Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เช็กดวงประจำวันที่ 21 ก.ย. 68 ราศีที่ดาวศรีสถิต-กันย์ ราศีที่ดาวกาลีสถิต-สิงห์ | เดลินิวส์

    เช็กดวงประจำวันที่ 21 ก.ย. 68 ราศีที่ดาวศรีสถิต-กันย์ ราศีที่ดาวกาลีสถิต-สิงห์ | เดลินิวส์

    สุริยคติกาล วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568 ค.ศ. 2025 จันทรคติกาล ตรงกับวันอาทิตย์ แรม 14 ค่ำ เดือน 10 ปีมะเส็ง สัปตศก จุลศักราช 1387 อาทิตย์อุทัย เวลา 06.07 น.เที่ยงจริง เวลา 12.12 น. อาทิตย์ตก เวลา 18.15 น. จันทร์ขึ้น เวลา 18.09 น.

    วันนี้ เวลา 00.00-09.30 น. ดาวจันทร์เสวยปุรพผลคุณีนักษัตรฤกษ์ที่ 11 ประกอบด้วยมหัทธโนแห่งฤกษ์ มหัทธโน แปลว่า คหบดี เศรษฐี ผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สินเงินทอง เวลา 09.31-24.00 น. ดาวจันทร์เสวยอุตรผลคุณีนักษัตรฤกษ์ที่ 12 ประกอบด้วยโจโรแห่งฤกษ์ โจโร แปลว่า โจร ผู้ปล้น ผู้ลักขโมย วันอาทิตย์-โลกาวินาศตามกาลโยค เวลา 00.00-09.30 น.-ทำการมงคลได้สารพัดตามฤกษ์บนหมวดมหัทธโนฤกษ์ เวลา 09.31-24.00 น.-ห้ามทำการมงคล ทิศที่เป็นมงคล-ทักษิณ (ใต้) ทิศอัปมงคล-อุดร (เหนือ) สีประจำวัน-แดง สีสิริมงคล-เขียวสด สีอัปมงคล-ฟ้า น้ำเงิน ราศีที่ดาวศรีสถิต-กันย์ ราศีที่ดาวกาลีสถิต-สิงห์

    เกิดวันนี้ เด็กชาย เป็นคนซื่อตรงรักความยุติธรรม สร้างหลักฐานได้เร็ว จะมั่งคั่งด้วยทรัพย์สินเงินทอง มีความก้าวหน้าทางสังคม มีมิตรสหายมาก มีการศึกษาดี รับผิดชอบสูง รักษาคำพูด คารมคมคาย เจรจาเป็นเลิศ เฉลียวฉลาด ผู้ใหญ่ช่วยเหลือ ชอบต่อสู้ มักจากถิ่นที่อยู่ไปอยู่ที่อื่น เด็กหญิง จะเป็นคนเจ้าระเบียบ มีความรับผิดชอบสูง ชอบการสมาคมเพื่อนฝูงมาก ติดต่อเจรจาทางการค้าดี คู่ครองช่วยเสริมเรื่องฐานะความเป็นอยู่พูดจริงทำจริง จิตใจสูง มีผู้อุปถัมภ์ ชอบการศึกษา รักศิลปะการตกแต่ง วัยเด็กจะต่อสู้แต่อนาคตจะดี เป็นคนมีเหตุผล

    เกิดวันอาทิตย์ จะได้ร่วมงานในองค์กรการกุศล ได้พบปะสังสรรค์กับผู้คนมากมาย งานที่ทำต้องใช้จินตนาการและการวิเคราะห์เป็นสำคัญ ส่วนท่านที่ยังไม่ได้งานทำก็จะได้งานที่พึงพอใจ ระวังการใช้สมองมากจนเกินไป ควรจะได้รับการพักผ่อนให้เพียงพอ การเจ็บไข้ได้ป่วยทั่วไปจะมีบ้างไม่นานก็จะหาย ผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนด้วยดี ปัญหาและอุปสรรคจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคได้

    เกิดวันจันทร์ จะมีงานเร่งด่วนเข้ามาและต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ใหญ่จะได้มอบหมายหน้าที่สำคัญให้ทำ ท่านจะปฏิเสธก็ไม่ได้ จึงตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ผลงานที่ทำจะเป็นที่นิยมชมชอบของประชาชน มีโอกาสได้ศึกษาวิชาการที่แปลกใหม่ร่วมกับเพศตรงข้าม จะได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงานที่ดี ความรักควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีคนต่างถิ่นเข้ามาคบหาสมาคมด้วย

    เกิดวันอังคาร ผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน บริวารจะเป็นกำลังสำคัญในการทำงาน แต่ควรระมัดระวังเรื่องการคบเพื่อนและคนแปลกหน้า เพราะอาจถูกหลอกลวงทำให้เกิดความเสียหายได้ ท่านจะมีความรับผิดชอบเกี่ยวกับการงานมากขึ้น ด้วยเหตุที่เป็นคนมีสติปัญญา มีความรู้ความสามารถ จึงทำให้ประสบความสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่การงานที่ทำอยู่ได้ไม่ยาก

    เกิดวันพุธ คนที่ยังไม่มีงานทำก็จะได้ทำงานที่ชอบและเหมาะสมกับวุฒิภาวะ เป็นงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และความสามารถพิเศษเฉพาะตัว จะทุ่มเทให้เวลากับการทำงานมากขึ้น จะได้รับการสนับสนุนและร่วมมือจากเพื่อนร่วมงานด้วยดี มีโอกาสเดินทางไกลได้พบปะคนต่างถิ่นต่างแดน ควรนำคนรักไปเปิดเผยในสังคม คนที่มีครอบครัวแล้วก็สามารถครองรักกันได้ด้วยดี เอกสารทางการเงินควรตรวจดูให้เรียบร้อย

    เกิดวันพฤหัสบดี จะได้เพื่อนหรือหุ้นส่วนที่ดีไว้คอยให้คำปรึกษาหารือ หากมีรายได้ก็ควรเก็บออมเป็นเงินสดไว้ใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการงานดีกว่าที่จะนำไปลงทุนในห้วงเวลาที่มีการปั่นป่วนทางธุรกิจซึ่งไม่แน่นอน ควรปรับปรุงการงานเดิมให้ดีขึ้นจะดีกว่า ท่านที่ยังไม่มีงานทำจะได้ทำงานที่เหมาะสมกับวุฒิภาวะและความถนัด ทุกสิ่งทุกอย่างค่อยๆ ลงตัว ความรักสดชื่นแจ่มใส

    เกิดวันศุกร์ จะได้สิ่งของมีค่าจากเพศตรงข้าม มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บริวารทำให้ชื่นใจ เป็นโอกาสดีที่ควรพาคนรักเดินทางไปเที่ยวต่างถิ่นต่างแดนพักผ่อนหย่อนใจบ้างก็จะทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น เงินทองที่มีอยู่มีความจำเป็นต้องใช้จ่าย จะได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงานด้วยดี จะได้ลาภเป็นสิ่งของถูกใจ ได้รับของมีค่าโดยไม่คาดฝัน 

    เกิดวันเสาร์ มีโอกาสได้ร่วมงานสังคมหลายครั้ง ผู้ใหญ่ให้ความเมตตาช่วยเหลืออุปการะ เพื่อนร่วมงานจะให้ความร่วมมือช่วยเหลือชนิดที่ทำทุกอย่างแทนโดยไม่บิดพลิ้วหรือต้องการสิ่งตอบแทนใด ๆ ทั้งการเจรจาติดต่อทางธุรกิจก็จะดำเนินไปได้ด้วยดี ระวังจะเกิดศัตรูจากสาเหตุเล็กน้อย มีรายได้เข้ามาหลายทาง ทำให้มีกำลังทางการเงินสามารถจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5129878/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zCR4OGCGJ6lPFh3JI4ofM

  • นิด้าโพล หนุน “อภิสิทธิ์” เป็น หัวหน้าปชป. ตามด้วย “ชวน”  

    นิด้าโพล หนุน “อภิสิทธิ์” เป็น หัวหน้าปชป. ตามด้วย “ชวน”  


    “นิด้าโพล” เผย 32.90% หนุน “อภิสิทธิ์”เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนต่อไป ตามด้วย “ชวน”  แต่ 37.58% ยังไม่แน่ใจ จะเลือก ปชป.ในการเลือกตั้งครั้งหน้า 

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ประชาธิปัตย์ ผลัดใบอีกแล้ว” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-16 กันยายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเลือกผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ที่ประชาชนต้องการในการเลือกตั้งครั้งหน้า การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนต้องการให้เป็นผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.90 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองลงมา ร้อยละ 18.09 ระบุว่าเป็น นายชวน หลีกภัย ร้อยละ 16.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ ร้อยละ 9.24 ระบุว่า ใครก็ได้ในพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.17 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ดร.เอ้) ร้อยละ 4.20 ระบุว่าเป็น นายกรณ์ จาติกวณิช ร้อยละ 2.82 ระบุว่าเป็น นางวทันยา บุนนาค (มาดามเดียร์) ร้อยละ 2.21 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ร้อยละ 1.68 ระบุว่าเป็น นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ร้อยละ 1.45 ระบุว่าเป็น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ร้อยละ 1.15 ระบุว่าเป็น คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชร้อยละ 0.84 ระบุว่าเป็น นายเดชอิศม์ ขาวทอง และร้อยละ 0.53 ระบุว่าเป็น นายชัยชนะ เดชเดโช

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มที่ประชาชนจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากพรรคประชาธิปัตย์เลือกผู้นำตามที่ประชาชนแนะนำ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.58 ระบุว่า ไม่แน่ใจ รองลงมา ร้อยละ 35.75 ระบุว่า เลือกแน่นอน และร้อยละ 26.67 ระบุว่า ไม่เลือกแน่นอน

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.95 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.21 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.84 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 33.59 สถานภาพโสด ร้อยละ 64.96 สมรส และร้อยละ 1.45 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.38 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 15.73 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 34.96 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.14 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 32.52 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.27 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 10.69 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 17.86 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.15 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.07 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.19 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 20.08 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 4.96 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 19.93 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.82 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 14.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 33.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 11.91 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 5.04 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.53 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 0.23 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท และร้อยละ 6.34 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35631&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bdD4yeTFzzGJkSFjsnEmZ

  • แสง สี เสียง ตระการตา งานหมอลำเฟสติวัล รวมศิลปิน-คณะหมอลำชื่อดัง สร้างความมันส์ตระการตา

    แสง สี เสียง ตระการตา งานหมอลำเฟสติวัล รวมศิลปิน-คณะหมอลำชื่อดัง สร้างความมันส์ตระการตา

    ภูมิภาค

    แสง สี เสียง ตระการตา งานหมอลำเฟสติวัล รวมศิลปิน-คณะหมอลำชื่อดัง สร้างความมันส์ตระการตา

    วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.43 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 18.30 น. ณ ลานหอโหวด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดงาน “หมอลำเฟสติวัล” เพื่ออนุรักษ์และสืบสานหมอลำ ศิลปะพื้นบ้านอีสานที่สะท้อนวิถีชีวิตและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยมีผู้บริหารจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนร่วมงานอย่างคึกคัก การจัดงานเป็นการต่อยอด หมอลำ สู่ Soft Power ระดับนานาชาติ และผลักดันสู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในอนาคต

    งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–21 กันยายน 2568 พบการแสดงจากคณะหมอลำชื่อดัง อาทิ ระเบียบวาทะศิลป์ ประถมบันเทิงศิลป์ และเสียงอีสาน ร่วมด้วยศิลปิน T-POP เช่น Bamm, Instinct, Yes’sir Days, Slapkiss และ Kylinz รวมทั้งโซนสตรีทฟู้ด อาหารฟิวชัน กิจกรรม Workshop และการจับรางวัลของที่ระลึกมูลค่ากว่า 300,000 บาท เข้าชมฟรีตั้งแต่เวลา 17.00 น. ถึงเที่ยงคืน

    ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดกล่าวว่า งานนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงวัฒนธรรมอีสาน แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เพิ่มรายได้แก่ชุมชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงนอกฤดูกาล (Green Season) จังหวัดร้อยเอ็ดขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์หมอลำในงาน “หมอลำเฟสติวัล” วันที่ 19–21 กันยายน 2568 ณ ลานหอโหวด จังหวัดร้อยเอ็ด ฟรีตลอดงาน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/447158&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kP5vAV4zb7C4vc2XY1fJE

  • ‘ITD’ หนุน SMEs เพิ่มศักยภาพ-ต่อยอดธุรกิจรับเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน

    ‘ITD’ หนุน SMEs เพิ่มศักยภาพ-ต่อยอดธุรกิจรับเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน

    นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับศักยภาพและต่อยอดธุรกิจให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) และสตาร์ทอัพ

    ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับการเปลี่ยนอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้และเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่การเข้าใจตลาดต่างประเทศ การจัดการห่วงโซ่อุปทาน การสร้างแบรนด์และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ

    โดยดำเนินการผ่านกิจกรรมเสริมแกร่ง SMEs สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้สมัยใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม ITD Expert Anywhere ซึ่งจะเป็นคลินิกเสมือนจริงให้คำปรึกษาผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงที่ปรึกษาและข้อมูลสำคัญได้ทุกที่ทุกเวลา เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบสุขภาพทางธุรกิจ วางแผนกลยุทธ์ และปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์

    “การดำเนินการดังกล่าวมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยได้เรียนรู้และต่อยอดศักยภาพของตนเอง รวมถึงสร้างเครือข่ายที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs และสตาร์ทอัพสามารถขยายโอกาสและสร้างความแข็งแกร่งในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน“

    นายสุภกิจ กล่าวต่อไปอีกว่า กิจกรรมดังกล่าวยังมีการสร้างองค์ความรู้ เทคนิต และกลยุทธ์ที่ใช้ได้จริง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ การสร้างแบรนด์และขยายตลาด 

    รวมถึงการปรับใช้เครื่องมือดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

    “สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ประกอบการ SMEs ต้องไม่หยุดเรียนรู้และพร้อมเปิดรับโอกาสใหม่ โลกธุรกิจยุคใหม่ไม่รอใคร แต่หากมีความรู้ มีเครื่องมือ และมีเครือข่ายที่แข็งแรง ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจะสามารถสร้างความสำเร็จในเวทีโลกได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639382&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uSOLxeFgUVzi3epRiEHgM

  • พลิกโฉมเมืองบั้งไฟ! ดัน 4 ขุมทรัพย์ท้องถิ่น หวังยกระดับเศรษฐกิจชุมชนสู่สากล

    พลิกโฉมเมืองบั้งไฟ! ดัน 4 ขุมทรัพย์ท้องถิ่น หวังยกระดับเศรษฐกิจชุมชนสู่สากล

    วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.16 น.

    พลิกโฉมเมืองบั้งไฟ! ดัน 4 ขุมทรัพย์ท้องถิ่น หวังยกระดับเศรษฐกิจชุมชนสู่สากล

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.วิภาดา รัตนโรจนา ประชาสัมพันธ์จังหวัดยโสธร ได้เปิดเผยว่า จังหวัดยโสธรกำลังเดินหน้าครั้งสำคัญเพื่อปลดล็อกศักยภาพ Soft Power ที่ซ่อนอยู่ในวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อนำมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้มานำเสนอในมุมมองที่ทันสมัย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ได้มอบหมายให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดยโสธรจัดโครงการ ‘Social On Tour สัมผัสเสน่ห์เมืองยศ ยลหัตถกรรม เกษตรอินทรีย์วิถียโสธร’ โดยนำทัพสื่อมวลชนลงพื้นที่สำรวจ 4 ขุมทรัพย์ภูมิปัญญาที่น่าสนใจ ได้แก่ 1.หมอนขวานผ้าขิดแม่แย้ม บ้านศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว ซึ่งเป็นศิลปหัตถกรรมที่สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้ชุมชนกว่า 1,000,000 บาทต่อเดือน โดยมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศอย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส

    2.โคขุนหนองแหน อำเภอกุดชุม แหล่งผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพพรีเมียม 3 สายพันธุ์ (ชาร์โรเลส์, แองกัส และวากิว) ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้กระบวนการเลี้ยงและแปรรูปเนื้อคุณภาพ

    3.ศูนย์เรียนรู้ด้านการหล่อทองเหลือง ตำบลนาสะไมย์ อำเภอเมืองยโสธร ซึ่งเป็นแหล่งผลิตงานฝีมือจากช่างชั้นครู ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับช่างฝีมือเฉลี่ยวันละ 400 – 1,000 บาท และมีผลิตภัณฑ์จัดส่งจำหน่ายทั่วประเทศ

    4.กลุ่มจักสานกระติบข้าวแม่คำภา บ้านดอนกลอง อำเภอเมืองยโสธร ซึ่งนำไม้ไผ่มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์จักสานอันประณีต โดยเฉพาะกระติบข้าวที่มีชื่อเสียง สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนเดือนละประมาณ 40,000 บาท และมีช่องทางการจำหน่ายทั้งในหมู่บ้านและออนไลน์

    ประชาสัมพันธ์จังหวัดยโสธร กล่าวทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อนโครงการ Social On Tour ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอเรื่องราวอันทรงคุณค่าของจังหวัดในมุมมองใหม่ แต่ยังเป็นการจุดประกายให้เห็นถึงพลังของ Soft Power ที่สามารถแปลงมรดกทางวัฒนธรรมให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในท้องถิ่น และพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสกับเสน่ห์เมืองยศที่รอให้ทุกคนมาค้นพบ ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/915669&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gzGX1M0lDq2QlXw8rCu5l

  • กางกระเป๋ารอ“โครงการคนละครึ่ง”จับจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    กางกระเป๋ารอ“โครงการคนละครึ่ง”จับจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    กางกระเป๋ารอ“โครงการคนละครึ่ง”จับจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,132 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย  

    *** รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล อยู่ระหว่างรอการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ  ก่อนจะไปสู่ขั้นตอนการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเข้าบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ แต่ระหว่างนี้ อนุทิน ก็ได้นำว่าที่คณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เดินหน้าเคลื่อนไหวเชิงรุก เดินสายหารือร่วมกับ เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และคณะกรรมการ เพื่อรับฟังแนวทางแก้ปัญหาภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะเร่งด่วน

    การหารือครั้งนี้ถือเป็นการทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ที่สถานการณ์ไม่ค่อยดีนัก โดย ส.อ.ท. ได้นำเสนอ 5 เรื่องด่วนที่ต้องเร่งแก้ไข ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจมหภาค และ ปัญหาที่กระทบผู้ประกอบการโดยตรง ได้แก่

    1.มาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า โดย นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ชี้แจงว่า ภาษีสหรัฐ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 7 ส.ค. 2568 แบ่งเป็น ภาษี 19% สำหรับสินค้าทั่วไป (ยกเว้นกลุ่มมาตรา 232 เช่น รถยนต์ เหล็ก อลูมิเนียม) , ภาษี 40% กรณีพบการสวมสิทธิ์หรือ transshipment  ปัญหาที่ตามมา คือ ขาดหลักเกณฑ์ชัดเจนในการคำนวณ Regional Value Content (RVC) ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอย่างระมัดระวัง ดังนั้น จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาล คือ รัฐบาลควรจัดตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาเรื่อง RVC, ส่งเสริมการปรับซัพพลายเชนไทย และสนับสนุนสินค้า Made in Thailand (MiT) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

    2.สภาพคล่องและสินเชื่อ SMEs ส.อ.ท. เน้นว่า SMEs ยังมีหนี้เสีย (NPL) สูงถึง 243,026 ล้านบาท จากสินเชื่อรวมกว่า 3 ล้านล้านบาท ข้อเสนอ Fast Track SMEs คือ ค้ำประกันสินเชื่อฉุกเฉิน อนุมัติภายใน 3-7 วัน สูงสุด 100%, สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง SME ด่วนพิเศษ 1% ผ่าน กองทุน สสว., ช่องทาง Express Lane สำหรับสินเชื่อ 5-10 ล้านบาท โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน และมาตรการ Hair Cut ปรับโครงสร้าง NPL ลดภาระผู้ประกอบการ

    3.ค่าไฟ-พลังงานทางเลือก นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. เสนอให้ปรับโครงสร้างค่าไฟสะท้อนต้นทุนจริง ลดต้นทุนส่วนเกิน และสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ด้วยข้อเสนอ ลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเหลือ 0.5 เท่า สำหรับผู้ชำระตรงเวลา, เร่งจัดทำแผนพัฒนาพลังไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ภายในปี 2568, ส่งเสริมการเปิดเสรีไฟฟ้า และพลังงานทางเลือก

    4.การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา นายเวทิต โชควัฒนา รองประธาน ส.อ.ท. ชี้ว่า การค้าชายแดนยังมีปัญหากระทบผู้ประกอบการ จึงเสนอมาตรการแก้ปัญหาดังนี้ ระยะเร่งด่วน : ลดค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์ เพิ่มเส้นทางส่งสินค้าใหม่ เช่น จันทบุรี-ตราด, ระยะสั้น : Soft Loan ให้ SMEs รักษาสภาพคล่อง และ ระยะยาว : ใช้มาตรการทวิภาคีและกฎหมายสร้างความชัดเจนในการค้าร่วมกัน

    5.บริหารจัดการเงินบาทแข็ง นายเกรียงไกร ระบุว่า ความแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบเวียดนาม และ อินโดนีเซีย ส่งผลต่อการแข่งขันผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่มี NPL สูงและเข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก …ทั้งนี้ ส.อ.ท.ยืนยันจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาล เพื่อให้เศรษฐกิจไทย เข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต

    *** ขณะที่ “นายกฯ อนุทิน” เผยว่า รัฐบาลแม้จะอยู่ระหว่างการจัดตั้ง แต่เวลาทุกนาทีต้องไม่สูญเปล่า รัฐบาลจะร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อแก้ปัญหาที่กระทบประชาชนและผู้ประกอบการโดยตรง “ไทยไม่ควรเป็นเพียงผู้รับจ้างประกอบเท่านั้น ต้องเพิ่มมูลค่าและขยาย GDP จากการผลิตภายในประเทศร่วมกับ BOI และภาคเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน” พร้อมย้ำถึงการทำงานร่วมกับข้าราชการประจำว่า “คนละพรรค แต่พวกเดียวกัน” เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอย่างมั่นคง

    *** หันไปดูโครงการ “คนละครึ่ง” รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน เตรียมชูนโยบาย “คนละครึ่ง” เป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วน เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาเพียง 4 เดือนก่อนการยุบสภา เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยยืนยันกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า นโยบายนี้ถูกบรรจุไว้ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยรัฐบาลตั้งเป้า “อัดเงินเข้าระบบทันที” หลังผ่านการแถลงนโยบาย เพื่อให้ประชาชนมีเงินจับจ่ายใช้สอยได้คล่องตัว คล้ายกับที่เคยประสบความสำเร็จในยุครัฐบาลประยุทธ์

    *** สำหรับโครงสร้างโครงการ “คนละครึ่ง” วงเงินรวม 25,000 ล้านบาท เริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคม 2568 สัดส่วนหลักคือ คนละครึ่ง (50:50) รัฐบาลจ่ายครึ่ง ประชาชนจ่ายครึ่ง เพิ่มพิเศษสำหรับผู้เสียภาษีอยู่ในระบบ: 60:40 รัฐบาลช่วย 60% ประชาชนออก 40%

    ส่วนวงเงินรายวัน-วงเงินโครงการ รัฐบาลยังพิจารณารายละเอียดเรื่องเพดานใช้จ่ายจาก 150 บาท/วัน (แนวทางเดิม) อาจขยับเป็น 200 บาท/วัน หากงบประมาณเพียงพอ ด้านแหล่งงบประมาณ เตรียมใช้ทั้ง งบกลางปี 2568 (กันยายน) และ งบกลางปี 2569 มาผสมผสาน เพื่อให้สามารถเดินหน้าโครงการได้ทันที

    *** นายกฯอนุทิน ระบุชัดว่า เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารเต็มตัวจะ “เร่งดำเนินการเรื่องนี้เร็วที่สุด” พร้อมฝากประชาชนว่า “กางกระเป๋ารอได้เลย” โดยจะมอบหมายให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดต่อไป

    *** การปัดฝุ่นโครงการ “คนละครึ่ง” ของ “รัฐบาลอนุทิน” ครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นมาตรการฟื้นกำลังซื้อในระยะสั้น แต่ยังสะท้อนการเดินเกมการเมือง ที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่น ความนิยม และ บรรยากาศจับจ่ายก่อนการเลือกตั้งใหม่ ต้นปี 2569 โดยมีทั้งมิติ “เศรษฐกิจ” และ “การเมือง” เคลื่อนพร้อมกันในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/639351&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_RF20P4CtGTZ2SJAMv9PM

  • โรงเรียนอินเตอร์ฯดีมานด์พุ่ง “เวลล์ส” เล็งทุ่มพันล้าน ปักหมุดเมืองใหญ่

    โรงเรียนอินเตอร์ฯดีมานด์พุ่ง “เวลล์ส” เล็งทุ่มพันล้าน ปักหมุดเมืองใหญ่

    โรงเรียนอินเตอร์ฯดีมานด์พุ่ง “เวลล์ส” เล็งทุ่มพันล้าน ปักหมุดเมืองใหญ่

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ในปี 2567 ตลาดโรงเรียนนานาชาติมีมูลค่ารวมกว่า 8 หมื่นล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 13% จากจำนวนนักเรียนและโรงเรียนนานาชาติที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าเล่าเรียนที่มีการปรับตัวสูงขึ้น และยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวไปสู่พื้นที่ภายนอกกรุงเทพฯ มากขึ้น

    เนื่องจากข้อจำกัดในด้านพื้นที่ของเมืองหลวง และความหนาแน่นของจำนวนโรงเรียนนานาชาติในปัจจุบันส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้น

    สอดรับกับข้อมูลของ ดร.เย่าล่างจาง ประธานกรรมการ โรงเรียนนานาชาติเวลล์ส เปิดเผยว่า ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับความนิยมจากผู้ปกครองที่มองหาการศึกษาคุณภาพสูงและสามารถแข่งขันในระดับโลกได้ ส่งผลโรงเรียนในประเทศไทยที่นำเสนอหลักสูตรนานาชาติได้รับความสนใจจากครอบครัวที่มีรายได้สูง รวมถึงนักเรียนต่างชาติที่ต้องการการศึกษาภาษาอังกฤษอย่างเต็มที่

    อย่างไรก็ตาม ธุรกิจนี้มีการแข่งขันที่สูงมาก เนื่องจากจำนวนโรงเรียนที่เปิดใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากหลักสูตรอเมริกัน อังกฤษ และหลักสูตรนานาชาติอื่นๆ ซึ่งทำให้ผู้ปกครองมีทางเลือกมากขึ้น หลายโรงเรียนในปัจจุบันมองหาโอกาสในการขยายสาขาไปยังจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเติบโตของกลุ่มครอบครัวชั้นกลางที่สนใจศึกษาในรร.นานาชาติ เช่น ชลบุรี ภูเก็ต และเชียงใหม่

    นอกจากนี้การรับรองมาตรฐานจากองค์กรการศึกษานานาชาติและกระทรวงศึกษาธิการยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองเพื่อให้ทันกับความต้องการของตลาด โรงเรียนต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีการเรียนการสอนที่ทันสมัยมาใช้ และต้องมีหลักสูตรที่สามารถดึงดูดผู้ปกครองและนักเรียนในยุคดิจิทัล

    ดร.เย่าล่างจาง

    โรงเรียนนานาชาติเวลล์ส จึงมีแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 2 แห่ง ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า โดยพิจารณาพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเติบโต เช่น เชียงใหม่และภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตของกลุ่มครอบครัวชั้นกลางที่สนใจการศึกษานานาชาติ โดยเบื้องต้นจะใช้งบลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการซื้อที่ดินและการก่อสร้างด้วย

    ดร.เย่า ล่างจาง เล่าว่า โรงเรียนนานาชาติเวลล์สก่อตั้งมา 27 ปี ปัจจุบันมี 4 สาขาในประเทศไทย ได้แก่ 1.สาขาทองหล่อ สอนระดับก่อนประถมศึกษา 2.สาขาอ่อนนุช สอนระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย 3.สาขาบางนา สอนระดับก่อนประถมศึกษาถึงประถมศึกษา และ 4. สาขาชลบุรี ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุด สอนระดับก่อนประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย มีนักเรียนเกือบ 2,000 คน

    โรงเรียนอินเตอร์ฯดีมานด์พุ่ง “เวลล์ส” เล็งทุ่มพันล้าน ปักหมุดเมืองใหญ่

    โดยมีนักเรียนไทย 30% และนักเรียนต่างชาติประมาณ 70% ซึ่งรวมมากกว่า 30 สัญชาติ ส่วนบุคลากรของโรงเรียนมีจำนวนราว 300 คน โดยครูส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกัน รวมถึงออสเตรเลียและอังกฤษโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรนานาชาติ

    ทั้งนี้การเรียนการสอนในโรงเรียนนานาชาติเวลส์ เป็นการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล (Personalized Pathway) โดยใช้หลักสูตรอเมริกันที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลร่วมกับหลักสูตร Advanced Placement Program (AP) และ IB Diploma ให้นักเรียนได้เลือกเรียน

    โรงเรียนอินเตอร์ฯดีมานด์พุ่ง “เวลล์ส” เล็งทุ่มพันล้าน ปักหมุดเมืองใหญ่

    และเตรียมความพร้อมนักเรียนสำหรับการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก อย่าง UC Berkeley, Caltech, Cornell และ King’s College London ฯลฯ เน้นเสริมสร้างการคิดเชิงวิพากษ์ การรับรู้ระดับสากล และทักษะเชิงปฏิบัติ เสริมด้วยการฝึกงาน การบริการชุมชน และโอกาสการศึกษาระหว่างประเทศ

    “โรงเรียนนานาชาติเวลส์ มุ่งเน้นการพัฒนาแบบองค์รวม โดยไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับวิชาการ แต่ยังเสริมสร้างทักษะชีวิต ความรับผิดชอบ และคุณธรรม ผ่านการใช้หลักสูตรอเมริกันผสานกับวัฒนธรรมไทย เช่น กิจกรรมลอยกระทงและสงกรานต์ เพื่อให้นักเรียนต่างชาติได้เรียนรู้และเคารพวัฒนธรรมไทย พร้อมการเคารพธงชาติไทยในทุกเช้าด้วย” 

    หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,132 วันที่ 18 – 20 กันยายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/639290&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zDH4-4S1cRpzrqMG8H2Aa

  • ขนมไหว้พระจันทร์ 2568 “คึกคัก” ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    ขนมไหว้พระจันทร์ 2568 “คึกคัก” ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    ขนมไหว้พระจันทร์ 2568

    21 ก.ย. 2568 04:02 น.

    -ก+

    LightDark

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/column/category/local/2884007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30UMJkns7b0z7WRlYedSdb

  • ขนมไหว้พระจันทร์ 2568 “คึกคัก” ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    ขนมไหว้พระจันทร์ 2568 “คึกคัก” ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    ขนมไหว้พระจันทร์ 2568

    21 ก.ย. 2568 04:02 น.

    -ก+

    LightDark

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2884007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yjuhgbkRBWX1w3GOXvoce