Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • หนุ่มไอทีวัย 32 คิดว่าไตเสื่อมเพราะ “มีเซ็กซ์บ่อย” แต่แพทย์ชี้ช็อก ต้นเหตุคือการกินสิ่งนี้!

    หนุ่มไอทีวัย 32 คิดว่าไตเสื่อมเพราะ “มีเซ็กซ์บ่อย” แต่แพทย์ชี้ช็อก ต้นเหตุคือการกินสิ่งนี้!

    มีเพศสัมพันธ์บ่อย เสี่ยง “ไตพัง” จริงหรือไม่? หนุ่มไอทีไปหาแพทย์ โอละพ่อกลายเป็นอีกโรค จากอีกสาเหตุ!

    หลายคน โดยเฉพาะผู้ชาย มักสงสัยว่า การมีเพศสัมพันธ์บ่อย ๆ จะทำให้ “ไตเสื่อม” หรือ “ไตอ่อนแอ” จริงหรือไม่? เรื่องนี้มีคำตอบจากทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีน ที่จะช่วยคลายข้อสงสัยให้ชัดเจน

    จากอาการป่วย…ถึงความเข้าใจผิดเรื่อง “ไตอ่อนแอ”

    กรณีของคุณจาง อายุ 32 ปี ผู้จัดการโครงการบริษัทไอทีในจีน ต้องทำงานดึกติดกันหลายเดือน จนเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย นอนหลับไม่สนิท ตื่นมายังรู้สึกเหนื่อย ระหว่างวันไม่มีแรง และหลังมีเพศสัมพันธ์กลับรู้สึกปวดหลังรุนแรง เดินขึ้นบันไดเพียงไม่กี่ขั้นก็หอบเหนื่อย

    เขาคิดว่าอาการทั้งหมดเกิดจาก “มีเพศสัมพันธ์บ่อยเกินไป” จึงซื้อยาบำรุงไตมากินเอง แต่แทนที่จะดีขึ้น กลับมีอาการร้อนใน และเป็นแผลในช่องปากเรื้อรัง

    จนกระทั่งวันหนึ่งเขาเกิดอาการปวดท้องรุนแรงขณะทำงาน เพื่อนร่วมงานพาส่งโรงพยาบาล และพบว่า ไตของเขายังปกติดี แต่มีอาการ กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง ตรวจพบเชื้อแบคทีเรีย HP และมีแนวโน้มเข้าสู่ระยะเริ่มต้นของมะเร็งกระเพาะอาหาร

    แพทย์ระบุว่า ตัวการที่แท้จริงคือ พฤติกรรมการกินอาหารเค็ม ใช้ชีวิตเครียด พักผ่อนไม่พอ ดื่มกาแฟเข้มถึงวันละ 3 แก้ว ซึ่งล้วนส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยตรง

    เพศสัมพันธ์ไม่ทำลายไต ถ้าทำอย่างพอดี

    ตามหลักแพทย์แผนจีน “ไตเป็นแหล่งเก็บสารพลังชีวิต” ที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ ฮอร์โมน และภูมิคุ้มกัน ส่วนในทางแพทย์แผนปัจจุบัน ไตคืออวัยวะที่ทำหน้าที่กรองของเสียและขับสารพิษออกจากร่างกาย

    การมีเพศสัมพันธ์อย่างเหมาะสม ไม่ส่งผลให้ไตเสื่อมหรืออ่อนแอ และไม่ทำให้ค่าการทำงานของไตผิดปกติ ปัญหาจะเกิดก็ต่อเมื่อร่างกายถูกใช้งานหนักเกินไป เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ ฮอร์โมนแปรปรวน หรือร่างกายอ่อนแอเรื้อรัง

    4 พฤติกรรมตัวจริงที่ทำลายไต

    1. กินเค็มเกินไป

    การบริโภคเกลือเกินวันละ 5 กรัม จะทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เสี่ยงความดันโลหิตสูง ไตเสื่อม และไตวาย นอกจากนี้ โซเดียมจากเกลือยังทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร เพิ่มโอกาสในการติดเชื้อแบคทีเรีย HP และเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร

    2. ใช้ยาเกินความจำเป็น

    การซื้อยากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะยาแก้ปวด เช่น ไอบูโพรเฟน หรือแอสไพริน อาจส่งผลให้ท่อไตถูกทำลาย และอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลัน นอกจากนี้ ยาบางชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9842318/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19XMXqd4YPIGFO-F_lhNI_

  • หวังปลดล็อกกฎหมายลูก “ขายเหล้า บ่าย 2 – 5 โมงเย็น” ในร้านอาหาร

    หวังปลดล็อกกฎหมายลูก “ขายเหล้า บ่าย 2 – 5 โมงเย็น” ในร้านอาหาร

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวถึงกรณีการปลดล็อกจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14:00–17:00 น. ว่า จากพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ประกาศไว้วันที่ 9 กันยายน 2568 ให้ยกเลิกมาตรา 3 ของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่

    Freepik/Freepik
    ผู้ประกอบการหวังปลดล็อกกฎหมายลูก “ขายเหล้า บ่าย 2 – 5 โมงเย็น” ร้านอาหาร ดึงต่างชาติ-เพิ่มรายได้ท่องเที่ยว

    โดยนายสรเทพ ระบุว่า แม้ตนเองไม่ใช่นักกฎหมาย แต่จากราชกิจจานุเบกษาฉบับล่าสุดโดยไม่มีข้อแม้อื่นๆ จึงทำให้ตนเกิดความหวังว่า เมื่อกฎหมายแม่ถูกยกเลิกไปแล้ว กฎหมายลูกทั้งหมดควรต้องถูกยกเลิกตามไปด้วยหรือไม่

    ต่อมานายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์ผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับหลักกฎหมายว่า “ห้ามขายสุราช่วงบ่าย ยังบังคับใช้” เพราะยังมีกฎหมายบางฉบับยังบังคับอยู่ โดยเฉพาะกฎหมายที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคย ลงนามไว้เมื่อ 23 มิถุนายน 2568 ซึ่งกำหนดให้ขายได้เฉพาะในท่าอากาศยานนานาชาติ สถานบริการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และโรงแรมที่มีใบอนุญาตโรงแรม

    นายสุรเทพ ให้ความเห็นว่า การปลดล็อกครั้งนี้เป็นความพยายามที่ตนผลักดันมากว่า 5 ปี โดยเฉพาะช่วง 14:00–17:00 น. จึงมองว่าเมื่อมีการยกเลิกมาตรา 3 ของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่ แล้วก็น่าจะยกเลิกกฎหมายบางฉบับที่เป็นกฏหมายลูกไปด้วย ซึ่งตนหมายถึงสำหรับร้านอาหารเท่านั้น ไม่รวมถึงร้านรีเทล มินิมาร์ท หรือผับบาร์ เนื่องจากช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่รายได้ร้านอาหารเสียหายมาก โดยเฉพาะร้านในโซนท่องเที่ยว 

    กฎหมายฉบับเดิมที่ออกมาเมื่อ 53 ปีก่อน มีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดการดื่มของข้าราชการ แต่ปัจจุบันบริบทเปลี่ยนไป ประเทศไทยเป็นประเทศท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่มักรับประทานอาหารช้ากว่าช่วงเวลาเที่ยง เช่น Late lunch หากไม่สามารถสั่งเครื่องดื่มได้ จะทำให้บรรยากาศร้านอาหารและรายได้ลดลง

    นอกจากนี้ นายสรเทพ กล่าวอีกว่า แม้ว่าจะมีการปลดล็อก แต่ร้านอาหารยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ เช่น ห้ามขายสุราให้ผู้ต่ำกว่า 20 ปี และกฎหมายเมาแล้วขับ หากบังคับใช้อย่างจริงจังก็สามารถช่วยป้องกันปัญหาได้

    ส่วนช่วงเวลา 14:00–17:00 น.นั้น เป็นช่วงที่คนทำงานแทบไม่มีเวลาออกมานั่งดื่ม แต่การปลดล็อกตรงนี้จะช่วยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถนั่งทานอาหารต่อเนื่องได้ ส่งผลให้ร้านอาหารมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพื่อขายแอลกอฮอล์ แต่เพื่อสร้างมูลค่าอาหาร

    ทั้งนี้ หากการปลดล็อกเป็นไปได้อย่างถูกต้อง ลูกค้าต่างชาติที่มักจะลุกออกจากร้านก่อน 14:00 น. สามารถนั่งทานอาหารต่อได้ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลให้กับร้านอาหาร และสนับสนุนคราฟต์เบียร์ คาเฟ่เล็ก ๆ ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/256852&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cobOdZ553Z_MF3irkiIsA

  • ส่งออกทองไปกัมพูชาพุ่ง 6.8 หมื่นล้าน กกร. หวั่นธุรกิจสีเทา จี้รัฐบาลตรวจสอบ

    ส่งออกทองไปกัมพูชาพุ่ง 6.8 หมื่นล้าน กกร. หวั่นธุรกิจสีเทา จี้รัฐบาลตรวจสอบ

    เศรษฐกิจ

    11 ก.ย. 2025 เวลา 14:53 น.

    ส่งออกทองไปกัมพูชาพุ่ง 6.8 หมื่นล้าน กกร. หวั่นธุรกิจสีเทา จี้รัฐบาลตรวจสอบ

    ส่อพิรุธ! ส่งออกทองไปกัมพูชาพุ่ง 6.8 หมื่นล้าน ดันบาทแข็งโป๊ก กกร. หวั่นพันธุรกิจสีเทา จี้รัฐบาลใหม่เร่งตรวจสอบ

    จากข้อมูลล่าสุดที่น่าตกใจ การส่งออกทองคำของไทยไปยังกัมพูชาในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – กรกฎาคม) พุ่งสูงถึง 2,149 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 68,000 ล้านบาท ส่งผลให้กัมพูชากลายเป็นจุดหมายการส่งออกทองคำอันดับ 2 ของไทย 

    รองจากสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งที่ปกติแล้วเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีเศรษฐกิจไม่ใหญ่นัก การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้สร้างข้อสงสัย และนำไปสู่การตั้งคำถามถึงเบื้องหลังของปรากฏการณ์นี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และผิดปกติ 

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้พิจารณาและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างจริงจัง 

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า การส่งออกทองคำจำนวนมหาศาลนี้ทำให้เงินตราต่างประเทศไหลเข้าสู่ประเทศอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการเงินบาทเพิ่มขึ้น และทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่เพิ่งลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งตามหลักแล้วจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง

    โดยประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ การที่กัมพูชาเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่อง “สแกมเมอร์” หรือแก๊งคอลเซนเตอร์ ค่อนข้างมาก ทำให้ กกร. เกรงว่าการส่งออกทองคำที่พุ่งสูงผิดปกตินี้อาจเกี่ยวข้องกับ ธุรกิจสีเทาหรือเศรษฐกิจใต้ดิน ที่ใช้ทองคำเป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน แม้จะยังไม่มีการยืนยัน 100% แต่ กกร. มองว่านี่คือ หนึ่งในปัจจัยที่ไม่คาดคิด และอยู่นอกระบบเศรษฐกิจที่ต้องเร่งตรวจสอบโดยด่วน

    อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น กกร. ได้ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนไปยังรัฐบาลชุดใหม่ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้เร่งแยกมูลค่าการค้าทองคำออกจากการคำนวณมูลค่าการส่งออกโดยรวม เพื่อให้เห็นภาพที่แท้จริงของการส่งออกสินค้าอื่นๆ และเพื่อประเมินความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ 

    นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ ธปท. เข้าไปดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทให้มีความเหมาะสม และไม่ผันผวนรุนแรงจนเกินไป เพราะการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนค่าผิดปกติจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการทุกภาคส่วน ทั้งภาคการส่งออก เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว

    การส่งออกทองคำที่พุ่งสูงผิดปกติไปยังกัมพูชาได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา เนื่องจากมันไม่เพียงแต่ส่งผลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเท่านั้น แต่ยังจุดประกายความกังวลว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน กกร. จึงหวังว่ารัฐบาลใหม่จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และเร่งดำเนินการตรวจสอบเพื่อปกป้องเศรษฐกิจไทยจากความเสี่ยงที่มองไม่เห็นในอนาคตอันใกล้นี้

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26I9umgKoON8mlrVHpGq9c

  • สกสว. เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยวิจัยและนวัตกรรม

    สกสว. เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยวิจัยและนวัตกรรม

    สกสว. เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยวิจัยและนวัตกรรม

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.34 น.

    กระทรวง อว. โดย สกสว. จัดการประชุมชี้แจงเป้าหมายการสนับสนุนงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และแนวทางการจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงานในระบบ ววน. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ ห้อง Crystal Hall ชั้น 3 โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก

    การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารทิศทางเชิงนโยบายการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ตลอดจนสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานในระบบ ววน. ให้สามารถจัดทำคำของบประมาณที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในงานประชุมนี้ได้มีการสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูง 2 ท่าน ได้แก่

                    •             ศาสตราจารย์ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เวลา 10.15 – 10.30 น.

                    •             ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เวลา 10.30 – 10.45 น.

    โดย ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวถึงเป้าหมายหลักของการจัดสรรงบประมาณ ววน. ปี 2570 ว่า จะมุ่งสร้าง “ภาพอนาคตประเทศไทย” ที่ขับเคลื่อนด้วยโจทย์วิจัยและนวัตกรรม โดยให้น้ำหนักการลงทุนในประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศ พร้อมทั้งชี้ว่าบทเรียนจากการเพิ่มงบประมาณในปี 2569 ได้สะท้อนความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์

    สำหรับแนวโน้มและทิศทางการวิจัย จะให้การสนับสนุนและส่งเสริมใน 5 ด้านหลัก ดังนี้ 1. การแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการขับเคลื่อน ววน. ต่อประเทศ ทั้งในมิติของการบูรณาการหลายสาขาวิชา และการกำหนดทิศทางที่ชัดเจนในการสร้างความเข้มแข็งของแต่ละสาขา ตลอดจนสะท้อนให้เห็นว่างานวิจัยมีเป้าหมายที่ชัดเจนและสามารถบรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรม 2. การดำเนินงานวิจัยที่มีความต่อเนื่อง พร้อมด้วยระบบติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ 3. การพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยให้มีจำนวนและศักยภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    4. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย โดยกำหนดกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเป้าหมาย รวมถึงการทำให้ระบบ ววน. มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ 5. การลงทุนด้านกลไกทางงบประมาณของประเทศ โดยกองทุน ววน. ถือเป็นกลไกหลัก แต่ยังต้องเชื่อมโยงกับแหล่งทุนและกลไกอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างรอบด้านและยั่งยืน

    ด้าน ศ.ดร.สมปอง ผู้อำนวยการ สกสว. ได้นำเสนอความสำเร็จของแผนงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุน ววน. ซึ่งสร้าง “Impact” ที่จับต้องได้ทั้งต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการแพทย์และเกษตรอัจฉริยะ พร้อมทั้งอธิบายถึงเกณฑ์การวัดผล (KPI) ที่ชัดเจนในการติดตามความสำเร็จของแผนงานวิจัย

    นอกจากนี้ สกสว. ยังได้สะท้อนความคาดหวังต่อภาคีเครือข่ายในระบบ ววน. ให้ร่วมกันใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยย้ำแนวคิด “SRI for ALL” เพื่อสานพลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ประเทศในอนาคต พร้อมเปิดเผยแผนการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงไปยังภาคประชาชนและภาคเอกชน เพื่อสร้างพื้นที่นำเสนอผลงานและระดมความเห็นด้านการวิจัยในระยะต่อไป

    โดยขั้นต่อไปแผนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในด้านการลงทุนด้านนี้ จะส่งเสริมหน่วยงานภายใต้ระบบ ววน. ให้สอดคล้องกับความท้าทายที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้แก่ เศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

    ซึ่งเป้าหมายเชิงนโยบายมุ่งเน้นการสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ่ด้วยการจัดสรรงบที่ไม่ทับซ้อนทว่าหนุนเสริมมกันและกัน ผ่านแผนงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4 แผนงาน ได้แก่ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศเพื่อรองรับวิจัยและนวัตกรรมของ 2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ 3.การต่อยอดเทคโนโลยีและรับถ่ายทอดเทคโนโลยี และ 4.ต่อยอดการพัฒนาที่ได้รับงบประมาณ ST เดิมหรืออยู่ในบัญชีโครงสร้างพื้นฐาน ST ของประเทศ

    การประชุมครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีชี้แจงเชิงงบประมาณเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสร้าง “ความเข้าใจร่วม” ระหว่างหน่วยงานในระบบ ววน. เพื่อนำไปสู่การจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่จะสามารถยกระดับประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

    -(016)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    สกสว.ประกาศรับสมัครผู้อำนวยการ สกสว. คนใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/913522&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aD1KAN1HoMOWCAZ9xYp0G

  • ทะลุหมื่นล้าน “วอลเลย์บอลชิงแชมป์โลก 2025-โมโตจีพี 2025” สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 13,478 ล้านบาท

    ทะลุหมื่นล้าน “วอลเลย์บอลชิงแชมป์โลก 2025-โมโตจีพี 2025” สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 13,478 ล้านบาท

    Thairath Sport

    • facebook
    • twitter
    • youtube
    • instagram
    • tiktok

    ไทยรัฐออนไลน์

    11 ก.ย. 2568 14:56 น.

    LightDark

    แชร์ข่าวนี้

    ทะลุหมื่นล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/sport/others/2882162&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YV0JsERN-LZ6MCAY-zN59

  • จับสัญญาณความเชื่อมั่นขาลงเริ่มแตะเบรกหลังมีครม.ใหม่

    จับสัญญาณความเชื่อมั่นขาลงเริ่มแตะเบรกหลังมีครม.ใหม่


    ม.หอการค้าฯมองทิศทางความเชื่อมั่นติดลบถูกเบรค หลังเห็นภาพชัดทีมเศรษฐกิจ เชียร์ ‘คนละครึ่ง’ ช่วยหมุนเงินในระบบส่งท้ายปีดันจีดีพีโตตามเป้า

    รศ.ดร.ธนวรรธน์  พลวิชัย  อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจธุรกิจ  เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนสิงหาคม 2568 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 51.7 เป็น 50.1  ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 32 เดือนนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566  เป็นต้นมา ซึ่งเป็นการสำรวจก่อนหน้าที่จะมีการฟอร์มทีมรัฐบาลชุดใหม่

    การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังจากศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยให้นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

    ขณะที่ผลกระทบจากสงครามการค้าที่สหรัฐฯ ได้ลดอัตราภาษีนำเข้าลงจาก 36% มาเหลือ 19% และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และฟื้นตัวได้ช้า

    “เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามการค้า ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แต่หลังจากมีการตั้งนายกฯคนใหม่และเริ่มเห็นภาพทีมเศรษฐกิจ ตลอดจนนโยบายกระตุ้น อย่าง ‘คนละครึ่ง’ ทำให้ค่อนข้างเห็นสัญญาณความเชื่อมั่นขาลงจะถูกเบรค หากผลงานรัฐบาลออกมาโดดเด่น ก็จะได้เห็นความเชื่อมั่นขาขึ้นนับจากนี้ไปแม้จะมีการยุบสภาก็ไม่มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยยังคงเป้าหมายจีดีพีปีนี้ไว้ที่ 2 %”

    อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี’69  เพื่อให้เกิดเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจ ส่วนมาตรการคนละครึ่ง เงินก้อนแรก 2.5 หมื่นล้านบาท หากเริ่มโครงการได้เดือนต.ค.จะทำให้เกิดการใช้จ่ายอย่างน้อย 5 หมื่นล้านบาทและถ้าใส่เงินเพิ่มลงไปอีกเท่าตัว เป็น 5 หมื่นล้านบาท ก็ยิ่งทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียน 1-1.5 แสนล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35292&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tFC7YONlxrZ8YICW12t-S

  • หุ้นไทยปิดพุ่ง 9.98 จุด ปัจจัยบวกใน-ตปท.หนุน คาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-เฟดหั่นดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยปิดพุ่ง 9.98 จุด ปัจจัยบวกใน-ตปท.หนุน คาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-เฟดหั่นดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    SET ปิดวันนี้ที่ 1,288.03 จุด เพิ่มขึ้น 9.98 จุด (+0.78%) มูลค่าซื้อขาย 46,753.07 ล้านบาท นักวิเคราะห์เผยตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับขึ้นรับแรงหนุนทั้งปัจจัยใน-นอก โดยในประเทศตอบรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและโผ ครม. ส่วนปัจจัยต่างประเทศคาดการณ์เฟดปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% สัปดาห์หน้า คืนนี้เกาะติดตามตัวเลข CPI สหรัฐหากอ่อนตัวเป็นปัจจัยหนุน แนวโน้มพรุ่งนี้ยังมีโมเมมตัมเชิงบวก SET มีลุ้นขึ้นไปแตะแนวต้าน 1,300 จุด แนวรับ 1,275 จุด

    • SET ปิดวันนี้ที่ 1,288.03 จุด เพิ่มขึ้น 9.98 จุด (+0.78%) มูลค่าซื้อขาย 46,753.07 ล้านบาท
    • การซื้อขายหุ้นวันนี้ดัชนีปรับตัวขึ้นแดนบวกตลอดวัน โดยทำจุดสูงสุดที่ 1,291.64 จุดนิวไฮรอบ 7 เดือน และทำจุดต่ำสุดที่ 1,279.48 จุด
    • ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้เพิ่มขึ้น 254 หลักทรัพย์ ลดลง 187 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 211 หลักทรัพย์

    นายวิจิตร อายะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บล.ลิเบอเรเตอร์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้นมา โดยมีโมเมมตัมดีได้รับแรงหนุนทั้งปัจจัยภายในและภายนอก

    ปัจจัยในประเทศ ไทยได้ผ่านการปลดล็อกการเมือง คาดหวังรัฐบาลชุดใหม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รายชื่อรัฐมนตรีที่มีรายงานข่าวออกมาก็ได้รับการตอบรับดีเช่นกัน โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี(ครม.) คนนอกกระทรวงสำคัญที่เริ่มเปิดตัวออกมาแล้ว ติดตามต่อไปที่จะประกาศรายชื่อครม.ทั้งหมด และการแถลงนโยบายของรัฐบาล

    ส่วนปัจจัยภายนอกคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดดอกเบี้ย หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอ ซึ่งตัวเลขจ้างงานอ่อนตัว ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สหรัฐออกมาต่ำกว่าคาด และคืนนี้ติดตามตัวเลข CPI สหรัฐ โดย FedWatch Tool คาดการณ์เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% และยังให้น้ำหนักราว 10% ว่าเฟดอาจจะปรับลดดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมสัปดาห์หน้า ซึ่งหากปรับลด 0.50% จะเป็น Positive Surprise

    แนวโน้มตลาดหุ้นไทยพรุ่งนี้คาดว่าจะโมเมมตัมบวกขึ้นต่อ มีลุ้นขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 1,300 จุด หลังจากวันนี้ดัชนี SET สามารถทำนิวไฮใหม่ในรอบ 7 เดือน ส่วนแนวรับ 1,275 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    • PTT มูลค่าการซื้อขาย 4,244.85 ล้านบาท ปิดที่ 33.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท
    • DELTA มูลค่าการซื้อขาย 3,083.94 ล้านบาท ปิดที่ 154.50 บาท เพิ่มขึ้น 6.50 บาท
    • THAI มูลค่าการซื้อขาย 1,587.82 ล้านบาท ปิดที่ 14.50 บาท ลดลง 0.30 บาท
    • CPALL มูลค่าการซื้อขาย 1,569.17 ล้านบาท ปิดที่ 47.75 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
    • KBANK (XD) มูลค่าการซื้อขาย 1,524.51 ล้านบาท ปิดที่ 167.50 บาท ลดลง 1.00 บาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/528828&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eKKY6YhpGt3GgoiVk_ZNg

  • หุ้นไทยปิดบวก 9.98 จุด รับความหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ-เฟดลดดอกเบี้ย

    หุ้นไทยปิดบวก 9.98 จุด รับความหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ-เฟดลดดอกเบี้ย

    ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 9.98 จุด โบรกฯ ชี้รับความวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่-กระแสเฟดลดดอกเบี้ย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหววันพรุ่งนี้ 1,280-1,300 จุด

    ดัชนีตลาดหุ้นไทย วันนี้ (11 ก.ย.2568) ปิดตลาดที่ 1,288.03 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 9.98 จุด หรือปรับเพิ่มขึ้น 0.78% มูลค่าการซื้อขาย 46,753.07 ล้านบาท ระหว่างวันขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 1,291.74 จุด และลงไปต่ำสุดที่ 1,279.48 จุด แบ่งตามประเภทนักลงทุน สถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 1,199.74 ล้านบาท บัญชี บล. ซื้อสุทธิ 15.89 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ 1,483.72 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปในประเทศ ขายสุทธิ 2,699.36 ล้านบาท  

    นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งแดนบวก เพราะได้แรงหนุนจากกระแสการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกอบกับคาดหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขึ้นทูลเกล้าในเร็วๆนี้ 

    นอกจากนี้ ความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังคงมีทิศทางที่ดี เพราะ TSMC รายงานยอดขายขยายตัวได้ 33% ในเดือน ส.ค. จึงเห็นแรงเก็งกำไรใน DELTA (เชิงจิตวิทยา) 

    ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคืนนี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) Bloomberg Consensus คาดการณ์ที่ 2.9%YoY

    สำหรับแนวโน้มวันพรุ่งนี้ (12 ก.ย.2568) ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1,280-1,300 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    PTT มูลค่าการซื้อขาย 4,244.85 ล้านบาท ปิดที่ 33.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

    DELTA มูลค่าการซื้อขาย 3,083.94 ล้านบาท ปิดที่ 154.50 บาท เพิ่มขึ้น 6.50 บาท

    THAI มูลค่าการซื้อขาย 1,587.82 ล้านบาท ปิดที่ 14.50 บาท ลดลง 0.30 บาท

    CPALL มูลค่าการซื้อขาย 1,569.17 ล้านบาท ปิดที่ 47.75 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    KBANK(XD) มูลค่าการซื้อขาย 1,524.51 ล้านบาท ปิดที่ 167.50 บาท ลดลง 1.00 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/730253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iyGnin_TZBH9ime8TQf9P

  • มองเศรษฐกิจ ‘กัมพูชา’ ในวันรุ่งและร่วง ผ่านอุตสาหกรรม ‘โซลาร์เซลล์จีน’

    มองเศรษฐกิจ ‘กัมพูชา’ ในวันรุ่งและร่วง ผ่านอุตสาหกรรม ‘โซลาร์เซลล์จีน’

    ต่างประเทศ

    มองเศรษฐกิจ ‘กัมพูชา’ ในวันรุ่งและร่วง ผ่านอุตสาหกรรม ‘โซลาร์เซลล์จีน’

    11 ก.ย. 2025 เวลา 14:22 น.

    “อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์” เคยได้ชื่อว่าเป็นธุรกิจที่เฟื่องฟูที่สุดแขนงหนึ่งในกัมพูชา จากการเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนจีน กลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญ ก่อนที่ภาษี 3,403% จากสหรัฐ จะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป

    “อุตสาหกรรมแผงโซลาร์เซลล์” เคยได้ชื่อว่าเป็นธุรกิจที่เฟื่องฟูที่สุดแขนงหนึ่งในกัมพูชา เคยมีมูลค่าการส่งออกข้ามทวีปสูงถึง 2.4 พันล้านดอลลาร์ (ราว 7.73 หมื่นล้านบาท) ในปี 2566 ก่อนที่หลังจากนั้นไม่ถึงสองปี ความเฟื่องฟูนี้จะถึงคราว “ล่มสลาย” เมื่อตัวเลขการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ลดลงถึง 99% เหลือเพียงหลัก 4.4 ล้านดอลลาร์ (ราว 141 ล้านบาท)

    นิกเกอิเอเชียรายงานว่า อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ของกัมพูชาเป็นตัวอย่างชั้นดีของการผ่านจุดสูงสุดและต่ำสุดจากผลกระทบ “สงครามการค้า” ระหว่างสหรัฐกับจีน

    ทัง เมงฮุต ผู้ประกอบการและผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลชาวกัมพูชา ยังไม่ยอมแพ้แม้ว่าจะเผชิญทางเลือกที่สาหัสทั้งคู่ไม่ว่าจะยอมรับภาษีนำเข้าอัตรา 3,403%” หรือการ “ปิดกิจการ” 

    โรงงานของเขาซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก “กลุ่มทุนจีน” อย่าง  Venus Energy และ VCOM Power System ได้ยกเลิกการผลิตโมดูลพลังงานแสงอาทิตย์ที่ต้องเสียภาษีนำเข้าโหดจากสหรัฐในปีนี้ และหันมาผลิตแผงโซลาร์เซลล์แบบฟิล์มบางที่เสียภาษีนำเข้าเพียง 19% แทน สินค้าตัวนี้ที่ชาวกัมพูชาเรียกว่าแผงโซลาร์เซลล์ “พิเศษ” พกพาได้สะดวกกว่าและมีราคาแพงกว่าแผงโซลาร์ปกติที่เคยเป็นสินค้าส่งออกใหญ่ที่สุดของกัมพูชา รองจากเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าเดินทางเท่านั้น

    “ก่อนหน้านี้เรามีบริษัทอยู่ 5 แห่ง แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2 แห่ง” เมงฮุตกล่าวกับนิกเกอิเอเชีย “แต่หากมีการเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้น เราก็ทำไม่ได้อีกต่อไป”

    มองเศรษฐกิจ 'กัมพูชา' ในวันรุ่งและร่วง ผ่านอุตสาหกรรม 'โซลาร์เซลล์จีน'

    อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ของกัมพูชาซึ่งเพิ่งจะอยู่ในช่วงเริ่มต้น ได้รับแรงหนุนการลงทุนจากจีน แต่การโจมตีอย่างต่อเนื่องของสหรัฐต่อการผลิตของทุนจีนในประเทศที่สาม กำลังผลักดันให้ผู้ผลิตต้องเปลี่ยนทิศทางหรือปิดตัวลงไป

    ในช่วงที่พีกที่สุดปี 2566 กัมพูชาเคยส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ถึง 2.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นสินค้าภาคการผลิตที่ไม่ใช่สิ่งทอที่มีการส่งออกมากที่สุดของกัมพูชา แซงหน้าสินค้าในกลุ่มยางรถยนต์และจักรยาน ในขณะที่การส่งออกรวมไปสหรัฐเพียงแค่ตลาดเดียวยังมีมูลค่าทะลุ 9 พันล้านดอลลาร์  

    มองเศรษฐกิจ 'กัมพูชา' ในวันรุ่งและร่วง ผ่านอุตสาหกรรม 'โซลาร์เซลล์จีน'

    ระหว่างปี 2561 – 2565 มีโรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์ที่เปิดดำเนินการในกัมพูชาทั้งหมดถึง 12 แห่ง โดยมีการจ้างแรงงานหลายพันคน แต่ข้อมูลล่าสุดจากกรมศุลกากรและสรรพสามิตของกัมพูชาพบว่าตัวเลขเหล่านี้กำลังปรับตัวลดลงมาก โดยกัมพูชาส่งออกแผงโซลาร์เซลล์เพียง 4.4 ล้านดอลลาร์ในช่วงหกเดือนแรกของปีนี้

    สหรัฐสอบใหญ่โซลาร์เซลล์อาเซียน

    ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ส่วนใหญ่เริ่มเปิดกิจการในกัมพูชา ในช่วงจังหวะที่สหรัฐกำลังสอบสวนเกี่ยวกับสินค้าเมดอินไชน่าตามที่ผู้ผลิตโซลาร์เซลล์ในสหรัฐยื่นฟ้องพอดี ในภายหลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ขยายเป้าหมายการสอบสวนไปยังแผงโซลาร์เซลล์จาก “กัมพูชา มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม” ตั้งแต่ปี 2561 โดยอ้างว่าประเทศเหล่านี้เป็นทางผ่านส่งออกของประเทศอื่นๆ และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐยังได้ขยายการสอบสวนนี้ไปยัง “อินโดนีเซีย ลาว และอินเดีย” ด้วย

    โรงงานในกัมพูชาที่เพิ่งตั้งพอจะมีเวลาได้หายใจช่วงสั้นๆ เนื่องจากอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ ให้เวลาปรับตัวโดยเริ่มบังคับใช้การเก็บภาษีลงโทษในช่วงกลางปี ​​2567 หลังจากนั้นอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ของกัมพูชาก็เริ่มซบเซาลง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่รับไม้ต่อก็ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับธุรกิจอีกครั้ง ด้วยการเก็บภาษีศุลกากร “ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ระหว่าง 534 – 3,403% 

    ภาษีนำเข้าโซลาร์เซลล์จาก “กัมพูชา” นั้นสูงกว่าที่เรียกเก็บจากอีกสามประเทศ โดย “มาเลเซีย” อยู่ระหว่าง 14.64 – 168.8% “ไทย” อยู่ระหว่าง 263.74 – 799.55% และ “เวียดนาม” อยู่ระหว่าง 68.15 – 542.64% นิกเกอิเอเชียพบว่าโรงงานบางแห่งในกัมพูชาต้องปิดตัวลง 

    บริษัท Solar Long PV Tech ในเมืองสีหนุวิลล์ ซึ่งเพิ่งส่งออกตามคำสั่งซื้อของ BYD America เมื่อเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา ได้ปิดกิจการลงแล้วในปีนี้จากการเปิดเผยของอดีตพนักงานรายหนึ่ง ซึ่งเปิดเผยด้วยว่าเจ้านายของเขาซึ่งเป็นชาวจีนได้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว

    แมทธิว ไนซ์ลี หุ้นส่วนของบริษัทกฎหมายและล็อบบี้ยิสต์ Akin Gump ในสหรัฐกล่าวว่า ขอบเขตของภาษีศุลกากรดูเหมือนจะขยายวงกว้างขึ้น จากเดิมที่เก็บภาษีกับแผงโซลาร์เซลล์ก็ขยายไปสู่ชิ้นส่วนประกอบของโซลาร์เซลล์และแผ่นเวเฟอร์ด้วย ปัจจุบันบริษัทของเขากำลังเจรจาภาษีให้กับลาว และยังเป็นล็อบบี้ยิสต์ให้กับรัฐบาลกัมพูชาด้วย แต่เขาตั้งข้อสังเกตว่าแนวทางของทรัมป์กำลังพลิกนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ

    “รัฐบาลทรัมป์เป็นกรณีศึกษาที่ยอดเยี่ยมในการพยายามหักล้าง… เศรษฐศาสตร์แบบริคาร์โด (แนวทางเศรษฐกิจที่พัฒนาโดยดาวิด ริคาร์โด เน้นทฤษฎีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ) เพราะเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ทั้งหมดที่นี่ เราต้องพึ่งพาการนำเข้าบ้าง” ไนซ์ลีกล่าวและเชื่อว่าความพยายามนี้จะไม่สำเร็จ “ครั้งสุดท้ายที่เราลองทำแบบนี้คือในช่วงทศวรรษ 1930 ด้วยภาษีสมูธ ฮอว์ลีย์ และทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่รุนแรงขึ้น”

    เนื่องด้วยกัมพูชาถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด จึงเคยได้รับการอนุเคราะห์สิทธิ GSP ในการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีอากรนำเข้าจากสหรัฐตลอดช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา แต่สภาคองเกรสสหรัฐได้ยุติการต่ออายุโครงการนี้ไปเมื่อช่วงปลายปี 2563 การเจรจาเรื่องภาษีศุลกากรจึงเป็นเรื่องใหม่สำหรับกัมพูชา ซึ่งแตกต่างจากศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาคอย่าง มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม

    “ในอดีตเรื่องนี้ไม่ได้สำคัญเท่าไรนัก เพราะเรามีข้อยกเว้น (จีเอสพี) และปริมาณการส่งออกของกัมพูชาโดยทั่วไปมีน้อยมาก…แต่เมื่อจีนเปลี่ยนเส้นทางการผลิต เราก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับจีน” เอ็ดวิน แวนเดอร์บรูกเกน หุ้นส่วนอาวุโสของบริษัทที่ปรึกษาด้านภาษีแอนเดอร์เซนในกัมพูชากล่าว และเสริมว่า “เราเป็นเหยื่อที่ถูกลูกหลงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1198392&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3on94aVWzqNHZeye2Wstx-

  • ทีมเศรษฐกิจ ภท.เชื่อ “คนละครึ่ง” จะเริ่มได้ภายใน 2 สัปดาห์ หลัง ครม.ใหม่ทำงาน

    ทีมเศรษฐกิจ ภท.เชื่อ “คนละครึ่ง” จะเริ่มได้ภายใน 2 สัปดาห์ หลัง ครม.ใหม่ทำงาน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หนึ่งในทีมเศรษฐกิจของพรรค กล่าวถึงความชัดเจนในการดำเนินโครงการคนละครึ่ง ว่า ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังเก็บข้อมูล และทำการบ้านอย่างหนัก พร้อมยืนยันว่า มีงบประมาณแน่นอน

    ทั้งนี้ เบื้องต้นจะใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 จำนวน 2.5 หมื่นล้าน ซึ่งหากคณะรัฐมนตรีใหม่เข้ามาทัน ก็สามารถนำงบประมาณส่วนนี้มาใช้ได้ แต่ต้องดูจากการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีผลต่อโครงการนี้ด้วย

    อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า หลังคณะรัฐมนตรีใหม่เริ่มทำงาน จะดำเนินโครงการดังกล่าวได้ภายใน 2 สัปดาห์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000087212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aHxuTxFLKjiuCUGfNIq5C