Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กมธ.วุฒิสภาชี้ชัด พบเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปมโรงงานที่ป่าสงวน

    กมธ.วุฒิสภาชี้ชัด พบเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปมโรงงานที่ป่าสงวน

    วันนี้ (20 กันยายน) ที่รัฐสภา ชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีโรงงานแป้งมันในจังหวัดนครราชสีมา ที่มีอดีตรัฐมนตรีเป็นจำเลย โดยยืนยันว่า กมธ. ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว

    ชีวะภาพระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้ กรมบัญชีกลาง และ ส.ป.ก. พบว่ามีการ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ของเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ที่ไปอำนวยความสะดวกให้โรงงาน โดยเฉพาะการไม่บังคับคดีตามคำพิพากษาในปี 2551 ที่ระบุให้จำเลยต้องออกจากพื้นที่ ฟื้นฟูบ่อบำบัด และชำระเงิน 26 ล้านบาทหากไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งทั้งหมดต้องแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน แต่กลับไม่มีการบังคับใช้

    นอกจากนี้ ยังพบว่า ส.ป.ก. ได้ลงนามอนุญาตให้วิสาหกิจชุมชนแห่งหนึ่งเข้ามาใช้ที่ดิน ซึ่งขัดแย้งกับเงื่อนไขที่ระบุว่าจะต้องไม่ให้บุคคลใดมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว แต่ปัจจุบันโรงงานยังคงใช้บ่อบำบัด 7 แห่งตามปกติมานานกว่า 20 ปี

    “วันนี้เมื่อถูกเพิกถอนแล้วจะต้องเอากลับคืนมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ ส.ป.ก. และกรมป่าไม้จะต้องมาพูดคุยกัน ผมเห็นว่าควรจะต้องกลับมาเป็นป่าสงวนแห่งชาติ” ชีวะภาพกล่าว

    ชีวะภาพย้ำว่า กมธ. จะสรุปเรื่องทั้งหมดส่งให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็วที่สุด ซึ่ง ส.ป.ก. จะต้องยกเลิกคำสั่งอนุญาตดังกล่าวทันที และยืนยันว่าเรื่องนี้จะถูกส่งต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาต่อไป เนื่องจากเห็นถึงความซับซ้อนและพฤติกรรมการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/senate-committee-tapioca-factory-investigation/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yBq4evcc8jN2a-ZOSaSGN

  • คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ศึกษาดูงานการท่องเที่ยวที่จังหวัดราชบุรี | TOPNEWS

    คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ศึกษาดูงานการท่องเที่ยวที่จังหวัดราชบุรี | TOPNEWS

    คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ศึกษาดูงานการท่องเที่ยวที่จังหวัดราชบุรี

    • เผยแพร่ : 20/09/2025 12:58

    นายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่ 1 นางสาวภาวนา ว่องอมรนิธิ กรรมมาธิการและที่ปรึกษา พร้อมคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ศึกษาดูงานการท่องเที่ยวที่จังหวัดราชบุรี ด้วยคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการกีฬาทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    โดยเดินทางมายังตลาดน้ำดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เพื่อศึกษาดูงานแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวก ลงเรือเยี่ยมชมบรรยากาศการท่องเที่ยวในพื้นที่ จากนั้นรับฟังบรรยายสรุปที่ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลตำบลดำเนินสะดวก เกี่ยวกับ สถานการณ์การท่องเที่ยวปัจจุบันของตลาดน้ำดำเนินสะดวก แนวทางการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ แนวทางการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว สภาพปัญหาอุปสรรค และแนวทางการดำเนินงานเพื่อส่งเสริม และพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดราชบุรี ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานราชบุรี นายกเทศมนตรีตำบลดำเนินสะดวก ประชาสัมพันธ์จังหวัดราชบุรี และ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นออกเดินทางไปศึกษาดูงานที่ โรงงานเซรามิก เถ้าฮงไถ่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี และศึกษาดูงานการดำเนินกิจกรรมการส่งเสริมการท่องเที่ยวของโอลิว่า เดอคาเฟ่

    รังสี ลิมปิโชติกุล ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.ราชบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1322692&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mncrzM0Ui9ip6PuemMrxu

  • 4 เทรนด์ พลิกโฉม”เศรษฐกิจโลก”มีผลต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างประชากร

    4 เทรนด์ พลิกโฉม”เศรษฐกิจโลก”มีผลต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างประชากร

    จากงานสัมมนา Future Forum 2025: – Great Transformation ภาคธุรกิจและนักวิชาการต่างเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

    มร.เฮง สวี เกียต (Mr. Heng Swee Keat) อดีตรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ และประธานมูลนิธิวิจัยแห่งชาติของสิงคโปร์ (National Research Foundation, Singapore) ให้ความเห็นว่า

    PR Solution
    งานสัมมนา Future Forum 2025: – Great Transformation ที่จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจประเทศไทย (TMA)

    กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเผชิญกับวิกฤตที่สำคัญ 2 วิกฤต คือ วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตจากโรคระบาด

    วิกฤตแรกมี 2 ครั้งใหญ่ คือ วิกฤตเศรษฐกิจ ในภูมิภาคเอเชียช่วงปี 2540 และวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ส่วนวิกฤตจากโรคระบาด คือ จากการแพร่ระบาดของโรคระบาดอย่าง โคโรน่าไวรัสสายพันธ์ใหม่ 2019 (Covid-19)

    ซึ่งการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั้งสองรอบส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก แต่ก็ยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้สามารถเติบโตได้ทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจอาเซียน 5 ประเทศคือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แต่เป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงหลังปี 2551

    ในขณะที่วิกฤตจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องของเทคโนโลยี ภูมิทัศน์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    ซึ่งในปัจจุบันเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Major Trend ใน 4D คือ

    1. De-Globalization หรือการเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัตน์จากเศรษฐกิจเสรี ไปสู่การกีดกันและการผูกขาดมากขึ้น
    2. Decarbonization การที่โลกให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อน
    3. Digitalization การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทุกคน และ
    4. Demographics Challenges การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลก ซึ่งทั้ง 4 ปัจจัยมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก”

    ซึ่งการขับเคลื่อนประเทศและเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน ประเทศต้องขับเคลื่อนโดยการพัฒนาศักยภาพของประชากรในประเทศ เพราะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป โครงสร้างการทำงานก็เปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทโดยเฉพาะเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกที่กำลังเกิดขึ้น โดยการที่ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้ 

    สิ่งสำคัญคือ การต้องพัฒนาศักยภาพในการทำงานของประชากรในประเทศให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปได้ เพราะ AI จะเป็นขุมพลังสำหรับการพัฒนาในทุกภาคส่วนของประเทศ รวมไปถึงต้องไม่หยุดที่จะวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    ในขณะที่ภาคเอกชนต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ปรับกลยุทธในการทำธุรกิจ และ รู้จักที่จะใช้เทคโนโลยี รวมทั้งการออกแบบกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงเปิดกว้างในการร่วมมือกับธุรกิจทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการเติบโตได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน มร. เฮง สวี เกียต กล่าว

    ทุน-คน-เทคโนโลยี 3 ปัจจัยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

    ในขณะที่ ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Prof. Arturo Bris) ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center กล่าวว่ากรอบแนวคิดดั้งเดิมของความสามารถในการแข่งขันคือ การมีประสิทธิภาพในการทำงาน ความร่วมมือระหว่างกัน และการเพิ่มผลผลิต แต่ปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปตามกลไกทางเศรษฐกิจ การเมือง ที่เปลี่ยนแปลงไป คือ ความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้ถูกวัดแค่เรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน การเพิ่มผลผลิต และความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนเท่านั้น แต่จะถูกวัดด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่มีประสิทธิภาพในระดับโลก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และนโยบายในการบริหารจัดการภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

    ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แต่ละประเทศประสบความสำเร็จได้ ต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ

    ทุน (Capital) ความสามารถของบุคลากรที่มีคุณภาพ (Talent) และ เทคโนโลยี (Technology) ประเทศที่ประสบความสำเร็จคือประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยี อนาคตในการพัฒนา สิ่งที่สำคัญในอนาคตคือ ทุน บุคลากร และ เทคโนโลยี 

    ดังนั้น กรอบในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในโลกในปัจจุบันและอนาคต จะวัดกันที่ 3 ประเด็น คือ

    1. ประเด็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชากรของประเทศ ต้องเป็นประชากรที่มีความพร้อมสำหรับอนาคต เข้าใจเทคโนโลยี มีความคล่องตัวในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์และมีความรู้ด้านการเงิน  
    2. ประเด็นถัดมาในภาคของธุรกิจ ต้องเป็นองค์กรที่มีกระบวนการทำงานที่พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เปิดรับโอกาสในการเติบโตและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และมีการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมทั้งภายในและภายนอกองค์กร
    3. ประเด็นในส่วนของภาครัฐ ต้องเป็นรัฐที่มีความพร้อมที่จะรองรับอนาคตของการเข้ามาลงทุนจากภาคเอกชน มีความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่งคั่ง และมีฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” ศาสตราจารย์บริส กล่าวสรุป

    ภาคเอกชนไทย เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยี

    นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL กล่าวถึงโมเดลของการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจการเงินว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทุน และ เทคโนโลยี คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจการเงิน

    โดยปัจจุบันต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาคการเงินเชื่อมโยงกับภาคการเงินของไทยกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในระดับโลก

    เทคโนโลยีทำให้เราสามารถที่จะเชื่อมต่อการทำงานและการให้บริการในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้ง 3 ปัจจัยที่สำคัญอย่าง ทุน การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และเทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่นำไปสู่การสร้างองค์กรที่ยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

    นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  ปัจจุบันบริษัทเผชิญกับกำแพงภาษีของสหรัฐ ตั้งแต่ปี 2566 บริษัทเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจในทุกๆ ด้าน รวมทั้งได้มีการทบทวนโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน และผันผวนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมไปถึงการเข้ามาของเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI

    ซึ่งการที่สหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเป็น 36% ในครั้งแรก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเราก็คงต้องออกไปจากอุตสาหกรรม พอปรับลดลงมาเหลือ 19% เท่ากันหมดในอาเซียน เราก็คิดว่าเราสามารถแข่งขันได้ โดยที่เราต้องมีความชัดเจนในการดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจ ชัดเจนในเรื่องของแผน รวมทั้งการสื่อสารที่ต้องชัดเจนไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องบอกว่า 2 ปีมานี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และ เราต้องปรับตัว ซึ่งเป็นความท้าทาย

    ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวสนับสนุนเพิ่มเติมว่า บริษัทใช้งบประมาณ 20-25% ของรายได้ต่อปี ในการลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพราะเราเห็นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดขึ้นในทุกภาคอุตสาหกรรม บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาและลงทุนในเทคโนโลยี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/trick-trend/257481&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01CrtgjerENdBBn9R-QbYz

  • ‘โบว์ เมลดา’ โดนคนไทยทักพูดอังกฤษได้ยัง สวนกลับหนึ่งคำที่จำได้ ทำอีกฝ่ายหน้าเหวอ | เดลินิวส์

    ‘โบว์ เมลดา’ โดนคนไทยทักพูดอังกฤษได้ยัง สวนกลับหนึ่งคำที่จำได้ ทำอีกฝ่ายหน้าเหวอ | เดลินิวส์

    กลายเป็นเรื่องฮาแต่ก็แอบมีโมเมนต์หัวร้อนเบาๆ สำหรับนางเอกสาว โบว์-เมลดา ที่บินข้ามน้ำข้ามน้ำทะเลไปฝึกภาษาอังกฤษอยู่ที่กรุงลอนดอน แต่กลับเจอคนไทยด้วยกันเองมาทักทายแบบไม่น่ารัก จนทำให้เธอถึงกับต้องระบายออกมา

    ล่าสุดอินสตาแกรมของ “ฝน” ครีเอเตอร์ดัง ได้โพสต์คลิปวิดีโอของ โบว์ เมลดา พร้อมแคปชั่นที่บอกว่า “เมื่อมีคนมาหลู่เกียรติ” ซึ่งในคลิปนั้น ฝนได้ถามโบว์ว่า “Teacher สอนว่าอะไรไหนเล่าหน่อยสิ”

    โบว์ จึงเล่าเรื่องที่ถูกคนไทยที่ลอนดอนเข้ามาทักทายว่า “ตอนนั้นไปเที่ยว แล้วมีคนไทยมาทักว่า นี่อยู่มากี่เดือนแล้ว พูดภาษาอังกฤษได้ยังเนี่ย พี่อยู่มา 4 ปี พี่ยังพูดไม่ได้เลย”

    ทำให้ โบว์ สวนกลับไปว่า “โบว์ก็อ้าว พูดได้อยู่ค่ะ ได้อยู่ 1 คำ ครูเขาสอนมา เวลาเจอคนแปลกหน้าให้พูดคำว่า f*ck off”

    นอกจากนี้โบว์ได้เล่าต่อถึงบทสนทนาที่ถูกคนไทยคนดังกล่าวพูดกับเธอจนต้องสวนกลับไปแบบนั้น ว่า “อ้าวที่เขาว่ากันพูดภาษาอังกฤษไม่ได้จริงใช่มั้ย เจอแต่คนไทย คนไทยด้วยกันทัก ปากคนไทยเป็นไงล่ะ คนไทยพูดไปเรื่อยเลย ครูสอนมา 1 คำ หนูจำได้”

    หลังจากคลิปนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีแฟนๆ เข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจ โบว์ เมลดา กันอย่างมากมาย พร้อมทั้งชื่นชมความน่ารักและความเป็นกันเองของเธอ ที่สามารถตอบโต้สถานการณ์นี้ได้อย่างฉลาดและมีอารมณ์ขัน

    ขอบคุณภาพจาก : monsterfon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5130197/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v3PV65FmWLWKOnzLmMP4B

  • “ส.อ.ท.” ขอ ครม.ใหม่ นำ“5 ข้อเสนอเร่งด่วน” ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    “ส.อ.ท.” ขอ ครม.ใหม่ นำ“5 ข้อเสนอเร่งด่วน” ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงมุมมองต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ เป็นการผสมผสานระหว่างนักการเมือง นักวิชาการ ข้าราชการประจำและผู้บริหารจากภาคเอกชน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการวางทิศทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและการลงทุนของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากทั้งในและต่างประเทศ

    “ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่การแข่งขันระดับโลกด้านเทคโนโลยี พลังงาน และสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งที่ทุกภาคส่วนคาดหวัง คือ การที่รัฐบาลทำงานอย่างมีเอกภาพ วางนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

    นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า  จากที่ได้มีการหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ประกอบกับ ครม. ชุดใหม่ที่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน ถือว่าเป็นทีม ครม.เศรษฐกิจชุดเดิมที่ได้มีการหารือร่วมกัน และมีทิศทางความเห็นที่สอดคล้องกัน

    ทั้งนี้ ระยะเวลา 4 เดือนของการเป็นรัฐบาล ถือว่าท้าทายมากสำหรับการทำงาน จึงต้องการเห็นความร่วมมือ ความตั้งใจจริง และการทำงานเป็นทีมของ ครม. รวมทั้งอยากให้นำ “5 ข้อเสนอเร่งด่วน” ที่ ส.อ.ท. ได้นำเสนอไว้จากการหารือที่ผ่านมา นำไปปรับเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งจะครอบคลุมหัวข้อดังนี้

    1) การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า ซึ่งจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยจากการหารือที่ผ่านมา ทางนายกรัฐมนตรีและคณะ พร้อมรับข้อเสนอของ ส.อ.ท. ในการเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ของสินค้าที่จะส่งออกไปสหรัฐฯ การจัดตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (RVC) รวมทั้งกำกับดูแลการนำเข้าและการตรวจสอบสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมาย ควบคู่กับการผลักดันการใช้และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเน้นซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศหรือ Made in Thailand (MiT) เพื่อกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในระยะยาว

    2) การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วยการกำหนดมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีนโยบายซอฟต์โลน ดอกเบี้ยต่ำ ควบคู่กับการปฏิรูประบบภาษีให้ทันสมัย โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมทั้งจัดทำมาตรการจูงใจให้ SMEs เข้าสู่ระบบบัญชีเดียวและเสียภาษีที่ถูกต้อง เพื่อมีสิทธิในการรับประโยชน์ต่างๆ จากโครงการความช่วยเหลือจากภาครัฐในอนาคต

    3) การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยในระยะสั้น มุ่งหวังให้มีการลดค่าไฟให้แก่ประชาชน และลดต้นทุนค่าพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้ โดยไม่ผลักภาระไปที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขณะเดียวกันต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้มีเสถียรภาพและเพียงพอต่อความต้องการในอนาคต ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้บนเวทีโลกและสอดคล้องกับมาตรการสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศในระยะยาว

    4) การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงคมนาคม เร่งเจรจาปัญหาเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว หามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงการปิดด่านในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว  อีกทั้งช่วยหาเส้นทางการขนส่งสินค้าด้วยเส้นทางอื่นๆ ทดแทน รวมถึงมาตรการเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ และชดเชยค่าขนส่งที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อให้ผู้ประกอบการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    5) การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่ง ส.อ.ท. ได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาปม ‘เงินไม่รู้ที่มา ทะลักเข้าไทยทุกเดือนจำนวนมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา’ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งหามาตรการเงินช่วยเหลือแก่อุตสาหกรรมส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยและผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ดิจิทัลและเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าภาคการผลิตและสร้างความสามารถแข่งขันในระดับโลก

    ด้านแรงงานถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ โดย ส.อ.ท. พร้อมร่วมกับกระทรวงแรงงาน พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต ทั้งในด้านดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อสร้างแรงงานคุณภาพสูงที่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่

    ในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G–6G การสนับสนุนเทคโนโลยี AI และ IoT รวมถึงมาตรการความมั่นคงไซเบอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความได้เปรียบในการแข่งขันของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการรับผิดชอบของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    สำหรับด้านนวัตกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นหนึ่งในกระทรวงที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้นวัตกรรมเป็นพลังหลัก ประเทศไทยต้องเน้นสร้าง “นวัตกรรมมุ่งเป้า” โดยใช้จุดแข็งของไทยนำมาต่อยอด เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งไทยถือเป็นความได้เปรียบ ไปสู่เกษตรสมัยใหม่หรืออัจฉริยะ เพื่อพัฒนาวัตถุดิบป้อนไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกรซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ

    พร้อมกันนี้ จำเป็นต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี AI มายกระดับศักยภาพบุคลากร ผ่านการจัดทำหลักสูตรที่ช่วย Upskill (ยกระดับทักษะเดิม) Reskill (เรียนรู้ทักษะใหม่) และ Newskill (สร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นในอนาคต) เช่น การประยุกต์ใช้ AI และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพ ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและภาคอุตสาหกรรม

    ขณะเดียวกัน ต้องเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านราคา เพื่อให้สินค้าของไทยมีความโดดเด่นและสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ แนวทางสู่การยกระดับประเทศไทยให้เป็น “ประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม” อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวและกีฬา ในช่วงครึ่งปีหลัง ส.อ.ท. มองว่าภาครัฐควรมีมาตรการประชาสัมพันธ์เชิงรุก สร้างความเชื่อมั่นเพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลับมา และจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง เพื่อกระจายรายได้ให้ทั่วถึง โดยไม่กระจุกตัวเพียงจังหวัดใหญ่ๆ เพียงแค่ 4-5 จังหวัด ส่วนระยะยาวควรปรับโครงสร้างด้านความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว พร้อมฟื้นฟูการท่องเที่ยวมูลค่าสูง (High-value Tourism) และสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการจัดประชุมและงานแสดงสินค้า (MICE) เพื่อสร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

    “4 เดือนแรก เราต้องเห็นผลลัพธ์แบบ Quick Win และอีก 4 เดือนถัดมาก็ควรเน้นการประคองให้ต่อเนื่อง” นายเกรียงไกร กล่าว พร้อมเน้นย้ำว่า “สิ่งสำคัญที่สุด คือ การแปลงนโยบายเป็นการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและชัดเจน หากรัฐบาลสามารถทำได้เช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5131528/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_3vS_Gt5o_2z6slrGerdy

  • รอฟังข่าวดีผลงานเรื่องใหม่ “ฟิล์ม ธนภัทร” – ดาราเดลี่

    รอฟังข่าวดีผลงานเรื่องใหม่ “ฟิล์ม ธนภัทร” – ดาราเดลี่

    เป็นพระเอกหล่อมากฝีมืออันดับต้นๆ ของทางสถานีสำหรับ “ฟิล์ม ธนภัทร” ผลงานล่าสุดทั้ง “เกมรักปาฏิหาริย์” และ “แม่หยัว” สองเรื่องสองรสชาติลาจอไปอยางประทับใจ. ฟิล์ม ธนภัทร.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.daradaily.com/news/154569/read&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LsOwAsrK9ceHxA_eg-7Zf

  • ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแรงงานต่างชาติ H-1B

    ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแรงงานต่างชาติ H-1B

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร กำหนดค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่า H-1B หรือวีซ่าทำงานสำหรับแรงงานต่างชาติในสาขาอาชีพเฉพาะทางต้องมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เพิ่มเป็น 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยระบุเหตุผลเพื่อควบคุมการอนุมัติวีซ่าประเภทนี้มากเกินไป

    “เราต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ และนี่แทบจะรับประกันได้เลยว่านั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้น” ทรัมป์กล่าวจากห้องทำงานรูปไข่ 

    โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเผยรายละเอียดว่า มาตรการขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าดังกล่าว จะจูงใจให้บริษัทต่างๆ จ้างแรงงานชาวอเมริกัน ในขณะเดียวกันยังคงเปิดช่องทางให้จ้างแรงงานต่างชาติที่มีทักษะสูงในสาขาเฉพาะทาง

    นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้สั่งการให้สร้างช่องทางการเข้าเมืองแบบ “บัตรทอง” 

    ซึ่งจะช่วยเร่งรัดการออกวีซ่าให้ชาวต่างชาติที่จ่ายค่าธรรมเนียม 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอนุญาติให้บริษัทหรือนายจ้างในสหรัฐฯ สามารถจ่ายค่าธรรมเนียม 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเร่งกระบวนการออกวีซ่าสำหรับแรงงานต่างชาติ

    มาตรการเหล่านี้ถือเป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลวอชิงตัน ในการปราบปรามการเข้าเมืองและกำหนดข้อจำกัดใหม่ที่เข้มงวดเกี่ยวกับประเภทของชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานที่ใช้วีซ่า H-1B เป็นอย่างมาก

    วีซ่า H-1B เป็นวีซ่าทำงานที่มีอายุ 3 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 3 ปี ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์โต้แย้งว่า โครงการนี้ช่วยให้บริษัทในสหรัฐฯ สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและขยายธุรกิจ ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงานงานในสหรัฐฯ 

    ด้านโฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุมัติการกำหนดค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ที่ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี บวกกับค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบบัญชี หลังจากที่ได้พูดคุยกับบริษัทต่างๆ

    ขณะที่เขาชี้ว่าโครงสร้างในการชำระเงินค่าธรรมเนียมยังอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ โดยกำลังพิจารณาว่า จะเรียกเก็บเงินล่วงหน้า 300,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี เป็นเวลาสามปี

    ภาพ : REUTERS/Ken Cedeno TPX IMAGES OF THE DAY

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/trump-h1b-visa-fee-increase/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HjvQhw2t3Lh0Bkbsfshws

  • ประวัติ “ศศิธร” ลูกสาว “โกหงวน” เมืองกระบี่ ผงาดนั่ง รมช.มหาดไทย ครม.อนุทิน 1

    ประวัติ “ศศิธร” ลูกสาว “โกหงวน” เมืองกระบี่ ผงาดนั่ง รมช.มหาดไทย ครม.อนุทิน 1

    เปิดประวัติ “ศศิธร กิตติธรกุล” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยป้ายแดง ในครม.อนุทิน 1 ดีกรี ลูกสาว “โกหงวน” นายกฯ อบจ.กระบี่ เครือญาติ “กิตติ กิตติธรกุล” สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ผงาดเป็น รมต.หญิงคนแรกของจังหวัด

    วันที่ 19 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดย น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล ทายาทบ้านใหญ่แห่งเมืองกระบี่ ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในครม.อนุทิน 1 ครั้งนี้

    ประวัติ ศศิธร กิตติธรกุล

    สำหรับ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล มีชื่อเล่นว่า ก้อย เป็นบุตรสาวของ นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ หรือ “โกหงวน” และเป็นญาติของ นายกิตติ กิตติธรกุล สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย คนกระบี่มักเรียกเธอว่า นายกก้อย เพราะเคยดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ส่วนการศึกษาเรียนจบปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัย Louisiana State University ในสาขา B.S. International Trade and Finance ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นต่อปริญญาโท ที่ University of La Verne ในสาขา MBA. In Supply Chain Management ที่สหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน

    โดยก่อนจะมานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เคยดำรงตำแหน่ง ประธานเขตพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นอกจากนี้เธอยังเป็นอดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เคยมีตำแหน่งเป็นกรรมการวิทยาเขตผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตกระบี่ และอีกหลายกรรมการในจังหวัดกระบี่ อีกทั้งยังเคยเป็นเลขานุการนายกสมาคมแม่บ้านองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ รวมถึงยังเป็นคณะทำงานอีกหลายคณะ เช่น คณะทำงานติดตามประเมินการประกอบกิจการและวิถีชีวิตของประชาชนระดับจังหวัด เพื่อศึกษามาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรค คณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคจังหวัดกระบี่ (ศปก.ก.กบ.) และคณะทำงานการควบคุมกำกับการดำเนินงาน Big Cleaning Week จังหวัดกระบี่

    จนล่าสุดได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลอนุทิน ซึ่งถือเป็นรัฐมนตรีหญิงคนแรกของจ.กระบี่ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2883917&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HK5VS2eq_db0mBRK92ILQ

  • จับ 13 เขมร แอบย่องเข้าไทย เผยไร้วุฒิการศึกษา-ไม่มีเส้นสาย หางานทำไม่ได้

    จับ 13 เขมร แอบย่องเข้าไทย เผยไร้วุฒิการศึกษา-ไม่มีเส้นสาย หางานทำไม่ได้

    จับ 13 เขมร แอบย่องเข้าไทย เผยไร้วุฒิการศึกษา-ไม่มีเส้นสาย หางานทำไม่ได้

    จับ 13 เขมร แอบย่องเข้าไทย เผยไร้วุฒิการศึกษา-ไม่มีเส้นสาย หางานทำไม่ได้

    20 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา กองกำลังบูรพา, ฉก.อรัญประเทศ, ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 เข้าจับกุมแรงงานชาวกัมพูชาจำนวน 13 คน แยกเป็นชาย 8 คน หญิง 5 คน ขณะซ่อนตัวอยู่ในไร่อ้อยที่บ้านหนองปรือ ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

    สำหรับการจับกุมครั้งนี้ ทราบถึงเหตุผลเบื้องหลังที่ลักลอบเข้าไทย ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน โดยแรงงานทั้งหมดให้การว่า ที่ประเทศกัมพูชาหางานทำได้ยากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ “ไม่มีวุฒิการศึกษาและไม่มีเส้นสาย” ทำให้พวกเขาแทบไม่มีโอกาสได้งานทำ 

    ดังนั้นจึงจำเป็นต้องยอมจ่ายค่านายหน้าคนละ 5,000 – 5,500 บาท เพื่อเสี่ยงเข้ามาทำงานก่อสร้างในจังหวัดชลบุรี แม้จะรู้ว่าผิดกฎหมายก็ตาม

           
    จากการตรวจสอบ บางคนเคยทำงานที่ไทยมาก่อน แต่ต้องจำใจเดินทางกลับกัมพูชา เพราะครอบครัวขอร้อง กลัวว่าพ่อแม่จะถูกยึดที่ดินทำกิน หากไม่กลับไปตามคำสั่งของรัฐบาลกัมพูชา 

    จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมส่งตัวแรงงานทั้งหมดให้กับพนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส จ.สระแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป 

    จับ 13 เขมร แอบย่องเข้าไทย เผยไร้วุฒิการศึกษา-ไม่มีเส้นสาย หางานทำไม่ได้

    จับ 13 เขมร แอบย่องเข้าไทย เผยไร้วุฒิการศึกษา-ไม่มีเส้นสาย หางานทำไม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/crime/607652&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Pt7RPYSPzWTb_nDDvjlcU