Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • มองมุมต่าง: เงินบาทแข็ง “ยาพิษ” เศรษฐกิจไทย : อินโฟเควสท์

    มองมุมต่าง: เงินบาทแข็ง “ยาพิษ” เศรษฐกิจไทย : อินโฟเควสท์

    ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 31.65-31.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดในรอบ 4 ปี

    บางคนอาจถูกมองว่าเป็นสัญญาณดีสำหรับผู้นำเข้า(Import) หรือนักลงทุนต่างชาติในบางกรณี แต่ในระดับภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโดยรวม จะมีผลเสียจะมีค่อนข้างชัดเจน และหลายด้านดังนี้

    1. กระทบการส่งออก (Export)

    • สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นเมื่อแปลงเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
    • ผู้ซื้อสินค้าไทย จากต่างประเทศอาจหันไปเลือกสินค้าจากคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ที่ค่าเงินอ่อนกว่า
    • ภาคการส่งออก (Export) ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย คิดเป็น 60% ของ GDP ที่อาจจะส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัว

    2. กระทบการท่องเที่ยว

    • นักท่องเที่ยวต่างชาติ จะลดอันดับทางเลือกในการท่องเที่ยวของไทยไปอยู่อันดับรองลงไป หากเงินบาทแข็งค่า โดยรู้สึกว่า “ไทยแพงขึ้น” เพราะเมื่อแลกเงินเป็น “เงินบาท” แล้วใช้จ่ายได้ลดลง
    • รายได้การท่องเที่ยว ถือเป็นตัวขับหลักของเศรษฐกิจไทย หลังจบปัญหาโควิดมีความเสี่ยงที่อาจจะเติบโตช้าลง

    3. รายได้ภาคการเกษตรและผู้ประกอบการรายเล็ก

    • สินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ซึ่งขายเป็นเงินดอลลาร์ แต่เมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาทจะได้น้อยลง ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ SME ที่พึ่งพาการส่งออกจะถูกกดดันหนัก และอาจกระทบผลประกอบการในไตรมาส 3/68

    4. ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ในส่วนของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม

    • ภาคอุตสาหกรรมส่งออก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสิ่งทอ ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาจต้องลดกำลังการผลิต เนื่องจากมีการชะลอคำสั่งซื้อจากลูกค้าต่างประเทศ ทำให้โรงงานต้องกำลังการผลิต เสี่ยงต่อการลดการจ้างงาน หรือลดค่าล่วงเวลา และอื่นๆ

    5. การไหลออกของเงินทุน

    • แม้ค่าเงินบาทแข็งอาจดึงดูดเงินทุนระยะสั้นเข้ามาเก็งกำไร แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว หากเศรษฐกิจชะลอลงทั้งจากการส่งออกและท่องเที่ยวที่อ่อนลง เงินทุนก็อาจจะไหลออกในที่สุด ทำให้ตลาดหุ้นไทยขาดแรงหนุนจาก Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติ

    6. กระทบต่อ GDP โดยรวม

    • ประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกและท่องเที่ยวสูง เมื่อ 2 ภาคส่วนนี้ชะลอตัว จะทำให้การเติบโตของ GDP ถูกกดดันให้ลดลง และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
    • “ความแข็งแรง” ของ “ค่าเงินบาท” ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจไทยจะแข็งแรงตามไปด้วย หากแต่เสี่ยงที่จะเป็นตัวกดดันเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจไทยได้

    ธิติ ภัทรยลรดี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/528096&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FJvUoEU9rAxKcuMFx95oc

  • From Zero to Hero: SDG 12 การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

    From Zero to Hero: SDG 12 การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

    From Zero to Hero: SDG 12 การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

    โดย อ.ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ อาจารย์ประจำคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม (นิด้า)

    สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มุ่งมั่นตามพันธกิจ “Wisdom for Sustainable Development” หรือ “สร้างปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยนำความรู้ทางวิชาการมาขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน หนึ่งในประเด็นที่สำคัญและใกล้ตัวที่สุดคือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 12 (SDG 12): การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

    การบริโภคที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

    อ.ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ อาจารย์ประจำคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า SDG 12 เป็นเรื่องที่ทุกคนเกี่ยวข้องโดยตรง เพราะในฐานะ “ผู้บริโภค” เราใช้ทรัพยากรโลกตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดแอร์ การเดินทาง การซื้อกาแฟ หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้าที่เราเลือกสวมใส่ ทุกการกระทำล้วนส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

    ตัวอย่างใกล้ตัว เช่น แก้วกาแฟพลาสติก ที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ขยะพลาสติกที่เหลืออยู่กลับต้องใช้เวลากว่า 400 ปีในการย่อยสลาย หรือ เสื้อผ้า fast fashion ที่ผลิตเร็ว ราคาถูก ใช้ไม่กี่ครั้งก็ถูกทิ้ง ส่งผลให้เกิดขยะมหาศาล และสร้างก๊าซเรือนกระจกกว่า 10% ของการปล่อยก๊าซทั่วโลก

    ผลกระทบที่ย้อนกลับมาหาเรา

    ผลจากการบริโภคที่ขาดความรับผิดชอบส่งผลให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ภัยแล้ง รวมถึงความมั่นคงทางอาหารที่ถูกคุกคาม พื้นที่เพาะปลูกกาแฟและชาอาจลดลงอย่างมากในอนาคต ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดผู้บริโภคเองก็ต้องเผชิญผลกระทบโดยตรง

    การสร้างพฤติกรรมใหม่อย่างรับผิดชอบ

    อ.ดร.อัจฉรา ชี้ว่า การแก้ปัญหาเริ่มได้จากพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น

    • พกแก้วน้ำหรือกล่องข้าวส่วนตัว
    • คิดก่อนซื้อเสื้อผ้า เลือกใช้ให้นานและคุ้มค่า
    • ลดการใช้ทิชชู่เปียก หรือหากใช้แล้วควรซักตากเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำ
    • แยกขยะอย่างถูกต้องตามประเภท

    หัวใจสำคัญคือ การมีสติและความรับผิดชอบ (responsible consumption) ทุกครั้งที่ตัดสินใจบริโภคหรือใช้ทรัพยากร

    แนวโน้มใหม่ของคนรุ่นใหม่

    ปรากฏการณ์ที่น่าชื่นชมคือ คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พวกเขาเติบโตมาท่ามกลางโลกที่เผชิญวิกฤติขยะและการบริโภคเกินจำเป็น ทำให้หันมาสนใจการใช้ชีวิตเรียบง่าย (minimal lifestyle) การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การพกถุงผ้า กระบอกน้ำ และการออมอย่างมีสติ แนวโน้มนี้ไม่เพียงช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตนเอง แต่ยังสอดคล้องกับ SDG 12 ในการลดการใช้ทรัพยากรโลก

    สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

    การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ แต่สามารถเริ่มจาก “พฤติกรรมเล็ก ๆ” ที่ทำอย่างสม่ำเสมอ ทุกการตัดสินใจบริโภคอย่างมีสติ คือก้าวสำคัญที่ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและสร้างสังคมที่ยั่งยืน เพื่อส่งต่อทรัพยากรให้กับคนรุ่นต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/from-zero-to-hero/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T5QAL2Nu0qgc1BE7kKYZ7

  • หอการค้าไทยห่วง! บาทแข็งเกินจริง กระทบหนักธุรกิจ

    หอการค้าไทยห่วง! บาทแข็งเกินจริง กระทบหนักธุรกิจ

    หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับ 31.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการแข็งค่าที่เร็วและแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยมองว่า “สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจจริง” และส่งผลเสียโดยตรงต่อภาคธุรกิจสำคัญของประเทศ

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทแข็งกระทบโดยตรงต่อภาคเศรษฐกิจต่างๆ ต่อไปนี้
    • การส่งออก ราคาสินค้าไทยสูงกว่าคู่แข่ง ทำให้ขายยากและรายได้หด
    • การท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้สึกว่าไทยแพงขึ้น ลดแรงจูงใจเดินทางมา
    • การเกษตร เกษตรกรที่ส่งออกพืชผล เช่น ข้าวและพืชไร่ ได้รับผลกระทบหนัก รายได้ไม่สมดุลกับต้นทุน

    ดร.พจน์ ยังชี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่ารุนแรงกว่าประเทศอื่นครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจาก ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า เพราะตลาดคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ย, ราคาทองคำสูงขึ้น ทำให้มีการขายทองแลกเงินต่างประเทศแล้วแปลงกลับเป็นเงินบาท ทำให้มีความต้องการเงินบาทมากขึ้น และกระแสเงินทุนไหลเข้า (fund flow) ทั้งจากนักลงทุนทั่วไปและการลงทุนในคริปโท

    นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากภายนอก เช่น มาตรการภาษีตอบโต้ ของประเทศคู่ค้า และข้อจำกัดในการแทรกแซงค่าเงิน เพราะหากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าไปดูแลมากเกินไป อาจถูกสหรัฐฯ มองว่าไทย ‘บิดเบือนค่าเงิน’ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ

    ข้อเสนอจากหอการค้าไทย

    • แยกบัญชีดุลทองคำ ออกมาให้ชัดเจน เพื่อสะท้อนผลกระทบต่อค่าเงินอย่างตรงจุด
    • ให้ ธปท. จัดการดูแลค่าเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้กระทบความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

    ดร.พจน์ ย้ำว่า หากปล่อยสถานการณ์ยืดเยื้อ การใช้ทุนสำรองเข้ามาพยุงค่าเงินอาจสิ้นเปลืองโดยไม่เกิดประโยชน์ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและ ธปท. เร่งหามาตรการที่เหมาะสมโดยเร็ว เพื่อดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจจริงและไม่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    “เงินบาทแข็งเกินไป ไม่ได้สะท้อนศักยภาพเศรษฐกิจจริง แต่กลับทำลายความสามารถในการแข่งขันของไทย รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขก่อนสายเกินไป”

    — ดร.พจน์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thaichamber-baht-overvalued-severely-impacted-businesses&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cMgJPIpODwICYVeYJVShX

  • “ท่องเที่ยว จันทบุรี วิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” กับรายการทั่วถิ่นแดนไทย – ไทยพีบีเอส

    “ท่องเที่ยว จันทบุรี วิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” กับรายการทั่วถิ่นแดนไทย – ไทยพีบีเอส

    “ท่องเที่ยว จันทบุรี วิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” กับรายการทั่วถิ่นแดนไทย

    ไทยพีบีเอสร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพา 10 คู่ผู้โชคดีจากรายการทั่วถิ่นแดนไทย ร่วมกิจกรรม “ท่องเที่ยว จันทบุรี วิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” เมื่อวันที่ 30 – 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ เมืองต้องห้ามพลาด สวนสวรรค์ ร้อยพันธุ์ผลไม้ จังหวัดจันทบุรี

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และรายการ “ทั่วถิ่นแดนไทย” ได้พาผู้ชมจากทางบ้าน คณะสื่อมวลชน ผู้แทนจาก ททท. และผู้แทนจากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ร่วมเดินทางไปท่องเที่ยว จังหวัดจันทบุรี กับกิจกรรม “ท่องเที่ยว จันทบุรี วิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” เมื่อวันที่ 30 – 31 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ทุกท่านได้ร่วมเรียนรู้ และสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายของหมู่บ้านชาวประมง ธรรมชาติป่าชายเลนขลุง ชิมผลไม้สดจากสวน ทั้งเงาะ มังคุด ทุเรียน ชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล เดินเล่นถ่ายรูป สัมผัสวิถีไทย ณ ชุมชนริมน้ำจันทบูร และเรียนรู้หัตถกรรมชุมชนเสื่อจันทบูร

    ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวเรียนรู้ในชุมชน ปลูกฝังการเดินทางท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ให้มากขึ้น เป็นสื่อกลางระหว่างชุมชนและผู้ไปเยือนให้เกิดการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน กระทั่งเกิดแนวทางใหม่ๆ ในการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนแคมเปญ “ปีท่องเที่ยววิถีไทย” และ “เมืองต้องห้ามพลาด”

    ติดตามชมรายการทั่วถิ่นแดนไทย ตอน กิจกรรมทั่วถิ่นแดนไทย “ท่องเที่ยว จันทบุรี วิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” ออกอากาศวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2558 เวลา 14.05 – 14.30 น. ทางไทยพีบีเอส รับชมออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live

    #แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/org/gallery/623/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mA6RPI–MKrC5SZRD97cl

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีไทยปี 2568 มาที่ 1.8% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกก่อนการเก็บภาษีทรัมป์ที่เหลือ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีไทยปี 2568 มาที่ 1.8% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกก่อนการเก็บภาษีทรัมป์ที่เหลือ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีปี 2568 มาที่ 1.8% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งมีการชะลอตัวลงน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคลดต่ำลง ขณะที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะที่เหลือของปี 2568 มองว่า กนง.มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้ง ซึ่งต้องมาควบคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เข้ามาแทรกแซงความเป็นอิสระของเฟด จึงทำให้ตลาดการเงินคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยอย่างเร็วและแรง โดยเริ่มในเดือนกันยายนนี้ นอกจากนี้ ความผันผวนและความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ เริ่มส่งผลให้การจ้างงานในสหรัฐฯ เริ่มชะลอลงและทำให้ความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินดอลลาร์ฯ ถูกบั่นทอนลง ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนมาเกือบ 10% แล้วในปีนี้

    นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 มาอยู่ที่ 1.8% จาก 1.5% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ ก่อนมาตรการภาษีฯ ตามมาตรา 232 และภาษีสินค้าอ้อมผ่านประเทศที่สาม (Transshipment) มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ การส่งออกที่ชะลอตัวลงน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคนั้น ลดต่ำลง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ยังมีความท้าทายจากผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากภาษีสหรัฐฯ การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว และปัจจัยทางการเมือง ที่ยังต้องติดตาม ขณะที่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะที่เหลือของปี 2568 นั้น มองว่า กนง.มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งมาควบคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่

    นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศน้อยกว่า 50% อาจเสี่ยงโดนภาษี Transshipment ของสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 27% ของสินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขณะที่ ประเมินว่าอัตราภาษีเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Effective rate) ของไทยน่าจะอยู่ที่ราว 26% ต่ำกว่ามาเลเซีย แต่สูงกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย โดยไทยมีสัดส่วนสินค้าที่โดนภาษีสูงกว่า 19% เกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ทำให้ยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งดูแลภาคการผลิต เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบลูกโซ่ที่จะมีต่อธุรกิจและแรงงาน

    ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ขยายความผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้ Section 232 ว่าจะมีผลกระทบต่อไทยชัดเจนมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีสินค้าไทยเผชิญประเด็นภาษีดังกล่าวในสัดส่วนเพียง 12.3% ของมูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยทั้งหมด มาที่สัดส่วน 19.5% หลังการประกาศเริ่มเก็บภาษีนำเข้า Semiconductor ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงราวไตรมาส 4 ของปีนี้ ทั้งนี้ Semiconductor เป็นกลุ่มสินค้าที่จะถูกเก็บภาษีสูงถึง 100-300% แม้ว่าในรอบแรก ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มี Semiconductor เป็นส่วนประกอบ เช่น ฮาร์ดดิสก์ และคอมพิวเตอร์ จะยังไม่ถูกเก็บภาษีดังกล่าวก็ตาม ผลกระทบจากการเก็บภาษีข้างต้น คาดว่าจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออก Semiconductor ของไทยพลิกจากเติบโตด้วยเลขสองหลักในปีนี้ เป็นการหดตัวลงราว 4.8% ในปี 2569 เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ ครองสัดส่วนส่งออก Semiconductor ไทยสูงถึง 16.2%

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/09/576676/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ea49nkbQ5s0KAr6t2a9Fg

  • เปิดไทม์ไลน์เศรษฐกิจและการเมืองไทย รัฐบาล ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ก่อนยุบสภาฯ และเลือกตั้งใหม่

    เปิดไทม์ไลน์เศรษฐกิจและการเมืองไทย รัฐบาล ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ก่อนยุบสภาฯ และเลือกตั้งใหม่

    เศรษฐกิจและการเมืองไทยจะเดินหน้าอย่างไรต่อ ภายใต้รัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย ที่มีกรอบเวลาทำงาน 4 เดือน ก่อนจัดการเลือกตั้งใหม่ตามข้อตกลงกับพรรคประชาชน

    บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ สรุปไทม์ไลน์เศรษฐกิจและการเมืองไทยที่น่าจะเกิดขึ้นในช่วง 9 เดือนข้างหน้า ก่อนที่ประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งในระหว่างนี้คาดว่ารัฐบาลชุดนี้อาจจะสร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจได้จำกัด และเน้นไปที่มาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเป็นหลัก เช่น โครงการคนละครึ่ง และเดินหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีอยู่เดิม เช่น รถไฟฟ้าสายต่างๆ รถไฟความเร็วสูง 

    ไทม์ไลน์ รัฐบาลอนุทิน

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-politics-anutin-timeline/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L8R4CuXkVjVkSAz8CK6pO

  • แกร็บ พร้อมหนุน “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจ

    แกร็บ พร้อมหนุน “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจ

    แกร็บ พร้อมหนุน “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเผยว่ามีร้านค้าที่ร่วมคนละครึ่งยอดขายเติบโตขึ้นสูงถึง 5 เท่า

    จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เตรียมฟื้นโครงการคนละครึ่ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้ในช่วงโควิด-19 โดยกระทรวงการคลัง ยืนยันพร้อมเดินหน้าทันทีคาดเดือน ต.ค. 68 เป็นต้นไปนั้น

    ล่าสุด น.ส.จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า Grab ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เข้าหารือกับพรรคภูมิใจไทยเมื่อเช้าที่ผ่านมาโดยพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่หากมีการนำโครงการคนละครึ่ง กลับมาอีกครั้งเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งร้านขนาดเล็กและขนาดกลางที่น่าจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก

    ทั้งนี้ จากฐานข้อมูลที่ Grab เคยสนับสนุนโครงการเมื่อสามปีที่แล้วพบว่าโครงการนี้สามารถสร้างผลเชิงบวกที่เป็นรูปธรรม โดยร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการในช่วงที่ผ่านมามียอดขายเติบโตขึ้นสูงสุดถึง 5 เท่า

    หากรัฐบาลประกาศโครงการอย่างเป็นทางการ Grab พร้อมร่วมผลักดันทั้งในรูปแบบของแคมเปญการตลาด การให้ส่วนลด หรือโปรแกรมแพ็คเกจเพื่อจูงใจร้านค้าต่างๆ

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/942956/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34l9DT0SRSBv8wm8Xcwi9c

  • สสว. แถลงความสำเร็จโครงการส่งเสริม MSME เปลี่ยนผ่านสู่ Green Business ขับเคลื่อนผู้ประกอบการสู่ธุรกิจสีเขียว พร้อมรับมือกติกาการค้าโลกใหม่สู่ตลาดสากล

    สสว. แถลงความสำเร็จโครงการส่งเสริม MSME เปลี่ยนผ่านสู่ Green Business ขับเคลื่อนผู้ประกอบการสู่ธุรกิจสีเขียว พร้อมรับมือกติกาการค้าโลกใหม่สู่ตลาดสากล

    สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดงาน Finance Connect จัดงานแถลงความสำเร็จโครงการขับเคลื่อนให้ MSME ปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ตอบสนองต่อมาตรฐาน/การกีดกันทางการค้า ปีงบประมาณ 2568 โดยนางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงาน สสว. เป็นผู้แถลงความสำเร็จ พร้อมมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ประกอบการ MSME จำนวน 54 ราย ที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจสีเขียว (Green Transformation) ณ โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น แจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568

    โครงการนี้เกิดขึ้นจากการที่สหประชาชาติประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และคณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดมาตรการลดคาร์บอนไดออกไซด์ลงร้อยละ 55 ในปี 2030 รวมถึงการใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ที่จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2569 ซึ่งจากรายงานสถานการณ์ MSME ปี 2564 พบว่า MSME ที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกรอบแนวคิดเศรษฐกิจ BCG มี 1,155,461 ราย ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 4,125,721 คน แต่ยังพบว่า MSME ร้อยละ 73.2 ยังไม่มีใบรับรอง/มาตรฐานของธุรกิจ และ MSME ส่วนใหญ่ร้อยละ 67 ยังไม่พร้อม เนื่องจากมีความกังวลต่อเงินลงทุน มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านธุรกิจยั่งยืน

    โดย สสว. ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงริเริ่มโครงการนี้เพื่อช่วยให้ MSME สามารถปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเน้นการพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงมาตรฐานสากลและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ 1) ศึกษาและรวบรวมมาตรฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียวระดับนานาชาติ และการส่งเสริมผู้ประกอบการด้าน Green Financing 2) ยกระดับ MSME กลุ่มเป้าหมายให้สามารถปรับตัวตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลกที่เน้น Green Economy ภายใต้ SDG และ3) พัฒนากลไกและเชื่อมโยงผู้ให้บริการทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อน MSME ให้ปรับตัวกับมาตรการด้านการค้าที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสีเขียว

    จากการดำเนินโครงการ มีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วม 92 ราย และผ่านการคัดเลือก 54 ราย จาก 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ โรงแรม ภาคการผลิต ก่อสร้าง ขนส่ง และการเกษตร และได้ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ 1) บริษัท เอ็มทีเอส รีไฟเนอรี่ แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้นำในอุตสาหกรรมทองคำกว่า 60 ปี ที่แม้จะมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่ยังมองเห็นโอกาสในการพัฒนาต่อยอดผ่านโครงการ เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานสีเขียวระดับสากล 2) โรงแรม ลันตานา พัทยา โฮเทล & รีสอร์ท จังหวัดชลบุรี ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มศักยภาพในทุกมิติ จากทีมที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาสู่การเป็นโรงแรมที่ได้มาตรฐานด้านความยั่งยืนระดับสากล ช่วยลดต้นทุน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างจุดแข็งทางการตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และ3)บริษัท เอสทีพร็อพเพอร์ตี้ (99) จำกัด จังหวัดสตูล ผู้ประกอบการด้านธุรกิจก่อสร้างแบบครบวงจร ที่นำความรู้และคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษาไปขับเคลื่อนองค์กรสู่ Green Business โดยได้รับการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดตั้งแต่การให้ความรู้ การให้คำปรึกษาเชิงลึก จนถึงการลงมือปฏิบัติจริง เปิดช่องทางการเงินสีเขียว รองรับอนาคต

    ภายในงานยังมีการนำเสนอรายงานผลการศึกษาและดูงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมผู้ประกอบการด้านธุรกิจสีเขียวทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนากลไกด้านการเงินที่รองรับกับเศรษฐกิจสีเขียว (Green Financial Gateway) เพื่อให้ผู้ประกอบการ MSME ได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสมและมีความสะดวกในการประกอบธุรกิจที่ยั่งยืน

    นางสาวปณิตา ชินวัตร กล่าวว่า “โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจัดอบรม แต่คือการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อยกระดับธุรกิจ MSME สู่มาตรฐานความยั่งยืนในระดับสากล ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรองรับกติกาการค้าโลกใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน”

    สสว. พร้อมดำเนินการต่อเนื่องในการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ MSME ให้สามารถปรับตัวและก้าวทันโลกในยุคของเศรษฐกิจสีเขียว โดยจะขยายการดำเนินงานครอบคลุมทั่วประเทศ และพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจยั่งยืนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/955611&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Zur6BEt_4C4zawuwr7SEc

  • แกร็บหนุนคนละครึ่ง! ลดค่าครองชีพ-อุ้มร้านอาหาร

    แกร็บหนุนคนละครึ่ง! ลดค่าครองชีพ-อุ้มร้านอาหาร

    ในช่วงที่ประชาชนกำลังเผชิญภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะค่าอาหารที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเด็นการเดินหน้าโครงการ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังภาคเอกชนหลายรายเข้าหารือกับ พรรคภูมิใจไทย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางผลักดันนโยบายดังกล่าว

    จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เผย Grab เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เข้าหารือกับพรรคภูมิใจไทย เรื่องการเดินหน้าโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ในวันนี้ และพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่หากรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าโครงการ โดยเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารรายเล็กและรายกลางที่มีจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจไทย

    Grab อ้างอิงข้อมูลจากการสนับสนุนโครงการเมื่อ 3 ปีก่อน พบว่า ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการมียอดขายเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 5 เท่า สะท้อนผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งต่อผู้ประกอบการและการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ หากรัฐบาลประกาศโครงการอย่างเป็นทางการ Grab ยืนยันความพร้อมที่จะร่วมผลักดันในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการทำแคมเปญการตลาด มอบส่วนลด ไปจนถึงการจัดแพ็กเกจพิเศษเพื่อดึงดูดร้านค้าเข้าร่วมให้มากที่สุด โดยตั้งเป้าให้มาตรการสามารถช่วยทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/grab-bhumjaithai-government-pay-half-shop-food-cost-living&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw096mdhBr-XvjTLCEOHgIWC

  • จับตา ตลาดหุ้นไทย หลังเคาะโผ ครม. เศรษฐกิจนายกฯ ‘อนุทิน’ พร้อมออกมาตรการ…

    จับตา ตลาดหุ้นไทย หลังเคาะโผ ครม. เศรษฐกิจนายกฯ ‘อนุทิน’ พร้อมออกมาตรการ…

    ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ และเริ่มเห็นโฉมหน้า ครม. เศรษฐกิจ พร้อมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังจะตามมา โดยเฉพาะโครงการ ‘คนละครึ่ง’ จะมาช่วยดัน SET Index ไปได้ไกลแค่ไหน

    สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) สัมภาษณ์รายการ Morning Wealth ในมุมมองของ InnovestX มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบนี้อาจมีปริมาณเงินไม่มากนักสำหรับเงินที่จะใช้ดำเนินโครงการคนละครึ่ง และรัฐบาลชุดนี้มีอายุการทำงานสั้นเพียง 4-6 เดือน ซึ่งน่าจะทำให้การแก้ไขปัญหาระดับโครงสร้างเป็นเรื่องยาก นโยบายที่คาดว่าจะออกมาจึงคล้ายคลึงกับรัฐบาลชุดก่อนๆ คือเน้นการใช้งบประมาณไม่มาก แต่ส่งผลในวงกว้าง ทำได้ง่าย รวดเร็ว และเป็นมาตรการระยะสั้น

    โดยมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่น่าจะประกาศออกมาเร็วที่สุดและมีผลต่อตลาดหุ้น ได้แก่

    1. โครงการ ‘คนละครึ่ง’ มีโอกาสที่จะมีมากกว่าหนึ่งเฟส

    2. มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศ เนื่องจากกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซันและภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

    3. โครงการ ‘ช้อปดีมีคืน’ สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่

    ทั้งนี้จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านี้ InnovestX ประเมินว่า หากมีวงเงินประมาณ 30,000-50,000 ล้านบาท จะสามารถกระตุ้น GDP ได้ประมาณ 0.13% ซึ่งจะส่งผลให้ดัชนี SET Index ปรับเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 10 จุด

    อย่างไรก็ตาม หากมีมาตรการเพิ่มเติมในวงเงินที่ใกล้เคียงกัน ก็อาจดัน GDP เพิ่มขึ้นเป็น 0.2% และ SET Index เพิ่มขึ้น 20 จุดได้

    ชี้ความเชื่อมั่นและการเมือง ปัจจัยหนุนสำคัญตลาดหุ้น

    สิทธิชัย กล่าวต่อว่า ก่อนที่เศรษฐกิจจะดีขึ้นได้ ความเชื่อมั่นต้องดีขึ้นก่อน ในอดีตที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมักจะซบเซาในช่วงที่มีปัญหาการเมือง แต่คาดว่าปัญหาการเมืองในครั้งนี้อาจจะไม่รุนแรงเท่าอดีต

    นอกจากนี้ ในเชิงของ Valuation ก่อนหน้าที่จะมีปัญหาการเมือง ตลาดหุ้นไทยเคยซื้อขายที่ระดับ P/E ประมาณ 14 เท่า แต่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 13.3 เท่า การปิดแกปส่วนต่างนี้อาจส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีอัพไซด์เพิ่มขึ้นอีก 35 จุด จากประเด็นการเมืองที่ชัดเจนขึ้น

    ส่องโฉมหน้า ครม. เศรษฐกิจใหม่ นโยบาย 4 เดือน 4 ด้าน

    การเข้ามาของรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่ เช่น ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ว่าที่รัฐมนตรีพาณิชย์, ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตซีอีโอ ปตท. ว่าที่รัฐมนตรีพลังงาน

    โดย InnovestX มองว่านโยบายหลักจะเน้นไปที่ ‘4 เดือน 4 ด้าน’ ได้แก่

    1. ด้านเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย ลดค่าครองชีพ ลดค่าพลังงาน และค่าเดินทาง ซึ่งเป็นนโยบายต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน

    2. กรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา คาดว่าจะเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนขึ้นในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะผลกระทบต่อจังหวัดบุรีรัมย์

    3. การเจรจาสงครามการค้ากับสหรัฐฯ แม้จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีพาณิชย์เพียงฝ่ายเดียว แต่การลดภาษีและการเยือนอาเซียนของประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤกษิกายน อาจนำมาซึ่งความชัดเจน

    4. ปัญหาชายแดน การคลี่คลายปัญหาชายแดน

    อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ถือเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดถัดไป

    ประเมินทิศทางการลงทุนและเป้าหมาย SET Index ปลายปีนี้

    InnovestX ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า โดยมองว่าตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญคือ

    Valuation ที่น่าสนใจ

    • ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ช่วยลดแรงขาย
    • มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังจะเข้ามา
    • ความชัดเจนทางการเมือง และการคลี่คลายปัญหาชายแดนไทยกับกัมพูชา
    • แนวโน้มการลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี
    • บรรยากาศการลงทุนในต่างประเทศ ทั้งในสหรัฐฯ และจีนที่ปัจจัยกดดันเริ่มลดลง

    ขณะที่ InnovestX ประเมินกรอบการลงทุนไปจนถึงปี 2569 โดยมีโอกาสที่ SET Index จะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 1,350 – 1,400 จุด หลังจากประเมินว่าตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

    เปิดลิสต์กลุ่มหุ้นที่น่าจับตารับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    สำหรับนักลงทุน InnovestX แนะนำกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

    1. หุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

    • กลุ่มค้าปลีก ได้แก่ CPALL, GLOBAL แต่ CPALL ปรับตัวขึ้นมาแล้ว รวมถึง BJC
    • กลุ่มท่องเที่ยว คือ CENTEL
    • กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม จาก AMATA จากความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้น
    • กลุ่มวัสดุก่อสร้างกับโครงสร้างพื้นฐาน คือ SCC

    2. หุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลงและ/หรือค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า

    • กองทุน คือ DIF, LHFG
    • กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ คือ AP, SPALI
    • กลุ่มเช่าซื้อ คือ MTC
    • กลุ่มโรงไฟฟ้า คือ BCPG

    3. สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง จากการเก็งกำไรจากหุ้นที่เคยได้ประโยชน์จาก ‘คนละครึ่ง’ ในอดีต ได้แก่ CBG, TNP, OSP, HTC, ICHI, TVO แต่หุ้นกลุ่มนี้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/stock-market-anutin-cabinet/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BTGZo3z-wzgTh4Kwq33Wo