Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ค้าปลีก เด้งรับ “คนละครึ่ง” ชงเพิ่มวงเงินเป็น 3,000 บาท ดันเงินสะพัด 1.8 แสนล้าน

    ค้าปลีก เด้งรับ “คนละครึ่ง” ชงเพิ่มวงเงินเป็น 3,000 บาท ดันเงินสะพัด 1.8 แสนล้าน

    ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์  เลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า มาตรการคนละครึ่งที่รัฐบาลใหม่จะนำมาใช้นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และ พยุงเศรษฐกิจโดยรวม ให้มีความเข้มแข็งและมั่นคงยิ่งขึ้น ในภาวะที่เศรษฐกิจยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ การสร้างกลไกที่ช่วยกระตุ้นให้ประชาชนมีการใช้จ่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินทุนในระบบเศรษฐกิจ และบรรเทาผลกระทบจากความอ่อนแอของกำลังซื้อที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

    “มาตรการ “คนละครึ่ง” ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากฐานราก กระตุ้นการใช้จ่ายของกลุ่มที่มีกำลังซื้อระดับกลาง-ล่าง ซึ่งมีอยู่ประมาณ 30-35 ล้านคน การกำหนดกลุ่มเป้าหมายเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังซื้อของฐานรากยังคงอ่อนแอ การที่รัฐบาลเข้ามาเติมเต็มกำลังซื้อให้คนกลุ่มนี้ จึงเป็นการสร้างโอกาสให้พวกเขาสามารถใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น”

    นอกจากนี้มาตรการ “คนละครึ่ง” ยังมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนร้านค้าย่อย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา การที่ผู้บริโภคหันมาใช้จ่ายผ่านมาตรการนี้ จะส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนไปสู่ร้านค้าขนาดเล็กเหล่านี้โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้พวกเขามีรายได้และสามารถประคองธุรกิจต่อไปได้  

    ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์

    อย่างไรก็ดีงบประมาณที่รัฐบาลมีอยู่ 2.5 หมื่นล้านบาท สำหรับมาตรการ “คนละครึ่ง” อาจไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน ขณะที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันยังต้องการแรงกระตุ้นต่อเนื่อง

    ดังนั้นจึงควรเพิ่มวงเงินสนับสนุนในการใช้จ่ายเป็น 3,000 บาทต่อคนเพื่อใช้จ่ายตลอดระยะเวลา 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค. 68) ซึ่งเมื่อรวมกับเม็ดเงินจากงบประมาณที่รัฐจะต้องร่วมจ่ายอีก 3,000 บาทต่อคน ประเมินเบื้องต้นคาดว่าจะทำให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจจากการจับจ่ายใช้สอยไม่ต่ำกว่า 1.8 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

    ดร.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งมาตรการที่รัฐบาลควรนำกลับมาใช้คือ  “Easy E-receipt” (ช้อปลดหย่อนภาษี)  เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในกลุ่มผู้มีกำลังซื้อที่สูง ซึ่งมีจำนวนประมาณ 5-8 ล้านคน และสามารถทำได้ทันทีในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. นี้ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในปีถัดไป ซึ่ง Easy E-receipt ไม่ได้ใช้เงินจากงบประมาณในปีนี้ แต่เป็นการลดภาระภาษีที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณระยะสั้นของรัฐบาล

    ค้าปลีก เด้งรับ “คนละครึ่ง” ชงเพิ่มวงเงินเป็น 3,000 บาท ดันเงินสะพัด 1.8 แสนล้าน

    อีกหนึ่งมาตรการที่เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และทำให้เกิดการใช้จ่ายจริงคือ มาตรการกระตุ้นการจ้างงานแบบคนละครึ่ง โดยรัฐร่วมจ่าย 50% และเอกชนเจ้าของกิจการร่วมจ่าย 50% ในการจ้างงานเด็กจบใหม่หรือผู้ที่ต้องการมีงานทำ ซึ่งนอกจากจะแก้ไขปัญหาการว่างงาน ยังสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน และเมื่อประชาชนมีรายได้ ก็จะมีเงินไปจับจ่ายใช้สอย จะเกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เป็นการสร้างวงจรบวกทั้งในด้านการจ้างงานและการบริโภค

    “กลยุทธ์ที่สำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในปัจจุบัน รัฐบาลต้องทำหลายมาตรการพร้อมๆ กัน เพราะการดำเนินมาตรการเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่ช่วยเท่าไร การผสมผสานมาตรการคนละครึ่งที่เน้นกลุ่มกำลังซื้อกลางถึงล่าง ร้านค้าย่อย มาตรการ Easy E-receipt ที่เน้นกลุ่มกำลังซื้อสูง และมาตรการจ้างงานที่สร้างรายได้ จะเป็นการสร้างแรงกระตุ้นที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงสุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638395&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ssfaCiAbAhgqCs-mDYTHk

  • วธ.โชว์ความสำเร็จ มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย “จากภูมิปัญญาสู่พลังเศรษฐกิจ!” ได้จริง ปลื้ม 5 วันยอดคนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์เพียบ ร่วมกว่า 3 หมื่นคน – ยอดเข้าถึงออนไลน์และออฟไลน์ทะลุ 30 ล้านครั้ง

    วธ.โชว์ความสำเร็จ มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย “จากภูมิปัญญาสู่พลังเศรษฐกิจ!” ได้จริง ปลื้ม 5 วันยอดคนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์เพียบ ร่วมกว่า 3 หมื่นคน – ยอดเข้าถึงออนไลน์และออฟไลน์ทะลุ 30 ล้านครั้ง

    วันที่ 9 กันยายน 2568 นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงผลสำเร็จจากการจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย ประจำปี 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 3 – 7 กันยายน 2568 ว่า ได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยมีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 32,000 คน และมียอดรับชมผ่าน Live Facebook กว่า 167,370 ครั้ง รวมการเข้าถึงทั้งออนไลน์และออฟไลน์มากกว่า 30 ล้านครั้ง ก่อให้เกิดการใช้จ่ายในงานกว่า 11 ล้านบาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 85 ล้านบาท

    “ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่สะท้อนว่า งานมีความเป็นไทยชัดเจนและกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแสดง การจำหน่ายสินค้า อาหารไทย – อาหารถิ่นจากทุกภูมิภาค รวมถึงกิจกรรม workshop ที่เปิดโอกาสให้ลงมือทำจริง อีกทั้งยังเสนอให้เพิ่มโซนอาหารถิ่นให้มากขึ้นในปีต่อไป ซึ่งตอกย้ำศักยภาพของ “ทุนทางวัฒนธรรม” ในการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว พร้อมทั้งยกระดับ Soft Power ของไทยสู่สายตานานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม” นายประสพ กล่าว

    นายประสพ กล่าวอีกว่า โดยตลอดทั้ง 5 วัน ของการจัดงาน เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฟรีทุกวัน เวลา 10.00 – 21.00 น. ภายในงานมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมจากทั้ง 4 ภาค โดยศิลปินแห่งชาติและศิลปินชื่อดัง ตลอดจนกิจกรรมหลากหลายที่ได้รับความสนใจจากเด็ก เยาวชน และประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งยังมีร้านค้าผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม CPOT ร้านอาหารอร่อยยกมาจากทั่วประเทศกว่า 180 ร้าน ที่ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้สนใจร่วมอุดหนุนสินค้าไทย เป็นไปตามแนวคิด “ไทยดี” ที่ถ่ายทอดความงดงามและคุณค่าใน 4 มิติ คือ ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม อาหาร และผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทย พร้อมผลักดัน Soft Power ของไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ

    “ความสำเร็จครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เครือข่ายศิลปิน เครือข่ายผู้ประกอบการ และประชาชนผู้เข้าร่วมงาน ที่ผนึกกำลังกันขับเคลื่อน Soft Power ไทย ผ่านมิติทางวัฒนธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระทรวงวัฒนธรรมพร้อมเดินหน้าสานต่อนโยบายเชิงรุกเพื่อให้วัฒนธรรมเป็นพลังสร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทยให้กับทุกเจเนอเรชัน ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสร้างความสำเร็จในครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ปีหน้าครับ” ปลัด วธ. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/955477&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mL6H5Zj5ITeLxbxwXVq98

  • เศรษฐกิจและหนี้นอกระบบของไทย

    เศรษฐกิจและหนี้นอกระบบของไทย

    ไทยติดกับดักการเป็นประเทศรายได้ปานกลางมานานมากกว่า 3 ทศวรรษ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 5% ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ปี 2568 คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตประมาณ 2% เมื่อรวมกับปัจจัยลบหลากหลายด้าน อาทิ การเมืองที่ไม่แน่นอน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก ตลอดจนการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา ทำให้เศรษฐกิจไทยโดนแซงหน้า

    ต่อเรื่องนี้ ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทยและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย แสดงความเห็นว่า ระหว่างปี 2569-2573 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่เฉลี่ย 2.1% เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของโลกที่ 3.1%, อาเซียน 3.6%, มาเลเซีย 4%, อินโดนีเซียและเวียดนาม 5%, ฟิลิปปินส์ 6.1% และอินเดีย 6.5% ไทยอยู่รั้งท้าย

    นอกจากความพยายามในการขยายตลาดส่งออก ลดความเสี่ยงต่อการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รักษาความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาวแล้ว การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจยังเป็นทางออกที่ไทยไม่สามารถพลาดโอกาสได้อีกแล้ว และ 1 ในหนทางทั้งหมดคือการทำให้เศรษฐกิจนอกระบบของไทยขยับขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจในระบบ

    ข้อมูลของธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สสว.และกรมสรรพากร พบว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่มาก คิดเป็นสัดส่วน 48% ของจีดีพี เทียบกับ 14% ของเวียดนาม, 30% ของมาเลเซีย, 18% ของอินโดนีเซีย, 40% ของฟิลิปปินส์ และ 26% ของเกาหลีใต้

    เศรษฐกิจนอกระบบครอบคลุมกิจกรรม ตั้งแต่ร้านค้ารายย่อยผู้ค้าออนไลน์ แรงงานนอกระบบประกันสังคม หาบเร่แผงลอย มอเตอร์ไซค์รับจ้าง โรงแรมที่ไม่ได้รับใบอนุญาต หนี้นอกระบบ หวยใต้ดิน ธุรกิจสีเทา เช่น ค้ายาเสพติด พนันออนไลน์ ประเทศไทยมีแรงงานนอกระบบ 53% หรือเกินครึ่งหนึ่ง มีคน 11-12 ล้านคนที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีคนเสียภาษี 4 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 71 ล้านคน

    เวิลด์แบงก์ประเมินว่า เศรษฐกิจนอกระบบทำให้เกิดความท้าทายมากมาย ตั้งแต่รายได้ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพ, ความยากจนและความเหลื่อมล้ำสูง, การกำกับดูแลที่ด้อยกว่า, ผลิตภาพในระดับต่ำกระทบความสามารถในการรับมือกับปัญหาของประเทศนั้นๆ นำไปสู่ความอ่อนแอต่อการบังคับใช้กฎหมาย การคอร์รัปชันในวงกว้าง และอาจกระทบต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทจากการเข้า-ออกนอกประเทศของเงินบาท ที่ไม่สามารถตรวจสอบร่องรอยได้ นอกจากนั้น เศรษฐกิจนอกระบบยังเกี่ยวพันแยกไม่ออกจากหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

    จากการสำรวจหนี้นอกระบบไทย โดยความร่วมมือของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและธนาคารกรุงไทยเมื่อเดือน พ.ย.2567 พบครัวเรือนไทย 78% มีหนี้ ขณะที่ 22% ไม่มีหนี้ ในจำนวน 78% ดังกล่าว 48% มีหนี้ทั้งในและนอกระบบ ส่วนที่มีหนี้ในระบบอย่างเดียว 38% และหนี้นอกระบบอย่างเดียว 14% โดยนิยามหนี้จากการสำรวจในครั้งนี้ครอบคลุมหนี้ที่ต้องคืนทุกประเภทแม้ไม่มีดอกเบี้ย

    งานวิจัยชิ้นนี้พบว่า หนี้นอกระบบอาจมีมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท หรือ 13% ของหนี้ครัวเรือนรวม สูงกว่าที่หน่วยงานราชการประเมินไว้ ลูกหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในแรงงานนอกระบบ เป็นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย เกษตรกร ผู้มีรายได้ไม่แน่นอน ไม่ผ่านเกณฑ์กู้เงินจากธนาคาร โดยวัตถุประสงค์ของการกู้ ไม่ได้เพื่อการใช้จ่ายเกินตัวตามความเข้าใจของคนอื่นเสมอไป แต่ส่วนใหญ่ 70% ของหนี้นอกระบบ เป็นการกู้เพื่อประกอบธุรกิจขนาดเล็ก ผ่อนรถ เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว

    และยังมีความซับซ้อน เช่น มีการกู้เงินในระบบมาใช้หนี้นอกระบบหรือกลับกัน, เจ้าหนี้นอกระบบบางรายปล่อยกู้โดยอิงตามความสามารถของลูกหนี้ในการกู้เงินในระบบ, การเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ โดยกู้เงินนอกระบบมาปล่อยกู้ให้ลูกหนี้นอกระบบอีกทอด ส่วนเวลาจะจ่ายดอกเบี้ย ลูกหนี้ 79% จะเลือกจ่ายหนี้นอกระบบก่อน กลัวที่พึ่งแหล่งสุดท้ายหายไปเพราะเงินกู้นอกระบบมีความยืดหยุ่น เข้าถึงง่ายกว่า ส่วนหนี้ในระบบยอมปล่อยให้ธนาคารฟ้อง หรือรอรัฐบาลช่วยเหลือ รอลดค่าปรับ

    ในมุมของธนาคารพาณิชย์และผลกระทบต่อเสถียรภาพการเงิน หนี้นอกระบบที่ไม่มีข้อมูล หลักฐานเหล่านี้ทำให้การประเมินเพื่อปล่อยสินเชื่อผิดพลาดได้ และเมื่อลูกหนี้มักเลือกชำระดอกเบี้ยของหนี้นอกระบบก่อน ทำให้หนี้เสียในภาคธนาคารสูง ลดลงได้ยาก หากหนี้นอกระบบเติบโตไปเรื่อยๆ จะกระทบกำลังซื้อของประชาชนในระยะยาว กรณีมีการชำระหนี้ ก็แค่การเปลี่ยนมือของเงินเท่านั้น ไม่เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

    เรื่องนี้ ผยง ศรีวณิช มีทางออก นอกจากการช่วยเหลือจากภาครัฐผ่านมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” แล้ว 1 ในหลายทางออกคือต้องทำให้เศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ โดยเขาประเมินว่า หากเศรษฐกิจนอกระบบของไทยลดลงจาก 48% ของจีดีพี ลงมาเหลือสัก 35% เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นทันที

    วิธีการคือการใช้นโยบายสวัสดิการ Negative Income Tax หรือที่กระทรวงการคลังตั้งชื่อให้เข้าใจง่ายๆว่า “เงินโอนแก้จน คนขยัน” คาดว่าจะนำมาใช้ภายในปี 2570 หลักการคือให้ประชาชนทุกคนต้องยื่นแบบภาษี ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ส่วนหากไม่ถึงเกณฑ์จะได้รับสวัสดิการช่วยเหลือจากรัฐแทน นอกจากนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบแล้วยังเป็นการช่วยเหลือคนที่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ได้ตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น.

    ศุภิกา ยิ้มละมัย

    คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2881475&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Praf-cCn5mGargrqomlYO

  • ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 22 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 22 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    วันนี้ (วันที่ 9 กันยายน 2568) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ อัปเดท สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 7 ก.ย. 68 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย แล้วทั้งสิ้น 22,387,817 คน ลดลง 7.11 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,037,239 ล้านบาท

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 7 ก.ย. 68 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 22 ล้านคน สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,037,239 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย สูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 จีน 3,163,562 คน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย 3,135,600 คน
    • อันดับ 3  อินเดีย 1,612,386 คน
    • อันดับ 4  รัสเซีย 1,211,616 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 1,059,615 คน

    ต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 1 – 7 กันยายน 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดสิงคโปร์ที่เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่า 47.27 % และขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 5 จากเดิมในอันดับที่ 9 จากการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปิดภาคเรียน และนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดอินเดียที่เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเช่นกัน จากการมีวันหยุดต่อเนื่องภายในประเทศ

    อีกทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทางส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 508,341 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 2,226 คน หรือ 0.44 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 72,620 คน

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยล่าสุด นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 85,639 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 14.87 % นักท่องเที่ยวจีน 67,545 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 4.66 % นักท่องเที่ยวอินเดีย 48,580 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 29.89 % นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ 23,254 คน  มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 6.04 % และนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ 21,348 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 47.27 %

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีวันหยุดต่อเนื่องในประเทศมาเลเซีย การประกาศปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬา

    การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/638365&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s3amNDj04dFl9UTPKxL8d

  • ภูกระดึง 2568 เปิดฤดูเดินป่า จุดเช็กอินธรรมชาติสุดยิ่งใหญ่แห่งเมืองเลย

    ภูกระดึง 2568 เปิดฤดูเดินป่า จุดเช็กอินธรรมชาติสุดยิ่งใหญ่แห่งเมืองเลย

              ภูกระดึง 2568 เปิดฤดูกาลท่องเที่ยว เดินป่าสัมผัสเสน่ห์ขุนเขาและบรรยากาศแสนสดชื่น โอกาสดีสำหรับสายรักการเดินทาง เตรียมเป้ให้พร้อมแล้วออกผจญภัยไปด้วยกัน

              ภูกระดึง 2568 ที่เที่ยวธรรมชาติยอดฮิตของจังหวัดเลย กลับมาเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอีกครั้ง สำหรับใครที่รอคอยการพิชิตยอดเขาแห่งตำนาน นี่คือเวลาที่เหมาะที่สุดที่จะออกเดินทางไปสัมผัสเสน่ห์ของขุนเขา ท้องฟ้า และอากาศเย็นสบายบนดินแดนที่เป็นเหมือนความฝันของนักเดินป่า เตรียมแรงกายแรงใจไว้ให้พร้อม แล้วออกไปเก็บประสบการณ์ครั้งพิเศษด้วยกัน

    ภูกระดึง 2568 เปิดการท่องเที่ยว

    ภูกระดึง 2568

    ภูกระดึง 2568 เปิดวันไหน

              ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติภูกระดึง – Phu Kradueng National Park แจ้งกำหนดภูกระดึง 2568 เปิดการท่องเที่ยว ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 พฤษภาคม 2569 โดยจะเปิดให้เดินทางขึ้นยอดเขา เวลา 06.00-12.00 น.

    ภูกระดึง 2568 เปิดวันไหน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติภูกระดึง – Phu Kradueng National Park

    ภูกระดึง 2568 เส้นทางที่เปิดให้นักท่องเที่ยวใช้เส้นทางท่องเที่ยว

              เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ทางอุทยานแห่งชาติภูกระดึงได้กำหนดเส้นทางท่องเที่ยวที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวใช้เส้นทางได้

    ภูกระดึง 2568 เส้นทางท่องเที่ยว

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติภูกระดึง – Phu Kradueng National Park

    • เส้นทางขึ้นเขา – เส้นทางหลังแป – โซนศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง (ยอดเขา)

    • เส้นทางศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง(ยอดเขา) – ผานกแอ่น (เปิด 1 รอบ/วัน)

    • เส้นทางศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง(ยอดเขา) – อ่างเก็บน้ำไพรัตน์ ธารไชย

    • เส้นทางศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง(ยอดเขา) – ลานองค์พระพุทธเมตตา

    • เส้นทางศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง(ยอดเขา) – ลานองค์พระพุทธเมตตา – น้ำตกถ้ำใหญ่ (เปิด 1 รอบ/วัน)

    • เส้นทางเลียบหน้าผา – ผาเมษา – ผาหมากดูก – ผาจำศีล – ผานาน้อย – ผาเหยียบเมฆ – ผาแดง – ผาหล่มสัก

    *** ผาหล่มสักอยู่ได้ไม่เกิน 16.00 น.

    ภูกระดึง 2568 ผาหล่มสัก

    ภูกระดึง 2568 ระบบรักษาความปลอดภัย

    • จุดท่องเที่ยวผานกแอ่น มีเจ้าหน้าที่บินโดรน และออกลาดตระเวนเส้นทางก่อนนำนักท่องเที่ยวเข้าสู่จุดท่องเที่ยว โดยมีเจ้าหน้าที่นำทางตลอดเส้นทาง สามารถเข้าชมได้ 1 รอบต่อวัน เวลา 05.00 น.

    ภูกระดึง 2568

    • จุดท่องเที่ยวน้ำตกถ้ำใหญ่ มีเจ้าหน้าที่บินโดรน และออกลาดตระเวนเส้นทางก่อนนำนักท่องเที่ยวเข้าสู่จุดท่องเที่ยว โดยมีเจ้าหน้าที่นำทางตลอดเส้นทาง สามารถเข้าชมได้ 1 รอบต่อวัน เวลา 10.00 น.

    • จุดท่องเที่ยวอื่น ๆ เช่น อ่างเก็บน้ำไพรัตน์-ธารไชย , ลานองค์พระพุทธเมตตา, เส้นทางเรียบหน้าผา ผาเมษา, ผาหมากดูก, ผาจำศีล, ผานาน้อย, ผาเหยียบเมฆ, ผาแดง และผาหล่มสัก นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้เอง โดยมีเจ้าหน้าที่คอยลาดตระเวนเส้นทาง และมีเจ้าหน้าที่ประจำจุดต่าง ๆ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว

    ภูกระดึง 2568

    ภูกระดึง ช้างป่า

              หากมีโอกาสไปเที่ยวภูกระดึง นักท่องเที่ยวควรระวังเรื่อง “ช้างป่า” ซึ่งเป็นสัตว์ที่สามารถพบเจอได้ตามเส้นทางและรอบพื้นที่กางเต็นท์ ทั้งนี้มีข้อแนะนำเบื้องต้นเมื่อเจอช้างป่า ควรปฏิบัติดังนี้เพื่อความปลอดภัย 

    • รักษาระยะห่างอย่างน้อย 30-50 เมตร ห้ามเข้าใกล้หรือพยายามถ่ายรูปในระยะใกล้

    • อย่าส่งเสียงดังหรือวิ่งหนี เพราะอาจกระตุ้นให้ช้างตกใจและวิ่งเข้าหา

    • อย่าให้อาหารหรือขว้างปาสิ่งของ การรบกวนอาจทำให้ช้างก้าวร้าว

    • หากพบระหว่างเส้นทาง ให้หยุดนิ่งและรอให้ช้างเดินผ่านไปก่อน หรือถอยออกอย่างช้า ๆ

    • ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อุทยานเสมอ

    ภูกระดึง 2568

              ภูกระดึง 2568 เปิดม่านต้อนรับนักเดินทางอีกครั้ง ใครที่อยากพิชิตยอดเขาและเก็บความทรงจำแสนพิเศษ เตรียมแรงกายแรงใจ แล้วออกเดินไปพบประสบการณ์ที่จะอยู่กับคุณตลอดไป ^ ^
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ เที่ยวภูกระดึง ที่เที่ยวเลย เที่ยวภูเขา อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view294846.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wrF-ze1sIxhvDq7BPl1oc

  • พิธีบวงสรวงพญานาคสีรุ้ง เปิดเส้นทางท่องเที่ยวสายศรัทธา วัดพระธาตุหนองบัว จ.อุบลฯ

    พิธีบวงสรวงพญานาคสีรุ้ง เปิดเส้นทางท่องเที่ยวสายศรัทธา วัดพระธาตุหนองบัว จ.อุบลฯ

    ภูมิภาค

    พิธีบวงสรวงพญานาคสีรุ้ง เปิดเส้นทางท่องเที่ยวสายศรัทธา วัดพระธาตุหนองบัว จ.อุบลฯ

    วันอังคาร ที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.54 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 9 กันยายน 2568 นายมวลชน กัลป์ตินันท์ ประธานสภาอบจ.อุบลราชธานี เป็นตัวแทนนายกานต์ กัลป์ตินันท์ นายกอบจ.อุบลราชธานี เข้าร่วมพิธีบวงสรวงพญานาคตระกูลฉัพยาปุตตะ (พญานาคสีรุ้ง) ณ วัดพระธาตุหนองบัว จังหวัดอุบลราชธานี
                
    โดยนางสาววิสสุตา เรืองรังษีดิษกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี และภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน โดยมี สส.วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต1 จังหวัดอุบลฯ และร้อยตรีสรมงคล มงคละสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธีจัดพิธีพร้อมเข้าร่วมกิจกรรม “บวงสรวงพญานาคสีรุ้ง 9 เดือน 9” เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวสายศรัทธาในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี
                   
    ภายในงานมีกิจกรรม วันเดย์ทริป ซึ่งมีการนำเสนอเส้นทางจากพระธาตุหนองบัว พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง วัดมหาวนาราม วัดป่าปากโดม วัดหลวง พร้อมพิธีบวงสรวงพญานาค และกิจกรรม “ปล่อยปลาต่อชีวิต” ริมแม่น้ำมูล
                   
    การเปิดเส้นทางสายศรัทธาในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมไหว้พระหรือเสริมมงคลเท่านั้น แต่ยังเป็นการเล่าเรื่อง “อุบลราชธานี” ในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผ่านประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และพลังแห่งศรัทธา

    Cr : คุณ Book อบจ.อุบลฯ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445767&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h-blXnt6g7fU6mo6ysnOO

  • ต่างชาติแห่เที่ยวไทยพุ่ง 22 ล้านคน หนุนรายได้ทะลุ 1 ล้านล้าน

    ต่างชาติแห่เที่ยวไทยพุ่ง 22 ล้านคน หนุนรายได้ทะลุ 1 ล้านล้าน

    ‘ท่องเที่ยว’ เปิดตัวเลข นทท.ต่างชาติทะลุ 22 ล้านคน มาเลเซียครองแชมป์เข้าไทยสูงสุด ขณะที่ตลาดสิงคโปร์พุ่ง 47.27% ขณะที่รายได้จากท่องเที่ยวแตะ 1.03 ล้านล้านบาท

    9 ก.ย. 2568 – นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยผลการประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวประเทศไทยเบื้องต้นว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 7 กันยายน 2568 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมแล้วกว่า 22,387,817 คน โดยสร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมกว่า 1,037,239 ล้านบาท ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 1 – 7 ก.ย. 2568มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยรวม 508,341 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 2,226 คน หรือร้อยละ 0.44 คิดเป็นค่าเฉลี่ยนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยวันละกว่า 72,620 คน โดยมี 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.มาเลเซีย 85,639 คน 2.จีน 67,545 คน 3.อินเดีย 48,580 คน  4.เกาหลีใต้ 23,254 คน และ 5.สิงคโปร์ 21,348 คน

     ทั้งนี้ พบว่า ตลาดสิงคโปร์และอินเดียมีอัตราการเติบโตสูงที่สุด โดยนักท่องเที่ยวสิงคโปร์เพิ่มขึ้นถึง 47.27% จากการเดินทางในช่วงปิดภาคเรียน ทำให้ขยับจากอันดับ 9 ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 5 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย ส่วนตลาดอินเดียเพิ่มขึ้น 29.89% จากผลของวันหยุดยาวต่อเนื่องภายในประเทศ ขณะที่นักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย เกาหลีใต้ และจีน มีการปรับตัวลดลงร้อยละ 14.87, 6.04 และ 4.66 ตามลำดับ

    นอกจากนี้ ตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long haul) เริ่มฟื้นตัวด้านการเดินทางมากขึ้น ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวของไทยในสัปดาห์นี้คึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ วันหยุดยาวในมาเลเซีย การประกาศปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงมาตรการอำนวยความสะดวกของรัฐบาล เช่น การยกเว้นบัตร ตม.6 และการผลักดันให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเข้าสู่ประเทศไทย

    อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมสูงสุด 5 อันดับแรกตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (1 ม.ค. – 7 ก.ย. 2568) ได้แก่จีน 3,163,562 คน มาเลเซีย 3,135,600 คน อินเดีย 1,612,386 คน รัสเซีย 1,211,616 คน เกาหลีใต้ 1,059,615 คน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของการท่องเที่ยวไทย ทั้งจากตลาดระยะใกล้และตลาดระยะไกล ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญให้ประเทศไทยในปี 2568

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/858795/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sJ2JNaujC6a7Zsablou7b

  • ไทย-บาหลีครองใจนักท่องเที่ยวสุขภาพ คนไทยนิยมเที่ยวในประเทศ

    ไทย-บาหลีครองใจนักท่องเที่ยวสุขภาพ คนไทยนิยมเที่ยวในประเทศ

    ไทย-บาหลีครองใจนักท่องเที่ยวสุขภาพ คนไทยนิยมเที่ยวในประเทศ

    Traveloka เผยไทยและอินโดนีเซียขึ้นแท่นจุดหมายท่องเที่ยวเชิงสุขภาพยอดนิยม กรุงเทพฯ และบาหลีติดโผ สะท้อนศักยภาพผู้นำด้าน Wellness Tourism ในภูมิภาค

    ข้อมูลล่าสุดจาก Traveloka ชี้คนไทยนิยมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศเป็นหลัก โดยมีกรุงเทพฯ เป็นเมืองยอดนิยม ขณะที่อินโดนีเซียตามมาติดๆ โดยมีบาหลีเป็นจุดหมายหลัก สะท้อนศักยภาพของไทยและอินโดนีเซียในการเป็นผู้นำด้าน Wellness Tourism
     

    ไทย-บาหลีครองใจนักท่องเที่ยวสุขภาพ คนไทยนิยมเที่ยวในประเทศ

    ‘ไทยแลนด์แดนสปา’ และ ‘บาหลี’ ครองแชมป์จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพยอดนิยมของคนไทย

    ข้อมูลล่าสุดจาก Traveloka แพลตฟอร์มด้านการเดินทางครบวงจร เผยให้เห็นว่าประเทศไทยและอินโดนีเซียกลายเป็นสองสุดยอดจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มองหาการพักผ่อนและเติมพลังกายใจในแบบ Wellness Tourism

    โดยจากข้อมูลการค้นหาบนแพลตฟอร์ม Traveloka ประเทศไทยครองส่วนแบ่งการค้นหากว่า 50% ของบริการเชิงสุขภาพทั้งหมด ในขณะที่อินโดนีเซียตามมาด้วยสัดส่วนกว่า 30% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งของทั้งสองประเทศในฐานะผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในภูมิภาคนี้

    ไทยครองใจนักเดินทางด้วยหลากหลายบริการด้านสุขภาพ
    ประเทศไทยยังคงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของนักเดินทางชาวไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ยอดนิยมอย่าง กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต โดยข้อมูลจาก Traveloka ชี้ว่าความต้องการหลักของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของคนไทยมีดังนี้:

    สปาและนวดไทย: บริการนวดไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจาก UNESCO รวมถึงสปาในเมือง ถือเป็นบริการยอดนิยมที่ครองใจนักเดินทางที่ต้องการผ่อนคลายความเครียดอย่างรวดเร็ว

    ออนเซ็นและบ่อน้ำพุร้อน: วัฒนธรรมออนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่นกำลังได้รับความนิยมในไทยมากขึ้น โดยมีตัวเลือกให้เลือกมากมายทั้งแบบส่วนตัวและแบบรวมกลุ่ม

    ร้านเสริมสวยและคลินิกความงาม: การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน เช่น การทำเล็บ ต่อขนตา หรือบริการด้านความงามอื่นๆ กลายเป็นกิจกรรมที่ผสมผสานระหว่างการพักผ่อนและการดูแลสุขภาพที่นักท่องเที่ยวชาวไทยให้ความสำคัญ ไทย-บาหลีครองใจนักท่องเที่ยวสุขภาพ คนไทยนิยมเที่ยวในประเทศ

    คลินิกแพทย์และความงาม: ด้วยมาตรฐานระบบสาธารณสุขของไทยที่ได้รับการยอมรับระดับสากล ทำให้คลินิกเหล่านี้เป็นที่นิยมทั้งในด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและบริการเสริมความงามต่างๆ

    นอกจากนี้ ผลสำรวจของ Traveloka ยังสอดคล้องกับรายงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ระบุว่าในปี 2567 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยสร้างรายได้มหาศาล และคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องถึง 1.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2570 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาด Wellness กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

    บาหลีขับเคลื่อนตลาด Wellness ในอินโดนีเซีย
    สำหรับอินโดนีเซีย ชื่อของ บาหลี คือจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นอย่างมาก ด้วยชื่อเสียงด้านรีสอร์ตสปาที่หรูหรา การบำบัดแบบองค์รวม โยคะรีทรีต และการฟื้นฟูร่างกายท่ามกลางธรรมชาติ ทำให้บาหลีกลายเป็นสวรรค์ของการพักผ่อนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ เมืองใหญ่อย่างจาการ์ตาและสุราบายาก็ได้รับความนิยมในด้านบริการนวดกดจุดและสปาในตัวเมืองด้วยเช่นกัน

    ประเทศเพื่อนบ้านยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

    ถึงแม้ไทยและอินโดนีเซียจะเป็นผู้นำ แต่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคก็ได้รับความสนใจจากนักเดินทางชาวไทยไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม ที่มีรีสอร์ตสปาริมชายหาดในเมืองญาจาง หรือ มาเลเซีย ที่มีบริการนวดสมุนไพรแบบดั้งเดิม ส่วน ญี่ปุ่น และ ไต้หวัน ก็ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว อย่างออนเซ็นและบริการด้านความงามระดับมืออาชีพ

    การเติบโตของเทรนด์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพนี้แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและใจมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งข้อมูลจาก Traveloka ช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่าคนไทยกำลังมองหาการเติมพลังให้ชีวิต ไม่ใช่แค่ในโอกาสพิเศษ แต่รวมถึงในชีวิตประจำวันด้วยเช่นกัน

    การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้กลายเป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตคนยุคใหม่ และ Traveloka กำลังมีส่วนช่วยผลักดันให้การดูแลตัวเองเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้นในทุกๆ วัน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/730104&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QGHE0Zu6lvqwluaUhx9Oo

  • “สุเชษฐ์” มอง SET แนวโน้มสดใส แนะเก็บ PTTEP-SCC-BDMS

    “สุเชษฐ์” มอง SET แนวโน้มสดใส แนะเก็บ PTTEP-SCC-BDMS

    นายสุเชษฐ์ สุขแท้ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายมีเดียมาร์เก็ตติ้ง บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด (ASL) เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันที่ 9 กันยายน 2568 ว่าดัชนี SET Index มีแนวต้านรับดับที่ 1,270–1,283 จุด และแนวรับที่ 1,250 จุด โดยภาพการเมืองไม่กดดันตลาดหลังการจัดทัพ “ขุนพลเศรษฐกิจ” ในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้รับการตอบรับเชิงบวก ทั้งยังเป็นช่วง ก.ย.–ต.ค. ที่มักมีมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายและการท่องเที่ยว คาดเห็นผลชัดใน ไตรมาส 4/68 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/69

    ด้านต่างประเทศยังหนุนบรรยากาศการลงทุน โดยฮ่องกงและไต้หวันปรับขึ้นราว 1.4% กลุ่มอสังหาฯ ฮ่องกงบวกประมาณ 2% ขณะที่ยุโรปปิดบวกรวมถึงดัชนีล่วงหน้าหลายตลาดปรับตัวดีขึ้น สอดคล้องกับมุมมองเฟดมีโอกาสลดดอกเบี้ยปลายปี ซึ่งเอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

    เชิงกลยุทธ์ แนะนำเน้นหุ้นพื้นฐานใหญ่ที่ได้รับอานิสงส์วงจรดอกเบี้ยขาลงและนโยบายรัฐ ได้แก่

    บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP แนวรับ 110 บาท ส่วนแนวต้านแรก 115-120 บาท หากผ่านไปได้มีโอกาสทดสอบต้านใหม่ 125 บาท

    บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แนวรับ 220 บาท ส่วนแนวต้านกลางทาง 230–250 บาท

    บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS แนวรับ 20.50–20.80 บาท ส่วนแนวต้าน 21.00–21.30 บาท

    หุ้นที่เหมาะสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น ได้แก่

    บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA แนวรับ 4.32-4.34 บาท ส่วนแนวต้าน 4.50–4.60 บาท

    บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART แนวรับ 9.80 บาท ส่วนแนวต้าน 10.50–11.00 บาท

    ส่วนมุมมองการเมือง นายสุเชษฐ์ประเมินว่า ประเด็นที่อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ไม่น่ากระทบต่อตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาลโดยตรง ขณะที่ทีมเศรษฐกิจใหม่ช่วยเสริมความเชื่อมั่น และจังหวะ High season การท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอย หนุนกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศ

    ด้านมุมมองอุตสาหกรรม ไตรมาส 4/68 ต่อเนื่องไตรมาส 1/69 คาด กลุ่มบริโภค ค้าปลีก ท่องเที่ยว และโรงแรม โดดเด่น ส่วน ธนาคาร ลีสซิ่ง และอสังหาริมทรัพย์ รอตัวกระตุ้นจากนโยบายรัฐ โดยเฉพาะมาตรการที่อยู่อาศัยซึ่งหากชัดเจนจะช่วยขับเคลื่อนกลุ่มได้

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/781160&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LdvUmpiLwxDvi6G7o_Z9r

  • เอกชน ชี้ ทีมเศรษฐกิจ ‘อนุทิน’ต้องเร่งเพิ่มกำลังซื้อ-ส่งเสริมท่องเที่ยว

    เอกชน ชี้ ทีมเศรษฐกิจ ‘อนุทิน’ต้องเร่งเพิ่มกำลังซื้อ-ส่งเสริมท่องเที่ยว

    ส่วน กระทรวงคมนาคม น่าจะหนี้ไม่พ้น ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ ว่าที่ รมว.คมนาคม อดีต รมว.แรงงาน รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ‘นภินทร ศรีสรรพางค์’ ว่าที่ รมช.คมนาคม อดีต รมช.พาณิชย์ ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรม เห็นว่า ‘ธนกร หวังบุญคงชนะ’ อดีต รมต.ประจำสำนักนายก จะมานั่งในตำแหน่งนี้ ทางด้านกระทรวงแรงงาน ‘ตรีนุช เทียนทอง’ ว่าที่ รมว.แรงงาน ในอดีตเคยเป็น รมว.ศึกษาธิการ มาก่อน  ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คือ ว่าที่รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ อดีต รมว.เกษตรฯ ปัจจุบันเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม

    ส่วนที่ฮือฮากันมากในตอนนี้ คือ กระทรวงพาณิชย์ ในตำแหน่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายอนุทิน ได้ทาบทาม “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ซีอีโอ ดุสิตธานี มานั่งในตำแหน่งรมว.พาณิชย์ และล่าสุด ศุภจีได้ตอบรับแล้ว  อย่างไรก็ตามทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่จะเร่งขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ 3 แกนหลัก ได้แก่

    1. ลดรายจ่าย ค่าครองชีพ พลังงาน เดินทาง และค่าขนส่ง

    2. แก้หนี้สิน เกษตรกร และผู้มีรายได้น้อย เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ

    3. เพิ่มรายได้ฐานราก ผ่านการพัฒนาชุมชน การท่องเที่ยว และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

    เอกชน ชี้ ทีมเศรษฐกิจ ‘อนุทิน’ต้องเร่งเพิ่มกำลังซื้อ-ส่งเสริมท่องเที่ยว

    มาฟังความเห็นจากภาคเอกชนที่มีมุมมองต่อทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลใหม่ โดย #ฐานเศรษฐกิจ สัมภาษณ์ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เขากล่าวว่า นโยบายที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศออกมา 4 ด้าน ได้แก่ 1.การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ พลังงาน และหนี้ 2.การแก้ปัญหาปากท้องและสวัสดิการ 3.การแก้ปัญหาด้านความมั่นคงและภัยพิบัติ และ 4.การปรับระบบราชการ เหล่านี้ ถือว่าครอบคลุมโจทย์ใหญ่ที่ประเทศกำลังเผชิญ ทั้งเรื่องค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือน ปัญหาต้นทุนพลังงาน และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก

    ทั้งนี้เอกชน มองว่า สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ ระยะเวลา 4 เดือนนั้นสั้นมาก ไม่เพียงพอสำหรับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง หากรัฐบาลเลือกทำมาตรการที่เร่งด่วนและจับต้องได้ก็ยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ และสิ่งที่เอกชนต้องการเห็น คือ การบรรเทาภาระพลังงาน และค่าครองชีพ การช่วยเอสเอ็มอีให้เข้าถึงสภาพคล่อง รวมถึงการเร่งเจรจาการค้าระหว่างประเทศไม่ให้สะดุด นอกจากนี้จะต้องเร่งปรับกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน เพื่อเอื้อต่อการลงทุน ดังนั้น ทิศทางที่นายกฯ วางไว้ถือว่าถูกต้อง แต่ต้องทำให้เฉพาะเจาะจงและทันทีเพื่อให้เห็นผลจริงในช่วงเวลาจำกัดนี้

    นอกจากนี้เอกชนเห็นว่า 3 เรื่องหลัก ที่รัฐบาลควรเดินหน้าให้เร็วภายใน 4 เดือน คือ

    • ตั้งทีมเศรษฐกิจที่ดี เก่ง มีความเป็นมืออาชีพ และตัดสินใจได้เร็ว เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงาน ค่าเงิน หรือความผันผวนจากต่างประเทศ
    • เร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ที่ยังติดขัดอยู่ ถ้าเงินไม่ลงสู่ระบบ เศรษฐกิจก็จะไม่หมุน เงินงบประมาณเป็นกลไกหลักที่ทำให้เกิดการใช้จ่ายและลงทุน การเร่งเบิกจ่ายจึงเป็นสัญญาณที่สำคัญมาก
    • เร่งเดินหน้าท่องเที่ยวเชิงรุก เพราะนี่คือ Quick win ที่สามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศได้ทันที โดยเฉพาะการดึงนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซัน และต้องไม่ลืมที่จะกระจายรายได้ไปยังเมืองรอง ไม่ใช่เพียงจังหวัดหลักเพียง 4–5 จังหวัด เพราะเมืองรองอีกจำนวนมาก ที่เป็นทั้งธุรกิจท้องถิ่นและ SMEs โดยเฉพาะโรงแรมขนาดเล็ก หรือกิจการที่เป็นของคนไทย 100% ไม่ค่อยได้อานิสงส์ ดังนั้น ต้องกระจายให้ทุกจังหวัดได้รับประโยชน์ และลงให้ลึกที่สุดไปถึงระดับรากหญ้า

    อย่างไรก็ตามครม.ใหม่ที่ภาคเอกชนต้องการเห็นก็คือ ทีมเศรษฐกิจที่ทำงานเป็นทีม เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ประเทศต้องการตอนนี้ เนื่องจากประเด็นเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังเท่านั้น แต่เกี่ยวพันกับกระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์ เกษตรฯ และการท่องเที่ยวด้วย สามารถบูรณาการการทำงานได้อย่างจริงจัง ทุกวินาทีใน 4 เดือนนี้มีค่า จึงต้องการเห็นทีมที่ทั้งรู้ลึก รู้จริง และพร้อมตัดสินใจอย่างทันท่วงที เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคเอกชนและนักลงทุน

    พร้อมกันนี้ยังเสนออีกว่า โครงการ “คนละครึ่ง” เป็นมาตรการที่ดีและเคยพิสูจน์แล้วว่าได้ผล อีกทั้งแอปพลิเคชันนี้ก็มีพร้อมแล้ว ระบบมีความแม่นยำ โปร่งใส ใช้งานได้สะดวก รวดเร็วและประชาชนได้รับประโยชน์ทั่วถึง น่าจะสามารถกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจได้เร็วในสถานการณ์เช่นนี้ และย้ำว่าทุกวินาทีใน 4 เดือนนี้มีค่า รัฐบาลต้องรีบเร่งในการแก้ปัญหาปากท้องและฟื้นความเชื่อมั่น เพราะถ้าเศรษฐกิจทรุดหนักไปกว่านี้ การประคองก็จะยากขึ้น

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859674&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NvIKDSnfLjF7KMpXSUA2x