Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ประชาชนกังวลหนี้สิน-ค่าใช้จ่าย ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง

    ประชาชนกังวลหนี้สิน-ค่าใช้จ่าย ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง

    วันนี้ ( 3 ก.ย.2568) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,717 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 47.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า จากความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นคาดว่ามาจากประชาชนยังมีความกังวลต่อภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและธุรกิจ ประกอบกับสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย อาทิ นโยบายการค้าและภาษีของประเทศคู่ค้าหลัก สินค้าเกษตรไทยที่เผชิญกับการแข่งขันสูงในตลาดโลก ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจบริการ และสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย – กัมพูชา

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 53.7 แม้จะปรับตัวลดลงจากระดับ 54.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ทำให้ประชาชนยังมีความเชื่อมั่นในอนาคตคาดว่ามาจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.50 ต่อปี เพื่อบรรเทาภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ ประกอบกับการส่งออกยังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา และภัยธรรมชาติในบางพื้นที่ ซึ่งอาจจะเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะต่อไป

    ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 48.15 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 12.89 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 10.93 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 8.50 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 8.05 การเมือง ร้อยละ 7.45 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 1.91 ภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 1.52 และอื่น ๆ ร้อยละ 0.60 ตามลำดับ

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 1 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 50.4 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 48.8 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 46.7 และกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 46.0 ซึ่งแม้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคเหนือลดลง อยู่ที่ระดับ 45.8 จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า มี 1 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่ พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 52.0 ในขณะที่มี 6 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 49.0 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 48.9 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 47.5 อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 46.5 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 46.4 และไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 45.8 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยอยู่ที่ระดับ 37.1 แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนส.ค.ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า มีปัจจัยภายในประเทศเป็นแรงกดดันสำคัญ ทั้งจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา และอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือช่วงปลายเดือนก.ค.ที่ยังส่งผลต่อเนื่องมาถึงเดือนส.ค.

    ผอ.สนค. กล่าวอีกว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนชะลอตัวลงและส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจ ยิ่งเพิ่มระดับความกังวลของประชาชนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยบรรเทาภาระของประชาชนในสถานการณ์เศรษฐกิจดังกล่าว

    ขณะที่ การเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปี อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนได้ในอีกทางหนึ่ง อีกทั้งความชัดเจนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะมีส่วนช่วยลดความกังวลจากสถานการณ์การค้าที่ตึงเครียดในระยะที่ผ่านมาซึ่งจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน รวมถึงการช่วยเหลือและส่งเสริมการพัฒนาของภาคธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์จะยังคงดำเนินการมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสนับสนุนภาคการค้าและภาคธุรกิจให้ขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที และเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป

    อ่านข่าว:

     ไทยส่งออกสัตว์น้ำได้ฉลุย หลังสหรัฐฯประกาศผ่านเกณฑ์ MMPA

    พณ.ดันอาเซียน–อินเดีย ทบทวนข้อตกลงการค้าเปิดทางสินค้าไทย

    “เนื้อโคขุน” สุรินทร์ ของดีเมืองไทย รสชาตินุ่ม อร่อยลิ้น ไร้กลิ่นสาบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356109&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02EWGdVa2bevlCDFcOqdsV

  • ต่อขยาย ‘สายสีเขียว’ บางหว้า-ตลิ่งชัน ดันทำเลทองย่านราชพฤกษ์บูม

    ต่อขยาย ‘สายสีเขียว’ บางหว้า-ตลิ่งชัน ดันทำเลทองย่านราชพฤกษ์บูม

    “โครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีลม ตอนที่ 3 ช่วงบางหว้า – ตลิ่งชัน” เป็นส่วนหนึ่งในแผนการพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล (พื้นที่ต่อเนื่อง) ระยะที่ 2 หรือ M-MAP 2 เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรบนถนนเพชรเกษมและถนนราชพฤกษ์ในปัจจุบัน

    ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา “กรุงเทพมหานคร” หรือกทม.ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อศึกษาโครงการดังกล่าวและเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงทุนโครงการหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน (Market Sounding Stakeholder Forum) ให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ทั้งนี้จากผลการศึกษาเดิมมีมูลค่าทั้งโครงการฯรวม 33,937 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าก่อสร้างงานโยธา 11,050 ล้านบาท ค่าติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณฯ 3,019 ล้านบาท ค่าบริการทางวิศวกรรม 734 ล้านบาท ค่าบำรุงรักษา 15,029 ล้านบาท ค่าจัดหาขบวนรถไฟฟ้า 2,100 ล้านบาท ค่าจัดการค่าโดยสาร 752 ล้านบาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,252 ล้านบาท

    อย่างไรก็ดีพบว่าโครงการการลงทุนดังกล่าวต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งหากเป็นการลงทุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวนั้น จะไม่สามารถระดมเงินทุนได้เพียงพอ เนื่องจากมีข้อจำกัดในด้านการระดมทุนและการดำเนินนโยบายด้านการลงทุนที่ต้องคำนึงถึงเสถียรภาพการคลังของประเทศด้วย นอกเหนือจากการใช้เงินกู้ทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศ

    นอกจากนี้ตามแผนจะกำหนดศึกษาและจัดทำรายงานร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนภายในปี 2569 ก่อนเสนอไปยัง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และคณะกรรมการ (บอร์ด) PPP จากนั้นจะเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการภายในปี 2570 โดยดำเนินการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน ในปี 2570 -2571 และดำเนินก่อสร้างโครงการระหว่าง ปี 2572 – 2575 และพร้อมเปิดให้บริการ ในปี 2576

    นายกษิดิ วิชิตอักษรพงศ์ ผู้จัดการโครงการฯ กล่าวว่า ศักยภาพทำเลที่ดินในการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานีของโครงการนี้คาดว่าสามารถดำเนินการได้ โดยเฉพาะบริเวรที่มีจุดเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและรถไฟฟ้าสายสีแดง ซึ่งทางบริษัทที่ปรึกษาจะรับเรื่องนี้ไปพิจารณาและหารือร่วมกับกทม.ต่อไป

    “บริษัทเชื่อว่าเมื่อมีรถไฟฟ้าเข้ามาถึงในพื้นที่ของโครงการฯจะทำให้เศรษฐกิจสามารถไปต่อได้ตามแนวเส้นทางของสถานีต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจบริเวณนี้มีความเจริญมากขึ้น ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการที่สามารถเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก” นายกษิดิ กล่าว

    สำหรับที่ดินในบริเวณแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายนี้ถือว่ามีศักยภาพสูงมาก เนื่องจากเป็นโครงการที่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนเดิมที่สถานีบางหว้าและวิ่งไปตามแนวถนนราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นถนนสายหลักในฝั่งธนบุรี และยังเป็นทำเลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

    ขณะเดียวกันศักยภาพทำเลที่ดินและโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว (สีลม) ตอนที่ 3 ช่วงบางหว้า – ตลิ่งชัน พบว่า พื้นที่บริเวณสถานีบางหว้าถือเป็นฮับการเดินทางสำคัญ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อ (Interchange) ที่สมบูรณ์แบบระหว่างรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียวและรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน โดยโครงการส่วนต่อขยายสายสีลมนี้ ทำให้พื้นที่นี้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญ ไม่เพียงเท่านี้ด้วยศักยภาพของทำเลนี้ดึงดูดการลงทุนในโครงการที่อยู่อาศัยหลากหลายประเภท ทั้งคอนโดมิเนียมและโครงการแนวราบ รองรับความต้องการของคนทำงานและนักศึกษาที่ต้องการเข้าถึงใจกลางเมืองได้อย่างสะดวก

    ขณะที่ถนนราชพฤกษ์ถือเป็นทำเลทองสำหรับที่อยู่อาศัย ซึ่งแนวเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายนี้จะพาดผ่านถนนราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมต่อกับย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่น โดยเฉพาะโครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมระดับกลางถึงบน ตลอดจนการมีรถไฟฟ้าพาดผ่านจะเพิ่มมูลค่าที่ดินและโครงการอสังหาริมทรัพย์ในย่านนี้อย่างก้าวกระโดด เนื่องจากช่วยลดระยะเวลาการเดินทางเข้าเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาการจราจรที่ติดขัดบนถนนราชพฤกษ์ได้ในระยะยาว

    ฟากพื้นที่บริเวณตลิ่งชันยังคงเป็นอีกหนึ่งทำเลแห่งอนาคต เนื่องสถานีตลิ่งชันเป็นปลายทางของโครงการจะเชื่อมต่อกับรถไฟสายสีแดงอ่อน ทำให้พื้นที่บริเวณนี้กลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมแห่งใหม่ที่เชื่อมต่อระหว่างฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ และพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ด้วยศักยภาพของทำเลนี้ยังคงมีพื้นที่เปล่าและที่ดินแปลงใหญ่ให้พัฒนาอีกมาก เหมาะสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ เช่น คอมมูนิตี้มอลล์ โครงการที่อยู่อาศัยผสมผสาน หรือศูนย์การค้า ซึ่งรองรับการขยายตัวของเมืองโดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งธนบุรี

    สำหรับโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว (สีลม) ตอนที่ 3 ช่วงบางหว้า – ตลิ่งชัน มีระยะทาง 7.5 กม. จำนวน 6 สถานี ประกอบด้วย สถานีบางแวก สถานีบางพรม สถานีบรมราชชนนี สถานีบางเชือกหนัง สถานีอินทราวาส และสถานีตลิ่งชัน สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายรถไฟฟ้า 4 สาย ประกอบด้วย 

    1.รถไฟฟ้าสายสีเขียว (สีลม) ช่วงเวียนใหญ่-บางหว้า เชื่อมต่อที่สถานีตลิ่งชัน 2.รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงเตาปูน-หลักสอง เชื่อมต่อที่สถานีบางหว้า 3.รถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน เชื่อมต่อที่สถานีตลิ่งชัน และ 4.รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีแดง ช่วงศิริราช -ตลิ่งชัน-ศาลายา เชื่อมต่อที่สถานีตลิ่งชัน 

    ต่อขยาย ‘สายสีเขียว’ บางหว้า-ตลิ่งชัน ดันทำเลทองย่านราชพฤกษ์บูม

    อย่างไรก็ตามแนวเส้นทางของโครงการฯมีจุดเริ่มต้นที่จุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าบีทีเอสบริเวณสถานีบางหว้า โดยแนวเส้นทางจะวิ่งไปทางทิศเหนือ ตามแนวเกาะกลางถนนราชพฤกษ์ ผ่านทางแยกตัดถนนบางแวก ผ่านทางแยกถนนพรานนก-พุทธมณฑล สาย 4 

    จากนั้นจะยกระดับข้ามทางแยกถนนบรมราชชนนี และทางด่วนสายกาญจนาภิเษก และมาสิ้นสุดโครงการที่บริเวณทางลาดลงของสะพานข้ามทางรถไฟสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ – ตลิ่งชัน ระยะทางรวมประมาณ 7.5 กิโลเมตร รวมจำนวน 6 สถานี ได้แก่ สถานีบางแวก สถานีบางเชือกหนัง สถานีบางพรม สถานีอินทราวาส สถานีบรมราชชนนี และสถานีตลิ่งชัน 

    นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าจับตาถึงโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว (สีลม) ตอนที่ 3 ช่วงบางหว้า – ตลิ่งชัน หากเริ่มเดินเครื่องเปิดประมูลและก่อสร้างได้ตามแผนจะเป็นโครงการที่ช่วยดึงดูดความสนใจจากภาคเอกชนและผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายราย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ทางบริษัทที่ปรึกษาของโครงการจะเชิญเข้าร่วมประชุมในการเปิดรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชนในครั้งถัดไป เช่น  บริษัทบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ,บริษัทซี.พี แลนด์ จำกัด (มหาชน) ,บริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด ,บริษัทธนาสิริ กรุ๊ป จำกัด ,(มหาชน) 

    บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM,บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ,บริษัทซี.พี แลนด์ จำกัด (มหาชน) ,บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน),บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ,ฟู้ดวิลล่า ราชพฤกษ์,เดอะเซอร์เคิล ราชพฤกษ์,ศูนย์กลางตลาดดอกไม้ ปากคลองตลาดใหม่,Dunlopillo Flagship Store ราชพฤกษ์ ฯลฯ

    หน้า 20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45 ฉบับที่ 4,128 วันที่ 4 – 6 กันยายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/637725&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tbP-nJSqlO2Ba8Kek-pOg

  • ธุรกิจโรงแรมปี 68 รายได้หดตัวรอบ 5 ปี เผชิญความท้าทายรอบด้าน

    ธุรกิจโรงแรมปี 68 รายได้หดตัวรอบ 5 ปี เผชิญความท้าทายรอบด้าน

    ธุรกิจโรงแรมปี 2568: ภาพรวมที่น่ากังวลและแนวทางปรับตัว

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าในปี 2568 รายได้ของธุรกิจโรงแรมและที่พักจะหดตัวลง 4.5% จากปี 2567 ซึ่งถือเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 5 ปี การลดลงนี้เป็นผลมาจากหลายปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 
     

    ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบ

    จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง: คาดว่าในปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทยจะลดลง 9% จากปีที่ผ่านมา เหลือประมาณ 32.2 ล้านคน นอกจากนี้ วันพักเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ลดลงด้วย 

    อัตราการเข้าพักและราคาห้องพักที่ลดลง: ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 อัตราการเข้าพักทั่วประเทศอยู่ที่ 71.66% ซึ่งลดลง 0.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าตลอดทั้งปีอัตราการเข้าพักจะอยู่ที่ประมาณ 69.83% หรือลดลง 2.3% ส่วนราคาห้องพักเฉลี่ยก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน โดย 7 เดือนแรกของปี ดัชนีราคาห้องพักเฉลี่ยลดลง 5% และคาดว่าตลอดทั้งปีจะลดลง 4% 

    รายได้จากบริการอื่น ๆ ที่หดตัว: รายได้จากการจัดงานประชุมและสัมมนาลดลง เนื่องจากมีการจัดงานระดับนานาชาติและคอนเสิร์ตน้อยลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 การจัดงานประชุมและสัมมนาทั้งในและต่างประเทศลดลงถึง 13% 

    ความท้าทายจากต้นทุน: ธุรกิจโรงแรมเผชิญกับต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าแรงที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจไม่สามารถผลักภาระต้นทุนนี้ไปที่ลูกค้าได้เต็มที่ เนื่องจากสถานการณ์ท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวและการแข่งขันที่รุนแรง 

    กลุ่มธุรกิจที่ต้องเฝ้าระวัง

    สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการแตกต่างกันไป  โดยกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่

    • โรงแรมที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติสูง: โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออก ที่อยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ ชลบุรี สงขลา และเชียงใหม่ ซึ่งมีการแข่งขันสูงเนื่องจากจำนวนห้องพักในพื้นที่มีมาก 
       
    • โรงแรมในพื้นที่ชายแดน: เช่น จังหวัดสระแก้วและอุบลราชธานี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา 

    ในทางตรงกันข้าม บางจังหวัดที่คาดว่าจะยังคงเติบโตได้ส่วนใหญ่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวไทย เช่น กาญจนบุรี พังงา นครศรีธรรมราช นครราชสีมา และนครพนม 

    แนวโน้มและความเสี่ยงในอนาคต
    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ธุรกิจโรงแรมยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง โดยมีความเสี่ยงที่จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติอาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกและในประเทศที่ชะลอตัว รวมถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กส่วนใหญ่ยังมีหนี้สินต่อรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ทำให้สถานการณ์ยิ่งน่ากังวล 

    ธุรกิจโรงแรมปี 68 รายได้หดตัวรอบ 5 ปี เผชิญความท้าทายรอบด้าน

    จากความท้าทายทั้งหมดนี้ การปรับตัวสู่การเป็น 

    “โรงแรมยั่งยืน” จึงมีความจำเป็นมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจที่หันมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/729825&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28bSHH1fJKFJurhhlo5EgJ

  • กทม.เดินหน้าปลุกชีวิตคลองสามเสน เชื่อมสกายวอล์กราชวิถี

    กทม.เดินหน้าปลุกชีวิตคลองสามเสน เชื่อมสกายวอล์กราชวิถี

    กทม.เดินหน้าปลุกชีวิตคลองสามเสน เชื่อมสกายวอล์กราชวิถี

    กรุงเทพมหานครกำลังเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อคลองสามเสน หนึ่งในสายน้ำเก่าแก่ที่ผูกพันกับชีวิตคนเมืองหลวงมายาวนาน โดยมีแผนพัฒนาและปรับปรุงภูมิทัศน์ริมคลองตลอดเส้นทางกว่า 4.3 กิโลเมตร ตั้งแต่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับโครงการสกายวอล์กราชวิถีที่กำลังก่อสร้าง เพื่อสร้างโครงข่ายทางสัญจรที่ตอบโจทย์ทั้งการเดินทางและคุณภาพชีวิตคนกรุง

    กทม.เดินหน้าปลุกชีวิตคลองสามเสน เชื่อมสกายวอล์กราชวิถี

    “คลองสามเสน” จากเส้นทางประวัติศาสตร์สู่การฟื้นฟูในเมืองสมัยใหม่

    คลองสามเสนถือกำเนิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเป็นคลองสายสำคัญสำหรับขนส่งสินค้าและใช้เป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำเข้าสู่กรุงเทพฯ หลังจากสร้างพระนครใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 คลองสามเสนยังคงมีความสำคัญทั้งในเชิงเศรษฐกิจ การค้า และการอยู่อาศัย ย่านริมคลองเป็นพื้นที่ตั้งถิ่นฐานเก่าแก่ มีวัดและศาสนสถานหลายแห่ง เช่น วัดโบสถ์ (สามเสน) ที่เป็นศูนย์รวมชุมชนมาแต่โบราณ

    ในช่วงเวลาต่อมา คลองสามเสนกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ทั้งตลาดสด บ้านเรือนริมน้ำ และเส้นทางเชื่อมต่อไปยังย่านการค้าและราชการ แต่ด้วยการขยายตัวของเมืองและระบบคมนาคมทางบก ความสำคัญของคลองค่อย ๆ ลดลง กลายเป็นพื้นที่ถูกละเลยในบางช่วงเวลา โครงการฟื้นฟูในปัจจุบันจึงมีเป้าหมายชัดเจน คือ “ปลุกชีวิตคลองสามเสน” ให้กลับมาเป็นเส้นเลือดสำคัญของเมืองอีกครั้ง

    กทม.เดินหน้าปลุกชีวิตคลองสามเสน เชื่อมสกายวอล์กราชวิถี

    นายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ริมคลองสามเสน ตั้งแต่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาถึงอนุสาวรีย์ชัยฯ กรุงเทพฯ ระยะทาง 4.3 กม. พร้อมเชื่อมกับโครงการสกายวอล์กราชวิถี ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้โดยเปิดเผย

    แผนแม่บทการพัฒนา 4 โครงการนำร่อง

    การปรับปรุงภูมิทัศน์ริมคลองสามเสนครั้งนี้ดำเนินการโดยสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร ภายใต้วิสัยทัศน์ “ฟื้นฟูคลองสามเสน ขยายฐานประวัติศาสตร์สู่โอกาสการเดินทางและการท่องเที่ยว สร้างระบบนิเวศคลองต้นแบบ” ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 โครงการนำร่อง ได้แก่

    1. พัฒนาพื้นที่ปากคลองสามเสน – เสริมสร้างประตูสู่คลองและแม่น้ำเจ้าพระยา

    2. ปรับปรุงภูมิทัศน์และลานกิจกรรมวัดโบสถ์ (สามเสน) – คืนพื้นที่สาธารณะให้ชุมชนและวัฒนธรรม

    3. ก่อสร้างทางเดินเท้าและสะพานเชื่อมสวนพญาไทภิรมย์และพระราชวังพญาไท – เปิดเส้นทางใหม่ด้านการท่องเที่ยวและพักผ่อน

    4. ปรับปรุงพื้นที่ริมคลองบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ – จุดเชื่อมต่อกับโครงการสกายวอล์กราชวิถี เพิ่มความสะดวกด้านการเดินทาง

    กทม.เดินหน้าปลุกชีวิตคลองสามเสน เชื่อมสกายวอล์กราชวิถี

    “สกายวอล์กราชวิถี”โครงสร้างพื้นฐานเชื่อมเมือง

    สกายวอล์กราชวิถีเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของกรุงเทพฯ มีเป้าหมายเชื่อมโยงพื้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางการคมนาคมหลักของเมือง เข้ากับโรงพยาบาล สถานศึกษา และย่านการค้าสำคัญตลอดเส้นราชวิถี โครงข่ายทางเดินลอยฟ้านี้จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ลดการใช้รถยนต์ และส่งเสริมการเดินเท้าและระบบขนส่งสาธารณะ เมื่อผนวกเข้ากับโครงการฟื้นฟูคลองสามเสน จึงเกิดการเชื่อมต่อทั้งทางบกและทางน้ำในเชิงบูรณาการ

    กทม.เดินหน้าปลุกชีวิตคลองสามเสน เชื่อมสกายวอล์กราชวิถี

    เมืองที่คนมีส่วนร่วม การออกแบบเพื่อทุกคน

    สิ่งที่โดดเด่นของโครงการนี้ไม่ใช่เพียงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน กรุงเทพมหานครได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการและจ้างที่ปรึกษาสำรวจ-ออกแบบโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมเสนอแนวคิด ปัญหา และความต้องการ เพื่อสะท้อนวิถีชีวิตจริงของคนเมือง การออกแบบที่ได้จึงไม่ใช่เพียงสถาปัตยกรรมเชิงกายภาพ แต่ยังเป็นการออกแบบเมืองที่ตอบสนองต่อหัวใจของผู้คนที่มีความหลากหลาย

    กทม.เดินหน้าปลุกชีวิตคลองสามเสน เชื่อมสกายวอล์กราชวิถี

    ก้าวต่อไปของคลองสามเสน

    การฟื้นฟูคลองสามเสนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ แต่เป็นก้าวสำคัญในการคืนชีวิตให้กับสายน้ำประวัติศาสตร์ สร้างพื้นที่สาธารณะที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ขณะเดียวกันยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของเมืองที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ผ่านการจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และการเดินทางที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ

    คลองสามเสนในวันข้างหน้า จึงไม่ได้เป็นเพียงสายน้ำเก่าแก่ แต่จะกลับมาเป็น “คลองต้นแบบ” ที่มีชีวิตชีวาอีกครั้งในใจกลางเมืองกรุงเทพฯ

    กทม.เดินหน้าปลุกชีวิตคลองสามเสน เชื่อมสกายวอล์กราชวิถี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729827&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YIUB365_W_HqrDDEc8l4M

  • ‘เขาใหญ่’ คว้าอันดับ 2 จุดหมายปลายทางชนบทยอดนิยมของเอเชีย

    ‘เขาใหญ่’ คว้าอันดับ 2 จุดหมายปลายทางชนบทยอดนิยมของเอเชีย

    อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวประกาศอันดับจุดหมายปลายทางชนบทยอดนิยมในเอเชีย เปิดประสบการณ์ใหม่ให้นักเดินทางที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่ โดยคาเมรอน ไฮแลนด์ (มาเลเซีย) คว้าอันดับหนึ่งในฐานะจุดหมายปลายทางชนบทที่ได้รับความนิยมสูงสุดในภูมิภาค ตามด้วยเขาใหญ่ (ไทย) และปุนจัก (อินโดนีเซีย) ในอันดับสองและสามตามลำดับ

    3 ก.ค. 2568 – อโกด้า ระบุว่า จุดหมายปลายทางในชนบท โดยเฉพาะพื้นที่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาและเนินเขา กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่นักเดินทางที่ต้องการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นและความงดงามของธรรมชาติ จุดหมายปลายทางเหล่านี้เต็มไปด้วยวิวทิวทัศน์สบายตาและวิถีเรียบง่ายแบบชนบท เปิดโอกาสให้นักเดินทางได้ปล่อยใจไปกับธรรมชาติ ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าในการทำงาน และหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่

    ข้อมูลของอโกด้า จัดอันดับจุดหมายปลายทางในพื้นที่ชนบทที่มีประชากรไม่เกิน 50,000 คนจาก 8 ประเทศในเอเชีย โดยอ้างอิงจากการค้นหาที่พักบนแพลตฟอร์มระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึง 15 สิงหาคม 2568 พบว่า เมืองฟูจิคาวากุจิโกะ (ญี่ปุ่น), เขิ่นติง (ไต้หวัน), ซาปา (เวียดนาม), มุนนาร์ (อินเดีย) และพย็องชัง (เกาหลีใต้) ต่างติดอันดับจุดหมายปลายทางชนบทยอดนิยมของเอเชียในปีนี้ด้วย ไม่ว่าเป็นผืนป่าเขียวขจีของคาเมรอน ไฮแลนด์ ในมาเลเซีย ไปจนถึงความงดงามของเมืองฟูจิคาวากุจิโกะในญี่ปุ่น จุดหมายปลายทางเหล่านี้ล้วนสะท้อนเสน่ห์เฉพาะตัวของชนบทรอให้นักเดินทางได้มาสัมผัส

    คาเมรอน ไฮแลนด์ (มาเลเซีย) เป็นเมืองชนบทใจกลางมาเลเซีย มีความโดดเด่นด้วยอากาศที่เย็นสบายตลอดปี มีไร่ชาที่สวยงามตระการตา นักเดินทางสามารถชื่นชมวิวทิวทัศน์เขียวขจี เพลิดเพลินกับสวนดอกไม้สีสันสดใส ลิ้มรสผลไม้สดใหม่จากฟาร์มท้องถิ่น และยังสามารถออกเดินสำรวจเส้นทางธรรมชาติ พร้อมสัมผัสเสน่ห์ของหมู่บ้านเล็ก ๆ อันเงียบสงบที่เต็มไปด้วยความเรียบง่าย

    เขาใหญ่ (ไทย) เขาใหญ่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่หลงใหลในธรรมชาติ โดยเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย โดดเด่นด้วยผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ น้ำตกน้อยใหญ่ และสัตว์ป่านานาชนิด นักเดินทางสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมกลางแจ้ง ทั้งการเดินป่าชมธรรมชาติ ซาฟารีส่องสัตว์ และชมวิวทิวทัศน์อันงดงามจากจุดชมวิวต่าง ๆ เรียกได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่ผสานความงดงามของธรรมชาติเข้ากับการผจญภัยไว้อย่างลงตัว

    ปุนจัก (อินโดนีเซีย) ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะชวา ขึ้นชื่อเรื่องวิวภูเขาอันงดงามและไร่ชาที่เรียงรายอย่างสวยงามตามแนวเนินเขา ด้วยอากาศเย็นสบายตลอดปี นักเดินทางสามารถพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ หรือสนุกไปกับกิจกรรมต่าง ๆ เช่นการเดินป่า กีฬาร่มร่อน และเดินเล่นชมตลาดท้องถิ่น ปุนจักจึงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของผู้ที่มองหาการพักผ่อนใกล้ธรรมชาติในช่วงวันหยุดสั้น ๆ จากเมืองใหญ่

    ฟูจิคาวากุจิโกะ (ญี่ปุ่น) เมืองฟูจิคาวากุจิโกะ ตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาไฟฟูจิ มอบทัศนียภาพอันงดงามของภูเขาไฟที่เป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับการแช่ออนเซ็น ผ่อนคลายกลางธรรมชาติ ชมสวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม และร่วมกิจกรรมเทศกาลตามฤดูกาลต่าง ๆ ความใกล้ชิดกับภูเขาไฟฟูจิทำให้เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้เหมาะสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวรอบภูเขาไฟฟูจิ

    เขิ่นติง (ไต้หวัน) เป็นแหล่งท่องเที่ยวงดงามริมชายฝั่งที่นักเดินทางยังไม่ค่อยรู้จัก ขึ้นชื่อด้วยชายหาดทรายขาวสะอาดและท้องทะเลที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลสีสันสดใส นักเดินทางสามารถสนุกกับกีฬาทางน้ำ ดำน้ำชมปะการัง หรือพักผ่อนบนชายหาดอย่างสบายใจ ทั้งนี้อุทยานแห่งชาติในพื้นที่ยังมีเส้นทางเดินป่าและจุดชมวิวที่สวยงาม เหมาะสำหรับผู้ที่รักธรรมชาติและต้องการการผจญภัย

    ซาปา (เวียดนาม) เป็นจุดหมายปลายทางบนภูเขาที่โด่งดังด้วยนาขั้นบันไดและหมู่บ้านชาวพื้นเมือง นักเดินทางสามารถสัมผัสกับธรรมชาติที่งดงาม สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมชมวิวพาโนรามาของเทือกเขาฮวงเหลียงซาน เสน่ห์เฉพาะตัวของซาปาทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้รักการผจญภัย

    มุนนาร์ (อินเดีย) เป็นเมืองบนเนินเขาในรัฐเกรละของอินเดีย ขึ้นชื่อด้วยไร่ชาเขียวขจีและขุนเขาที่โอบล้อมด้วยสายหมอก นักเดินทางสามารถเดินชมทิวเขาอันเขียวชอุ่ม แวะเยี่ยมพิพิธภัณฑ์ชา และสำรวจเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า บรรยากาศเย็นสบายและธรรมชาติอันสวยงามของที่นี่มอบความเงียบสงบให้กับนักเดินทางได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่

    พย็องชัง (เกาหลีใต้) เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับผู้ที่ชอบสัมผัสอากาศหนาว ได้รับความสนใจจากทั่วโลกในฐานะเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2561 นักเดินทางสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมกลางหิมะ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสกี สโนว์บอร์ด หรือสนุกไปกับลานหิมะต่าง ๆ ท่ามกลางทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงาม พร้อมแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ทำให้พย็องชังเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะทั้งสำหรับสายผจญภัยและผู้ที่ต้องการพักผ่อนตลอดทั้งปี

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า เปิดเผยว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เขาใหญ่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางชนบทยอดนิยมของเอเชีย เขาใหญ่เป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมของชาวไทยมายาวนาน และตอนนี้นักเดินทางจากทั่วทั้งเอเชียก็เริ่มค้นพบเสน่ห์ของที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่บริสุทธิ์ อุทยานแห่งชาติ หรือบรรยากาศที่ผ่อนคลาย อโกด้ามุ่งมั่นในการทำให้การเดินทางเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน และเราภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยให้นักเดินทางได้ออกไปสัมผัสจุดหมายปลายทางที่น่าทึ่งอย่างเขาใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นทริปสั้น ๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติในระยะยาว”

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/855079/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XkqFgzNYXl1RYaEGMJCEf

  • การบินไทย เผยโตเกียว สิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ ขึ้นแท่นเมืองยอดฮิตในเอเชียคนไทยแห่เที่ยว

    การบินไทย เผยโตเกียว สิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ ขึ้นแท่นเมืองยอดฮิตในเอเชียคนไทยแห่เที่ยว

    วันนี้ (วันที่ 3 กันยายน 2568) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยสายการพาณิชย์ ร่วมกับ Mastercard จัดเวทีทอล์กครั้งใหญ่ “THAI Talk: Travel Trend and Priceless Experience” เปิดอินไซต์เทรนด์ท่องเที่ยวล่าสุดของคนไทยปี 2568 สู่ตลาดในเอเชีย 

    นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า จากสถิติผู้โดยสารคนไทยของการบินไทยช่วงมกราคมถึงกรกฎาคม 2567 เส้นทางยอดนิยม 5 อันดับแรกจากกรุงเทพฯ สู่เอเชีย ได้แก่ โตเกียว (นาริตะ), ฮ่องกง, โอซาก้า, สิงคโปร์ และเกาหลี (โซล) 

    แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2568 โตเกียวยังคงครองแชมป์ ส่วนสิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้ขยับขึ้นมาเป็นที่ 2 และ 3 แทนที่ฮ่องกงและโอซาก้า ส่วนโซล เกาหลีใต้ ยังติดท็อป 10

    กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์

    ส่วนเส้นทางที่มีอัตราการเติบโตน่าสนใจคือ เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกาที่ได้รับความนิยมจากคนไทยเพิ่มขึ้นกว่า 100% ด้านเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนก็มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นกว่า 80% เช่นกัน โดยในปี 2568 การบินไทยเพิ่มเที่ยวบินในหลายเส้นทางเพื่อรอบรับความต้องการใหม่ ๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ โคลัมโบ และเดนปาซาร์ (บาหลี) เป็นต้น

    การบินไทย

    นอกจากนี้ “กวางโจว” ประเทศจีน เป็นอีกหนึ่งเมืองที่กำลังมาแรง ปี 2568  ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางที่มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน คนไทยไม่เพียงแต่ไปชอปปิ้ง แต่ยังสนใจพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ ชมเมือง และชิมสตรีตฟูดที่มีให้เลือกหลากหลาย ความนิยมนี้ยิ่งเพิ่มขึ้นภายหลังมาตรการฟรีวีซ่าของประเทศจีน ที่ทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น” 

    ประเทศจีนถือเป็น Hidden Gem ของนักเดินทางไทย ที่ครบเครื่องทั้งค่าใช้จ่ายที่จับต้องได้และแหล่งท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ตั้งแต่ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ไปจนถึงสวนสนุกชื่อดังอย่าง Disneyland ที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการประสบการณ์แปลกใหม่แตกต่างจากญี่ปุ่นหรือเกาหลี

    อีกทั้งการบินไทยยังให้บริการครอบคลุมเมืองใหญ่ทั่วประเทศจีน เพื่อมอบความสะดวกสบายและประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุดแก่ผู้โดยสาร

    นักเดินทางไทยปัจจุบันให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายมากขึ้น นิยมบินฟูลเซอร์วิสที่จ่ายครั้งเดียวแล้วครบทุกความต้องการ การบินไทยตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารเพื่อความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการด้วยเครื่องบินลำใหญ่ ห้องโดยสารกว้าง มาพร้อมกับระบบ In-flight Entertainment ที่ทันสมัย และอาหารระดับพรีเมียมที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันในทุกชั้นโดยสาร

    การบินไทย เผยโตเกียว สิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ ขึ้นแท่นเมืองยอดฮิตในเอเชียคนไทยแห่เที่ยว

    สำหรับเครื่องบิน Airbus A320 ได้อัปเกรดที่นั่งทุกลำให้มีชั้น Royal Silk หรือชั้นธุรกิจที่สามารถปรับเอนนอนได้สบายยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มพรีเมียมที่ใส่ใจเรื่องความสบายระหว่างเดินทางแม้ในเส้นทางระยะสั้น การบินไทย มุ่งมั่นสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่น คุ้มค่า และใส่ใจทุกรายละเอียด

    นอกจากนี้ยังปรับเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน และออกแบบตารางบินให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์นักเดินทางมากที่สุด เช่น เลือกออกเดินทางกลางคืนถึงเช้าเพื่อเที่ยวต่อได้แบบเต็มวัน หรือบินเช้าถึงบ่ายสำหรับคนที่อยากเช็กอินเข้าโรงแรมได้พอดี เหมาะทั้งกลุ่มคนทำงานที่อยากประหยัดวันลาและครอบครัวที่เดินทางพร้อมเด็กหรือผู้สูงอายุที่ต้องการความสะดวกสบาย ตอกย้ำว่า การบินไทย คำนึงถึงความราบรื่นและคุ้มค่าในทุกมิติของการเดินทางเสมอ นายกิตติพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

    ด้านนางสาวจุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย เผยว่า ในครึ่งปีแรกของปี 2568 คนไทยเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนว่าการเที่ยวต่างประเทศกลายเป็นอีกหนึ่งไลฟ์สไตล์สำคัญ แต่จะเน้นการเที่ยวอย่างชาญฉลาดมากขึ้นตามแนวคิด ‘หั่นเที่ยว ไม่หั่นทริป’ คือเปลี่ยนจุดหมายให้อยู่ในเอเชียแปซิฟิก แต่ยังคุ้มค่าคุ้มประสบการณ์

    นอกจากนี้ อีกเทรนด์ที่เห็นได้ชัดคือการเติบโตของ ‘นักเดินทางยุคดิจิทัล’ ที่ใช้ AI เป็นตัวช่วยในการวางแผนทริป และใช้ดิจิทัลวอลเล็ตที่รองรับเงินหลายสกุล (Multi-Currency Wallet) อย่าง YouTrip เพื่อการจ่ายเงินที่คล่องตัวและคุ้มค่าที่สุด ที่น่าสนใจคือนักท่องเที่ยวไทยเริ่มเชี่ยวชาญเรื่องอัตราการแลกเปลี่ยนและวางแผนการใช้จ่ายก่อนเดินทางมากขึ้น

    การบินไทย เผยโตเกียว สิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ ขึ้นแท่นเมืองยอดฮิตในเอเชียคนไทยแห่เที่ยว

    โดย YouTrip พบว่าการแลกเปลี่ยนเงินล่วงหน้ามีอัตราเพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ ยังพบว่าคนยุคนี้ใช้สมาร์ตโฟนช่วยจัดการทุกเรื่องเกี่ยวกับทริป

    การบินไทย เผยโตเกียว สิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ ขึ้นแท่นเมืองยอดฮิตในเอเชียคนไทยแห่เที่ยว

    รวมถึงการใช้จ่ายและต้องการประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อและการควบคุมที่ง่ายดาย ฟีเจอร์อย่างการแจ้งเตือนการใช้จ่ายทันที และการล็อก/ปลดล็อกบัตรผ่านแอปจึงไม่ใช่เพียงฟังก์ชันเสริม แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้ทุกการเดินทางมั่นใจและสะดวกขึ้น เรียกได้ว่า
    สมาร์ตโฟนได้กลายเป็น ‘พาสปอร์ตใบใหม่’ ของนักเดินทางยุคดิจิทัล”

    การบินไทย เผยโตเกียว สิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ ขึ้นแท่นเมืองยอดฮิตในเอเชียคนไทยแห่เที่ยว

    อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานทอล์กคือการเปิดวิสัยทัศน์เบื้องหลังแคมเปญสำคัญอย่าง “Good Taste for a Good Cause” ที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนของการบินไทย

    นายวิชญ์ กิจจาทร ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้าและการตลาด บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริการอาหารบนเครื่องบินการบินไทย นอกจากจะสร้างความประทับใจให้นักเดินทางทั่วโลกด้วยรสชาติที่อร่อยและมีคุณภาพแล้ว เรายังสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยผ่านการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูงจากท้องถิ่น เพื่อส่งต่อทั้งรสชาติที่ดีและคืนคุณค่าสู่สังคม พร้อมสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่เราภูมิใจนำเสนอ

    วิชญ์ กิจจาทร

    โดยการบินไทยได้ร่วมมือกับแบรนด์ไทยที่มีคุณภาพและจุดยืนที่ชัดเจนในการยกระดับวัตถุดิบไทยสู่มาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็น กาแฟไทยจากดอยตุง ช็อกโกแลตพรีเมียมจากกานเวลา ช็อกโกแลต

    การบินไทย เผยโตเกียว สิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ ขึ้นแท่นเมืองยอดฮิตในเอเชียคนไทยแห่เที่ยว

    นอกจากนี้ เรายังมีข้าวแต๋น (Rice Cracker) ของการบินไทยเอง จากโจทย์ที่ว่า Snack บนเครื่องต้องเป็นของดีจากเมืองไทย ภายใต้ธีม “ข้าวไทย หัวใจอินเตอร์” เราจึงใช้ข้าวไทยถึง 3 สายพันธุ์

    ได้แก่ ข้าวหอมมะลิจากจังหวัดบุรีรัมย์ ข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6 จากจังหวัดเชียงราย และข้าวขาวจากจังหวัดปทุมธานี โดยนำเสนอรสชาติที่ถูกปากผู้โดยสารทั่วโลก ปัจจุบันเราสนับสนุนเกษตรกรโดยสั่งข้าวมากถึง 100 ตันต่อเดือน และสร้างความตื่นเต้นด้วยรสชาติใหม่ ๆ อยู่เสมอ

    การบินไทย ร่วมกับพันธมิตรชั้นนำเพื่อยกระดับวัตถุดิบจากเมืองไทยสู่น่านฟ้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นคราฟต์ช็อกโกแลตที่ปลูกในประเทศไทยจาก “กานเวลา ช็อกโกแลต” กับรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ที่มักผสานเสน่ห์ของขนมไทยและผลไม้ท้องถิ่นเข้ากับช็อกโกแลตพรีเมียม

    การบินไทย เผยโตเกียว สิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ ขึ้นแท่นเมืองยอดฮิตในเอเชียคนไทยแห่เที่ยว

    อาทิ ช็อกโกแลตรสถั่วแปบ ที่ให้บริการในชั้น Royal First โดดเด่นด้วยความหอมของถั่วเหลือง มะพร้าว และงาคั่ว ที่เข้ากันอย่างลงตัว ด้าน “ดอยตุง” ก็ได้รังสรรค์กาแฟดริปพรีเมียม Black Silk Blend ที่ผสานกลิ่นดาร์กช็อกโกแลตและคาราเมล ให้รสกลมกล่อม นุ่มนวล สำหรับเสิร์ฟในชั้น Royal First และ Royal Silk นอกจากนี้ ยังมีกาแฟสูตรใหม่อย่าง Royal Highland Single Origin สำหรับให้บริการบนทุกชั้นโดยสารและทุกเที่ยวบินอีกด้วย

    การบินไทย เผยโตเกียว สิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ ขึ้นแท่นเมืองยอดฮิตในเอเชียคนไทยแห่เที่ยว

    รวมทั้งการบินไทยยังได้จัดโปรโมชั่นบินคุ้มทั่วเอเชียกับ Mastercard นอกจากบริการเหนือระดับและการเดินทางที่สะดวกสบาย การบินไทยยังได้ร่วมผนึกกำลังกับ Mastercardมอบโปรโมชันสุดคุ้ม ส่วนลด 2,000 บาท/ที่นั่ง เมื่อจองบัตรโดยสารไป-กลับจากประเทศไทยสู่ทุกเส้นทางในเอเชีย คลิ๊ก หรือแอปพลิเคชัน Thai Airways และชำระด้วยบัตร Mastercard พร้อมใส่โค้ด “MCTHASIA”

    การบินไทย เผยโตเกียว สิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ ขึ้นแท่นเมืองยอดฮิตในเอเชียคนไทยแห่เที่ยว

    จองได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2568 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)
    เดินทาง: วันนี้ – 31 ธันวาคม 2568 ออกเดินทางได้จากกรุงเทพฯ และทุกเส้นทางในประเทศไทย เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ ขอนแก่น ฯลฯ สู่ทุกจุดหมายปลายทางในเอเชีย อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน อินเดีย  ศรีลังกา เวียดนาม และอีกมากมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/637876&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SnNwuDEk5Ww2jTJx6Q_t7

  • เพชรบุรี แถลงข่าวเตรียมจัดงาน“เทศกาลกินหอย ตกหมึก @ ชะอำ” ครั้งที่24 หาดชะอำ | TOPNEWS

    เพชรบุรี แถลงข่าวเตรียมจัดงาน“เทศกาลกินหอย ตกหมึก @ ชะอำ” ครั้งที่24 หาดชะอำ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 03/09/2025 22:08

    วันที่3 กันยายน 68 ที่โรงแรมลองบีช ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายนุกูล พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศมนตรีเมืองชะอำ นายวสัน กิติกุล นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก นางดวงใจ คุ้มสอาด ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานเพชรบุรี นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ พ.ต.อ.อภิรักษ์ เพิ่มชัย ผกก.สภ.ชะอำ ชมรมเซฟชะอำ-หัวหิน ตำรวจท่องเที่ยว หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดเพชรบุรี เทศบาลเมืองชะอำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวเตรียมจัดงานเทศกาลกินหอย ตกหมึก @ ชะอำ ครั้งที่ 24 ประจำปี2568 ณ จุดชมวิวชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี พร้อมกันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายกเทศมนตรีเมืองชะอำ นายอำเภอชะอำ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมกันทำหอยทอดและหมึกบด แจกจ่ายให้กับแขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนที่เข้าร่วมงานทุกท่าน

    โดยเทศบาลเมืองชะอำ ร่วมกับ ททท.สำนักงานเพชรบุรี สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี และบริษัทสิงห์คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้จัดงาน“เทศ กาลกินหอย ตกหมึก @ ชะอำ” ครั้งที่ 24 ที่จัดขึ้น ระหว่างวันที่13 – 20 ก.ย. บริเวณจุดชมวิวชายหาดชะอำ ภายในงานพบกับการออกร้านจำหน่ายอาหารทะเลสดๆ ที่ปรุงด้วยเมนูหมึกและหอยเป็นหลัก และอาหารจากโรงแรมและร้านอาหารชื่อดังในจังหวัดเพชรบุรี กว่า100ร้านค้าคุณภาพ ในราคายุติธรรม อีกทั้งยังจัดให้มีการแสดงดนตรีจากวงดนตรีที่ได้รับความนิยมบนเวทีทุกคืน การออกร้านจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นบนถนนคนเดินรอบบริเวณจุดชมวิวชายหาดชะอำ และยังได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่หาได้เฉพาะในงานเทศกาลนี้ 1 ปีมีครั้งเดียว

    กับบริการนำนักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์การลงเรือตกหมึกกลางทะเลที่น่าตื่นเต้นประทับใจทุกวัน ในราคาถูกเป็นพิเศษเพียงท่านละ 100 บาท พร้อมอุปกรณ์ตกหมึก “โยธกา” ที่หาชมได้เฉพาะงานนี้เท่านั้น จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและผู้สนใจเที่ยวชมงานตามวันดังกล่าวได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนี้นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเทศบาลเมืองชะอำ โทรศัพท์ 032 – 472550, 032 – 471665 ททท.สำนักงานเพชรบุรี โทร.032 – 471005 – 6 และที่ 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย
    บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.เพชรบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1299263&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_u8ci113nEEdWwgVNWkwc

  • กกร.ห่วงปัญหาการเมืองฉุดเศรษฐกิจไทยโตแผ่ว หวั่นกระทบเชื่อมั่น เสี่ยงถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ

    กกร.ห่วงปัญหาการเมืองฉุดเศรษฐกิจไทยโตแผ่ว หวั่นกระทบเชื่อมั่น เสี่ยงถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ

    กกร.ห่วงปัญหาการเมืองฉุดเศรษฐกิจไทยโตแผ่ว เผยมีแนวโน้มขยายตัวได้เพียง 1% หวั่นกระทบเชื่อมั่น เสี่ยงถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ

    นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร.ประเมินว่าปี 2568 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไทย จะขยายตัวได้ 1.8%-2.2% ขณะคาดว่ามูลค่าการส่งออกปีนี้ จะขยายตัวได้ 2-3% อัตราเงินเฟ้อ อยู่ที่ 0.5-1.0%

    “ครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวได้เพียง 1% โดยปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนในระยะข้างหน้า และมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่ประเทศจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ” นายผยงกล่าว

    พร้อมมองว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัว โดยเศรษฐกิจไตรมาส 2/68 ขยายตัวได้ 2.8% ลดลงจาก 3.2% ในไตรมาส 1/68 ส่วนอัตราการว่างงาน ไตรมาส 2/68 เพิ่มขึ้นเป็น 2.07% จาก 1.88% เมื่อไตรมาส 1/68 และมีจำนวนผู้เสมือนว่างงานอยูที่ 2.1 ล้านคน สูงขึ้นราว 5% จากปีก่อน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ภาคก่อสร้าง-อสังหาฯ และภาคเกษตรชะลอตัว ความเปราะบางของ SMEs เห็นได้ชัดจากยอดค้างชำระหนี้เกิน 90 วันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ขนาดเล็กที่ยอดคงค้างสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท

    นายผยง กล่าวว่า กกร. มีความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่กลับมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน ยังขาดข้อมูลเชิงลึกเพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบของธุรกรรมทองคำและคริปโตฯ รวมถึงการโอนเงินกลับประเทศของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านช่องทางในระบบ ทำให้การเกินดุลการชำระเงินกว่าครึ่ง ไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน (Errors & Omissions)

    “หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรให้ความสำคัญกับการแยกแยะ และวิเคราะห์ผลกระทบของธุรกรรมทองคำ ต่อภาคเศรษฐกิจ (Real Sector) รวมถึงปรับปรุงและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อทำให้เกิดความสมดุลมากขึ้น เช่น พิจารณากลไกลงทุนต่างประเทศ ผ่านกองทุน Sovereign Wealth Fund” ประธาน กกร.ระบุ

    ด้านเศรษฐกิจโลก ยังคงปั่นป่วนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการรอผลตัดสินจากศาลสูงสุด ภายหลังศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ตัดสินว่าการขึ้นอัตราภาษีนำเข้ากับประเทศต่างๆ ขัดต่อกฎหมาย นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 800 เหรียญสหรัฐ ตั้งแต่ปลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้การประมาณการเศรษฐกิจโลกสำหรับปีนี้ ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

    กกร.เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ยังเผชิญความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก และสงครามการค้า และปัจจัยภายใน อย่างต้นทุนพลังงาน ค่าจ้างขั้นต่ำ และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีความเปราะบาง

    ดังนั้น จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลด หรือผ่อนปรนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ไม่น้อยกว่า 50% ในปี 2569 หรือจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว เพื่อบรรเทาภาระต้นทุน เสริมสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงจากการปิดกิจการ และกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดผลกระทบเชิงลบ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม

    นอกจากนี้ กกร. ยังมีความเห็นว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการจ่ายอัตราค่าจ้าง ตามทักษะฝีมือแรงงาน (Pay by Skills) ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน มากกว่าการปรับขึ้นค่าจ่างขั้นต่ำ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการ UP-Skill & Re-Skill , Multi-Skill และ New Skill เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) สามารถลดต้นทุน และสร้างความสามารถในการแข่งขัน

    นายผยง กล่าวด้วยว่า จากที่ กกร. ได้เข้าไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เมื่อต้นเดือนก.ค.68 ด้วยตระหนักถึงผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ทั้ง 1) ความเปราะบางที่มีอยู่เดิม ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ 2) ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ ขาดการลงทุนพัฒนาผลิตภาพ ขณะที่แรงงานขาดทักษะที่จำเป็น และ 3) ความท้าทายของภาครัฐ จากพลวัตของการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รุนแรงและรวดเร็ว และการไม่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงของนโยบายภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงได้เห็นร่วมกันในการจัดทำกรอบแนวทางการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

    จากความร่วมมือดังกล่าว ได้นำไปสู่การพัฒนาแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand – A Platform for Sustainable Policy Execution เป็นเวทีร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืนเพื่อทุกคน ที่มุ่งเน้นการดำเนินนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง สร้างพลวัตใหม่เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    โดย Reset Thailand จะถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์ของทุกองค์กรแนวร่วม เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวทาง และสร้างแนวร่วมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยภาคเอกชนจะร่วมเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน และอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อ และส่งเสริมให้เกิดการเร่งปรับตัว และเรียงลำดับความสำคัญ

    นายผยง กล่าวว่า แพลตฟอร์มนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่ทุกฝ่ายจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินการ โดยมีการสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย การกลั่นกรองแนวทาง การขับเคลื่อนการดำเนินงาน และการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง (Result Oriented) โดยเน้นการใช้ข้อมูล (Data-Driven) เพื่อให้ตอบโจทย์ปัญหาอย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน พลิกฟื้นศักยภาพในการแข่งขัน

    ทั้งนี้ Reinvent Thailand ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง โดยจะเริ่มประสานเพื่อผลักดันนโยบายเร่งด่วน 2 เรื่องที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง ได้แก่

    1. การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยบูรณาการทั้งระบบ เชื่อมโยงข้อมูลนำไปสู่การเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ

    2. การเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชน เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน เน้นการลงทุนในเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงานและการผลิตด้วยคนไทย สร้างมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่แข่งขันได้ในระดับสากล โดยมีมาตรการจูงใจจากรัฐ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ เพื่อสร้างตลาด

    “ทั้งสองนโยบาย เป็นเพียงตัวอย่างของแนวนโยบายที่สะท้อนวิธีคิดใหม่ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยจะขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในอนาคต โดยแนวทางที่วางไว้ภายใต้แพลตฟอร์มนี้ ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ และความต่อเนื่องของนโยบาย สามารถใช้เป็น “เข็มทิศ” ให้กับทุกรัฐบาล ในการวางนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ เพิ่มทักษะ สร้างการจ้างงาน รายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยทุกคนได้อย่างเป็นรูปธรรม และวัดผลได้” นายผยงกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/447024&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3A155L1uXn5P_DWb05K-6R

  • กิ่งกาชาด อ.ศรีราชา มอบทุนการศึกษานักเรียนยากไร้ ต.บางพระ | เดลินิวส์

    กิ่งกาชาด อ.ศรีราชา มอบทุนการศึกษานักเรียนยากไร้ ต.บางพระ | เดลินิวส์

    กิ่งกาชาด อ.ศรีราชา มอบทุนการศึกษานักเรียนยากไร้ ต.บางพระ

    นายอำเภอศรีราชา พร้อมด้วย กิ่งกาชาด มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนที่ยากไร้ในพื้นที่ตำบลบางพระ พร้อมอุปกรณ์การเรียนและขนมให้กับเด็กนักเรียนระดับชั้นอนุบาลและชั้นประถมศึกษาอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5079133/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1j2J1fkDP1z4cSHk8OuHaD

  • S

    S

    วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน SPU ร่วมพัฒนาบัณฑิตคุณภาพสู่โลกการทำงานดิจิทัล

    เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ “Internverse” กับ บริษัท ไทยพาณิชย์ โพรเทค จำกัด (SCB Protect) ณ SCB Park Plaza East C เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์จริงในอุตสาหกรรมประกันภัยยุคดิจิทัล

    พิธีลงนามได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม และ นางสาวปรมาศิริ มโนลม้าย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยพาณิชย์ โพรเทค จำกัด ร่วมลงนาม โดยมีคณะผู้บริหารและคณบดีจากหลายคณะเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน หนึ่งในนั้นคือ วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (SPULSC) ซึ่งเข้าร่วมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้ก้าวสู่สายงานจริงได้อย่างมั่นใจ

    ความร่วมมือครั้งนี้ เปิดโอกาสให้นักศึกษา SPU รวมถึงนักศึกษาวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน
    ได้เรียนรู้กระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่การวางแผน การตลาด การขาย ไปจนถึงการบริการลูกค้า โดยได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ระหว่างฝึกงานด้วย

    ความร่วมมือนี้ตอกย้ำพันธกิจของ SPU ในการเป็น “มหาวิทยาลัยคู่ความร่วมมือภาคอุตสาหกรรม” และยืนยันบทบาทของ SPULSC ในการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ที่ เรียนกับตัวจริง ประสบการณ์จริง เชื่อมโยงทักษะวิชาการเข้ากับการทำงานในอุตสาหกรรมจริง

    #SPULogistics #SPULSC #SCBProtect #Internverse #SPUCollaboration #CWIE #เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/logistics/2025/09/03/spuscb-protect-mou/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ws2On6tl2YqvwH8H_fCNR