนด์ประจำปี 2568 (New Zealand Education Fair 2025) จัดโดยหน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ (Education New Zealand; ENZ) สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันการศึกษาชั้นนำของนิวซีแลนด์กว่า 65 แห่ง เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้และแนวทางการศึกษารูปแบบใหม่ให้แก่นักเรียนไทย พร้อมทุนการศึกษาจากหลากหลายสถาบันรวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท โดยมี ฯพณฯ นายโจนาธาน คิงส์ เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน  มีนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนผู้ปกครอง และผู้สนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ 2

    ฯพณฯ นายโจนาธาน คิงส์ เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ระบบการศึกษาของนิวซีแลนด์ไม่ได้มุ่งเพียงความเป็นเลิศทางวิชาการ แต่ยังบ่มเพาะการคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ ความฉลาดทางอารมณ์ และความเป็นอิสระในตัวผู้เรียน อีกทั้งให้ความสำคัญต่อสวัสดิภาพของนักเรียน และการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อเตรียมเยาวชนให้พร้อมในทุกด้านไม่ใช่เพียงแค่ความสำเร็จแต่ยังพร้อมเป็นผู้นำในโลกยุคโลกาภิวัตน์อีกด้วย นอกจากนี้นิวซีแลนด์ยังมีธรรมชาติสวยงาม ผู้คนเป็นมิตร ค่าครองชีพสมเหตุสมผล เปิดโอกาสให้นักเรียนต่างชาติทำงานระหว่างเรียน และต่อยอดทำงานได้สูงสุด 3 ปีหลังจบการศึกษาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้นิวซีแลนด์เป็นหมุดหมายสำคัญทางการศึกษาของนักเรียนไทยและนักเรียนต่างชาติจากทั่วทุกมุมโลก  โดยในปี 2567 นิวซีแลนด์มีนักเรียนต่างชาติกว่า 83,425 คน มีนักเรียนไทย 2,840 คน ซึ่งไทยติดอันดับ 5 ของนักเรียนต่างชาติในนิวซีแลนด์   

    ภายในงานมีการมอบรางวัล Alumni Hall of Fame ศิษย์เก่านิวซีแลนด์ดีเด่น 2025 ให้แก่ นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา (ท๊อป) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด, ดร.อริสราวัลย์ ธนาสินสิริ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ กองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มก.อช.) และ ภญ.ดร.ตีรวรรณ วนดุรงค์วรรณ  รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มโรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งศิษย์เก่านิวซีแลนด์ดีเด่นมองว่า การศึกษาที่นิวซีแลนด์คือ “กุญแจสู่ความเป็นผู้นำและความยั่งยืน” ประสบการณ์จากการศึกษาและใช้ชีวิตในนิวซีแลนด์ไม่ได้ให้แค่ใบปริญญา แต่ยังปลูกฝังทักษะชีวิต มุมมอง ที่ไม่เพียงทำให้พร้อมสำหรับการทำงาน แต่ยังพร้อมที่จะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า สามารถต่อยอดเป็นโอกาสจริงทั้งในชีวิตและการทำงาน ทำให้ก้าวออกไปสู่ความสำเร็จอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    น้องๆที่มาร่วมงานยังได้ เปิดประสบการณ์ห้องเรียนจำลองที่ยกเอาคลาสเรียนจากคุณครูนิวซีแลนด์มาให้นักเรียนไทยได้สัมผัส  พร้อมฟังข้อคิดดีๆกับคุณสู่ขวัญ บูลกุล พิธีกรและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ที่มาแชร์ประสบการณ์ตรง ในช่วงเสวนาพิเศษ “ทำไมถึงเลือกนิวซีแลนด์ให้ลูกเรียน ตั้งแต่มัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย”  และพูดคุยกับ แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์ นักแสดงและนักร้องชื่อดัง ศิษย์เก่านิวซีแลนด์ ที่มาร่วมแบ่งปันและชวนน้องๆเปิดประสบการณ์การศึกษานิวซีแลนด์ ท่านที่สนใจดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการศึกษานิวซีแลนด์ ดูได้ที www.studywithnewzealand.govt.nz

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/444905&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Gz_dtQ6cNmAvmNc71Uh2H

  • เชื่อมั่นผู้บริโภคลด! หนี้-ชายแดน-ท่องเที่ยว กดดันเศรษฐกิจ

    เชื่อมั่นผู้บริโภคลด! หนี้-ชายแดน-ท่องเที่ยว กดดันเศรษฐกิจ

    พาณิชย์ชี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสิงหาคม 2568 ลดลงเล็กน้อย เหตุปัจจัยในประเทศกดดัน แต่ยังคงเชื่อมั่นอนาคตจากมาตรการรัฐ-ดอกเบี้ยขาลง

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน 5,717 รายทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 47.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนความกังวลต่อเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะภาระหนี้สินครัวเรือน รายจ่ายที่สูงขึ้น ภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว รวมถึงสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา

    อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) ยังอยู่ในเกณฑ์เชื่อมั่นที่ 53.7 แม้ลดลงจาก 54.2 ในเดือนก่อน โดยแรงหนุนหลักมาจาก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.50% ต่อปี และการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามต่อเนื่อง ได้แก่ ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา และภัยธรรมชาติในบางพื้นที่

    moc-consumer-confidence-index-reduce-debt-border-tourism-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่นมากที่สุด คือ เศรษฐกิจไทยในภาพรวม (48.15%) รองลงมา ได้แก่ มาตรการรัฐ (12.89%) สังคม/ความมั่นคง (10.93%) ราคาสินค้าเกษตร (8.50%) เศรษฐกิจโลก (8.05%) การเมือง (7.45%) ราคาน้ำมัน (1.91%) ภัยพิบัติ/โรคระบาด (1.52%) และปัจจัยอื่น ๆ (0.60%)

    จำแนกรายภูมิภาค พบว่า มีเพียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อยู่ในเกณฑ์เชื่อมั่น (50.4) ขณะที่ภาคใต้ (48.8) ภาคกลาง (46.7) และกรุงเทพฯ–ปริมณฑล (46.0) แม้ยังต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นแต่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนภาคเหนือ (45.8) ลดลงเพราะได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

    จำแนกรายอาชีพ พบว่า พนักงานภาครัฐเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ยังเชื่อมั่น (52.0) ส่วนอาชีพอื่น ๆ ต่ำกว่าเกณฑ์ อาทิ ผู้ประกอบการ (49.0) นักศึกษา (48.9) พนักงานเอกชน (47.5) อาชีพอิสระ (46.5) เกษตรกร (46.4) ผู้ว่างงาน/บำนาญ (45.8) ขณะที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญอยู่ต่ำสุดที่ 37.1 แต่ปรับขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน

    พูนพงษ์ ยังชี้ การลดลงของดัชนีในเดือนสิงหาคมส่วนใหญ่ได้รับแรงกดดันจาก ความขัดแย้งชายแดนและอุทกภัยภาคเหนือ รวมถึงปัญหากำลังซื้อที่อ่อนแรงซึ่งส่งผลต่อธุรกิจ แต่ปัจจัยบวกคือการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย และการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ความชัดเจนเรื่องมาตรการภาษีของสหรัฐฯ อาจลดแรงกังวลด้านการค้าได้

    กระทรวงพาณิชย์ย้ำว่า จะเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพ สนับสนุนภาคธุรกิจและการค้า ตลอดจนติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นใจให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจในระยะต่อไป

    moc-consumer-confidence-index-reduce-debt-border-tourism-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/moc-consumer-confidence-index-reduce-debt-border-tourism&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2i-Vle_FJPosWWJVOx00SD

  • ออมสินขยายผลโปรเจกต์ ‘ลิบงสุขใจ’ สร้างชุมชนเข้มแข็ง-หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่

    ออมสินขยายผลโปรเจกต์ ‘ลิบงสุขใจ’ สร้างชุมชนเข้มแข็ง-หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่

    ออมสินขยายผลโปรเจกต์ ‘ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา’ สู่ชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่ สร้าง Social Impact ให้ชุมชนแล้วกว่า 50,000 ราย

    2 ก.ย. 2568 – นายวีระชัย อมรถกลสุเวช รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เผยความก้าวหน้าการดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Area-Based Community Development) โครงการที่ 2 ภายใต้ชื่อ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ในพื้นที่เกาะลิบง จังหวัดตรัง ครบรอบ 1 ปี ของการดำเนินงาน มีการขยายเป้าหมายการพัฒนาจากเดิม 7 ด้าน เป็น 12 ด้าน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและรองรับความต้องการที่จำเป็นของพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของการดูแลตนเอง การดูแลชุมชน รวมไปถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและเพิ่มโอกาสทางรายได้

    ทั้งนี้ โครงการลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา เป็นการต่อยอดความสำเร็จงานพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม โครงการที่ 1 “ออมสินฮ่วมใจ๋ฮักขุนน่าน” ที่การันตีความสำเร็จด้วยรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ปี 2567 (รางวัลการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมดีเด่น) โดยธนาคารกำหนดใช้แนวคิดนี้ในการทำงานพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อขยายผลการสร้าง Social Impact อย่างต่อเนื่อง ให้กับชุมชนแล้วกว่า 50,000 ราย

    โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ด้วยแนวคิด “ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Island) ตั้งเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี สิ่งแวดล้อมน่าอยู่ และเศรษฐกิจเติบโตไปพร้อมกัน โดยวางแผนการพัฒนาครอบคลุม 12 ด้าน ประกอบด้วย 1. Low Carbon 2. ยกระดับการท่องเที่ยว 3. การจัดการน้ำ 4. การแพทย์และสาธารณสุข 5. ส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ 6. ส่งเสริมความรู้ทางการเงิน 7. ส่งเสริมการออมทรัพย์ 8. การสนับสนุนแหล่งเงินทุน 9. แก้ไขปัญหาหนี้สิน 10. สถานศึกษาและการเรียนรู้ 11. การทำนุบำรุงศาสนา และ 12. คุณภาพชีวิต เพื่อตอบโจทย์คนในชุมชนที่ปัจจุบันโครงสร้างประชากรส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้สูงวัย ให้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ควบคู่กับการปลูกฝังจิตสำนึกส่งเสริมการดูแลรักษาถิ่นเกิด

    ทั้งการเข้าถึงบริการสุขภาพและสวัสดิภาพที่รวดเร็วขึ้น การมีแหล่งน้ำที่มีคุณภาพและเพียงพอสำหรับใช้อุปโภคบริโภคตลอดปี ที่สำคัญคือการสร้างรายได้เพิ่มจากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเกาะลิบงมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวที่ยังถูกหลงลืม แต่มีศักยภาพเพียงพอสำหรับการยกระดับรายได้ให้คนในชุมชนซึ่งทั้งเกาะเป็นวิถีชีวิตชาวมุสลิม และปรับปรุงมาตรฐานผู้ประกอบการโฮมสเตย์ ส่งเสริมการตลาดขยายการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ การสนับสนุนพลังงานทดแทน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว

    นอกจากนี้ ธนาคารได้ส่งเสริมให้ชุมชนมีการออมรูปแบบกลุ่ม อาทิ กลุ่มประมง กลุ่มเรือข้ามฟาก และกลุ่มรถซาเล้งโดยสาร รวมถึงส่งเสริมการออมเยาวชนกับธนาคารโรงเรียน เพื่อให้ชุมชนใส่ใจการออมและการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล

    ทั้งนี้ ปัจจุบัน โครงการมีความคืบหน้ามากกว่า 60% โดยการปฏิบัติงานนำโดยทีมงานของธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ ร่วมกับหน่วยพัฒนาสังคมและชุมชน สังกัดธนาคารออมสินภาค 17 หน่วยงานภาคีที่เข้าร่วมบูรณาการองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญการพัฒนาแต่ละด้าน อาทิ กรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยมหิดล มทร.ศรีวิชัย เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง สาธารณสุขจังหวัดตรัง OKMD และ UNICEF

    ผลงานความก้าวหน้าด้านที่สำคัญ เช่น การผลิตน้ำที่มีคุณภาพสำหรับอุปโภคบริโภคเปลี่ยนน้ำเค็มเป็นน้ำจืด การขุดเจาะบ่อบาดาลพร้อมถังเก็บน้ำสำหรับทั้งเกาะครอบคลุม 4 หมู่บ้าน การสนับสนุนเรือพยาบาลฉุกเฉิน “เรือออมสินชีพรักษ์” และสร้างหน่วยกู้ชีพฉุกเฉินเพื่อให้บริการทางการแพทย์ได้ทันท่วงที การติดตั้งระบบพลังงานทดแทนโซล่าร์เซลล์ส่องสว่าง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 20% และผู้ประกอบการโฮมสเตย์ มีรายได้เพิ่มขึ้น 34% ตลอดจนด้านสิ่งแวดล้อมที่อยู่ระหว่างวางแผนริเริ่มให้ชุมชนมีการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ การฟื้นฟูระบบนิเวศด้วยการปลูกหญ้าทะเล การปลูกป่าเพื่อขยายพื้นที่สีเขียว เป็นต้น โดยยังมีกิจกรรมการพัฒนาที่อยู่ระหว่างดำเนินการในระยะที่ 2 เพื่อขยายผลการพัฒนาสู่เป้าหมายระยะถัดไป ในการขับเคลื่อนสู่การเป็นชุมชนคาร์บอนต่ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อให้ชาวเกาะลิบง จังหวัดตรัง สามารถพึ่งพาตนเองได้และมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนต่อไป

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/854613/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KGACNs0gv4wsq5ZDYfwWo

  • การเมือง-เศรษฐกิจวิกฤติซ้ำซ้อน

    การเมือง-เศรษฐกิจวิกฤติซ้ำซ้อน

    เศรษฐกิจ

    การเมือง-เศรษฐกิจวิกฤติซ้ำซ้อน

    03 ก.ย. 2025 เวลา 7:00 น.

    เศรษฐกิจไทยเวลานี้หลายคนมองว่าถึง “ทางตัน” แล้ว เพราะดูไม่ออกว่าเราจะกลับไปเติบโตในระดับเดียวกับช่วงก่อนโควิดอย่างไร และเอาเข้าจริงๆ ไทยเองน่าจะเป็นประเทศท้ายๆ ที่มูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่งจะกลับขึ้นมาเทียบเท่ากับช่วงก่อนโควิด

        เรียกได้ว่าเราใช้เวลาฟื้นตัวจากพิษโควิดนานถึง 4 ปีเต็ม ที่สำคัญมองไปข้างหน้ายังดูไม่ออกว่าอะไรจะเป็น “เครื่องยนต์ใหม่” ที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยิ่งช่วงหลายปีมานี้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอยู่ในกลุ่มบ๊วยของตารางอาเซียน
        เราต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยเวลานี้กำลังเผชิญภาวะยากลำบากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต ไม่ใช่เพียงแค่การเติบโตต่ำที่ลากยาวมานาน แต่ยังถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤติการเมืองซึ่งทำให้ประเทศเข้าสู่สุญญากาศทางนโยบาย การถอดถอนนายกรัฐมนตรีล่าสุดได้กลายเป็นชนวนสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ หรือแม้แต่ประชาชนในประเทศเอง สถานการณ์นี้ทำให้เศรษฐกิจไทยจากที่เติบโตช้าอยู่แล้วกำลังโดนวิกฤติการเมืองกระหน่ำซ้ำเติม

        ถ้าลองวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจไทยให้ดี มันเริ่มต้นจากการที่เราไม่ยอมแก้ปัญหาระยะยาวในอดีตจนวันนี้กลายเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนซึ่งเคยเตือนกันมาร่วม 10 ปี ว่ากำลังเป็นระเบิดเวลาของวิกฤติเศรษฐกิจลูกใหม่ แต่รัฐบาลไม่ว่าจะกี่ชุดให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเรื่องนี้น้อยมาก หรือแม้แต่การหาเครื่องยนต์การลงทุนใหม่ๆ เพื่อทดแทนการลงทุนในอุตสาหกรรมเดิมๆ ซึ่งโลกเริ่มใช้น้อยลงไปเรื่อยๆ รวมไปถึงนโยบายที่จะดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ก็ยังไม่มีความชัดเจน… EEC ที่เคยเป็นความหวังของประเทศ แต่ความคืบหน้าในส่วนนี้แทบไม่มีให้เห็น เราไม่แปลกใจเลยที่จะเห็นเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติที่ไหลเข้ามาประเทศไทยน้อยลงไปเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน

        ข้อมูลหลายอย่างบ่งชี้ไปว่า “ขีดแข่งขัน” ของประเทศไทยกำลังถดถอยลง ถามว่าเป็นเพราะอะไร สถานการณ์การเมืองช่วงหลายปีมานี้น่าจะบอกใบ้ถึงคำตอบได้ค่อนข้างดี ซึ่งถ้าไทยยังไม่สามารถสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็งกำหนดทิศทางของประเทศในระยะยาวได้ ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะไม่ได้กดดันแค่การลงทุนเท่านั้น แต่ยังกระทบตรงไปถึงคุณภาพความเป็นอยู่ของประชาชนด้วย เศรษฐกิจไทยจะยังจมดิ่ง หลายธุรกิจปิดกิจการ ผู้คนจะหางานทำยากขึ้น กำลังซื้อหดหาย สุดท้ายเราจะกลายเป็นประเทศที่นักลงทุนลืม
        เศรษฐกิจไทยในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ “ติดกับดักการเติบโตต่ำ” แต่กำลังเผชิญ “กับดักซ้ำซ้อน” ที่การเมืองและโครงสร้างเศรษฐกิจเชื่อมโยงกันเป็นปัญหาใหญ่ ประเทศจำเป็นต้องมีทั้งผู้นำทางการเมืองที่สร้างความเชื่อมั่น และยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน เพื่อปลดล็อกศักยภาพใหม่ มิฉะนั้นประเทศไทยจะยังคงวนเวียนอยู่ในวังวนเดิม โตช้า ไม่มั่นคง และถูกทิ้งห่างในภูมิภาคที่หลายประเทศกำลังวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/business/economic/1197031&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oIU0-vgzf-6aeXT8DleGI

  • กรุงศรีวิเคราะห์เศรษฐกิจโลก

    กรุงศรีวิเคราะห์เศรษฐกิจโลก

    วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 08.28 น.

    ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศแกนหลักยังสะท้อนภาพที่อ่อนแอ หนุนธนาคารกลางใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายต่อเนื่อง ด้านจีนต้องรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น

    ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) วิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงินว่า  ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอต่อเนื่อง หนุนโอกาสเฟดลดดอกเบี้ยเดือนกันยายน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงเล็กน้อยสู่ระดับ 97.4 ในเดือนสิงหาคม ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2566-67 ที่ 105 ส่วนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานอยู่ที่ 1.95 ล้านราย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากต้นปี 2568 ที่ 1.87 ล้านราย ด้านราคาบ้านในเดือนมิถุนายนชะลอตัวมากสุดในรอบเกือบ 13 ปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ PCE ทรงตัวที่ 2.6% YoY ในเดือนกรกฎาคม

    ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงสะท้อนภาพการชะลอตัวที่ต่อเนื่อง อาทิ ตลาดแรงงาน ตลาดที่อยู่อาศัย และความเชื่อมั่น ขณะที่ความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ในการปลดลิซ่า คุก ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการเฟดที่มีสิทธิ์โหวตทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย สร้างความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางและความน่าเชื่อถือด้านเครดิตของประเทศสหรัฐฯ ขณะเดียวกันการขึ้นภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ของทรัมป์ผิดกฎหมาย แต่ศาลอุทธรณ์ได้ระงับผลของคำตัดสินไว้จนถึงวันที่ 14 ตุลาคม เพื่อให้ทรัมป์มีเวลายื่นต่อศาลฎีกาต่อไป ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนต่อนโยบายดังกล่าวในระยะข้างหน้า จากความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นในหลายแง่มุม วิจัยกรุงศรีคาดว่าเฟดมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้งในการประชุมช่วงที่เหลือของปีนี้

    ภาคส่งออกและการผลิตมีแนวโน้มหดตัวแรงขึ้น ขณะที่การบริโภคยังไม่ฟื้น คาดหนุน BOJ คงดอกเบี้ยที่ 0.5% จนถึงสิ้นปี  ยอดค้าปลีกในเดือนกรกฎาคมโตต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่ 0.3% YoY ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของกรุงโตเกียว (Tokyo CPI) ชะลอลงเหลือ 2.6% ในเดือนสิงหาคม จากเดือนก่อนที่ 2.9% เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของกรุงโตเกียว (Tokyo core CPI) ชะลอลงสู่ระดับ 2.5% จากเดือนก่อนที่ 2.9%

    ภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงเติบโตต่ำเนื่องจากภาคการส่งออกและการผลิตมีแนวโน้มหดตัวแรงขึ้นภายใต้แรงกดดันจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น ขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัว ส่วนอัตราเงินเฟ้อปรับลดลงต่อเนื่องจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับต่ำรวมถึงมาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้าและระบายสต๊อกข้าว จากปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะช่วยหนุนให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไปแม้เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% โดยวิจัยกรุงศรีประเมินว่ายังมีความเป็นไปได้ที่ BOJ จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5% จนถึงสิ้นปีนี้

    เศรษฐกิจจีนเผชิญความเปราะบางภายในประเทศ ขณะที่ความเสี่ยงจากภายนอกเพิ่มสูงขึ้น กำไรภาคอุตสาหกรรมหดตัวต่อเนื่องที่ -1.5% YoY ในเดือนกรกฎาคม จาก -4.3%  ในเดือนมิถุนายน ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตลดลงต่อเนื่องนาน 34 เดือน สำหรับปัจจัยภายนอก เม็กซิโกประกาศเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนหลังเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐฯ ต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะครอบคลุมยานยนต์ สิ่งทอ และพลาสติก

    ภาพรวมเศรษฐกิจจีนที่เริ่มอ่อนแอลง อาจจำกัดประสิทธิผลของมาตรการแก้ไขปัญหาอุปทานส่วนเกินและการแข่งขันทางด้านราคาที่รุนแรง ซึ่งกดดันกำไรภาคธุรกิจในระยะที่ผ่านมา ล่าสุดรัฐบาลเตรียมยกเครื่องกำลังการผลิตในกลุ่มปิโตรเคมีภัณฑ์ โดยจะทยอยปิดโรงงานขนาดเล็ก สนับสนุนการปรับปรุงโรงงานที่มีอายุเกิน 20 ปี และเน้นการผลิตเคมีภัณฑ์เฉพาะทางมากขึ้น อีกด้านหนึ่งการเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าของเม็กซิโกตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ สะท้อนความเสี่ยงที่ขยายวงกว้างขึ้น โดยสหรัฐฯ อาจกดดันชาติพันธมิตรอื่นเพิ่มเติมเพื่อจำกัดอิทธิพลของจีนในตลาดโลก ภายใต้ความเสี่ยงรอบด้านนี้ การเร่งฟื้นความเชื่อมั่นของภาคประชาชนและธุรกิจเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศจึงมีความจำเป็น และนับเป็นความท้าทายด้วยเช่นกัน

    เศรษฐกิจไทย

    แรงส่งเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังแผ่วลงท่ามกลางแรงกดดันทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

    เศรษฐกิจในเดือนกรกฎาคมชะลอลงจากเดือนก่อนตามภาคท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาคเอกชน ขณะที่ปัจจัยการเมืองในประเทศยังต้องติดตามพัฒนาการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานเศรษฐกิจโดยรวมในเดือนกรกฏาคม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติแม้เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน (+2.0% MoM sa) แต่รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว (-5.6%) ขณะเดียวกันการบริโภคภาคเอกชนแผ่วลงต่อเนื่อง (-0.2%) จากการหดตัวของการใช้จ่ายในหมวดบริการและหมวดสินค้าไม่คงทน ส่วนการลงทุนภาคเอกชนกลับมาหดตัว (-0.4%) จากการลดลงในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย (+0.3%)

    เศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังปี 2568 เผชิญแรงกดดันและมีแนวโน้มชะลอลงชัดเจน ภายใต้สมมติฐานสถานการณ์การเมืองมีผลกระทบจำกัดต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ โดยคาดว่าอัตราการเติบโตอาจเหลือเพียง 1.3% จาก 3.0% ในครึ่งปีแรก สาเหตุหลักมาจากการส่งออกที่ชะลอลง หลังผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ เริ่มปรากฏชัด ประกอบกับแรงส่งจากคำสั่งซื้อที่เร่งส่งออกในช่วงก่อนหน้าได้สิ้นสุดลง ขณะเดียวกันภาคท่องเที่ยวยังมีทิศทางฟื้นตัวช้าตามการหดตัวของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินให้นางสาวแพทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน กดดันการใช้จ่ายในประเทศ และทำให้ความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจสำคัญสะดุดลง

    มูลค่าส่งออกเดือนกรกฏาคมในรูปดอลลาร์ยังเติบโตสูงต่อเนื่อง แต่ในรูปเงินบาทกลับหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน สะท้อนแรงส่งทางเศรษฐกิจอ่อนแอลง กระทรวงพาณิชย์รายงานมูลค่าส่งออกในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 28.6 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว 11.0% YoY หากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และทองคำ การส่งออกเติบโต 16.6% โดยการส่งออกสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ แผงวงจรไฟฟ้า รวมถึงสินค้าเกษตรโดยเฉพาะผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้งที่กลับขยายตัวได้ดี ด้านตลาดส่งออกพบว่าตลาดสำคัญส่วนใหญ่เติบโตดี โดยเฉพาะตลาดหลัก เช่น สหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป และอาเซียน สำหรับในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 195.4 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว 14.4%

    แนวโน้มการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2568 มีความเสี่ยงชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ แม้ในช่วง 7 เดือนแรกจะขยายตัวสูงถึง 30.1% แต่การปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 10% เป็น 19% ตั้งแต่ 7 สิงหาคม ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ แนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องยังซ้ำเติมภาคการส่งออก ทั้งในแง่รายได้เมื่อแปลงเป็นเงินบาทและการแข่งขันด้านราคาเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค โดยล่าสุดมูลค่าส่งออกในรูปเงินบาทเดือนกรกฎาคมหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนที่ -1.1% YoY สะท้อนว่าบทบาทของภาคการส่งออกในฐานะเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มอ่อนแรงลงในระยะข้างหน้า

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/911549&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2i68je1pntkcvkuBHDHq6A