Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นิด้าโพล เผยประชาชน 32.90% หนุน อภิสิทธิ์ คัมแบ็กนั่ง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

    นิด้าโพล เผยประชาชน 32.90% หนุน อภิสิทธิ์ คัมแบ็กนั่ง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

    วันนี้ (21 กันยายน) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง ‘ประชาธิปัตย์ ผลัดใบอีกแล้ว’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-16 กันยายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเลือกผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ที่ประชาชนต้องการในการเลือกตั้งครั้งหน้า

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนต้องการให้เป็นผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.90 ระบุว่าเป็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองลงมา ร้อยละ 18.09 ระบุว่าเป็น ชวน หลีกภัย ร้อยละ 16.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ ร้อยละ 9.24 ระบุว่า ใครก็ได้ในพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.17 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ดร.เอ้)

    ร้อยละ 4.20 ระบุว่าเป็น กรณ์ จาติกวณิช ร้อยละ 2.82 ระบุว่าเป็น วทันยา บุนนาค (มาดามเดียร์) ร้อยละ 2.21 ระบุว่าเป็น จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ร้อยละ 1.68 ระบุว่าเป็น บัญญัติ บรรทัดฐาน ร้อยละ 1.45 ระบุว่าเป็น เฉลิมชัย ศรีอ่อน ร้อยละ 1.15 ระบุว่าเป็น คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชร้อยละ 0.84 ระบุว่าเป็น เดชอิศม์ ขาวทอง และร้อยละ 0.53 ระบุว่าเป็น ชัยชนะ เดชเดโช

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มที่ประชาชนจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากพรรคประชาธิปัตย์เลือกผู้นำตามที่ประชาชนแนะนำ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.58 ระบุว่า ไม่แน่ใจ รองลงมา ร้อยละ 35.75 ระบุว่า เลือกแน่นอน และร้อยละ 26.67 ระบุว่า ไม่เลือกแน่นอน

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/32-9-support-abhisits-return/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vS3ymH8Iq6Yg05MNELR3y

  • บริหารการศึกษาเพื่อผู้เรียน ‘อ.วิเชียร เนียมน้อม’ มุ่งสานฝัน ‘ปั้นอาชีวะยุคใหม่’ | เดลินิวส์

    บริหารการศึกษาเพื่อผู้เรียน ‘อ.วิเชียร เนียมน้อม’ มุ่งสานฝัน ‘ปั้นอาชีวะยุคใหม่’ | เดลินิวส์

    ที่เจ้าตัวบอกว่า ปรัชญาดังกล่าวนี้หล่อหลอมให้เขาเป็นคนทำอะไรต้องทำจริงจังเต็มที่ และมีส่วนอย่างมากที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในวันนี้ มีส่วนสำคัญในการ “พลิกชีวิตจากครูพละสู่การเป็นนักบริหารการศึกษาแถวต้น ๆ ของประเทศไทย” ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปย้อนดูเรื่องราวการเดินทางในชีวิตที่น่าสนใจของชายคนนี้…

    อ.วิเชียร เนียมน้อม” ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้แทนผู้รับใบอนุญาต และผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ และยังมีบทบาทในฐานะ นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเขาเล่าประวัติชีวิตให้ฟังโดยสังเขปว่า เกิดและเติบโตที่กรุงเทพฯ ย่านตลิ่งชัน แขวงบางระมาด หรือที่เรียกว่า “คลองวัดโพธิ์” โดยครอบครัวของเขานั้นมีอาชีพเป็นเกษตรกร เป็นชาวสวนปลูกผักขาย ซึ่งเขาเป็นลูกคนกลางของ คุณพ่อ-บุญชอบ และ คุณแม่-บรรทัด เนียมน้อม โดยมีพี่สาว 1 คน และน้องสาว 1 คน ซึ่งในวัยเด็กเขาก็ใช้ชีวิตแบบ “เด็กชาวสวน” และด้วยความที่เป็นลูกชายเพียงคนเดียว ทำให้เขาต้องช่วยพ่อแม่ทำสวนมาตั้งแต่เล็ก ๆ ซึ่งทุก ๆ วันหลังเลิกเรียน และช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เขาก็จะต้องเข้าไปช่วยงานพ่อแม่ในสวน ขณะที่ด้านการเรียน-การศึกษานั้น เขาเรียนจบชั้น ป.7 ที่โรงเรียนวัดโพธิ์ราษฎร์ผดุงผล จากนั้นไปเรียนต่อ มศ.1 ถึง มศ.3 ที่โรงเรียนโพธิสารพิทยากร และไปต่อชั้น มศ.4 ถึง มศ.5 ที่โรงเรียนวัดน้อยใน โดยในช่วงเรียน มศ.5 นั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่เส้นทางการเป็น ครูพละ ในภายหลัง

    ช่วงเรียน มศ.5 ก็มานั่งคิดกับตัวเองว่าจะเรียนไปเป็นอะไร หรือเรียบจบแล้วจะทำอาชีพอะไร ซึ่งพ่อและแม่อยากให้เราเรียนเป็นครู แต่เอาจริง ๆ ชีวิตเด็กผู้ชายแบบผมตอนนั้นอยากเป็นทหารหรือไม่ก็ตำรวจ แต่พอวิเคราะห์ตัวเองดูถึงความพร้อม ก็พบคำตอบว่าคงไปต่อทางนี้ไม่ได้ ก็เลยเลือกเรียนครูเพื่อทำตามฝันของพ่อแม่ และอีกอย่างก็คิดว่าการเป็นครูก็ดี เพราะเป็นอาชีพที่ได้รับการนับหน้าถือตาจากคนในชุมชน” เขาเล่าย้อนอดีต

    “รางวัลพระราชทาน” ที่ได้รับแล้ว 2 ครั้ง

    พร้อมกับเล่าต่อไปว่า แม้จะรู้เป้าหมายในการเรียนต่อแล้ว แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าอยากเป็นครูวิชาอะไร จึงมาตั้งคำถามว่า ตัวเขาชอบครูวิชาอะไรมากที่สุด ซึ่งด้วยความที่เขาเป็นคนที่ชอบเล่นกีฬา สุดท้ายก็ได้คำตอบคือ “ครูวิชาพลศึกษา” ด้วยเหตุนี้ทำให้หลังเรียนจบ มศ.5 เขาก็ได้ไปสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย โดยเลือกคณะศึกษาศาสตร์ของทุก ๆ มหาวิทยาลัยที่มีการเปิดสอนเกี่ยวกับด้านนี้ และหลังสอบเอนทรานซ์เสร็จโดยที่ผลสอบยังไม่ทันออก เขาก็เลือกที่จะไปสอบเข้าที่ วิทยาลัยพลศึกษากรุงเทพ ด้วยอีกแห่ง ที่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ เพราะตอนนั้นมองว่าที่นี่มีนักกีฬาทีมชาติเรียนหลายคน ซึ่งปรากฏเขาสอบผ่าน จึงตัดสินใจเรียนประกาศนียบัตรชั้นสูง (ปกศ.สูง) วิชาเอกพลศึกษา ที่นี่

    ตอนนั้นเข้าใจว่าจะได้เรียนที่วิทยาเขตกรุงเทพฯ แต่กลายเป็นว่ามีการย้ายเด็กปี 1 ไปเรียนที่คลอง 13 ปทุมธานี ซึ่งเพิ่งเปิดใหม่ตอนนั้น ผมก็เลยได้เป็นรุ่นบุกเบิกรุ่นแรก ซึ่งช่วงที่ไปเรียนที่นั่นผมก็ไปอาศัยอยู่ที่วัดพิชิตปิตยาราม โดยขอไปเป็นลูกศิษย์วัด ทำให้ทุกเช้าต้องตื่นไปกับหลวงลุงที่ออกบิณฑบาต ก่อนจะไปเข้าเรียน โดยหลวงลุงก็จะเก็บข้าวก้นบาตรไว้ให้ผมกินช่วงเย็น ซึ่งบางวันผมต้องซ้อมกีฬาจนต้องกลับดึก ข้าวและแกงที่หลวงลุงเก็บไว้ให้ก็มักจะบูด แต่ด้วยความที่ไม่มีอะไรให้กินแล้ว ผมก็เลยจำใจต้องอุ่นให้ร้อน ๆ แล้วกิน (หัวเราะ) ส่วนช่วงปิดภาคเรียนก็จะไปทำงานรับจ้างจัดสวนตลอดช่วงปิดเทอม โดยได้ค่าแรงวันละ 200 บาท ซึ่งเรียนอยู่ที่นี่ 2 ปี ผมก็เรียนจบ” เขาพูดถึงจังหวะชีวิตในช่วงที่เรียนต่อพลศึกษา โดยใช้ชีวิตเป็นเด็กวัดกินข้าวก้นบาตรพระ และทำงานหารายได้ด้วย

    ส่วนหนึ่งของบุคลากร กับผู้เรียนซ่อมนาฬิกา

    หลังเรียนจบ ปกศ.สูง วิชาเอกพลศึกษา วิทยาลัยพลศึกษากรุงเทพ เขาก็เลือกสอบเรียนต่อที่ คณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งตอนนั้นอยู่ที่สนามกีฬาแห่งชาติหรือสนามศุภชลาศัย โดยเรียนภาคค่ำ (ภาคสมทบ) และก็ไปสมัครเป็นครูสอนหนังสือในช่วงกลางวันที่วิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง โดยช่วงนั้นเขาใช้ชีวิตแบบเช้าไปทำงาน-เย็นไปเรียนอยู่ 2 ปี จนจบปริญญาตรี และได้บรรจุเข้าทำงานที่วิทยาลัยที่เขาได้สอนอยู่ พร้อมกับรับหน้าที่เป็น ครูฝ่ายปกครอง อีกตำแหน่ง โดยดูแลกิจการของนักเรียนนักศึกษา ซึ่งหลังทำงานได้ 3 ปี ผู้อำนวยการวิทยาลัยคนเดิมได้ลาออก และทางเจ้าของวิทยาลัยได้แต่งตั้งให้เขาขึ้นรับตำแหน่งแทนคนเก่า ซึ่งถือเป็น จุดเริ่มต้นการทำงานด้านบริหารแบบเต็มตัว ของเขาในตอนนั้น

    ก็ถือว่าเป็นความท้าทายครั้งสำคัญในชีวิตผม เพราะจากครูธรรมดาก็จับพลัดจับผลูทำงานเป็นฝ่ายบริหาร ซึ่งเราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจจากคนที่เลือกให้เราทำงานนี้ และหลังใช้เวลาอยู่กับตำแหน่งผู้อำนวยการที่นี่นานกว่า 16 ปี พอถึงจุดหนึ่งผมก็เกิดความคิดว่าอยากมีโรงเรียนเป็นของตัวเอง แต่ตอนนั้นก็ยังคงเป็นแค่ความฝัน” ทาง.วิเชียร พูดถึงความฝันเรื่องนี้ของเขาหลังจากทำงานเป็นผู้บริหารสถานศึกษามานาน

    ทั้งนี้ เขาเล่าอีกว่า หลังทำงานเป็นนักบริหารการศึกษามานานกว่า 16 ปีจังหวะชีวิตในอาชีพสายการศึกษาของเขาได้เกิดจุดเปลี่ยนอีกครั้ง จากการที่ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ให้ทุนการศึกษาพัฒนาผู้บริหารเพื่อไปเรียนต่อ “ป.บัณฑิต” ที่ย่อมาจาก ประกาศนียบัตรบัณฑิต (วิชาชีพครู) โดยใช้เวลาเรียน 1 ปีและหลังเรียนจบหลักสูตรนี้เขายังโชคดีต่อเนื่อง เพราะสามารถโอนหน่วยกิตเรียนต่อ ปริญญาโทครุศาสตร์มหาบัณฑิต (คม.) สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้อีก โดยใช้เวลาเรียน 1 ปีก็จบปริญญาโท และหลังเรียนจบทางผู้บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ก็ได้มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับโครงการด้านการศึกษา ซึ่งตรงกับแรงบันดาลใจของเขาที่มีอยู่ เขาจึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นผู้อำนวยการที่เดิม และเริ่มต้นร่วมงานกับ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ตั้งแต่ปี 2548 เรื่อยมาจนปัจจุบัน

    ส่งเสริมกีฬาหมากล้อมด้วย

    สมัยทำงานที่เดิม ช่วงนั้นการศึกษาระบบทวิภาคีเข้ามาแล้ว ซึ่งผมอยากทำการศึกษาแบบนี้มาตลอด โดยเคยไปเจรจากับห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งว่าอยากจัดการศึกษาระบบทวิภาคี ซึ่งผู้บริหารห้างก็เห็นด้วย แต่เขาไม่มีทุน ไม่มีเบี้ยเลี้ยงให้เด็ก ซึ่งมันผิดหลักการ เราก็ไม่โอเค จนทางซีพี ออลล์ มาเล่าให้เราฟังว่า เขาจะทำการศึกษาระบบทวิภาคี ซึ่งเราพยายามทำอยู่แล้ว ก็เข้าทางพอดี เราก็เลยไม่ต้องคิดมากที่จะตัดสินใจลาออกจากที่เดิมแล้วมาทำงานที่วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ โดยช่วงเริ่มต้นผมมารับตำแหน่งดูแลฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษา จนปี 2558 ก็ได้รับการพิจารณาจากผู้ใหญ่ให้รับตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัย” อ.วิเชียร พูดถึงจุดเปลี่ยนชีวิตอีกครั้ง

    กับการดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ทาง .วิเชียร บอกว่า ตั้งใจกับการ ขับเคลื่อนการศึกษา เพื่อสร้างเยาวชนสู่การเป็นมืออาชีพในสาขาต่าง ๆ ซึ่งการที่ผลิตเด็กที่เป็นคนคุณภาพออกไปป้อนสู่ตลาดแรงงานเช่นนี้ ก็จะส่งผลดีกับประเทศไทยอย่างมากด้วย โดยเขาบอกว่า รู้สึกตนเองโชคดี เพราะนอกจากได้ทำงานการศึกษาแล้ว ยังมีโอกาสได้เปิดมุมมองกับได้ความรู้ใหม่ ๆ ในภาคธุรกิจด้วย ทำให้เขานำมาปรับใช้กับการพัฒนาวิทยาลัยแห่งนี้ จนวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ขึ้นมาอยู่แถวหน้าของไทย และยกระดับกลายเป็นสถานศึกษาภาคเอกชนที่มีมาตรฐานคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสังคม ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

    เราทำหน้าที่ของเราเต็มที่ จากปี 2558 จนถึง 2568 ทุกอย่างที่เป็นเรื่องการศึกษา วิทยาลัยของเราขึ้นท็อปหมด จนขึ้นมาอยู่แถวหน้าของประเทศไทย และเป็น Excellent Center สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีกของประเทศไทยอีกด้วย โดยได้รางวัลการันตีความสำเร็จมากมาย ซึ่งที่ภาคภูมิใจที่สุดคือการได้รางวัลพระราชทาน ระดับอาชีวศึกษาขนาดใหญ่ ถึง 2 ครั้ง โดยหากได้ครั้งที่ 3 ก็จะได้เป็นโล่ทองคำถาวร ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดหวังมาก” อ.วิเชียร บอกเรื่องนี้ พร้อมกับย้ำว่า ความสำเร็จทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากเขาเพียงคนเดียว แต่เป็นความร่วมแรงร่วมใจกันของทีมงาน น้อง ๆ ในวิทยาลัย กว่า 300 ชีวิต ดังนั้น ในฐานะผู้บริหาร เขาต้องคิดเสมอว่า จะต้องทำอะไรที่จะทำให้ทุกคนที่นี่มีความสุขที่ได้ทำงาน

    กับภรรยา และลูก ๆ

    ส่วนบทบาทในฐานะ นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยฯ นั้น ทาง .วิเชียร บอกว่า เป็นอีกหนึ่งความท้าทายใหม่ในชีวิตการทำงานเพื่อสังคมก็ว่าได้ ซึ่งเขาก็ได้นำความรู้และประสบการณ์มาช่วยชาวอาชีวศึกษาเอกชน เพื่อสร้างคุณภาพและยกระดับมาตรฐานสู่ความยั่งยืน (Sustainable) ด้วยการพยายามขับเคลื่อนงานด้วยแรงบันดาลใจ (Inspiration) ตลอดจนพยายามส่งเสริมให้คณะกรรมการบริหารของสมาคมฯ ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ทั้งนี้ เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นก็คือ มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะสู่โลกอนาคต ช่วยให้เด็กมีงานทำ และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน… ในฐานะที่มารับตำแหน่งสมาคมฯ นี้ ยอมรับว่าเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะบริบทของแต่ละสถาบันจะไม่เหมือนกัน จึงท้าทายความรู้ความสามารถของตัวเองเป็นอย่างมาก อีกอย่างที่สำคัญคือมีคำว่าในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ต่อท้าย ดังนั้นจะมีอะไรเสียหายไม่ได้ ซึ่งหลังผมเข้ามาทำหน้าที่ ผมจึงพยายามใช้คอนเซ็ปท์คิดดี 24 เดือน เพราะเรามีเวลาทำงานเพียง 24 เดือน หรือ 2 ปี ดังนั้นสิ่งที่ทำเร่งด่วนคือ สร้างทีมงานที่เข้มแข็งขึ้นมาให้สำเร็จ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจต่าง ๆ”

    ทั้งนี้ เขายังบอกด้วยว่า นึกย้อนถึงวันเวลาที่ผ่านมา จากจุดเริ่มต้นจนถึงตอนนี้ สิ่งที่ทำให้ตัวเขาประสบความสำเร็จนั้น ส่วนตัวมองว่าเพราะได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว และผู้ใหญ่ เริ่มจากพ่อแม่ที่สนับสนุนเขาตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งพ่อของเขานั้นเป็นแรงบันดาลใจในเรื่องการเป็นผู้นำครอบครัว ถึงแม้พ่อเป็นแค่ชาวสวน แต่ดูแลครอบครัวอย่างดี จนสร้างอนาคตให้ลูกทั้ง 3 คนได้ และภรรยาของเขาก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาสามารถก้าวมาถึงวันนี้ได้ ซึ่งเขาโชคดีที่ได้คู่ชีวิตที่ดี ที่สนับสนุนและส่งเสริมเขาทุกเรื่อง ทำให้เขาสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่

    และด้านการทำงานก็ต้องขอบคุณ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เครือเจริญโภคภัณฑ์ และคณะผู้บริหาร รวมไปถึงเพื่อน ๆ ร่วมงานที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ที่มีส่วนช่วยผลักดัน ตลอดจนให้การสนับสนุน และสุดท้ายที่ลืมไม่ได้ก็คือเพื่อน ๆ สมาชิก อาชีวศึกษาเอกชน ที่ให้ความไว้วางใจและให้เขาได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนาอนาคตให้กับการศึกษาของประเทศไทย

    ช่วงท้ายการสนทนา “อ.วิเชียร เนียมน้อม” ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ย้ำกับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า ตอนนี้แม้เขาอายุ 61 ปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้กังวลเรื่องอายุ เพราะร่างกายยังไหวอยู่ ยังสนุกกับการทำงาน และความท้าทายใหม่ ๆ โดยเขาได้บอกทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยเสียงที่หนักแน่นว่า… “ความสำเร็จทุกอย่างขึ้นกับวิธีคิดและแรงบันดาลใจ และถ้าเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มีแน่นอน ซึ่งหลักคิดนี้ทำให้ผมจึงพยายามพัฒนาตัวเองแบบไม่สิ้นสุด และตั้งปณิธานไว้ว่าจะขอทำงานแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จะขอมีส่วนช่วยในการ…พัฒนาการศึกษาของไทย”.

    แนวคิด’ สำคัญ ‘ตอบโจทย์โลก’

    ผมเป็นคนที่นำเรื่องการศึกษามาผสมผสานเข้ากับธุรกิจ คือนำความรู้การศึกษากับความรู้ทางธุรกิจมาบวกกันจนกลายเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่” นี่เป็นอีกส่วนจาก “แนวคิดสำคัญ” ของ “อ.วิเชียร เนียมน้อม” ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ที่มีการบอกเล่ากับ “ทีมวิถีชีวิต” ไว้ พร้อมทั้งยังขยายความว่า แนวคิดที่ใช้บริหารนั้นประกอบด้วย… เรื่องแรกคือต้องเข้าใจว่าลูกค้าคือใคร และเรื่องที่สองคืออะไรคือสินค้า ซึ่ง “สินค้า” ของวิทยาลัย คือ “หลักสูตร” โดยถ้าหลักสูตรดี เรียนจบมีงานทำ คนก็อยากมาเรียนแน่นอน ส่วน “ลูกค้า” นั้น จะต้องเข้าใจบริบทของ “ผู้เรียน” ว่าเป็นคนกลุ่มไหน โดยที่วิทยาลัยฯ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเด็กระดับกลางที่สนใจเรียนวิชาชีพ ทางวิทยาลัยฯ ก็ต้องออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้อง และต้องสนับสนุนให้เด็กได้มีทุนเรียน โดยสนับสนุนให้มีรายได้ระหว่างเรียน รวมถึงเมื่อเรียนจบแล้วก็ต้องมีงานทำ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นจุดแข็งของที่นี่…

    แนวคิดผม คือ โรงเรียนคือห้องแล็บ ที่ต้องมีอะไรทดลองอยู่ตลอดเวลา และเรายังมีเวทีให้นักเรียนและครูเล่นเรื่องของนวัตกรรม ทำให้ทั้งนักเรียนและครูได้คิดค้นและทดลองอะไรใหม่ ๆ นอกจากนั้นยังปรับปรุงหลักสูตรตลอดเวลา เพื่อให้ทันกับยุคสมัย เพราะผมเชื่อว่ายุคนี้ใครปรับตัวไวยิ่งมีโอกาส หรือใครที่คิดได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ”.

    บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน
    ธนทัต จันทารักษ์ : ภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5127201/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PJBY0UvV-WtTs4N1Bgao5

  • นักวิจัยญี่ปุ่นคว้ารางวัล “อิกโนเบล” ผลงานทาสีวัวเป็นม้าลาย มีประโยชน์จริงไม่จ้อจี้!

    นักวิจัยญี่ปุ่นคว้ารางวัล “อิกโนเบล” ผลงานทาสีวัวเป็นม้าลาย มีประโยชน์จริงไม่จ้อจี้!

    ญี่ปุ่นคว้ารางวัล “อิกโนเบล” ผลงานการทาสีวัวเป็นม้าลาย ป้องกันแมลงวันตอม งานวิจัยที่ดูตลกแต่มีสาระ

    ทีมนักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้รับรางวัล อิก โนเบล (Ig Nobel Prize) จากการศึกษาที่มีจุดประสงค์เพื่อหาคำตอบว่า หากวัวถูกทาสีเป็นลายเหมือนม้าลาย จะสามารถหลีกเลี่ยงแมลงวันกัดได้หรือไม่

    ทีมวิจัยได้รับรางวัลด้านชีววิทยาประจำปีนี้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา รางวัลอิก โนเบล เป็นการล้อเลียนรางวัลโนเบล โดยในปี 1991 วารสารวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ได้สร้างรางวัลนี้ขึ้นเพื่อยกย่องงานวิจัยที่ทำให้ผู้คนหัวเราะก่อนแล้วจึงคิดตาม

    ทีมญี่ปุ่นได้รับแรงบันดาลใจจากงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่ชี้ว่า ลายบนตัวม้าลายสามารถป้องกันไม่ให้แมลงวันกัดได้ ทีมจึงตั้งสมมติฐานว่าการทาสีวัวเป็นลายดำ-ขาว อาจช่วยป้องกันวัวได้ในลักษณะเดียวกัน และได้ทำการทดลองกับ วัวพันธุ์ญี่ปุ่นแบล็ก

    ผลการวิจัยพบว่า จำนวนแมลงวันกัดที่ปรากฏบนขาและตัวของวัวที่ถูกทาสีน้อยกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับวัวที่ไม่ได้ทาสี นอกจากนี้ วัวที่ถูกทาสียังเคลื่อนไหวเพื่อไล่แมลงน้อยกว่าวัวที่ไม่ได้ทาสี เช่น การส่ายหัวหรือยกขา

    ทีมวิจัยระบุว่าผลลัพธ์ของการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เพื่อลดความเครียดของวัวและพัฒนาวิธีการปกป้องสัตว์เลี้ยงจากแมลงวันกัดโดยไม่ต้องใช้สารกำจัดแมลง ซึ่งในปัจจุบันแมลงกัดอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยชี้ว่า สีที่ใช้ในการทดลองจางหายไปภายในไม่กี่วัน ซึ่งแสดงว่าจำเป็นต้องพัฒนาวิธีการที่สามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้น

    จากใจนักวิจัย

    โคจิมะ โทโมกิ จากองค์กรวิจัยการเกษตรและอาหารแห่งชาติ (National Agriculture and Food Research Organization) เป็นหนึ่งในนักวิจัย เขากล่าวว่างานวิจัยเริ่มต้นหลังจากเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการป้องกันสัตว์จากแมลงกัด และเขาได้รับแรงบันดาลใจจากรายการโทรทัศน์ที่พูดถึงผลของลายม้าลาย

    โคจิมะกล่าวว่า วิธีการของทีมอาจช่วยลดการใช้สารกำจัดแมลง ซึ่งอาจช่วยแก้ปัญหาการดื้อยาของแมลงในสิ่งแวดล้อมได้

    ในพิธีมอบรางวัล โคจิมะกล่าวว่า “เราขอขอบคุณเพื่อนร่วมงาน เพื่อน ๆ และครอบครัว” และเสริมว่ารางวัลนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ทีมวิจัยยังคงพยายามต่อไป

    ทั้งนี้ ปีนี้นับเป็นปีที่ 19 ติดต่อกันที่ญี่ปุ่นได้รับรางวัล Ig Nobel อย่างน้อยหนึ่งรางวัล รวมทั้งหมดมีงานวิจัย 10 โครงการที่ได้รับรางวัล หนึ่งในนั้นเป็นการศึกษาว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อบอกคนหลงตัวเองหรือบุคคลอื่นๆ ว่าพวกเขาฉลาด อีกโครงการมุ่งหาคำตอบว่า “กิ้งก่า” ชอบพิซซ่าแบบใดมากที่สุด

    รู้จักรางวัล อิก โนเบล (Ig Nobel Prize) 

    Ig Nobel Prize คือรางวัลวิทยาศาสตร์ล้อเลียนรางวัลโนเบล (Nobel Prize) ก่อตั้งขึ้นในปี 1991 โดยวารสารวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา รางวัลนี้มุ่งยกย่องงานวิจัยหรือโครงการทางวิทยาศาสตร์ที่ ทำให้ผู้คนหัวเราะก่อน แล้วจึงคิดตาม (“first make people laugh, then make them think”)

    จุดประสงค์ของรางวัลอิก โนเบล คือ:

    • ส่งเสริมความสนใจและความตื่นตัวทางวิทยาศาสตร์

    • ยกย่องงานวิจัยที่มีความคิดสร้างสรรค์ แปลกใหม่ หรือไม่เหมือนใคร

    • แสดงให้เห็นว่างานวิจัยวิทยาศาสตร์สามารถมีความสนุกสนานควบคู่กับประโยชน์ทางความรู้

    รางวัลนี้มีหลายสาขา เช่น ชีววิทยา ฟิสิกส์ เคมี การแพทย์ สังคมวิทยา และอื่น ๆ โดยนักวิจัยชั้นนำจากทั่วโลกสามารถได้รับรางวัล แม้ว่าจะเป็นงานวิจัยที่ดูแปลกหรือขบขัน แต่บางงานก็มีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์และสามารถนำไปต่อยอดการวิจัยจริงได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9845526/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PDP_Sz8F3VDrEWRU7XvFQ

  • โพลชี้ “อภิสิทธิ์” ได้รับความนิยมนั่ง “หัวหน้าพรรค ปชป.” แต่ไม่แน่ใจจะเลือก?

    โพลชี้ “อภิสิทธิ์” ได้รับความนิยมนั่ง “หัวหน้าพรรค ปชป.” แต่ไม่แน่ใจจะเลือก?

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนต้องการให้เป็นผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.90 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองลงมา ร้อยละ 18.09 ระบุว่าเป็น นายชวน หลีกภัย ร้อยละ 16.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ ร้อยละ 9.24 ระบุว่า ใครก็ได้ในพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.17 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ดร.เอ้) ร้อยละ 4.20 ระบุว่าเป็น นายกรณ์ จาติกวณิช ร้อยละ 2.82 ระบุว่าเป็น นางวทันยา บุนนาค (มาดามเดียร์) ร้อยละ 2.21 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ร้อยละ 1.68 ระบุว่าเป็น นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ร้อยละ 1.45 ระบุว่าเป็น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ร้อยละ 1.15 ระบุว่าเป็น คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชร้อยละ 0.84 ระบุว่าเป็น นายเดชอิศม์ ขาวทอง และร้อยละ 0.53 ระบุว่าเป็น นายชัยชนะ เดชเดโช

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มที่ประชาชนจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากพรรคประชาธิปัตย์เลือกผู้นำตามที่ประชาชนแนะนำ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.58 ระบุว่า ไม่แน่ใจ รองลงมา ร้อยละ 35.75 ระบุว่า เลือกแน่นอน และร้อยละ 26.67 ระบุว่า ไม่เลือกแน่นอน

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

     ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.95 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.21 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.84 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 33.59 สถานภาพโสด ร้อยละ 64.96 สมรส และร้อยละ 1.45 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.38 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 15.73 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 34.96 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.14 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 32.52 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.27 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 10.69 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 17.86 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.15 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.07 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.19 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 20.08 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 4.96 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

     
    ตัวอย่าง ร้อยละ 19.93 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.82 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 14.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 33.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 11.91 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 5.04 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.53 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 0.23 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท และร้อยละ 6.34 ไม่ระบุรายได้
     

    โพลชี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378967078&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xt6i6XIvw0FTUvV62sSCJ

  • ศรีสะเกษจัดใหญ่! แข่งขันหุ่นยนต์ “โรโบติกส์ D2566” หนุนเมืองกีฬา-สร้างนักคิดรุ่นใหม่

    ศรีสะเกษจัดใหญ่! แข่งขันหุ่นยนต์ “โรโบติกส์ D2566” หนุนเมืองกีฬา-สร้างนักคิดรุ่นใหม่

    20 กันยายน 2568 20:05 น. กัลยาณี ธรรมจารีย์ ข่าวทั่วไทย

        
    เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 ณ หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษ  นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ  เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมขีดความสามารถเมืองกีฬา (Spots City) กิจกรรมการแข่งขันหุ่นยนต์”ศรีสะเกษโรโบติกส์ D2566″ ชิงถ้วยรางวัลเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีนายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ  นำคณะกรรมการสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดศรีสะเกษ, มหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษ  ศึกษาธิการจังหวัดศรีสะเกษ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธรสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 – 4  โดยมีโรงเรียนในระดับขั้นพื้นฐาน ระดับอาชีวะศึกษา และอุดมศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วมกว่า 500 ทีม

    การแข่งขันครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนากีฬาในระดับจังหวัด ให้นักกีฬาของจังหวัดศรีสะเกษ ได้มีประสบการณ์ในการแข่งขัน และยังเป็นการประลองฝีมือ เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของตนเองเพิ่มมากยิ่งขึ้น และพัฒนาตนเองเข้าสู่การแข่งขัน ในระดับภูมิภาค ระดับชาติ อีกทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเมืองกีฬา 5544 Sport City เพื่อรองรับอุตสาหกรรมกีฬาและสร้างรายได้ให้กับจังหวัดศรีสะเกษ ประเทศชาติ อีกทั้งเป็นการส่งเสริม สนับสนุน ให้เยาวชน ประชาชนทั่วไป ได้พัฒนาการคิดแบบเชิงคำนวณ และเพื่อเป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ในการขับเคลื่อนประเทศโดยใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ การใช้โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านนวัตกรรมร่วมกัน ได้รับความรู้และพัฒนาตนเอง สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในการใช้เทคโนโลยีต้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ สามารถพัฒนาความสามารถในด้านต่างๆ ได้ตามความถนัดของตนเอง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/652608&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TwPywuM2n8WoQ0MLsnhwX

  • ถอดบทเรียนดราม่าดัง Google Drive ทำข้อมูลหายได้จริงหรือ?

    ถอดบทเรียนดราม่าดัง Google Drive ทำข้อมูลหายได้จริงหรือ?

    เรื่องหนึ่งจากรายการโหนกระแสอออกมาเกี่ยวกับบริษัทขนาดเล็ก (SME) หรือสตาร์ทอัพที่ใช้เครื่องมือไอทีเพื่อลดต้นทุน ในการจัดการไฟล์เอกาสารก็มักจะใช้งาน Google Drive เป็นประจำด้วยการเก็บข้อมูลไว้ 1 บัญชีเท่านั้น! และแชร์บัญชีกันทั้งบริษัทพร่วมกัน แต่สร้างความหายนะที่ร้ายแรงคือไฟล์สำคัญหา เกิดจากเรื่องอะไรวันนี้ Sanook Hitech จะมาเฉลยเรื่องนี้กันครับ 

    Google Drive ฟรี 1 บัญชี “ลดต้นทุน” หรือ “สร้างหายนะ”?

    เข้าใจเลยครับว่ายุคนี้ทุกอย่างเป็นเงินเ้ป็นทางหลายบริษัทก็มมักจะสมัครบบริการอย่าง Google Workspace บริษัทจึงสร้างอีเมล ขึ้นมา 1 บัญชี แล้วให้พนักงานทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบัญชี, การตลาด, หรือผู้บริหาร รู้จัก Username และ Password ชุดเดียวกันนี้ เพื่อเข้าไปทำงานบน Google Drive, Docs, Sheets ที่แชร์ไว้วิธีนี้ดูเหมือนจะง่ายและประหยัด แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น มันคือฝันร้ายของจริง

    ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรณีศึกษา

    • จับมือใครดมไม่ได้: เมื่อไฟล์ถูกลบ Log ของ Google จะบันทึกไว้แค่ว่าบัญชี เป็นคนลบ แต่ไม่สามารถระบุได้เลยว่า “ใคร” คือคนที่ล็อกอินเข้ามาในเวลานั้น เพราะทุกคนใช้รหัสผ่านเดียวกันหมด
    • พิสูจน์ไม่ได้ สรุปไม่ลง: เมื่อไม่มีหลักฐานดิจิทัลที่มัดตัวได้ การกล่าวหาจึงเป็นเพียงคำพูดลอยๆ ฝ่ายหนึ่งอาจบอกว่าอดีตพนักงานเป็นคนลบเพื่อแก้แค้น อีกฝ่ายอาจบอกว่าผู้บริหารปัจจุบันสร้างสถานการณ์เพื่อใส่ร้าย ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องของ “ความเชื่อ” มากกว่า “ความจริง”

    ในทาง Cybersecurity เรียกปัญหานี้ว่า Non-repudiation หรือ “การไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้” ซึ่งเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ระบบที่ดีต้องมี แต่การแชร์รหัสผ่านได้ทำลายหลักการนี้จนหมดสิ้น

     batchgoogle_workspace_(1)

    ความเสี่ยงที่มากกว่าแค่ไฟล์หาย

    การแชร์บัญชีร่วมกันไม่ได้เสี่ยงแค่ไฟล์ถูกลบโดยเจตนาร้ายเท่านั้น แต่ยังเปิดประตูสู่ความเสี่ยงอื่นๆ อีกมหาศาลเช่น

    1. ข้อมูลรั่วไหลสู่คู่แข่ง: พนักงานที่ไม่พอใจสามารถล็อกอินเข้ามาดาวน์โหลดข้อมูลสำคัญทั้งหมด เช่น แผนธุรกิจ, รายชื่อลูกค้า, สูตรลับทางการค้า แล้วนำไปให้คู่แข่งได้อย่างง่ายดาย และคุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าใครทำ
    2. ความผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ: แค่พนักงานคนหนึ่งเผลอลากไฟล์ผิดโฟลเดอร์ หรือลบไฟล์สำคัญโดยไม่รู้ตัว ความเสียหายก็อาจลุกลามไปทั้งระบบ เพราะทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหมด
    3. ประตูสู่มัลแวร์และแรนซัมแวร์: หากคอมพิวเตอร์ของพนักงานคนใดคนหนึ่งติดไวรัสหรือมัลแวร์ มันสามารถแพร่กระจายผ่าน Google Drive Sync ไปยังคอมพิวเตอร์ของทุกคนในบริษัทได้ทันที
    4. จัดการสิทธิ์ไม่ได้: เมื่อมีพนักงานลาออก การเปลี่ยนรหัสผ่านอาจดูเหมือนเป็นทางแก้ แต่คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาไม่ได้ดาวน์โหลดข้อมูลไปแล้ว? และการแจ้งเปลี่ยนรหัสใหม่กับทุกคนที่เหลือก็เป็นเรื่องยุ่งยากและเสียเวลา

     batchgoogle-workspace-1200x67

    ทางออกที่ถูกต้อง “ลงทุน” เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

    วิธีแก้ปัญหานี้ตรงไปตรงมาและเป็นมาตรฐานที่บริษัททั่วโลกใช้กัน นั่นคือการลงทุนในบริการสำหรับองค์กร เช่น Google Workspace (หรือ Microsoft 365)

    หลักการทำงานที่ถูกต้อง

    1. 1 คน ต่อ 1 บัญชี: พนักงานแต่ละคนจะได้รับอีเมลของบริษัทเป็นของตัวเอง เช่นอีเมลแยกเพื่อการตรวจสอบได้
    2. ใช้การ “ให้สิทธิ์” ไม่ใช่ “แชร์รหัสผ่าน”: แทนที่จะบอกรหัสผ่าน คุณต้องสร้าง Shared Drive หรือโฟลเดอร์กลางขึ้นมา แล้วกำหนดสิทธิ์ให้บัญชีของพนักงานแต่ละคนตามหน้าที่ เช่น
      • ผู้จัดการ: มีสิทธิ์แก้ไข จัดการ และลบไฟล์ได้ (Manager)พนักงานทั่วไป: มีสิทธิ์ดูและแก้ไขไฟล์ แต่ลบไม่ได้ (Editor/Contributor)
      • ฝ่ายบัญชี: มีสิทธิ์ดูได้อย่างเดียว (Viewer)
    3. ตรวจสอบได้ทุกย่างก้าว ระบบของ Google Workspace จะบันทึกทุกกิจกรรมว่า ใคร (บัญชีไหน) ทำอะไร (ดู, แก้ไข, ลบ, ดาวน์โหลด) กับไฟล์ไหน และทำเมื่อไหร่ นี่คือหลักฐานชั้นดีที่ไม่สามารถปฏิเสธได้
    4. จัดการง่ายเมื่อพนักงานลาออก เพียงแค่คุณระงับหรือลบบัญชีของพนักงานคนนั้น สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดจะถูกตัดทันที โดยไม่กระทบกับคนอื่นในทีม

    สรุปค่าใช้จ่ายเล็กน้อย แลกกับความสบายใจระยะยาว

    จริงอยู่ที่บริการอย่าง Google Workspace มีค่าใช้จ่ายรายเดือนต่อผู้ใช้งาน แต่เมื่อเทียบกับมูลค่าของข้อมูลบริษัท, ความเสี่ยงทางกฎหมาย, และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากข้อมูลรั่วไหลหรือหายไป ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะเริ่มต้นแค่หลักร้อยต่อเดือน แต่กับข้อมูลที่ประเมินค่าไม่่ได้ถือว่าคุ้ม อย่าปล่อยให้การ “ประหยัด” เพียงเล็กน้อยในวันนี้ กลายเป็น “บทเรียนราคาแพง” ที่ทำลายธุรกิจของคุณในวันหน้า เพราะในโลกดิจิทัล “ข้อมูล” คือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของคุณ การปกป้องมันจึงไม่ใช่ “ค่าใช้จ่าย” แต่คือ “การลงทุน” ที่ทุกบริษัทต้องทำครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.sanook.com/hitech/1617559/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L8gROfTYRAGWGP0aKVGjS

  • วันสันติภาพโลกกับบทบาท ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่  

    วันสันติภาพโลกกับบทบาท ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่  

    วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.22 น.

    วันสันติภาพโลก (International Day of Peace) จัดขึ้นทุกวันที่ 21 กันยายนของทุกปี โดยองค์การสหประชาชาติได้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมคุณค่าของสันติภาพ การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ และการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

    วันดังกล่าวจึงมีนัยสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ว่า ความสงบและสันติภาพไม่ใช่เพียงเป้าหมายทางการเมืองหรือสังคมเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงของมนุษยชาติในทุกมิติ

    ในบริบทของประเทศไทย การเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์  อีกทั้งขณะยังเป็นนิสิตปริญญาเอก สาขาสตินวัตกรรมและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ควรพิจารณาว่า การส่งเสริมสันติภาพโลกสามารถสะท้อนและเชื่อมโยงกับบทบาทของเธอในฐานะผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจการค้าอย่างไร

    1. วันสันติภาพโลก: ความหมายและมิติที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ
    แม้สันติภาพจะถูกตีความในทางการเมืองและสังคมเป็นหลัก แต่ในทางเศรษฐกิจ สันติภาพคือเงื่อนไขของการเติบโตที่ยั่งยืน เนื่องจากความขัดแย้งสงครามและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองล้วนส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน และความมั่นใจของตลาดโลก วันสันติภาพโลกจึงทำหน้าที่เตือนให้ทุกประเทศหันมามองมิติทางเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

    2. บทบาทรัฐมนตรีพาณิชย์ในยุคโลกไร้พรมแดน
    ในยุคที่เศรษฐกิจโลกพึ่งพาเครือข่ายการค้าเสรี ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) และข้อตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รัฐมนตรีพาณิชย์มีภารกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการธำรงรักษาสันติภาพเชิงเศรษฐกิจ ได้แก่
    การส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าแทนการใช้มาตรการกีดกัน
    การใช้เวทีเศรษฐกิจพหุภาคีเป็นช่องทางเจรจาลดความขัดแย้ง
    การสร้างสมดุลระหว่างการแข่งขันและความเป็นธรรมทางการค้า

    3. ศุภจี สุธรรมพันธุ์: ผู้นำเศรษฐกิจเชิงสร้างสันติภาพ
    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ มีประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจระหว่างประเทศ และเป็นนักบริหารที่คุ้นเคยกับระบบเศรษฐกิจโลก การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีพาณิชย์เปิดโอกาสให้เธอผลักดันแนวคิด “การค้าเพื่อสันติภาพ” (Trade for Peace) ผ่านมาตรการ เช่น
    การใช้ความร่วมมือทางการค้าอาเซียนในการลดความขัดแย้งภูมิภาค
    การเจรจาและปกป้องผลประโยชน์การค้าของไทยในเวที WTO และ FTA ต่างๆ ด้วยหลักการสมานฉันท์
    การส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความยั่งยืน

    4. ความท้าทายและโอกาส
    แม้บทบาทดังกล่าวมีศักยภาพสูง แต่ก็เผชิญกับความท้าทาย เช่น
    ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กระทบการค้าไทย
    ปัญหามาตรการกีดกันทางการค้าใหม่ ๆ ในรูปแบบสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน
    การสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของประเทศกับความร่วมมือสากล

    อย่างไรก็ตาม หากสามารถใช้กลยุทธ์ทางการค้าเชื่อมโยงกับการสร้างสันติภาพ ศุภจีจะสามารถยกระดับภาพลักษณ์ของไทยให้เป็น “ผู้เล่นเชิงบวก” (constructive player) บนเวทีเศรษฐกิจโลก

    ดังนั้น วันสันติภาพโลกสะท้อนว่า สันติภาพไม่ใช่เพียงอุดมคติทางการเมือง หากแต่เป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน บทบาทของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในฐานะรัฐมนตรีพาณิชย์จึงมิได้จำกัดเพียงการดูแลการค้า หากแต่มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่าไทยพร้อมใช้ “เศรษฐกิจการค้า” เป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพและความร่วมมือระดับภูมิภาคและนานาชาติ การผสานแนวคิดสันติภาพเข้ากับนโยบายพาณิชย์จึงอาจเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตบนฐานของความสงบ สมานฉันท์ และความมั่นคงร่วมกันของมนุษยชาติ

    หมายเหตุ – ในโอกาสที่หลักสูตรสตินวัตกรรมและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ทั้งระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันจะร่วมกันจัดงาน “วันสันติภาพโลก” สำหรับปีนี้ได้กำหนดจัดขึ้น ในวันเสาร์ที่ 20 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานครภายใต้หัวเรื่อง สังคมตื่นรู้สู่การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/447191&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21BxKv356f_Rd7LTlPCfn4

  • หมอลำเฟสติวัลร้อยเอ็ด เทศกาลใหญ่ โชว์สุดอลังการ

    หมอลำเฟสติวัลร้อยเอ็ด เทศกาลใหญ่ โชว์สุดอลังการ

    21 ก.ย.2568 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้ายกระดับหมอลำสู่เวทีระดับโลก ในฐานะ Soft Power อันทรงเสน่ห์ที่ถ่ายทอดอารมณ์ขัน ภูมิปัญญา และตัวตนของชาวอีสานได้อย่างลึกซึ้ง จัดงาน “หมอลำเฟสติวัล” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ครอบคลุมกิจกรรม Eat Thai Food, Shop Thai Products, Thai Culture, Thai Wellness และ Thai Festivals พร้อมชมการแสดงจากศิลปินลูกทุ่งหมอลำชื่อดัง ณ ลานหอโหวด จังหวัดร้อยเอ็ด ระหว่างวันที่ 19–21 กันยายน 2568  จากนั้นหมอลำเฟสติวัลจะเปิดเวทีใหญ่อีกครั้ง วันที่ 26-28 กันยายน 2568 ณ ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่เวลา 17.00–24.00 น. โดยเปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน

    นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวช่วงนอกฤดูกาล (Green Season) ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยว ประเพณี งานอีเวนต์ต่าง ๆ พร้อมส่งเสริม Soft Power ที่เจาะลึกถึงกลุ่มวัฒนธรรมย่อย (Sub-Culture) ของท้องถิ่น โดยขยายผลผ่านแนวคิด 5 Must Do in Thailand ซึ่งใช้จุดแข็งและความโดดเด่นของอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทั้งประเพณี วัฒนธรรมพื้นถิ่น อาหาร ความเชื่อ และความศรัทธา ผนวกเข้ากับการเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจโดยคนท้องถิ่น (Storytelling) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงพื้นที่อย่างลึกซึ้ง ซึ่งกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ภายใต้แคมเปญสุขทันที ที่เที่ยวไทย ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มรายได้ และกระจายประโยชน์สู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า การนำอัตลักษณ์ท้องถิ่นอันทรงคุณค่าและโดดเด่นของภาคอีสานอย่าง หมอลำ นำเสนอสู่สายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก ไม่เพียงแค่เป็นหนึ่งในศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์และมีชีวิตชีวา แต่ยังแสดงถึงวิถีชีวิต อารมณ์ขัน และภูมิปัญญาของชาวอีสานได้อย่างลึกซึ้ง ด้วยจังหวะที่เร้าใจ บทเพลงที่สะท้อนมุมมองทางสังคม มาถ่ายทอดในรูปแบบร่วมสมัยผสมผสานดนตรีสมัยใหม่ T-Pop และเทคโนโลยีการแสดงสร้างสรรค์ พร้อมยกระดับเป็นเทศกาลดนตรีอีสานเต็มรูปแบบ ที่จะเป็นเวทีแสดงพลัง Soft Power ของไทยที่ไม่เหมือนใคร

    บรรยากาศยามเย็นของหมอลำเฟสติวัลคืนแรกที่ลานหอโหวด สุดคึกคักผู้คนจากหลากหลายจังหวัดหลั่งไหลมาร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์ของงานหมอลำเฟสติวัลกันอย่างไม่ขาดสาย แสงไฟ สีสัน และเสียงเพลงที่ดังแว่วมาแต่ไกล สร้างความคึกคักตั้งแต่ยังไม่ถึงลานกิจกรรม ค่ำคืนนั้นกลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทุกคนรอคอย เมื่อศิลปินมากฝีมือทั้งจากสาย T-POP และหมอลำระดับตำนาน มารวมตัวกันอย่างยิ่งใหญ่บนเวทีเดียวกัน อย่าง หมอลำคณะประถมบันเทิงศิลป์ และศิลปินรุ่นใหม่ทั้ง MOBYE และ Bamm ชื่อชั้นแต่ละคนสุดยอดในวงการ

    เรามีโอกาสได้นั่งชมหมอลำคณะประถมบันเทิงศิลป์ บรรยากาศหน้าเวทีคึกคักมาก คนแน่นไปหมดตั้งแต่หัวค่ำ พอวงขึ้นแสดงรู้เลยว่าทำไมถึงได้ชื่อว่า เป็นคณะระดับตำนาน เพราะถึงจะก่อตั้งมากว่า 50 ปี แต่ฝีมือยังไม่ตกเลย ทั้งเสียงร้องสำเนียงอีสานที่ชัดเจน นักร้องแต่ละคนผลัดกันขึ้นเวทีร้องเพลงได้ไพเราะจับใจ ดนตรีสดเล่นประกอบแบบจัดเต็ม ส่วนแดนเซอร์ก็แต่งตัวชุดขนนกอลังการ เดินออกมาสะบัดเอว เต้นเข้าจังหวะได้พริ้วไหว ดูแล้วสนุกตาม ที่น่าประทับใจก็คือการแสดงของคณะนี้ไม่เชยเลย เขาปรับให้ทันยุคทันสมัย แต่ก็ยังรักษาเอกลักษณ์ความเป็นหมอลำไว้ได้ครบ เลยไม่แปลกที่คนดูจะมีทุกวัยตั้งแต่เด็ก วัยรุ่นไปจนถึงลุงป้าและผู้สูงอายุที่ปักหลักรับชมจนการแสดงได้จบลง

    นอกจากนี้ ภายในงานนังมีบูทจำหน่ายอาหารคาวและหวาน ไม่ว่าจะเป็นส้มตำ ไข่ปิ้ง ข้าวจี่ แจ่วฮ้อน น้ำถุงโบราณ อาหารสตรีทฟู้ดหลายเมนู และบูทสินค้าพื้นบ้านตระกร้าสาน รวมถึง workshop วาดภาพระบายสี กิจกรรมสร้อยดาวอีกด้วย หากใครอยากสัมผัสความม่วนมันส์ๆ หมอลำเฟสติวัล จะจัดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 26-28 กันยายน 2568 ณ ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่เวลา 17.00 – 24.00 น. ชมฟรี

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/865299/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw268FAHdrERU1Y8XY_lOBUR

  • คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่ถูกกักขังโดยตาลีบันเกือบ 8 เดือน ได้กลับสู่อ้อมกอดของลูกสาว

    คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่ถูกกักขังโดยตาลีบันเกือบ 8 เดือน ได้กลับสู่อ้อมกอดของลูกสาว

    คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่ถูกตาลีบันควบคุมตัวนานเกือบ 8 เดือน ได้รับการปล่อยตัวและเดินทางถึงกาตาร์แล้ว ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเมื่อได้กลับมากอดลูกสาวอันเป็นที่รักอีกครั้ง

    ปีเตอร์ เรย์โนลด์ส วัย 80 ปี และบาร์บี เรย์โนลด์ส วัย 76 ปี อาศัยอยู่ในอัฟกานิสถานมานานเกือบสองทศวรรษ แต่ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ระหว่างเดินทางออกจากประเทศ โดยตาลีบันระบุว่า คู่สามีภรรยาละเมิดกฎหมายของอัฟกานิสถาน แต่ไม่เคยเปิดเผยสาเหตุการจับกุมอย่างเป็นทางการ 

    อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ผ่านการเจรจาไกล่เกลี่ยของกาตาร์ ทำให้กลุ่มตาลีบันยอมปล่อยตัวทั้งคู่กลับมา โดยหลังจากผ่านการตรวจร่างกายในกรุงโดฮา ทั้งคู่จะเดินทางต่อกลับสหราชอาณาจักร แม้บ้านหลักของพวกเขายังคงอยู่ที่จังหวัดบามิยันในอัฟกานิสถาน

    ภาพที่ท่าอากาศยานโดฮาแสดงให้เห็น ซาราห์ เอนท์วิสเซิล ลูกสาวของทั้งคู่ รอรับและสวมกอดพ่อแม่ทันทีที่ก้าวลงจากเครื่องบิน ก่อนเดินเคียงข้างกันเข้าสู่ตัวอาคารสนามบิน ขณะเดียวกัน ทั้งคู่ยังได้ทักทายผู้แทนกาตาร์และอังกฤษที่มาต้อนรับ

    นางเรย์โนลด์สกล่าวกับผู้สื่อข่าวเอเอฟพีว่าเป็นเรื่องที่วิเศษมากที่ได้มาอยู่ที่นี่ พร้อมย้ำว่าพวกเขายังถือสัญชาติอัฟกัน และหวังว่าจะได้กลับไปที่อัฟกานิสถานอีกครั้งหากมีโอกาส โดยระบุด้วยว่าตลอดเวลาที่ถูกควบคุมตัว พวกเขาได้รับการปฏิบัติที่ดีมาก

    ด้านนายกรัฐมนตรี เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวต้อนรับข่าวดีครั้งนี้ว่าเป็นการรอคอยที่ยาวนาน และการปล่อยตัวจะช่วยปลดภาระความกังวลให้กับบุตรทั้งสี่คนของครอบครัวเรย์โนลด์ส พร้อมกล่าวขอบคุณบทบาทสำคัญของกาตาร์ โดยเฉพาะ ชีค ทามิม บิน ฮามัด อัล-ธานี เจ้าผู้ครองรัฐ

    ก่อนหน้านี้ ครอบครัวเรย์โนลด์สเปิดเผยว่า พ่อแม่ต้องเผชิญสภาพการคุมขังที่โหดร้าย นายโจนาธาน เรย์โนลด์ส ลูกชาย ระบุในเดือนกรกฎาคมว่า บิดามีอาการชักรุนแรง มารดาทรุดโทรมจากโรคโลหิตจางและภาวะทุพโภชนาการ อีกทั้งเคยถูกล่ามโซ่รวมกับนักโทษคดีฆาตกรรม และถูกขังในห้องใต้ดินนานถึง 6 สัปดาห์โดยไม่เห็นแสงอาทิตย์

    นอกจากนี้ บุตรสาวยังเผยว่าบิดาเคยมีอาการเส้นเลือดในสมองตีบเล็กน้อย ขณะที่องค์การสหประชาชาติเตือนว่าหากไม่ได้รับการรักษา ทั้งคู่เสี่ยงต่ออันตรายถาวร

    เมื่อไม่นานมานี้ อเมริกันหญิงที่เคยถูกคุมขังร่วมกับทั้งคู่เล่าให้บีบีซีฟังว่าพวกเขาแทบจะตายอยู่แล้วในคุก และสุขภาพทรุดหนักลงทุกวัน

    เจ้าหน้าที่กาตาร์เปิดเผยว่า ในช่วงท้ายของการเจรจา ทั้งคู่ถูกย้ายจากเรือนจำกลางคาบูลไปยังสถานที่ควบคุมตัวที่มีสภาพแวดล้อมดีกว่า อีกทั้งสถานทูตกาตาร์ในคาบูลยังจัดหายา แพทย์ และช่องทางสื่อสารกับครอบครัวให้ระหว่างการคุมขัง

    ขณะที่เจ้าหน้าที่ตาลีบันยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้งสองได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างเพียงพอ และให้ความเคารพในสิทธิมนุษยชน

    อย่างไรก็ตาม สหราชอาณาจักรไม่ได้ให้การรับรองรัฐบาลตาลีบัน และปิดสถานทูตในกรุงคาบูลตั้งแต่กลุ่มกลับมามีอำนาจ กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษจึงระบุว่า การให้ความช่วยเหลือพลเมืองในอัฟกานิสถานมีข้อจำกัดอย่างมาก พร้อมเตือนประชาชนไม่ควรเดินทางไปประเทศดังกล่าว

    ด้าน ฮามิช ฟอลคอนเนอร์ รัฐมนตรีตะวันออกกลางของอังกฤษ กล่าวว่ารู้สึกโล่งใจที่ทั้งคู่ได้รับอิสรภาพ พร้อมขอบคุณบทบาทสำคัญของกาตาร์ และย้ำว่าสหราชอาณาจักรได้ทำงานอย่างหนักเพื่อให้การปล่อยตัวครั้งนี้เกิดขึ้นได้จริง.

    ที่มา : BBC

    คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตาลีบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2883971&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iUlm1LXDMlvR3t_Lwkt0Q