Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จะเกิดอะไร? ถ้าสื่อละเลยความเป็นมนุษย์ ในการรายงานความขัดแย้ง

    จะเกิดอะไร? ถ้าสื่อละเลยความเป็นมนุษย์ ในการรายงานความขัดแย้ง

    ต่อเรื่องเดียวกัน สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี อดีตบรรณาธิการบริหาร The Nation และผู้สื่อข่าวอาวุโส มองปรากฎการณ์ครั้งนี้ว่า การเสนอข่าวความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา ของสื่อมวลชนได้ละเมิดหลักการวิชาชีพ เพราะติดกับดักคำว่า ‘ผลประโยชน์แห่งชาติ’ ทำให้เกิดการสร้างวาทกรรมต่าง ๆ ทั้งการโจมตี และกลายเป็นส่วนหนึ่ง IO (Information Operation : ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร) ที่ฝ่ายความมั่นคงพยายามดำเนินการ

    “สื่อมวลชนละเมิดหลักการที่ได้รับการสั่งสอนอบรมมา ละเลย 3 หลักการใหญ่ คือ 1. รายงานอย่างที่ความจริงเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากจะให้เป็น 2. รายงานอย่างซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริงที่ได้รับมา คือ ต้องตรวจสอบที่มา และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และ 3. ความเหมาะควรในการรายงาน คือ เรื่องใดควรรายงานแค่ไหน เรื่องใดไม่ต้องรายงาน เหล่านี้ถูกละเมิดไปทุกข้อ เพราะอุดมการณ์ชาตินิยม และวาทกรรมเสียดินแดนกำกับอยู่ ข่าวเลยมุ่งไปหาสิ่งที่เรียกว่า ผลประโยชน์แห่งชาติ” สุภลักษณ์ กล่าว

    อดีตบรรณาธิการบริหาร The Nation ให้ความเห็นว่า การดำรงความเป็นกลางของสื่อแม้จะนิยามยาก แต่สามารถระบุได้ว่าต้องประกอบด้วย 3 ข้อคือ 1. การไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เป็นการเฉพาะเจาะจง 2. ผู้รายงานข่าวต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้ถูกนำเสนอข่าว และ 3. ความถูกต้องแม่นยำ

    “พอมีเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติทำให้สื่อไทยรายงานเข้าข้างไทย และไม่พยายามตรวจสอบหรือตั้งคำถามต่อฝ่ายไทยเอง การที่สื่อมวลชนไปรับข้อมูล IO ของกองทัพมารายงานข่าวเป็นเรื่องผิด เพราะหน้าที่ของนักข่าวคือตรวจสอบความถูกต้องไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากฝ่ายใด บางที IO อาจจะไม่ได้โกหกหรอก แต่ให้ข้อมูลไม่ครบ เราก็ต้องตรวจสอบว่าข้อมูลนี้ด้วยวิธีต่าง ๆ” สุภลักษณ์ ระบุ

    จากการศึกษาการสื่อสารออนไลน์โดย Media Alert กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ WISESIGHT พบว่า ประเด็นสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เป็นประเด็นที่ระหว่างเดือน มิ.ย.-ส.ค. 2568 ที่ได้รับความสนใจบนสื่อออนไลน์มากที่สุด โดย TikTok และ Facebook เป็น 2 แพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดย TikTok มีอินฟลูเอนเซอร์เป็นกลุ่มผู้สื่อสารหลัก

    “เนื้อหาที่นำเสนอส่วนใหญ่เน้นการสร้างอารมณ์ร่วม และกระตุ้นแนวคิดชาตินิยมอย่างเข้มข้นมากกว่าการให้ข้อมูลเชิงข้อเท็จจริง ดังนั้น สังคมควรจึงควรมีกลไกในการรู้เท่าทันสื่อ รวมถึงการรู้เท่าทันในอคติของตนเอง โดยไม่หลงเชื่อหรือแชร์ข้อมูลที่เร้าอารมณ์ในทันที” งานศึกษาฯ ระบุ

    งานศึกษาเดียวกันวิเคราะห์ว่า ข้อความจากสื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งแสดงอารมณ์ที่ชัดเจน เช่น โกรธ เศร้า ตลก ภูมิใจ ตื้นตันใจ มีแนวโน้มที่จะมาพร้อมกับจุดยืนด้านอุดมการณ์ที่ชัดเจน

    “จุดยืนที่พบมักเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนให้มีการรักษาอธิปไตย การปกป้องชายแดน การตอบโต้ การสนับสนุนหรือให้กำลังใจทหารฝั่งไทย เป็นต้น ซึ่งสะท้อนแนวคิดแบบชาตินิยมในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ที่มีแนวโน้มทำให้เกิดการวางกรอบความคิด และการเล่าเรื่องที่แบ่งแยกความเป็นเราและเขาที่ชัดเจน” การวิเคราะห์ระบุ

    ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบที่ต่อสู้กันทั้งทางอาวุธ และข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดการเสนอข่าวปลอม หรือข้อมูลที่ผิดพลาดจำนวนไม่น้อย และสื่อมวลชนอาชีพกับอินฟลูเอนเซอร์ ก็รับเอาข่าวนั้นมาเผยแพร่ต่อโดยขาดการตรวจสอบ

    ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วมีให้เห็นคือ ข่าวทหารไทยสามารถยึดปราสาทตาควายสำเร็จ ก่อนที่ภายหลัง พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก จะยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง, ข่าวกรมศิลปากรพร้อมให้ทําลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เพราะสามารถบูรณะใหม่ได้ ที่ภายหลังกรมศิลปากรออกมาชี้แจงว่า ไม่เคยมีแนวคิดดังกล่าว

    กระทั่งข่าวปลอมโดยสิ้นเชิง เช่น เรื่องเจ้าจ๋าหมาจรแห่งภูมะเขือที่ช่วยเหลือทหารไทย และถูกยิงเสียชีวิตระหว่างการสู้รบ ที่ไม่สามารถพิสูจน์ข้อมูล และแหล่งที่มาของเรื่องได้ ทั้งภาพประกอบยังเป็นภาพที่ถูกสร้างขึ้นมาจาก AI (Artificial Intelligence : ปัญญาประดิษฐ์)

    “ถ้าคุณนำเสนอเพื่อเรียกร้องเอนเกจเมนต์ (Engagement : การโต้ตอบ-การมีส่วนร่วมจากผู้ใช้โซเชียลมีเดีย) หรือยื้อเวลาการออกอากาศให้นานกว่าความจำเป็น ด้วยการตะโกน ประชด คำด่าทอ กระทบกระเทียบ หรือเหยียดเชื้อชาติ มัน Toxic (กระทบต่อจิตใจ หรือเป็นพิษ) สื่อควรเปลี่ยนมานำเสนอข้อมูลแบบรอบด้าน ถูกต้อง ฟังเสียงคนที่ได้รับความทุกข์ คนที่ไม่มีโอกาสพูด คนที่เดือดร้อน มากกว่าเร้าอารมณ์ความเกลียดชัง” ดร. สังกมา ระบุ

    อ. สังกมา มองว่า ถ้าสื่อมวลชนยังพยายามนำเสนอข่าวด้วยวิธีเช่นที่ผ่านมา อาจส่งผลกระทบมากกว่าที่คาดได้ ไม่ใช่เพียงผลกระทบด้านข้อมูลข่าวสารเฉพาะช่วงเวลานี้ แต่ส่งผลต่อสังคมในอนาคต

    “ชุดความคิดที่สื่อได้สร้าง ความเกลียดชังที่เกิดขึ้นนี้มันจะสั่งสมเป็นการเหยียดเชื้อชาติ เหยียดประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งกระทบต่อโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ จนเป็นผลกระทบทางวัฒนธรรม ฝังไปในคนรุ่นใหม่หลังจากนี้อีกเป็นเวลามากกว่า 10 ปี” ดร. สังกมา กล่าว

    ข้อสังเกตของ ดร. สังกมา สอดคล้องกับผลสำรวจของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) เมื่อ 18-19 ส.ค. 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,310 ตัวอย่าง ที่พบว่า 54.12 % ของกลุ่มตัวอย่าง คิดว่ากัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่ไม่ควรคบ 29.39 % เห็นว่า กัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่คบกันได้ แต่ไม่ควรไว้วางใจ 14.20 % เชื่อว่า กัมพูชาเป็นฝั่งตรงข้าม และมีเพียง 1.91 % ที่ยังมองว่า กัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่คบกันได้เหมือนเดิม

    ปัจจุบัน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และการเกิดขึ้นของสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก, เอ็กซ์ (ทวิตเตอร์เดิม), ยูทูป และติ๊กตอก ทำให้เกิดคำพูดที่ว่า ใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้ เพราะประชาชน, คนมีชื่อเสียง, นักการเมือง, บริษัทเอกชน แม้กระทั่งส่วนราชการ ก็สามารถนำเสนอข้อมูลที่ตนเองอยากนำเสนอได้

    การเปลี่ยนแปลงนี้ได้ปฏิวัติวงการสื่อ และทำให้เกิดสื่อหน้าใหม่ รวมถึง อินฟลูเอนเซอร์ จำนวนมาก แต่สุภลักษณ์ ยังยืนยันว่า สื่อมวลชนอาชีพที่ถูกสอนเรื่องหลักการทำงาน มีจรรยาบรรณ และยึดถือหลักวิชาชีพ จำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ความขัดแย้ง

    “สื่อมืออาชีพจำเป็นอย่างมาก เพราะการให้อินฟลูเอนเซอร์ นำเสนอข่าวโดยใช้ความชอบกำกับอย่างเดียว พูดสิ่งที่เขาอยากพูดโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง และสื่อเองไม่ตั้งคำถาม ไม่พยายามหาข้อมูลมาทัดทาน โต้แย้ง หรือตรวจสอบ จะทำให้เกิดการชี้นำสังคมแบบผิด ๆ สื่อมวลชนที่มีหลักวิชาชีพกำกับอยู่ต้องใช้หลักในการทำงานให้มากขึ้น ช่วยแก้ไขสิ่งผิด การสร้างสังคมที่แตกแยกมันมีราคาที่สังคมต้องจ่าย การหากินกับวาทกรรมปลอม เพื่อเพิ่มเอนเกจเมนต์โดยไม่สนใจผลกระทบก็ไม่ต่างจากแก๊งคอลเซนเตอร์” สุภลักษณ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสระบุ

    สุภลักษณ์ ยังเสนอว่า ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น สื่อมวลชนสามารถรักษาหลักการวิชาชีพได้ แม้ในสถานการณ์ที่กองทัพหรือรัฐบาลจะพยายามควบคุมข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จ

    โดยผู้สื่อข่าวเองต้องพยายามหาข้อมูลเพื่อตรวจสอบคู่ขนานกับข้อมูลของรัฐ พูดคุยกับคนในพื้นที่ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หรือค้นข้อมูลเอกสาร เพื่อนำเสนอมุมมองที่หลากหลาย หรือฟังความเห็นจากคนกลาง เช่น นักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ เพื่อให้ได้มุมมองที่ไม่มีอคติ

    สุภลักษณ์ เชื่อว่า ผู้สื่อข่าวสามารถใช้รูปแบบการเปรียบเทียบมุมมองของสื่อต่างประเทศที่มีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสำหรับการทำให้รายงานมีความเป็นภาววิสัย หรือนำเสนอตามความจริงโดยไม่มีอคติ และผู้เสพสื่อจะชั่งน้ำหนัก และตัดสินใจเองว่า จะเชื่อถือและให้ความไว้ใจข้อมูลของใคร

    สำหรับ การแก้ปัญหาวิกฤตสื่อมวลชนในสถานการณ์ความขัดแย้งระยะยาว อ. สังกมา เห็นว่า สื่อมวลชนและนักวิชาการด้านวารสารศาสตร์ควรใช้โอกาสนี้ในปรับหลักสูตรการสอนด้านสื่อสารมวลชนให้ทันสมัย และเหมาะสมกับสถานการณ์ที่แหลมคม

    “คิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็ก น่าจะเป็นโอกาสดีที่วงการสื่อมวลชนนำมาศึกษา เพื่อปรับกระบวนทัศน์ และปรับตัวให้เหมาะสมกับภูมิทัศน์สื่อใหม่ ระบบนิเวศสื่อ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี มันเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงสังคมวัฒนธรรม และโครงสร้างเศรษฐกิจสังคม นายทุนสื่อเองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน รู้ว่าในทางธุรกิจมันยาก แต่การทำงานตรงนี้ก็คล้ายจะเป็นเรื่องอุดมการณ์ เพราะสื่อควรวางตัวเป็นปัญญาชน ซึ่งเจ้าของสื่อต้องให้เวลานักข่าวในหาความรู้ และพัฒนาตัวเอง รวมถึงให้เวลาเขาทำงานด้วย” ดร. สังกมา ระบุ

    เมื่อย้อนมอง กรณีที่สื่อมวลชนถูกวิพากษ์-วิจารณ์หลายกรณีในอดีต สิ่งที่ตามมามักเป็นการเรียกร้องให้สร้างมาตรการควบคุมสื่อ แต่สำหรับ สุภลักษณ์ในฐานะผู้ที่อยู่อุตสาหกรรมนี้มาหลายสิบปี ยังเชื่อในเรื่องความอิสระของสื่อมวลชน

    “รู้ว่าเดี๋ยวนี้ สื่อต้องทำเพื่อเอนเกจเมนต์ แต่สื่อก็ต้องแม่นในหลักการ แม่นในข้อมูล ต้องยืนยันว่าจะขายความจริง ผมเชื่อว่า เอนเกจเมนต์ที่มั่นคงถาวรต้องยืนยันเรื่องนี้ เพราะถ้ามีคนจับได้ว่าคุณรายงานผิด ขาดความน่าเชื่อถือ เอนเกจเมนต์ที่ได้มาก็จะเป็นเรื่องชั่วคราว” สุภลักษณ์ กล่าว

    อดีตบรรณาธิการบริหาร The Nation กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้รัฐควบคุมสื่อ องค์กรวิชาชีพสื่อเองก็มีความจำเป็นต้องทำเรื่องนี้ แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการที่ต้องจดทะเบียนเป็นสมาชิก เพราะก็จะทำให้สื่อต้องเข้าสู่ระบบควบคุมที่ใช้อำนาจรัฐอยู่ดี ดังนั้น สิ่งที่ตัวสื่อทำได้คือ ตรวจสอบกันเอง โดยถ้าเราเห็นว่า สื่อหนึ่งลงข่าวผิด อีกสื่อก็ต้องกล้าออกข่าวที่ถูกต้องกว่าเพื่อหักล้างข้อมูล นี่จะเป็นการตรวจสอบซึ่งกันและกันของสื่อ”

    ท้ายที่สุดในสถานการณ์ความขัดแย้งอันแหลมคม สุภลักษณ์ ยังพยายามย้ำว่า สื่อมวลชนไม่ควรหลงลืมสิ่งที่สำคัญกว่ายอดเอนเกจเมนต์ และวาทกรรมชาตินิยม นั่นคือ ความเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ และประชาชนธรรมดาที่ไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มความขัดแย้งนี้ ไม่ว่าเราจะรักชาติ หรือหวังดีต่อประเทศเพียงใด

    “การนำเสนอ Hate Speech ทำให้เกิดกระแสความเกลียดชัง จนนำไปสู่สิ่งที่เลวร้าย เช่น การไล่เด็กกัมพูชากลับประเทศ(โรงเรียนบัวเชดวิทยา จ.สุรินทร์ 28 ส.ค. 2568) หรือการที่เอาสิ่งปฏิกูลไปฉีดใส่คนกัมพูชา (บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว 28 ส.ค. 2568) สื่อมวลชนไม่ควรรักชาติมากจนลืมความเป็นมนุษย์

    “คุณต้องไม่ลืมว่า ต่อให้เราเกลียดชังฮุน เซน (อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา) แค่ไหน แต่คนกัมพูชาที่อยู่ตรงนั้นเขาก็ไม่รู้เรื่อง เราจะเกลียดกันมาเพียงใดก็ยกประเทศหนีไม่ได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859745&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uMmxkT1YYOGxEMTVe6Hfu

  • นิด้าโพลชี้ รัฐบาลอนุทิน ไม่มีเสถียรภาพทำงานยาก สุดท้ายขัดแย้งพรรคประชาชน

    นิด้าโพลชี้ รัฐบาลอนุทิน ไม่มีเสถียรภาพทำงานยาก สุดท้ายขัดแย้งพรรคประชาชน

    14 ก.ย. 2568 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาชน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.88 ระบุว่า รัฐบาลจะไม่มีเสถียรภาพทำงานด้วยความยากลำบาก เพราะต้องเจรจากับพรรคประชาชนตลอด รองลงมา ร้อยละ 30.31 ระบุว่าการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้ ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเสียงข้างน้อย ร้อยละ 23.21 ระบุว่า เห็นด้วยกับรัฐบาลเสียงข้างน้อย ร้อยละ 23.05 ระบุว่า รัฐบาลจะมีเสถียรภาพ ทำงานได้ราบรื่น จากการสนับสนุนของพรรคประชาชน ร้อยละ 21.45 ระบุว่า ในท้ายที่สุด รัฐบาลจะขัดแย้งกับพรรคประชาชน ร้อยละ 10.61 ระบุว่า ในท้ายที่สุด ข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน จะถูกฉีก ร้อยละ 10.53 ระบุว่า รัฐบาลอยู่ไประยะหนึ่ง จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากเอง ร้อยละ 8.17 ระบุว่า คุณอนุทิน ควรรอเป็นนายกฯ ของรัฐบาลเสียงข้างมาก หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ร้อยละ 5.34 ระบุว่า พรรคประชาชนควรเข้าร่วมรัฐบาลด้วย เพื่อเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ร้อยละ 4.12 ระบุว่า ในท้ายที่สุด พรรคประชาชนจะจับมือกับพรรคเพื่อไทยล้มรัฐบาล และร้อยละ 0.99 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อระยะเวลาในการบริหารรัฐบาลเสียงข้างน้อยของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 56.26 ระบุว่า รัฐบาลจะอยู่ครบ 4 เดือนตามข้อตกลง รองลงมา ร้อยละ 27.79 ระบุว่า รัฐบาลจะอยู่ได้นานกว่า 4 เดือน ร้อยละ 14.58 ระบุว่า รัฐบาลจะอยู่ไม่ถึง 4 เดือน และร้อยละ 1.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการที่พรรคประชาชนสนับสนุนคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.38 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย รองลงมา ร้อยละ 23.36 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 23.13 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 22.67 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการที่พรรคประชาชนไม่เข้าร่วมรัฐบาล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.98 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 23.35 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 22.52 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 1.76 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/861328/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29MzzI61Ysjao-hl_x10N2

  • เปิดสาเหตุ! ทำไม “พิษแมงป่อง” ถึงเป็นของเหลวที่แพงที่สุดในโลก

    เปิดสาเหตุ! ทำไม “พิษแมงป่อง” ถึงเป็นของเหลวที่แพงที่สุดในโลก

    เมื่อพูดถึงสารที่มีราคาสูงที่สุดในโลก หลายคนอาจนึกถึงเพชร ทองคำ หรือแร่ธาตุหายากอื่นๆ แต่ความจริงแล้ว พิษแมงป่อง คือหนึ่งในสารที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิษของแมงป่องพันธุ์ Deathstalker ที่สามารถมีราคาสูงถึง 39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 1,400 ล้านบาท) ต่อแกลลอน แล้วอะไรทำให้พิษอันตรายนี้มีราคามหาศาลขนาดนี้?

    ทำไม “พิษแมงป่อง” ถึงมีราคาแพงกว่าทองคำ?

    1. ความหายากและกระบวนการผลิตที่ยากลำบาก

    การเก็บเกี่ยวพิษแมงป่องเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง แมงป่องแต่ละตัวจะผลิตพิษในปริมาณที่น้อยมาก โดยแมงป่องหนึ่งตัวจะให้พิษเพียง 2 มิลลิกรัมต่อครั้ง และการเก็บพิษแต่ละครั้งก็ต้องทำด้วยมืออย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้แมงป่องได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

    กระบวนการรีดพิษ (Milking): นักวิทยาศาสตร์จะใช้แหนบจับแมงป่องอย่างเบามือ แล้วใช้กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ กระตุ้นให้แมงป่องปล่อยพิษออกมา จากนั้นจึงรวบรวมพิษที่ได้มาใส่ในภาชนะขนาดเล็ก กระบวนการนี้ต้องใช้ความอดทนและเวลาอย่างมาก กว่าจะได้พิษในปริมาณที่ต้องการ

    2. ศักยภาพทางการแพทย์อันมหาศาล

    แม้พิษแมงป่องจะอันตรายถึงชีวิต แต่ในปริมาณที่เหมาะสมและผ่านการสกัดอย่างถูกต้อง พิษนี้กลับกลายเป็นยาที่มีคุณสมบัติโดดเด่นและมีประโยชน์มหาศาลในวงการแพทย์

    • การวิจัยโรคมะเร็ง: สารประกอบในพิษแมงป่องที่ชื่อว่า คลอร์โรทอกซิน (Chlorotoxin) มีความสามารถในการจับกับเซลล์มะเร็งในสมองและไขสันหลัง ทำให้แพทย์สามารถระบุตำแหน่งของเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น ซึ่งช่วยให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น
    • การรักษาโรคทางระบบประสาท: มีการศึกษาถึงประโยชน์ของพิษแมงป่องในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis)
    • ยาแก้ปวด: สารบางชนิดในพิษแมงป่องมีคุณสมบัติเป็นยาแก้ปวดที่ออกฤทธิ์แรงและไม่ก่อให้เกิดการเสพติดเหมือนกับมอร์ฟีน ซึ่งเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการรักษาอาการปวดเรื้อรัง
    • การศึกษาอื่นๆ: พิษแมงป่องยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น การพัฒนายาปฏิชีวนะ หรือการรักษาโรคทางภูมิคุ้มกัน

    3. ต้นทุนที่สูงมากในการวิจัยและพัฒนา

    การนำพิษแมงป่องมาใช้ในวงการแพทย์ต้องผ่านกระบวนการวิจัยและทดลองทางคลินิกที่ยาวนานและมีค่าใช้จ่ายมหาศาล ต้นทุนเหล่านี้รวมถึงการเลี้ยงแมงป่อง การสกัดพิษ การวิเคราะห์สารประกอบ การทดสอบในห้องปฏิบัติการ และการทดลองในมนุษย์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ราคาของพิษแมงป่องสูงขึ้นไปอีก

    พิษแมงป่องจึงไม่ใช่แค่สารพิษธรรมดา แต่เป็น “ของเหลวสีทอง” ที่มีคุณค่าทางการแพทย์มหาศาลและหาได้ยากยิ่ง ซึ่งราคาสูงลิ่วสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการผลิตและศักยภาพในการช่วยชีวิตผู้คนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/campus/1430783/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xCB3MxU_3SyW6EKtCEYEH

  • สนธยา คุณปลื้ม เปิดงานประเพณีบุญสารทเดือนสิบ ชมรมชาวใต้ประจำปี 2568 ณ วัดจุกกะเฌอ ศรีราชา | TOPNEWS

    สนธยา คุณปลื้ม เปิดงานประเพณีบุญสารทเดือนสิบ ชมรมชาวใต้ประจำปี 2568 ณ วัดจุกกะเฌอ ศรีราชา | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 14/09/2025 13:41

    ปก web ลุ้นเลขเด็ดถูก4งวดติด

    “หลวงตาสินทรัพย์” พระวัดดังอุบลฯ มอบหมูกระทะ 200 ชุด บำรุงขวัญกำลังใจ “ทหารกล้า”  ปกป้องแผ่นดินไทย

    กู้ภัยพร้อมชาวบ้านช่วยเหลือลูกแมวสีส้มติดอยู่ในท่อน้ำทิ้งนาน 2 วัน คาดหนีสุนัขมุดลงท่อน้ำทิ้ง

    หนุ่ม 20 ขับรถชนสาวเจ็บสาหัส เกิดหวาดระแวงทีมกู้ภัยฯ กระโดดน้ำหนี ต้องช่วยกันจับขึ้นมาปฐมพยาบาล

    ฉะเชิงเทรา พ่อค้า-แม่ค้า ระแวงบัญชีม้า รับเฉพาะเงินสด ทั้งคนไทยและแรงงานต่างด้าว

    ส่งมอบดวงตาบริจาคดวงที่ 10 ให้ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย

    มช. แถลงข่าวผลงาน-นโยบายพร้อมขอบคุณสื่อมวลชนที่ร่วมขับเคลื่อนความสำเร็จ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1314169&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WsXUnpAgj9j3-6l3JF0Aj

  • “อนุสรณ์” ห่วงบาทแข็งซ้ำเติมส่งออก ฉุดศก. แนะเร่งอัดฉีดมาตรการภาครัฐ-ลดดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    “อนุสรณ์” ห่วงบาทแข็งซ้ำเติมส่งออก ฉุดศก. แนะเร่งอัดฉีดมาตรการภาครัฐ-ลดดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วและแรง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยภาพรวม ภาคส่งออก และภาคการท่องเที่ยว อาจทำให้ตัวเลขส่งออกขยายตัวติดลบได้ในช่วงไตรมาส 4/68 เพิ่มความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดมากยิ่งขึ้น

    การเร่งรัดอัดฉีดการใช้จ่ายภาครัฐ ผ่านมาตรการต่าง ๆ มีความจำเป็น และต้องดำเนินการควบคู่กับการเพิ่มปริมาณเงิน และลดอัตราดอกเบี้ย การดำเนินการผ่อนคลายทั้งมาตรการทางการเงิน และการคลัง นอกจากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาท การส่งออกทองคำไม่ใช่ปัจจัยกดดันหลักให้เงินบาทแข็งค่า

    “สำหรับแนวคิดการกำหนดให้มีการซื้อขายทองด้วยเงินบาท อาจถูกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ซื้อขายทองคำด้วยดอลลาร์ จะได้รับการยกเว้นภาษี แนวคิดดังกล่าว อาจไม่ได้ช่วยชะลอการแข็งค่าเงินบาทมากนัก การเพิ่มปริมาณเงินบาทในระบบ จะช่วยชะลอการแข็งค่าได้ดีกว่า” นายอนุสรณ์ ระบุ

    พร้อมมองว่า ทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทจากการเกินดุลการค้า และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด รวมทั้งเงินทุนระยะสั้นไหลเข้าเก็งกำไรในตลาดการเงินแล้ว ได้รับการเสริมให้รุนแรงขึ้นจากการอ่อนตัวของค่าเงินดอลลาร์ การอ่อนตัวของดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงอย่างชัดเจน ประกอบกับมีการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ก็ยิ่งทำให้มีการโยกเงินทุนออกจากการถือครองดอลลาร์ และพันธบัตรสหรัฐฯ มาถือสินทรัพย์ทางการเงินในสกุลอื่น ๆ มากขึ้น ถือทองคำ และสินทรัพย์อื่น ๆ มากขึ้น

    “หากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯในวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% มีความเป็นไปได้ ที่จะทำให้เงินบาทแข็งค่าทดสอบระดับ 30.50-31.00 บาท/ดอลลาร์ได้” นายอนุสรณ์ ระบุ

    นายอนุสรณ์ มองว่า ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะนี้เป็นเพียงการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และส่วนหนึ่งเป็นผลจากลัทธิกีดกันทางการค้าจากภาษีทรัมป์ ยังไม่ได้มีสัญญาณใด ๆ ที่จะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน และเศรษฐกิจถดถอยแบบวิกฤตซับไพร์ม (Subprime Crisis) ในเร็ว ๆ นี้

    อย่างไรก็ตาม การกีดกันการค้าจากภาษีทรัมป์ และมาตรการกีดกันคนเข้าเมือง จะส่งผลกระทบอันซับซ้อนต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯในระยะยาว ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น คุณภาพชีวิตแย่ลง การเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง เท่ากับเป็นการบังคับให้สหรัฐฯ ผลิตสินค้าที่แทนที่ควรจะนำเข้าเพราะถูกกว่า ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพ และลดมาตรฐานการครองชีพของประชาชน ขณะที่การเข้มงวดกับแรงงานเข้าเมือง ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตรกรรม และภาคก่อสร้าง

    “สถานการณ์ขณะนี้ เป็นเพียงการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เท่านั้น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับ 4.5% ลงมาสู่ระดับ 3% ในช่วงกลางปีหน้า น่าจะเพียงพอ สหรัฐอเมริกา มีหนี้สาธารณะสูงถึง 36.2 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็น 122% ของจีดีพี และต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นระยะ ๆ นักลงทุนจะทยอยลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปัจจัยดังกล่าว จะกดดันให้แนวโน้มดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงอ่อนค่าในระยะยาว” นายอนุสรณ์ ระบุ

    นายอนุสรณ์ ยังมองว่า ในภาวะปกติ ไม่มีธุรกรรมเก็งกำไรในตลาดปริวรรตเงินตรามากเกินไป ประเทศที่มีระบบอัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวอย่างเสรี (Flexible Exchange Rate System) อัตราแลกเปลี่ยน หรือค่าเงิน สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้อุปสงค์เงินตราต่างประเทศกับอุปทานเงินตราต่างประเทศมีความสมดุล ธนาคารกลางจึงไม่จำเป็นต้องใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศในการแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตรา หรือตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

    อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมากในระยะเวลาอันสั้น ภาคส่งออกอาจไม่สามารถปรับตัวทันต่อความผันผวนดังกล่าว และมีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย อาจไม่ได้ใช้เครื่องมือประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้ การเข้ามาบริหารจัดการด้วยมาตรการต่าง ๆ เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท จึงมีความจำเป็น

    นายอนุสรณ์ เสนอว่า รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างมียุทธศาสตร์ และเป้าหมายชัดเจน มาตรการใช้จ่ายภาครัฐต้องมีประสิทธิภาพ และระมัดระวัง ค่าเฉลี่ยของการขาดดุลงบประมาณสูงขึ้นทุกปี เมื่อเทียบกับประเทศอาเซียน หนี้สาธารณะของไทยอยู่ในอันดับต้น ๆ ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 67.9% ของจีดีพี หรือ 12.3 ล้านล้านบาท คาดว่าจะขึ้นไปแตะ 68.9% ในอีก 3 ปีข้างหน้า ดังนั้น ประเทศไทยมีความเสี่ยงฐานะทางการคลังเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ และอาจถูกปรับลดอัตราเครดิตในอนาคตได้

    “รัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือน จึงควรหลีกเลี่ยงในการดำเนินมาตรการ หรือนโยบายใด ๆ ที่ต้องก่อหนี้สาธารณะเพิ่ม และ ทบทวนการใช้จ่าย และลดงบประมาณที่ไม่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศ ไม่คุ้มค่า ควรมีแนวทางเพิ่มรายได้ให้ชัดเจน เพื่อลดปัญหาการขาดดุลงบประมาณ และการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของหนี้สาธารณะ หากไทยถูกปรับลดเครดิต จะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนสูงขึ้น” นายอนุสรณ์ กล่าวในท้ายสุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/529310&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02LRbc7NvdNbqfApsOzMoc

  • ทองของรัฐ คือ เงินเก็บของประชาชน! #เขมรเอาเงินจากไหนมาซื้อทองไทย | รติ รัตนสวัสดิ์

    ทองของรัฐ คือ เงินเก็บของประชาชน! #เขมรเอาเงินจากไหนมาซื้อทองไทย | รติ รัตนสวัสดิ์

    เศรษฐกิจ

    ทองของรัฐ คือ เงินเก็บของประชาชน! #เขมรเอาเงินจากไหนมาซื้อทองไทย | รติ รัตนสวัสดิ์

    ทองของรัฐ คือ เงินเก็บของประชาชน! #เขมรเอาเงินจากไหนมาซื้อทองไทย | รติ รัตนสวัสดิ์

    จากข้อมูลล่าสุดที่น่าตกใจ การส่งออกทองไทยไปยังกัมพูชาในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – กรกฎาคม) พุ่งสูงถึง 2,149 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 68,000 ล้านบาท …รติ รัตนสวัสดิ์ นักคิดนักเขียนอิสระตั้งข้อสังเกตชวนสงสัย

    สมการที่ไม่มีวันแพ้ของรัฐ

    • ประชาชนซื้อ → เงินสดไหลเข้ารัฐ

    • ประชาชนขาย → ทองไหลกลับเข้ารัฐ

    • รัฐขายทองให้เพื่อนบ้าน → เงินตราต่างประเทศเข้ารัฐ

    • ทองแพงขึ้นเรื่อย ๆ → คนขายไม่หยุด → รัฐไม่หยุดรวย

    นี่คือสมการที่รัฐไม่มีวันแพ้ แต่ประชาชนไม่มีวันชนะ

    สรุป….กุญแจอยู่ในมือใคร ? หากทองคำของรัฐ = เงินเก็บของประชาชน

    ……แต่สิทธิ์ในการซื้อ-ขาย-ส่งออกทองคำ ไม่เคยเป็นของประชาชนเลย

    คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ

    • กองเงิน กองทองที่รัฐถือครองอยู่ มันคือ “เงินฝาก” ของใครกันแน่?

    • ใครคือคนที่มีสิทธิ์จริงในการกดปุ่ม “ขาย” ทองคำออกนอกประเทศ?

    • และประชาชนไทยควรยอมรับไปตลอดจริงหรือว่า เงินเก็บของเราจะถูกเรียกว่า “ทองของรัฐ”?

    🔑 สัจธรรมสุดท้าย

    ประชาชนมีสิทธิ์เก็บทอง….แต่ไม่มีสิทธิ์กำหนดอนาคตของทองที่เก็บไว้

    ส่วนรัฐก็มีสิทธิ์เก็บทอง แต่ความต่างคือ รัฐก็มีสิทธิ์…ขายมันออกไปเมื่อไรก็ได้…

    คำถามอยากเชิญประชาชนสงสัย…

    ทั้งกองเงิน และกองทองในมือรัฐ มาจากเหงื่อของใคร และใครอนุญาตให้รัฐเอาทองในคลังไปขายให้เขมร ?

    Hashtags

    #เขมรเอาเงินจากไหนมาซื้อทองไทย?

    #หรือว่าตอนนี้เขมรจะรวยกว่าไทย?

    ⚡️ สมการทองคำ

    • ทองถูก → คนแห่ซื้อ → เงินเข้ารัฐ

    • ทองแพง → คนแห่ขาย → ทองเข้ารัฐ

    • ทองรัฐเยอะ → เขมรขอซื้อ → รัฐเงินเยอะ

    • ทองไม่หยุดแพง → คนไม่หยุดขาย → รัฐไม่หยุดรวย

    เงินคนไทยหายไปไหน…?

            ในโลกการเงินที่เต็มไปด้วยสมการซ่อนเงื่อน มีสมการหนึ่งที่เรียบง่ายจนเจ็บแสบ:

    • ทองถูก คนแห่ซื้อ เงินเข้ารัฐ

    • ทองแพง คนแห่ขาย ทองเข้ารัฐ

    • รัฐทองเยอะ เขมรขอซื้อ รัฐเงินเยอะ

    • ทองไม่หยุดแพง คนไม่หยุดขาย รัฐไม่หยุดรวย

    นี่คือวงจรที่ทำให้เราเห็นชัดว่า ทองคำไม่ได้เป็นแค่สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง แต่คือกลไกดูดซับเงินของประชาชนเข้ารัฐอย่างแยบยล

    ทองคำ: กระปุกออมสินที่ประชาชนไม่มีสิทธิ์กุญแจ

    เวลาประชาชนซื้อทอง เราเชื่อว่ากำลังเก็บเงินไว้ในรูปแบบที่มั่นคง แต่ในความจริง ทุกบาทที่ซื้อคือเงินสดที่ไหลเข้าไปหมุนในระบบรัฐและนายทุนรายใหญ่

    เวลาประชาชนขายทอง เราเชื่อว่ากำลังแปลงทองเป็นเงินสดกลับคืน แต่ทองคำนั้นไม่ได้หายไปไหน — มันไหลกลับไปสะสมอยู่ในมือรัฐ รัฐจึงรวยทั้ง เงินสด และ ทองคำ

    ประชาชนเป็นแค่ผู้เล่นรายย่อยในเกมนี้ กำเงินไว้ได้บ้าง แต่ กุญแจตู้ทองคำ อยู่ในมือของรัฐและกลุ่มทุนไม่กี่รายเท่านั้น

    เมื่อกัมพูชา “ ซื้อทองไทย ”

          จากข่าวที่ทำให้คนสะดุ้งที่สุด ณ ตอนนี้ ก็คือ ข่าวไทยส่งออกทองไปกัมพูชามหาศาล…..แค่ 7 เดือนแรกปี 2568 มูลค่ากว่า 6.8 หมื่นล้านบาท จนกัมพูชากลายเป็นตลาดส่งออกทองอันดับสองของไทย รองจากสวิตเซอร์แลนด์ประเทศเดียว

    คำถามคือ…

    • กองเงิน และกองทองที่รัฐไทยมี ได้มาจากใคร?

    • และที่สำคัญ… ใครอนุญาตให้คุณขายทองให้เขมร?

    เขมรเอาเงินที่ไหนมาซื้อทองไทย?

    เศรษฐกิจกัมพูชาเล็กกว่ามาก รายได้เฉลี่ยประชากรต่ำกว่าไทยหลายเท่า การบริโภคทองภายในประเทศไม่สามารถอธิบายตัวเลขการซื้อที่มหาศาลนี้ได้เลย

    และถ้าเช่นนั้น…เขมรไปเอาเงินมาจากไหน?

    1. ทุนสีเทา — กัมพูชาเป็นฐานของทุนจีนเทา: คาสิโน การพนันออนไลน์ ฟินเทคเถื่อน การค้ามนุษย์ เงินสกปรกเหล่านี้ต้องการ “ช่องทางฟอก” และทองคือคำตอบที่ง่ายที่สุด

    2. เงินข้ามชาติ — กัมพูชาอาจเป็นเพียง “ทางผ่าน” ของเงินที่จริง ๆ แล้วไม่ได้มาจากประชาชนเขมร แต่คือเงินทุนต่างชาติที่เลือกใช้เส้นทางนี้

    3. หรือจริง ๆ แล้วเงินไม่ได้ออกจากเขมร แต่คือ “ตัวเลขในกระดาษ” ที่ทำให้การส่งออกทองของไทยดูสูงเกินจริง

    หรือว่าตอนนี้เขมรรวยกว่าไทย? นี่คือคำถามประชดที่สะเทือนใจคนไทย 

           ดูจากตัวเลขการค้าทองคำ เหมือนกับว่ากัมพูชา “รวย” ถึงขั้นกว้านซื้อทองจากไทยได้ไม่อั้น แต่ความจริงคือ ความรวยนั้นอาจไม่ได้อยู่ในมือประชาชนกัมพูชาเลย

    มันอาจเป็นแค่ภาพลวงตา ที่สะท้อนการเคลื่อนตัวของ ทุนสีเทาระดับภูมิภาค ผ่านกัมพูชาเข้ามาซื้อทองไทย

    ค่าเงินบาทแข็ง = ปัญหาที่ประชาชนต้องจ่าย

    เงินจากการส่งออกทองมหาศาลทำให้ เงินบาทแข็งค่าผิดธรรมชาติ ทั้งที่เศรษฐกิจจริงยังไม่ฟื้น แถม กนง. เพิ่งลดดอกเบี้ย

    เงินบาทแข็ง → ผู้ส่งออกไทยอื่น ๆ เดือดร้อน

    เงินบาทแข็ง → แรงงาน ภาคการผลิต ภาคเกษตร สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

    เงินที่ “เข้ารัฐ” จากการขายทอง กลับทำให้คนไทยจำนวนมหาศาลเจ็บปวดในชีวิตจริง

    ทองของรัฐ คือ เงินเก็บของประชาชน! #เขมรเอาเงินจากไหนมาซื้อทองไทย | รติ รัตนสวัสดิ์

    สมการที่ไม่มีวันแพ้ของรัฐ

    • ประชาชนซื้อ → เงินสดไหลเข้ารัฐ

    • ประชาชนขาย → ทองไหลกลับเข้ารัฐ

    • รัฐขายทองให้เพื่อนบ้าน → เงินตราต่างประเทศเข้ารัฐ

    • ทองแพงขึ้นเรื่อย ๆ → คนขายไม่หยุด → รัฐไม่หยุดรวย

    นี่คือสมการที่รัฐไม่มีวันแพ้ แต่ประชาชนไม่มีวันชนะ

    สรุป….กุญแจอยู่ในมือใคร ? หากทองคำของรัฐ = เงินเก็บของประชาชน

    ……แต่สิทธิ์ในการซื้อ-ขาย-ส่งออกทองคำ ไม่เคยเป็นของประชาชนเลย

    คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ

    • กองเงิน กองทองที่รัฐถือครองอยู่ มันคือ “เงินฝาก” ของใครกันแน่?

    • ใครคือคนที่มีสิทธิ์จริงในการกดปุ่ม “ขาย” ทองคำออกนอกประเทศ?

    • และประชาชนไทยควรยอมรับไปตลอดจริงหรือว่า เงินเก็บของเราจะถูกเรียกว่า “ทองของรัฐ”?

    🔑 สัจธรรมสุดท้าย

    ประชาชนมีสิทธิ์เก็บทอง….แต่ไม่มีสิทธิ์กำหนดอนาคตของทองที่เก็บไว้

    ส่วนรัฐก็มีสิทธิ์เก็บทอง แต่ความต่างคือ รัฐก็มีสิทธิ์…ขายมันออกไปเมื่อไรก็ได้…

    คำถามอยากเชิญประชาชนสงสัย…

    ทั้งกองเงิน และกองทองในมือรัฐ มาจากเหงื่อของใคร และใครอนุญาตให้รัฐเอาทองในคลังไปขายให้เขมร ?

    Hashtags

    #เขมรเอาเงินจากไหนมาซื้อทองไทย?

    #หรือว่าตอนนี้เขมรจะรวยกว่าไทย?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198643&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34XdYDDUf2-U-zp7W9EB_7

  • TDRI แนะว่าที่รมว.พลังงงาน เปิดตลาดไฟฟ้าเสรี ดันเศรษฐกิจฐานราก

    TDRI แนะว่าที่รมว.พลังงงาน เปิดตลาดไฟฟ้าเสรี ดันเศรษฐกิจฐานราก

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) มีข้อเสนอถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ว่า ในส่วนของว่าที่รมว.พลังงาน ประชาชนต้องการเห็นการปฏิรูปการซื้อขายไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ 

    ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทชั้นนำจำนวนมากต้องการมาลงทุนในประเทศไทยแต่ยังติดเรื่องไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ขาดแคลน เพราะไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากตลาดไฟฟ้าได้ง่าย 

    และบางบริษัทที่ลงทุนอยู่อาจถอนการลงทุนไปต่างประเทศ หากยังไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้  ในเวลาเดียวกันหากภาครัฐทำให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าเสรีจะช่วยกระจายรายได้ให้ประชาชนได้อีกทางหนึ่งจากการขายไฟที่เหลือใช้จากโซลาร์บนหลังคาบ้านซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้  

    TDRI แนะว่าที่รมว.พลังงงาน เปิดตลาดไฟฟ้าเสรี ดันเศรษฐกิจฐานราก

    ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมนั้น ต้องการเห็นการตรวจมาตรฐานโรงงานจากนักลงทุนต่างชาติที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐานมอก. และปล่อยมลพิษต่าง ๆ สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน ตลอดจนทำลายอุตสาหกรรมไทยจากการตัดราคาด้วยการผลักภาระสู่สังคม

    ส่วนโจทย์ของกระทรวงต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ คือ การปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ 

    ในช่วงที่มีการปิดชายแดนซัพพลายเชนที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงว่า หากอยู่ในภาวะแบบนี้เป็นไปยาวนานอาจทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องในไทยพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น 

    ดังนั้นการลดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์ที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางของการผลิตในภูมิภาคตามแนวคิด ไทย+1 (Thailand Plus One)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/638779&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30UjwNcqM8gx5hk0dZ2Phg

  • ผลโพลชัด ‘คนไทย’ ยังไม่อยากให้มีการเปิดด่าน

    ผลโพลชัด ‘คนไทย’ ยังไม่อยากให้มีการเปิดด่าน

    14 ก.ย. 2568 – ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง เสียงประชาชนต่อการเปิดด่านไทย-กัมพูชา จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,158 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 12 – 13 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา

    ผลการสำรวจที่ค้นพบ สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนเห็นข้อดีของการเปิดด่านในหลายมิติ แต่ตัวเลขส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 ทั้งหมด โดยลำดับแรกคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน ได้รับการยอมรับมากที่สุดที่ร้อยละ 38.9 รองลงมาคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ร้อยละ 33.4 และ การเสริมสร้างสันติภาพชายแดน ร้อยละ 32.8 ขณะที่ แรงงานเข้าระบบถูกกฎหมาย ได้ร้อยละ 24.5 และข้อดีอื่น ๆ เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวไทย-กัมพูชา การศึกษา หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้เพียงร้อยละ 18.2 เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ประชาชนมองเห็นผลเชิงบวกในหลายมิติ แต่ยังอยู่ในระดับ “ค่อนข้างต่ำ” และไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อการเปิดด่านได้อย่างชัดเจน

    ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ที่น่าพิจารณาคือ ผลสำรวจแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ข้อเสียมีน้ำหนักสูงกว่าข้อดีในแทบทุกด้าน โดย ร้อยละ 60.7 ของประชาชนระบุว่า การเปิดด่านจะ “ทำร้ายจิตใจคนไทย ทำลายศักดิ์ศรี” เพราะยังไม่พร้อมคืนดีหรือให้อภัยในประเด็นทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์สองประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 57.8 กังวลว่าสินค้าราคาถูกจากกัมพูชาจะทะลักเข้าไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบและเงินทุนไทยไหลออก

    ในมิติความมั่นคง ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 56.9 ห่วงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยเคยเผชิญมาแล้ว ขณะที่ ร้อยละ 48.1 แสดงความกังวลเรื่องโรคระบาดและสุขภาพประชาชน หากระบบสาธารณสุขชายแดนไม่พร้อม และร้อยละ 27.4 ระบุข้อเสียอื่น ๆ เช่น ภาระที่เพิ่มขึ้นต่อหน่วยงานรัฐ แรงงานผิดกฎหมาย และการลักลอบเข้าเมือง

    ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ยังได้ชี้ให้เห็นถึง การเปรียบเทียบโดยตรงระหว่างข้อดีและข้อเสียสะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.9 เห็นว่าข้อเสียมีมากกว่า ขณะที่เพียง ร้อยละ 33.4 เชื่อว่าข้อดีมากกว่า และอีก ร้อยละ 7.7 ไม่แน่ใจ ตัวเลขนี้ยืนยันชัดเจนว่า ภาพรวมของสังคมไทยมองว่าการเปิดด่านยังมีความเสี่ยงสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ

    ที่น่าสนใจคือ ผลโพลย้ำให้เห็นถึงลำดับความสำคัญที่ประชาชนให้ความสำคัญ เปรียบเทียบให้เห็นระหว่าง ความมั่นคงของชาติ กับ การกระตุ้นเศรษฐกิจ พบว่า ร้อยละ 75.4 เห็นว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อนการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีเพียงร้อยละ 24.6 ที่เห็นว่าเศรษฐกิจควรมาก่อน ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า แม้เศรษฐกิจจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประชาชนไทยให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงและศักดิ์ศรีของชาติ” เป็นลำดับแรก

    นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 77.1 ระบุว่ามีความเชื่อมั่นน้อยถึงไม่เชื่อมั่นเลยต่อความจริงใจของผู้นำกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาชายแดน ขณะที่มีเพียง ร้อยละ 12.1 ที่เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 10.8 อยู่ในระดับปานกลาง ตัวเลขนี้ชี้ว่า ปัญหา “ความไว้วางใจต่อผู้นำประเทศ” เป็นอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การเปิดด่านถูกมองในเชิงลบมากกว่าบวก

    “ผลสำรวจโดยภาพรวมสะท้อนชัดเจนว่า ประชาชนไทยมอง “ข้อเสียของการเปิดด่านไทย-กัมพูชามีมากกว่าข้อดี” ทั้งในมิติความรู้สึก (ศักดิ์ศรีและจิตใจคนไทย 60.7%) มิติทางเศรษฐกิจ (57.8%) มิติความมั่นคง (56.9%) และมิติด้านสาธารณสุข (48.1%) เมื่อเปรียบเทียบโดยตรง ประชาชน เกินครึ่งหนึ่ง (58.9%) ตัดสินชัดเจนว่าข้อเสียมากกว่า อีกทั้งยังยืนยันว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน (75.4%) และสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในผู้นำกัมพูชาอย่างชัดเจน (77.1% ไม่เชื่อมั่น)” ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล กล่าว

    ผู้ก่อตั้ง ซูเปอร์โพล กล่าวสรุปว่า ผลโพลนี้ทำให้เห็นชัดว่า “ประชาชนเลือกความมั่นคงของชาติเป็นอันดับแรก” และยังไม่เชื่อมั่นในกัมพูชา การเปิดด่านหากปราศจากมาตรการที่รัดกุม จะไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมไทยในรัฐบาลเองด้วย ข้อเสนอแนะที่น่าพิจารณา มีดังนี้

    1. ชะลอการเปิดด่าน จนกว่าจะมีมาตรการและหลักประกันด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสาธารณสุขที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน
    2. สร้างเงื่อนไขเจรจา กับรัฐบาลกัมพูชาให้แสดงความจริงใจและความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม เช่น การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์และแรงงานผิดกฎหมาย ก่อนที่จะเปิดด่าน
    3. เสริมกลไกการสื่อสารสาธารณะ ให้ประชาชนเห็นประโยชน์ที่เป็นจริง หากรัฐบาลมุ่งมั่นจะเดินหน้า พร้อมทั้งรับฟังเสียงสะท้อนของชุมชนชายแดนเป็นกลุ่มความต้องการพิเศษ
    4. จัดลำดับความมั่นคงเป็นวาระแห่งชาติในหัวใจของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้การดำเนินนโยบายใด ๆ ไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีและความรู้สึกมั่นคงของคนไทย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/861382/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KcWi6sR_agRK4abs9XkDB

  • ปลัดดีอี ไขปมร้อน ‘แค่ระงับวงเงิน ไม่ใช่อายัดบัญชี’ กำลังเร่งตรวจสอบเพิกถอน

    ปลัดดีอี ไขปมร้อน ‘แค่ระงับวงเงิน ไม่ใช่อายัดบัญชี’ กำลังเร่งตรวจสอบเพิกถอน

    วันนี้ (14 กันยายน 2568) จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนสังคมออนไลน์เกี่ยวกับปัญหาประชาชนหลายคนได้รับความเดือดร้อนจากการถูกอายัดบัญชีธนาคาร เพราะเข้าข่ายต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการบัญชีม้า

    ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ชี้แจงว่า เช้าวันนี้ (14 กันยายน) ศูนย์รับเรื่องได้รับสายร้องเรียนจากประชาชนกว่า 600-700 สาย ซึ่งส่วนใหญ่เข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นการอายัดบัญชีทั้งบัญชี

    พร้อมอธิบายว่า มาตรการดังกล่าว ‘ไม่ใช่การอายัดบัญชี’ แต่เป็นการ ‘ระงับวงเงินชั่วคราว’ ตามกรอบพระราชกำหนดว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามเส้นทางการเงินและดึงเงินกลับคืนให้ผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงได้

    “หากเงินที่ถูกโอนโดยมิจฉาชีพไหลไปอยู่ในบัญชีใด ธนาคารจะระงับเฉพาะจำนวนเงินที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ปิดบัญชีทั้งบัญชี ยกเว้นกรณีที่ตำรวจออกหมายอายัดตามกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลให้บัญชีไม่สามารถใช้งานได้เลย” ปลัดดีอีฯ ย้ำ

    และอธิบายว่า กลไกนี้ถูกกำหนดไว้ใน มาตรา 6 และมาตรา 7 ของพระราชกำหนด โดยธนาคารจะทำการระงับการทำธุรกรรมเฉพาะวงเงินที่เกี่ยวข้องกับการโอนที่ผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบชั่วคราวกับการใช้งานบัญชี เนื่องจากบางบัญชีมีการเคลื่อนไหวเงินต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ธนาคารหลายแห่งได้ขึ้นข้อความแจ้งเตือนในแอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้งว่า ‘ถูกอายัด’ ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าไม่สามารถใช้บัญชีได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงยังสามารถทำธุรกรรมได้อยู่ เพียงแต่ไม่สามารถใช้เงินก้อนที่ถูกระงับไว้

    เปิดขั้นตอนขอเพิกถอนการระงับ

    ส่วนในกรณีที่เจ้าของบัญชีได้รับผลกระทบจากการระงับวงเงิน สามารถติดต่อขอเพิกถอนการระงับได้ โดยจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก

    1. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยธนาคารทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน
    2. ตรวจสอบพฤติกรรมบัญชี ร่วมกับตำรวจและศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ว่ามีลักษณะปกติหรือเข้าข่าย ‘บัญชีม้า’ หรือไม่
    3. ตรวจสอบวงเงินและความสมเหตุสมผล ว่าสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตตามปกติ และไม่ซ้ำซ้อนกับบัญชีที่ถูก ปปง. หรือหน่วยงานยุติธรรมอื่นอายัดไว้แล้ว

    หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีคำสั่งปลดการระงับธุรกรรมชั่วคราวได้ทันที

    สำหรับความกังวลว่ากระบวนการจะล่าช้า ปลัดดีอีฯ ยืนยันว่า การตรวจสอบใช้เวลาไม่นาน เพราะข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ สามารถตรวจสอบจากธนาคารและเส้นทางการเงินได้ในไม่กี่นาที โดยล่าสุดได้มีการทดลอง (POC) ร่วมกับธนาคารหลายแห่ง พบว่าสามารถปลดการระงับได้รวดเร็วในหลายกรณี แต่ขณะเดียวกันก็พบว่ามีบัญชีจำนวนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจริง จึงไม่สามารถปลดล็อกได้

    อย่างไรก็ตาม การดำเนินมาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริสุทธิ์และป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพใช้ระบบการเงินในการกระทำความผิด พร้อมยืนยันว่าจะเร่งรัดกระบวนการให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด สามารถกลับมาใช้บัญชีและทำธุรกรรมได้ตามปกติ โดยไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนเกินความจำเป็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/de-mule-account-temporary-hold/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f3lUnW3MiWQCKtijR2Psr

  • ธปท. แจงปมอายัดบัญชี เกิดจากอะไร – จ่อปรับแนวทางอายัด ใครโดนแล้ว ทำยังไง

    ธปท. แจงปมอายัดบัญชี เกิดจากอะไร – จ่อปรับแนวทางอายัด ใครโดนแล้ว ทำยังไง

     
               ธปท. แจงปมอายัดบัญชีธนาคาร เร่งหารือร่วม ศปอท. – ธนาคาร ปรับแนวทางอายัดบัญชี ลดผลกระทบประชาชนสุจริต ชี้ใครโดนแล้ว จะยกเลิกอายัดยังไง 

    อายัดบัญชี เกิดจากอะไร - จ่อปรับแนวทางอายัด ใครโดนแล้ว ทำยังไง

                 จากกรณีประชาชนจำนวนมากถูกอายัดบัญชีธนาคาร จนทำให้ยอดเงินติดลบ ไม่สามารถทำธุรกรรมได้ จนส่งผลกระทบในวงกว้างนั้น 

                 ล่าสุด (13 กันยายน 2568) เพจ ธนาคารแห่งประเทศไทย – Bank of Thailand รายงานว่า นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า จากกรณีที่มีข่าวการอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้านั้น บัญชีที่ได้รับผลกระทบจะเป็นบัญชีที่อยู่ในเส้นทางเงินที่รับโอนจากบัญชีม้าเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมา ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) และธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) ได้ยกระดับการจัดการบัญชีม้า โดยขยายขอบเขตการติดตามเส้นทางเงินให้กว้างขึ้น เพื่อกักเงินที่โยงกับบัญชีม้ามาคืนผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด จึงทำให้การระงับบัญชีที่เกี่ยวข้องอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากขึ้น

                 จากความกังวลที่เกิดขึ้น ธปท. ได้หารือกับ ศปอท. และ ธพ. แล้ว และเห็นชอบร่วมกันเบื้องต้นว่าจะเร่งปรับแนวทางการอายัดบัญชีและกระบวนการปลดอายัด เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนสุจริต โดยจะมีการหารือร่วมกันพรุ่งนี้ (14 กันยายน) และจะเริ่มดำเนินการได้ทันที

                 สำหรับประชาชนสุจริตที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมา ท่านสามารถติดต่อยกเลิกการระงับ โดยติดต่อไปยังศูนย์ AOC 1441 ต่อ 2 ได้

                 อนึ่ง กรณีประชาชนพบว่ายอดเงินในบัญชีติดลบ นางสาวดารณี ชี้แจงว่า เกิดจาก 2 สาเหตุหลัก คือ 

                 – เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 มีการปรับปรุงข้อมูลรายการเคลื่อนไหวของเงินฝากช่วงสิ้นวันไม่ครบถ้วน ส่งผลให้บัญชีเงินฝากจำนวนหนึ่งมียอดเงินคงเหลือไม่เป็นปัจจุบัน ซึ่งธนาคารได้แก้ไขให้ถูกต้องเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา โดย ธปท. ได้สั่งการให้ธนาคารดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทุกราย รวมถึงได้เข้าตรวจสอบและติดตามให้ธนาคารมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้อีกในอนาคต ตลอดจนกำชับให้ทุกธนาคารมีมาตรการเชิงป้องกันเช่นกัน

                 – เกิดจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งธนาคารให้อายัดเงินในบัญชีต้องสงสัย แต่เงินในบัญชีเหลือน้อยกว่าจำนวนเงินที่ตำรวจแจ้งให้อายัด ระบบจึงแสดงยอดเงินในบัญชีติดลบ ซึ่งแต่ละธนาคารมีแนวทางการแสดงข้อมูลที่แตกต่างกัน โดย ธปท. ได้สั่งการให้ธนาคารเร่งสร้างความเข้าใจกับลูกค้าให้ชัดเจนแล้ว
     
                 ขณะที่เพจ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า มาตรการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ กำหนดระงับบัญชีต้องสงสัยชั่วคราวเพื่อตรวจสอบ โดยใช้แนวทางนี้มาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งสามารถช่วยปิดกั้นเงินผิดกฎหมายได้

                 อย่างไรก็ตาม กรณีนี้หากกระทบกับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง สามารถสอบถามข้อมูลกระบวนการการขอยกเลิกการถอนอายัด ได้ที่ ศูนย์ AOC 1441 กด 2

    อายัดบัญชี เกิดจากอะไร - จ่อปรับแนวทางอายัด ใครโดนแล้ว ทำยังไง  ภาพจาก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://money.kapook.com/view294961.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F1oFUI_dLLy2yH5bg60pS