Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เบื้องลึก ‘อนุทิน’ เลือก ‘เอกนิติ’ นั่ง รมว.คลัง ดันนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน

    เบื้องลึก ‘อนุทิน’ เลือก ‘เอกนิติ’ นั่ง รมว.คลัง ดันนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน

    เศรษฐกิจ

    เบื้องลึก ‘อนุทิน’ เลือก ‘เอกนิติ’ นั่ง รมว.คลัง ดันนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน

    07 ก.ย. 2025 เวลา 7:01 น.

    เปิดเบื้องลึก เหตุผล “อนุทิน” ทาบทาม “เอกนิติ” นั่ง รมว.คลัง เหมาะสมเคลื่อนนโยบายการคลังเร่งด่วน เจ้าตัวตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต มอบหมายงานเริ่มคิดนโยบายกระตุ้นศก.

    ทุกครั้งที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หรือการปรับคณะรัฐมนตรีของทุกรัฐบาล ตำแหน่งหนึ่งที่ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษก็คือตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” ที่ถือเป็นตำแหน่งสำคัญของทุกรัฐบาลที่จะมีบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะนโยบายการคลังเพื่อทำให้เป้าหมายในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลประสบผลสำเร็จ

    ในการตั้งรัฐบาลล่าสุดที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ได้มีการเตรียมความพร้อมในการฟอร์ม “ครม. อนุทิน1” มาล่วงหน้าก่อนที่จะมีวันโหวตนายกรัฐมนตรีในสภา โดยเฉพาะในตำแหน่งในด้านเศรษฐกิจ และต่างประเทศที่นายอนุทินมองว่าต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยมีการกำหนดคุณสมบัติว่าต้องได้คนที่เป็นมืออาชีพ ได้รับความยอมรับสูง และสามารถทำงานได้ทันทีเพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของรัฐบาลที่จะต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังจากมีการประกาศนโยบายต่อสภา

    ในส่วนของตำแหน่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยระบุว่าในเบื้องต้นพรรคได้มีการทาบทามบุคคลที่ได้รับการยอมรับสูงทั้งใน และต่างประเทศในแวดวงเศรษฐศาสตร์ และการเงินโดยได้มีการติดต่อไปยังนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะหมดวาระในวันที่ 30 ก.ย.นี้ โดยติดต่อผ่านบุคคลที่ทำงานร่วมกับนายเศรษฐพุฒิมาก่อน อย่างไรก็ตามนายเศรษฐพุฒิได้ตอบปฏิเสธ

    ขณะที่อีกชื่อหนึ่งที่ได้มีการทาบทามเช่นกันคือนายวิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการ ธปท.อีกคนหนึ่งแต่ก็ได้รับการปฏิเสธเช่นกัน

    ในระหว่างนี้ได้มีการทาบทามไปยังนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการคลังเคยผ่านงานมาหลายกรม และมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในหลายองค์กรที่อยู่ในบริษัทจดทะเบียน ประกอบกับหากจะทำนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน ผ่านนโยบายทางการคลัง นายเอกนิตินั้นมีความเข้าใจในกลไกของเครื่องมือทางการคลังเป็นอย่างดี สามารถประสานงานร่วมกับข้าราชการในกระทรวงการคลังได้ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นอย่างมากเนื่องจากระยะเวลาในการทำงานมีไม่มากนัก

    โดยภายหลังจากที่ได้มีการทาบทามแล้วนายเอกนิติได้ขอใช้เวลาในการคิดอยู่ 2-3 วันก่อนที่จะตอบตกลงมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในที่สุด

    นายอนุทิน กล่าวถึงการทาบทามนายเอกนิติมาร่วม ครม.ในรัฐบาล “อนุทิน1”  ว่า “อธิบดีเอกนิติ” นั้นมีอายุราชการเหลืออีกถึง 6 ปี มีความรู้ความสามารถ มีอนาคตในทางราชการ สามารถก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้ แต่ก็เสียสละ ที่จะเข้ามาทำงาน เราเห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องประเทศชาติ เรื่องพี่น้องประชาชนมีความสำคัญ โดยคุณสมบัติความรู้ความสามารถขณะนี้ ต่อให้พ้นวาระนี้ไป คงจะมีเส้นทางในอาชีพของท่านได้มากมาย

    “ท่านขอเวลาคิด 2-3 คืน ก็ตัดสินใจมาร่วมทำงาน ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ท่านตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต โดยมุ่งมั่นถึง ประเทศของเรา และพี่น้องประชาชน”

    ในส่วนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นนายอนุทินได้ระบุว่าทั้งในระดับจุลภาคและมหภาคจะต้องมีแน่นอน โดยว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของรัฐบาล อยู่ในกระทรวงการคลังมาโดยตลอด มีประสบการณ์ การทำงาน ทั้งต่างประเทศและในประเทศ เป็นอธิบดีมาหลายกรม เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจ (สคร.) อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพสามิต และอธิบดีกรมธนารักษ์ มีความรู้ความสามารถ ที่จะประสานงานกับฝ่ายประจำ ทำงานต่อเนื่องได้อย่างไม่มีปัญหา

    เช่นเดียวกับนโยบายคนละครึ่งโฉมใหม่นายอนุทินก็บอกว่าได้มอบหมายให้ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเร่งพิจารณา เมื่อปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็จะได้ดำเนินการต่อไปเพราะเวลาเรามีน้อย มีไม่มาก

    ..ต้องจับตาดูว่าภายใต้ความคาดหวังทางเศรษฐกิจที่สังคมมีต่อรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน และนโยบายเศรษฐกิจที่มีนายเอกนิติลูกหม้อกระทรวงการคลังเข้ามาขับเคลื่อน จะแก้ปัญหาระยะสั้น โดนใจประชาชนมากแค่ไหน

    อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเวลาจะเป็นคำตอบว่าในตำแหน่งนี้นายอนุทิน “Put the right man on the right job” หรือไม่?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw328yZM2uLtGm3btUH3hpC_

  • หนี้ SME ไตรมาส1/68 แย่กว่าหลังโควิด แนะปรับ “โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่”

    หนี้ SME ไตรมาส1/68 แย่กว่าหลังโควิด แนะปรับ “โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่”

    แนะสถาบันการเงินควรแก้หนี้ก่อนเป็น NPL สร้างความยั่งยืนด้วยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพิ่มขีดความสามารถสร้างรายได้ให้ธุรกิจ

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมหนี้ด้อยคุณภาพของบัญชีธุรกิจในฐานข้อมูลเครดิตบูโร ไตรมาส 1/2568 แม้จะเริ่มทรงตัว แต่ประเด็นสำคัญที่พบคือ การย้ำทิศทางที่แย่กว่าหลังโควิด โดยธุรกิจยิ่งมีขนาดเล็ก ปัญหาคุณภาพหนี้ยิ่งมีความรุนแรง่วขึ้น ขณะที่ เริ่มมีสัญญาณปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพ ขยายวงกว้างขึ้น จากกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ขยับขึ้นมาที่ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ โดยเฉพาะธุรกิจที่พักแรม ค้าส่งค้าปลีก ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์

    จากการวิเคราะห์พฤติกรรมการชำระหนี้ พบว่า การปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกของสถาบันการเงินเจ้าหนี้ มีประสิทธิผลในการช่วยชะลอปัญหาหนี้เสียได้ในกลุ่มหนี้ที่ยังมีวันค้างชำระไม่มาก แต่หากค้างชำระนานจนถูกจัดชั้น NPL แล้ว โอกาสกลับมาสู่ชั้นหนี้ดีขึ้นจะมีไม่ถึง 10%

    ดังนั้น การป้องกันปัญหาหนี้เสียในภาวะที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง จึงควรเน้นช่วงก่อนการเป็น NPL มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ท้ายสุด การแก้หนี้อย่าง ‘ยั่งยืน’ ต้องอาศัยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้ให้ธุรกิจ

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า จากข้อมูลระบบธนาคารพาณิชย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในไตรมาส 2/2568 สะท้อนว่า สัดส่วน NPL หรือ Stage 3 ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.83% จาก 2.81% ในไตรมาส 1/2568  โดย NPL ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ยังคงมาจากสินเชื่อธุรกิจ SMEs (7.79%) 

    ขณะที่ NPL ของสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ค่อนข้างทรงตัว (1.01%) ส่วน NPL ของสินเชื่อรายย่อยนั้น แม้จะลดลงบ้างในไตรมาส 2/2568 แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย (4.07%) สินเชื่อบัตรเครดิต (3.92%) สินเชื่อบุคคล (2.76%) และสินเชื่อเช่าซื้อ (2.06%)  

    สินเชื่อ Stage 2 หรือสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต ปรับตัวเพิ่มขึ้น มาที่ 6.80% ต่อสินเชื่อรวมในไตรมาส 2/2568 จากไตรมาสแรกที่ 6.73% แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า สินเชื่อ Stage 2 ของพอร์ตสินเชื่อธุรกิจ SMEs ปรับตัวลงเล็กน้อย ซึ่งสถานการณ์ด้อยคุณภาพของหนี้ SMEs ที่มีทิศทางดีขึ้นดังกล่าว คาดว่าจะเป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างหนี้ตามเกณฑ์ Responsible Lending (RL)  และโครงการแก้หนี้ต่าง ๆ ของทางการและธนาคารพาณิชย์ อาทิ โครงการคุณสู้เราช่วย เป็นต้น

    สินเชื่อธุรกิจยิ่งมีขนาดเล็ก ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ยิ่งชัด

    รายงานฉบับนี้ จัดแบ่งสินเชื่อธุรกิจออกเป็น 5 กลุ่ม ตามขนาดยอดคงค้างสินเชื่อ ได้แก่ 

    1) สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ มียอดคงค้างสินเชื่อมากกว่า 500 ล้านบาท

    2) สินเชื่อธุรกิจขนาดกลาง มียอดคงค้างสินเชื่อมากกว่า 100-500 ล้านบาท

    3) สินเชื่อธุรกิจขนาดเล็ก มียอดคงค้างสินเชื่อมากกว่า 20-100 ล้านบาท

    4) สินเชื่อธุรกิจขนาดไมโคร มียอดคงค้างสินเชื่อมากกว่า 5-20 ล้านบาท

    5) สินเชื่อธุรกิจขนาดซุปเปอร์ไมโคร มียอดคงค้างสินเชื่อไม่เกิน 5 ล้านบาท

    การศึกษาพบว่า ธุรกิจตั้งแต่ขนาดเล็กลงมา มีปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพมากที่สุด โดยธุรกิจกลุ่มซุปเปอร์ไมโครมีสัดส่วนหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือ NPL ในสัดส่วน 14.81% ตามมาด้วยกลุ่มไมโคร (12.11%) กลุ่มขนาดเล็ก (9.75%) กลุ่มขนาดกลาง 6.51% และกลุ่มขนาดใหญ่ 1.37% นอกจากนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า สถานการณ์ NPL ของธุรกิจขนาดซุปเปอร์ไมโคร ไมโคร และขนาดเล็ก มีทิศทางที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างชัดเจนติดต่อกันมาแล้วหลายไตรมาสอีกด้วย 
            
    SMEs กระทบหนัก ลามถึงธุรกิจใหญ่

    SMEs มีการถดถอยของคุณภาพหนี้ติดต่อกันหลายไตรมาส ซึ่งครอบคลุมทั้งธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อจากต่างประเทศและในประเทศ อย่างเช่นธุรกิจภาคการผลิตและที่พักแรม และธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อจากในประเทศเป็นหลัก อย่างเช่น ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ 

    จุดที่น่าห่วงคือ การขยายวงของปัญหาการด้อยลงของคุณภาพหนี้ได้ลามมาที่ลูกค้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกรณีของสินเชื่อธุรกิจที่พักแรม ขณะที่ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกจะเห็นปัญหาชัดขึ้นที่ลูกค้าขนาดกลาง ส่วนธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์นั้น ปัญหาสะท้อนออกมาในกลุ่มลูกค้าขนาดกลางและขนาดใหญ่ ซึ่งอาจหมายความถึงผลพวงจากปัญหาเศรษฐกิจที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ 

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังอาจชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี เพราะขาดแรงส่งในภาคการผลิตและการส่งออก หลังจากได้รับแรงหนุนไปมากแล้วจากประเด็น Front Loading ในช่วงก่อนการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้า (Tariffs) ของสหรัฐฯ  

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ภาคการส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบชัดเจนขึ้นจาก Tariffs ของสหรัฐฯ จนมีโอกาสหดตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ดังนั้น จึงมีโอกาสสูงที่จะเริ่มเห็นสัญญาณการถดถอยของคุณภาพหนี้ที่ชัดเจนขึ้นของภาคการผลิต รวมถึงภาคธุรกิจหลักอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน โดยต้องติดตามว่า ปัญหาคุณภาพหนี้จะขยายวงกว้างมาสู่ธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่

    สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจที่จะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพต่อจากนี้ไป ย่อมหมายถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจระยะยาว ไม่เช่นนั้น ตัวเลขคุณภาพนี้ที่เป็นตัวแปรตามที่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจ (Lagging Indicators) ก็จะยิ่งถดถอยลงในอนาคต ซ้ำเติมปัญหาวิกฤตกับดักการพัฒนาประเทศที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน อย่างยากจะหลีกเลี่ยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/729971&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KVNIn9HDFEJpT0q08fpJI

  • “อนุทิน” โชว์ตัวว่าที่ รมต.ทีมเศรษฐกิจ ล้อมวงกินเค้กส้ม

    “อนุทิน” โชว์ตัวว่าที่ รมต.ทีมเศรษฐกิจ ล้อมวงกินเค้กส้ม

    พรรคภูมิใจไทย 6 ก.ย.- “อนุทิน” โชว์ตัว ว่าที่ 3 รมต.ทีมเศรษฐกิจป้ายแดง ล้อมวงกินเค้กส้ม “เอกนิติ” นั่งขุนคลัง เตรียมนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ปล่อยฟื้นคนละครึ่งกระแสเต็มฟีด ขณะ “สีหศักดิ์” เตรียมนั่ง รมว.กต. มั่นใจชื่อนี้นานาชาติยอมรับ รับเผือกร้อนแก้ปมชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะ “อรรถพล” อดีต CEO ปตท. นั่ง รมว.พลังงาน ทำงานได้เลยไม่ต้องรำมวย ยอมรับเก้าอี้กลาโหม ต้องมีความรู้ในวิชาชีพ ปัดตอบชิงดำ “บิ๊กป้อม-ธรรมนัส”

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีต ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ดื่มกาแฟร่วมกันที่ร้านจานิสตาร์ ชั้น 1 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ภายหลังหารือร่วมกันที่บริเวณชั้นบน

    ทั้งนี้ คาดว่านายสีหศักดิ์ ถูกทาบทาม ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่นายเอกนิติ คาดว่า จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้านนายสันติ คาดว่าจะมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

    ขณะที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ตามมาสมทบในภายหลัง โดยคาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    นายอนุทิน ได้แนะนำตัวแต่ละคนให้สื่อมวลชน พร้อมระบุถึงว่าที่ตำแหน่งที่ชัดเจน อย่างนายสีหศักดิ์ จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมระบุว่าเลือกจากความสามารถ ประสบการณ์ความทุ่มเทเสียสละ ซึ่งเมื่อทั้งหมดตอบรับชัดเจนก็ไม่ต้องมาคอยคาดการณ์ว่าใครจะดำรงตำแหน่งอยู่ตรงไหน เดี๋ยวจะทำงานกันไม่สะดวกเพราะเวลาเรามีน้อย ก็จะเริ่มเตรียมงานและประสานงานกันไว้ก่อน หลีงเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ก็จะได้ทำงานได้เลย

    นายอนุทินยังยืนยันว่า รัฐมนตรีในสัดส่วนคนนอกยังมีอีก หลังจากนี้ก็จะทยอยแนะนำให้พี่น้องประชาชนรับทราบ ที่แน่แล้วคือกระทรวงการคลังและกระทรวงการต่างประเทศ

    เมื่อถามความคาดหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากกระทรวงการคลังในระยะสั้น นายอนุทินกล่าวว่าทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่ในกระทรวงการคลังมาโดยตลอด มีประสบการณ์การทำงานทั้งต่างประเทศและในประเทศ เป็นอธิบดีมาหลายกรม เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพสามิต และอธิบดีกรมธนารักษ์ ท่านมีความรู้ความสามารถ ที่จะประสานงานกับฝ่ายประจำ ทำงานต่อเนื่องได้อย่างไม่มีปัญหา

    ส่วนการฟื้นโครงการคนละครึ่ง นายอนุทินระบุว่าทุกอย่างเป็นไปได้หมด ถ้าเป็นประโยชน์และเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน วันนี้ก็ดูเต็มฟีด ก็จะเร่งมอบหมายให้ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเร่งพิจารณา เมื่อปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็จะได้ดำเนินการต่อไปเพราะเวลาเรามีน้อย ไม่มาก

    ส่วนจะมีการสานต่อจาก Application เดิมหรือไม่ นายอนุทินยืนยันว่าอะไรที่ดี ก็จะทำต่อ เราไม่มีเข้ามาแล้วบอกว่าอันนี้ไม่ใช่ของเรา ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลของผมจะไม่ทำ

    ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ข้อพิพาทไทยกัมพูชาแก้ไข MOU 43 และ 44 นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าพูดถึงชื่อสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เชื่อว่าทุกคน ที่อยู่ในวงการการทูตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจ น่าจะมีความพึงพอใจและมั่นใจ รัฐบาลนี้เข้ามา ท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพราะฉะนั้น ต้องนำ ผู้ที่มีประสบการณ์ ต้องได้รับการยอมรับจากนานาชาติแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

    ส่วนรัฐมนตรีมั่นใจว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้ใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญ ต้องวางพื้นฐานให้เป็นระยะยาว ส่วนมองว่าเป็นเผือกร้อนหรือไม่ยืนยันว่า ทุกอย่างต้องให้ความสำคัญ

    นายอนุทิน ยังยอมรับว่ากว่า ว่าที่รัฐมนตรีโควตาคนนอกจะตอบรับตนใช้เวลาหลายวันหลายคืน เพราะอธิบดีเอกนิติมีอายุราชการเหลืออีก 6 ปี ซึ่งความรู้ความสามารถยังมีอนาคตในทางราชการ สามารถก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้อีก แต่ท่านก็เสียสละ เราเห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องประเทศชาติ เรื่องพี่น้องประชาชนมีความสำคัญ ซึ่งคุณสมบัติความรู้ความสามารถของท่านขณะนี้ต่อให้พ้นวาระนี้ไป คงจะมีเส้นทางในอาชีพของท่านได้มากมาย ซึ่งท่านขอเวลาคิด 2-3 คืน ก็ตัดสินใจมาร่วมทำงาน ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ท่านตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต โดยมุ่งมั่นถึง ประเทศของเรา และพี่น้องประชาชน

    นายอนุทินยืนยันว่าหน้าตา ครม. ไม่ขี้เหร่แน่นอน ต้องเป็นครม. ที่เข้ามาแล้วทำงานได้เลย สโลแกนทำวันนี้เสร็จเมื่อวานของตนก็ยัง ถือว่าเป็นแนวทางการทำงานของพวกเราอยู่

    ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลจะให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 วันนี้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าจะทำให้เร็วที่สุด และคอยคิดถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ทางการเมือง และเรื่องทางการเมืองตนคิดว่ามีความชัดเจนแล้ว อีก 4 เดือนก็ต้องยุบสภา ดังนั้นต้องทำทุกอย่างภายในอีก 4 เดือนให้เกิดผลงาน ให้เกิดความคืบหน้าและการแก้ปัญหาให้มากที่สุด

    เมื่อถามว่ามีโครงการใดที่ครม.ชุดใหม่ ต้องการทำเพิ่มอีกบ้างนายอนุทินกล่าวว่าให้ใจเย็นๆ ให้รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายในแต่ละกระทรวง มีอำนาจเต็มที่ในการกำหนดนโยบาย ด้วยความรวดเร็วโดยไม่ต้องรอว่าหัวหน้ารัฐบาลจะเอาด้วยหรือไม่ ซึ่งจะมาพูดว่าเดี๋ยวจะขัดกับพรรคโน้นพรรคนี้หรือไม่ ตนรับรองว่าไม่มี เราจะเอาประสบการณ์ที่มี ของรัฐบาล 2-3 ชุดที่ผ่านมา ที่เห็นจุดอ่อนของการมีปัญหาและไม่ทำงาน ที่กังวลเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบกัน

    ทั้งนี้ ระหว่างที่นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนนายอรรถพล ได้เดินเข้ามาสมทบ ทำให้นายอนุทิน พูดขึ้นมาว่า ท่านมาแล้วความลับแตกหมดเลย ก่อนจะหัวเราะ จากนั้นนายอรรถพลก็ได้แนะนำตัวเอง ตำแหน่งที่เคยเป็นอดีต CEO ของ ปตท. ก่อนที่นายอนุทินจะแซวขึ้นมาว่าไม่ได้เอามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอย่างแน่นอน

    ส่วนเหตุผลที่ทาบทามนายอรรถพลนั้น นายอนุทินกล่าวว่า อย่างที่ตนบอกว่าเป็นรัฐบาลที่มีภารกิจแน่นอน เราต้องได้ผู้ที่เข้ามาแล้ว ทำงานได้เลย ไม่ต้องมาเรียนรู้งาน แต่ละท่าน ที่เข้ามาก็ล้วนแต่เป็นผู้บริหารสูงสุด ในองค์กรที่ท่านกำลังจะเข้าไปรับผิดชอบ ดังนั้นจะเป็นการสร้างความมั่นใจว่า เราจะสามารถเดินหน้าได้ดี ไม่ต้องรำมวย

    เมื่อถามว่ากระทรวงกลาโหมควรจะเป็นทหารเข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการประจำกระทรวงหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ก็ต้องการให้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพ

    ส่วนกระแสข่าวที่จะเป็นร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม แข่งกับพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นั้น นายอนุทินกล่าวว่าหากตรงไหนมีความชัดเจน ก็จะพามาเปิดตัวเช่นนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชน รับทราบโดยไม่ต้องคาดเดา ดังนั้นการที่ยังไม่พาคนอื่นมา แสดงว่ายังไม่แล้วเสร็จ หรือมีคำถามที่จะต้องเคลียร์กันก่อน

    ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาขณะนี้ จำเป็นจะต้องเป็นพลเอกประวิตรหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าอย่าถามแบบนี้ อะไรที่ตอบได้ก็ตอบ เพราะสไตล์การทำงานของตนไม่ต้องการให้ประชาชน มาคาดการณ์ใดๆ ถ้ามีความชัดเจนแล้ว ก็จะนำมาแนะนำตัว ต่อพี่น้องประชาชนทุกคน ให้รับรู้ รับทราบ ว่ารัฐบาลจะเป็นไปในทางใด พยายามจะทำงานให้ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ให้ทำเหมือนว่ามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศร่วมกัน ฝ่ายการเมืองอย่างพวกเราฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเป็นหลักอยู่แล้ว

    เมื่อถามว่าภาพของ ครม.อนุทิน จะออกมาเป็นแบบใด นายอนุทินกล่าวว่า เป็นภาพมืออาชีพที่ทำงาน ผู้ที่ร่วมทำงานทุกคนมีความเป็นพี่น้องสมัครสมาน สามัคคี เพราะตนเป็นสมาชิก ใน 36 คนมาหลายสมัย มีความรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวแทบจะไม่เลย คุยแต่เรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ไม่เคยมีการตัดสินใจร่วมกันเลย ภาพแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น ในรัฐบาลของตนแน่นอน เนื่องจากทุกคนจะต้องเข้าใจเป้า หมายเดียวกันและเข้าใจภารกิจที่เรามีอย่างจำเพาะ ต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ไม่ใช่พรรคนี้เสนอ พรรคนี้ค้าน หัวหน้ารัฐบาลไม่ใช่มองว่าอันนี้ไม่เกิดประโยชน์กับพรรคตนเองก็ให้เรื่องช้าหน่อย สิ่งเหล่านี้จะไม่มี

    ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม ถึงตำแหน่งของนายสันติที่จะมานั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทินรีบปัดตอบว่าฝ่ายการเมืองเดี๋ยวมาพูดคุยกัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าชื่อรัฐมนตรีป้ายแดงทั้ง 4 คนได้นั่งพูดคุยกับนายอนุทิน ด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง และมีการเสิร์ฟเมนูเค้กส้ม -สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/politics-1582165&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18je9hqV2hsT8XAsimN-A_

  • ประวัติ “ภราดร ปริศนานันทกุล” ว่าที่รัฐมนตรีป้ายแดง หลังมีชื่อติดโผ “ครม.อนุทิน 1”

    ประวัติ “ภราดร ปริศนานันทกุล” ว่าที่รัฐมนตรีป้ายแดง หลังมีชื่อติดโผ “ครม.อนุทิน 1”

    เปิดประวัติ “ภราดร ปริศนานันทกุล” มีชื่อติดโผ “ครม.อนุทิน 1” จากบทบาทรองประธานสภาฯ คนที่ 2 สู่ตำแหน่งว่าที่ “รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี”

    ภายหลังจาก ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 มีมติเห็นชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยคะแนน 311 เสียง ชนะนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย ที่ได้รับคะแนนไป 152 เสียง ภายใต้เงื่อนไขยุบสภาภายใน 4 เดือน ขั้นตอนจากนั้นคือประธานสภาฯ นำชื่อนายอนุทิน ขึ้นทูลเกล้าฯ และรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในระหว่างนี้ นายอนุทิน เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำภายใต้ สส. 146 เสียง โดยล่าสุดตัว นายอนุทิน ก็ยืนยันแล้วว่าโผ ครม. นั้น 100% แล้ว แต่ขอเปิดเผยในเวลาที่เหมาะสม

    ทั้งนี้ สำหรับโผ ครม.อนุทิน 1 พบว่าหนึ่งในผู้ที่เป็นกระแสที่อาจจะได้เป็นรัฐมนตรีป้ายแดงอีกคน คือ นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ว่าที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    ประวัติ “ภราดร ปริศนานันทกุล”

    ภราดร ปริศนานันทกุล หรือ แบต เกิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522 ที่อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เป็นบุตรของนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กับนางรวีวรรณ ปริศนานันทกุล

    การศึกษา

    ภราดร ปริศนานันทกุล สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ระดับปริญญาตรี สาขาสถิติจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนระดับปริญญาโททางด้านเศรษฐศาสตร์ จาก Warwick University ประเทศอังกฤษ

    เส้นทางการเมือง

    ภราดร ปริศนานันทกุล ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง คู่กับนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เมื่อ 23 ธันวาคม 2550 และได้รับเลือกตั้งอีกสมัยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2554 ซึ่งขณะนั้นลงสมัครรับเลือกตั้งภายใต้สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา

    กระทั่งในปี 2561 นายภราดร ได้ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทองอีกสมัย ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษกพรรคภูมิใจไทย

    จากนั้นในปี 2566 นายภราดร ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทองอีกสมัย ภายใต้สังกัดพรรคภูมิใจไทย ก่อนที่จะถูกเสนอชื่อจากที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย เป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรในที่สุด

    ต่อมา วันที่ 19 มิถุนายน 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 และ สส.จังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ประกาศยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่ง รองประธานสภาฯ คนที่ 2

    กระทั่งล่าสุด วันที่ 5 กันยายน 2568 มีรายชื่อติดในโผ ครม.อนุทิน 1 ในตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2881222&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cvn84oGOGo-13wPXin84t

  • นิด้าโพล 59.24% หนุนยุบสภาฯ เร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน

    นิด้าโพล 59.24% หนุนยุบสภาฯ เร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน


    นิด้าโพล เผย ประชาชน 59.24% หนุนยุบสภาฯ โดยเร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน ขณะที่ 74.39% อยากให้แก้รัฐธรรมนูญ รายมาตรา 

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ยุบสภาในสี่เดือนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-5 กันยายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อข้อเสนอให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรภายในสี่เดือน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรภายในสี่เดือนพบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 59.24 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ โดยเร็วที่สุด ไม่ต้องรอสี่เดือน รองลงมา ร้อยละ 27.17 ระบุว่า เห็นด้วยกับการยุบสภาฯ ภายในสี่เดือน ร้อยละ 9.54 ระบุว่า ไม่ควรยุบสภาฯ แต่ควรรอให้สภาฯ ชุดนี้หมดวาระในปี 2570 ร้อยละ 2.52 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ ภายในหกเดือน ร้อยละ 0.92 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ ภายในหนึ่งปี และร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความต้องการของประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.56 ระบุว่า ต้องการมาก รองลงมา ร้อยละ 28.17 ระบุว่า ไม่ต้องการเลย ร้อยละ 21.76 ระบุว่า ค่อนข้างต้องการ ร้อยละ 9.99 ระบุว่า ไม่ค่อยต้องการ และร้อยละ 2.52 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามความคิดเห็นของผู้ที่ระบุว่าต้องการมากและค่อนข้างต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (จำนวน 777 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับรูปแบบการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนต้องการ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 74.39 ระบุว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา รองลงมา ร้อยละ 24.71 ระบุว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และร้อยละ 0.90 ระบุว่า ไม่ตอบ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.04 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.66 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.30 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 35.27 สถานภาพโสด ร้อยละ 62.29 สมรส และร้อยละ 2.44 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.53 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 13.82 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 35.27 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.76 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 34.43 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.19 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 9.39 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.47 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 23.13 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 9.54 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 16.18 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 17.87 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.42 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 17.56 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 14.89 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 34.81 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 11.45 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 5.11 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.37 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.37 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.38 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 0.61 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 8.02 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35133&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25M-rehrUiqrWHhUz_svG3

  • อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ มืออาชีพพลังงานสู่ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน

    อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ มืออาชีพพลังงานสู่ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน

    อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ มืออาชีพพลังงานสู่ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน

    จากวิศวกรสู่ซีอีโอ ปตท. ผู้วางยุทธศาสตร์พลังงานสะอาด วันนี้อรรถพลก้าวสู่เก้าอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมนำไทยสู่ความยั่งยืน

    ท่ามกลางการจัดวางทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ชื่อของ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ โดดเด่นขึ้นมาในฐานะว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล การมาของเขาถูกมองไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่คือการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลเลือกใช้ “มืออาชีพ” ที่ผ่านการพิสูจน์จากทั้งวิกฤตและโอกาสมาขับเคลื่อนอนาคตพลังงานไทย

    เส้นทางชีวิตและการศึกษา

    อรรถพลจบการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมโยธาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อด้วยปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และยังได้รับ Diploma Petroleum Management จาก University of Oxford พื้นฐานที่ผสมผสานทั้งวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และประสบการณ์สากล ทำให้เขาไม่ใช่แค่นักเทคนิค แต่เป็นนักวางยุทธศาสตร์พลังงานที่มองเห็นภาพครบทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำ

    ก้าวสำคัญใน ปตท.

    กว่า 30 ปีในกลุ่ม ปตท. อรรถพลผ่านงานสำคัญเกือบทุกสาย ก่อนขึ้นเป็นซีอีโอคนที่ 10 (2563–2567) เขาพาองค์กรฝ่าวิกฤตโควิด-19 ด้วยโครงการ “ลมหายใจเดียวกัน” จัดหาอุปกรณ์แพทย์ และ “Restart Thailand” ที่จ้างงานบัณฑิตใหม่หลายพันคน ขณะเดียวกันยังวางกลยุทธ์ “Future Energy & Beyond” ที่หยุดลงทุนถ่านหิน และหันสู่พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า โรงงานแบตเตอรี่ และ Life Science พร้อมตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 15% ภายในปี 2573

    ผลงานด้านความมั่นคงพลังงานปรากฏชัดเมื่อ PTTEP ชนะการประมูลสำรวจและผลิตก๊าซในอ่าวไทย พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตแหล่งเอราวัณเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน อีกทั้งยังสร้างชื่อเสียงให้ไทยบนเวทีโลก โดย PTT เป็นแบรนด์ไทยเพียงแห่งเดียวที่ติด 500 อันดับมูลค่าแบรนด์สูงสุดโลก มูลค่าแบรนด์ทะลุ 8.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมการันตีความเป็นผู้นำด้วยรางวัล Asia’s Best CEO 3 ปีซ้อน และ Thailand Top CEO of the Year 2023

    นั่นทำให้ นายอรรถพล ไม่ใช่นักการเมืองที่มาเรียนรู้งาน แต่คือผู้ปฏิบัติการพลังงานตัวจริงที่ผ่านงานตั้งแต่ระดับวิศวกรรม การตลาด การลงทุน จนถึงกลยุทธ์ชาติ เขาพิสูจน์แล้วว่าสามารถรักษาเสถียรภาพองค์กร พร้อมขับเคลื่อนโครงการเพื่อสังคมได้จริง ที่สำคัญ วิสัยทัศน์ด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำที่เขาปักธงไว้ สอดคล้องกับทิศทางโลกอย่างชัดเจน

    การเลือกอรรถพลมานั่ง รมว.พลังงาน จึงเป็นการประกาศว่ารัฐบาลอนุทินให้ “ความสามารถ” นำหน้า “โควต้า” ท่ามกลางความผันผวนด้านราคาพลังงานและแรงกดดันสิ่งแวดล้อม การได้รัฐมนตรีที่มีทั้งประสบการณ์จริง ความเข้าใจเชิงระบบ และวิสัยทัศน์สู่ความยั่งยืนจึงถือเป็นสัญญาณดี และก้าวแรกของการผลักดันประเทศในลำดับต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/729991&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oyebm_bEiKCazTIiBO4U2

  • อัปเดตแผนคืบหน้า ‘ถนนไทยแลนด์ริเวียร่า’ จ.เพชรบุรี ยาว 37 กม.

    อัปเดตแผนคืบหน้า ‘ถนนไทยแลนด์ริเวียร่า’ จ.เพชรบุรี ยาว 37 กม.

    นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เปิดเผยว่า กรมฯได้พัฒนาโครงข่ายถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนท่องเที่ยวตะนาวศรีคีรีพัฒน์ ช่วงบ้านเขาบันได – บ้านน้ำพุร้อน อำเภอหนองหญ้าปล้อง, เขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี รวมระยะทางดำเนินการ 37.240 กิโลเมตร ใช้งบประมาณรวม 714.288 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างสำรวจพื้นที่ วางแนวเส้นทางก่อสร้าง และงานถางป่า โดยคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2570 ต่อไป

    สำหรับโครงการดังกล่าว แบ่งงานก่อสร้างเป็น 4 ช่วง ดังนี้ 

    • ช่วงที่ 1 บ้านเขาบันได – บ้านน้ำพุร้อน เริ่มก่อสร้างจาก กม.ที่ 21+600 ถึง กม.ที่ 43+730 โดยก่อสร้างถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3 – 3.5 เมตร มีไหล่ทาง พร้อมงานก่อสร้างสะพาน จำนวน 3 แห่ง และสิ่งอำนวยความปลอดภัย
    • ช่วงที่ 2 ถนนทางหลวงชนบทสาย พบ.1015 (ทล.4 ถึง บ้านพุตะเคียน) เริ่มก่อสร้างจาก กม.ที่ 0+000 (บริเวณ ทล.4 กม.ที่ 136+850) ถึง กม.ที่ 13+767 ซึ่งช่วง กม.ที่ 0+000 ถึง กม.ที่ 4+000 ก่อสร้างเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 2 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.5 เมตร มีไหล่ทาง และช่วง กม.ที่ 4+000 ถึง กม.ที่ 13+767 ก่อสร้างเป็นถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.5 เมตร มีไหล่ทาง พร้อมท่อระบายน้ำ และสิ่งอำนวยความปลอดภัย
       
    • ช่วงที่ 3 กม.ที่ 37+655 ถึง กม.ที่ 38+453 (ถนนทดแทนถนนช่วงที่ 1) เริ่มก่อสร้างจาก กม.ที่ 0+000 (บริเวณถนน ช่วงที่ 1 กม.ที่ 37+655 ถึง กม.ที่ 38+453) ก่อสร้างเป็นถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3 เมตร มีไหล่ทาง และสิ่งอำนวยความปลอดภัย
    • ช่วงที่ 4 ถนนเชื่อมต่อ ทล.3510 เริ่มก่อสร้างจาก กม.ที่ .0+000 (บริเวณ กม.ที่ 33+005) ถึง กม.ที่ 1+100 ทางเชื่อม ทล.3510 โดยก่อสร้างเป็นถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.5 เมตร มีไหล่ทาง และสิ่งอำนวยความปลอดภัย

    อัปเดตแผนคืบหน้า ‘ถนนไทยแลนด์ริเวียร่า’ จ.เพชรบุรี ยาว 37 กม. นอกจากนี้ยังมีงานก่อสร้างและปรับปรุงภูมิทัศน์ (LANDSCAPING WORK) จำนวน 1 แห่ง พร้อมดำเนินการก่อสร้างจุดพักรถ จุดชมวิวอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ บริเวณสะพานข้ามอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ กม.ที่ 36+800 ด้านขวาทางของโครงการอีกด้วย
     

    ที่ผ่านมา ทช. ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนเพื่อการท่องเที่ยวและเส้นทางชมทิวทัศน์ (Scenic Route) เพื่อยกระดับโครงข่ายคมนาคมและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงข่ายถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในการพัฒนาการท่องเที่ยวถนนเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทยอย่างยั่งยืน 

    ทั้งนี้เพื่อพัฒนาโครงข่ายคมนาคมให้มีความต่อเนื่อง ส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชน/นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกปลอดภัยในการเดินทาง

    อัปเดตแผนคืบหน้า ‘ถนนไทยแลนด์ริเวียร่า’ จ.เพชรบุรี ยาว 37 กม.  

    อย่างไรก็ดีเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยบรรเทาปริมาณการจราจรบนถนนสายหลัก (ถนนเพชรเกษม หรือ ทล.4) ในช่วงเทศกาล และยังเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวในระดับท้องถิ่น ไปจนถึงระดับประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/637909&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SKbLA_1-WNx80Wu6bIfo5

  • ‘ศุภมาส อิศรภักดี’ ว่าที่ รมว.ดีอี จากพรรคภูมิใจไทย ทำความรู้จักที่นี่

    ‘ศุภมาส อิศรภักดี’ ว่าที่ รมว.ดีอี จากพรรคภูมิใจไทย ทำความรู้จักที่นี่

    ‘ศุภมาส อิศรภักดี’ ว่าที่ รมว.ดีอี จากพรรคภูมิใจไทย ทำความรู้จักที่นี่

    โผรายชื่อ ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ มีชื่อของ “ผึ้ง” ศุภมาส อิศรภักดี รวมอยู่ในนั้นด้วย โดย “เธอ” มีรายชื่อในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี  

    เปิดประวัติ ‘ศุภมาส อิศรภักดี’

    “ผึ้ง” คือ ชื่อเล่นของ ศุภมาส อิศรภักดี  เกิดวันที่  3 เมษายน 2516 (อายุ 52 ปี) ด้านการศึกษา “ศุภมาส อิศรภักดี”  จบการศึกษาปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาอุตสาหการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ จบปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการทางวิศวกรรม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เช่นเดียวกัน

    ปัจจุบัน สมรสแล้ว กับ พ.ต.อ.ล้ำพันธุ์ พรรธนประเทศ รอง ผบก.ทท.1 มีบุตรด้วยกัน 2 คน นอกจากนี้ทั้งคู่ยังตัดสินใจอุปการะ “ชู่” ดาราเด็กที่เล่นซีรีส์หนุมาน สงครามมหาเทพ ของประเทศอินเดียไว้ด้วย เนื่องจากสามีถูกชะตา

    เส้นทางการเมือง

    หลังจากเรียนจบที่จุฬาฯ ศุภมาส ได้ไปทำงานบริษัทในเครือ ปตท. เป็นเวลาเกือบ 5 ปี จากนั้นด้วยความรักในเส้นทางการเมือง อยากทำงานเพื่อสังคม จึงตัดสินใจสมัครเข้าไปเป็นผู้สมัคร สส.พรรคไทยรักไทย ตอนอายุ 27 ปี ทั้งที่ไม่ได้รู้จักใครในพรรค ไม่มีเส้นสายใดๆ

    “ศุภมาส” ใช้กลยุทธ์ของผู้สมัครหน้าใหม่ ในทุกวันประมาณตีห้าครึ่งจะไปยืนแนะนำตัวที่ทางเข้าหมู่บ้านใหญ่ๆ ประมาณ 8 แห่ง ยกมือไหว้รถทุกคัน โดยมีทีมงานคอยถือป้ายหาเสียงให้เป็นระยะๆ ทำสลับไปวันละหมู่บ้านจนครบและวนกลับมาใหม่ จากนั้นจึงไปตามตลาด พูดคุยกับพ่อค้า แม่ค้า และ ประชาชน ตอนสายเดินหาเสียงเข้าชุมชนตามแฟลต กดกริ่งตามหมู่บ้าน ทำให้เกิดการพูดกันปากต่อปากว่าเป็นผู้สมัครที่ขยันที่สุด จนได้รับเลือกเป็น สส.เขตหลักสี่ ในวัยเพียง 28 ปี ถือว่าเป็น สส.อายุน้อยที่สุดในกรุงเทพมหานคร ณ ขณะนั้น

    ศุภมาส อิศรภักดี

    ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 ได้รับบทบาทสำคัญทางการเมืองภายในพรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ได้แต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการบริหารพรรค มอบหมายให้ดำรงตำแหน่งโฆษกพรรคภูมิใจไทย ขณะที่ในการเลือกตั้ง ปี 2562 ศุภมาส ได้เปลี่ยนจากผู้สมัคร สส.เขต มาเป็น แบบบัญชีรายชื่อ ถูกวางตัวไว้ในลำดับต้นๆ โดยอยู่อันดับที่ 8 และได้รับเลือกตั้งให้เป็น สส. บัญชีรายชื่อ

    แต่ในการเลือกตั้ง ปี 2566 ศุภมาส ถูกวางตัวเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ ไว้ในลำดับที่ 10 ของพรรคภูมิใจไทย แต่ “ศุภมาส” ยังคงเป็นบุคคลที่มีบทบาทในพรรค โดยช่วงก่อนเลือกตั้งมักติดตาม นายอนุทิน ไปภารกิจสำคัญๆ เสมอ แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ทางพรรคภูมิใจไทย กลับได้เก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อเพียง 3 ที่นั่งเท่านั้น ทำให้ ศุภมาส พลาดเก้าอี้ สส.

    กระทั่ง พรรคเพื่อไทย ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และดึงพรรคภูมิใจไทยมาร่วมด้วย ศุภมาส ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว.

    และล่าสุดชื่อของ ผึ้ง ศุภมาส อิศรภักดี กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง เพราะมีรายชื่อติดโผ ครม.อนุทิน ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/638140&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rv0t0luUAwO3OOSRR9teZ

  • ททท. ชี้เชียงรายโอกาสทองปลายปี ด้วย Soft Power และความปลอดภัยระดับโลก

    ททท. ชี้เชียงรายโอกาสทองปลายปี ด้วย Soft Power และความปลอดภัยระดับโลก

    ภาพรวมการท่องเที่ยวเชียงราย โอกาสทองปลายปี ขับเคลื่อนด้วย Soft Power และความปลอดภัยระดับโลก

    เชียงราย, 6 กันยายน 2568 – เชียงรายกำลังเปลี่ยนผ่านจากกรีนซีซันสู่ไฮซีซันอย่างเต็มรูปแบบ ททท.สำนักงานเชียงรายประเมินว่าตลาดยัง “เป็นบวกและมีแรงส่ง” จากทั้งปัจจัยอากาศ ชุดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม และภาพลักษณ์เมืองปลอดภัยสำหรับนักเดินทาง โดยเฉพาะผู้หญิงและดิจิทัลโนแมด ขณะเดียวกัน เมืองเดินเกมเชิงรุกด้วย “สินค้าท่องเที่ยว” ที่แตกต่าง ได้แก่ ชา–กาแฟ งานศิลปะร่วมสมัย และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) ซึ่งเปลี่ยนบทบาทเชียงรายจาก “เมืองผ่าน” เป็น “เมืองปลายทาง” สำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    จากกรีนซีซันสู่ไฮซีซันตัวเลขบวกและจังหวะเร่งเครื่อง

    นายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานเชียงราย อธิบายว่า ช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา อัตราเข้าพักเฉลี่ยอยู่ราว 55% สอดคล้องฤดูกาลฝน และเมื่อมองตั้งแต่ต้นปีถึงสิงหาคม ตัวเลขการท่องเที่ยว เติบโตประมาณ 5% แม้ไม่หวือหวา แต่ “เป็นบวกและน่าพอใจ” โดยมีปัจจัยหนุนจากสภาพอากาศช่วงต้นปีที่เป็นใจ และ ไม่มีน้ำท่วมใหญ่ เช่นบางปีที่ผ่านมา

    “หากช่วงสี่เดือนสุดท้ายไม่มีเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะน้ำท่วม และเมื่อเข้าสู่ปลายฝนต้นหนาว เราคาดว่า ตัวเลขจะดีขึ้นต่อเนื่อง” นายวิสูตรระบุ พร้อมย้ำว่าไฮซีซันซึ่งเริ่มกลางตุลาคมเป็นหัวใจสำคัญในการเร่งจังหวะการฟื้นตัวของทั้งที่พัก ร้านอาหาร และผู้ประกอบการนำเที่ยว

    Soft Power เชียงราย ชา–กาแฟ ศิลปะ และ Wellness

    แม้ภาคเหนือจะมีทรัพยากรธรรมชาติใกล้เคียงกัน แต่เชียงราย “สร้างความต่าง” ผ่านสามแกนหลัก

    1. ชา–กาแฟ: เชียงรายเป็นแหล่งปลูกสำคัญและกำลังยกระดับสู่ Specialty Coffee อย่างเป็นระบบ เส้นทางเรียนรู้ตั้งแต่ไร่ถึงแก้วช่วยยืดระยะเวลาพำนักและเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป
    2. การท่องเที่ยวเชิงศิลปะ: เมืองศิลปะร่วมสมัยของศิลปินแถวหน้าสร้างแลนด์มาร์กและอีเวนต์ที่ “ดึงกลุ่มใหม่” โดยเฉพาะผู้แสวงหาแรงบันดาลใจและนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
    3. Wellness Tourism: จังหวัดเดินนโยบาย Wellness อย่างจริงจัง เชื่อมทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำพุร้อน พื้นที่สีเขียว กิจกรรมโยคะ–สมาธิ กับบริการสปามาตรฐาน เพื่อยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบองค์รวม

    แกน Soft Power ดังกล่าวถูกออกแบบให้ “ทำงานร่วมกัน” ทั้งในเชิงเส้นทาง ทริป 2–3 วัน และคอนเทนต์สื่อสารเชิงเรื่องเล่าที่ชัดเจน

    ความปลอดภัยคือใบเบิกทาง เมืองที่ผู้หญิงมั่นใจ

    ความมั่นใจเรื่อง ความปลอดภัย คือปัจจัยตัดสินใจสำคัญ นายวิสูตรชี้ว่าเชียงรายเพิ่งถูกจัดอันดับให้เป็น เมืองปลอดภัยอันดับ 2 ของโลกสำหรับนักท่องเที่ยวผู้หญิง รองจากไทเป สะท้อนมาตรการดูแลทั้งเชิงป้องกันและการให้ความช่วยเหลือจริงจังในพื้นที่ ทั้งการทำงานของตำรวจท่องเที่ยวและศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว

    “ปีที่ผ่านมา เชียงรายมีนักท่องเที่ยวกว่า 6.1 ล้านคน แต่ แทบไม่มีเหตุรุนแรง ที่กระทบชีวิตและทรัพย์สิน แม้เรามีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและเส้นทางภูเขาจำนวนมาก” ผู้บริหารททท.กล่าว นัยสำคัญคือ รีวิวเชิงบวกและการบอกต่อ ซึ่งสร้างผลทวีคูณต่อการกลับมาเยือนซ้ำ

    แผนพร้อมรับไฮซีซัน ทั้งพื้นที่ เอกชน และการเดินทาง

    เพื่อรองรับช่วงพีกซีซัน จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ “เข้าจังหวะ” เตรียมพร้อมในสามชั้น

    • พื้นที่แหล่งท่องเที่ยว: ทุกอำเภอและอุทยานแห่งชาติเร่งจัดการความพร้อม ทั้งความปลอดภัย เส้นทางเดิน–ชมวิว ป้ายสื่อความหมาย ห้องน้ำ และการจัดจุดถ่ายภาพที่เป็นระเบียบ
    • ภาคเอกชน: ททท.ประสานสมาคม–ชมรมท่องเที่ยว เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ โรงแรม–ที่พักทบทวนระบบจองหลายภาษา ร้านอาหารปรับเมนูฤดูกาล บริษัทนำเที่ยวเติมแพ็กเกจใหม่และโปรจับคู่ เช่น ที่พัก + สปา + เส้นทางชากาแฟ
    • การเดินทาง: ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงและสายการบินเตรียม เพิ่มเที่ยวบิน ช่วงปลายปี ขณะเดียวกัน Scoot เตรียมเปิด ไฟลต์ตรงสิงคโปร์–เชียงราย 1 มกราคม 2569 เปิดประตูสู่ตลาดอาเซียนโดยตรง และเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่พักนาน–ใช้จ่ายสูง

    สื่อสารเชิงรุก คอนเทนต์จริง พาเห็นหน้างาน

    ในกรีนซีซันที่ผ่านมา ททท.สำนักงานเชียงรายพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ “ตอนบน” และเชื่อมโยงกับ ประเพณีโล้ชิงช้า เพื่อสร้างคอนเทนต์เชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติที่ “จับต้องได้” วิธีการนี้ทำให้ผู้ชมเห็นภาพจริง รีแอคต์ต่อบรรยากาศ และเปลี่ยนใจสู่การจองทริปได้รวดเร็วกว่าแคมเปญภาพรวม

    ยุทธศาสตร์คอนเทนต์ต่อไปคือ Wellness Storytelling ที่มีเส้นเรื่องชัดเจน เช่น “พักร้อน–พักใจ–พักกาย” เชื่อมคาเฟ่ไร่กาแฟกับออนเซ็นธรรมชาติ และเวิร์กช็อปชุมชน เพื่อเพิ่มเวลาพำนักเฉลี่ยและรายได้ให้คนในท้องถิ่น

    เศรษฐกิจมหภาคในพื้นที่ เติบโต แต่ไม่ทั่วถึง

    นอกเหนือจากตัวเลขท่องเที่ยวที่เป็นบวก รายงานเชิงวิเคราะห์ที่จัดทำจาก ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ชี้ให้เห็นภาพรวมเศรษฐกิจเชียงรายปี 2568 ว่า เติบโตเด่นในระดับมหภาค ทั้งรายได้ท่องเที่ยวและการลงทุนธุรกิจใหม่ แต่เกิดปรากฏการณ์ เศรษฐกิจสองขั้ว” รายย่อยในตลาดดั้งเดิมยอดขายลดลงจากค่าครองชีพและการแข่งขันจากทุนใหญ่ ช่องว่างรายได้จึงกว้างขึ้น

    ด้านการท่องเที่ยว ครึ่งปีแรก 2568 เชียงรายขึ้นแท่น เมืองรองอันดับ 1 รายได้รวมเกือบ 26,000 ล้านบาท แนวโน้มต่อเนื่องจากปี 2566 ที่มีรายได้กว่า 46,773.91 ล้านบาท และปี 2567 ราว 38,493 ล้านบาท (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนผลของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและแผนการตลาดที่เน้นความต่างอย่างได้ผล

    พลวัตการค้า ผ่านแดนพุ่ง ชายแดนชะลอ เสี่ยงพึ่งพาตลาดเดียว

    ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมระบุว่า กรกฎาคม 2568 มูลค่า การค้าผ่านแดน อยู่ที่ 99,805 ล้านบาท เพิ่ม 32.5% โดยจีนเป็นแรงขับหลัก สินค้าเด่นคือ ทุเรียนสด มูลค่าส่งออก 22,949 ล้านบาท โต 135.6% ขณะที่ การค้าชายแดน ชะลอลงมาที่ 66,220 ล้านบาท ติดลบ 20% และส่งออกติดลบ 29.5% สะท้อนข้อจำกัดด้านกฎระเบียบฝั่งเพื่อนบ้าน

    ข้อค้นพบสำคัญคือ ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง จากการพึ่งพาสินค้าหรือ “ตลาดเดียว” สูงเกินไป หากอุปสงค์จีนชะลอ อาจ “ส่งแรงสั่นสะเทือน” ผ่านห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ชาวสวนจนถึงโลจิสติกส์และค้าปลีกในเมือง

    ความท้าทายคาบเกี่ยว PM2.5 ภัยธรรมชาติ และการแข่งขันภูมิภาค

    รายงานผู้ใช้ยังสะท้อน “จุดเปราะบาง” หลายด้าน ได้แก่

    • ฝุ่นควัน PM2.5 ที่กระทบภาพลักษณ์และสุขภาพ แม้มีนโยบาย “งดเผา 92 วัน” ค่าฝุ่นยังเกินมาตรฐานในบางช่วง ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเลื่อนหรือยกเลิกแผน
    • เหตุภัยธรรมชาติชายแดน เช่น แผ่นดินไหวฝั่งเมียนมา กระทบการเดินทางบางเส้นทางชั่วคราว
    • การแข่งขันภูมิภาค จากประเทศปลายทางยอดนิยมกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่มีต้นทุนทริปต่ำกว่า

    ทางออกเชิงระบบคือ ความร่วมมือข้ามพรมแดน ในการจัดการไฟป่า–การเผา และการสื่อสารคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ พร้อมกับการยกระดับบุคลากรบริการและภาษา เพื่อชดเชยและสร้างสมดุลต่อแรงกดดันภายนอก

    งบประมาณภาครัฐ ลงทุนมาก แต่การกระจายยังท้าทาย

    ข้อมูลผู้ใช้ชี้ว่า งบกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกปี 2568 ที่จัดสรรให้เชียงรายรวม 1,876.1 ล้านบาท กระจุกตัวในหน่วยงานส่วนกลาง โดยเฉพาะ กรมทางหลวง (713.9 ล้านบาท หรือ 38%) ขณะที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่ได้รับจัดสรรโดยตรง แม้งบซ่อมฟื้นฟูหลังน้ำท่วมปลายปี 2567 อีก 363 ล้านบาท จะช่วยโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังมีคำถามถึง “ประสิทธิผลเชิงกระตุ้น” ต่อเศรษฐกิจฐานราก

    ข้อเสนอเชิงนโยบายจากรายงานผู้ใช้คือ เพิ่มสัดส่วนงบตรงถึง อปท. และออกแบบเครื่องมือช่วย SME–ชุมชน ให้เข้าถึงง่าย ทั้งอบรมดิจิทัล มาร์เก็ตเพลส และสินเชื่อรายย่อย เพื่อ เชื่อมเศรษฐกิจบน–ล่าง ให้ไหลเวียนจริง

    ยุทธศาสตร์เชื่อมการท่องเที่ยวกับชุมชน รายได้ไหลสู่ท้องถิ่น

    เพื่อให้การเติบโต “ทั่วถึง” เชียงรายควรเดินหน้า แพ็กเกจร่วม ระหว่างโรงแรม–คาเฟ่–สปา–ชุมชน สร้างเส้นทาง “เรียนรู้–ลงมือทำ” เช่น เวิร์กช็อปชา–กาแฟ หัตถกรรม และอาหารท้องถิ่น เชื่อมบริการขนส่งท้องถิ่น ลดการรั่วไหลของรายได้ พร้อมมาตรฐาน ความปลอดภัย–ความสะอาด–ความเป็นมิตร โดยเฉพาะมุมบริการสำหรับนักเดินทางหญิง อาทิ ไฟส่องสว่าง ทางหนีไฟ กล้องวงจรปิด และบุคลากรที่ผ่านการอบรมปฐมพยาบาล

    มาตรการเหล่านี้ช่วยสร้าง รีวิวดี–กลับมาเยือนซ้ำ–การบอกต่อ ซึ่งเป็น “ทุนทางสังคม” สำคัญของเมือง

    โอกาสปลายปีและสมการความยั่งยืน

    เมื่อรวมภาพทั้งหมด เชียงรายมี แรงส่งเชิงโครงสร้าง จากสินค้าท่องเที่ยวที่ต่าง วาระความปลอดภัยที่เด่น และไฟลต์ใหม่เชื่อมอาเซียนโดยตรง แต่ความยั่งยืนยังพึ่งพา “สามสมการ” ที่ต้องเดินพร้อมกัน

    1. Diversify – กระจายพอร์ตทั้งสินค้า–ตลาด (ท่องเที่ยวและการค้า) ลดเสี่ยงพึ่งพิงแหล่งเดียว
    2. Deconcentrate – คลายความกระจุกของงบและโอกาส สู่ อปท.–ชุมชน–SME เพื่อให้รายได้ไหลทั่วพื้นที่
    3. Decarbonize – เร่งมาตรการสิ่งแวดล้อม ลดควัน–ขยะ พร้อมสื่อสารข้อมูลคุณภาพอากาศโปร่งใส สร้างความมั่นใจนักเดินทางระยะยาว

    หากทำได้พร้อมกัน เมืองจะ “ล็อกอิน” สถานะ เมืองปลายทางคุณภาพสูง ที่นักท่องเที่ยวพักนาน ใช้จ่ายสูง และกลับมาเยือนซ้ำในทุกฤดูกาล

    ข้อเสนอสำหรับผู้ประกอบการในฤดูกาลนี้

    • ยกระดับระบบจอง รองรับหลายภาษา–มือถือ และเชื่อมแชต–ชำระเงิน
    • ทำแพ็กเกจร่วม ที่พัก + Wellness + เส้นทางชากาแฟ + รถรับส่งสนามบิน
    • สื่อสารความปลอดภัย ชัดเจนบนหน้าร้านและแพลตฟอร์ม พร้อมจุดติดต่อฉุกเฉิน
    • เก็บรีวิวคุณภาพ เน้นรูป–วิดีโอจริง สร้าง Social Proof ก่อนพีกซีซัน
    • อบรมบุคลากร ด้านภาษาที่สอง–บริการเชิงลึก ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    ไฮซีซันปลายปี 2568 คือ “จังหวะเร่งเครื่อง” ของเชียงราย ตัวเลขพื้นฐานบวก ความปลอดภัยเด่น และ Soft Power ชัดเจน ทั้งชา–กาแฟ ศิลปะ และ Wellness ขณะที่ไฟลต์ใหม่จากสิงคโปร์จะเปิดประตูตลาดอาเซียนโดยตรง ภาพความท้าทายยังมี ทั้ง PM2.5 การแข่งขันภูมิภาค และเศรษฐกิจสองขั้ว แต่ด้วยแผนเตรียมพร้อมของพื้นที่ ภาคเอกชน และการสื่อสารเชิงรุก เชียงรายมีศักยภาพจะ เปลี่ยนฤดูกาล ให้เป็น โอกาส และเปลี่ยน นักเดินทางครั้งแรก เป็น ผู้มาเยือนซ้ำ ที่หลงรักเมืองเหนือปลายทางแห่งนี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-tourism-high-season-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MOsNmDrBSozD_9ewjfoLy

  • ฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ปลุกเศรษฐกิจฐานราก

    ฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ปลุกเศรษฐกิจฐานราก

    ฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ปลุกเศรษฐกิจฐานราก


    7/09/2568 | 49 |

    จากกรณีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ ถึงกระแสข่าว เรื่องการฟื้นโครงการคนละครึ่งในรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค รวมถึงทีมงานด้านนโยบาย มีการพูดถึงมาตรการที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น หนึ่งในนั้น คือโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ได้รับการพิจารณา แต่หากนำกลับมาใช้ก็อาจไม่ใช่รูปแบบเดิมทั้งหมด อาจมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้ครอบคลุมและตอบโจทย์มากขึ้น

    NBT Connext จะพาทุกคน ย้อนรอยทวนความทรงจำกับนโยบายโครงการคนละครึ่งกันอีกครั้ง

    โครงการ “คนละครึ่ง” เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี 2563 โดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในระดับร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการท้องถิ่น ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ เป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก และฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศทั้งระบบ

    สำหรับการลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งจะมีด้วยกัน 2 ส่วน คือ การลงทะเบียนรับสิทธิสำหรับประชาชน และสำหรับร้านค้า โดยรัฐบาลได้เข้ามาดำเนินการอุดหนุนการจับจ่ายใช้สอยในส่วนของประชาชนที่ได้รับสิทธิในโครงการคนละครึ่งและให้ร้านค้าที่ต้องการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ซึ่งลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์คนละครึ่ง โดยรัฐจะช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ครึ่งหนึ่งของมูลค่าสินค้า ในขณะที่ผู้ได้รับสิทธิจะต้องจ่ายเพิ่มอีกครึ่งหนึ่งของมูลค่าสินค้า โดยผู้เข้าร่วมโครงการที่มีคุณสมบัติตามที่รัฐบาลกำหนดจะต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ คือ

    1) มีบัตรประจำตัวประชาชน และมีสัญชาติไทย

    2) มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

    3) ไม่เป็นผู้ได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้

    รัฐบาลได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิโครงการคนละครึ่งได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ ลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง .com/ และลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า “เป๋าตัง” จากนั้นประชาชนสามารถใช้สิทธิร่วมจ่ายกับภาครัฐแบบ 50:50 โดยรัฐช่วยออกค่าใช้จ่ายไม่เกินวันละ 150 บาท และวงเงินรวมสูงสุดไม่เกิน 3,000–3,500 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละเฟสของโครงการ ขณะที่ร้านค้าที่เข้าร่วมจะต้องสมัครผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ของธนาคารกรุงไทย

    แต่ก็มีขอบเขตการใช้จ่าย คือ สิทธิในโครงการครอบคลุมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งบริการบางประเภท เช่น ร้านทำผม ร้านนวด แต่ไม่ครอบคลุมสินค้าต้องห้าม เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และสลากกินแบ่งรัฐบาล

    การดำเนินงานแต่ละเฟส ตลอดช่วงปี 2563–2565 โครงการนี้ถูกขยายผลออกมาแล้วทั้งหมด 5 เฟส

    เฟส 1 (ต.ค.–ธ.ค. 2563) รัฐสนับสนุนวงเงิน 3,000 บาท มีผู้ใช้สิทธิ 10 ล้านคน

    เฟส 2 (ม.ค.–มี.ค. 2564) เพิ่มวงเงินเป็น 3,500 บาท และขยายสิทธิเป็น 15 ล้านคน

    เฟส 3 (ก.ค.–ธ.ค. 2564) ขยายสิทธิเป็นกว่า 31 ล้านคน พร้อมเพิ่มวงเงินตามสถานการณ์

    เฟส 4 (ก.พ.–เม.ย. 2565) สนับสนุนเพิ่มอีก 1,200 บาทต่อคน

    เฟส 5 (ก.ย.–ต.ค. 2565) เพิ่มอีก 800 บาทต่อคน ก่อนสิ้นสุดโครงการ

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า โครงการนี้มีส่วนช่วยให้กำลังซื้อภายในประเทศฟื้นตัว และช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 ได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันยังสร้างความคึกคักให้กับร้านค้าขนาดเล็กทั่วประเทศอีกด้วย

    แม้โครงการ “คนละครึ่ง” จะสิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2565 แต่ในปี 2568 รัฐบาลนายอนุทิน ได้มีการหยิบยกมาตรการโครงการคนละครึ่งขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง โดยมีแนวคิดปรับปรุงรูปแบบให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้า NBT connext จะมาอัปเดตข้อมูลกันให้ทราบต่อไป


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/421480&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h-yJWjZnbGzgV1BVXpmcJ