Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อินเดียเร่งเจรจาสหรัฐฯ ทรัมป์รีดค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ฉุดหุ้นไอทีดิ่งหมื่นล้าน

    อินเดียเร่งเจรจาสหรัฐฯ ทรัมป์รีดค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ฉุดหุ้นไอทีดิ่งหมื่นล้าน

    อินเดียและสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าหารือท่ามกลางความตึงเครียด หลังจากที่ทรัมป์ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อหุ้นตลาดอินเดีย โดยสูญเสียไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงย้ำความสำคัญของการเจรจาต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมความร่วมมือที่สำคัญ

    รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย สุพรมันยัม ไจชานการ์ ได้เปิดเผยว่า ตนได้มีโอกาสพูดคุยกับมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ขณะเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก โดยทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องว่า ควรมีการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความก้าวหน้าในประเด็นที่สำคัญ แม้จะมีความกดดันจากนโยบายของวอชิงตันที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์

    การพบกันนี้เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ใหม่สูงถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทไอทีรายใหญ่ในอินเดียทันที เพราะอินเดียเป็นประเทศที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจากวีซ่าประเภทนี้ โดยปีที่ผ่านมามีผู้ได้รับอนุมัติวีซ่าถึง 71% ขณะที่จีนอยู่ในอันดับสองเพียง 11.7% เท่านั้น

    แรงกดดันนี้ทำให้ตลาดหุ้นอินเดียดิ่งลงอย่างรวดเร็วในวันจันทร์ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศที่มูลค่าหายไปประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทอินเดียในตลาดโลก

    ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ถูกทดสอบมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่การที่ทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียเพื่อตอบโต้การซื้อน้ำมันจากรัสเซีย รวมไปถึงมาตรการล่าสุดที่สร้างแรงเสียดทานด้านการค้าและแรงงานที่มีทักษะสูง อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายยังคงพยายามฟื้นฟูบรรยากาศความร่วมมือ โดยเฉพาะผ่านกรอบการหารือ Quad ที่มีญี่ปุ่นและออสเตรเลียเข้าร่วม แต่การประกาศนโยบายใหม่ของทรัมป์กลับทำให้เกิดความไม่แน่นอนในทิศทางความสัมพันธ์

    อย่างไรก็ตาม รูบิโอได้ส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ ยังให้ความสำคัญกับอินเดียในฐานะพันธมิตรหลัก โดยเขาได้ปรากฏตัวอย่างไม่คาดคิดในช่วงการไต่สวนเพื่อแนะนำ เซอร์จิโอ กอร์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ คนใหม่ประจำกรุงนิวเดลี และได้ระบุชัดเจนว่า อินเดียคือหนึ่งในความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ บนเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/639530&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_E0Zn6cEXsLuurscERVmT

  • 3 สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่นักลงทุนต้องจับตาสัปดาห์นี้

    3 สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่นักลงทุนต้องจับตาสัปดาห์นี้

    สัปดาห์นี้มี สัญญาณเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ ที่นักลงทุนควรจับตาอย่างใกล้ชิดถึง 3 เหตุการณ์สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคา Bitcoin และตลาดคริปโตโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดราคาบิทคอยน์ร่วงลงมาแตะระดับ 112,000 ดอลลาร์ และซื้อขายอยู่ที่ราว 112,488 ดอลลาร์ โดยลดลงกว่า 2.84% ภายใน 24 ชั่วโมง

    ความเคลื่อนไหวนี้ตอกย้ำว่านักลงทุนจำเป็นต้องเฝ้าระวังปัจจัยที่จะมากำหนดทิศทางราคาในอนาคตอันใกล้ พร้อมทั้งเตรียมตัวรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ในบทความนี้มาดูกันว่า 3 เหตุการณ์สำคัญ ที่กำลังจะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง

    เหตุการณ์ที่ 1: คำปราศรัย Jerome Powell

    การปราศรัยของ Jerome Powell ประธาน Fed ในวันอังคารนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุน Bitcoin และตลาดคริปโต แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ Fed ท่านอื่นออกมาพูดในสัปดาห์นี้ด้วย แต่คำพูดของ Powell ที่มีน้ำหนักจะสามารถส่งผลกระทบต่อตลาดได้มากที่สุด

    การปราศรัยครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่ Fed มีมติลดอัตราดอกเบี้ย 25 จุด ซึ่งเป็นการลดครั้งแรกในรอบ 9 เดือน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการลดดอกเบี้ย แต่ Jerome Powell ได้ปฏิเสธแนวคิดเรื่อง “วงจรการลดอัตราดอกเบี้ย” ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนคริปโต

    ในการแถลงข่าวครั้งก่อน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อธิบายว่า การลดอัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงมาตรการป้องกัน เพื่อตอบสนองต่อข้อมูลการจ้างงานที่ชะลอตัว

    ดังนั้น นักลงทุนคริปโตต้องเตรียมจับตามองคำกล่าวสุนทรพจน์ในวันอังคารนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่า Jerome Powell จะมีท่าทีเข้มงวด หรือผ่อนคลาย

    เหตุการณ์ที่ 2: ตัวเลขการขอรับสวัสดิการว่างงาน 

    อีกหนึ่งสัญญาณเศรษฐกิจสำคัญจากสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้คือ ตัวเลขการขอรับสวัสดิการว่างงานเบื้องต้น (Initial Jobless Claims) ซึ่งจะมีการประกาศในทุกวันพฤหัสบดี ข้อมูลนี้จะสะท้อนจำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการการว่างงานในสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ซึ่งในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 13 กันยายน มีผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานอยู่ที่ 231,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 235,000 ราย 

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงสังเกตเห็นแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งทำให้ Fed ต้องให้ความสำคัญกับทั้งเรื่องเงินเฟ้อ และสถานการณ์ตลาดแรงงาน

    The last three weeks are a good example of why it’s useful to look at 4-week moving averages when it comes to initial #jobless claims data. This week we had a big drop, but the previous week was a big increase. The trend remains upward though since July. The Fed’s mandate is to… pic.twitter.com/tVBahgrvxO

    — Mark Riepe (@MarkRiepe) September 18, 2025

    ข้อมูลตลาดแรงงานได้กลายเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคที่มีความสำคัญต่อราคา Bitcoin มากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางจำนวนตำแหน่งงานว่างที่ลดลงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น 

    หากตัวเลขการขอรับสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจสะท้อนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่แย่ลง ซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่ Fed จะลดอัตราดอกเบี้ย และส่งผลให้ความต้องการใน Bitcoin เพิ่มขึ้นในระยะสั้น

    เหตุการณ์ที่ 3: ดัชนีเงินเฟ้อ PCE 

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นักลงทุน Bitcoin และตลาดคริปโตจับตามองในสัปดาห์นี้คือ ดัชนีค่าใช้จ่ายการบริโภคส่วนบุคคล PCE (Personal Consumption Expenditure)ของเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ให้ความสำคัญมากที่สุด โดยจะมีการประกาศในวันศุกร์นี้

    นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE จะสูงขึ้น โดยคาดว่าดัชนี Core PCE (ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน) จะเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งสูงกว่าตัวเลขในเดือนกรกฎาคมที่ 2.9%

    หากตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ออกมาสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ จะส่งสัญญาณว่า เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่สูง และแก้ไขได้ยาก ซึ่งจะลดโอกาส ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ สถานการณ์เช่นนี้จะ สร้างแรงกดดันอย่างมาก ให้กับ Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เนื่องจากนักลงทุนจะหันไปหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในตลาดที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าแทน

    ที่มา : beincrypto

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/09/22/3-us-economic-signals-that-investors-need-to-watch-this-week/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw143CDJ1R26BKUoKfXTp0N-

  • ถ่ายทอดสดประชุมวุฒิสภาวันนี้ ถกผลศึกษา ‘สถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโน’

    ถ่ายทอดสดประชุมวุฒิสภาวันนี้ ถกผลศึกษา ‘สถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโน’

    ถ่ายทอดสดประชุมวุฒิสภาวันนี้ ถกผลศึกษา ‘สถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโน’

    จับตา การประชุมวุฒิสภา(สว.) ในวันอังคารที่ 23 กันยายน 2568 เตรียมพิจารณาวาระสำคัญที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างกว้างขวาง โดยบรรจุวาระที่ 4.1 เพื่อพิจารณา รายงานการศึกษา เรื่อง “การเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจรที่มีกาสิโน” ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) วุฒิสภา

    รายงานฉบับนี้ถูกนำเสนอต่อวุฒิสภาโดยมี นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งได้ดำเนินการศึกษาหลังจากที่วุฒิสภามีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 และได้ยื่นรายงานดังกล่าวต่อประธานวุฒิสภาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568

    ผลสรุป นโยบายขาดหลักฐานเชิงประจักษ์และเสี่ยงรอบด้าน

    คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้ดำเนินการศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งจากการรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ (แนวคิดและกรณีศึกษา) และปฐมภูมิ (การรับฟังความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ หน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และประชาชน)

    ผลการพิจารณาศึกษาได้สรุปว่า การผลักดันโครงการ Entertainment Complex ที่มี “กาสิโน” เป็นองค์ประกอบหลัก เป็นนโยบายที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความเหมาะสม ในบริบทของประเทศไทย

    รายงานระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวแฝงไว้ด้วยความเสี่ยงในหลากหลายมิติ อาทิ

    1. ด้านเศรษฐกิจ: กิจกรรมการพนันถูกจัดเป็นเพียง “เงินโอน (Transfer)” ซึ่งไม่ทำให้เกิดผลผลิต (Production) หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงในระบบเศรษฐกิจ และไม่นับรวมในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

    นอกจากนี้ อุตสาหกรรมบ่อนพนันขนาดใหญ่ทั่วโลกกำลังมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ “ธุรกิจเสื่อมถอยขาลง” (Sunset Industry) โดยถูกแทนที่ด้วยการพนันออนไลน์

    การคาดการณ์รายได้สูงกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่เกินจริง โดยเฉพาะเงื่อนไขการเข้าถึงของคนไทยที่ต้องมีเงินฝากเกิน 50 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนน้อยมากในประเทศ

    2. ด้านสังคมและสุขภาพ การเปิดกาสิโนจะส่งผลกระทบจากการเสพติดการพนันซึ่งถูกจัดเป็น “โรคติดการพนัน” (Gambling Disorder) ในกลุ่มความผิดปกติทางจิต ปัญหานี้จะนำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัว การเพิ่มขึ้นของอาชญากรรม และการสร้างภาระทางการคลังแก่ภาครัฐในการบำบัดรักษาในระยะยาว

    3. ด้านกฎหมายและความมั่นคง: มีความเสี่ยงสูงที่กาสิโนจะกลายเป็นแหล่ง ฟอกเงิน และบ่มเพาะองค์กรอาชญากรรม นอกจากนี้ การมอบอำนาจให้คณะกรรมการนโยบายกำหนดกฎเกณฑ์หรือยกเว้นการบังคับใช้กฎหมาย เช่น ผังเมืองหรือสิ่งแวดล้อม อาจ ขัดแย้งต่อหลักนิติธรรม และหลักการถ่วงดุลอำนาจตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

    4. ด้านศีลธรรมและวัฒนธรรม: องค์กรศาสนาหลักในประเทศไทยมีความเห็นตรงกันว่า การพนันเป็น “อบายมุข” หรือหนทางแห่งความเสื่อม การทำให้ถูกกฎหมายจึงขัดต่อหลักธรรมคำสอนและค่านิยมทางศาสนา

    ชงทางเลือก Wellness Complex และให้ประชาชนทำประชามติ

    คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีความเห็นว่า ประเทศไทยยังมีทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการพนัน ทางเลือกที่เหมาะสมคือการพัฒนาโครงการ “Wellness Complex” ซึ่งเป็นการบูรณาการกิจกรรมด้านสุขภาพกาย ใจ และจิตวิญญาณ

    เช่น การส่งเสริมสมาธิบำบัด และการแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ การพัฒนารูปแบบนี้สามารถสร้างรายได้จาก “เงินสีขาว” (clean money) ที่โปร่งใสและลดความเสี่ยงด้านอาชญากรรมได้ในระยะยาว

    ในบทสรุปและข้อเสนอแนะ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ไม่เห็นชอบด้วย กับร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. ….. จึงเสนอแนะให้วุฒิสภามีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณา ทบทวนและแก้ไข เนื้อหาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ หากยังไม่สามารถแก้ไขข้อกังวลได้อย่างชัดเจนและเพียงพอ วุฒิสภาควรแสดงท่าที ไม่เห็นชอบ กับร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว

    นอกจากนี้ รายงานยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความชอบธรรมทางประชาธิปไตย โดยชี้ว่า ผลสำรวจของนิด้าโพลพบว่าประชาชนส่วนใหญ่กว่า ร้อยละ 61.60 เห็นด้วยกับการจัดทำประชามติ ระดับชาติในประเด็นนี้ เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายในประเด็นที่มีความอ่อนไหวและมีผลกระทบในวงกว้าง

    ทั้งนี้การประชุมวุฒิสภาดังกล่าว สามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง TPchannel

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639517&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15VI0knDGflUYFqRhUFiOu

  • ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เยี่ยมชมพาวิลเลียนไทยและนานาชาติในงาน Expo 2025 โอซากา ตอกย้ำภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เยี่ยมชมพาวิลเลียนไทยและนานาชาติในงาน Expo 2025 โอซากา ตอกย้ำภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    วันที่ 21 กันยายน 2568 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมงาน World Expo 2025 Osaka, Kansai, Japan ณ เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิด “Designing Future Society for Our Lives” ปลัดกระทรวงฯ และคณะได้ให้เกียรติเยี่ยมชมคูหาประเทศไทย (Thai Pavilion) ภายใต้แนวคิด “ภูมิพิมาน – ดินแดนแห่งภูมิคุ้มกัน” ที่สะท้อนเอกลักษณ์ไทยผ่านอาคาร “VIMANA THAI” ผสมผสานศิลปะ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม พร้อมนำเสนอศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ วัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตไทยในมิติความยั่งยืน

    พร้อมกันนี้ ได้เข้าเยี่ยมชมคูหานิทรรศการชั่วคราวของกรมการท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-28 กันยายน 2568 ภายใต้แนวคิด “The Future of Earth and Biodiversity” นำเสนอข้อมูลด้านการพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว ที่ได้รับมาตรฐานการท่องเที่ยว และการท่องเที่ยว การบริการในรูปแบบต่างๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยว Low Carbon Tourism พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวอนาคตของโลกผ่านมุมมองการท่องเที่ยวไทย นำเสนอศักยภาพและเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะ Sustainable Tourism ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อสื่อสารตรงถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

    นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงฯ และคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมคูหาประเทศอื่น ๆ ภายในงานที่ได้นำเสนอแนวทางสร้างสรรค์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในอนาคต

    การเยี่ยมชมงานครั้งนี้ไม่เพียงช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ยังเปิดโอกาสให้ไทยได้เรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อนำมาขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและกีฬาให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/243899&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25ZfM3J1hhvyubyRPv3QjW

  • ‘อนุทิน’ ถกสมาคมธนาคารฯ ผ่อนเกณฑ์สินเชื่อ-แก้ปัญหาหนี้สิน

    ‘อนุทิน’ ถกสมาคมธนาคารฯ ผ่อนเกณฑ์สินเชื่อ-แก้ปัญหาหนี้สิน

    ‘อนุทิน’ ถกสมาคมธนาคารฯ ผ่อนเกณฑ์สินเชื่อ-แก้ปัญหาหนี้สิน

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ว่า รัฐบาลได้หารือในประเด็นข้อห่วงใย และได้ขอรับการสนับสนุนจากสมาคมฯ ได้แก่ 

    • ปัญหาหนี้สินประชาชน เอสเอ็มอี และหนี้ครัวเรือน 
    • การผ่อนปรนเกณฑ์ เพื่อเร่งให้มีสภาพคล่องเข้าไปในตลาด สำหรับลูกค้าที่มีศักยภาพ มีความสามารถในการผลิตสินค้าเข้าไปในตลาด

    นอกจากนี้ ยังได้รับฟังความเห็น ความกังวลต่างๆ ของทางสมาคมฯ เราต้องแข่งขันกับภูมิภาคด้วย จะทำอย่างไรให้ระบบการธนาคารของประเทศไทยที่เราเคยเป็นผู้นำกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ในภูมิภาคอาเซียนนี้ ซึ่งสิ่งใดที่รัฐบาลทำให้ได้ เราก็จะเร่งดำเนินการ

    “ผมไม่ได้กังวล เพราะที่เรายืนอยู่ตรงนี้ ทีมของผมมีทั้งประธานบอร์ดแบงก์เก่า กรรมการแบงก์ และผู้จัดการใหญ่แบงก์กรุงไทยมาก่อน เรื่องเหล่านี้ทุกท่านรับไปหมดแล้ว ผมมีหน้าที่เห็นชอบ และผลักดันตามที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจเสนอขึ้นมา“นายอนุทิน กล่าว

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    ทั้งนี้ การหารือวันนี้ จะเร่งนำไปสู่การปฏิบัติโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพประเทศไทย และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ทั้งการท่องเที่ยว บริการ ศูนย์ดูแลสุขภาพ เกษตรกรรม รวมทั้งอุตสาหกรรมไฮเทค และอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นต้น

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เราได้หารือแนวทางการร่วมมือถึงปัญหาเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีปัญหาเยอะ โดยนายกฯ ได้ให้นโยบายฟื้นเศรษฐกิจไทยให้เร็ว และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน  เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน รวมทั้งการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สะสมมายาวนาน 

    ขณะที่สภาพคล่องของเอสเอ็มอี เราจะพยายามแก้ปัญหาให้เข้าถึงสภาพคล่อง และเตรียมพร้อมให้เอสเอ็ทอีแข่งขันได้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา นายกฯ ได้นำทีมเศรษฐกิจหารือสภาหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรม ซึ่งเชื่อมโยงอุตสาหกรรมและแรงงานจำนวนมาก ขณะที่การหารือสมาคมธนาคารไทยนั้น เป็นเหมือนเครื่องจักรหล่อลื่น เพื่อทำให้ Quick Big Win 

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    “ในช่วงเวลาสั้นๆ นายกฯ ได้มอบนโยบายว่า จะทำอะไรก็ได้ให้ Quick Big Win และสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทย รวมถึงการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทย ซึ่งจะต้องทำโดยมีเสถียรภาพ เรียกความเชื่อมั่นใจกับต่างชาติด้วย“นายเอกนิติ กล่าว

    นายผยง ศรีวานิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์สมาคมธนาคารไทย ในรอบ 58 ปี ที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาด้วยตัวเอง รวมถึงคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน โดยรัฐบาลฝากโจทย์ใหญ่เรื่องหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งแต่ทั้งระบบองคาพยพต้องไปด้วยกัน ขณะที่รัฐบาลมีเวลาเพียง 4 เดือนจะต้องดูลำดับความสำคัญ เพราะนายกรัฐมนตรีต้องการ Quick Big Win ซึ่งทุกคนเข้าใจตรงกัน 

    “วันนี้ภาคธนาคารก็ได้รับทราบนโยบายจากนายกรัฐมนตรี โดยได้มีการปรับรายละเอียดเพื่อให้สามารถร่วมมือกันได้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน สมาคมธนาคารไทย ไม่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลทำอะไรเพิ่มเติม เนื่องจากนายกและทีมเศรษฐกิจมีความเข้าใจในเรื่องการเงินการธนาคารครอบคลุมทุกด้านอยู่แล้ว รวมถึงเรื่องการลงทุน พลังงาน“

    ส่วนเรื่องสภาพคล่องไม่ได้มีปัญหาในตัวเอง เพียงแต่ไม่สามารถไหลไปสู่จุดที่ต้องการได้ ซึ่งไปดูว่าขาดอะไรและต้องเร่งดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ให้รอความชัดเจนในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยนายกรัฐมนตรีเน้นผลลัพธ์เป็นตัวตั้งแล้วทำงานเพื่อไปสู่ผลลัพธ์นั้น 

    สำหรับมาตรการในการเพิ่มสภาพคล่อง เรื่องข้อมูลเป็นจุดสำคัญที่ระบบไม่มี เนื่องจากเมื่อดูโครงสร้าง เอสเอ็มอีแล้ว พบว่า มีผู้ประกอบการอยู่นอกระบบมากถึง 48% ส่งผลให้ไม่มีข้อมูล นำไปสู่ความสับสน 

    สะท้อนไปถึงคุณภาพของหนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีความเข้าใจในเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะเป็นนักธุรกิจ เข้าใจทุกข้อต่อของห่วงโซ่อุปทาน และองค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639482&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lb_AE_tsn8uXOQEbFGS1p

  • ส่องโอกาส SME ไทยในจีน

    ส่องโอกาส SME ไทยในจีน

    ภาพรวม SME จีน 

    จากข้อมูลในปัจจุบันพบว่าจำนวน SME ในจีนทั้งประเทศ ณ สิ้นปี 2024 มีจำนวนทั้งหมดมากกว่า 60 ล้านแห่ง โดยมี SME ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ (“tech-innovative SME”) หรือเน้นนวัตกรรมมากกว่า 600,000 แห่งSME ที่ผลิตสินค้าเฉพาะทาง/ใช้เทคโนโลยี “special and sophisticated technologies” มากกว่า 140,000 แห่ง และ SME ระดับ “Little Giant” (“little giant enterprises”) หรือ SME ชั้นสูงที่มีความเชี่ยวชาญในกลุ่ม niche market เทคโนโลยีขั้นสูง และมีความสามารถในการแข่งขันสูง อีกประมาณ 14,600 แห่ง 

    ทั้งนี้ รายได้ของ SME จีนทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 81 ล้านล้านหยวน (≈ 11.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี 2024 SME ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญในการจ้างงานและนวัตกรรม เป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อน GDP และเสถียรภาพของตลาดแรงงานในประเทศจีนอย่างมีนัยสำคัญ 

    SME ในจีนมีความหลากหลายในสินค้าและอุตสาหกรรม โดยมีลักษณะเด่น ดังนี้ กลุ่ม niche / เฉพาะทาง (specialized products) ที่ใช้ “เทคโนโลยีที่ซับซ้อนและพิถีพิถัน” (special and sophisticated technologies)  กลุ่ม Little Giant เป็น SME ที่มีจุดเด่นในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง / วิจัยและพัฒนา (R&D) นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ มีส่วนแบ่งตลาดเฉพาะทางที่สูง และมุ่งเน้นเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ กลุ่ม Industrial clusters มีการส่งเสริมกลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสำหรับ SME เพื่อให้เกิด synergies ระหว่าง SME กับบริษัทใหญ่และเสริมในโซ่อุปทานให้แข็งแรงขึ้น  ซึ่ง Sectors ที่มีแนวโน้มเติบโตดี ได้แก่ ข้อมูลข่าวสารและซอฟต์แวร์ ภาคบริการ การขนส่ง โรงแรม/ภัตตาคาร เป็นต้น

    แผนการพัฒนา /เป้าหมาย (Policy & Strategy) รัฐบาลจีนมีนโยบายและแผนหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับ SME ดังนี้ แผนพัฒนาฉบับที่ 14 หรือ Five-Year Plan (2021-2025) มีเป้าหมายสร้าง SME นวัตกรรม (“innovative SME”) ให้ได้ 1 ล้านแห่งภายในปี 2025 สร้าง SME ที่มีความ “specialization, refinement, uniqueness and innovation” ให้ได้ 100,000 แห่ง พัฒนา “little giant companies” ให้ได้ 10,000 แห่ง ซึ่งจะเป็น SME ที่ผลงานเด่นในตลาดเฉพาะทาง มีเทคโนโลยีหลัก และมีศักยภาพในการแข่งขันสูง  นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนด้านนโยบาย /บริการที่สำคัญ อาทิ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเพื่อให้ SME ทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น เช่น ลดภาระภาษี ลดต้นทุนการดำเนินการ การสนับสนุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เช่น การเพิ่มงบ R&D ส่งเสริมสิทธิบัตร ส่งเสริมการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัย/สถาบันวิจัย และการส่งเสริม Digitalization / Green transition โดยสนับสนุน SME ให้ใช้ดิจิทัลมากขึ้นและพยายามดำเนินธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายเชิงจำนวนโดยเพิ่ม “little giant SME” ให้ได้อีกประมาณ 5,000 แห่ง ภายในปี 2026 สร้างกลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรม SME ให้ได้ประมาณ 200 คลัสเตอร์ทั่วประเทศในระหว่างแผนฯ ฉบับที่ 14 และที่สำคัญ คือ การสนับสนุนทางการเงิน /สิทธิประโยชน์อื่น ไม่ว่าจะป็นมาตรการช่วยเหลือด้านการเงิน เช่น ประกันสินเชื่อ รัฐบาลให้ความช่วยเหลือในกรณีความเสี่ยง (risk sharing) สำหรับ SME ที่มีนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนากฎหมายและการคุ้มครอง เช่น กฎหมายส่งเสริมภาคเอกชน (Private Sector Promotion Law) การคุ้มครองความล่าช้าของการชำระเงิน (overdue payments) เป็นต้น 

    ภาพรวมธุรกิจ SME ไทยในจีน
    กลุ่มธุรกิจที่มีความโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม อาทิ ร้านอาหารไทย ผลไม้สดและแปรรูป เครื่องปรุงรส ขนมขบเคี้ยว กลุ่มธุรกิจสปาและสุขภาพ ทั้งสปา-นวดไทย เครื่องสำอางสมุนไพร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น อาทิ ของใช้ ของตกแต่งบ้าน งานคราฟต์ กลุ่มธุรกิจบริการ ได้แก่ การท่องเที่ยว การศึกษา และที่ปรึกษาธุรกิจไทย-จีน ซึ่งธุรกิจดังกล่าวมีช่องทางเข้าสู่ตลาดที่หลากหลายทั้ง Offline อาทิ ร้านอาหารไทย มินิมาร์ทสินค้าไทย บูธในงานแสดงสินค้า ช่องทาง Online ได้แก่ E-commerce (Tmall, JD, Pinduoduo) Social commerce (Douyin, Xiaohongshu) Live commerce และการนำเข้าส่งออกผ่าน distributor และเครือข่ายค้าส่ง ทั้งนี้ ผู้บริโภคจีนสนใจของแท้จากไทย โดยเฉพาะ “สุขภาพ–ธรรมชาติ–พรีเมียม” ผนวกกับกระแส Thai lifestyle & soft power ทำให้ “อาหารไทย–มวยไทย–นวดไทย” ขยายตัวต่อเนื่อง และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจ Cross-border e-commerce (CBEC) ที่มีส่วนสำคัญในการช่วย SME ไทยเข้าตลาดจีนได้ง่ายขึ้น

    นอกจากที่กล่าวไปข้างต้น สินค้า Brand Thai ในสายตาชาวจีนมองว่าไทย คือ แหล่งของอาหารอร่อย ผลไม้คุณภาพ และสินค้า wellness ที่ใช้ส่วนผสมตามธรรมชาติตามกระแสสุขภาพ ตลอดจนความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ทำให้ภาษีสินค้าหลายรายการต่ำลง ทำให้สามารถแข่งขันได้ 

    อย่างไรก็ตาม SME ไทย จะต้องคำนึงถึงกฎระเบียบและมาตรฐานจีน ทั้งขั้นตอนการจดทะเบียน อย./CIQ การขอใบอนุญาต ฉลากภาษาจีน การแข่งขันที่สูง ซึ่งไม่ใช่แข่งกับ SME จีนเท่านั้น แต่ยังต้องสู้กับสินค้าเวียดนาม มาเลเซีย และแบรนด์ตะวันตก วัฒนธรรมและรสนิยมผู้บริโภคที่ต้องปรับรสชาติ/บรรจุภัณฑ์/การสื่อสารให้ตรงใจคนจีนแต่ยังคงเอกลักษณ์ไทย ต้นทุนการตลาดในออนไลน์แพลตฟอร์มสูง โดยเฉพาะค่าทำการตลาดผ่าน KOL livestream แพลตฟอร์มจีน ที่มีค่าใช้จ่ายสูง และความผันผวนของเศรษฐกิจจีนที่ปัจจุบันกำลังซื้อชนชั้นกลางมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ต้องวางกลยุทธ์ “จับกลุ่มพรีเมียม + มวลชน” ควบคู่กัน

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู 

    กลยุทธ์ที่ SME ไทย ควรใช้ในการเข้าสู่ตลาดจีน ได้แก่

              • การเจาะกลุ่ม Niche market เช่น ผลไม้แปลกใหม่ สกินแคร์สมุนไพร อาหารสุขภาพ เป็นต้น

              • การสร้างแบรนด์ผ่าน Soft Power ใช้ภาพลักษณ์ไทย ได้แก่ Thai SELECT และ Thai Wellness

              • การใช้ Omni-channel ขายทั้งช่องทาง offline (ร้านอาหาร, modern trade) และ online (Douyin, Xiaohongshu)

              • การจับมือกับ Partner จีน ที่มีเครือข่ายโลจิสติกส์และการตลาด

              • การปรับบรรจุภัณฑ์และสื่อสารภาษาจีน เพื่อสร้างความเชื่อถือ

    SME ไทยในจีนยังมีโอกาสขยายตัว โดยเฉพาะในสินค้าอาหาร ผลไม้ สุขภาพ และไลฟ์สไตล์ แต่ต้องอาศัยการปรับกลยุทธ์ด้านการตลาด การทำแบรนด์ และการสร้างพันธมิตรในจีนเพื่อแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

    —————————————————-

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

    กันยายน 2568

    แหล่งข้อมูล  

    China’s Ministry of Industry and Information Technology (MIIT) , Centre for the Promotion of SMEs

    China Association for Small & Medium Enterprises (CASME)

    National Bureau of Statistics of China 

    China Statistical Yearbook / China Economic Yearbook

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/fx8c13hmgxl9xhlki27pzf7y&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18ROGpdGwgfAFXyXVFrPcb

  • เที่ยววัดมหาธาตุ อยุธยา สัมผัสเสน่ห์เมืองมรดกโลก

    เที่ยววัดมหาธาตุ อยุธยา สัมผัสเสน่ห์เมืองมรดกโลก

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/Vq60dlwnJ7Vk&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kLTYryipdSzpFaq3DPmSj

  • ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) โชว์ศักยภาพด้วยเครื่องพิมพ์ระดับอุตสาหกรรม – บ้านเมือง

    ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) โชว์ศักยภาพด้วยเครื่องพิมพ์ระดับอุตสาหกรรม – บ้านเมือง

    ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) ประกาศความสำเร็จในฐานะผู้นำตลาดเครื่องพิมพ์ดิจิทัลระดับโปรดักชัน ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงสุดที่ 34% และเผยกลยุทธ์การเติบโตต่อเนื่องด้วยโซลูชันครบวงจร …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/447417&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw268KPs8TgFNip22CX6MRv-

  • นักวิชาการมาเลเซียเตือนรัฐบาลอันวาร์ระวังกัมพูชาเล่นบทเหยื่อ

    นักวิชาการมาเลเซียเตือนรัฐบาลอันวาร์ระวังกัมพูชาเล่นบทเหยื่อ

    Malay Mail สื่อของมาเลเซียเผยแพร่บทความเรื่อง “Malaysia has to be careful of Cambodia playing the victim card” เขียนโดย ฟาร์คิมเบ็ง ศาสตราจารย์ด้านเอเชียศึกษาของมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติมาเลเซียและผู้อำนวยการสถาบันการศึกษานานาชาติและอาเซียน (IINTAS) ที่เตือนว่า มาเลเซีย ซึ่งถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งด้วยถ้อยแถลงและรายงานจากกรุงพนมเปญ จำเป็นต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากกัมพูชาอาจใช้กลยุทธ์เล่นบทเหยื่อ เพื่อดึงความเห็นใจจากนานาชาติ

    บทความนี้ระบุว่า กัมพูชามีแนวโน้มที่จะสร้างเรื่องราวว่าไทยโหดร้าย มุ่งเป้าคุกคามพลเรือนที่อ่อนแอ เช่น ผู้หญิง เด็กและพระสงฆ์ เพื่อสร้างภาพเชิงลบให้แก่ไทยและเรียกร้องการสนับสนุนจากต่างประเทศ และยกตัวอย่างว่า ภาพของพระสงฆ์ที่กำลังสำลักแก๊สน้ำตานั้นทรงพลังยิ่งกว่าการถกเถียงเชิงเทคนิคเกี่ยวกับพิกัดชายแดน

    ฟาร์คิมเบ็งระบุว่า หากมาเลเซียถูกมองว่าเข้าข้างกัมพูชา ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้ไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียน และเป็นหุ้นส่วนสำคัญด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคง เหินห่าง

    การทำเช่นนี้ยังอาจบั่นทอนความสามารถของมาเลเซียในการไกล่เกลี่ย ไม่เพียงแต่ความขัดแย้งนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อพิพาทอื่นๆ ที่ความเป็นกลางและความไว้วางใจเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

    ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสัมพันธ์ภายนอกเท่านั้น ในประเทศเอง ชาวมาเลเซียมักสนใจเรื่องราวความอยุติธรรมอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับความทุกข์ทรมานของพระสงฆ์ สตรี หรือเด็ก หากรัฐบาลถูกมองว่าเพิกเฉยต่อเรื่องราวเหล่านี้ อาจถูกกล่าวหาว่าขาดความเห็นอกเห็นใจ แต่หากรัฐบาลสะท้อนเรื่องราวเหล่านี้โดยไม่พิจารณาว่าอะไรถูกอะไรผิด อาจถูกกล่าวหาว่าไร้เดียงสา หรือยอมแลกสมดุลทางการทูตระยะยาวกับคะแนนนิยมจากประชาชนในระยะสั้น

    สำหรับอาเซียนในภาพรวม ความผิดพลาดของมาเลเซียจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น อาเซียนภาคภูมิใจในการเป็นตัวกลางที่ซื่อสัตย์ รักษาความเป็นกลางแม้ในขณะที่ผลักดันคู่กรณีให้ลดระดับความขัดแย้ง หากสมาชิกหลักรายใดรายหนึ่งดูลำเอียง ก็จะลดความน่าเชื่อถือโดยรวมของอาเซียนในการแก้ไขความขัดแย้ง ไม่ว่าจะในทะเลจีนใต้ เมียนมา หรือที่อื่นๆ

    ด้วยเหตุนี้ มาเลเซียจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ การรวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วนจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งหมายถึงการไม่เพียงแต่รับฟังผู้สังเกตการณ์ชาวกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังต้องยืนยันให้ไทยรายงานเหตุการณ์ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงรายงานปฏิบัติการ ภาพถ่ายดาวเทียม และภาพวิดีโอที่มีอยู่ด้วย

    ประการที่สอง มาเลเซียควรเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นกลางผ่านอาเซียน การมีทีมผู้สังเกตการณ์ ซึ่งมาจากหลายประเทศสมาชิก จะช่วยให้สามารถยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นจริงที่บ้านหนองหญ้าแก้วได้อย่างเป็นอิสระ กลไกดังกล่าวจะช่วยป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผูกขาดเรื่องราว

    ประการที่สาม มาเลเซียควรวางกรอบแถลงการณ์ต่อสาธารณะอย่างสมดุล การแสดงความห่วงใยด้านมนุษยธรรมต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งสำคัญ แต่การตระหนักว่าความตึงเครียดบริเวณชายแดนมักไม่เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียวก็สำคัญเช่นกัน การเน้นย้ำถึงความยับยั้งชั่งใจ การเจรจา และการปฏิบัติตามข้อตกลง จะทำให้มาเลเซียสามารถแสดงความเห็นอกเห็นใจโดยไม่ตกเป็นเหยื่อของการบงการ

    บทความระบุอีกว่า มาเลเซียต้องตระหนักถึงความพยายามในการดึงผู้มีส่วนร่วมจากภายนอกเข้ามาเป็นผู้ยืนยันข้อเรียกร้องที่ถูกโต้แย้ง การตกหลุมพรางเช่นนี้จะทำลายสถานะของมาเลเซียในฐานะผู้นำระดับภูมิภาคที่น่าเชื่อถือและรอบคอบ

    ฟาร์คิมเบ็งเตือนว่า ในขณะเดียวกัน มาเลเซียก็ต้องตระหนักถึงเรื่องราวภายในประเทศของตนเองด้วย สื่อและวาทกรรมสาธารณะของประเทศบางครั้งอาจทำให้ประเด็นที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องของอาชญากรและเหยื่อได้ง่ายเกินไป สื่อมวลชนต้องรายงานข่าวและตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อให้ชาวมาเลเซียเข้าใจถึงความคลุมเครือและความขัดแย้งของเหตุการณ์ต่างๆ

    บทความระบุว่า ท้ายที่สุดแล้ว ข้อพิพาทที่บ้านหนองหญ้าแก้วไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่พิพาท แต่เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ ชื่อเสียง และความไว้วางใจ สิ่งเหล่านี้เป็นทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้แต่ทรงพลังมหาศาลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อมีการรอมชอมกันแล้วก็ยากที่จะกู้คืน

    ในข้อพิพาทเช่นนี้ พื้นที่อาจเป็นของรัฐ แต่เรื่องราวเป็นของใครก็ตามที่เล่าได้อย่างน่าเชื่อถือที่สุด สำหรับมาเลเซีย ความรับผิดชอบคือการหลีกเลี่ยงการถูกดึงเข้าไปในเรื่องราวที่สร้างขึ้นเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และควรยืนหยัดอย่างมั่นคงบนหลักการแห่งความจริง ความสมดุล และเสถียรภาพในภูมิภาค

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ถูกโต้แย้งไม่ได้เป็นเพียงเรื่องที่ดินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถของอาเซียนในการรักษาความไว้วางใจในหมู่สมาชิก ชื่อเสียงของมาเลเซียในฐานะผู้ดำเนินการที่เที่ยงธรรม และศักยภาพร่วมกันของภูมิภาคในการบริหารจัดการกิจการของตัวเองโดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายที่มีความสำคัญยิ่งกว่าพื้นที่ชายแดนใดๆ

    Photo by Vincent Thian / POOL / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/malaysia-has-to-be-careful-of-cambodia-playing-the-victim-card&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d_FH4Ikj4Ts-hzsvg-xZy

  • ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย)  โชว์ศักยภาพด้วยเครื่องพิมพ์ระดับอุตสาหกรรม 

    ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย)  โชว์ศักยภาพด้วยเครื่องพิมพ์ระดับอุตสาหกรรม 

    วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 21.42 น.

    ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย)  โชว์ศักยภาพด้วยเครื่องพิมพ์ระดับอุตสาหกรรม 

    เดินหน้ายกระดับงานพิมพ์คุณภาพด้วยประสิทธิภาพการผลิตและเทคโนโลยีล้ำสมัย

     ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) ประกาศความสำเร็จในฐานะผู้นำตลาดเครื่องพิมพ์ดิจิทัลระดับโปรดักชัน ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงสุดที่ 34%  และเผยกลยุทธ์การเติบโตต่อเนื่องด้วยโซลูชันครบวงจร และความมุ่งมั่นในการส่งเสริมเทคโนโลยีรักษ์โลก มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมการพิมพ์ไทยสู่เวทีโลก  พร้อมยกทัพผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์ดิจิทัลระดับโปรดักชันขนาดกลางและใหญ่ ร่วมจัดแสดงในงาน Pack Print International 2025

     มร.มาซาอากิ ยานากิยะ ประธาน บริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านโซลูชันสำนักงานและเครื่องพิมพ์ เปิดเผยถึงความสำเร็จในการเป็นผู้นำตลาดเครื่องพิมพ์ดิจิทัลระดับโปรดักชันเพื่อการผลิต ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในปี 2567 อยู่ที่ 34% โดยเป็นผลมาจากความไว้วางใจของลูกค้าในด้านคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และบริการหลังการขายที่เป็นเลิศ และในปี 2568 บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 40% โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเทคโนโลยีใหม่เพื่อยกระดับธุรกิจ นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจ Graphic Communication ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกของปีนี้มียอดขายเติบโตขึ้นถึง 22% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง

    image.png

    “ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรม ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) เราไม่ได้เป็นเพียงผู้จำหน่ายเครื่องพิมพ์ แต่เป็นผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจรเพื่อช่วยลูกค้าปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ครอบคลุมทุกความต้องการของธุรกิจการพิมพ์ โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้การสนับสนุนลูกค้าอย่างเต็มที่เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด” มร.มาซาอากิ ยานากิยะ ประธาน  กล่าว

    ผู้นำเทรนด์ตลาดการพิมพ์สู่ยุคดิจิทัลและยั่งยืน

    นายกิตติ พรพิพัฒน์วงศ์ Graphic Communication Head, Thailand บริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยต่อว่า กลยุทธ์ในการขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจ Graphic Communication คือ One GC The Brand of Choice ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการเพียงรายเดียวในอุตสาหกรรมการพิมพ์ที่สามารถส่งมอบคุณค่าผ่านนวัตกรรมงานพิมพ์ครอบคลุมระบบการพิมพ์ทั้งแบบเดิมและดิจิทัล โดยมีจุดแข็งคือความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในอุตสาหกรรมการพิมพ์ และทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้การสนับสนุนลูกค้าอย่างเต็มที่ ทั้งการให้คำปรึกษา การติดตั้ง การฝึกอบรม และบริการหลังการขายระดับมืออาชีพ พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ครอบคลุมทุกความต้องการของธุรกิจการพิมพ์ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุ

    สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมการพิมพ์เชิงพาณิชย์กำลังมุ่งสู่การพิมพ์ระบบดิจิทัล เพื่อตอบสนองความต้องการงานพิมพ์ที่หลากหลายและรวดเร็ว โดยเฉพาะโรงพิมพ์ที่กำลังขยายบริการสู่การพิมพ์บรรจุภัณฑ์และวัสดุพิเศษ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลและการรับงานผ่านช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดคือความต้องการงานพิมพ์จำนวนน้อยและเร่งด่วนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเทรนด์การพิมพ์สีเขียวและความยั่งยืน (Green & Sustainable Printing) ที่ลูกค้ามองหาโซลูชันประหยัดพลังงานและลดของเสีย

    บริษัทฯ จึงได้นำเสนอโซลูชันการพิมพ์แบบครบวงจร ประกอบด้วยเครื่องพิมพ์ดิจิทัลระดับโปรดักชัน: สำหรับงานพิมพ์เชิงพาณิชย์รุ่น Revoria Press EC2100S/Revoria Press SC285S สำหรับงานพิมพ์ประเภท ฉลากสินค้าและบรรจุภัณฑ์โซลูชันซอฟต์แวร์ขั้นสูง (Workflow Solution): เพื่อทำให้กระบวนการพิมพ์ตั้งแต่การรับไฟล์, ตรวจสอบไฟล์งานไปจนถึงการพิมพ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างลงตัว   บริการระดับมืออาชีพ: การให้คำปรึกษา การฝึกอบรม และการสนับสนุนทางเทคนิคเพื่อลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุด

    นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น ชุดหมึกสีพิเศษ (สีขาว สีเงิน สีชมพู และสีใส) ระบบตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์อัตโนมัติ และชุดลดไฟประจุไฟฟ้าเพื่อการพิมพ์บนวัสดุสติกเกอร์ พร้อมทั้งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ลดการใช้พลังงาน และเทคโนโลยีที่แม่นยำเพื่อลดปริมาณงานเสียและประหยัดทรัพยากร

    ล่าสุด ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) ได้ยกทัพผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์ดิจิทัลระดับโปรดักชันขนาดกลางและใหญ่ ร่วมจัดแสดงในงาน Pack Print International 2025 ระหว่างวันที่ 17-20 กันยายน 2568  ณ ไบเทค บางนา ภายใต้     คอนเซ็ปต์ของงาน “Uncovering Total Solutions for the Packaging and Printing Industries” เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมการพิมพ์

    จากข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมการพิมพ์แห่งประเทศไทย คาดว่าภาพรวมอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ของไทยในปีนี้จะเติบโตขึ้นราว 4-4.2% คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 350,000 ล้านบาท และคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกกว่า 4.7% ในปี 2569 ซึ่งเป็นจังหวะสำคัญในการยกระดับศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำบนเวทีโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    รวมถึงมีการคาดการณ์ว่าการพิมพ์ดิจิทัลจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 6.64% ภายในปี 2570 ซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวของผู้ประกอบการที่หันมาใช้เทคโนโลยีทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การพิมพ์ฉลากอัจฉริยะ (Smart Label) รวมถึงการผสานสื่อสิ่งพิมพ์เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล และให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/447417&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw268KPs8TgFNip22CX6MRv-