Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ทีดีอาร์ไอ” เปิดความท้าทาย “รัฐบาลใหม่” อย่าให้เกิดทุจริต-เล่นพรรคเล่นพวก

    “ทีดีอาร์ไอ” เปิดความท้าทาย “รัฐบาลใหม่” อย่าให้เกิดทุจริต-เล่นพรรคเล่นพวก

    “ทีดีอาร์ไอ” เปิดความท้าทาย “รัฐบาลใหม่” เตือน! อย่าให้เกิดทุจริต เล่นพรรคเล่นพวก คนในรัฐบาลฝ่าฝืนกฎหมายเอง และควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่ระยะยาว

    วันที่ 13 ก.ย.2568 ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงข้อเสนอถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ว่า นอกจากมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว เห็นว่า รัฐบาลควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ถึงแม้ว่าไม่ได้ทำให้ประชาชนเห็นผลงานได้ทันที แต่การปรับโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศมีความสำคัญมาก และรัฐบาลก็จะได้เครดิตในฐานะผู้ริเริ่ม

    ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างที่สามารถทำได้ทันที และเห็นผลได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ การแก้กฎระเบียบการอนุมัติ-อนุญาตต่าง ๆ ซึ่งทีดีอาร์ไอ เคยศึกษาวิจัยแล้วพบว่า หากทำในเรื่องที่สำคัญ เช่น การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าจะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจมหาศาล และยังแก้ปัญหาโครงสร้างได้อีกทางหนึ่งด้วย

    ดร.สมเกียรติ ยังกล่าวถึงโฉมหน้า ครม.ชุดใหม่ ที่มีสัดส่วนคนนอกหลายคน ว่า เป็นบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งจากภาคธุรกิจและภาคราชการที่จะมาช่วยบริหารประเทศและบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่ามีเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม แต่ก็ควรทบทวนรายรับรายจ่ายภาครัฐให้สมดุลกัน เพราะที่ผ่านมาภาระหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจจะถูกลดเครดิตเรตติง ซึ่งจะเกิดผลกระทบตามมาหลายอย่าง

    ดังนั้น รัฐบาลต้องทบทวนว่ารายจ่ายด้านใดที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยแต่ใช้เงินมาก และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่คุ้มค่าลง ขณะเดียวกันจะต้องมีแผนในการหารายได้ที่ชัดเจน

    ดร.สมเกียรติ ยังระบุอีกว่า นอกเหนือไปจากการปรับโครงสร้าง และการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ข้อควรระวังของรัฐบาลชุดใหม่ คือ อย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก หรือการฝ่าฝืนกฎหมายของคนในรัฐบาลเอง เพราะต่อให้สร้างผลงานดีเพียงใด แต่ถ้ามีเรื่องอื้อฉาวเข้ามาก็ยากที่จะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนได้

    นอกจากนี้ ดร.สมเกียรติ ยังมองว่า รัฐบาลควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนที่ทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ลักษณะเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จึงควรมี กรอ.ในรูปแบบที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยใน 3 ด้านผ่าน กรอ.ชุดย่อย คือ

    1.กรอ.ด้านกำลังคน โดยรัฐและเอกชนควรร่วมมือกันฝึกทักษะแรงงานให้คนไทยมีโอกาสทำงานที่ใช้ทักษะสูง ซึ่งจะทำให้มีรายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ

    2.กรอ.ด้านนวัตกรรม ประเทศไทยประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ราคาถูกกว่าได้ แม้ว่าการสร้างนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรริเริ่มทำให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้

    3.กรอ.ด้านกฎระเบียบ ทำหน้าที่ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ

    ดร.สมเกียรติ ยังฝากถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า โจทย์หนึ่งที่สำคัญของว่าที่รมว.พาณิชย์ คือ การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีฉบับใหญ่ที่ค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และกระจายความเสี่ยงของไทยท่ามกลางการกีดการค้าโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา การทำ FTA นี้จึงมีความสำคัญ แต่ต้องยกระดับกองทุน FTA ให้สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้ปรับตัวได้จริง

    ส่วนโจทย์ของกระทรวงต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ ดร.สมเกียรติ เผยว่า ต้องปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ ในช่วงที่มีการปิดชายแดนซัพพลายเชนที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงว่า หากอยู่ในภาวะแบบนี้เป็นไปยาวนานอาจทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องในไทยพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น

    RELATED

    TOP การเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/256978/amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aiMThmTigB3H-37oi8XUW

  • เศรษฐกิจพังคนตกงานของแพงระยับ เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ จะอยู่หาพระแสงอะไร | TOPNEWS

    เศรษฐกิจพังคนตกงานของแพงระยับ เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ จะอยู่หาพระแสงอะไร | TOPNEWS

    เศรษฐกิจพังคนตกงานของแพงระยับ เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ จะอยู่หาพระแสงอะไร

    • เผยแพร่ : 13/09/2025 15:45

    เศรษฐกิจพังคนตกงานของแพงระยับ เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ จะอยู่หาพระแสงอะไร

    #TOPNEWS #topupdate
    #กัมพูชา #เขมร #ทัพบก
    #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
    #ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย
    #กัมพูชายิงก่อน #cambodiaopendfire

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1313284&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sCPipSBhP1WbrKlMexF8k

  • ‘สสว.’ หนุน SMEs สร้างโมเดลธุรกิจบริการใหม่ ปั๊มเศรษฐกิจ 20 ล้าน

    ‘สสว.’ หนุน SMEs สร้างโมเดลธุรกิจบริการใหม่ ปั๊มเศรษฐกิจ 20 ล้าน

    นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว. ได้ดำเนินการยกระดับผู้ประกอบการ ให้สามารถสร้างโมเดลธุรกิจบริการใหม่ (New Service Business Model) เพื่อการเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

    โดยดำเนินการผ่านจัดโครงการสร้างนวัตกรรมบริการไทยเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน (Build ThailandInnovation Service) ปีงบประมาณ 2568 ผ่านกิจกรรม Hackathon เอาชนะปัญหาด้วยวิธีการใหม่

    ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ชนะเลิศจาก 2 รุ่น จำวน 10 กิจการ ได้รับโอกาสการเชื่อมโยงทางการตลาด เข้าร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 74 และ 75 สร้างมูลค่าทางเศรษกิจตลอดโครงการมากกว่า 20 ล้านบาท

    สำหรับโครงการดังกล่าวนั้น เปิดรับสมัครและคัดเลือกผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการนิติบุคคล ภาคบริการ ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรมที่พัก ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม เข้าร่วมโครงการ เพื่อรับการพัฒนาทักษะองค์ความรู้ทางธุรกิจเชิงการจัดการ 

    และสร้างนวัตกรรมธุรกิจภาคบริการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในโลกยุคใหม่ โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

    อย่างไรก็ดี หนึ่งในสิทธิประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับ คือ การพัฒนาทักษะองค์ความรู้ทางธุรกิจในรูปแบบเครือข่ายผ่านกิจกรรมต่างๆ

    โดยล่าสุดได้คัดเลือกผู้ประกอบการผลจากการดำเนินกิจกรรม Hackathon จำนวน 6 กิจการ เข้าร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 74 ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกรายได้รับการพัฒนาเชิงลึก และรับการคัดเลือกจำนวน 4 กิจการ เข้าร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 75

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638777&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ngjZU6PCCvgjMdwyHukz-

  • ‘เจนz’กับความเชื่อเรื่อง’ตายแล้วสูญ’

    ‘เจนz’กับความเชื่อเรื่อง’ตายแล้วสูญ’

    อาจด้วยเหตุเพราะหนังสือที่มีอยู่ในบ้าน คือเรื่อง ปรัชญาอินเดีย เรียบเรียงโดย อดิศักดิ์ ทองบุญ ซึ่งราชบัณฑิตยสภา เคยนำมาตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 เป็นหนังสือที่ต้องหยิบมาอ่านแล้ว-อ่านเล่า จนปาเข้าไปประมาณเที่ยวที่ 10 ไปแล้วเห็นจะได้ เพราะไม่เพียงแต่เป็นหนังสือที่ทำให้เรื่องยากๆ อย่างเรื่องปรัชญา อภิปรัชญา ไม่ว่าที่มีอยู่ในศาสนาพุทธ ศาสนาเชน ฮินดู หรือแม้แต่ลัทธินอกศาสนาครั้งโบร่ำโบราณของชาวอินเดีย อย่างลัทธิจารวาก ฯลฯ กลายเป็นเรื่องที่สามารถ เข้าถึง-เข้าใจ ได้ง่ายๆ โดยอาศัยประสบการณ์ การเรียนรู้ ของผู้ที่จบปริญญาโทด้านศาสนาและปรัชญา จากมหาวิทยาลัยพาราณสีในอินเดีย ต่างไปจากประเภทดอกเตอร์ นักวิชาการที่ไปเรียนรู้ปรัชญา อภิปรัชญา จากพวกฝรั่งตะวันตก แล้วมักถนัดในการทำให้เรื่องง่ายๆ กลายเป็นเรื่องยากซะเป็นส่วนใหญ่ จนส่งผลให้ผู้ที่สนใจในเรื่องราวเหล่านี้ แทบไม่ต่างอะไรไปจาก คนตาดี ที่ถูก คนตาบอด ลากไปปล้ำในถ้ำที่มืดมิด อะไรทำนองนั้น…

    ด้วยเหตุนี้…การที่ศาสตราจารย์พิเศษ อดิศักดิ์ ทองบุญ ที่กลายมาเป็นหนึ่งในคณะราชบัณฑิตยฯ ท่านตอบสนองข้อเสนอของเลขานุการสำนักราชบัณฑิตยฯ อาจารย์ นิคม จันทรวิทุร ด้วยการศึกษา ค้นคว้าเรื่องราวที่ท่านถนัดและเชี่ยวชาญ นั่นคือเรื่องของอภิปรัชญากับ ความเชื่อ ของผู้คนในสังคมไทย ที่ได้กลายมาเป็นบทบรรยายและกลายเป็นหนังสือว่าด้วยเรื่อง การทรงเจ้า-เข้าผี จึงเป็นอะไรที่น่าสนใจเอามากๆ จนต้องวานให้น้องๆ ไปขวนขวายหามาอ่านให้จงได้ และก็ใช้เวลาไม่เท่าไหร่ อ่านหนังสือเล่มบางๆ แค่ประมาณ 130 หน้า จบลงไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ต่อ เหตุผล และ ข้อสรุป ของผู้ที่เต็มไปด้วยความรู้ในเรื่องราวที่สุดแสนจะลึกซึ้ง ไปจนถึงความเฉียบขาด แหลมคม ในการอธิบาย ขยายความ ถึงสิ่งที่ มองเห็น และ มองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นผี สาง นางไม้ เทวดา มนุษย์ เปรต โลกนี้หรือโลกหน้า ฯลฯ

    นอกเหนือไปจากการศึกษา ค้นคว้า ของอาจารย์ อดิศักดิ์ โดยตรงแล้ว ยังได้นำความคิด ความเห็น เพิ่มเติมจากบรรดาราชบัณฑิตยฯ ในขณะนั้น ไม่ว่าอาจารย์ จำนง ทองประเสริฐ, อมร รักษาสัตย์, วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, ชัยอนันต์ สมุทวณิช, กีรติ บุญเจือ, ลิขิต ธีรเวคิน ฯลฯ มาใช้เป็นองค์ประกอบ ในการทำความเข้าใจถึงความคิด ความเชื่อ ของผู้คนในสังคมไทย ไม่ว่าตั้งแต่ครั้งที่ยังนับถือผี สาง นางไม้ ไปจนเมื่อครั้งพุทธศาสนาเข้ามามีบทบาทอันพอที่จะเห็นความผสมกลมกลืนกันได้ไม่ยาก เพราะต่างก็มี พื้นฐานแห่งความคิด-ความเชื่อ ในบางด้าน ไม่ถึงกับผิดแผก แตกต่าง ไปจากกันมากมายซักเท่าไหร่ โดยเฉพาะความเชื่อในการ มีอยู่จริง ของโลกนี้-โลกหน้า การเวียนว่าย-ตาย-เกิด นรก-สวรรค์ ฯลฯ อันเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ๆ ไม่คิดจะเชื่อ หรือไม่อยากจะเชื่อ ชนิดแทบไม่ต่างอะไรไปจากพวก ลัทธิจารวาก ในอินเดีย รุ่นก่อนหน้าพระพุทธเจ้า ที่ถูก ศาสนา ต่างๆ ลบหายไปจากสังคมอินเดียตั้งแต่ไม่รู้กี่ต่อกี่พันปีมาแล้ว…

    หรือพูดง่ายๆ ว่า…การศึกษา ค้นคว้า การนำเสนอต่อราชบัณฑิตยสภา ที่กลายเป็นหนังสือเรื่อง การทรงเจ้า-เข้าผี ของอาจารย์ อดิศักดิ์ ทองบุญ เล่มนี้ คงมุ่งที่จะปฏิเสธความเชื่อประเภท ตายแล้วสูญ ของบรรดาพวกคนรุ่นใหม่ทั้งหลาย โดยเฉพาะพวกที่หลง ละเมอ เพ้อพก อยู่กับแนวคิดตะวันตก จนทำให้สิ่งใดๆ ที่ มองไม่เห็น กลายเป็นสิ่งที่ ไม่มีอยู่จริง ไปซะทั้งสิ้น ทั้งปวง และนั่นเอง…ที่อาจเป็น เหตุปัจจัย สำคัญเอามากๆ อันทำให้ไม่ว่าสังคมไทยหรือสังคมโลก ต่างเต็มไปด้วยความสับสน อลหม่าน ความก้าวร้าว รุนแรง โหดเหี้ยม อำมหิต ไร้ความสุข ความสงบ สันติภาพ สันติธรรม ฯลฯ ยิ่งเข้าไปทุกที…

    ชนิดแม้กระทั่งสังคมอันเป็นที่เกิด ที่กำเนิด ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่าง สังคมเนปาล ทุกวันนี้ ใครที่มีโอกาสได้เห็นข่าวคราวเรื่องคนรุ่นใหม่ประเภทที่ถูกเรียกว่า เจน Z ทั้งหลาย บุกไปรุมกระทืบรัฐมนตรีรายต่างๆ แทบสลบคาเท้า บุกไปเผาบ้านนายกรัฐมนตรี เผาภรรยานายกรัฐมนตรีขณะยังเป็นๆ ด้วยเหตุเพราะไม่พอใจที่ถูกบีบบังคับในเรื่องการเล่นโซเชียลมีเดียเท่านั้นเอง ก็อาจพอเข้าใจได้ว่า ความเชื่อเรื่อง ตายแล้วสูญ นั้น เป็นอะไรที่น่าเกลียด น่ากลัว น่าชิงชังขยะแขยงไปถึงขั้นไหน??? เพราะขนาดยังไม่ได้ตาย สิ่งที่บรรดา เจน Z เหล่านี้ได้กระทำ หรือได้ ก่อกรรม ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ย่อมทำให้เขาทั้งหลายมีสภาพไม่ต่างไปจาก สัตว์นรก เปรต หรือ อสุรกาย ฯลฯ โดยแทบไม่ต้องเสียเวลาไปทำความเข้าใจกับเรื่องที่สุดแสนจะลึกซึ้ง อย่างเรื่องโลกนี้-โลกหน้า เรื่องชีวิตหลังความตาย หรือเรื่องจิตวิญญาณ ฯลฯ ใดๆ เอาเลยก็ว่าได้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/861123/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DOagNvvwcIPb3WDp5ffb8

  • “ทีมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-ทีม รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช” คว้าแชมป์ การแข่งขันตอบปัญหาทางกฎหมายทั่วประเทศ เนื่องในวันรพี ประจำปี พ.ศ. 2568

    “ทีมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-ทีม รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช” คว้าแชมป์ การแข่งขันตอบปัญหาทางกฎหมายทั่วประเทศ เนื่องในวันรพี ประจำปี พ.ศ. 2568

    วันนี้ (13 กันยายน 2568) นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลการแข่งขันตอบปัญหากฎหมายทั่วประเทศเนื่องในวันรพี ประจำปี พ.ศ. 2568 รอบชิงชนะเลิศชิงถ้วยรางวัลจากประธานศาลฎีกา พร้อมทุนการศึกษา โดยมีนายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นผู้กล่าวรายงาน ณ ห้องประชุมใหญ่ห้อง 601 ชั้น 6 อาคารสำนักงานศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

    การจัดการแข่งขันตอบปัญหากฎหมายเป็นกิจกรรมที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ปี 2554 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ด้วยการเผยแพร่พระประวัติและพระกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์ท่าน รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่สำคัญ และจำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยใช้กิจกรรมการแข่งขันตอบปัญหากฎหมายเป็นเครื่องมือส่งเสริมให้เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนโดยทั่วไปศึกษาค้นคว้าจนมีความรู้ความเข้าใจในหลักกฎหมาย และมีความสนใจศึกษากฎหมายมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติและสังคม

    สำหรับการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษา โดยจัดให้มีการแข่งขัน 2 รอบ คือ รอบคัดเลือก ได้ดำเนินการจัดการแข่งขันขึ้นในส่วนภูมิภาคแบ่งตามเขตอำนาจศาลในสังกัดสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาคทั้ง 9 ภาค และการแข่งขันในส่วนกลางกรุงเทพมหานคร

    โดยมีทีมที่เข้าร่วมโครงการทั้งประเทศรวม 509 ทีม ประกอบด้วย ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 345 ทีม และระดับอุดมศึกษา จำนวน 164 ทีม ซึ่งมีทีมที่ชนะผ่านการแข่งขันในรอบคัดเลือก ทั้งระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา รวมทั้งสิ้นจำนวน 64 ทีม ขณะที่รอบชิงชนะเลิศ ได้ดำเนินการแข่งขันเสร็จสิ้นในวันนี้แล้ว

    โดยทีมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชนะเลิศระดับอุดมศึกษา ได้รับโล่รางวัลจากประธานศาลฎีกา พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 100,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทีม A ได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 80,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทีม B ได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 60,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลชมเชย ได้แก่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมทุนการศึกษาทีมละ 20,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    ​ขณะที่ผลการแข่งขันระดับมัธยมศึกษา รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับโล่รางวัลจากประธานศาลฎีกา พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 100,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว ได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 80,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โรงเรียนวังไกลกังวลในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 60,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลชมเชย ได้แก่ โรงเรียนพรหมานุสรณ์ จังหวัดเพชรบุรี และโรงเรียนพรเจริญวิทยา จังหวัดบึงกาฬได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมทุนการศึกษาทีมละ 20,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    ประธานศาลฎีกา กล่าวให้โอวาทแก่ผู้เข้าแข่งขันว่า กิจกรรมการแข่งขันตอบปัญหากฎหมาย เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจหลักกฎหมายให้แก่เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนโดยทั่วไปได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผยแพร่ความรู้ทางด้านกฎหมายให้แก่เยาวชน ซึ่งถือเป็นอนาคตของชาติ และเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป อีกทั้ง ยังเป็นการน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ที่ทรงมีคุณูปการต่อวงการกฎหมายและวงการศาลไทยอย่างอเนกอนันต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/241524&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f49_08WkjQI_5S5EmXTMv

  • –

    ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
    webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
    ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
    กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

    Social Media

    Copyright © 2025 Naewna.com All right reserved  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/913882&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mZ-IWYQpr79Bo3LEJ9x0F

  • เศรษฐกิจภูมิภาค เดือน ก.ค. เงินเฟ้อลดลง 0.70% แต่ความเชื่อมั่นฯฟื้นตัว

    เศรษฐกิจภูมิภาค เดือน ก.ค. เงินเฟ้อลดลง 0.70% แต่ความเชื่อมั่นฯฟื้นตัว

    สำนักงานนโยบายและบุทธศาสตร์การค้ารายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าภูมิภาค ประจำเดือนกรกฎาคม 2568 โดยภาพรวมดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ในภาพรวมลดลง 0.70% มีปัจจัยหลักจากการลดลงของราคาสินค้ากลุ่มผักสด ผลไม้สด และของใช้ส่วนบุคคล และกลุ่มพลังงาน (น้้ามันเชื้อเพลิง และค่ากระแสไฟฟ้า)ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (หักสินค้าอาหารสดและพลังงาน) เดือน ก.ค. 68 ในภาพรวมสูงขึ้น 0.84% และเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาค 

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน กรกฎาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าแต่ยังอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นที่ระดับ 48.4 โดยมีเพียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 53.5 ส่วนภาคอื่น ๆ อยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นจำนวนนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้ง เดือน ก.ค. 68 ภาพรวมอยู่ที่ 7,710ราย ลดลง 1.6% โดยภาคใต้ ลดลงต่ำสุด 12.4% ภาคเหนือ เพิ่มขึ้น 14.4% และภาคกลาง เพิ่มขึ้น 6.5% 

    นอกจากนี้จำนวนนิติบุคคลจดทะเบียนเลิก เดือน ก.ค. 68 ภาพรวมอยู่ที่ 1,825 ราย ลดลง 3.4% โดยภาคเหนือ ลดลงต่ำสุด 12.7% ภาคใต้ เพิ่มขึ้นมากที่สุด 21.1%

    เศรษฐกิจกรุงเทพฯ และปริมณฑล

    ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 0.53%

    ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 1.02%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 45.9 จากเดือนก่อนหน้า (43.6) อยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น

    ขณะที่จำนวนจดทะเบียนจัดตั้ง ลดลง 4.7% จำนวนจดทะเบียนเลิก ลดลง 2.1%

    เศรษฐกิจภาคกลาง 

    ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 1.03% และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 0.61%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 46.1 จากเดือนก่อนหน้า (45.1) อยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น

    ขณะที่ จำนวนจดทะเบียนจัดตั้ง เพิ่มขึ้น 6.5% จำนวนจดทะเบียนเลิก ลดลง 6.3%

    เศรษฐกิจภาคเหนือ

    ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 0.66% ด้านดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 0.67%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 46.7 จากเดือนก่อนหน้า (45.5) อยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น

    ด้านจำนวนจดทะเบียนจัดตั้ง เพิ่มขึ้น 14.4% จำนวนจดทะเบียนเลิก ลดลง 12.7%

    เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 0.83% และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 0.63%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 53.5 จากเดือนก่อนหน้า (50.4) อยู่ในช่วงเชื่อมั่น

    ด้านจำนวนจดทะเบียนจัดตั้ง ลดลง 6.6% และ จำนวนจดทะเบียนเลิก ลดลง 12.3%

    เศรษฐกิจภาคใต้

    ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 0.23% และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 1.36%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 47.9 จากเดือนก่อนหน้า (47.1) อยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น

    ขณะที่ จำนวนจดทะเบียนจัดตั้ง ลดลง 12.4% จำนวนจดทะเบียนเลิก เพิ่มขึ้น 21.1%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/638815&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00uNzqXoL7Du5HhKMFLZCG

  • นักวิชาการ แนะ 4 เดือน รัฐบาล เร่งฟื้นเศรษฐกิจ หวัง ‘รมต.คนนอก’ มีอิสระทำงาน

    นักวิชาการ แนะ 4 เดือน รัฐบาล เร่งฟื้นเศรษฐกิจ หวัง ‘รมต.คนนอก’ มีอิสระทำงาน

    เศรษฐกิจ-ธุรกิจ

    13 ก.ย. 2025 เวลา 11:19 น.

    นักวิชาการ แนะ 4 เดือน รัฐบาลฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ หวัง ‘รมต.คนนอก’ มีอิสระในการทำงาน แนะลดค่าครองชีพ – ลุย Investment Roadshow

    13 ก.ย. ผศ. ดร.ธันยพร สุนทรธรรม อาจารย์คณะวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา (TIARA) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้เทคนิคการมองอนาคต (Foresight and Futures Studies) เปิดเผยว่า สิ่งที่ประชาชนเฝ้าติดตามมากที่สุดและเป็นบทพิสูจน์ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล คือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งการดึงบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจมาร่วมรัฐบาลในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นปัจจัยบวกเชิงสัญลักษณ์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ตลอดจนภาคประชาชนเป็นอย่างมาก ส่วนตัวมองว่าฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่มีหน้าตาสวย แต่จะสร้างผลงานได้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับความเป็นอิสระ และการเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นสามารถทำงานได้ตามความคิดของเขา 
    ผศ. ดร.ธันยพร กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งทำคือการประกาศแผนงานระยะเร่งด่วน (Quick wins) ให้ชัดเจนว่าในระยะ 4 เดือนนี้ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง ซึ่งต้องเป็น Quick wins ที่เกิดจากการวางแผนร่วมกันแบบสอดประสานกันของกระทรวงที่รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน โดยสิ่งที่คาดหวังในเดือนแรก คือการประกาศความพร้อมของคณะทำงานในแต่ละกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ว่าจะสามารถสอดประสานการทำงานร่วมกันแบบข้ามกระทรวงได้ โดยไม่แบ่งแยกต่างฝ่ายต่างทำกันไปแบบเดี่ยวๆ พร้อมกับการเร่งประกาศนโยบายลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน รวมไปถึงการฉายภาพให้เห็นถึงมาตรการที่ชัดเจนในการรับมือกับเรื่องภาษีทรัมป์ 

    ส่วนเดือนที่สอง รัฐบาลควรให้ความสำคัญไปที่การช่วยเหลือ บรรเทาแรงกดดันให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถเดินต่อไปได้ หรือจะเป็นการเร่งออกมาตรการอำนวยความสะดวกให้โครงการลงทุนใหม่ๆ เช่น การตั้งโรงงาน การตั้งนิคมอุตสาหกรรม การนำเข้าเทคโนโลยีเครื่องจักร ฯลฯ ขณะที่เดือนที่สาม ควรมุ่งเน้นความสำคัญไปที่การสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ โดยจัดทำกิจกรรมการเชิญชวนการลงทุน (Investment Roadshow) ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ Next Gen เช่น อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) ฯลฯ 
    “ระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน คงไม่สามารถทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจที่จะลงทุนในทันที แต่อย่างน้อยก็สร้างแรงบันดาลใจเริ่มต้นให้เกิดการหันมามองโอกาสและความเป็นไปได้ของประเทศไทยมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงแรกรัฐมนตรีคนนอกอาจต้องใช้เวลาปรับตัวมากพอสมควร เนื่องจากบางท่านคุ้นชินกับวิธีการทำงานแบบเอกชน บางท่านคุ้นเคยกับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีความแตกต่างไปจากระบบราชการ” ผศ. ดร.ธันยพร กล่าว

    นักวิชาการ แนะ 4 เดือน รัฐบาล เร่งฟื้นเศรษฐกิจ หวัง ‘รมต.คนนอก’ มีอิสระทำงาน

    ด้าน ศ. ดร.ภวิดา ปานะนนท์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หนึ่งในตัวชี้วัดความท้าทายทางเศรษฐกิจของไทยในวันนี้ คือผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยสถาบันสถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปี 2025 ที่รายงานว่า ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันร่วงลงไปอยู่อันดับที่ 30 จากอันดับที่ 25 ในปีที่แล้ว และเป็นประเทศที่รั้งอันดับท้ายๆ ในภูมิภาค โดยอยู่ในอันดับที่ 11 จากทั้งหมด 14 ประเทศ โดยสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้ประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญหาระยะสั้นมากมาย แต่สิ่งที่เป็นตัวชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหลายอย่างมาจากการสะสมกันของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไข 
    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในระยะสั้นของรัฐบาลที่มีระยะเวลาไม่มากนัก สิ่งที่ควรเร่งทำคือการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ซึ่งความไม่เชื่อมั่นเกี่ยวข้องกับการมองไม่เห็นถึงความแน่นอนของฉากทัศน์การเมืองไทยว่าจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ เช่น จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ มีการเลือกตั้งเมื่อใด ฯลฯ ดังนั้นรัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนทางการเมืองด้วย
    “การเร่งสร้างความชัดเจนเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ทำได้ จริงอยู่ว่ามันอาจจะไม่ใช่นโยบายด้านเศรษฐกิจโดยตรง แต่การมีความชัดเจนในเส้นทางทางการเมือง อย่างน้อยที่สุดก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและคนในประเทศได้ว่าการขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลครั้งนี้คือการลุกขึ้นมาแก้ปัญหา พูดจริงทำจริงตามกรอบระยะเวลาที่ได้ให้สัญญาไว้แล้วคืนเสียงให้กับประชาชนเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ส่วนตัวเชื่อการที่รัฐบาลจะมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีได้ เขาจะต้องทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีกลไกนอกระบบประชาธิปไตยเข้ามาทำให้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน และหยุดชะงักการพัฒนาเศรษฐกิจ” ศ. ดร.ภวิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1198651&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bTeHjlf6FfN7vq6MX2n5x

  • เชียงรายพลิกเกม! ปั้นประเพณีโล้ชิงช้าสู่ Soft Power ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    เชียงรายพลิกเกม! ปั้นประเพณีโล้ชิงช้าสู่ Soft Power ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    เชียงรายเดินหน้า “โล้ชิงช้า” สู่ Soft Power ชนเผ่า ฟื้นพลังชุมชน–ยกระดับท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

    เชียงราย, 13 กันยายน 2568 – ท้องฟ้าแม่จันยามบ่ายคล้อยโปรยฝนบางเบา ลานวัฒนธรรมบ้านแสนสุข ตำบลศรีค้ำค่อยๆ แน่นขนัดด้วยผู้คนในชุดพื้นเมืองหลากสีสัน ชายหญิงอาข่าประดับหมวกเงิน กลิ่นอาหารพื้นถิ่นลอยคลุ้ง เสียงกลองไม้ดังประสานกับเสียงหัวเราะ – บรรยากาศทั้งหมดพาให้พิธีเปิดงานประเพณีโล้ชิงช้า “บ่อง ฉ่อง ตุ๊” ปี 2568 กลับมามีชีวิตอีกครั้ง พร้อมสัญญาณที่ชัดเจนว่าจังหวัดเชียงรายกำลังเปลี่ยน “ทุนทางวัฒนธรรม” ให้เป็น Soft Power ชนเผ่า อย่างมีทิศทาง

    งานครั้งนี้จัดโดย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลศรีค้ำ โดยมี นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานในพิธี และสนับสนุนงบประมาณ 100,000 บาท เพื่อฟื้นฟูประเพณีสำคัญของชาวอาข่าให้กลับมาโดดเด่นในปฏิทินท่องเที่ยวชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เป้าหมายไม่ใช่เพียงจัดงานปีละครั้ง แต่ต้องการต่อยอดให้กลายเป็น จุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวมาได้ “ทั้งปี” ภายใต้สโลแกนที่ผู้บริหาร อบจ. ย้ำชัด “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ

    จากพิธีบูชาฝนสู่เวที Soft Power เรื่องเล่าที่จับใจและจับต้องได้

    โล้ชิงช้า หรือที่ชาวอาข่าเรียกว่า “บ่อง ฉ่อง ตุ๊” เป็นประเพณีศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนบนพื้นที่สูง จัดในช่วงฤดูฝนเพื่อขอพรให้ ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชผลอุดมสมบูรณ์ และเป็นวาระที่ชาวอาข่าซึ่งกระจายอยู่หลายหมู่บ้านจะ กลับมาพบปะสังสรรค์ ซ่อมแซมความสัมพันธ์ข้ามรุ่น ระหว่างผู้อาวุโสกับเยาวชน ประเพณีจึงทำหน้าที่มากกว่านิทรรศการกลางแจ้ง – มันเป็น โครงสร้างทางสังคม ที่ทำให้ชุมชนแข็งแรง

    ปีนี้เวทีถูกออกแบบให้เห็น “กระดูกสันหลัง” ของพิธีอย่างครบถ้วน ตั้งแต่การตั้งเสาชิงช้าแบบอาข่า การแต่งกายตามจารีต การละเล่นและการเต้นประกอบจังหวะที่สืบทอดกันมา ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ผู้มาเยือนเรียนรู้ความหมายภายในของพิธีโดยไม่ล่วงล้ำ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ของชุมชน – แนวทางที่สะท้อนวุฒิภาวะด้านการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (cultural tourism) ที่เคารพเจ้าของมรดกโดยตรง

    นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ กล่าวว่า “งบประมาณ 100,000 บาทเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เราย้ำเสมอว่าเป้าหมายไม่ใช่ ‘จัดงานให้มีคนมา’ เพียงครั้งเดียว แต่เป็นการ คืนความภาคภูมิใจ ให้ชุมชน และทำให้ประเพณีอยู่ได้ด้วยตนเองในระยะยาว เชียงรายต้องเติบโตบนรากของเราเอง”

    ทำไม “โล้ชิงช้า” ตอบโจทย์เชียงรายเวลานี้

    1. ตรงกับแนวโน้มการท่องเที่ยวโลก – ผู้เดินทางหลังโควิด-19 มองหาประสบการณ์ จริงแท้ (authentic) และ เรียนรู้ (learning-based) มากขึ้น ประเพณีโล้ชิงช้าตอบโจทย์ทั้งสองข้อ เพราะเปิดให้สัมผัสวิถีชนเผ่าที่มีบริบท–พิธีกรรม–อาหาร–งานช่างฝีมือครบวงจร
    2. กระจายผลประโยชน์ได้กว้าง – ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่ชุมชนโดยตรง ตั้งแต่โฮมสเตย์ มัคคุเทศก์ท้องถิ่น ร้านอาหารพื้นถิ่น ไปจนถึงสินค้าหัตถกรรมโบราณ–ร่วมสมัย เศรษฐกิจฐานรากหมุนเวียนเพิ่มทวีคูณ
    3. ต่อยอด Soft Power เชียงราย – จังหวัดนี้มีแบรนด์วัฒนธรรมเข้มแข็งอยู่แล้ว (ศิลปะร่วมสมัย วัดร่องขุ่น ขัวศิลปะ กาแฟบนดอย) เมื่อเชื่อมกับ ประเพณีชนเผ่า จะยิ่งสร้างภาพจำที่แตกต่างจากจังหวัดท่องเที่ยวอื่นในภาคเหนือ
    4. เกื้อกูลความมั่นคงทางสังคม – งานประเพณีทำให้เยาวชนรู้สึก “ภูมิใจในรากเหง้า” ลดแรงดึงดูดของพฤติกรรมเสี่ยง และสร้างบทสนทนาใหม่ระหว่างคนเมืองกับคนดอยบนฐานของความเข้าใจ ไม่ใช่ความเหมารวม

    จาก “งานวัฒนธรรม” สู่ “ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว” 6 ยุทธศาสตร์ให้ถึงฝั่งยั่งยืน

    ผู้สื่อข่าวสรุปประเด็นจากเวทีและการพูดคุยรอบงาน กลั่นเป็น 6 ยุทธศาสตร์ ที่ทำให้โล้ชิงช้าเดินหน้าอย่างมีคุณภาพและเคารพเจ้าของวัฒนธรรม

    1) พิทักษ์แก่นพิธี ก่อนโปรโมต

    หัวใจคือ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และลำดับพิธี ต้องกำหนด เขตถ่ายภาพ–เขตห้ามเข้า คู่ไปกับการบอกเล่าความหมายที่ถูกต้อง ชุมชนเป็นผู้กำกับ (community-led) เพื่อไม่ให้พิธีถูก “ทำให้ดูง่าย” จนหลุดจากบริบทเดิม

    2) ยกระดับประสบการณ์ผู้มาเยือน

    จุดบริการนักท่องเที่ยวควรมี ป้ายสองภาษา (ไทย–อังกฤษ เพิ่มภาษาจีน/เกาหลีตามตลาดเป้าหมาย) QR Code สำหรับอ่านเรื่องราว–เส้นทางเรียนรู้, เจ้าบ้านอาสา คอยต้อนรับ, และ แพ็กเกจครึ่งวัน/เต็มวัน เชื่อมกิจกรรมเรียนรู้อื่น (ผ้าปักอาข่า, ครัวชนเผ่า, เดินป่าศึกษาพืชวัฒนธรรม)

    3) ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม

    ตั้งระบบ ความปลอดภัยชิงช้า (ตรวจเสา–เชือก–โครงสร้างตามรอบ), ทำ แผนฝนฟ้า–ไฟฟ้า–การแพทย์ฉุกเฉิน, ใช้ แนวคิดงานสีเขียว (Green Event) ลดพลาสติกครั้งเดียวทิ้ง ตั้งจุดคัดแยกขยะ และจัดการน้ำเสียจากครัวชุมชน

    4) ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรม

    กำหนด อัตราค่าบริการมาตรฐาน สำหรับไกด์ท้องถิ่น–โชว์วัฒนธรรม–โฮมสเตย์ พร้อม ระบบแบ่งปันรายได้ ที่โปร่งใสระหว่างกลุ่มอาชีพ/กองทุนชุมชน เพื่อให้คนในหมู่บ้าน “รู้สึกได้” ว่าการท่องเที่ยวคุ้มค่าและควรร่วมดูแลต่อ

    5) การตลาดบนเรื่องเล่าจริง (Story-driven Marketing)

    สร้าง สตอรี่ไลน์ เช่น “กลับบ้านหน้าโล้ชิงช้า”, “เมล็ดกาแฟ–เมล็ดข้าว–เมล็ดรอยยิ้ม” ผลิตคอนเทนต์สั้นที่เล่าผ่านผู้เฒ่า–เยาวชน–แม่ค้า–ช่างฝีมือ แล้วเชื่อมกับ ปฏิทินเที่ยวทั้งปีของเชียงราย ให้ผู้มาเยือนวางแผน “เที่ยวทั้งอำเภอ” ไม่ใช่แค่แวะถ่ายรูป

    6) ข้อมูลและการประเมินผล

    หลังจบงาน ควรมี ชุดตัวชี้วัด ที่ชุมชนและท้องถิ่นร่วมกันเก็บ เช่น จำนวนผู้มาเยือน ระยะเวลาพำนัก รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน ความพึงพอใจของเจ้าบ้าน–ผู้มาเยือน และตัวชี้วัดพิทักษ์วัฒนธรรม (เช่น จำนวนเยาวชนที่เข้าร่วมพิธี) เพื่อปรับปรุงในปีถัดไป

    บทบาทร่วมของรัฐ–ชุมชน–เอกชน

    แม้ในพิธีเปิดจะเน้นบทบาทของ อบจ. แต่เบื้องหลังคือ ทีมสามประสาน ที่เดินหน้าไปด้วยกัน

    • ท้องถิ่น (อบต.ศรีค้ำ) ทำหน้าที่ประสานงานชุมชน จัดการจราจร จุดบริการ–จุดปฐมพยาบาล และดูแลความเรียบร้อยโดยเคารพขนบธรรมเนียม
    • ชุมชนอาข่า เป็นเจ้าภาพพิธี ตัดสินใจเรื่องเขตศักดิ์สิทธิ์ ลำดับพิธี และคัดเลือกตัวแทนเล่าเรื่อง (culture docents) เพื่อให้เสียงของชุมชนเป็นศูนย์กลาง
    • เอกชนท่องเที่ยว–วิสาหกิจชุมชน ร่วมออกแบบแพ็กเกจ รับ–ส่งนักท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม สนับสนุนอุปกรณ์เสียง–แสงอย่างพอดีไม่รบกวนพิธี

    โมเดลนี้ทำให้งานครั้งนี้ ไม่ใช่งาน “ของใครคนหนึ่ง” แต่เป็นสินทรัพย์ร่วมของเมือง – เมื่อทุกฝ่ายมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นธรรม ความร่วมมือก็พร้อมเดินระยะยาว

    เชื่อมโยงเครือข่าย จากแม่จันสู่เส้นทางชนเผ่าทั้งจังหวัด

    เชียงรายมีเครือข่ายหมู่บ้านชนเผ่าหลากหลาย ทั้งอาข่า ลาหู่ เมี่ยน ไทลื้อ กะเหรี่ยง ฯลฯ กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานวิชาการเคยชี้ชวนให้พัฒนา เส้นทางวัฒนธรรมชนเผ่า” (Ethnic Culture Route) ที่ไม่ใช่การจัดแสดงแบบจำลอง แต่คือการพาผู้มาเยือน เข้าไปเรียนรู้ในพื้นที่จริง ด้วยกติกาที่ชุมชนกำหนดเอง โล้ชิงช้าแม่จันจึงสามารถเป็น จุดตั้งต้น ของเส้นทางดังกล่าว เชื่อมต่อไปยังบ้านสันติคีรี (แม่สลอง) บ้านจะแล บ้านเทอดไทย หรือพื้นที่กาแฟ–ชา–ผ้าปักที่ผู้มาเยือนอยากสัมผัส

    หากบูรณาการร่วมกับ เทศกาลศิลปะร่วมสมัยของเชียงราย ที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว เมืองจะมี จังหวะท่องเที่ยว” ที่ไหลลื่นตลอดปี – หน้าฝนเที่ยวโล้ชิงช้า หน้าหนาวชมศิลปะ–กาแฟ หน้าร้อนท่องวัฒนธรรมริมโขง – ทำให้สโลแกน “เที่ยวได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” มีความหมายมากกว่าแคมเปญประชาสัมพันธ์

    ประเด็นที่ต้องระวังความนิยมต้องไม่กลบคุณค่า

    เมื่อ Soft Power เริ่มทำงาน ความนิยม (popularization) ย่อมไหลตามมา ความเสี่ยงสำคัญมี 3 ประการที่จังหวัดและชุมชนต้องรับมืออย่างรอบคอบ

    1. การฉวยใช้สัญลักษณ์ – การผลิตสินค้าที่ “เลียนแบบ” ลวดลายอาข่าโดยไม่ขออนุญาตหรือไม่แบ่งปันประโยชน์ อาจสร้างบาดแผลทางวัฒนธรรม จำเป็นต้องมีแนวทาง สิทธิในทรัพย์สินทางวัฒนธรรม ของชุมชนอย่างชัดเจน
    2. ความแออัดและแรงกดดันต่อทรัพยากร – หากจำนวนผู้มาเยือนพุ่งสูงโดยไม่มีระบบจัดการ อาจกระทบทั้งพิธีและวิถีชีวิต ต้องกำหนด เพดานผู้เข้าชม ในบางช่วง และชี้ทางไปยังกิจกรรม–หมู่บ้านอื่นเพื่อกระจายตัว
    3. ภาพจำที่ทำให้ตายตัว (stereotype) – การนำเสนอชนเผ่าควรสะท้อน ชีวิตจริงที่มีหลายมิติ ไม่ใช่โรแมนติไซส์เฉพาะชุดพื้นเมืองหรือการเต้น ต้องเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเล่าเรื่องชีวิตร่วมสมัยของตนเองควบคู่กับพิธีกรรม

    การรับมือความท้าทายเหล่านี้จะทำให้ Soft Power ของเชียงรายแข็งแรง – เป็นพลังที่ ยกชุมชนทั้งยวง ไม่ใช่พลังที่ผลักให้บางคนยืนหน้าเวทีและบางคนถอยไปเป็นเพียงฉากหลัง

    เส้นชัยที่ชื่อว่า “ยั่งยืน” สิ่งที่เชียงรายพิสูจน์ให้เห็น

    ภาพรวมของงานปี 2568 สะท้อน 3 หลักคิดที่ชัดเจน

    • เคารพรากเหง้า – ชุมชนเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ
    • ทำให้เข้าถึงง่าย – ใช้ภาษา/สื่อ/แพ็กเกจที่ผู้มาเยือนเข้าใจได้โดยไม่ทำลายพิธี
    • เชื่อมเศรษฐกิจฐานราก – รายได้กระจายถึงครัวเรือนและกองทุนชุมชนอย่างเป็นธรรม

    ทั้งหมดคือองค์ประกอบของ ความยั่งยืน ที่ไม่ใช่คำสวยหรู หากแต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริงในลานโล้ชิงช้าแม่จัน เชียงรายจึงไม่ได้เพียง “จัดงาน” แต่กำลัง ออกแบบระบบนิเวศการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่คนในและคนนอกเดินไปด้วยกันได้

    เมื่อชิงช้าแกว่ง – เศรษฐกิจชุมชนและหัวใจเมืองก็แกว่งตาม

    เสาชิงช้าสูงตระหง่านกลางลานคือสัญลักษณ์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ทุกครั้งที่มันแกว่ง คนดูยิ้ม เด็กหัวเราะ ผู้อาวุโสยืนมองอย่างปลื้มใจ นี่คือภาพของ ความหวัง ที่เคลื่อนไหวได้ – ความหวังว่าประเพณีบรรพชนจะไม่เลือนหาย ความหวังว่าลูกหลานจะภูมิใจในรากของตนเอง ความหวังว่าผู้มาเยือนจะพกเรื่องเล่าดีๆ กลับบ้าน และแน่นอน ความหวังว่ารายได้จะหมุนเวียนในหมู่บ้านอย่างเป็นธรรม

    เชียงรายกำลังบอกประเทศทั้งประเทศว่า Soft Power ไม่ได้อยู่แค่บนเวทีใหญ่หรือจอใหญ่ แต่อยู่ในลานดินกลางหมู่บ้าน อยู่ในมือของผู้เฒ่าที่ส่งไม้ต่อให้เด็ก อยู่ในรอยยิ้มของนักท่องเที่ยวที่ได้เรียนรู้บางอย่างใหม่ๆ เกี่ยวกับเพื่อนร่วมแผ่นดิน เมื่อ วัฒนธรรมได้รับความเคารพ—เศรษฐกิจจะเติบโต และเมื่อ เศรษฐกิจเติบโต—ชุมชนจะเข้มแข็ง โล้ชิงช้าแม่จันจึงไม่ใช่เพียงประเพณี หากเป็น โมเดลการพัฒนา ที่แกว่งไปข้างหน้าอย่างสมดุล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-akha-swing-festival-soft-power/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3isiPeA1Npf6MA4lium5Br

  • แบงก์ชาติ-คลัง ชู “ดอกเบี้ยตามความเสี่ยง” แก้หนี้ทั้งระบบ

    แบงก์ชาติ-คลัง ชู “ดอกเบี้ยตามความเสี่ยง” แก้หนี้ทั้งระบบ

    แบงก์ชาติ-คลัง ชู “ดอกเบี้ยตามความเสี่ยง” แก้หนี้ทั้งระบบ

    แบงก์ชาติ-คลัง จับมือภาคเอกชน ปฏิวัติระบบสินเชื่อไทย ชู “Risk-Based Pricing” เสี่ยงสูงกู้ได้ เสี่ยงต่ำดอกเบี้ยถูก

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผนึกกำลังสมาคมธนาคารไทยและผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย

    เดินหน้าโครงการ “Reinvent Thailand” เปิดฉากประชุมนัดแรก (kick-off) เพื่อวางรากฐานกลไกการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-Based Pricing)

    ตั้งเป้าแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่ออย่างยั่งยืน สร้างความเป็นธรรมให้ลูกหนี้ทุกกลุ่ม และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ

    แบงก์ชาติ-คลัง ชู 

    เปิดแนวคิด “Risk-Based Pricing” สร้างความเป็นธรรมในระบบสินเชื่อ

    หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการพัฒนากลไก Risk-Based Pricing ซึ่งจะนำข้อมูลเครดิต หรือ Credit Score ของลูกหนี้มาเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณาอัตราดอกเบี้ย

    โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่เอื้อประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ตามแนวทาง “เสี่ยงสูงกู้ได้ เสี่ยงต่ำกู้ถูกลง”

    ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น:

    • สำหรับลูกหนี้ความเสี่ยงสูง: ผู้ที่ปัจจุบันอาจไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ และต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ จะได้รับโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกกฎหมายและเป็นธรรมมากขึ้น แม้จะเริ่มต้นด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงตามระดับความเสี่ยง แต่ก็จะเป็นก้าวแรกในการสร้างประวัติทางการเงินในบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB)
    • สำหรับลูกหนี้ความเสี่ยงต่ำ: ผู้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดีและมีวินัยทางการเงิน จะได้รับรางวัลเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ “ถูกลง” ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างแรงจูงใจในการรักษาวินัยทางการเงินต่อไป

    แบงก์ชาติ-คลัง ชู 

    เดินหน้าทดสอบใน Sandbox ก่อนใช้จริง

    ในการหารือเบื้องต้น ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการดำเนินงานอย่างรอบคอบ โดยในระยะแรกจะมีการนำร่องทดสอบกลไกดังกล่าวใน Sandbox (โครงการทดสอบนวัตกรรมทางการเงิน)

    เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความพร้อมของผู้ให้บริการทางการเงินในการนำหลักการ Risk-Based Pricing ไปปรับใช้จริง ก่อนที่จะขยายผลสู่การให้บริการในวงกว้างต่อไป

    การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคของการให้สินเชื่อในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการร่วมกันออกแบบสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม

    เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่หลากหลายและตอบโจทย์ความเสี่ยงของลูกหนี้แต่ละกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ความร่วมมือระหว่าง ธปท. สศค. และภาคเอกชนในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในโครงการนำร่อง (pilot projects) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งภายใต้โครงการ Reinvent Thailand

    โดยทุกภาคส่วนมุ่งมั่นที่จะประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาหนี้สินและโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/730340&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34Ud942MPDJjn3VH-BR-vq