Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ปลัดกระทรวงดีอี ยืนยันการระงับธุรกรรมจำกัดเฉพาะวงเงินต้องสงสัยเอี่ยว บัญชีม้า

    ปลัดกระทรวงดีอี ยืนยันการระงับธุรกรรมจำกัดเฉพาะวงเงินต้องสงสัยเอี่ยว บัญชีม้า

    วันนี้ (14 กันยายน) ศ. พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานประชุมร่วมกับตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ตัวแทนสถาบันการเงิน, ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการการอายัดบัญชี หลังมีผู้ถูกอายัดบัญชีที่สุ่มเสี่ยงเป็นบัญชีม้าจำนวนมาก และกรณีนี้พบมีประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อน โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ 

    ปลัดกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ถกเถียงกันในประเด็นการคัดกรองบัญชีว่า ต้องใช้หลักเกณฑ์ใดในการแบ่งแยกประเภทระหว่างบัญชีทั่วไปและบัญชีม้า รวมถึงการสกัดกั้นบัญชีนั้น มีการตรวจสอบผ่านระบบใด และใครคือผู้มีอำนาจในการสรุปว่าบัญชีใดสมควรจะถูกอายัด ขณะเดียวกัน ยังได้หารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหา

    หลังการประชุมที่ใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ เปิดเผยว่า กรณีที่เกิดขึ้น เป็นกลไกที่นำมาใช้สำหรับติดตามช่วยผู้เสียหายที่ถูกกลุ่มคอลเซ็นเตอร์หลอก ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถระงับการใช้บัญชีชั่วคราวเพื่อไม่ให้มีการโอนเงินของผู้เสียหายต่อ โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การอายัด เป็นเพียงการระงับการทำธุรกรรมชั่วคราว และเป็นการระงับวงเงินเฉพาะจำนวนที่ต้องสงสัยว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับเงินที่ได้จากกลุ่มอาชญากรทางออนไลน์ ไม่ใช่การระงับการทำธุรกรรมทั้งหมด 

    ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประสานงานผ่านศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) เพื่อให้เร่งจำแนกบัญชีของบุคคลธรรมดา และกลุ่มบัญชีซึ่งเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ 

    สำหรับการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเส้นทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีข้อมูลทางการเงินตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ก็จะทำให้ทราบว่า บัญชีที่แจ้งมาเป็นบัญชีบุคคลทั่วไปหรือเป็นบัญชีม้าที่แอบอ้างแจ้งข้อมูลเพื่อหวังให้ธนาคารปลดล็อควงเงินหรือไม่ 

    โดยเท่าที่ได้รับรายงาน ทราบว่าขณะนี้มีผู้ได้รับผลกระทบแจ้งข้อมูลผ่านศูนย์ AOC ประมาณ 600-700 คน คาดว่าจะสามารถแก้ปัญหาของผู้แจ้งทั้งหมดได้ภายใน 24 ชั่วโมง ส่วนปัญหาที่ได้รับแจ้งว่า การให้บริการผ่านศูนย์ AOC ติดขัดเนื่องจากมีคู่สายไม่เพียงพอนั้น เบื้องต้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งแก้ปัญหา รวมถึงประสานเจ้าหน้าที่จากสถาบันการเงินเข้ามาช่วยตรวจสอบเพื่อให้กระบวนการรวดเร็วยิ่งขึ้น 

    ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ยืนยันว่า การระงับธุรกรรมลักษณะนี้เป็นคนละส่วนกับการอายัดบัญชีที่ตำรวจและ ปปง. ดำเนินการ พร้อมกำชับให้ผู้เสียหายประสานข้อมูลผ่านสายด่วน AOC โดยตรงเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มคอลเซ็นเตอร์อาศัยสถานการณ์ดังกล่าวสวมรอยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่โทรหา เพราะศูนย์ฯ ไม่มีนโยบายโทรหาผู้เสียหายก่อน

    ศ. พิเศษ วิศิษฏ์ยังระบุว่า ในวันนี้ที่ประชุมมีมติให้สร้างกลไกตรวจสอบเพื่อเพิกถอนการทำธุรกรรมผ่านบัญชีซึ่งถูกล็อคไว้ชั่วคราว สำหรับแยกบุคคลทั่วไปกับผู้ที่กระทำความผิดแล้วแอบอ้างเข้ามาในระบบ AOC

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/permanent-secretary-confirms-limited-suspension/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_z0B7SiTf0iolkpFXi4_F

  • ดีอี เร่งปลดล็อก! ‘บัญชีผู้บริสุทธิ์’ สกัดบัญชีม้า

    ดีอี เร่งปลดล็อก! ‘บัญชีผู้บริสุทธิ์’ สกัดบัญชีม้า

    ดีอี เคลียร์ปมบัญชีถูกระงับ ชี้เป็นมาตรการกันมิจฉาชีพ ยันปลดล็อกให้ผู้บริสุทธิ์เร็วที่สุด

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำโดย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ แถลงผลการประชุมด่วนร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หลังเกิดกระแสความกังวลว่าประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูก ‘ระงับบัญชีธนาคาร’

    ปลัดดีอี ย้ำว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นการอายัดทั้งบัญชี แต่เป็น ‘การระงับธุรกรรมชั่วคราว’ ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 โดยธนาคารจะระงับเฉพาะวงเงินที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมต้องสงสัย เพื่อป้องกันการฟอกเงิน และติดตามเส้นทางการเงินของ ‘บัญชีม้า’ ซึ่งมิจฉาชีพใช้รับโอนเงินจากการหลอกลวงออนไลน์

    De-suspicious-transaction-fake-account-aoc-unlock-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ที่ประชุมยังเห็นชอบกลไก ‘ปลดล็อกบัญชี’ สำหรับผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง โดยมอบหมายให้ ศูนย์ปฏิบัติการ AOC 1441 ภายใต้การกำกับของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) เป็นผู้ตรวจสอบและเพิกถอนการระงับ เมื่อพบว่าเจ้าของบัญชีไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย ขณะนี้ได้มีการปลดล็อกบัญชีไปแล้วบางส่วน และจะเร่งดำเนินการต่อเนื่อง

    การตรวจสอบครั้งนี้เป็นการทำงานผ่านการจัดตั้งศูนย์ประสานงานทำงานร่วมกัน ระหว่าง ศปอท. ธปท. ธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อตรวจสอบบัญชีดังนี้
    1.เส้นทางการเงิน รูปแบบทางการเงินของบัญชีว่ามีลักษณะเป็นการทำธุรกรรมปกติหรือไม่
    2.เจ้าของบัญชีมีรายชื่อเกี่ยวข้องกับการอายัดบัญชีของ ปปง. และตำรวจหรือไม่

    ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถโทรติดต่อ สายด่วน AOC 1441 กด 2 เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและคืนสิทธิ์ได้ โดยธนาคารจะเป็นผู้แจ้งผลการปลดล็อกให้เจ้าของบัญชีทราบ ขณะที่ศูนย์ AOC จะไม่ติดต่อประชาชนโดยตรง เพื่อป้องกันการแอบอ้างจากแก๊งมิจฉาชีพ

    ปลัดดีอีระบุว่า มาตรการนี้มีเป้าหมาย ‘ปิดกั้นเส้นทางการเงินมิจฉาชีพ’ แต่ในขณะเดียวกันภาครัฐและสถาบันการเงินต้องสร้างสมดุลในการคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ และจะเร่งตรวจสอบ-ปลดล็อกให้เร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนที่ทำธุรกรรมทางการเงินปกติ

    อย่างไรก็ตาม บัญชีของประชาชนทั่วไปที่ถูกระงับชั่วคราว เมื่อมีคำสั่งจาก ศปอท.ให้ปลดล็อกแล้ว ธนาคารจะเป็นผู้แจ้งให้เจ้าของบัญชีได้รับทราบ โดยศูนย์ AOC จะทำหน้าที่รับเรื่อง และประมวลผลข้อมูลเท่านั้น จะไม่ติดต่อกับประชาชนโดยตรง เพื่อป้องกันการแอบอ้างจากมิจฉาชีพ สำหรับมาตรการดังกล่าว ได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เพื่อปิดกั้นเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพ ที่ก่ออาชญากรรมออนไลน์สร้างความเสียหายให้กับประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/de-suspicious-transaction-fake-account-aoc-unlock&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10h13FDauR5cxqFrlC2T0a

  • โพลชี้เปิดด่านไทย-กัมพูชา ความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน ไม่เชื่อใจเขมร | เดลินิวส์

    โพลชี้เปิดด่านไทย-กัมพูชา ความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน ไม่เชื่อใจเขมร | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง เสียงประชาชนต่อการเปิดด่านไทย-กัมพูชา จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,158 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 12-13 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา

    ผลการสำรวจที่ค้นพบ สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนเห็นข้อดีของการเปิดด่านในหลายมิติแต่ตัวเลขส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 ทั้งหมด โดยลำดับแรกคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนได้รับการยอมรับมากที่สุดที่ร้อยละ 38.9 รองลงมาคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ร้อยละ 33.4 และการเสริมสร้างสันติภาพชายแดน ร้อยละ 32.8 ขณะที่ แรงงานเข้าระบบถูกกฎหมาย ได้ร้อยละ 24.5 และข้อดีอื่นๆ เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวไทย-กัมพูชา การศึกษา หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้เพียงร้อยละ 18.2 เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ประชาชนมองเห็นผลเชิงบวกในหลายมิติ แต่ยังอยู่ในระดับ “ค่อนข้างต่ำ” และไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อการเปิดด่านได้อย่างชัดเจน

    ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ที่น่าพิจารณาคือ ผลสำรวจแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ข้อเสียมีน้ำหนักสูงกว่าข้อดีในแทบทุกด้าน โดย ร้อยละ 60.7 ของประชาชนระบุว่า การเปิดด่านจะ “ทำร้ายจิตใจคนไทย ทำลายศักดิ์ศรี” เพราะยังไม่พร้อมคืนดีหรือให้อภัยในประเด็นทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์สองประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 57.8 กังวลว่าสินค้าราคาถูกจากกัมพูชาจะทะลักเข้าไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบและเงินทุนไทยไหลออก

    ในมิติความมั่นคง ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 56.9 ห่วงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยเคยเผชิญมาแล้ว ขณะที่ ร้อยละ 48.1 แสดงความกังวลเรื่องโรคระบาดและสุขภาพประชาชน หากระบบสาธารณสุขชายแดนไม่พร้อม และร้อยละ 27.4 ระบุข้อเสียอื่น ๆ เช่น ภาระที่เพิ่มขึ้นต่อหน่วยงานรัฐ แรงงานผิดกฎหมาย และการลักลอบเข้าเมือง

    ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ยังได้ชี้ให้เห็นถึง การเปรียบเทียบโดยตรงระหว่างข้อดีและข้อเสียสะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.9 เห็นว่าข้อเสียมีมากกว่า ขณะที่เพียง ร้อยละ 33.4 เชื่อว่าข้อดีมากกว่า และอีก ร้อยละ 7.7 ไม่แน่ใจ ตัวเลขนี้ยืนยันชัดเจนว่า
    ภาพรวมของสังคมไทยมองว่าการเปิดด่านยังมีความเสี่ยงสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ

    ที่น่าสนใจคือ ผลโพลย้ำให้เห็นถึงลำดับความสำคัญที่ประชาชนให้ความสำคัญ เปรียบเทียบให้เห็นระหว่างความมั่นคงของชาติ กับ การกระตุ้นเศรษฐกิจ พบว่า ร้อยละ 75.4 เห็นว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อนการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีเพียงร้อยละ 24.6 ที่เห็นว่าเศรษฐกิจควรมาก่อน ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า แม้เศรษฐกิจจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประชาชนไทยให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงและศักดิ์ศรีของชาติ” เป็นลำดับแรก

    นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 77.1 ระบุว่ามีความเชื่อมั่นน้อยถึงไม่เชื่อมั่นเลยต่อความจริงใจของผู้นำกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาชายแดน ขณะที่มีเพียงร้อยละ 12.1 ที่เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 10.8 อยู่ในระดับปานกลาง ตัวเลขนี้ชี้ว่า ปัญหา “ความไว้วางใจต่อผู้นำประเทศ” เป็นอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การเปิดด่านถูกมองในเชิงลบมากกว่าบวก

    ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา

    “ผลสำรวจโดยภาพรวมสะท้อนชัดเจนว่า ประชาชนไทยมอง “ข้อเสียของการเปิดด่านไทย-กัมพูชามีมากกว่าข้อดี” ทั้งในมิติความรู้สึก (ศักดิ์ศรีและจิตใจคนไทย 60.7%) มิติทางเศรษฐกิจ (57.8%) มิติความมั่นคง (56.9%) และมิติด้านสาธารณสุข (48.1%) เมื่อเปรียบเทียบโดยตรง ประชาชน เกินครึ่งหนึ่ง (58.9%) ตัดสินชัดเจนว่าข้อเสียมากกว่า อีกทั้งยังยืนยันว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน (75.4%)
    และสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในผู้นำกัมพูชาอย่างชัดเจน (77.1% ไม่เชื่อมั่น)” ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล กล่าว

    ผู้ก่อตั้ง ซูเปอร์โพล กล่าวสรุปว่า ผลโพลนี้ทำให้เห็นชัดว่า “ประชาชนเลือกความมั่นคงของชาติเป็นอันดับแรก” และยังไม่เชื่อมั่นในกัมพูชา การเปิดด่านหากปราศจากมาตรการที่รัดกุม จะไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมไทยในรัฐบาลเองด้วย ข้อเสนอแนะที่น่าพิจารณา มีดังนี้

    1. ชะลอการเปิดด่าน จนกว่าจะมีมาตรการและหลักประกันด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสาธารณสุขที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน
    2. สร้างเงื่อนไขเจรจากับรัฐบาลกัมพูชาให้แสดงความจริงใจและความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม เช่น การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์และแรงงานผิดกฎหมาย ก่อนที่จะเปิดด่าน
    3. เสริมกลไกการสื่อสารสาธารณะ ให้ประชาชนเห็นประโยชน์ที่เป็นจริง หากรัฐบาลมุ่งมั่นจะเดินหน้า พร้อมทั้งรับฟังเสียงสะท้อนของชุมชนชายแดนเป็นกลุ่มความต้องการพิเศษ
    4. จัดลำดับความมั่นคงเป็นวาระแห่งชาติในหัวใจของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้การดำเนินนโยบายใด ๆ ไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีและความรู้สึกมั่นคงของคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5111741/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TcgrF6ZxEL1_LXe_nzE_P

  • “ภูมิใจไทย” สวน “เพื่อไทย” ชี้นโยบาย “รถไฟฟ้า 20บาทตลอดสาย” แค่ยกตัวเลขลอยๆ มาหาเสียง

    “ภูมิใจไทย” สวน “เพื่อไทย” ชี้นโยบาย “รถไฟฟ้า 20บาทตลอดสาย” แค่ยกตัวเลขลอยๆ มาหาเสียง

    14 กันยายน 2568 18:29 น. สยามรัฐออนไลน์ การเมือง

    วันที่ 14 กันยายน 2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) เรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยปัดฝุ่นนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวันมาใช้ ว่า สภาสมัยที่ผ่านมาตนเป็นประธานคณะกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.ขนส่งทางราง มองว่าสามารถนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้ร่วมกับ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม และ พ.ร.บ.รฟม.เพื่อดำเนินการศึกษาให้รู้ต้นทุนที่แท้จริงของค่าโดยสารรถไฟฟ้า ว่าต้นทุนจริงๆ เป็นเท่าไหร่กันแน่ วันนี้ต้องยอมรับว่าความจริงสิ่งที่พรรคเพื่อไทยคิด 20 บาทตลอดสาย ไม่ได้อยู่บนฐานจากการศึกษาว่าต้นทุนเท่าไหร่ เป็นการยกตัวเลขมาลอยๆ เพื่อหาเสียง โดยอาศัยกฎหมายที่มีอยู่

    โดยเฉพาะ พ.ร.บ.รฟม.ที่มีกองทุนอยู่ หรือนำงบประมาณส่วนอื่นมาชดเชยส่วนต่าง เพราะจริงๆ แล้วเอกชนเขาไม่ได้ลดราคาค่าโดยสาร แต่เป็นเรื่องที่รัฐเอางบประมาณไปอุดหนุน ซึ่งเป็นเงินภาษี คำถามคือ ทำแบบนี้คือเอางบประมาณมาหาเสียงหรือไม่ มองว่าไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง

    ทั้งนี้ การบอกว่าต้องรับนโยบายนี้ไปดำเนินการต่อไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ถูกต้องคือไปพิจารณาว่าต้นทุนจริงๆ เท่าไหร่ รัฐต้องอุดหนุนเท่าไหร่ ที่สำคัญวันนี้คน กทม.ไม่ได้ใช้แต่รถไฟฟ้า เขาใช้รถเมล์ด้วย การจะบอกให้รับช่วงต่อโดยไม่มีข้อมูลทางวิชาการไม่ควรทำ แต่รัฐบาลที่จะเข้ามาหลังจากนี้จะศึกษาค่าโดยสารรถโดยรวมเพื่อจะได้ไม่ต้องอุดหนุนมากกว่าที่ควร ที่สำคัญต้องถามว่านโยบายนี้เป็นเรื่องด่วนหรือไม่ มองว่าต้องศึกษาให้ครบถ้วน เพราะมีกฎหมายอื่นๆ เข้ามาหลายฉบับ มี พ.ร.บ.ออกมาหลายฉบับ ต้องคิดเรื่องต้นทุน และดึงรถเมล์เข้ามาด้วยน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/651187&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z9u13y1xo5iNY21q8Fu5H

  • สธ.เขต 9 เปิดผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา เสียหายกว่า 114.7 ล้านบาท

    สธ.เขต 9 เปิดผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา เสียหายกว่า 114.7 ล้านบาท

    14 กันยายน 2568 นพ.สามารถ ถิระศักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงการบริหารจัดการทางการแพทย์และสาธารณสุขของเขตสุขภาพที่ 9 รองรับสถานการณ์ภัยสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา ในงานประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2568 ว่า สถานการณ์เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 และมีเหตุปะทะอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อประชาชนรวมถึงหน่วยบริการสาธารณสุข โดย จ.บุรีรัมย์ ปิดบริการ 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลประโคนชัย และโรงพยาบาลบ้านกรวด 

    ส่วน จ.สุรินทร์ ปิดบริการ 4 แห่ง คือ โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา โรงพยาบาลกาบเชิง โรงพยาบาลสังขะ และโรงพยาบาลปราสาท มูลค่าความเสียหายรวม 114.7 ล้านบาท แบ่งเป็น ด้านโครงสร้าง 45 ล้านบาท ด้านบุคลากร 25.5 ล้านบาท อุปกรณ์/เครื่องมือ 1.45 ล้านบาท และงบประมาณที่สูญเสียอีก 42.7 ล้านบาท มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข

    พร้อมทั้งกำหนดแผนการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 5 ระดับ โดยใช้แผนระดับ 2 รับมือสถานการณ์ ได้แก่ กำหนดจุดปลอดภัยในพื้นที่ วางแผนเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ เตรียมพร้อมเรื่องเตียง ยา เวชภัณฑ์ โลหิต จัดทีมปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงทีม Sky Doctor เพื่อลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศ จัดระบบดูแลสุขภาพในศูนย์พักพิงทั้งการรักษาพยาบาล สุขาภิบาล และสุขภาพจิต นอกจากนี้ยังจัดทำแผนฟื้นฟูด้านสาธารณสุขหลังสงคราม ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะสั้น 1-4 สัปดาห์ ระยะกลาง 1-6 เดือน และระยะยาว 6 เดือน – 2 ปี

    นพ.สามารถ ถิระศักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข

    ในงานประชุมวิชาการฯ มีการนำเสนอผลการศึกษาของโรงพยาบาลละหานทราย จ.บุรีรัมย์ เรื่องการพัฒนารูปแบบการให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่ชายแดนในภาวะเสี่ยงสงคราม ซึ่งเป็นการดำเนินการก่อนเกิดเหตุ และเมื่อเกิดสถานการณ์ขึ้นจริงได้นำมาปรับใช้ ทำให้สามารถบริหารจัดการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นพ.สามารถกล่าว

    ด้าน นพ.คิมธวัช นันตะวัน นายแพทย์ปฏิบัติการ โรงพยาบาลละหานทราย จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชามีความตึงเครียดตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 โดย อ.ละหานทราย เป็น 1 ใน 7 พื้นที่เฝ้าระวังของ จ.บุรีรัมย์ จึงได้ทำการศึกษาใน 3 ส่วน คือ 

    1. สภาพปัจจุบันและปัญหาของระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน พบว่า โรงพยาบาลละหานทรายยังมีข้อจำกัดหลายมิติ ทั้งด้านทรัพยากร โดยมีเตียงผ่าตัดจำกัด ไม่สามารถรองรับผู้บาดเจ็บจำนวนมากพร้อมกันได้ เวชภัณฑ์ เลือดสำรอง ไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ รถพยาบาลหรืออุปกรณ์ช่วยชีวิตขั้นสูงมีข้อจำกัด/มีสภาพเก่า ด้านการประสานงานกับหน่วยงานกู้ภัยและหน่วยงานความมั่นคง ยังไม่เป็นระบบเดียวกันทำให้ล่าช้าหากเกิดเหตุ และมีการปฏิบัติงานซ้ำซ้อนในบางขั้นตอน และด้านความพร้อมของบุคลากร ยังมีจำนวนน้อยและขาดการอบรมเฉพาะทาง

    2. การพัฒนารูปแบบการให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่ชายแดนในภาวะเสี่ยงสงครามให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ แบ่งเป็น 4 องค์ประกอบ คือ 

    1) การเตรียมความพร้อมภายในโรงพยาบาล โดยจัดทำเตรียมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน ครอบคลุมสถานการณ์ปะทะ/สู้รบ, เตรียมพร้อมด้านทรัพยากรบุคคล จัดเวรสำรอง อบรมทักษะการแพทย์ฉุกเฉิน, สำรองทรัพยากร เวชภัณฑ์ เลือด ห้องผ่าตัด เตียงฉุกเฉิน และจัดตั้งทีมปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ในภาวะภัยพิบัติ สาธารณภัยระดับอำเภอ (Mini MERT) 

    นพ.คิมธวัช นันตะวัน นายแพทย์ปฏิบัติการ โรงพยาบาลละหานทราย จ.บุรีรัมย์

    2) การประสานงานข้ามหน่วยงานในระดับอำเภอ โดยตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์เชื่อมโยงกับ PHEOC เขตสุขภาพที่ 9, ตั้งหน่วยงานประสานงานกับทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง กู้ภัย ในการจัดการพื้นที่เกิดเหตุ, จัดทำช่องทางสื่อสารกลางลดความซ้ำซ้อน และมีแผนการอพยพและลำเลียงผู้ป่วยจากโรงพยาบาลละหานทรายไปยังโรงพยาบาลแม่ข่าย 

    3) จัดระบบคัดแยกและเคลื่อนย้ายผู้ป่วย 4 ระดับ คือ รุนแรง (แดง) ปานกลาง (เหลือง) เล็กน้อย (เขียว) และเสียชีวิต (ดำ) ตามมาตรฐานสากล กำหนดจุดคัดแยกใกล้พื้นที่ปลอดภัย กำหนดเส้นทางเคลื่อนย้ายและใช้รถพยาบาล/รถกู้ชีพหลายระดับร่วมกับทหาร พร้อมผังการทำงานและแบบเช็คลิสต์สำหรับเจ้าหน้าที่ เพื่อความชัดเจนลดความสับสน

    4) การฝึกซ้อมจำลองร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งการฝึกซ้อมในห้องประชุม ฝึกเฉพาะบทบาท ฝึกสถานการณ์จำลองจริงในพื้นที่ และสรุปผลหลังการซ้อมเพื่อนำไปปรับปรุงแผน

    3.การประเมินผลรูปแบบ พบว่า รูปแบบที่พัฒนาสอดคล้องกับแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ (สมช. 2560-2564) ซึ่งกำหนดการแพทย์และสาธารณสุขเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักด้านความมั่นคง และตรงกับแนวทางของเขตสุขภาพที่ 9 จากการทดลองฝึกซ้อมพบสามารถปฏิบัติได้จริง เหมาะสมกับพื้นที่ ผู้เข้าร่วมฝึกซ้อมมีความพึงพอใจระดับสูง

    ทั้งนี้ การประสานงานข้ามหน่วยงานถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยการเชื่อมโยงระหว่างโรงพยาบาล ทหาร หน่วยกู้ภัย ฝ่ายปกครอง ทำให้การตอบสนองเป็นระบบเดียว สามารถลดความล่าช้า ซึ่งสอดคล้องกับองค์การอนามัยโลกที่พบว่า การใช้ระบบบัญชาการเหตุการณ์ (ICS) และการซ้อมร่วมกันสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้

    “ภายหลังการศึกษา 1 เดือน ได้เกิดสถานการณ์ขึ้นจริงและได้ใช้การตอบโต้ภาวะฉุกเฉินตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น โดยมีการอพยพผู้ป่วย 28 รายออกจากพื้นที่ ตามแนวทางการคัดแยก 4 ระดับ ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงก็สามารถส่งผู้ป่วยรายสุดท้ายออกจากโรงพยาบาลได้ รวมทั้งมีการจัดทีม Mini MERT 2 ทีม ที่โรงพยาบาลประโคนชัย และโรงพยาบาลนางรอง ส่วนบุคลากรอื่น ๆ ได้ประจำการที่ศูนย์พักพิงสนามช้างฯ โดยเปิดให้บริการในรูปแบบผู้ป่วยนอก ดูแลประชาชนที่อพยพมากกว่า 15,000 ราย” นพ.คิมธวัชกล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/health/638855&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ngBpM_0inIycI7pTMyRdT

  • รู้หรือไม่? สิ่งสกปรกที่สุดบน “เปลือกไข่” อาจเป็นสิ่งที่คุณกินเข้าไปทุกวันโดยไม่รู้ตัว!

    รู้หรือไม่? สิ่งสกปรกที่สุดบน “เปลือกไข่” อาจเป็นสิ่งที่คุณกินเข้าไปทุกวันโดยไม่รู้ตัว!

    อย่ามองข้ามเปลือกไข่! แม้ดูสะอาด แต่อาจแฝง “เชื้อซัลโมเนลลา” สูงถึง 80% เสี่ยงอาหารเป็นพิษหากกินไม่ถูกวิธี

    ไข่คือวัตถุดิบคู่ครัวของทุกบ้าน ราคาถูก แถมยังอุดมด้วยสารอาหาร แต่รู้หรือไม่ว่า แม้เปลือกไข่จะดูสะอาดสะอ้าน ก็อาจซ่อนเชื้อโรคอันตรายไว้ได้โดยที่คุณไม่รู้ตัว

    เปลือกไข่…อาจปนเปื้อนเชื้อโรค

    ไก่จะออกไข่และขับถ่ายผ่านทวารเดียวกัน นั่นหมายความว่า ถึงแม้เปลือกไข่จะไม่เปื้อนมูล แต่ก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้

    มีการศึกษาพบว่า ไข่ 1 ฟองอาจมีแบคทีเรียมากถึง 1.5 ล้านตัว โดยเฉพาะเชื้ออันตรายอย่าง ซัลโมเนลลา (Salmonella) อีโคไล (E.coli) และ สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus)

    ผลการสุ่มตรวจไข่ในเขตต่างๆ ของปักกิ่ง ประเทศจีน พบว่า

    • 80% ของตัวอย่าง มีเชื้อ E.coli บนเปลือกไข่

    • 15% พบการปนเปื้อน Salmonella

    • 5% มีเชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส

    ซัลโมเนลลาคือเชื้อที่น่ากังวลที่สุด เพราะสามารถทะลุผ่านเปลือกเข้าไปในไข่ภายในไม่กี่วัน หากเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง เชื้อชนิดนี้ยังทนทานสูง อยู่ในสภาพแห้งได้นานหลายสัปดาห์ ในน้ำได้นาน 3 สัปดาห์ และในมูลสัตว์ถึง 2 เดือน

    ผู้ที่ได้รับเชื้ออาจมีอาการ ปวดท้อง ท้องเสีย มีไข้ อาเจียน และหากรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิต

    70-80% ของผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจากไข่ มีซัลโมเนลลาเกี่ยวข้อง ตัวเลขนี้ตอกย้ำว่า ไม่ควรมองข้ามเชื้อที่แฝงอยู่ในเปลือกไข่ แม้จะมองไม่เห็นก็ตาม

    กินไข่ให้ปลอดภัย ต้องทำอย่างไร?

    ผู้เชี่ยวชาญแนะนำข้อควรปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงจากไข่ปนเปื้อน

    • ปรุงสุก 100% – ต้องทำให้ไข่สุกทั่วถึง เพื่อฆ่าเชื้อซัลโมเนลลา
    • เลือกไข่คุณภาพดี – เปลือกไม่แตก ไม่สกปรก และไม่มีกลิ่น
    • เก็บในตู้เย็น – เก็บในช่องแช่เย็นแยกจากเนื้อหรือผัก และต้องเย็นต่อเนื่อง
    • ซื้อเท่าที่จำเป็น – ไม่ควรเก็บไว้นาน เพราะชั้นป้องกันเปลือกไข่จะเสื่อมสภาพ
    • หลีกเลี่ยงไข่ลวก – ไข่ดิบหรือกึ่งสุกฆ่าเชื้อโรคได้ไม่หมด
    • ไม่กินไข่ที่ผิดปกติ – เช่น ฟองที่มีกลิ่นเหม็น หรือ “ไข่เสีย” ไม่ควรนำมาบริโภค

    ไข่แม้เป็นอาหารที่มีประโยชน์ แต่หากบริโภคไม่ถูกวิธี อาจกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่ทำลายสุขภาพได้โดยไม่รู้ตัว อย่าลืมตรวจสอบและปรุงให้สุกทุกครั้งก่อนกิน เพื่อความปลอดภัยของคุณและคนในครอบครัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9843030/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-9_LW2km7DRROL207i9Mj

  • “ดร.เอ้” ประกาศชัดไม่กลับประชาธิปัตย์ ลั่นต้องแน่วแน่ เตรียมเปิดตัว‘พรรคไทยก้าวใหม่’ชูนโยบายด้านการศึกษา | TOPNEWS

    “ดร.เอ้” ประกาศชัดไม่กลับประชาธิปัตย์ ลั่นต้องแน่วแน่ เตรียมเปิดตัว‘พรรคไทยก้าวใหม่’ชูนโยบายด้านการศึกษา | TOPNEWS

    14 กันยายน 2568 ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ให้สัมภาษณ์ “ท็อปนิวส์”กรณีที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์เริ่มติดต่ออดีตสมาชิกพรรคให้กลับไปกอบกู้พรรคคืนด้วยว่า ขอยืนยันว่า เป็นคนไม่วอกแวก อยากให้ทุกคนเห็นชัดว่ามีพรรคการเมืองหนึ่งเป็นพรรคใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว ที่ผ่านมาไม่ใช่แค่พรรคประชาธิปัตย์ที่เชิญกลับไปช่วยพรรค มีพรรคอื่นก็มาชวน ซึ่งได้ตอบปฏิเสธไป เพราะส่วนตัวตั้งใจจะทำงาน

    ในการจัดตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พรรคไทยก้าวใหม่” ซึ่งตนเป็นคนก่อตั้งโดยจะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และขณะนี้ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยพรรคจะชูนโยบายหลักคือด้านการศึกษา

    “ผมประกาศชัดเจนหลังจากออกประชาธิปัตย์ว่า ต้องการเห็นประเทศชาติมีความเปลี่ยนแปลงโดยอยากจะเริ่มต้นในเรื่องการศึกษา ดังนั้นจึงต้องมีความแน่วแน่ที่จะทำงานด้านนี้กับพรรคไทยก้าวใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศไทยค่อนข้างจะตามหลังประเทศอื่น และผมก็ยังไม่เคยเห็นพรรคการเมืองใดที่ชูนโยบายในเรื่องนี้ว่า จะพัฒนาการศึกษาในระยะสั้น ระยะยาวอย่างไร และขอย้ำว่าประเทศไทยต้องยกเครื่องการศึกษาให้ได้ พร้อมกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เพราะวิกฤตของไทยขณะนี้ถือว่าหนักมาก ดังนั้นกระดุมเม็ดแรกจึงต้องแก้ด้วยการศึกษา เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับใครได้” ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1314512&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05WM98uwQ2k4y8YlXCPPPq

  • จากเสียงในกรง สู่เสียงของโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ

    จากเสียงในกรง สู่เสียงของโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ

    14 ก.ย. – นกปรอดหัวโขน หรือที่เรียกกันว่า “นกกรงหัวจุก” กำลังจะถูกถอดออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง เพื่อพัฒนาเป็นสัตว์เศรษฐกิจใหม่ แต่การเพาะเลี้ยงนกจะต้องไม่กระทบต่อประชากรในธรรมชาติ ดังนั้น กรมอุทยานฯ จึงศึกษาข้อมูลวิชาการรอบด้าน ก่อนถึงขั้นตอนปลดล็อกตามกฎหมาย.-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    สน.บางซื่อ 12 ก.ย. – อธิการบดีมหาวิทยาลัยชื่อดัง กลายเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ ถูกหลอกลงทุนเทรดหุ้น สูญเงินกว่า 38 ล้านบาท ตำรวจนครบาลเร่งสอบสวน อายัดเงินทันกว่า 3 ล้านบาท ขยายผลโยงบัญชีม้ากว่า 20 บัญชี จากกรณีอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ถูกเครือข่ายมิจฉาชีพหลอกลงทุน เสียหายกว่า 38 ล้านบาท พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 และ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล เดินทางมาร่วมสอบปากคำผู้เสียหายด้วยตัวเอง ที่สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ช่วงเที่ยงที่ผ่านมา พล.ต.ต.พัลลภ เปิดเผยว่า จากกรณีดังกล่าว พนักงานธนาคารได้ตรวจพบความผิดปกติการถอนเงินจากบัญชีผู้เสียหาย แล้วโอนเงินไปยังบัญชีอื่น 3 บัญชี ซึ่งเป็นบัญชีนิติบุคคล หรือบริษัท เป็นจำนวนเงินกว่า 1 ล้าน 9 แสนบาท จึงได้อายัดไว้ก่อนและติดต่อจากศูนย์ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบไปยังผู้เสียหาย ก่อนทราบว่าผู้เสียหายได้เอาเงินไปลงทุนเทรดหุ้น พร้อมให้ผู้เสียหายตรวจสอบว่า เงินที่โอนไปลงทุนนั้นสามารถถอนออกจากบัญชีในระบบบริษัทได้หรือไม่ ปรากฏว่าผู้เสียหายไม่สามารถถอนเงินได้ เจ้าหน้าที่จึงแน่ใจว่าถูกเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง […]

    พรรคประชาธิปัตย์ 12 ก.ย.-“เฉลิมชัย” ไขก๊อกจากหัวหน้าพรรค ปชป. แบบไม่บอกกล่าว ด้าน “ชัยชนะ” ยันไม่มีขัดแย้ง ในพรรครักกันดี ไม่มีแพแตก นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ยื่นหนังสือลาออกจากหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ว่า ตนก็เพิ่งทราบข่าว โดยไม่ได้มีการบอกกล่าวล่วงหน้ามาก่อน แต่ยืนยันว่าในพรรคไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งอะไร รักกันดี ทุกคนแต่การตัดสินใจลาออกครั้งนี้เป็นอย่างไรต้องไปถามนายเฉลิมชัยเอง แต่ยืนยันว่า หัวหน้าพรรคกรรมการบริหารพรรค ทุกคนมีความรักใคร่กันดี และตนเชื่อว่านายเฉลิมชัยก็เป็นคนหนึ่งที่รักพรรคประชาธิปัตย์ และทำงานให้กับพรรคมาโดยตลอด ซึ่งตนก็รู้สึกเสียดายและใจหายซึ่งที่ผ่านมานายเฉลิมชัย ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณหรือบอกอะไร สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ จะดำเนินการอย่างไรนั้น นายชัยชนะกล่าวว่า ก็ต้องดำเนินการตามข้อบังคับพรรคและตามกฎหมาย โดยต้องเรียกประชุมวิสามัญ เพื่อนเลือก หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคใหม่เมื่อถามว่าบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรนั้น นายชัยชนะกล่าวว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องทำหน้าที่กันต่อไป ส่วนกรรมการบริหารพรรคก็มาเลือกคัดสรรกันใหม่ และหลังจากนี้ต้องรอดูว่าใครจะเข้ามาบริหารพรรค และกำหนดนโยบายทิศทางพรรคอย่างไร แต่ตนก็เป็นสมาชิกพรรคคนหนึ่งที่ยังยืนหยัด อยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อถามว่าการที่นายเฉลิมชัย ลาออกตอนนี้ เป็นสัญญาณอะไรหรือไม่เนื่องจาก มีไทม์ไลน์ จะยุบสภา ภายใน สี่ เดือน จะไปสังกัดพรรคอื่นหรือไม่ ได้ชัยชนะกล่าวว่าอย่ามองเช่นนั้น เพราะตนเชื่อว่านายเฉลิมชัย […]

    ทำเนียบ 12 ก.ย.- “รมต.สุชาติ​” ตั้งคณะกรรมการสอบ​เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ​ ปม​ทรัพย์สิน​-​สีกา​ หลังถูกร้องสะพัดว่อนโซเชียล​ คาด​ไม่เกิน​ 1 สัปดาห์รู้ผล​ ย้ำให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย นายสุชาติ​ ตันเจริญ​ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเปิดเผยว่า​ มีข้อร้องเรียน ถึงพฤติกรรมของเจ้าอาวาส วัดโสธรวรารามวรวิหาร เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้อง เข้าข่ายกระทำความผิดพระธรรมวินัย อีกทั้งยังมีข้อมูลเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ โดยการร้องเรียนเป็นเรื่องทรัพย์สินและเรื่องสีกา ซึ่งเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ เป็นเจ้าคณะจังหวัด และเป็นพระสังฆาธิการด้วย ดังนั้นจึงต้องให้ความเป็นธรรม ทั้งกับผู้ร้องและประชาชน รวมถึงตัวเจ้าอาวาสด้วย เพราะหากไม่เป็นความจริงจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ตนจึงได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นประธาน​ ตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริงให้ปรากฏ​ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูง​ รวมถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ​ และให้ผู้ตรวจของสำนักนายกรัฐมนตรีเข้าไปเป็นคณะกรรมการด้วย เพราะไม่ทราบว่าในโลกออนไลน์พูดเพื่อความสนุกสนานหรือไม่ แต่ยอมรับว่าตนก็ได้ยินเรื่องนี้มานาน มีเค้าโครง​ ยืนยันว่า จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และให้ผู้ร้องสบายใจ​ แต่หากเจ้าอาวาสทำผิดก็ต้องแบบว่าไปตามระเบียบกฎหมาย และต้องแจ้งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาดำเนินการต่อไป เมื่อถามว่าวางกรอบระยะเวลาการตรวจสอบไว้เท่าใด นายสุชาติ​ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้วาง แต่คาดว่าไม่น่าจะเกิน 1 สัปดาห์ เพราะจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ของตน ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ และตนก็เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ประชาชนเลือกมาเป็นผู้แทน […]

    เมืองทองธานี 12 ก.ย.- นายกฯ โต้ข่าว เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา บอก ขอเป็นรัฐบาลอย่างเป็นทางการก่อน ชี้ ขั้นตอนยังมีอีกเยอะ เชื่อประชาชนเข้าใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสความชัดเจนในการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ทำไมข่าวออกไปอย่างนั้นก็ไม่รู้ ไปบิดเบือน เท่าที่ตนดู พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ก็ยังไม่ได้พูดอะไรชัดเจนขนาดนั้น ต้องคำนึงถึงประชาชนคนไทยเป็นหลักก่อนอยู่แล้ว เมื่อถามถึง กระแสการต่อต้านการเปิดด่าน นายกรัฐมนตรีระบุ ขอให้ตนเข้าไปรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้เรายังไม่สามารถให้นโยบายอะไรได้ และการกระทำต่างๆ ยังถือว่าอยู่ภายใต้รัฐบาลปัจจุบันอยู่ ยังไม่ใช่รัฐบาลของตน เมื่อถามต่อว่า ท่าทีของ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 และ พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ที่คัดค้านการเปิดด่าน เพราะอาจจะเป็นการส่งเสริมบ่อนการพนันและสแกมเมอร์ นายอนุทิน กล่าวว่า เท่าที่ตนทราบไม่ได้อยู่ดี ๆ จะไปเปิดด่านได้เลย เพราะต้องมีการบรรลุข้อตกลงอะไรอีกเยอะแยะ เมื่อปฏิบัติ ซึ่งต้องรอคณะรัฐบาลของตนเข้าปฏิบัติที่อย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้ตนยังไม่สามารถไปสั่งการหรือให้นโยบายอะไรได้ เมื่อถามว่า […]

    ข่าวแนะนำ


    กรุงเทพฯ 14 ก.ย. – พรรคเพื่อไทย ขอบคุณทุกคะแนนเสียงจากประชาชน หลังผลเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 7 เชียงราย อย่างไม่เป็นทางการ “สง่า” ชนะขาด “สุทัศน์” จากพรรคประชาชน เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความภายหลังผลการเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 อย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่า นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย หมายเลข 1 ชนะขาดนายสุทัศน์ ยาละ ผู้สมัครของพรรคประชาชน หมายเลข 2 โดยระบุว่า พรรคเพื่อไทย ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชน ที่ให้ความไว้วางใจเลือกผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย จากพรรคเพื่อไทย ทีมงานทุกคน พร้อมเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ เพื่อชีวิตที่ดี เพื่อไทยทุกคน.-316-สำนักข่าวไทย

    เชียงราย 14 ก.ย. – ผลคะแนนเลือกตั้ง สส.เชียงราย เขต 7 แทนตำแหน่งที่ว่าง (อย่างไม่เป็นทางการ) ณ เวลา 19.39 น. “สง่า พรมเมือง” พรรคเพื่อไทย คะแนนนำโด่งทิ้งคู่แข่ง “สุทัศน์ ยาละ” พรรคประชาชน กว่า 2 หมื่นคะแนน ขณะที่เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย โพสต์ขอบคุณประชาชนเทคะแนนให้ “สง่า” คว้าชัย. – สำนักข่าวไทย

    กรุงเทพฯ 14 ก.ย. – ดีอีเร่งปลดล็อกระงับบัญชีธนาคารชั่วคราวให้ประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า แจงระงับจำนวนเงินเฉพาะที่โอนออกไปจากบัญชีต้องสงสัยเท่านั้น ไม่ได้ระงับทั้งบัญชี ยังคงทำธุรกรรมได้ปกติ ส่วนบัญชีม้าจะไม่ปลดล็อกเด็ดขาด พร้อมแจงการอายัดบัญชีทำได้เฉพาะกรณีที่มีหมายจากตำรวจเท่านั้น ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมการดำเนินมาตรการเพิกถอนการระงับบัญชีธนาคารชั่วคราวในบัญชีที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าของมิจฉาชีพ ซึ่งเป็นผลมาจากการบังคับใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ เปิดเผยว่า ตามที่มีกรณีประชาชนได้รับผลกระทบจากการระงับบัญชีธนาคารชั่วคราว ซึ่งเป็นมาตรการในการตรวจสอบและปิดกั้นบัญชีม้าของมิจฉาชีพ เพื่อติดตามเส้นทางการเงิน และนำเงินจากการก่ออาชญากรรมออนไลน์ของมิจฉาชีพกลับคืนมาให้กับผู้เสียหาย เป็นกลไกตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ตามมาตรา 6 และมาตรา 7 ซึ่งธนาคารมีหน้าที่ในการระงับการทำธุรกรรมทางการเงินเป็นการชั่วคราว โดยจะมีการระงับจำนวนเงินเฉพาะที่โอนออกไปจากบัญชีต้องสงสัยเท่านั้น ไม่ได้ระงับทั้งบัญชีแต่อย่างใด ซึ่งบัญชีธนาคารนั้นยังคงสามารถทำธุรกรรมได้อยู่ตามปกติ ในส่วนของการอายัดบัญชีเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการอายัดบัญชี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยมีหมายอายัดเท่านั้น ทั้งนี้ […]

    อุทัยธานี 14 ก.ย.- แม่เศร้าลูกชาย ซึ่งเป็น จนท.เขตห้ามล่าสัตว์ป่าห้วยทับเสลา หายตัวปริศนา 3 วัน หลังออกเวรไปเร่ขายลอตเตอรี่ แต่จนถึงขณะนี้ ยังติดต่อไม่ได้ นางจำรัส อายุ 57 ปี ชาวบ้านบึงเจริญ หมู่ 9 ตำบลระบำ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี นำเบาะแส เป็นภาพจากกล้องวงจรปิด มอบให้สื่อมวลชน ช่วยเป็นกระบอกเสียง ในการตามหาลูกชาย คือนายเอกฉัตร อายุ 39 ปี ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ห้ามล่าสัตว์ป่าห้วยทับเสลา ต.ระบำ อำเภอลานสัก จ.อุทัยธานี หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนาน 3 วัน โดยภาพวงจรปิดเมื่อวันที่ 7 กันยายน นายเอกฉัตรนำแผงลอตเตอรี่มาขาย ที่ร้านของชำของแม่ ก่อนจะขี่รถจักรยานยนต์ สีแดงออกไป กระทั่งล่าสุด วันที่ 11 กันยายน กล้องอีกจุดจับภาพนายเอกฉัตร ขี่รถจักรยานยนต์ สีเขียว ทะเบียน 1ขอ […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/agriculture-1585501&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FcIfzYHndWUkbkB2tqZm-

  • พาณิชย์แนะผู้ค้าไทยใช้ออนไลน์เพิ่มยอดขายให้ปัง! เจาะตลาดสินค้าแฟชั่นในฝรั่งเศส : อินโฟเควสท์

    พาณิชย์แนะผู้ค้าไทยใช้ออนไลน์เพิ่มยอดขายให้ปัง! เจาะตลาดสินค้าแฟชั่นในฝรั่งเศส : อินโฟเควสท์

    น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์

    ล่าสุดได้รับรายงานจากนายนิษณะ ทวีพาณิชย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส ถึงการสำรวจตลาดอีคอมเมิร์ซสินค้าแฟชั่นที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และโอกาสในการส่งสินค้าแฟชั่นไทยเข้าไปจำหน่าย โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลของสมาพันธ์ผู้ประกอบการค้าอีคอมเมิร์ซแห่งฝรั่งเศส (FEVAD) ระบุว่า ภาพรวมตลาดการค้าออนไลน์ประจำปี 2024 ทั้งการจำหน่ายสินค้าและการให้บริการมีมูลค่า 175,000 ล้านยูโร จากจำนวนธุรกรรมทั้งหมด 2.6 พันล้านรายการ ในส่วนของยอดขายสินค้า มีมูลค่า 66,900 ล้านยูโร ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดที่เคยทำได้ในปี 2021 ที่ 67,000 ล้านยูโร

    หลังจากที่มูลค่าการขายสินค้าอยู่ในระดับทรงตัวตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และผู้บริโภคชาวฝรั่งเศสจำนวน 41.6 ล้านคน ได้ทำการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มขึ้น 2.2 ล้านคน เมื่อเทียบกับปี 2023 โดยมีจำนวนการซื้อเฉลี่ย 62 รายการต่อคนต่อปี และมีมูลค่าเฉลี่ยต่อการซื้ออยู่ที่ 68 ยูโร ซึ่งใกล้เคียงกับระดับของปีก่อนหน้า

    โดยมูลค่าและจำนวนการซื้อขายสินค้าออนไลน์ในฝรั่งเศสที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนั้น พบว่า ผู้บริโภคสินค้าออนไลน์กว่า 60% นิยมซื้อสินค้าในหมวดหมู่แฟชั่นและเครื่องแต่งกายเป็นหลัก ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยอดนิยม เช่น Shein, Temu และ Amazon และแนวโน้มดังกล่าว ส่งผลให้สัดส่วนการซื้อขายสินค้าแฟชั่นและเครื่องแต่งกายผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มขึ้นเป็น 23% จาก 21% ในปี 2023 คิดเป็นมูลค่ารวม 7.7 พันล้านยูโร

    นอกเหนือจากเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายแล้ว สินค้าประเภทอื่นที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวฝรั่งเศสบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้แก่ รองเท้า 49% ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและความงาม 47% และของเล่น 43% โดยสินค้ามือสอง ยังเป็นสินค้าอีกหนึ่งประเภทที่ได้รับความนิยม โดยพบว่าผู้บริโภคออนไลน์ 51% มีพฤติกรรมเลือกซื้อสินค้ามือสอง และในจำนวนนั้น 39% เป็นสินค้าประเภทแฟชั่นและเสื้อผ้ามือสอง

    ส่วนแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ในปี 2024 ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสามอันดับแรก ได้แก่

    อันดับที่ 1 เว็บไซต์ Amazon มีปริมาณผู้เข้าชม 41.05 ล้านคนต่อเดือน (36.88 ล้านคน ปี 2023)

    อันดับที่ 2 เว็บไซต์ Leboncoin มีปริมาณผู้เข้าชม 29.63 ล้านคนต่อเดือน (27.57 ล้านคน ปี 2023) ซึ่งขายสินค้ามือสองเป็นหลัก และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับประกาศขายหรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์

    อันดับที่ 3 เว็บไซต์ E.Leclerc แพลตฟอร์มออนไลน์ของห้างค้าปลีก E.Leclerc มีปริมาณผู้เข้าชม 20.58 ล้านคนต่อเดือน (16.63 ล้านคน ปี 2023) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นสองอันดับ จากอันดับที่ 5 ในปีก่อนหน้า

    ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าความนิยมในการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ในฝรั่งเศส จะยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะการทำตลาดผ่านสื่อออนไลน์ดังเช่น Tiktok Facebook Instagram ยังคงเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยในการส่งเสริมการขายได้เป็นอย่างดี

    “โดยปัจจุบันผู้บริโภคฝรั่งเศส 75% สามารถเข้าถึงสื่อต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ดังนั้นผู้ประกอบการไทย ควรพิจารณานำเสนอสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น และการใช้ภาษาท้องถิ่นในการสื่อสารจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการขายได้เป็นอย่างดี” น.ส.สุนันทากล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/529286&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QNkWZXtw31J-V3hQFK6L9

  • ส.อ.ท.หารือนายกพรุ่งนี้ รับมือเศรษฐกิจในและต่างประเทศ

    ส.อ.ท.หารือนายกพรุ่งนี้ รับมือเศรษฐกิจในและต่างประเทศ

    วันนี้ ( 14 ก.ย.2568) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้เวลา 10.00 น. ส.อ.ท.จะมีการประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและคณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยประเด็นหารือจะเน้นเรื่องการผลักดันและแก้ไขปัญาเศรษฐกิจ

     เช่น รับฟังนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยจากนายกรัฐมนตรี และข้อเสนอแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมและมาตรการช่วยเหลือจากประธาน ส.อ.ท. รวมถึงความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยและนโยบายการขับเคลื่อนของ ส.อ.ท. ภายใต้นโยบาย 4GO (Go Digital & AI, GO Innovation, GO Global, GO Green)

    นอกจากนี้ยังหารือถึงการเตรียมความพร้อมรับมือจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ แนวทางการแก้ไขสินค้าทุ่มตลาดและสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน การแก้ไขปัญหาสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs แนวทางการแก้ไขปัญหาการค้าชายแดนนและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ และประเด็นความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้ด้วย

    อ่านข่าว:

     “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ว่าที่ รมว.พาณิชย์ ชี้เศรษฐกิจไทยต้องเดินหน้า รอช้าไม่ได้

    ธปท.นัดถก 14 ก.ย. ปรับแนวทางอายัดบัญชี บรรเทาผลกระทบ ปชช.สุจริต

    จี้รัฐ-แบงก์ชาติ แก้บาทแข็ง สมาคมอาหารแห่งอนาคต หวั่นฉุดส่งออก-เสียตลาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.thaipbs.or.th/news/content/356512&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BnM5UOz_bJ8AWI3eegIdz