Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • มูลนิธิรพ.สวนดอก ร่วมกับสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน ลุยแจกของผู้ประสบภัยน้ำป่าทำบ้านพังยับ 12 หลัง

    มูลนิธิรพ.สวนดอก ร่วมกับสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน ลุยแจกของผู้ประสบภัยน้ำป่าทำบ้านพังยับ 12 หลัง

    6 กันยายน 2568 19:31 น. ทศพล บุญพัฒน์ ข่าวทั่วไทย

    วันที่ 6 กันยายน 2568 สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยนายภานุเดช ไชยสกูล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้นำคณะ มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก นำโดยคุณหมอกวาง และ ชมรมจิตอาสาแทนคุณแผ่นดิน โดยคุณเชาวลิต ศรีธเนศสกุล ประธานชมรมจิตอาสาแทนคุณแผ่นดินและคณะ ทหารพราน กรม ทพ.36 และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ โดยคุณ ธนกฤต ได้นำสิ่งของเครื่องใช้เครื่องอุปโภค บริโภคจำนวนกว่า สองลำรถ ขึ้นไปบริจาค หมู่บ้าน ห้วยหมากลาง บ้านใหม่ห้วยหวาย อำเภอขุนยวม บ้านหนองเขียว อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งอยู่ห่างไกลอยู่บนภูเขาการเดินทางยากลำบากต้องอาศัยรถโฟรว์วิวล์ ที่ได้รับผลกระทบจาก พายุ คาจิก เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งบางหมู่บ้าน บ้านเรือราษฎรได้ถูกน้ำป่าพัดหายไปทั้งหลังเช่นหมู่บ้านห้วยหมากลางจุดเกิดเหตุมีบ้านรวมกัน 17 หลังคาเรือ ถูกน้ำพัดพังเสียหายไม่สามารถจะอาศัยอยู่ได้จำนวนกว่า 12 หลังคาเรือน และ มีชาวบ้านเสียชีวิต1รายไม่สามารถหนีออกมาได้ทันและได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย 

     ทางด้านคุณหมอกวาง จากมูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก กล่าวว่า ทางมูลนิธิได้รับสิ่งขอบริจาคมาก็เลยเดินทางมาร่วมบริจาคให้กับหมู่บ้านในจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ได้รับผลกระทบจากพายุคาจิกิที่ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าใส่บ้านเรือราษฎรในจังหวัดแม่ฮ่องสอนหลายหมู่บ้านอย่างน้อยก็ได้บรรเทาได้ในบางส่วน ส่วนใหญ่ก็ก็เป็นน้ำ รวมถึงที่นอน และเครื่องครัว อาหารกะป๋อง รวมไปถึงสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็น หลายรายการ มามอบให้กับชาวบ้าน

     อย่างไรก็ตามชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลากในครั้งนี้ จำนวน 12 หลังคาเรือน อยากได้รับการช่วยเหลือสร้างบ้านให้ใหม่และไม่ขออยู่ที่เดิม ซึ่งขณะนี้ทางผู้ใหญ่บ้านกำลังเจรจากับทางป่าไม้เพื่อขอพื้นที่ในการสร้างบ้านให้กับผู้ประสบภัยในครั้งนี้ และในวันพรุ่งนี้ทางคณะก็จะไปชื้อข้าวสารอาหารแห้งไปบริจาคให้กับหมู่บ้าน ห้วยปูแกง ตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/649529&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11rqnbIS51D1eZSqfci0mu

  • เปิดหน้าว่าที่รมต.เศรษฐกิจป้ายแดง “คลัง-กต.-พลังงาน” ดึงมืออาชีพร่วมครม.”อนุทิน 1″ จ่อทยอยเปิดเพิ่ม : อินโฟเควสท์

    เปิดหน้าว่าที่รมต.เศรษฐกิจป้ายแดง “คลัง-กต.-พลังงาน” ดึงมืออาชีพร่วมครม.”อนุทิน 1″ จ่อทยอยเปิดเพิ่ม : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี นำทีมโชว์ตัว 3 ว่าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจป้ายแดง ล้อมวงดื่มกาแฟทานเค้กส้ม ที่พรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นั่งเก้าอี้รมว.ต่างประเทศ, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ว่าที่รมว.คลัง และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ปตท. (PTT) คาดว่าจะมานั่งรมว.พลังงาน โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ร่วมวงด้วย คาดว่าจะได้ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข

    พร้อมระบุว่า สัดส่วนรัฐมนตรีคนนอกยังมีอีก หลังจากนี้ก็จะทยอยแนะนำให้ประชาชนรับทราบ ที่แน่แล้วคือกระทรวงการคลังและกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมย้ำว่าเลือกจากคุณสมบัติ ความสามารถ และประสบการณ์ เพื่อให้สามารถทำงานได้ทันทีหลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ

    นายอนุทิน ยืนยันว่าหน้าตาครม.ไม่ขี้เหร่แน่นอน ต้องเป็นครม. ที่เข้ามาแล้ว ทำงานได้เลย สโลแกนทำวันนี้เสร็จเมื่อวานของตนก็ยัง ถือว่าเป็นแนวทางการทำงานของพวกเราอยู่ ส่วนการจัดตั้งรัฐบาล จะให้แล้วเสร็จเร็วที่สุด โดยต้องทำทุกอย่างภายในอีก 4 เดือนให้เกิดผลงาน ให้เกิดความคืบหน้าและการแก้ปัญหาให้มากที่สุด

    ด้านนโยบายเร่งด่วน นายอนุทินระบุว่า ว่าที่รมว.คลังมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ย้ำโครงการ “คนละครึ่ง” มีโอกาสฟื้นหากเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

    ขณะที่ปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา นายสีหศักดิ์ ถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ และได้รับการยอมรับจากนานาชาติ เชื่อว่าคนที่อยู่ในวงการการทูตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจน่าจะมีความพึงพอใจและมั่นใจ รัฐบาลนี้เข้ามาท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว

    ในส่วนกระทรวงกลาโหมควรจะเป็นทหารเข้ามานั่งหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ก็ต้องการให้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพ ส่วนจะเป็นร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า หากตรงไหนมีความชัดเจนก็จะพามาเปิดตัวเช่นนี้เพื่อให้ประชาชนรับทราบโดยไม่ต้องคาดเดา ดังนั้นการที่ยังไม่พามาแสดงว่ายังไม่แล้วเสร็จ หรือมีคำถามที่จะต้องเคลียร์กันก่อน

    “รัฐบาลนี้จะทำงานเชิงรุก ไม่เสียเวลาเรียนรู้งาน เพราะทุกคนล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูงมาก่อน และยืนยันว่าหน้าตาคณะรัฐมนตรีจะเป็นทีมมืออาชีพ ทำงานร่วมกันอย่างสมัครสมานสามัคคี เพื่อตอบโจทย์ประเทศและประชาชน ภายในกรอบเวลา 4 เดือนก่อนยุบสภา”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527493&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tiT1QuO3WBv7tQirLmZnZ

  • จ่อฟื้นนโยบาย ‘คนละครึ่ง’ เวอร์ชั่นอนุทิน ปลุกเศรษฐกิจ

    จ่อฟื้นนโยบาย ‘คนละครึ่ง’ เวอร์ชั่นอนุทิน ปลุกเศรษฐกิจ

    จ่อฟื้นนโยบาย ‘คนละครึ่ง’ เวอร์ชั่นอนุทิน ปลุกเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนเฟซบุ๊กเพจ “หนุ่มเมืองจันทร์” ได้โพสต์ข้อความเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ระบุถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย กำลังเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบ “คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่” เพื่อฟื้นกำลังซื้อของประชาชน

    โดยในโพสต์ระบุข้อความว่า “มีข่าวว่า ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ จะกระตุ้นเศรษฐกิจ แบบ ‘ควิกวิน’ เปิดปัดฝุ่นโครงการ ‘คนละครึ่ง’ เอามาใช้อีกครั้ง เพราะนโยบายนี้ชาวบ้านก็ชอบ-ร้านค้าก็ชอบ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ต้องอธิบายมาก” พร้อมภาพที่มีข้อความว่า “คนละครึ่ง คืนชีพ?”

    ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทยเช่นเดียวกันว่ามีแนวคิดจะผลักดันโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งเคยเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ได้รับความนิยมสูงในรัฐบาลก่อนหน้า ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยให้ร้านค้าชุมชนอย่างกว้างขวาง

    ภายหลังจากนายอนุทินได้รับมติโหวตจากสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รายงานข่าวระบุด้วยว่า นายอนุทินมีความพยายามผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจฐานรากยังซบเซา และกำลังซื้อของประชาชนลดลง ซึ่งต้องติดตามว่าแผน “คนละครึ่งเวอร์ชันอนุทิน” จะถูกนำเสนอในรูปแบบใดต่อไป

    เอกชนเคยเสนอฟื้น “คนละครึ่ง” กระตุ้นใช้จ่าย

    สำหรับข้อเสนอในการฟื้นนโยบายคนละครึ่งที่ผ่านมา ถูกเสนอโดยภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานอาวุโส หอการค้าไทย เคยเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันยังอยู่ในภาวะซึมตัวจากหลายปัจจัย ทั้งจากภายนอกและภายใน โดยเฉพาะปัญหากำลังซื้อของประชาชนที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องมีความต่อเนื่องและมุ่งเน้นมาตรการที่เกิดผลเป็นรูปธรรม เช่น โครงการคนละครึ่ง ที่เคยดำเนินการมาก่อน ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน และมีผลเชื่อมโยงไปยังภาคธุรกิจ SMEs หรือในลักษณะโครงการคูณสอง ซึ่งเป็นแนวทางที่หอการค้าฯเคยเสนอไว้ ส่วนนี้จะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการนำเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QORC-vbMEMuE4agLAz1uA

  • เวทีทองคำลาว 2025 เปิดตัวครั้งแรก! พร้อมแอป “LBB PLUS” พลิกโฉมเศรษฐกิจ-วัฒนธรรม

    เวทีทองคำลาว 2025 เปิดตัวครั้งแรก! พร้อมแอป “LBB PLUS” พลิกโฉมเศรษฐกิจ-วัฒนธรรม

    ดร.จันทอน สิทธิชัย ประธานคณะกรรมการ ธนาคารทองคำลาว หรือ Lao Bullion Bank (LBB) เปิดเผยว่าการจัดงาน “เทศกาลทองคำลาว 2025” โดยเทศกาลนี้นับเป็นงานประจำปีระดับชาติครั้งแรกของประเทศลาว ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 5 – 7 กันยายน 2568 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติแห่งลาว นครหลวงเวียงจันทน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของทองคำต่อเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวลาวในมิติที่หลากหลาย

    สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ยังสอดคล้องกับวาระประวัติศาสตร์อันสำคัญของประเทศลาว ได้แก่ การเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี การก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิวัติลาว, ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาประเทศ และครบรอบ 105 ปี วันคล้ายวันเกิดของท่านไกสอน พมวิหาร อดีตประธานาธิบดีผู้วางรากฐานสำคัญของประเทศ

    ดร.จันทอน กล่าวอีกว่า เทศกาลทองคำลาว 2025 ไม่เพียงเป็นเวทีเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้สนใจในอุตสาหกรรมทองคำ ได้มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แสดงนวัตกรรม และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

    โดยภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสกับกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการสัมมนาระดับสูงจากผู้เชี่ยวชาญด้านทองคำและการลงทุนจากนานาประเทศ การเปิดตัวแอปพลิเคชัน LBB PLUS ที่รองรับการซื้อขายทองคำแบบเรียลไทม์ พร้อมรับผลตอบแทนดอกเบี้ย2% ต่อปี ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของการพลิกโฉมอุตสาหกรรมทองคำสู่โลกดิจิทัลในระดับสากล

    พร้อมกันนี้อีกหนึ่งไฮไลต์ของเทศกาลคือ นิทรรศการทองคำและผ้าไหมลาว ที่สะท้อนถึงความวิจิตรงดงามของวัฒนธรรมท้องถิ่น และ แฟชั่นโชว์ทองคำและผ้าไหม ซึ่งจะนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัยของดีไซเนอร์และผู้ประกอบการชาวลาว เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมทองคำควบคู่กับมรดกทางวัฒนธรรม

    สำหรับเทศกาลทองคำลาว 2025 คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าร่วมกว่า 30,000 คน ทั้งในและต่างประเทศ งานนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมอุตสาหกรรมทองคำลาวสู่มาตรฐานสากล และเป็นโอกาสทองสำหรับทุกคนที่สนใจลงทุน เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

    “เทศกาลทองคำลาว 2025 นี้จะกลายเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมทองคำของลาวให้เติบโตอย่างยั่งยืน ดึงดูดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจและสังคมของประเทศก้าวไปสู่ระดับสากลงาน อีกทั้งไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจของชาติ แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจ การลงทุน และวัฒนธรรมของลาว บนเวทีโลกอย่างมีศักยภาพและมั่นคง” ดร.จันทอน กล่าว

    ดร.จันทอน กล่าวต่อว่า ในฐานะผู้บริหารธนาคารแห่งลาว รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสกล่าวเปิดงานและแถลงข่าวเปิดตัวแอปพลิเคชัน “LBB PLUS” ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ ที่ธนาคารของเราพัฒนาเพื่อรองรับการให้บริการที่ทันสมัยและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

    ในช่วงเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารของเราได้ดำเนินกิจกรรมและพัฒนาบริการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการค้าขาย การฝากเงิน และการลงทุนของประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเติบโตและขยายตัวของธุรกิจในหลายภาคส่วนอย่างมีนัยสำคัญ

    ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้บริการธนาคารเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง ธนาคารจึงได้พัฒนาแอปพลิเคชัน “LBB PLUS” ที่จะช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถเปิดบัญชี ฝาก ถอน โอนเงิน และซื้อขายหลักทรัพย์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ผ่านระบบมือถือ ที่รองรับการทำธุรกรรมตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาต่อยอดสู่การเชื่อมต่อกับตลาดสากล เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าของเราสามารถเข้าถึงการลงทุนและการซื้อขายในตลาดโลกได้

    ในส่วนของเศรษฐกิจประเทศลาว เรามีทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมที่สำคัญ รวมทั้งแหล่งเหมืองแร่หลายแห่งที่เป็นฐานในการผลิตและส่งออกสินค้าหลัก อย่างไรก็ตาม ธนาคารของเราตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินให้ทันสมัย เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ดังนั้น “LBB PLUS” จึงเป็นก้าวแรกของเราในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการบริการทางการเงิน พร้อมแผนงานพัฒนาในอนาคตที่จะนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมาตรฐานการบริการให้ดียิ่งขึ้น

    ดร.จันทอน สิทธิชัย ประธานคณะกรรมการ ธนาคารทองคำลาว หรือ Lao Bullion Bank (LBB)

    ดร.จันทอน กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลเบื้องต้นจากการดำเนินงานในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา พบว่ายอดผู้ใช้งานระบบอยู่ที่ประมาณ 4,000 ราย มูลค่าการซื้อขายทองคำอยู่ที่ประมาณ 10 ตัน โดยคาดการณ์ว่ายอดผู้ใช้งานจะเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 รายในปีถัดไป ขณะเดียวกัน ระบบได้มีการรวบรวมหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ใช้งานกว่า 3 ล้านหมายเลข โดยมีเป้าหมายที่จะขยายฐานผู้ใช้ให้ครอบคลุมถึง 100,000 รายในอนาคต

    ทั้งนี้ ในปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวลาวประมาณ 98% และชาวต่างชาติ 2% สะท้อนศักยภาพและโอกาสทางตลาดภายในประเทศที่ยังเปิดกว้างสำหรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ราคาทองคำในตลาดได้ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 32% ในระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เกิดความสนใจในการลงทุนและการซื้อขายทองคำมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ประชาชน นักลงทุนรายย่อยได้เข้าถึงระบบการซื้อขายและลงทุนที่ปลอดภัยมากขึ้น ภายใต้การบริหารจัดการความเสี่ยงและสภาพคล่องอย่างรัดกุม โดยมีพันธมิตรในภูมิภาค เช่น ประเทศเมียนมา ร่วมขับเคลื่อนโครงการอย่างแข็งขัน

    ด้านนายอัลเบิร์ต  เฉิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมตลาดโลหะมีค่าของสิงคโปร์ (Singapore Bullion Market Association – SBMA) เปิดเผยว่า สมาคมฯ ได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลสิงคโปร์เมื่อประมาณ 15 ปีก่อน โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางด้านตลาดโลหะมีค่าทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งตนได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งในบทบาทดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีแล้ว

    สำหรับสมาคมตลาดโลหะมีค่าของสิงคโปร์ มีพันธกิจหลักในการพัฒนาและเสริมสร้างสถานะของประเทศให้เป็นศูนย์กลางตลาดโลหะมีค่าระดับโลก ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ อีกทั้งยังสนับสนุนสมาชิกของสมาคมในการค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และขยายเครือข่ายความร่วมมือในระดับสากล

    นอกจากนี้ สมาคมยังมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนจากทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความประสงค์จะเข้ามาดำเนินธุรกิจในตลาดเอเชียและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งแม้จะมีศักยภาพสูง แต่ก็มีลักษณะซับซ้อนเนื่องจากประกอบด้วย 10 ประเทศที่มีความหลากหลายด้านระบบเศรษฐกิจและกฎระเบียบ นักลงทุนจึงมองหาศูนย์กลางที่มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ ซึ่งสิงคโปร์สามารถตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในปัจจุบัน สมาคมมีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 11 ราย ประกอบด้วยองค์กรจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญ เช่น สภาการตลาดภายในประเทศ เป็นหนึ่งในสมาชิกของสมาคม สมาคมยังมีภารกิจเพิ่มเติมในการสนับสนุนให้สมาชิกสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมโลหะมีค่าในระดับโลก ตลอดจนร่วมดำเนินงานด้านนโยบายสาธารณะในประเทศต่าง ๆ อาทิ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ อีกทั้งยังมุ่งส่งเสริมการใช้มาตรฐานร่วมกันในระดับภูมิภาค เพื่อยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพของตลาด

    ตัวอย่างของความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ กรณีบริษัท LBB ซึ่งได้เข้ามาขอคำปรึกษาจากสมาคมเมื่อสองปีก่อนเกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินธุรกิจ และได้รับการสนับสนุนจากสมาคมอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านคำแนะนำ การแบ่งปันประสบการณ์ และการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างภาคี

    สมาคมยังให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการจัดประชุมประจำปี ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทั่วโลกได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และประสบการณ์ โดยการประชุมในปีที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมกว่า 600 คน ซึ่งมากกว่าครึ่งเป็นผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางทางการค้าระดับนานาชาติที่ได้รับความไว้วางใจจากภาคธุรกิจทั่วโลก ทั้งนี้ การประชุมประจำปีครั้งต่อไปมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–16 มิถุนายน ณ Sands Expo ประเทศสิงคโปร์ โดยเปิดให้ผู้สนใจจากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วม

    นายอัลเบิร์ต กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางในอนาคต สมาคมมุ่งเน้นการพัฒนาประเทศสิงคโปร์ให้เป็นศูนย์กลางการค้าระดับโลกด้านโลหะมีค่าในภูมิภาคเอเชีย แม้ว่าสิงคโปร์จะไม่มีแหล่งเหมืองทองคำหรือฐานลูกค้าขนาดใหญ่ภายในประเทศ แต่ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโต เช่น ระบบเศรษฐกิจที่มั่นคง โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส จึงทำให้ประเทศมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีองค์ประกอบบางประการที่ต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

    โดยตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สมาคมได้ดำเนินการผลักดันเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยประสบความสำเร็จในการสร้างความเข้าใจกับภาครัฐเกี่ยวกับผลกระทบของการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (GST) สำหรับการซื้อขายทองคำ ซึ่งหากไม่มีการยกเว้นภาษีดังกล่าว จะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของตลาด ต่อมาในปี พ.ศ. 2557 สมาคมได้มีบทบาทในการนำโรงกลั่นโลหะเข้ามาตั้งในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งแม้ประเทศจะไม่ใช่ผู้ผลิตทองคำโดยตรง แต่การมีโรงกลั่นเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปัจจุบันโรงกลั่นดังกล่าวมีกำลังการผลิตมากกว่า 400 หน่วย

    ในระยะยาว สมาคมตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบตลาดซื้อขายให้มีความทันสมัยเทียบเท่าตลาดในกรุงลอนดอน รวมถึงส่งเสริมการจัดตั้งบริการดูแลรักษาทรัพย์สิน (custodian services) สำหรับธนาคารกลาง ซึ่งในปัจจุบันยังมีให้บริการเพียงที่ลอนดอนเท่านั้น โดยมีเป้าหมายให้สิงคโปร์สามารถก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางทางเลือกที่มีความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระยะยาวจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายภาคส่วน

    ทั้งนี้ สมาคมได้กำหนดกลยุทธ์หลักไว้ 5 เสาหลัก เพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนสิงคโปร์สู่การเป็นศูนย์กลางตลาดโลหะมีค่าระดับโลกในภูมิภาคเอเชีย โดยรายละเอียดของกลยุทธ์ดังกล่าวจะมีการนำเสนออย่างเป็นทางการในโอกาสต่อไป

    “สมาคมตลาดโลหะมีค่าของสิงคโปร์มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศให้เป็นจุดเริ่มต้น หรือฐานปฏิบัติการ สำหรับสมาชิก ผู้มีส่วนร่วม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เพื่อเชื่อมโยงไปสู่ตลาดโลหะมีค่าระดับสากล อีกทั้งยังมีเป้าหมายให้สิงคโปร์ทำหน้าที่เป็นประตูสู่ตลาดอาเซียนสำหรับผู้ประกอบการระดับโลก โดยเชื่อมั่นในบทบาทของการเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงตลาด และพร้อมขับเคลื่อนการสร้างอนาคตร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายอัลเบิร์ต  กล่าว

    ขณะที่นายธนรัตน์ ปาซะวงศ์ ประธานเจ้าที่บริหาร Hua Seng Heng Group ได้กล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติ ผู้กำกับดูแล รวมถึงสมาชิกชุมชนระดับชาติที่มาร่วมงาน ว่าในฐานะองค์กรที่ดำเนินธุรกิจซื้อขายในประเทศไทย และเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับชุมชนที่กำลังเติบโต บริษัทมีเป้าหมายในการขยายตลาดกลุ่มนักเรียน (Student Market) ในภูมิภาคเอเชีย

    สำหรับบริษัทเริ่มต้นจากธุรกิจทองคำ โดยมีการดำเนินงานเกี่ยวกับทองรูปพรรณ ก่อนขยายเข้าสู่ตลาดทองคำแท่ง การซื้อขายออนไลน์ การนำเข้า-ส่งออก และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างครบวงจร รวมทั้งการซื้อขายผลิตภัณฑ์ในตลาดแลกเปลี่ยน เช่น กองทุน ETF และกองทุนทองคำ รวมถึงการลงทุนในโรงกลั่นทองคำและโรงงานผลิตเครื่องประดับ

    ทั้งนี้ เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับธุรกิจ โดยทำให้บริษัทสามารถให้บริการลูกค้าได้พร้อมกันในระดับหลักแสนราย ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของธุรกิจทองคำในประเทศไทย

    นายธนรัตน์ระบุว่า บริษัทมุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในทุกมิติ ทั้งด้านการเงิน ห่วงโซ่อุปทาน และระบบนิเวศธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ส่วนนายแกรี่ ฟรีดแมน  ผู้จัดการประจำภูมิภาคย่อยสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริษัท Brinks กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ในการดูแลประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้ รวมถึงประเทศเวียดนาม กัมพูชา เมียนมา และการทำงานร่วมกับทีมในกรุงเทพมหานคร รวมถึงทีมในจีนและลอสแองเจลิส โดยให้ภาพรวมความสามารถด้านการดำเนินงานของ Brinks อย่างละเอียดว่า

    บริษัท Brinks ให้บริการลูกค้าในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ซึ่งครอบคลุมกลุ่มสถาบันการเงิน ร้านค้าปลีก หน่วยงานภาครัฐ ธนาคารกลาง เหมืองทอง โรงกษาปณ์ ร้านเครื่องประดับ และผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์อื่น ๆ มีสำนักงานและดำเนินงานใน 67 ประเทศ พร้อมศูนย์ปฏิบัติการกว่า 1,300 แห่ง รายได้ประจำปีประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีรถขนส่งทรัพย์สินปลอดภัยจำนวน 16,400 คันทั่วโลก และพนักงานกว่า 72,000 คน

    ทั้งนี้ สินค้าและตลาดหลักที่ Brinks ดำเนินงาน ได้แก่ โลจิสติกส์ การประกันภัย และความปลอดภัยในการขนส่งทองคำ ธุรกิจเหมืองทอง เงิน เพชร ธนบัตรทั้งของธนาคารพาณิชย์และธนาคารกลาง รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ พาลาเดียม สินค้าลักชัวรี่ และบัตรเครดิต

    พร้อมกล่าวถึงจุดแข็งของ Brinks ที่ทำให้ลูกค้าเลือกใช้บริการว่า บริษัทมีความเชี่ยวชาญในการขนส่งทรัพย์สินปลอดภัยทั้งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก พร้อมบริการจัดการสินค้าคงคลัง ห้องนิรภัยในหลายประเทศทั่วโลก ศูนย์กระจายสินค้า และบริการโลจิสติกส์สำหรับงานแสดงสินค้าพิเศษ เช่น งานแสดงเพชรและเครื่องประดับ รวมถึงบริการพิธีการศุลกากร การนำเข้า-ส่งออก และการประกันภัยแบบรับผิดชอบเต็มจำนวน

    แผนที่การดำเนินงานของ Brinks แสดงให้เห็นถึงประเทศที่บริษัทดำเนินงานโดยตรงใน 67 ประเทศ (ระบุด้วยสีน้ำเงิน) และอีก 74 ประเทศที่ทำงานร่วมกับผู้รับเหมาช่วง (ระบุด้วยสีเหลือง) ซึ่งสะท้อนถึงเครือข่ายธุรกิจที่ครอบคลุมและกว้างขวาง

    อย่างไรก็ตาม ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Brinks มีสำนักงานในจีนและญี่ปุ่น โดยในภูมิภาคอาเซียน บริษัทมีการดำเนินงานในหลายประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา โดยในเมียนมายังใช้ผู้รับเหมาช่วง แต่มีแผนที่จะขยายการดำเนินงานโดยตรงในอนาคต รวมถึงอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม รวมทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

    สำหรับลาว บริษัทดำเนินการเกี่ยวกับสินค้าคงค่า เช่น เพชรและเครื่องประดับ ธุรกิจธนบัตร การนำเข้า-ส่งออกธนบัตร ทองคำจากเหมือง และการค้าข้ามพรมแดนระหว่างลาวและไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/inter/780702&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08MVavzULsC_K3iTe4z9cQ

  • ทั้งชาวบ้านและผู้ประกอบการร้านค้าต่างขานรับ หากรัฐบาลนายอนุทิน เอานโยบายคนละครึ่งของลุงตู่มา ปัดฝุ่นใช้ เชื่อจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุด | TOPNEWS

    ทั้งชาวบ้านและผู้ประกอบการร้านค้าต่างขานรับ หากรัฐบาลนายอนุทิน เอานโยบายคนละครึ่งของลุงตู่มา ปัดฝุ่นใช้ เชื่อจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุด | TOPNEWS

    ทั้งชาวบ้านและผู้ประกอบการร้านค้าต่างขานรับ หากรัฐบาลนายอนุทิน เอานโยบายคนละครึ่งของลุงตู่มา ปัดฝุ่นใช้ เชื่อจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุด

    • เผยแพร่ : 06/09/2025 16:49

    ทั้งชาวบ้านและผู้ประกอบการร้านค้าต่างขานรับ หากรัฐบาลนายอนุทิน เอานโยบายคนละครึ่งของลุงตู่มา ปัดฝุ่นใช้ เชื่อจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุด

    วันที่ 6 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทย ที่พึ่งได้รับโหวตจากรัฐสภา ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล มาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย และมีแนวโน้มที่จะเอานโยบายคนละครึ่ง  ของพรรคพลังประชารัฐ ครั้งที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี กลับมาใช้ใหม่ในยุครัฐบาล 4 เดือนนี้ กระแสข่าวดังกล่าวสร้างความฮือฮาขึ้นมาทันที

    นางสมบูรณ์ ช่างเกวียน อายุ 68 ปี แม่ค้าขายพิซซ่า อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์  กล่าวว่า หากเรื่องนี้เป็นจริงตามกระแสข่าวถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะนโยบายคนละครึ่งประชาชนเข้าใจและใช้งานเป็นมาแล้ว ประกอบกับนโยบายนี้ใช้ได้จริงได้ผลจริงคือมีพลังการจับจ่ายซื้อของเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครั้งสมัยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หากนำมาใช้อีกมันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายตรงกันข้ามเป็นเรื่องที่ดีและเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอนเพราะจะมีคนออกมาจับจ่ายซื้อของกันมากเพราะเกรงจะเสียสิทธิ์ กับโครงการของตนที่ได้รับ

    นางสุดาพัตร บำรุงแคว้น อายุ 57 ปี ชาวบ้าน อ. บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ บอกว่า จริงแล้วก็อยากได้ทั้งหมดคือไม่ต้องคนละครึ่งแต่มันก็จะเกินไป ส่วนตัวเคยใช้ในยุครัฐบาลลุงตู่มาแล้วสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้เป็นอย่างดีอยากให้นำนโยบายนี้กลับมาใช้ ในเร็ววันนี้

    ภาพ/ข่าว เรืองรุจ วังแจ่ม ผู้สื่อข่าว จ.บุรีรัมย์

    ปก

    ปก1

    เสียงจากตลาดตรัง ต่อโครงการคนละครึ่ง

    ททท. จัดงาน “LOVE on EARTH – เทศกาลที่โลกก็รัก คนก็เลิฟ” จุดประกายท่องเที่ยวยั่งยืน สัมผัสประสบการณ์รักษ์โลกกลางโคราช คาดเงินสะพัด 10-15 ล้าน

    นพค 24 ซ่อมแซมฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมและสะพานข้ามลำห้วยให้กับชาวบ้าน

    สพป.เชียงใหม่ เขต1 รวมพลังนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ยุคใหม่

    “ลีน่าจัง” มาแล้ว ลุย ด่า กำนันลี ผู้มีอิทธิพลเขมร ผู้จ้างม็อบเขมร ที่ ด่านชายแดนบ้านหนองจาน

    ปทุมธานี พิพิธภัณฑ์เกษตร จับมือ ARDA ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ก้าวสู่เวที Young Agri Future 2025

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1303120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c-PuJYe7MOTXZRaPI_Neg

  • “สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ” เปิดโผหนัง 15 เรื่อง ติดอันดับชิงโหวตสูงสุด “ภาพยนตร์ไทยยอด …

    “สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ” เปิดโผหนัง 15 เรื่อง ติดอันดับชิงโหวตสูงสุด “ภาพยนตร์ไทยยอด …

    ฟิล์ม จำกัด, อำนาจ ศรัทธา อนาคต จาก บริษัท ป็อป พิคเจอร์ จำกัด, ธี่หยด2 … ฟิล์ม จำกัด, วัยสตาร์ท น็อนสต็อป จาก บริษัท ที แอนด์ บี มีเดีย …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/entertain/445416&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pBp2uDMAq5JbmH76hjW5o

  • สพป.เชียงใหม่ เขต1 รวมพลังนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ยุคใหม่ | TOPNEWS

    สพป.เชียงใหม่ เขต1 รวมพลังนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ยุคใหม่ | TOPNEWS

    ดร.อนุกูล ศรีสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 กล่าวว่า ต้องขอแสดงความชื่นชม ยินดีกับ ทุกท่านที่เป็นผู้นำในการสร้างสรรค์กิจกรรมการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดครั้งนี้ เพราะคำว่า “นวัตกรรมทาง
    การศึกษา” นั้นเป็นสิ่งที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1ให้ความสำคัญเป็น
    อย่างมาก ดังนั้น กระบวนการพัฒนาที่ท่านทั้งหลายได้ร่วมกันคิดและปฏิบัติจริงในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและของประเทศไทยเราได้อย่างเหมาะสมยิ่งการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษานั้น เป็นงานที่ต้องการการเอาใจใส่อย่างจริงจังสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ “เรียนดี มีความสุข” ที่มุ่งดำเนินการอย่างเป็น
    รูปธรรม มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เกิดประโยขน์สูงสุดแก่ผู้เรียนทุกคน

    ขอให้ผู้บริหาร ทุกท่านส่งเสริมสนับสนุนครูได้พัฒนานวัตกรรมด้านการศึกษา สร้างครูมืออาชีพอย่างแท้จริง ตลอดทั้งส่งเสริมความก้าวหน้าในวิชาชีพของครูด้วยนวัตกรรมที่จะช่วยให้การศึกษาและการเรียนการสอนมี
    ประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นในรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัยใหม่และหลากหลายให้บรรลุถึงจุดหมายของการเรียนการสอน และความต่อเนื่อง ขอขอบคุณในความมุ่งมั่นตั้งใจของพวกท่าน ทุกๆ คน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนมีความสุขกับ

    ทั้งนึ้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 ได้กำหนดทิศทางการพัฒนา การศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 – 2570 โดยมีวิสัยทัศน์ขององค์กรคือ “องค์กรแห่ง นวัตกรรม นำสู่คุณภาพผู้เรียน” โดยพัฒนาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาให้เป็นบุคคลและองค์กรแห่งการเรียนรู้ก้าวสู่องค์กรแห่งนวัตกรรม เสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองการ
    เปลี่ยนแปลงศตวรรษที่ 21 ส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกคนในสังกัด พัฒนา คิดค้นแนวทางหรือกระบวนการในการพัฒนาการจัดการศึกษา การบริหารจัดการ หรือการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมและมีคุณภาพ โดยคำนึงถึงบริบทเชิงพื้นที่ ความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียน การจัดการศึกษาโดยใช้นวัตกรรมการศึกษาเป็นแนวทางยกระดับคุณภาพ
    การศึกษาให้มีการจัดการเรียนรู้ให้เกิดผลที่สูงสุดเต็มศักยภาพ

    โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา ในการ
    พัฒนานวัตกรรมการศึกษา เพื่อสร้างเวทีวิชาการ การนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมการศึกษาและถอดบทเรียนสรุปองค์ความรู้นวัตกรรมที่เป็น Best Practice สำหรับเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณชน เพื่อเชิดชูให้เป็นต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ของผู้สนใจ โดยแบ่งนวัตกรรมออกเป็น 2ประเภท ได้แก่ นวัตกรรมด้านการบริหารจัดการ และนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้ 11 กลุ่มสาระการเรียนรู้ จำนวนทั้งสิ้น 337รายการ

    ภาพ/ข่าว นภาพร ขัติยะ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.เชียงใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1303439&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Wga9Lfg8ZgUuDTjmSQukl

  • เปิดประวัติ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ว่าที่ รมว.คลัง ใน ครม.อนุทิน 1

    เปิดประวัติ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ว่าที่ รมว.คลัง ใน ครม.อนุทิน 1

    ประวัติ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ประวัติไม่ธรรมดา เรียนดีได้ทุนตั้งแต่ป.ตรียัน ป.เอก ผ่านทั้งงานธนาคารในไทยและธนาคารโลก ผลงานเข้าตา “อนุทิน” จนถูกคว้าตัว จากอธิบดีกรมธนารักษ์ ผงาดให้นั่งเป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในครม.อนุทิน 1

    วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะรัฐมนตรี ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดให้คนนอกนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี 3 ตำแหน่ง 1 ในนั้น คือนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์  ที่จะมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ประวัติ  ”เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ“ 

    สำหรับนายเอกนิติ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ และยังพ่วงตำแหน่ง ประธานกรรมการธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) กรรมการ และประธานกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด รวมถึงเป็นกรรมการบริหาร Tax Inspectors Without Borders (TIWB) , OECD & UNITED NATIONS DEVELOPMENT PROGRAMME (UNDP) กรรมการและกรรมการบริหารวชิราวุธวิทยาลัย และยังเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย NIDA ด้วย

    ส่วนการศึกษา นายเอกนิติ จบเศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ทุนสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์) จากนั้นได้ทุนรัฐบาลไทย ก.พ. ไปเรียนปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ จาก University of ILLINOIS at Urbana-Champaign และได้ทุนเดียวกันเรียนปริญญาเอก ในสาขาเศรษฐศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัย Claremont Graduate University ประเทศสหรัฐ ขึ้นชื่อว่าเป็นเด็กเรียนดี ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของมหาวิทยาลัย Illinois  และยังได้รางวัลนักเรียนทุนดีเด่น  ของสำนักงาน ก.พ. รางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งแห่งปี 2552 และรางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดีเด่นแห่งปี 2561 สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ และรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของคณะเศรษฐศาสตร์ และของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2567 นอกจากนี้นายเอกนิติ ยังเป็นนักรักบี้ฟุตบอลเยาวชนทีมชาติไทย และประธานชุมนุมรักบี้ฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย

    ขณะที่ประสบการณ์ทำงาน เริ่มต้นการทำงานที่ ธนาคารโลก ในสหรัฐอเมริกา ในตำแหน่ง Senior Advisor to Executive Director ต่อมาได้เป็น โฆษกกระทรวงการคลัง ก่อนจะถูกไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูต (ฝ่ายเศรษฐกิจการคลัง) ประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป อีกทั้งยังเคยเป็น ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

    จากนั้นในยุครัฐบาล เศรษฐา ทวีสินได้ถูกแต่งตั้งให้นั่งอธิบดีกรมสรรพากร ก่อนจะถูกสั่งเด้งลงมาให้นั่งในตำแหน่งอธิบดีกรมสรรสามิต กระทรวงการคลัง โดยให้นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรสามิต ไปเป็นอธิบดีกรมสรรพากร  ต่อมาในรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ถูกสั่งย้ายอีกครั้งไปนั่งตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์

    ส่วนประสบการณ์ในฐานะประธานกรรมการ เคยเป็นทั้ง ประธานกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME Bank) และประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) กรรมการและกรรมการบรรษัทภิบาลของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กรรมการ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด และกรรมการบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)

    นายเอกนิติยังมี ผลงานที่โดดเด่นคือการนำระบบ Digital มายกระดับกรมสรรพากรและกรมสรรสามิต ในการบริการประชาชนจนได้รับ รางวัลผู้นำองค์กรดิจิทัลดีเด่นจากรัฐบาล ประจำปี 2566 และรางวัลระดับ นานาชาติ Digital Government Award ในเอเชียโอเชียเนีย ในปี2565 รับรางวัล Thailand Digital Transformation Award ในปี 2564 และยังเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งกองทุน Thailand Future Fund ซึ่งเป็นแหล่งระดมทุนใหม่ของภาครัฐ ช่วยลดภาระหนี้ของประเทศ เป็นผู้นำในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจโดยการนำระบบสรรหาและคัดเลือกกรรมการ โดยนำสมรรถนะ Skill Matrix มาใช้ รวมถึงยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและออกแบบระบบการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค และประมาณการเศรษฐกิจ ให้แก่ กระทรวงการคลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2881203&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QOlND3l0K4ByWwZUHV24W

  • กาญจนบุรีเปิดงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองกาญจน์ อาหารอร่อย” ชูของดีท้องถิ่น

    กาญจนบุรีเปิดงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองกาญจน์ อาหารอร่อย” ชูของดีท้องถิ่น

    ภูมิภาค

    กาญจนบุรีเปิดงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองกาญจน์ อาหารอร่อย” ชูของดีท้องถิ่น

    วันเสาร์ ที่ 06 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.04 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 5 กันยายน 2568 ที่บริเวณสันเขื่อนศรีนครินทร์ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี นายสิทธิวีร์ วรรณพฤกษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานเปิดงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองกาญจน์ อาหารอร่อย” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้โครงการส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยว มีนายประสิทธิ์ ปิ่มบุญ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวรายงาน และนายศิริรัตน์ บำรุงเสนา นายอำเภอศรีสวัสดิ์ กล่าวต้อนรับ ท่ามกลางการเข้าร่วมของหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ผู้นำท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

    งานดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาญจนบุรี อำเภอศรีสวัสดิ์ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (เขื่อนศรีนครินทร์) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 7 กันยายน 2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในมิติใหม่ สร้างความน่าสนใจแก่นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม กระตุ้นการเดินทาง การพักค้างแรม และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ , การจำหน่ายสินค้าชุมชนและของดีท้องถิ่น , การสาธิตการทำอาหารรสเด็ดขึ้นชื่อเมืองกาญจน์ , การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน , การแสดงดนตรีและคอนเสิร์ตฟรีตลอดทั้งงาน

    ทั้งนี้ จังหวัดกาญจนบุรีคาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว และยกระดับภาพลักษณ์เมืองกาญจน์ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด..

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445459&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2leSpVW1crLKOsHdRaLAU9

  • เปิดโปรไฟล์ผลงาน ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ ว่าที่รมว.ต่างประเทศ | เดลินิวส์

    เปิดโปรไฟล์ผลงาน ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ ว่าที่รมว.ต่างประเทศ | เดลินิวส์

    หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็น นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา สังคมจับตาหน้าตาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ และล่าสุดในวันนี้ (6 ก.ย.) นายอนุทินเริ่มเผยโฉมหน้าบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญๆ โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่มาจากคนนอก ซึ่งหนึ่งในนั้นมี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่จะมารับตำแหน่งรมว.การต่างประเทศ คนใหม่

    นายสีหศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2500 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และปริญญาโท ด้านรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอพกินส์ (Johns Hopkins University) ประเทศสหรัฐอเมริกา เข้ารับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อปี 2522 ทั้งนี้เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเคยทำหน้าที่ชี้แจงตอบโต้กับรัฐบาลกัมพูชา เมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์เผาสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2546 อีกทั้งเคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอาเซียน อธิบดีกรมยุโรป รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงเคยเป็นเอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สหพันธรัฐสวิส ขณะเดียวกันยังเป็นชาวเอเชียคนแรก ที่ได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (เอชอาร์ซี) วาระปี ค.ศ. 2010-2011 (พ.ศ. 2553-2554)

    นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงเคยเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ก่อนจะเกษียณอายุราชการเมื่อปี 2561 อีกทั้งเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ในสมัยที่นายปานปรีย์ พหิทธานุกร ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ ยุครัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน

    มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับญี่ปุ่น รวมถึงในการเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในภารกิจด้านมนุษยธรรมในเมียนมา และยังเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันบทบาทของประเทศไทยให้ได้เป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD)

    นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังดำรงตำแหน่งสำคัญอื่นๆ อาทิ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก และเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่ปรึกษาพิเศษของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี).

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5089612/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06uHb9mWmLs-DpaC9Cdchr