Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เหตุใดคนรุ่นใหม่ถึงหางานยากมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เชี่ยวชาญจากลิงค์อิน แนะนำอย่างไร ? – BBC News ไทย

    เหตุใดคนรุ่นใหม่ถึงหางานยากมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เชี่ยวชาญจากลิงค์อิน แนะนำอย่างไร ? – BBC News ไทย

    เหตุใดคนรุ่นใหม่ถึงหางานยากมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เชี่ยวชาญจากลิงค์อิน แนะนำอย่างไร ?

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, แคตตี เคย์
      • Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษของบีบีซี

    ในช่วงห้าปีที่ผ่านมาลิงค์อิน (LinkedIn) แพลตฟอร์มออนไลน์ด้านอาชีพได้สอบถามผู้คนเกือบครึ่งล้านคนว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรกับอาชีพการงานในปีนี้ และผลลัพธ์ที่ออกมาค่อนข้างชัดเจน คือ คนหนุ่มสาวมีมุมมองต่อเรื่องนี้ในแง่ลบมากกว่ากลุ่มอายุอื่น ๆ อย่างมาก

    เมื่อพิจารณาจากพาดหัวข่าวที่ผ่าน ๆ มา ฉันไม่โทษพวกเขาเลย ฉันอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับความยากลำบากของบัณฑิตจบใหม่ในการหางานแรกอยู่เรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2023

    ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นในสหรัฐอเมริกาลดลงมากกว่า 35% ตามการประมาณการบางส่วน ข้อมูลจากลิงค์อิน ระบุว่า 63% ของผู้บริหารที่ตอบแบบสำรวจยอมรับว่าปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) น่าจะเข้ามาแทนที่งานบางอย่างที่พนักงานระดับเริ่มต้นต้องรับผิดชอบอยู่ในปัจจุบัน

    เท่าที่ฉันทราบ ฉันเห็นแนวโน้มเหล่านี้เกิดขึ้นกับลูก ๆ ของตัวเอง ลูกชายวัย 25 ปีของฉันที่จบปริญญาโทพบว่าเขาหางานได้ยาก แฟนสาวของเขาซึ่งมีปริญญาโทสองใบก็กำลังดิ้นรนหางานประจำในสาขาอาชีพของเธอ

    พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของ “คนรุ่นที่ถูกปฏิเสธ” ซึ่งหมายถึงการที่คนหนุ่มสาวส่งเรซูเม่ไปหลายร้อยฉบับแต่กลับถูกปฏิเสธ ทุกอย่างดูแตกต่างจากเมื่อไม่กี่ปีก่อนมาก ตอนที่ลูก ๆ คนโตของฉันเพิ่งเริ่มต้นงานแรก ๆ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • 112

    • โรบินสันถูกจับกุมในยูทาห์ตอนใต้เมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากการตามล่าเป็นเวลา 33 ชม.

    • ปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีของแพทองธาร ถือสูทของพ่อตาเอาไว้ในมือขณะเดินออกจากศาลฎีกาฯ เม่อ 9 ก.ย.

    • Charlie Kirk, gifted conservative youth organiser

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    มีข้อถกเถียงกันว่าเอไอ มีส่วนแค่ไหนต่อการหางานยากของคนรุ่นใหม่ แต่จากผลสำรวจใหม่ของ ลิงค์อิน พบว่าคนทำงานมีความกังวล และผู้เชี่ยวชาญ 41% ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของ AI กำลังส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขา

    บีบีซีพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้กับ อนีช รามาน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายโอกาสทางเศรษฐกิจของลิงค์อิน และเขาเพิ่งเขียนบทความแสดงความคิดเห็นให้กับ สำนักข่าวเดอะนิวยอร์กไทมส์ เกี่ยวกับความล้มเหลวในแง่ของบันไดอาชีพ และความหมายของมันต่อคนรุ่นใหม่

    La periodista Katty Kay y el ejecutivo de LinkedIn Aneesh Raman sostienen una conversación por videollamada.

    คำบรรยายภาพ, แคตตี เคย์ และอนีช รามาน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายโอกาสทางเศรษฐกิจของลิงค์อิน

    อนีช รามาน มีคำแนะนำเชิงปฏิบัติมากมายเกี่ยวกับทักษะที่เขาคิดว่าคนรุ่นใหม่จำเป็นต้องมีเพื่อประสบความสำเร็จในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และสาเหตุที่เส้นทางการเติบโตในอาชีพการงานแบบคาดเดาได้นั้นไม่แน่นอนอีกต่อไป

    แคตตี เคย์: ฉันเห็นพาดหัวข่าวเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ของบัณฑิตจบใหม่ที่กำลังดิ้นรนในการหางานระดับเริ่มต้นอยู่เรื่อย ๆ มันเกิดอะไรขึ้นและมันมีนัยอย่างไร ?

    อนีช รามาน: มันเป็นเรื่องจริงและสำคัญมาก บัณฑิตจบใหม่และพนักงานระดับเริ่มต้นกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน แต่ในขณะเดียวกันเราก็กำลังเผชิญกับจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงจากเอไอ (AI) ทั้งหมดนี้นำไปสู่การว่างงานของคนหนุ่มสาว และอัตราว่างงานของบัณฑิตจบใหม่ก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนกลุ่มอื่นในประเทศ คนรุ่นเจนซี กำลังรู้สึกมองอนาคตในแง่ร้ายที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่น ๆ เท่าที่เราเคยสำรวจ

    แต่นี่คือช่วงเวลาที่เรากำลังเปลี่ยนจากเส้นทางอาชีพแบบคงที่ ไปสู่เส้นทางอาชีพที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มันเหมือนกับ “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดและช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด” ของ ชาร์ลส์ ดิกเคนส์ นักประพันธ์ชื่อดังของอังกฤษ เลย เพราะฉันคิดว่าถ้าต้องเลือกช่วงเวลาเริ่มต้นอาชีพ ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าทึ่งมาก เมื่อเอไอ เกิดขึ้นและเรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ อีกด้านหนึ่งของเอไอ ก็จะทำให้ธุรกิจมีตัวเลือกมากขึ้นสำหรับการสร้างอาชีพ

    แคตตี เคย์: บัณฑิตบางรายประสบปัญหามากกว่าคนอื่น ๆ หรือไหม? เมื่อสิบปีที่แล้ว เราทุกคนอยากให้ลูก ๆ เรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์ ตอนนี้เราควรผลักดันพวกเขาไปเรียนสาขาอื่นไหม?

    อนีช รามาน: วิทยาการคอมพิวเตอร์ เคยและยังคงเป็นตัวอย่างของเศรษฐกิจความรู้ แต่เศรษฐกิจความรู้กำลังจะหมดไป และเรากำลังเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ เมื่อปีที่แล้ว ผมได้เขียนบทความในนิวยอร์กไทมส์ เกี่ยวกับประเด็นนี้โดยใช้ข้อมูลของลิงค์อิน ที่ว่า 96% ของงานวิศวกรซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์โดยเฉลี่ยมีแนวโน้มที่จะถูกเอไอ มาทำแทนไม่ว่าจะในทันทีหรือในเร็ว ๆ นี้ นี่ไม่ได้หมายความว่างานนั้นจะหายไป แต่หมายความว่า สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เป็นอยู่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป เราเริ่มเห็นนายจ้างพูดประมาณว่า “ถ้าคุณมีปริญญาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คุณเรียนวิชาโทปรัชญามาไหม จะได้ช่วยผมคิดเรื่องผลกระทบทางจริยธรรมของสิ่งที่ผมกำลังสร้างอยู่”

    เดิมทีเส้นทางที่คาดเดาได้คือ “ฉันได้ปริญญานี้แล้ว จ้างงานฉันสิ” ซึ่งนั่นมันก็ดีถ้าคุณได้ปริญญามา แต่มันจะไม่ดีถ้าคุณไม่มีเงินพอจะเรียน หรือถ้าคุณไม่ใช่กลุ่มคนที่มีสิทธิพิเศษในการมีโอกาสได้ปริญญา แต่ตอนนี้ การพูดว่า “ฉันได้ปริญญาแล้ว” ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก และคุณต้องอธิบายความหมายของมัน

    ผมคิดว่างานด้านธุรกิจค้าปลีกจะเริ่มมีคุณค่ามากขึ้นในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ หากคุณสามารถพูดได้ว่าคุณทำงานที่ต้องแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการปรับตัว นั่นคือสิ่งที่นายจ้างมองหา

    เราเป็นปัจเจกบุคคลที่มีประสบการณ์เฉพาะตัว พลังงานเฉพาะตัว และความยืดหยุ่นเฉพาะตัว นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เราได้รับการว่าจ้าง และการแสดงออกถึงสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถควบคุมได้

    อนีซ กล่าวอีกว่า คนรุ่นเดียวกันที่กำลังประสบปัญหาในการหางานแรกนั้น ยังเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้าน AI อีกด้วย และกำลังนำแนวคิดใหม่ ๆ มาให้ว่าธุรกิจต่างๆ ควรทำแตกต่างออกไป

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    แคตตี เคย์: ฉันเห็นแบบสำรวจลิงค์อิน ของผู้บริหาร 3,000 คน [ในสหรัฐอเมริกา] และ 63% ของพวกเขาเชื่อว่าเอไอ จะเข้ามาแทนที่งานระดับเริ่มต้น ดังนั้นกลุ่มคนเจนซี ก็จะได้รับผลกระทบอยู่แล้วหรือไม่ ? ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเล่าเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับตัวเองอย่างไร บางทีงานระดับเริ่มต้นเหล่านั้นอาจจะไม่มี เพราะบริษัทต่าง ๆ จะมอบงานเหล่านี้ให้กับปัญญาประดิษฐ์

    อนีช รามาน: เราไม่รู้แน่ชัด แต่เรารู้ว่าในการสำรวจนั้น มีเปอร์เซ็นต์เท่ากันที่ระบุว่าพนักงานระดับเริ่มต้นได้นำมาซึ่งไอเดียแนวคิดใหม่ ๆ ที่มีคุณค่าต่อการเติบโตทางธุรกิจ คนรุ่นเดียวกันที่กำลังประสบปัญหาในการหางานแรกนั้นก็เป็นคนที่ใช้เอไอ เป็นหลัก และกำลังนำมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ธุรกิจควรทำแตกต่างออกไปในขณะที่พยายามปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจแบบใหม่นี้

    เมื่อเศรษฐกิจรูปแบบใหม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เราเปลี่ยนจากงานในฟาร์มมาเป็นงานในโรงงาน หรือจากโรงงานมาเป็นออฟฟิศ การเปลี่ยนแปลงหรือดิสรัปชันย่อมเกิดขึ้นมาก่อน เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้อยู่ ที่ลิงค์อิน เรามีข้อมูลว่า 70% ของงานโดยเฉลี่ยจะเปลี่ยนไปภายในปี 2030 เราทุกคนจะมีงานใหม่ แม้ว่าเราจะไม่เปลี่ยนงานก็ตาม แต่ก็มีงานประเภทใหม่ ๆ เกิดขึ้นเช่นกัน

    ย้อนไป 10 ปีที่แล้ว อินฟลูเอนเซอร์ ยังไม่จัดกว่าเป็นอาชีพเลย หรือ 20 ปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ก็ยังไม่นับเป็นอาชีพงาน ดังนั้น เรายังไม่เห็นงานประเภทนั้นเลยนอกจากงานด้าน AI

    ดังนั้น หากคุณเป็นพนักงานระดับเริ่มต้น ใช่ ตอนนี้คุณกำลังถูกบริษัทต่าง ๆ คำนวณว่าควรปรับเปลี่ยนอย่างไร บางบริษัทจะใช้การคิดคำนวณแบบเก่าสำหรับสมการใหม่ และคิดว่าทุกอย่างเกี่ยวกับการลดขนาด แต่บางบริษัทจะตระหนักว่าเราต้องดึงคนเหล่านี้เข้ามา ซึ่งจะช่วยเราสร้างสายธุรกิจใหม่และคิดในมุมมองที่แตกต่าง

    แคตตี เคย์: คุณจะพูดอะไรกับคนอายุ 22 ปีที่กำลังเรียนจบมหาวิทยาลัยและกำลังประสบปัญหาการหางานยาก หรือกับพ่อแม่ที่วิตกกังวลของพวกเขา ?

    อนีช รามาน: สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ เป็นตัวของตัวเอง เรื่องราวของการทำงาน นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก คือเรื่องราวของเทคโนโลยีในการทำงาน ไม่ใช่มนุษย์ในการทำงาน เราได้ฝึกฝนผู้คนให้เป็นผู้จัดการงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี บัดนี้ เราจะพลิกสถานการณ์นั้นและนำมนุษย์มาเป็นศูนย์กลางของการทำงาน

    คุณต้องเข้าใจอย่างแท้จริงว่า ความอยากรู้อยากเห็นเฉพาะตัวของคุณคืออะไร และอะไรเป็นแรงผลักดันของคุณ เริ่มเข้าใจอย่างแท้จริงว่าคุณจะไปถึงจุดที่ไม่มีใครเอาชนะคุณในการเป็นคุณได้อย่างไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cjd134l2r8lo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ox7gaKuaxxUcpTGvg5n8J

  • ลุ้นนายกฯหนูแก้เศรษฐกิจ สารพัดเสียงร้องให้สะสาง | เดลินิวส์

    ลุ้นนายกฯหนูแก้เศรษฐกิจ สารพัดเสียงร้องให้สะสาง | เดลินิวส์

    การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของ ’อนุทิน ชาญวีรกูล“ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ต้องถือว่า ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่เป็นบทพิสูจน์สำคัญ!! ที่จะกำหนดอนาคตของพรรคการเมืองสีน้ำเงินในครั้งนี้ ด้วยถ้อยแถลงต่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศเมื่อวันที่ 7 ..ที่ผ่านมา ที่ตอกย้ำเรื่องของการพูดแล้วทำ การทำงานแบบไม่หยุดพัก ไม่มีวันพักร้อน โดยปักธงแก้ไขปัญหาใน 4 ด้าน  ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง ภัยธรรมชาติ และปัญหาสังคม

    แต่เหนือสิ่งอื่นใด!! ด้วยข้อจำกัดในเงื่อนของเวลา 4 เดือน ในการยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชนตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า แม้ในข้อเท็จจริงทั้งหมดการทำงาน การรักษาการของรัฐบาลอาจยืดไปจนถึง 8-9 เดือน ก็ตาม แต่ด้วยระยะเวลาที่จำกัดเช่นนี้ การจะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแบบเห็นผล… จึงแทบมองไม่เห็น เพราะเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น

    งัดกลยุทธ์ควิก-วิน

    ด้วยเหตุนี้…รัฐบาลของ นายกฯหนูอนุทิน จึงต้องงัดกลยุทธ์ “ควิกวิน” ที่ต้องสร้างผลงานที่จับต้องได้และเห็นผลได้เร็วที่สุด อย่างที่โจษจันกันอยู่ในเวลานี้ ก็คงเป็นเรื่องของโครงการ “คนละครึ่ง” ที่มีผลสำรวจ มีบทพิสูจน์ ให้เห็นเด่นชัดแล้วว่า “โดนใจ” ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ แถมยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกต่างหาก เพราะ 1 บาท ที่รัฐบาลใส่เงินลงไป จะช่วยทำให้เศรษฐกิจหมุนต่อไปได้อย่างน้อย 1.3-1.8 รอบ เมื่อผนวกรวมเข้ากับการเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 69 ก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนที่เหลือจากนี้คึกคักมากขึ้น จนหมุนให้เศรษฐกิจทั้งปี 68 นี้สามารถยืนเหนือ 2.5% ได้

    ไม่เพียงเท่านี้!!นายกฯหนู” ยังขนทัพรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่เป็นคนนอกเข้ามาร่วมทีม กลยุทธ์ดึง “รมว.คนนอก” เข้ามาร่วมงานทางด้านเศรษฐกิจ ครั้งนี้ถือว่าได้ผลชัดเจน เพราะไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ภาคเอกชน หรือนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ หรือแม้แต่ประชาชนคนไทยตาดำ ๆ เองก็ตาม ต่างให้ความเชื่อมั่นกับรายชื่อของบุคคลเหล่านี้ ส่วนฝีมือจะดีแค่ไหน? ก็คงต้องรอเวลาให้เป็นเครื่องพิสูจน์!! เพราะอย่าลืมว่า…ข้อจำกัดในการแสดงฝีมือครั้งนี้ นอกจากเรื่องของระยะเวลาแล้ว ยังหมายรวมไปถึง งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย ที่ได้กลายเป็นความท้าทายของรัฐบาลไม่น้อย

    โอกาสนี้ “ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์” ได้รวบรวมความเห็นของคนส่วนหนึ่งที่ “ต้องการ” จาก “รัฐบาลหนู 1” เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดต่อไปท่ามกลางพายุสารพัดลูกที่ถาโถมเข้าใส่…เริ่มจาก 

    ฝากความหวังฟื้นรากหญ้า

    สรเทพ โรจน์พจนารัช” ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ที่อยากเห็นทีมเศรษฐกิจของนายกฯหนู เร่งทำงานในด้านต่าง ๆ โดยเร็ว เพราะเข้าใจว่า 4 เดือน สำหรับนายกฯอนุทิน คงทำงานไม่ทันและได้อะไรไม่มากในการเข้ามาแก้ไขปัญหา แต่ขอฝากว่า ภาคธุรกิจระดับรากหญ้า และเอสเอ็มอีรายเล็กที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ซอมบี้ เพราะไม่มีกระแสเงินสดรวมถึงการแบกภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่มีอย่างต่อเนื่องในช่วงโควิด ดังนั้นขอฝากความหวังในระยะสั้นให้เร่งออกมาตรการเร่งด่วนก่อน

    ขณะเดียวกันในส่วนของ รมว.พาณิชย์ ก็ต้องเร่งลงมือทำควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ เพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชน เพราะที่ผ่านมากลไกราคาผิดปกติไปมาก เช่น ราคาสินค้าเกษตรหน้าฟาร์มราคาตกแต่พอมาถึงมือผู้บริโภคกลับสูง เช่นเดียวกับ รมว.พลังงาน ก็ต้องเร่งออกมาตรการระยะสั้น ควบคุมราคาค่าไฟ ค่าน้ำมัน เพื่อให้ไตรมาสสุดท้าย จะได้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และภาคธุรกิจต่าง ๆ ได้ ที่สำคัญจะเป็นการกระตุ้นจีดีพีของประเทศไปได้ด้วย เพราะเศรษฐกิจของประเทศไทยบอบช้ำมานานมาก โดยเฉพาะเอสเอ็มอี รวมถึงพ่อค้าแม่ขายระดับรากหญ้า 

    นอกจากนี้ต้องการให้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ด้วยการ เพิ่มกำลังซื้อจับจ่ายของประชาชน พ่อค้าแม่ขายด้วยโครงการคนละครึ่ง เพราะจะสามารถพยุงภาคเศรษฐกิจรากหญ้าได้ทันที รวมทั้งต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เอสเอ็มอี ร้านอาหารรายย่อยด้วยการใช้มาตรการภาษี ซึ่งรัฐไม่ต้องใช้งบประมาณ โดยให้บุคคลธรรมดาสามารถเก็บใบกำกับภาษีจากร้านอาหารไปลดหย่อนภาษีได้ในปี 70 ไม่เกิน 20,000 บาท และ นิติบุคคลสามารถใช้ใบกำกับภาษีจากการจัดงานเลี้ยง ประชุมสัมมนาเลี้ยงรับรองไปลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ไม่เกิน 2 แสนบาทด้วย

    ที่สำคัญ….การเติมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็ม อีเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยอยากให้เร่งออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลนให้ผู้ประกอบการดอกเบี้ยไม่เกิน 2.5% การทำแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปีทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและภายในประเทศแบบเร่งด่วนและบูรณาการระยะยาวของปี 69 

    ยก “บาทแข็ง” วาระชาติ

    ขณะที่ในมุมของผู้ส่งออกทั้ง “ร...เจริญ เหล่าธรรมทัศน์” นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ทั้ง “วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา” รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมอุตสาหกรรมอาหารอนาคตไทย ที่ออกมาส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของค่าเงิน โดยเฉพาะกรณีที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไปและยังแข็งค่าต่อเนื่อง จนทำให้ต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปโดยใช่เหตุ เพราะราคาสินค้าไทยแพงกว่าเพื่อนบ้าน ซึ่งรัฐบาลทั้งแบงก์ชาติ ต้องหยิบยกปัญหานี้ให้เป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะเรื่องของการส่งออก ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของค่าเงินบาทแข็งค่าเท่านั้นที่เข้ามากระทบ แต่ยังมีปัจจัยในเรื่องของภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทย เป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน 

    โดยไม่ใช่เพียงแค่ป้องกันไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไปเท่านั้น แต่ยังควรดำเนินการให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงสู่ระดับที่สามารถแข่งขันได้ และคงความมั่นคงไม่ให้เกิดความผันผวนรุนแรง โดยสถานการณ์นี้ถือเป็นวาระเร่งด่วน หากไม่มีการแก้ไขทันท่วงที ค่าเงินบาทที่แข็งและผันผวน จะเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยอย่างมาก

    เอาให้ชัดยานยนต์ไทย

    หันมาที่ “วิสุทธิ์ เหมพรรณไพเราะ” นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว บอกไว้ชัดเจนว่า สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ คือ “ความเป็นรูปธรรมของอุตสาหกรรมยานยนต์ว่ารัฐบาลใหม่จะส่งเสริมสนับสนุนและส่งเสริมให้ประเทศไทยไป ในทิศทางใด” เพราะต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเป็นสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าไม่น้อยหรือติด 1 ใน 10 ของสินค้าส่งออกที่ทำรายได้เข้าประเทศจำนวนมหาศาล แต่ที่ผ่านมาด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การเข้ามาของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจากจีนทำให้ยานยนต์ในประเทศเติบโตลดลง

    เมื่อมีรัฐบาลใหม่สิ่งที่เกี่ยวข้องและใกล้ตัวที่สุดก็ คืออุตสาหกรรมยานยนต์อยากจะให้มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะประกาศว่าให้เดินไปในทิศทางใดอย่างที่ผ่านมามีนโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวี แต่ก็ยังมีความไม่ชัดเจนในหลาย ๆ ด้านซึ่งนโยบายในรายละเอียดนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และผู้ที่ได้รับการส่งเสริมส่วนใหญ่จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ขณะที่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ที่เป็นของคนไทยดั้งเดิม กลับไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือส่งเสริม เพราะรถจีนที่เข้ามาได้ใช้ชิ้นส่วนจากประเทศของตนเองเพื่อผลิตส่งผลให้ซัพพลายเออร์ โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี ขณะนี้ต่างปิดกิจการไปกันมาก เพราะขาดสภาพคล่องเนื่องจากไม่สามารถขายของได้ และสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้จึงทำให้กลายเป็นหนี้เสียเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ในส่วนของรถจีนมีการทำสงครามราคากดราคาขายในตลาดลดลงจึงทำให้กลไกไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็นประกอบกับเมื่อรถอีวีราคาถูกผู้บริโภคจึงไม่สนใจที่จะเข้ามาซื้อรถยนต์ใช้แล้วเพราะจ่ายเงินจำนวนใกล้เคียงกันแต่ได้รถใหม่และยังเป็นรถ
    อีวี ดังนั้นตลาดรถที่ใช้แล้วจึงชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา พร้อมกันนั้นรถแบรนด์ญี่ปุ่นก็มีการขายที่ลดลง ตรงนี้ก็เป็นอีกปัจจัยลบทำให้ไม่มีรถหมุนเวียนเข้าไปในตลาดรถยนต์ใช้แล้ว

    ยอมรับว่ารถยนต์มือสองในตอนนี้ขาดแคลน แต่ตลาดยังมีความต้องการดังนั้นคาดว่าตลาดรถมือสองจากนี้ไปราคาอาจจะปรับขึ้นอีก หากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหาเหล่านี้ก็จะหนักเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นควรจะเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทั้งรถใหม่ที่เป็นนักลงทุนจากจีน ญี่ปุ่นหรือยุโรปรวมไปถึงผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วสถาบันการเงิน ประกันภัยมาหารือร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จับเข่าคุยจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหา” 

    ทำให้คนไทยมีกินมีใช้

    ด้าน “ชนินทร์ แพทย์ปรีดา” พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ระบุว่า ปัญหาหลัก ๆ ที่อยากให้รัฐบาลเร่งทำ โดยหาวิธีทำให้ประชาชนมีกิน มีใช้ เนื่องจากตอนนี้เศรษฐกิจฝืดเคืองมาก ตอนนี้สิ่งที่รัฐบาลประกาศนโยบายคนละครึ่ง เวอร์ชันใหม่นี้ชอบมาก เพราะปกติเป็นคนเสียภาษีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา รู้สึกว่า ไม่ค่อยได้มาตรการช่วยเหลือจากรัฐเท่าไรนัก นโยบายนี้ทำให้รู้สึกว่าได้ประโยชน์จริง ๆ รวมทั้งต้องเข้ามาแก้ปัญหาหนี้ของประชาชนคนไทยโดยด่วน แต่ส่วนตัวยังคิดไม่ออกว่าจะแก้อย่างไร แต่อยากให้รับบาลแก้ให้ตรงจุด รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าก๊าซหุงต้ม ซึ่งเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิต 

    อีกเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำ คือแก้ปัญหาสังคม โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า ที่ตอนนี้ระบาดไปถึงเด็กและเยาวชนมากขึ้น มีการออกแบบเป็นเหมือนของเล่น เช่น รูปตุ๊กตาหมี มีเด็กเริ่มหาสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น เป็นอันตรายต่อสุขภาพเยาวชนมากขึ้น หรือแม้แต่เรื่องของยาเสพติดที่ยังไม่สามารถแก้ได้แบบเบ็ดเสร็จ ขณะ ที่เรื่องกัญชา ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ก็อยากให้มีกฎหมายเข้ามาควบคุมให้ถูกจุด ถ้าจะใช้เพื่อการแพทย์ ก็ต้องมีกฎหมายรองรับอย่างเข้มข้น มีการใช้ในวงจำกัด ไม่ใช่แพร่หลายได้ทั่วไป เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมได้    

    อยากเห็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ๆ ออกมา เพื่อทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย อย่างผม เป็นทั้งพนักงานเอกชน และอีกบทบาทก็เป็นพ่อค้าด้วย เรื่องคนละครึ่ง ก็ได้ประโยชน์ทั้ง 2 สถานะ เป็นเรื่องที่ดี นอกจากคนละครึ่ง ก็อยากให้มีนโยบายอื่น ๆ ประกอบกันด้วย เพื่อทำให้เศรษฐกิจมันฟูขึ้นมา ทำให้คนเชื่อมั่น กล้าใช้จ่าย เพื่อสร้างบรรยากาศการใช้จ่าย อยากให้รัฐบาลใหม่ จริงจัง ตั้งใจในการแก้ปัญหา เพื่อให้ทุกอย่างมันฟื้นมาได้ หลังจากซบเซามานาน”

    เร่งปราบสแกมเมอร์

    ขณะที่ “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Creden.co และ PaySolutions ผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซ และที่ปรึกษาและนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (สมาคมอีคอมเมิร์ซไทยย้ำว่า ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาแพลตฟอร์มโซเซียลมีเดีย ที่ปัจจุบันมีสแกมเมอร์หรือมิจฉาชีพที่หลอกลวงบนโลกออนไลน์ ใช้เป็นช่องทางการหลอกลวงทางออนไลน์ หลอกลวงการลงทุน และโฆษณาที่ผิดกฎหมาย ที่ยังพบเห็นและมีอยู่จำนวนมาก แม้รัฐบาลที่ผ่านมาได้เร่งแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลดลงไปบ้างแล้ว แต่ในส่วนของแพลตฟอร์มโซเชียลยังไม่มีมาตรการหรือการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังที่เห็นได้ชัดเจน ซึ่งปัจจุบันคนไทยมีการเล่นโซเชียลมีเดียติดอันดับต้น ๆ ของโลก กลุ่มมิจฉาชีพจึงอาศัยช่องทางนี้หลอกลวงคนไทยจำนวนมาก

    นอกจากนี้ยังต้องเร่งแก้ปัญหาสินค้าที่ขายผ่านช่องทางออนไลน์ และอีคอมเมิร์ซผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ไม่ได้คุณภาพ โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศจีนที่ทะลักเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมากขึ้น  จนส่งผลต่อผู้ประกอบการ โรงงานผลิตของไทย ที่ไม่สามารถแข่งขันได้เพราะมีต้นทุนที่สูงกว่า รวมถึงเมื่อมีเรื่องกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาที่บังคับใช้ไปแล้ว สินค้าจีนที่ส่งออกไปสหรัฐ ไม่ได้ ก็ต้องหาตลาดเพื่อระบายสินค้า ก็อาจจะทำไทยเป็นจุดหมายหนึ่งที่ทำให้ทะลักมาที่ไทยเพิ่มขึ้นด้วย แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะร่วมมือกันแก้ปัญหา แต่ก็ยังไม่เห็นผลเท่าที่ควร จึงอยากให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

    ที่สำคัญรัฐบาลต้องส่งเสริมผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซไทย ให้สามารถส่งสินค้าไปขายในตลาดต่างประเทศได้  รวมถึง แพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลสของไทยให้แข่งขันได้ ไม่เช่นนั้นไทยจะมีแพลตฟอร์มจากต่างประเทศที่ครองตลาดไม่กี่ราย จนเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ค่าธรรมเนียมบริการต่าง ๆ ได้ตามต้องการ ส่งผลกระทบต่อพ่อค้า แม่ค้าไทยต้องยอมเพราะต้องพึ่งแพลตฟอร์มเป็นช่องทางขายออนไลน์

    ทั้งหลายทั้งปวง!! เป็นเพียงข้อเรียกร้องส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น ก็ต้องมารอดูว่าด้วยเงื่อนไขด้านเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงแค่ 4 เดือนนั้น รัฐบาลชุดใหม่จะนำพาเพื่อคนไทยทั้งชาติ หรือแค่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว!!.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5110195/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eIr7xhDoGJ3M-XvyOtufv

  • “ศ.ดร.พวงทอง”  แนะ 7 ข้อไทยควรเปิดด่าน เพื่อผลประโยชน์เศรษฐกิจของไทยเอง

    “ศ.ดร.พวงทอง” แนะ 7 ข้อไทยควรเปิดด่าน เพื่อผลประโยชน์เศรษฐกิจของไทยเอง

    “ศ.ดร.พวงทอง” แนะ 7 ข้อไทยควรเปิดด่าน เพื่อผลประโยชน์เศรษฐกิจของไทยเอง

    ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ นักวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นเรื่องการเปิด – ปิดชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า โปรดเข้าใจว่าการเปิดจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชา ให้กับการขนส่งสินค้าระหว่างสองประเทศ เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทย โดยระบุว่า คนไทยกำลังเชื่อผิดๆ จากกรณีที่คิดว่าการปิดด่านชายแดนเป็นการลงโทษกัมพูชาให้ย่อยยับทางเศรษฐกิจ และเชื่อว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย

    FB/Puangthong Pawakapan
    “ศ.ดร.พวงทอง” แนะไทยควรเปิดด่าน เพื่อผลประโยชน์เศรษฐกิจของไทยเอง

    อ.พวงทอง ให้เหตุผลไว้ว่า สินค้าที่บริษัทญี่ปุ่นต้องการส่งข้ามชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่ใช่เครื่องอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่เป็นชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่ผลิตในลักษณะ supply chain และหาก supply chain ถูก disrupt ประเทศที่เกี่ยวข้องล้วนได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งหมด และบริษัทญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านนี้ เข้ามาลงทุนในไทย และกัมพูชา ตามนโยบาย Thailand Plus ที่ริเริ่มตั้งแต่ปี 2562 ในยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ และเมื่อปีที่แล้ว (67) รัฐบาลไทยพานักลงทุนกว่า 20 ราย ไปทัวร์กัมพูชา ไปเยี่ยมชมเขตเศรษฐกิจพิเศษของกัมพูชา เพื่อหาทางจับคู่ทำการลงทุนตามแนวคิด Thailand Plus

    ดังนั้น การเปิดชายแดนจึงกระทบต่อภาคการผลิตของบริษัทต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าบริษัทสัญชาติไทยก็ได้รับผลกระทบด้วย แต่พวกเขาไม่พูด เท่าที่ได้ข้อมูลมา บริษัทญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางอากาศ และทางเรือแทน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละหลายร้อยล้านบาท

    คำถามคือ ญี่ปุ่นไม่ได้เป็นคู่กรณีในความขัดแย้ง แต่เขาเข้ามาลงทุนด้วยควาเชื่อว่ารัฐบาลไทย จะอำนวยความสะดวกให้ตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่รัฐบาลไทยกลับไม่อำนวยความสะดวกให้เขาได้ ด้วยเหตุผลเรื่องชาตินิยมและความเกลียดชังกัมพูชาญี่ปุ่นคงเข็ดกับประเทศไทย และในอนาคตอันใกล้ คงได้ข้อสรุปว่าไทยไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้นักธุรกิจต่างชาติได้เลย อินฟลูฯ ไม่กี่คนก็สามารถขัดขวางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศได้

    ช่างภาพพีพีทีวี
    “ศ.ดร.พวงทอง” แนะไทยควรเปิดด่าน เพื่อผลประโยชน์เศรษฐกิจของไทยเอง

    อ.พวงทอง ระบุอีกว่า การปิดด่านย่อมทำให้การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมในไทยได้รับผลกระทบด้วยแน่นอน แม้ว่าสินค้านั้นจะเป็นของบริษัทญี่ปุ่น แต่รายได้จากการส่งออกนับเป็นรายได้ของไทยด้วย หุ้นส่วนก็เป็นคนไทย แรงงานก็เป็นคนไทย

    และที่น่าสนใจคือ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ว่าที่ รมว.กลาโหม ดูจะเข้าใจปัญหานี้ จึงได้เสนอเปิดด่าน เพราะ 2 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ณัฐพล คือนายทหารที่สวมหมวกฝ่ายการเมืองด้วย ทำให้ได้รับข้อมูลรอบด้านมากขึ้น

    แต่ที่น่าจะใจคือ ลูกน้องท่าน แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง กลับเสนอความเห็นสวนทางแบบไม่เกรงใจผู้บังคับบัญชา และบอกว่า พล.ท.บุญสิน อาจจะมีความรู้เรื่องรบดี แต่ยังต้องทำความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจสังคมการเมืองและการต่างประเทศเพิ่มเติมอีกมาก

    พร้อมทิ้งท้ายว่า ไทยส่งออกไปกัมพูชาเดือนละประมาณหมื่นล้านบาท การห้ามส่งสินค้าไปกัมพูชา ฝ่ายที่เจ็บตัวแน่ๆ คือไทย เพราะกัมพูชาสามารถหันไปซื้อของจากเวียดนามและจีนได้ แถมราคาถูกกว่าด้วยซ้ำ ดังนั้น เราจะต้องสูญเสียตลาดในกัมพูชาที่นักธุรกิจไทยใช้เวลาสร้างสมมากว่า 30 ปีอย่างนั้นหรือ? คนไทยอยู่กับการใช้อารมณ์ จนมองข้ามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตนเองในระยะยาวหรืออย่างไร?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/257002&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DxlbE-ffRJTcqAUpWu8al

  • โครงการ “คนละครึ่ง” รัฐบาลอนุทิน คาดเริ่มใช้ ต.ค. นี้ ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”

    โครงการ “คนละครึ่ง” รัฐบาลอนุทิน คาดเริ่มใช้ ต.ค. นี้ ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”

    โครงการ “คนละครึ่ง” รัฐบาลอนุทิน คาดเริ่มใช้ ต.ค. นี้ ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”


    14/09/2568 | 170 |

    หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รับสนองพระบรมราชโองการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 และได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในการดำเนินภารกิจเร่งด่วน 4 ด้าน คือ 1. ด้านเศรษฐกิจ 2. ด้านความมั่นคง 3. ด้านภัยธรรมชาติ 4. ด้านภัยสังคม โดยด้านเศรษฐกิจนั้น นายอนุทิน ระบุว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการ ลดรายจ่าย ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ขนส่ง ให้แก่ประชาชน แก้ปัญหาหนี้สินให้แก่เกษตรกร และผู้มีรายได้น้อย สร้างรายได้ให้แก่ประชาชน และชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นฐานรากของสังคมไทย ซึ่งการสานต่อโครงการคนละครึ่ง เป็นหนึ่งในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนายอนุทิน

    (13 ก.ย. 68) นายอนุทิน กล่าวว่า จากการหารือกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการนำโครงการ “คนละครึ่ง” มาใช้อีกครั้ง ต่างเห็นว่าแม้เป็นโครงการเดิมแต่เมื่อเป็นสิ่งที่ดีก็สามารถนำมาใช้ได้ จากการพูดคุยกันเพิ่มเติมกระทรวงการคลังเสนอให้ใช้อัตรา 60:40 สำหรับผู้เสียภาษี แต่โดยรวมประชาชนได้ประโยชน์ ประเทศชาติได้ประโยชน์ ถ้าเราใช้อัตราดังกล่าวกับผู้เสียภาษีก็จะทำให้คนเข้ามาในระบบภาษีเพิ่มมากขึ้น ประเทศชาติก็จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้การเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเดินหน้าได้ทันที จึงได้มีการเตรียมทีมเศรษฐกิจ และวางแนวทางดำเนินงานไว้ โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่จะไม่ใช่เพียงการกระตุ้นการใช้จ่ายชั่วคราว แต่มีเป้าหมายระยะยาวในการวางรากฐานเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนในการบริหารการคลังของประเทศ สิ่งสำคัญคือต้องการให้โครงการนี้ตอบโจทย์ทั้งประชาชนและประเทศ ไม่ใช่แค่การแจกเงิน 

    ส่วนหลักเกณฑ์ผู้ที่จะได้รับสิทธิโครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่นี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จะแบ่งสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
    – ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่มีอยู่ประมาณ 11 ล้านคน จะได้รับสิทธิพิเศษ “รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40%” หรือรูปแบบ 60:40
    – ประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังคงได้รับสิทธิแบบเดิม คือ 50:50 รัฐช่วยจ่าย 50% และประชาชนออก 50% 

    หลักเกณฑ์โครงการจะยังคงใกล้เคียงกับโครงการ “คนละครึ่ง” เดิมประมาณ 80-90% เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน แต่จะเพิ่มกลยุทธ์ใหม่ เช่น สิทธิ 60:40 สำหรับผู้เสียภาษี เพื่อเพิ่มแรงจูงใจและทำให้โครงการมีความน่าสนใจมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ระบบสำหรับโครงการ “คนละครึ่ง” มีความพร้อมสามารถนำกลับมาใช้ได้ทันที เนื่องจากโครงสร้างเดิมยังคงอยู่ โดยใช้แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เช่นเดิม แต่รายละเอียดต่าง ๆ ยังสามารถปรับได้ตามที่รัฐบาลเห็นชอบ ผู้ที่เคยยืนยันตัวตนแล้วสามารถใช้งานต่อได้ ส่วนร้านค้าอาจต้องเปิดให้ลงทะเบียนเพิ่มเติม ยืนยันว่าด้านเทคนิคไม่มีปัญหา 

    สำหรับงบประมาณเบื้องต้น หากโครงการเริ่มเดือนตุลาคม 2568 จะใช้เงินจากงบประมาณปี 2569 ภายใต้กรอบงบกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 25,000 ล้านบาท หากมีความจำเป็นต้องขยายวงเงินหรือเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ รัฐบาลอาจพิจารณานำงบกลางจากรายการอื่นมาสนับสนุนได้ เพื่อให้เกิดผลคุ้มค่าสูงสุด และโครงการ “คนละครึ่ง” ถือเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ จึงมั่นใจว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 

    ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และหนึ่งในทีมเศรษฐกิจ กล่าวว่า กระทรวงการคลัง ยืนยันว่ามีงบประมาณรองรับแล้วประมาณ 25,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ทันทีหากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เริ่มทำงานและอนุมัติ เชื่อว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์หลังคณะรัฐมนตรีเริ่มทำงาน จะสามารถเดินหน้าโครงการได้ทันที ซึ่งนายอนุทิน มีแนวโน้มอยากขยายวงเงินมากกว่า 25,000 ล้านบาท หากมีความจำเป็นและงบประมาณเอื้ออำนวย ส่วนกลุ่มเป้าหมาย แม้โครงการครั้งก่อนจะจำกัดสิทธิให้เฉพาะผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและกลุ่มเปราะบาง แต่รอบใหม่นี้อาจมีการขยายสิทธิไปยังกลุ่มอื่นเพิ่มเติม และอาจมีการกำหนดจำนวนสิทธิที่จะใช้ต่อสัปดาห์เพื่อให้จำนวนเงินกระจายอย่างทั่วถึงและไม่กระจุกตัว สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ นั้น ขอให้ผู้ค้าไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง หากขายดีจนต้องเสียภาษี ถือเป็นหน้าที่ในการเสียภาษีตามปกติ แต่จะไม่มีการตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีร้านค้าย้อนหลัง 

    หากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีมติอนุมัติ โครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่จะเปิดให้ใช้สิทธิได้เร็วที่สุดในเดือนตุลาคม 2568 โดยรัฐบาลคาดหวังว่าการปรับรูปแบบในครั้งนี้ ยังเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้ผู้เสียภาษี 11 ล้านคน ซึ่งถือเป็นกำลังหลักทางเศรษฐกิจของประเทศได้รับประโยชน์โดยตรง และพร้อมเดินหน้าร่วมกับรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืนมากขึ้น ขณะที่ภาคเอกชน รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า แม้ขณะนี้จะยังไม่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่ภาคเอกชนและประชาชน เริ่มเห็นด้วยกับโครงการ “คนละครึ่ง” ที่จะนำกลับมาใช้ เพราะเชื่อว่าจะเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อ และการจับจ่ายภายในประเทศที่เร็วที่สุด ทั้งนี้หากรัฐบาลมีการอัดงบประมาณกับโครงการ “คนละครึ่ง” 25,000 ล้านบาท จะทำให้มีเงินเข้าไปหมุนเวียนในเศรษฐกิจกว่า 50,000 ล้านบาท ประชาชนที่มีเงินออมเหลืออาจมีการจับจ่ายเพิ่มขึ้นทำให้เงินที่หมุนเวียนในระบบสามารถอยู่ในระดับ 70,000-100,000 ล้านบาทได้ เมื่อรวมกับการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 และการเร่งขับเคลื่อนนโยบายการคลัง จะสามารถดันให้เศรษฐกิจไทยขยายได้ที่ 2.5% 
     


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/423226&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-CsqTvcFoVTNk71seu2sw

  • “สว.ภิญญาพัชญ์” หนุน “คนละครึ่ง” ฟื้นเศรษฐกิจประเทศ

    “สว.ภิญญาพัชญ์” หนุน “คนละครึ่ง” ฟื้นเศรษฐกิจประเทศ

    “สว.ภิญญาพัชญ์” หนุน “คนละครึ่ง” ฟื้นเศรษฐกิจประเทศ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    น.ส.ภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงการที่รัฐบาลเตรียมเดินหน้าผลักดันโครงการคนละครึ่ง ว่า ตนเชื่อว่าจะเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยกระตุ้นการจับจ่ายของประชาชน และสนับสนุนรายได้ของร้านค้ารายย่อยและชุมชน

    โครงการคนละครึ่งจะช่วยให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร สามารถจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคได้สะดวกมากขึ้น ร้านค้ารายย่อยในตลาดท้องถิ่นก็สามารถรักษารายได้ ลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และเพิ่มโอกาสในการทำมาค้าขายต่อไป ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่งไม่ใช่เพียงมาตรการชั่วคราว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

    น.ส.ภิญญาพัชญ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเสนอว่ารัฐบาลควรขยายโครงการให้เข้าถึงพื้นที่ห่างไกลและท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนทุกพื้นที่ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง ตนมั่นใจว่าการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจไปสู่ท้องถิ่น จะช่วยให้แต่ละจังหวัดและเทศบาลสามารถบริหารจัดการสิทธิ์คนละครึ่งได้ตรงตามความต้องการของประชาชน และหากโครงการคนละครึ่งสามารถเชื่อมโยงกับสินค้าเกษตรกรชุมชน จะช่วยให้ประชาชนสามารถขายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนได้โดยตรง ลดการพึ่งพาคนกลาง และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    ดังนั้น นี่คือโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะใช้เครื่องมือคนละครึ่งเป็นตัวช่วยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000087959&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12JIAzJWWJsws8i9_VxJmB

  • บิ๊กการเมือง-ทีมเศรษฐกิจร่วม HBD ‘อนุทิน’ ส่งซิกเอกภาพรัฐบาลแน่น

    บิ๊กการเมือง-ทีมเศรษฐกิจร่วม HBD ‘อนุทิน’ ส่งซิกเอกภาพรัฐบาลแน่น

    ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 13 ก.ย.68 ที่ทำการ พรรคภูมิใจไทย จัดงานวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 59 ปี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยมีบุคคลในครอบครัว เช่น ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา, เศรณี, นัยน์ภัค ชาญวีรกูล บุตรชาย และบุตรสาวของนายอนุทิน พร้อมทั้งแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเข้าร่วมคับคั่ง อาทิ พรรคกล้าธรรม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค,

    รวมทั้ง นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการ พรรคพลังประชารัฐ พร้อมบุตรชายนายพัฒนา, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ว่าที่ รมว.คมนาคม และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกฯ และ รมว.คลัง

    หลังจากร้องเพลงวันเกิดเสร็จ ได้มี ส.ส. ภายในงานตะโกนขึ้นว่า หากนายอนุทินดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบ 4 เดือนตามเงื่อนไขการยุบสภา และมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ก็ขอให้นายอนุทินได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีก 4 ปี ซึ่งเค้กวันเกิดปีนี้ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกแบบเป็นรูปนายอนุทินกำลังถือเสื้อสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หมายเลข 32 ซึ่งสื่อถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/782304&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18weGLJhgezmsP1lgKv84V

  • เพชรเทียมกระทบเศรษฐกิจแอฟริกาใต้ บอตสวานาเร่งหาทางเลือกใหม่

    เพชรเทียมกระทบเศรษฐกิจแอฟริกาใต้ บอตสวานาเร่งหาทางเลือกใหม่

    บอตสวานาและประเทศเพื่อนบ้านในแอฟริกาใต้กำลังเผชิญกับการท้าทายครั้งใหญ่จากการแพร่กระจายของเพชรเทียมที่มีราคาถูกกว่า ซึ่งคุกคามเศรษฐกิจที่สร้างความมั่งคั่งมาจากเพชรธรรมชาติ บอตสวานาได้เปิดตัวกองทุนเพื่อการลงทุนแห่งรัฐเพื่อวางรากฐานสำหรับอนาคตที่มีความยืดหยุ่น ยั่งยืน และหลากหลายมากขึ้น

    วิกฤตเศรษฐกิจจากเพชรเทียม

    เพชรเป็นแหล่งรายได้หลักของบอตสวานา คิดเป็นร้อยละ 30 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และร้อยละ 80 ของการส่งออก ตามข้อมูลกองทุนการเงินระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้บริโภคหันไปใช้เพชรเทียมราคาถูกที่ผลิตในจีนและอินเดีย ราคาเฉลี่ยของเพชรธรรมชาติ 1 กะรัตได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

    ราคาเพชรลดลงจากจุดสูงสุด 6,819 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม 2022 เหลือ 4,997 ดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2024 ตามข้อมูลจากสภาเพชรโลก บอตสวานาที่มีพื้นที่เป็นทะเลทรายร้อยละ 70 ได้รับการยกระดับจากความยากจนด้วยการค้นพบเพชรในทศวรรษ 1960 แต่ปัจจุบันเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบจากการแข่งขันของเพชรเทียม

    ระบบสาธารณสุขใกล้ล่มสลาย

    เมื่อเงินสำรองต่างประเทศหมดลง รัฐบาลต้องหันไปกู้หนี้เพื่อเติมเงินคงคลังแผ่นดิน เงินทุนของรัฐบาลลดลงจนระบบสาธารณสุขเกือบจะล่มสลายในเดือนสิงหาคม ทำให้ประธานาธิบดี ดูมา โบโก ต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน

    สำนักจัดอันดับเครดิต S&P ได้ลดระดับเครดิตระยะยาวของบอตสวานาลงหนึ่งขั้นเป็น ‘BBB’ และประกาศแนวโน้มเชิงลบในวันศุกร์ โดยอ้างถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดเพชรเทียม เพชรสังเคราะห์ได้ครองตลาดโลกประมาณร้อยละ 20 ตามมูลค่า และสูงถึงร้อยละ 50 ตามปริมาณในส่วนของแหวนหมั้นในสหรัฐอเมริกาในปี 2025

    ประเทศอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบ

    เลโซโธซึ่งมีขนาดเล็กก็ได้รับผลกระทบ โดยเพชรมีส่วนสนับสนุนถึงร้อยละ 10 ของ GDP มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ ในเดือนนี้เหมืองเพชรที่ใหญ่ที่สุดคือ เลตแซง ประกาศจะปลดพนักงาน 1 ใน 5 โดยอ้างผลกระทบด้านราคาที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และกำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาดลงลงด้วยเช่นกัน

    ยุทธศาสตร์การตลาดใหม่

    เพื่อรักษาตลาดเพชรธรรมชาติไว้ แองโกลา บอตสวานา นามิเบีย แอฟริกาใต้ และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกได้ให้คำมั่นในเดือนมิถุนายนที่จะจัดสรรร้อยละ 1 ของรายได้ประจำปีจากเพชรเพื่อการตลาดเพชรธรรมชาติ การรณรงค์นี้จะได้ปรับคุณค่าของเพชรธรรมชาติให้เป็น ‘ผลิตภัณฑ์หรูหรา’ และเป็นที่ปรารถนา

    เพชรธรรมชาติคิดเป็นรายได้ประมาณร้อยละ 30 ของ GDP บอตสวานา

    เพชรธรรมชาติคิดเป็นรายได้ประมาณร้อยละ 30 ของ GDP บอตสวานา

    เพชรเทียมที่ผลิตในห้องแล็ปมีราคาถูกกว่า และแทบจะเหมือนกับเพชรธรรมชาติ

    เพชรเทียมที่ผลิตในห้องแล็ปมีราคาถูกกว่า และแทบจะเหมือนกับเพชรธรรมชาติ

    เพชรธรรมชาติผ่านการถหลอมลึกลงไปใต้พื้นโลกเป็นเวลานับพันล้านปี

    เพชรธรรมชาติผ่านการถหลอมลึกลงไปใต้พื้นโลกเป็นเวลานับพันล้านปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/synthetic-diamonds-impact-southern-africa-economy-botswana-alternatives&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_WRBr-nK_qS3Ks_OmMlw0

  • นักวิชาการ มธ. เห็นด้วยกับ รมต.เศรษฐกิจคนนอก แนะเร่งประกาศ Quick wins 4 เดือน

    นักวิชาการ มธ. เห็นด้วยกับ รมต.เศรษฐกิจคนนอก แนะเร่งประกาศ Quick wins 4 เดือน

    13 กันยายน 2568 ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม อาจารย์คณะวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา (TIARA) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้เทคนิคการมองอนาคต (Foresight and Futures Studies) เปิดเผยในมุมมองของนักวิชาการเกี่ยวกับรัฐบาลอนุทิน ที่มีรัฐมนตรีคนนอกมาคุมกระทรวงเศรษฐกิจว่า สิ่งที่ประชาชนเฝ้าติดตามมากที่สุดและเป็นบทพิสูจน์ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งการดึงบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจมาร่วมรัฐบาลในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นปัจจัยบวกเชิงสัญลักษณ์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ตลอดจนภาคประชาชนเป็นอย่างมาก ส่วนตัวมองว่าฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่มีหน้าตาสวย แต่จะสร้างผลงานได้มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความเป็นอิสระ และการเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นสามารถทำงานได้ตามความคิดของเขา

    ผศ.ดร.ธันยพร กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งทำคือการประกาศแผนงานระยะเร่งด่วน (Quick wins) ให้ชัดเจนว่าในระยะ 4 เดือนนี้ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง ซึ่งต้องเป็น Quick wins 4 เดือน ที่เกิดจากการวางแผนร่วมกันแบบสอดประสานกันของกระทรวงที่รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน โดยสิ่งที่คาดหวังในเดือนแรก คือการประกาศความพร้อมของคณะทำงานในแต่ละกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ว่าจะสามารถสอดประสานการทำงานร่วมกันแบบข้ามกระทรวงได้ โดยไม่แบ่งแยกต่างฝ่ายต่างทำกันไปแบบเดี่ยวๆ พร้อมกับการเร่งประกาศนโยบายลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน รวมไปถึงการฉายภาพให้เห็นถึงมาตรการที่ชัดเจนในการรับมือกับเรื่องภาษีทรัมป์

    ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม

    ส่วนเดือนที่สอง รัฐบาลควรให้ความสำคัญไปที่การช่วยเหลือ บรรเทาแรงกดดันให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถเดินต่อไปได้ หรือจะเป็นการเร่งออกมาตรการอำนวยความสะดวกให้โครงการลงทุนใหม่ๆ เช่น การตั้งโรงงาน การตั้งนิคมอุตสาหกรรม การนำเข้าเทคโนโลยีเครื่องจักร ฯลฯ ขณะที่เดือนที่สาม ควรมุ่งเน้นความสำคัญไปที่การสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ โดยจัดทำกิจกรรมการเชิญชวนการลงทุน (Investment Roadshow) ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ Next Gen เช่น อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) ฯลฯ

    “ระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน คงไม่สามารถทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจที่จะลงทุนในทันที แต่อย่างน้อยก็สร้างแรงบันดาลใจเริ่มต้นให้เกิดการหันมามองโอกาสและความเป็นไปได้ของประเทศไทยมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงแรกรัฐมนตรีคนนอกอาจต้องใช้เวลาปรับตัวมากพอสมควร เนื่องจากบางท่านคุ้นชินกับวิธีการทำงานแบบเอกชน บางท่านคุ้นเคยกับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีความแตกต่างไปจากระบบราชการ” ผศ.ดร.ธันยพร กล่าว

    ด้าน ศ.ดร.ภวิดา ปานะนนท์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หนึ่งในตัวชี้วัดความท้าทายทางเศรษฐกิจของไทยในวันนี้ คือผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยสถาบันสถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปี 2025 ที่รายงานว่า ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันร่วงลงไปอยู่อันดับที่ 30 จากอันดับที่ 25 ในปีที่แล้ว และเป็นประเทศที่รั้งอันดับท้ายๆ ในภูมิภาค โดยอยู่ในอันดับที่ 11 จากทั้งหมด 14 ประเทศ โดยสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้ประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญหาระยะสั้นมากมาย แต่สิ่งที่เป็นตัวชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหลายอย่างมาจากการสะสมกันของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไข

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในระยะสั้นของรัฐบาลที่มีระยะเวลาไม่มากนัก สิ่งที่ควรเร่งทำคือการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ซึ่งความไม่เชื่อมั่นเกี่ยวข้องกับการมองไม่เห็นถึงความแน่นอนของฉากทัศน์การเมืองไทยว่าจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ เช่น จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ มีการเลือกตั้งเมื่อใด ฯลฯ ดังนั้นรัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนทางการเมืองด้วย

    “การเร่งสร้างความชัดเจนเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ทำได้ จริงอยู่ว่ามันอาจจะไม่ใช่นโยบายด้านเศรษฐกิจโดยตรง แต่การมีความชัดเจนในเส้นทางทางการเมือง อย่างน้อยที่สุดก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและคนในประเทศได้ว่าการขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลครั้งนี้คือการลุกขึ้นมาแก้ปัญหา พูดจริงทำจริงตามกรอบระยะเวลาที่ได้ให้สัญญาไว้แล้วคืนเสียงให้กับประชาชนเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ส่วนตัวเชื่อการที่รัฐบาลจะมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีได้ เขาจะต้องทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีกลไกนอกระบบประชาธิปไตยเข้ามาทำให้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน และหยุดชะงักการพัฒนาเศรษฐกิจ” ศ. ดร.ภวิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378966793&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S8Nx0-p83m9zUKwZ53cde

  • จากการ ‘เริ่มทำ’ สู่พลังการเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย: บันทึกจากการสมัครผู้ว่าการ ธปท.

    จากการ ‘เริ่มทำ’ สู่พลังการเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย: บันทึกจากการสมัครผู้ว่าการ ธปท.

    ปี 2568 ผมตัดสินใจสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ใช่เพราะ ‘อยากเป็น’ แต่เพราะ ‘อยากทำ’ – ทำในสิ่งที่เชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นในเชิงโครงสร้าง

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด และสรุปได้อย่างไม่มีข้อสงสัยว่า เรากำลังติดกับดักการเติบโตต่ำ ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรง และความไม่ทั่วถึงในการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ ความท้าทายเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเครื่องมือชุดเดิมที่เน้นแต่เสถียรภาพโดยละเลยประสิทธิภาพและความทั่วถึง

    ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์มหภาคที่มีประสบการณ์ทำงานในภาคการเงิน ผมเชื่อว่า ‘ระบบเศรษฐกิจการเงิน’ คือกลไกสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ แต่ในปัจจุบันกลไกนี้ยังทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะถูกจำกัดด้วยโครงสร้างสถาบัน ข้อมูลไม่สมบูรณ์ กลไกจูงใจที่บิดเบี้ยว และพื้นที่เชิงนโยบายที่ไม่เปิดกว้างพอให้เกิดนวัตกรรมหรือของใหม่

    ด้วยเหตุนี้ ผมจึงตัดสินใจลาออกจาก SCB อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 31 มีนาคม เพื่อทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับการเตรียมข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับตำแหน่งนี้ โดยมีจุดมุ่งหมายชัดเจนว่า ถ้าจะอาสาเป็น “หัวหน้าทีมออกแบบระบบเศรษฐกิจการเงินไทย” คนต่อไป จะต้องมองปัญหาทั้งองค์รวม มีแนวทางที่ชัดเจนจับต้องได้ และสามารถลงมือทำได้จริง

    ข้อเสนอ: ระบบเศรษฐกิจการเงินที่ “ทั่วถึง มีประสิทธิภาพ และเสถียรภาพ”

    ผมและทีมงานเล็กๆ ได้ทำงานหนักตลอด 2 เดือนเพื่อพัฒนาแนวคิดที่ตอบโจทย์นี้ เราเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ แล้วออกแบบข้อเสนอใน 3 มิติหลัก ได้แก่

    • ความทั่วถึง (Inclusion): เช่น ระบบบัญชีหลายระดับ (Tiered Account Services) และโครงการศูนย์ข้อมูลเครดิตเชิงพาณิชย์ (Commercial Credit Reference) เพื่อให้ประชาชนและ SME เข้าถึงบริการทางการเงินที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับบริบทของตน
    • ประสิทธิภาพ (Efficiency): เช่น กลไก Credit Mediator เพื่อเชื่อมข้อมูลและประเมินความเสี่ยงร่วมระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน ลดอุปสรรคในการปล่อยสินเชื่อ
    • เสถียรภาพ (Stability): เช่น การใช้มาตรการ Countercyclical Capital Buffer (CCyB) อย่างยืดหยุ่น การปรับปรุงการดำเนินนโยบายการเงิน และการพัฒนาระบบจัดการหนี้เสียให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ข้อเสนอทั้งหมดนี้ถูกออกแบบให้อยู่ภายใต้บทบาทของ ธปท. และสามารถดำเนินการได้ทันที ไม่ได้เป็นแค่แนวคิดในอากาศ แต่มี Execution Plan กำกับทุกโครงการ และอ้างอิงจากกรณีศึกษาจริงจากต่างประเทศ

    (เอกสารแสดงวิสัยทัศน์ฯ ฉบับเต็ม ฉบับย่อ และเอกสารนำเสนอวิสัยทัศน์ฯ)

    ประสบการณ์ในกระบวนการสรรหา

    เมื่อถึงวันยื่นใบสมัคร ผมเดินทางไปด้วยตัวเอง เพราะรู้สึกว่านี่คืออีกหนึ่งประสบการณ์ในชีวิตที่สำคัญและน่าจดจำ จากนั้นใช้เวลาอีก 3 สัปดาห์ในเตรียมแผนการนำเสนอวิสัยทัศน์ (ที่ประกอบไปด้วย แผนการทำงาน ผู้เกี่ยวข้อง ตัวชี้วัดความสำเร็จ ฯลฯ) อย่างไรก็ดี การนำเสนอได้ถูกจำกัดเวลาไว้เพียง 10 นาที และมีเวลาตอบคำถามจากรรมการฯ อีก 20 นาที

    แม้เวลาจะสั้น แต่ผมใช้โอกาสนี้นำเสนอภาพใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านบทบาท ธปท. จาก ‘ผู้รักษาเสถียรภาพ’ สู่ ‘ผู้ออกแบบระบบเศรษฐกิจการเงิน’ ที่ทำงานเชิงรุก มีบทบาทมากขึ้นกับภาคเศรษฐกิจจริงและชีวิตประชาชน

    หลังนำเสนอ ผมรู้ว่าผลลัพธ์อาจไม่เป็นอย่างที่หวัง และท้ายที่สุดก็มีผู้สมัครท่านอื่นได้รับการคัดเลือก

    แม้ไม่ได้ถูกเสนอชื่อ แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับมีค่ามาก – มิตรภาพ คำแนะนำ ความหวัง และพลังสนับสนุนจากผู้คนหลากหลายที่เห็นความตั้งใจและเนื้อหาของข้อเสนอ แล้วช่วยส่งต่อ ช่วยแชร์ ช่วยแสดงความคิดเห็น หรือแม้แต่ส่งแรงใจมาให้โดยไม่รู้จักกันมาก่อน

    มื้ออาหารและเครือข่ายเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

    คืนวันหลังทราบผล อาเตา อาหงิด ชวนผมกับน้อยไปทานข้าวที่บ้านในบรรยากาศเป็นกันเอง ก่อนมื้ออาหารจะเริ่มขึ้น อาเตาหยิบมือถือขึ้นมาโทร พอปลายสายรับ แกพูดขำๆ พร้อมกับรอยยิ้มว่า

    “จ๋วง…มึงว่างไหม มากินข้าวกับท่านผู้ว่าฯ สอบตกกัน”

    ทุกคนหัวเราะ แล้วอีกฝ่ายตอบว่า 

    “อ๋อ ไปกินกับเครือข่ายบรรยงเหรอพี่…”

    แกตอบทันที

    “เครือข่ายบรรยงก็มีกูคนเดียวนี่แหละ และเท่าที่นั่งอยู่ตรงนี้”

    เสียงหัวเราะตามมาอีกครั้ง ผมไม่ได้พูดอะไรแต่เถียงในใจ ผมรู้ว่าเครือข่ายของผมมีมากกว่านั้น เครือข่ายของผมคือทุกคนที่ยังเชื่อว่า “ระบบเศรษฐกิจไทยต้องเปลี่ยนแปลงได้” คือผู้ที่พร้อมส่งต่อแนวคิด สนับสนุนข้อเสนอ แนะนำ เสนอแนะ แสดงความเห็น เพื่อให้เสียงของนโยบายที่ดีถูกได้ยินและต่อยอดต่อไป

    แม้ผมจะไม่ได้โอกาส ‘ได้ทำ’ ในตำแหน่งนั้น แต่ผมได้ ‘เริ่มทำ’ ไปแล้ว และหวังว่าการเริ่มทำของผมจะช่วยจุดประกายให้คนอื่นลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้…ให้กับเศรษฐกิจไทย

    เปลี่ยนเศรษฐกิจไทยไปด้วยกัน

    สุดท้ายผมขอขอบคุณ ผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหา ที่เปิดโอกาสให้ผมได้แสดงวิสัยทัศน์ 

    ขอบคุณ ผู้ร่วมอุดมการณ์ทุกคน ที่ร่วมแลกเปลี่ยน ถกเถียง พัฒนาแนวคิดกันอย่างเข้มข้น

    ขอบคุณ ผู้ใหญ่หลายท่าน ที่ให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมา

    ขอบคุณ ทีมเล็กๆ ที่ร่วมกันทำงานใหญ่ และทุ่มเทอย่างเต็มที่ตลอดสามเดือนด้วยใจโดยไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ

    และขอบคุณ ทุกเสียงที่ส่งกำลังใจให้ ไม่ว่าจะรู้จักกันหรือไม่

    ผมยังมีความหวังและจะยังคงใช้ความรู้ ความสามารถที่มี ทำหน้าที่บนบทบาทต่อไปให้ดีที่สุด เศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนได้ ถ้าเราออกมาอาสาทำงานเพื่อสาธารณะกันมากขึ้น 

    มาช่วยกัน #เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย กันครับ

    ภาพ: peshkov/Getty Images 

    อ้างอิง​

    ABOUT THE AUTHOR

    สมประวิณ มันประเสริฐ

    นักเศรษฐศาสตร์มหภาค นักบริหาร และนักการเงิน ที่มีประสบการณ์ครอบคลุมทั้งงานวิชาการ งานที่ปรึกษาเชิงนโยบายในภาครัฐ และการบริหารยุทธศาสตร์องค์กรในภาคการเงินการธนาคาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/former-bot-candidate-shares-vision/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Hi1nvZBLS3IUBLwS5lMBb

  • “ซูเปอร์โพล”ชี้ ประชาชน 58.9% มองข้อเสีย “เปิดด่านไทย-กัมพูชา” มากกว่าข้อดี ย้ำความมั่นคงสำคัญกว่าเศรษฐกิจ

    “ซูเปอร์โพล”ชี้ ประชาชน 58.9% มองข้อเสีย “เปิดด่านไทย-กัมพูชา” มากกว่าข้อดี ย้ำความมั่นคงสำคัญกว่าเศรษฐกิจ

    “ซูเปอร์โพล”ชี้ ประชาชน 58.9% มองข้อเสีย “เปิดด่านไทย-กัมพูชา” มากกว่าข้อดี ย้ำความมั่นคงสำคัญกว่าเศรษฐกิจ แนะ 4 ข้อถึงรัฐบาล

    เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง เสียงประชาชนต่อการเปิดด่านไทย-กัมพูชา จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,158 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 12-13 กันยายน 2568

    ผลการสำรวจที่ค้นพบ สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนเห็นข้อดีของการเปิดด่านในหลายมิติ แต่ตัวเลขส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 ทั้งหมด โดยลำดับแรกคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน ได้รับการยอมรับมากที่สุดที่ร้อยละ 38.9 รองลงมาคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ร้อยละ 33.4 และ การเสริมสร้างสันติภาพชายแดน ร้อยละ 32.8 ขณะที่ แรงงานเข้าระบบถูกกฎหมาย ได้ร้อยละ 24.5 และข้อดีอื่น ๆ เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวไทย-กัมพูชา การศึกษา หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้เพียงร้อยละ 18.2 เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ประชาชนมองเห็นผลเชิงบวกในหลายมิติ แต่ยังอยู่ในระดับ “ค่อนข้างต่ำ” และไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อการเปิดด่านได้อย่างชัดเจน

    ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ที่น่าพิจารณาคือ ผลสำรวจแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ข้อเสียมีน้ำหนักสูงกว่าข้อดีในแทบทุกด้าน โดย ร้อยละ 60.7 ของประชาชนระบุว่า การเปิดด่านจะ “ทำร้ายจิตใจคนไทย ทำลายศักดิ์ศรี” เพราะยังไม่พร้อมคืนดีหรือให้อภัยในประเด็นทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์สองประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 57.8 กังวลว่าสินค้าราคาถูกจากกัมพูชาจะทะลักเข้าไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบและเงินทุนไทยไหลออก

    ในมิติความมั่นคง ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 56.9 ห่วงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยเคยเผชิญมาแล้ว ขณะที่ ร้อยละ 48.1 แสดงความกังวลเรื่องโรคระบาดและสุขภาพประชาชน หากระบบสาธารณสุขชายแดนไม่พร้อม และร้อยละ 27.4 ระบุข้อเสียอื่น ๆ เช่น ภาระที่เพิ่มขึ้นต่อหน่วยงานรัฐ แรงงานผิดกฎหมาย และการลักลอบเข้าเมือง

    ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ยังได้ชี้ให้เห็นถึง การเปรียบเทียบโดยตรงระหว่างข้อดีและข้อเสียสะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.9 เห็นว่าข้อเสียมีมากกว่า ขณะที่เพียง ร้อยละ 33.4 เชื่อว่าข้อดีมากกว่า และอีก ร้อยละ 7.7 ไม่แน่ใจ ตัวเลขนี้ยืนยันชัดเจนว่า ภาพรวมของสังคมไทยมองว่าการเปิดด่านยังมีความเสี่ยงสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ

    ที่น่าสนใจคือ ผลโพลย้ำให้เห็นถึงลำดับความสำคัญที่ประชาชนให้ความสำคัญ เปรียบเทียบให้เห็นระหว่าง ความมั่นคงของชาติ กับ การกระตุ้นเศรษฐกิจ พบว่า ร้อยละ 75.4 เห็นว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อนการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีเพียงร้อยละ 24.6 ที่เห็นว่าเศรษฐกิจควรมาก่อน ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า แม้เศรษฐกิจจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประชาชนไทยให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงและศักดิ์ศรีของชาติ” เป็นลำดับแรก

    นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 77.1 ระบุว่ามีความเชื่อมั่นน้อยถึงไม่เชื่อมั่นเลยต่อความจริงใจของผู้นำกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาชายแดน ขณะที่มีเพียง ร้อยละ 12.1 ที่เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 10.8 อยู่ในระดับปานกลาง ตัวเลขนี้ชี้ว่า ปัญหา “ความไว้วางใจต่อผู้นำประเทศ” เป็นอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การเปิดด่านถูกมองในเชิงลบมากกว่าบวก

    “ผลสำรวจโดยภาพรวมสะท้อนชัดเจนว่า ประชาชนไทยมอง “ข้อเสียของการเปิดด่านไทย-กัมพูชามีมากกว่าข้อดี” ทั้งในมิติความรู้สึก (ศักดิ์ศรีและจิตใจคนไทย 60.7%) มิติทางเศรษฐกิจ (57.8%) มิติความมั่นคง (56.9%) และมิติด้านสาธารณสุข (48.1%) เมื่อเปรียบเทียบโดยตรง ประชาชน เกินครึ่งหนึ่ง (58.9%) ตัดสินชัดเจนว่าข้อเสียมากกว่า อีกทั้งยังยืนยันว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน (75.4%) และสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในผู้นำกัมพูชาอย่างชัดเจน (77.1% ไม่เชื่อมั่น)” ผศ.ดร.นพดล กล่าว

    ผู้ก่อตั้ง ซูเปอร์โพล กล่าวสรุปว่า ผลโพลนี้ทำให้เห็นชัดว่า “ประชาชนเลือกความมั่นคงของชาติเป็นอันดับแรก” และยังไม่เชื่อมั่นในกัมพูชา การเปิดด่านหากปราศจากมาตรการที่รัดกุม จะไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมไทยในรัฐบาลเองด้วย ข้อเสนอแนะที่น่าพิจารณา มีดังนี้

    1.ชะลอการเปิดด่าน จนกว่าจะมีมาตรการและหลักประกันด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสาธารณสุขที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน

    2.สร้างเงื่อนไขเจรจา กับรัฐบาลกัมพูชาให้แสดงความจริงใจและความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม เช่น การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์และแรงงานผิดกฎหมาย ก่อนที่จะเปิดด่าน

    3.เสริมกลไกการสื่อสารสาธารณะ ให้ประชาชนเห็นประโยชน์ที่เป็นจริง หากรัฐบาลมุ่งมั่นจะเดินหน้า พร้อมทั้งรับฟังเสียงสะท้อนของชุมชนชายแดนเป็นกลุ่มความต้องการพิเศษ

    4.จัดลำดับความมั่นคงเป็นวาระแห่งชาติในหัวใจของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้การดำเนินนโยบายใด ๆ ไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีและความรู้สึกมั่นคงของคนไทย

    #ซูเปอร์โพล #เปิดด่านไทยกัมพูชา #ความมั่นคง #เศรษฐกิจชายแดน #การเมืองไทย #ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/651118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yX0QB6UcRTAELE1V8mW8T