Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ส.อ.ท. ร่วม ส.ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ถกผลกระทบภาษีทรัมป์ ชงรัฐออกมาตรการป้องสินค้าทะลักเข้าไทย พร้อมเสริมแกร่งดันอุตฯ สู่ New S-Curve

    ส.อ.ท. ร่วม ส.ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ถกผลกระทบภาษีทรัมป์ ชงรัฐออกมาตรการป้องสินค้าทะลักเข้าไทย พร้อมเสริมแกร่งดันอุตฯ สู่ New S-Curve

    กรุงเทพฯ, วันที่ 24 กันยายน – กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกและกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดโครงการ Econmass Talk  Ep.1 #2025  ในหัวข้อ “อุตสาหกรรมพลาสติกไทย – ปิโตรเคมี ได้หรือเสีย…จากภาษีทรัมป์” โดยมี นายฐิติธัม พงศ์พนางาม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกฯ นางภรณี กองอมรภิญโญ รองประธาน กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกฯ นายเดชาธร ฐิสิฐสกร คณะทำงานสายงานเศรษฐกิจและการค้า กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีฯ และนายวีระ ขวัญเลิศจิตต์  ผู้อำนวยการสำนักงานสมาคม PPP Plastics ร่วมเวทีเสวนานี้เพื่อสะท้อนปัญหาและความท้าทายของผู้ประกอบการไทยจากผลกระทบมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าแบบต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ที่สูงถึง 19%  และร่วมกันหาแนวทางในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก โดยมีนางสาวดวงพร อุดมทิพย์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และคณะกรรมการสมาคม ร่วมให้การต้อนรับ

    นายฐิติธัม กล่าวว่า อุตสาหกรรมต้นน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภท ตั้งแต่ในผลิตภัณฑ์พลาสติกขั้นพื้นฐาน ไปจนถึง ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เวชภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายในยุทธศาสตร์ S-Curve ของประเทศ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบและเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มากถึง 10–25 เท่า ตลอดทั้งห่วงโซ่ (Value Chain) จนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกหลากหลายรูปแบบ สร้างมูลค่ารวม 2.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 13% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทย (สถิติปี 2566) มีมูลค่าการส่งออกกว่า 5 แสนล้านบาท หรือ 5% ของการส่งออกทั้งหมด และสร้างงานมากกว่า 400,000 ตำแหน่ง สนับสนุน SME มากกว่า 3,000 ราย  

    ด้วยปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากมาตรการกีดกันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลต่อต้นทุนการผลิต ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรักษาความสมดุลให้เกิดขึ้นในภาคการผลิตปิโตรเคมี เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบที่ยั่งยืน ทั้งในรูปของปิโตรเลียม และการนำขยะพลาสติก กลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการรีไซเคิล ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทันสมัยมาพัฒนากระบวนการผลิต ให้สามารถผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพดีสำหรับรูปแบบการใช้งานต่าง ๆ  ในบางการใช้งานที่ต้องการความสะอาด คุณภาพสามารถเทียบเท่ากับเม็ดพลาสติกใหม่ได้ ซึ่งมีการใช้งานแล้วหลายประเทศ โดยการส่งเสริมให้เกิดการใช้วัตถุดิบชนิดใหม่นี้ นอกจากเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจใหม่แล้ว ยังเป็นการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนอีกด้วย อย่างไรก็ดี ความสำเร็จต้องอาศัยภาครัฐช่วยส่งเสริมการสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก  และผลักดันการปรับปรุงกฎระเบียบให้เกิดการผลิตและใช้พลาสติกอย่างเข้าใจทั้งระบบ

    ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. กล่าวว่า ในส่วนของอุตสาหกรรมพลาสติกไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสจากภาษีสหรัฐฯ  ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเชิงรุก  ซึ่งการสนับสนุนเชิงนโยบายจากรัฐจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งผลักดันให้ “อุตสาหกรรมรีไซเคิล” กลายเป็น New S-Curve ของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    “ผลิตภัณฑ์พลาสติกไม่ใช่แค่ อุตสาหกรรมปลายทาง แต่คือโซลูชันที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตในทุกมิติ หากปิโตรเคมีและพลาสติกของไทยไม่แข็งแรง การพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศก็จะเดินต่อได้ยาก” นายฐิติธัม กล่าว

    นายฐิติธัม  กล่าวว่า  มาตรการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบด้านราคา   สูญเสียส่วนแบ่งตลาด และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเกิด Trade Diversion จากประเทศอื่นที่หันมาระบายสินค้าในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทย ทำให้การแข่งขันด้านราคารุนแรงยิ่งขึ้น แม้ว่าจะมีข้อดีบางด้าน เช่น การนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าบางรายการจากสหรัฐฯ ในราคาที่ต่ำลง แต่ผลเชิงบวกยังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับผลกระทบที่เกิดขึ้น 

    “ภาษีทรัมป์ที่สูงถึง 19% กระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย ทั้งในแง่ยอดขายที่ลดลง กำไรหดตัว และความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยกว่าประเทศคู่แข่งอย่างเม็กซิโก เวียดนาม และจีน ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมไทยจึงต้องเร่งปรับตัว ทั้งการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต การกระจายตลาดไปยังภูมิภาคอื่น การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยการใช้วัตถุดิบรีไซเคิล เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว”  นายฐิติธัมกล่าว

    กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. ยังได้เตรียมเสนอภาครัฐเร่งออกมาตรการที่รองรับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ ได้แก่ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ให้ชัดเจน และกับประเทศคู่ค้าใหม่เพื่อลดอุปสรรคภาษีและสร้างตลาดส่งออกเพิ่มเติม การสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานและการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนเต็มรูปแบบ ในขณะเดียวกัน พิจารณาออกกฎหมายภาคบังคับเพื่อผลักดันการใช้พลาสติกรีไซเคิลที่ผลิตได้จากทรัพยากรหมุนเวียน  ควบคู่กับการใช้มาตรการป้องกันการทุ่มตลาดและคุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศ  ซึ่งการดำเนินการตามข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรมไทย เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนให้ Supply Chain ตลอดจนเสริมความมั่นคงให้เศรษฐกิจประเทศ

    ด้านนางภรณี กล่าวว่า อีกหนึ่งความท้าทายที่สำคัญของอุตสาหกรรมพลาสติกไทยคือ แรงกดดันจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ทั้งจากความตกลงระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีและความต้องการภายในประเทศ เช่น เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในสินค้าและองค์กร ซึ่งทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์  โดยอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมพลาสติก กำลังผลักดันการผลิตและใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในผลิตภัณฑ์พลาสติกต่าง ๆ  เพื่อให้การใช้งานพลาสติกเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง หากทำได้สำเร็จ จะเป็น New S-Curve ของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

    “การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อสร้างแรงจูงใจให้การใช้พลาสติกรีไซเคิลเกิดขึ้น ซึ่งเม็ดพลาสติกรีไซเคิลยังมีต้นทุนสูง จึงจำเป็นต้องอาศัยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี และแรงจูงใจแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วย สำหรับภาคเอกชนได้เริ่มการพัฒนาทั้งเชิงโครงสร้างพื้นฐานและการทดลองโมเดลการบริหารจัดการต่าง ๆ ภายใต้สมาคม PPP Plastics เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกตามโรดแมปการจัดการขยะพลาสติกของประเทศแล้ว” นางภรณีกล่าว

    สำหรับความท้าทายจาก US Tariff ทั้งสองกลุ่มอุตสาหกรรมเห็นตรงกันว่า ผู้ประกอบการไทย เสียเปรียบด้านราคา มีแนวโน้มสูญเสียตลาด ภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับตัว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีจุดเด่น (Product Differentiation) เน้นคุณภาพและบริการที่เหนือกว่า เพิ่มนวัตกรรมด้านความยั่งยืนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ (Brand Image) ที่ดีในตลาดโลก รวมถึงการมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น การร่วมทุนหรือการร่วมมือทางเทคโนโลยี

    ทั้งนี้ ทั้งสองกลุ่มอุตสาหกรรมได้ยื่นข้อเสนอให้ภาครัฐพิจารณาสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) เพื่อสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน  2. ปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านภาษี ช่วยลดต้นทุนการแข่งขันในตลาดโลก 3.ปกป้องตลาดจากการทุ่มตลาดเพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขัน และ 4. สร้างเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกครบวงจร แม้ว่าไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันที่เข้มข้น แต่ยังคงเป็นฐานการผลิตปิโตรเคมีที่สำคัญของภูมิภาค ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงโลจิสติกส์ ต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม และคุณภาพสินค้าที่เชื่อถือได้ ทำให้ไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขันและดึงดูดความเชื่อมั่นจากตลาดโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/244354&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SIhDDDiVZA0EwUJuOMkC4

  • การสร้างเขตเศรษฐกิจชายแดนเวียดนาม-จีน

    การสร้างเขตเศรษฐกิจชายแดนเวียดนาม-จีน

    การสร้างเขตเศรษฐกิจชายแดนเวียดนาม-จีน

    image.png

    ในวันที่ 19 กันยายน 2568 นาย Nguyen Sinh Nhat Tan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า และนาย Nguyen Thanh Sinh รองประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัด หล่าวกาย (Lao Cai) เป็นประธานร่วมในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการเขตเศรษฐกิจชายแดนหล่าวกาย(เวียดนาม) – ยูนนาน (จีน) 

    นาย Nguyen Sinh Nhat Tan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ากล่าวว่า เวียดนามมีประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุด 3 ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว กัมพูชา และจีน ซึ่งเวียดนามมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนมากที่สุด และยังมีศักยภาพอย่างมากที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้า

    โครงการเขตเศรษฐกิจชายแดนหล่าวกาย (เวียดนาม) – ยูนนาน (จีน) เชื่อมโยงกับนโยบายและแนวทางปฏิบัติของพรรคและรัฐบาล โดยเฉพาะ มี 3 ประเด็นที่สำคัญดังนี้ 

    ประการแรก ทำเลที่ตั้งของจังหวัดหล่าวกาย (Lao Cai) มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เปรียบเสมือนประตูสู่           การเชื่อมโยงเวียดนามกับจีน

    ประการที่สอง เงื่อนไขสำหรับโครงสร้างพื้นฐานการค้าชายแดนระหว่าง 2 ฝ่ายได้รับการสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกันจนถึงปัจจุบัน โครงการรถไฟความเร็วสูงหล่าวกาย (Lao Cai) – นครไฮฟอง (Hai Phong) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในปี 2568 จะช่วยเปิดเส้นทางเชื่อมโยงที่สำคัญยิ่งขึ้น ซึ่งเหมาะสมต่อการวางแนวทางการสร้างเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจชายแดน

    ประการที่สาม ด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดหล่าวกาย(Lao Cai) จะมีโอกาส           อย่างมากมายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ

    สถาบันวิจัยกลยุทธ์และนโยบายอุตสาหกรรมและการค้า ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาของโครงการระบุว่า เขตเศรษฐกิจชายแดนหล่าวกาย- ยูนนาน มุ่งเป้าไปที่รูปแบบความร่วมมือที่เท่าเทียม             การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน การแบ่งส่วนงาน และการบริหารจัดการที่ประสานกัน รายงานภาพรวมโครงการระบุว่า หลักการดำเนินงานตั้งอยู่บนพื้นฐานที่แต่ละฝ่ายบริหารจัดการพื้นที่ตามกฎหมาย ควบคู่ไปกับการสร้างกลไก                การประสานงานร่วมกัน เพื่อสร้างพื้นที่เศรษฐกิจที่ราบรื่น โดยรูปแบบการดำเนินงานประกอบด้วยสองแกนหลัก ได้แก่    (๑) จัดตั้งคณะกรรมการร่วมเวียดนาม – จีน ซึ่งรับผิดชอบทางยุทธศาสตร์ แก้ไขปัญหา และรักษาสมดุลผลประโยชน์        (๒) จัดตั้งคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจภายใต้คณะกรรมการประชาชนจังหวัดหล่าวกายเป็นหน่วยงานประจำ รับผิดชอบการบริหารจัดการโครงการ ส่งเสริมการลงทุน และประสานงานธุรกิจ โครงสร้างดังกล่าวมุ่งลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความโปร่งใส 

    แผนงานโครงการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ระยะ (๑) ระยะที่ 1 ระหว่างปี 2568-2569 ดำเนินโครงการให้เสร็จ และดำเนินการลงนามในเอกสารทวิภาคี ทดสอบการชำระเงินด่ง (VND) – หยวน (CNY) และจัดตั้งคณะกรรมการร่วม          (๒) ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2569-2570 ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ได้แก่ ด่านชายแดน คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า (Inland Container DepotICD) เชื่อมต่อทางหลวงและทางรถไฟ จัดตั้งคณะกรรมการบริหารเขต และนำร่อง   เขตเศรษฐกิจชายแดนและโลจิสติกส์ (๓) ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2571-2573 ขยายเขต จัดทำกรอบนโยบาย รายงานต่อรัฐบาล และเสนอมติระดับชาติ เพื่อการดำเนินการในวงกว้าง โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะบรรลุเป้าหมายมูลค่าการนำเข้า – ส่งออกอยู่ที่ 12,000 – 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2573 และสร้างงานกว่า 50,000 ตำแหน่ง โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะเพิ่มมูลค่าการส่งออกเป็น 25,000 – 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2588

    การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจชายแดนดังกล่าวจะเป็นก้าวสำคัญ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากศักยภาพสูงสุดของระเบียงเศรษฐกิจคุนหมิง– หล่าวกาย– กรุงฮานอย – นครไฮฟอง โดยเฉพาะเมื่อโครงการรถไฟความเร็วสูงเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบรรลุบทบาท “เสาหลักแห่งการเติบโต ศูนย์กลางการเชื่อมโยง” ที่กำหนดไว้สำหรับหล่าวกาย

    นาย Nguyen Sinh Nhat Tan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ากล่าวว่า เขตเศรษฐกิจชายแดนจะเป็นแกนหลักในการดึงดูดโครงการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงขนาดใหญ่ ไม่เพียงแต่สำหรับหล่าวกายเท่านั้น แต่ยังขยายไปยังจังหวัดทางตะวันตกเฉียงเหนือ สร้างความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งในภูมิภาค สร้างห่วงโซ่คุณค่าที่สมบูรณ์ตั้งแต่การผลิต การแปรรูปเชิงลึก ไปจนถึงการขนส่งและการส่งออก และเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและแร่ธาตุ                  ในขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบที่ได้รับการปรับปรุงจะเสริมสร้างสถานะของหล่าวกาย ให้เป็นประตูที่สั้นที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการเชื่อมต่อภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนกับอาเซียนผ่านท่าเรือ        นครไฮฟองและเมืองกว๋างนิญโดยการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนระหว่าง 2 ประเทศเป็นนโยบายร่วมกัน นายกรัฐมนตรีฯ ยังได้มีมติให้จังหวัดหล่าวกายเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจ ดังนั้น การก่อสร้างเขตเศรษฐกิจชายแดนจึงจำเป็นต้องมี  แนวทางแก้ไขที่ก้าวล้ำ เพื่อให้นโยบายบรรลุผล

    (จาก https://vneconomy.vn/)

    ข้อคิดเห็น สคต

    ในช่วงที่ผ่านมา นับตั้งแต่เวียดนามและจีนได้เป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ความสัมพันธ์เวียดนาม-จีนยังคงรักษาการพัฒนาที่มั่นคงพร้อมความก้าวหน้ามากขึ้น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ายังคงเป็นจุดสำคัญในความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ มูลค่าการค้าทวีภาคีระหว่างเวียดนามและจีนในปี 2567 มีมูลค่า 260,650 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน จีนยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ในขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนในอาเซียน สินค้าหลักที่เวียดนามส่งออกไปยังจีน ได้แก่ โทรศัพท์และส่วนประกอบ คอมพิวเตอร์ สินค้าเกษตรกรรม ป่าไม้และการประมง เครื่องจักรและอุปกรณ์ เป็นต้น และสินค้าหลักที่เวียดนามนำเข้าจากจีน ได้แก่ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน เป็นต้น โดยการก่อสร้างโครงการเขตเศรษฐกิจชายแดนเวียดนาม-จีนเป็นนโยบายที่สำคัญ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการระหว่างประเทศ และกระชับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมระหว่างเวียดนามและจีน ถือเป็นจุดสำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างจีนและเวียดนาม โดยเฉพาะความสัมพันธ์การค้าของสองประเทศส่งผลให้เกิดข้อตกลงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในหลากหลายด้าน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง การค้า และเทคโนโลยี นับเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับความร่วมมือให้ลึกซึ้งและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ทั้งสองประเทศยังแสดงความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ร่วมกัน ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางรถไฟ ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจภูมิภาคโดยรวม โดยความร่วมมือระหว่างเวียดนามและจีนในการส่งเสริมการเชื่อมโยงทางรถไฟและทางบก เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ยั่งยืนในด้านการค้าและการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศ รวมถึงการตั้งใจของทั้งสองฝ่ายในการอำนวยความสะดวกในการส่งเสริมการค้า 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hdfjk8yqvjgxxdq037nyevhm&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EPOIrxunGJ48gKyvStIDb

  • พ่อค้าแม่ค้าอยากเห็น

    พ่อค้าแม่ค้าอยากเห็น

    พ่อค้าแม่ค้าอยากเห็น’ครม.อนุทิน’หลังถวายสัตย์ เร่งแก้ปัญหาชายแดน-เศรษฐกิจ

    วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.59 น.

    พ่อค้าแม่ค้าที่ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ อยากเห็นนายกอนุทิน และคณะ ครม.รัฐบาลชุดใหม่ หลังการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฎิญาณตน ได้เร่งจัดการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน โดยเห็นด้วยการฟื้นคนละครึ่ง เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี แต่อยากให้ช่วยลดกระบวนการและขั้นตอนที่ยุ่งยากลง

    24 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวลงสำรวจตลาดสดเทศบาลนครบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ และร้านค้าของชำในพื้นที่ ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ถึงความคิดเห็นของพ่อค้าแม่ค้า และพี่น้องประชาชน ต่อความต้องการที่อยากจะให้รัฐบาลและ ครม.ชุดใหม่ ที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ซึ่งจะมีการนำคณะ ครม.ชุดใหม่ เดินทางไปเข้าเฝ้า ถวายสัตย์ปฏิญาณ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ในเวลา 18.00 น.ของวันนี้ (24ก.ย.) ซึ่งหลังการเข้าเฝ้าฯ นายอนุทิน จะเป็นประธานการประชุม ครม.นัดพิเศษ

    โดยบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ โดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เร่งดำเนินการจัดการแก้ไขปัญหาแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นเรื้อรังมาครบ 2 เดือนแล้ว ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วไว พร้อมทั้งเสนอให้มีการสร้างรั้วกำแพงที่มีความมั่นคงสูง และปิดด่านพรมแดนช่องทางเข้าออกทุกช่องทางตลอดทั้งพรมแดน เพื่อไม่ต้องให้ได้ทำมาค้าขายร่วมกันอีก และไม่ต้องให้ความช่วยเหลือใดๆกับทางกัมพูชาอีก

    นอกจากนี้ ยังขอให้เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปางท้อง เพื่อที่ประชาชนจะได้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมทั้งยังได้สนับสนุนให้รัฐบาลนายอนุทิน ที่มีแนวนโยบายจะปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่ง นำขึ้นมาใช้อีกครั้งว่า เป็นโครงการที่จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี หากมีการนำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง ซึ่งจะทำให้พี่น้องประชาชนได้มีกำลังซื้อมากขึ้นด้วย และส่งผลดีช่วยเพิ่มยอดขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าได้มากขึ้นด้วย จากที่ในช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี

    อย่างไรก็ตาม อยากขอให้ปรับลดกระบวนการขั้นตอนที่ยุ่งยากลง และอยากให้ประชาชนคนไทยที่บรรลุนิติภาวะ หรือผู้ที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไปได้มีสิทธิ์ในโครงการทุกคนด้วย และอยากให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำเหมือนในบางโครงการ

    นางสมลักษณ์ เพชรเลิศ อายุ 59 ปี แม่ค้าขายของชำ ใน ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ บอกว่า อยากฝากให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ไขปัญหาชายแดน ขอให้สร้างรั้วปิดด่านไปเลย ปล่อยให้อยู่ใครอยู่มัน ไม่ต้องค้าขายร่วมกันอีก ส่วนเรื่องเศรษฐกิจก็อยากให้แก้ไขให้ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้ เพราะค้าขายทุกวันนี้ก็เงียบ หาเงินยากรายจ่ายก็เยอะ จึงอยากให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา และเรื่องเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ส่วนการที่รัฐบาลจะมีการนำโครงการคนละครึ่งมาใช้ มองว่าเป็นโครงการที่ดี เพราะก่อนหน้านี้ตนเคยเข้าร่วมโครงการฯ ในส่วนของประชาชนไม่ใช่ร้านค้า และมองว่าน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับประชาชน ที่มีกำลังซื้อน้อยจะได้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น

    ด้าน นางจำนงค์ พลสงค์ อายุ 53 ปี  แม่ค้าขายของชำใน ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ บอกว่า อยากให้แก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา และปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชน และไม่อยากให้มีการเปิดด่าน ให้ปิดด่านให้หมดเลย สร้างรั่วปิดไปเลย ไม่ต้องทำมาค้าขายร่วมกันอีก เพราะบ้านเราก็พอที่จะค้าขายทำมาหากินได้

    ส่วนที่รัฐบาลจะนำโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้อีกก็มองว่าเป็นโครงการที่ดี เพราะพ่อค้าแม่ค้าก็จะได้ขายของดี ลูกค้าก็จะมีกำลังซื้อด้วย ไม่เหมือนทุกวันนี้เงียบฉี่เหมือนตอนที่ไม่มีโครงการ ถ้ามีโครงการนี้ขึ้นมาก็เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานรากได้ และอยากให้มีการแก้ไขกระบวนการขั้นตอนที่ซับซ้อนยุ่งยากลง คนที่มีอยู่เดิมแล้วก็ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ให้ยุ่งยาก

    ขณะที่ น.ส.ญาณิศา สารรักษ์ อายุ 34 ปี แม่ค้าหาบเร่แผงลอยในตลาดสด เทศบาลนครบุรีรัมย์ ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ เร่งแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชากับเศรษฐกิจ และการที่รัฐบาลชุดใหม่จะนำโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้ ถือว่าเป็นโครงการที่ดีโดยเฉพาะช่วยเศรษฐกิจแบบนี้ เพราะตนก็เคยใช้ ซึ่งตอนนั้นก็ได้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และลดค่าใช้จ่ายแก่ครอบครัวเป็นอย่างดี

    ส่วน นางอำเพ็ญ เฮงเจริญ อายุ 64 ปี แม่ค้าขายผักในตลาดสดเทศบาลนครบุรีรัมย์ บอกว่า อยากให้ทำรั้วกำแพงสูงและปิดด่านทุกช่องทางให้ถาวรไปเลย ไม่ต้องไปมาหาสู่และค้าขายกันอีก และให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งการที่จะปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่ง นำกลับมาใช้อีกเชื่อว่าจะเป็นสิ่งดีกับทั้งประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า ซึ่งอยากให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด เพราะมั่นใจว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี.

    012

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/916499&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3clcvH6HOzcVuylYsB2GSG

  • นักศึกษาถูกหลอกโอนเงิน เข้า-ออก เสี่ยงบัญชี กยศ. เข้าข่ายบัญชีม้า – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    นักศึกษาถูกหลอกโอนเงิน เข้า-ออก เสี่ยงบัญชี กยศ. เข้าข่ายบัญชีม้า – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    นักศึกษาถูกหลอกโอนเงิน เข้า-ออก เสี่ยงบัญชี กยศ. เข้าข่ายบัญชีม้า

    ระวังภัย นักศึกษาถูกมิจฉาชีพปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลอกให้โอนเงิน เสี่ยงถูกอายัดบัญชีที่ใช้รับเงินกู้ กยศ. พร้อมถูกอายัดเป็น “บัญชีม้าบริสุทธิ์”

    สภาผู้บริโภคเตือนภัยรูปแบบการหลอกลวงทางโทรศัพท์ที่กำลังระบาดช่วงนี้ในกลุ่มนักศึกษา มิจฉาชีพสวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โทรศัพท์ไปหาและวิดีโอคอล พร้อมส่งเอกสารปลอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แจ้งว่าหมายเลขโทรศัพท์หรือบัตรประชาชนของผู้ถูกติดต่อเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมออนไลน์ และจะมีการออกหมายจับ

    จากประเด็นดังกล่าว ผศ.อุดม งามเมืองสกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ระบุว่า คลินิกกฎหมายของมหาวิทยาลัยได้รับการประสานงานจากตำรวจให้ช่วยดูแลนักศึกษาที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลักษณะนี้ โดยพบว่ามิจฉาชีพใช้วิธีการควบคุมผ่านการโทรและวิดีโอคอลอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ถูกติดต่อหวาดกลัวและเชื่อฟังคำสั่งทุกอย่าง

    สำหรับรูปแบบการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ได้ใช้แนวทางเดิมที่ใช้มานานคือ การหลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมใช้แนวทางขอเพิ่มเพื่อนในแอปพลิเคชันไลน์เพื่อส่งเอกสารปลอมและวิดีโอคอลคุมสั่งการ จากนั้นอ้างว่าต้องโอนเงินเข้าไปเพื่อตรวจสอบ หากผู้ถูกติดต่อไม่มีเงินก็จะถูกหลอกให้ไปบอกผู้ปกครอง โดยอ้างเรื่องการได้รับทุนการศึกษา พร้อมแนบเอกสารปลอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือครบถ้วน

    รูปแบบการหลอกลวงที่เกิดขึ้น

    ผศ.อุดม กล่าวต่อว่า กรณีของนิสิตนักศึกษาหลายรายสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของขบวนการ เช่น นางสาว ก. ถูกติดต่อและหลงเชื่อ จนโอนเงินของตนเองราว 99,500 บาทไปยังบัญชีธนาคารต่างประเทศในฮ่องกงที่มิจฉาชีพให้มา ต่อมานาย ข. ซึ่งถูกหลอกด้วยวิธีการเดียวกัน ถูกสั่งให้โอนเงินเข้าบัญชีของ ก. รวมเป็นเงินประมาณ 300,000 บาทในสองครั้ง ก่อนที่ ก. จะถูกสั่งให้โอนต่อไปยังปลายทางต่างประเทศเช่นกัน ส่งผลให้บัญชีของ ก. ซึ่งเป็นบัญชีสำหรับรับเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ถูกอายัดทันที กระทบต่อการเรียนและการใช้ชีวิตโดยตรง

    สำหรับ ข. สูญเงินรวมประมาณ 420,000 – 425,000 บาท โดยเส้นทางการเงินถูกโอนไปอย่างน้อย 3 บัญชี ได้แก่ บัญชีของ ก. รวมถึงบัญชีในชื่อ ค. และ ง. เมื่อผู้ปกครองของ ข. ทราบเรื่อง จึงเข้าแจ้งความ ทำให้มีคำสั่งอายัดธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง

    ในอีกกรณีหนึ่ง นางสาว เอ. ถูกหลอกด้วยวิธีเดียวกัน เริ่มจากโอนเงินของตนเอง 6,400 บาท แต่ต่อมามีบุคคลอื่นอีกสองรายถูกหลอกให้โอนเงินรวมกว่า 400,000 บาทเข้ามาที่บัญชีของ เอ. แล้วถูกสั่งให้โอนต่อไปยังปลายทางต่างประเทศ ขณะนี้บัญชีของ เอ. ถูกอายัด และยังมีความเสี่ยงที่จะถูกออกหมายเรียกหรือหมายจับจากท้องที่อื่นที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้ ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 หรือ พ.ร.ก.ไซเบอร์ฯ ฉบับใหม่ ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถระงับหรืออายัดบัญชีต้องสงสัยเพื่อสกัดกั้นเงินจากอาชญากรรมออนไลน์ เมื่อมีผู้เสียหายแจ้งความ เงินที่โอนผ่านบัญชีเหล่านี้จึงถูกติดตามและนำไปสู่การอายัดทันที

    ดังนั้นจึงทำให้เจ้าของบัญชีซึ่งไม่รู้ตัวมาก่อนว่าถูกใช้เป็นช่องทางของมิจฉาชีพ กลับกลายเป็นผู้ถูกตั้งข้อสงสัยในคดีอาชญากรรมทางการเงินออนไลน์ โดยในปัจจุบันยังมีการแบ่งระดับบัญชีม้าตามความรุนแรง เช่น บัญชีม้าสีดำที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการฉ้อโกงออนไลน์ หรือแม้ในบางกรณีจะยังไม่มีการแจ้งความก็ตาม แต่หากธนาคารพบว่าบัญชีมีความน่าสงสัยหรือมีธุรกรรมผิดปกติ เจ้าของบัญชีก็อาจถูกระงับชั่วคราวเพื่อรอการตรวจสอบ ซึ่งสร้างภาระและผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

    “บัญชีม้าบริสุทธิ์” ที่ยังไม่ได้รับการพูดถึง

    ผศ.อุดม ชี้ให้เห็นอีกมุมที่สังคมยังกล่าวถึงไม่มากนัก คือเจ้าของบัญชีผู้สุจริตที่ถูกนำไปใช้ในการหลอกลวงผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ เจ้าของบัญชีเหล่านี้ไม่ได้รับจ้างเปิด ไม่ได้สมรู้ร่วมคิด แต่กลับถูกหลอกให้โอนต่อเงินในสภาวะกดดันทางจิตใจ จนตกอยู่ในสองสถานะพร้อมกัน เป็นทั้งผู้เสียหายที่สูญเงินของตนเอง และเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางการเงิน

    “เมื่อมีการแจ้งความต่างพื้นที่ ตำรวจจำเป็นต้องออกหมายเรียกหรือหมายจับ เจ้าของบัญชีต้องเดินทางไปต่อสู้คดี ขณะเดียวกันบัญชีที่ใช้ดำเนินชีวิตก็ถูกอายัดทันที กระทบต่อการเรียน การทำงาน และครอบครัวอย่างหนัก โดยเฉพาะนิสิตที่รับเงินกู้ กยศ.” ผศ.อุดมกล่าว พร้อมระบุว่า มาตรการปราบปรามบัญชีม้าในปัจจุบันยังทำให้ผู้ถูกหลอกจำนวนมากต้องหาวิธีจ่ายเงินคืนเอง เพื่อให้เรื่องยุติ แม้ตนเองจะไม่ได้มีเจตนาเกี่ยวข้องก็ตาม

    ข้อเสนอเชิงนโยบายถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้ผู้บริโภคที่สุจริตต้องเผชิญชะตากรรมซ้ำสอง ผศ.อุดม เสนอว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีกลไกคัดแยกบัญชีที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นบัญชีม้าบริสุทธิ์ ออกจากบัญชีที่รับจ้างเปิดอย่างแท้จริง เมื่อข้อเท็จจริงชี้ชัดว่าถูกหลอกและทำตามคำสั่ง ก็ควรมีกระบวนการพิจารณาที่รวดเร็ว เพื่อลดภาระการเดินคดีของผู้บริโภคที่บริสุทธิ์

    นอกจากนี้ ควรมีแนวทางการอายัดและปลดอายัดบัญชีที่ไม่กระทบเกินจำเป็น โดยเฉพาะบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา หรือบัญชีธุรกิจรายย่อยซึ่งเป็นช่องทางทำมาหากินหลักของประชาชน รวมทั้งควรสร้างกลไกการประสานงานข้ามท้องที่ระหว่างตำรวจ อัยการ และสถาบันการเงิน เพื่อดูแลผู้ที่ถูกนำบัญชีไปใช้โดยไม่รู้ตัว

    “ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นม้าบริสุทธิ์ คนกลุ่มนี้เป็นผู้เสียหายด้วย แต่วันนี้คนเหล่านี้ต้องไปสู้คดีเอง ผมอยากเห็นกลไกเชิงนโยบายช่วยให้กระบวนการยุติธรรมทำงานได้ตรงจุด และไม่กระทบคนสุจริตเกินไป” ผศ.อุดมกล่าวทิ้งท้าย

    คำเตือนถึงผู้บริโภค

    นอกจากนี้ผู้บริโภคควรเพิ่มความระมัดระวัง หากมีผู้ติดต่ออ้างเป็นเจ้าหน้าที่ พร้อมขู่ด้วยหมายจับ และขอให้โอนเงินหรือยืมบัญชีเพื่อทำธุรกรรม ควรตัดการติดต่อทันที ห้ามโอนเงินหรือรับเงินที่ไม่ทราบที่มา และควรแจ้งความพร้อมเก็บหลักฐานการสื่อสารไว้ครบถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกอยู่ในสถานะผู้ต้องหาโดยไม่ตั้งใจ

    สำหรับนักศึกษาและเยาวชน หากได้รับสายอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ มีหมายจับ และขอให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบ หรือให้ยืมบัญชีหรือรับเงินแล้วโอนต่อ นั่นคือสัญญาณหลอกลวง ให้ตัดสาย ไม่โอน ไม่ส่งเอกสารหรือวิดีโอคอล และรีบปรึกษาผู้ปกครองหรืออาจารย์ที่ไว้ใจได้ทันที

    ขณะที่ผู้บริโภคทั่วไป หากพบว่ามีเงินโอนเข้ามาในบัญชีโดยไม่ทราบที่มา ห้ามโอนต่อโดยเด็ดขาด ให้รีบแจ้งธนาคารและแจ้งความทันที เพื่อบันทึกข้อเท็จจริงและป้องกันตนเองจากการถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ทั้งนี้ เจ้าของบัญชีที่สงสัยว่าถูกนำไปใช้เป็นช่องทางของมิจฉาชีพ สามารถติดต่อสายด่วนตำรวจไซเบอร์ โทร. 1441 หรือสายด่วนสภาผู้บริโภค โทร. 1502

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/student-loan-mule-scam/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mv9IoxC2yM7JgVO8ryRRe

  • ก้าวใหม่ของวงการการศึกษา ม.กรุงเทพร่วมกับศิริราช สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมไทย | เดลินิวส์

    ก้าวใหม่ของวงการการศึกษา ม.กรุงเทพร่วมกับศิริราช สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมไทย | เดลินิวส์

    ในยุคที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เดินหน้าบูรณาการองค์ความรู้จากศาสตร์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะความรู้ทางการแพทย์ร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ถือเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาการเรียนการสอน งานวิจัย และบริการวิชาการให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงเกิดเป็นความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จุดเริ่มต้นของการประสานศักยภาพเฉพาะทางของทั้งสองสถาบัน เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ทั้งในระดับวิชาการและการประยุกต์ใช้จริงในสังคม

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กับ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กับ ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนาความร่วมมือทางการศึกษา วิจัย และวิชาการ การลงนามครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันระหว่างทั้งสองสถาบันในการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพทางวิชาการ โดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนรู้ของนักศึกษา การสร้างสรรค์งานวิจัยที่มีคุณภาพ และการให้บริการวิชาการที่มีคุณค่าต่อสังคมและประเทศ ณ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 

    ผลงานที่เริ่มดำเนินการแล้วคือ แอปพลิเคชัน AR CPR ภายใต้ชื่อ Siriraj AR CPR ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง ศูนย์นวัตกรรมเฉพาะทาง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (Center of Specialty Innovation: CoSI) และ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แอปพลิเคชันนี้ออกแบบให้ทำงานบนอุปกรณ์สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต โดยผู้ใช้งานสามารถเรียนรู้ขั้นตอนการกดหน้าอก การใช้เครื่อง AED และการประเมินอาการผู้ป่วย ผ่านภาพจำลอง 3 มิติและแอนิเมชันที่ซ้อนทับบนโลกจริง พร้อมระบบโต้ตอบแบบเรียลไทม์ที่ช่วยแนะนำ ตำแหน่งความลึก และความเร็วของการกดหน้าอกได้อย่างถูกต้อง

    Siriraj AR CPR ถือเป็นแอปพลิเคชันแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองโดยตรงจากสถาบันการแพทย์ โดยผู้ใช้งานที่ผ่านการเรียนรู้และการทดสอบจะได้รับประกาศนียบัตรรับรอง (Certificate) จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อยกระดับมาตรฐานการเรียนรู้การช่วยชีวิตให้เข้าถึงได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้แอปพลิเคชันอยู่ในขั้นตอนการทดสอบและจะเปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถดาวน์โหลดผ่านระบบ Google Play Store (Android) และ App Store (iOS) ได้ในเร็วๆ นี้ 

    ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแบ่งปันทรัพยากรหรือความเชี่ยวชาญเพียงเท่านั้น หากแต่เป็นการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าทางวิชาการและสังคมอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพของการศึกษาไทย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5142198/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D9kr-qABdVZUIONL65XF3

  • ชำแหละนโยบายรัฐ: ทุ่มงบมหาศาล 5 แสนล้าน ยิ่งแก้ ยิ่งจน

    ชำแหละนโยบายรัฐ: ทุ่มงบมหาศาล 5 แสนล้าน ยิ่งแก้ ยิ่งจน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-190&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24PeZx9nEDNMghST2MEHyT

  • ญี่ปุ่นเตรียมไฟเขียวใช้หนังสือเรียนดิจิทัล 100% ในโรงเรียน คาดเริ่มได้ในอีก 5 ปี : อินโฟเควสท์

    ญี่ปุ่นเตรียมไฟเขียวใช้หนังสือเรียนดิจิทัล 100% ในโรงเรียน คาดเริ่มได้ในอีก 5 ปี : อินโฟเควสท์

    ญี่ปุ่นเตรียมอนุญาตให้โรงเรียนสามารถใช้หนังสือเรียนในรูปแบบดิจิทัลได้ 100% โดยมีแผนจะเริ่มดำเนินการในโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐตั้งแต่ปีงบประมาณ 2573 เป็นต้นไป

    การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ จะเปิดทางให้คณะกรรมการการศึกษาท้องถิ่นสามารถเลือกได้ว่าจะใช้เฉพาะหนังสือเรียนดิจิทัล หรือใช้หนังสือเรียนดิจิทัลควบคู่กับหนังสือเรียนรูปแบบกระดาษ (ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีอยู่แล้ว) หรือใช้เฉพาะหนังสือเรียนรูปแบบกระดาษ

    สภาการศึกษาส่วนกลางระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้หนังสือเรียนมีตัวเลือกหลากหลายขึ้น ช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสังคมยุคดิจิทัล และส่งเสริมให้เกิดวิธีการสอนใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนแสดงความกังวลว่า การใช้หนังสือเรียนดิจิทัลอาจเพิ่มภาระให้กับครูผู้สอนและสำนักพิมพ์หนังสือเรียน รวมถึงทำให้นักเรียนมีปัญหาทางสายตาและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ

    กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ตั้งเป้าว่าจะเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการประชุมรัฐสภาปี 2569

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ปัจจุบัน หนังสือเรียนดิจิทัลมีการใช้งานอยู่แล้วในญี่ปุ่น แต่เป็น “สื่อการเรียนรู้ทางเลือก” ที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลแยกต่างหาก เนื่องจากมีเนื้อหาเหมือนกันทุกประการกับหนังสือเรียนรูปแบบกระดาษที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว เพียงแต่มีฟังก์ชันอ่านออกเสียงเพิ่มเข้ามา

    อย่างไรก็ตาม ภายใต้นโยบายใหม่ หนังสือเรียนดิจิทัล รวมถึงสื่อการเรียนรู้ที่เข้าถึงผ่าน QR Code ที่อยู่ในหนังสือเรียนรูปแบบกระดาษ จะต้องผ่านการตรวจสอบอีกครั้ง เนื่องจากคณะทำงานฯ ต้องการสร้างความมั่นใจในคุณภาพของเนื้อหา

    ทั้งนี้ คาดว่ากระทรวงศึกษาธิการฯ จะกำหนดแนวทางการใช้สื่อดิจิทัลในห้องเรียน เนื่องจากจำเป็นต้องพิจารณาลักษณะของแต่ละรายวิชา รวมถึงพัฒนาการของเด็กนักเรียน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531892&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZJgj7KgMfpwhA2p_Whht-

  • แจก 9 ที่เที่ยวสัตหีบ ชลบุรี น่าไปในวันหยุดเดือนตุลาคม 2568

    แจก 9 ที่เที่ยวสัตหีบ ชลบุรี น่าไปในวันหยุดเดือนตุลาคม 2568

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/Kw8AZRk0Z3yq&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0apWX_5If9ZbZimN_wqGvN

  • โลกป่วน เศรษฐกิจเปราะบาง เปิดรายงานล่าสุดจาก WEF ที่กำลังบอกว่าโลกโตแยกออกเป็นสองขั้ว

    โลกป่วน เศรษฐกิจเปราะบาง เปิดรายงานล่าสุดจาก WEF ที่กำลังบอกว่าโลกโตแยกออกเป็นสองขั้ว

    รายงาน Chief Economists’ Outlook September 2025 ฉบับล่าสุดจาก World Economic Forum (WEF) ได้ส่งสัญญาณเตือนครั้งสำคัญว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระเบียบเศรษฐกิจใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยความไม่แน่นอน 

    โดยมีมุมมองจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำถึง 72% ที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะอ่อนแอลงในปีที่จะถึงนี้ ซึ่งนี่ไม่ใช่การชะลอตัว แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลกระทบในระยะยาว

    โลกกำลังแยกขั้ว (A Polarizing World)

    WEF เปิดเผยว่า โลกกำลังเผชิญปรากฎการณ์ Divergence หรือการเติบโตที่แยกขั้วชัดเจน โดยผู้เชี่ยวชาญกว่า 56% เชื่อว่าช่องว่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาจะยิ่งถ่างกว้างขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า 

    การแยกขั้วที่ว่านี้หมายความว่า เส้นทางการเติบโตของแต่ละกลุ่มประเทศจะแตกต่างกัน ประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มที่จะพึ่งพาเทคโนโลยี ความรู้ความชำนาญ และทุนมนุษย์ (human capital) ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา มีแนวโน้มที่จะพึ่งพาการเข้าถึงเงินทุน และทรัพยากรธรรมชาติมากกว่า

    ขั้วที่หนึ่ง กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เติบโตได้ช้า และต้องเผชิญความท้าทาย

    รายงานคาดการณ์สถานการณ์ของสหรัฐฯ ที่คาดว่าแนวโน้มการเติบโตยังซบเซา ไม่มีการเติบโตที่แข็งแกร่ง และยังต้องเผชิญความเสี่ยงเงินเฟ้อระดับสูง สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การออกนโยบายการเงินที่จจะต้องผ่อนคลายลงเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

    ในฝั่งของยุโรป รายงานคาดว่าการฟื้นตัวยังคงเปราะบาง แม้จะมีทิศทางที่ดีขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ แต่ภาพรวมยังเป็นการเติบโตระดับต่ำ

    ขั้วที่สอง กลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ที่กลายเป็นดาวเด่น

    รายงานกล่าวถึงกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ (MENA) และเอเชียใต้ ที่จะกลายเป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มการเติบโตแข็งแกร่งที่สุด โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าภูมิภาคเหล่านี้จะเติบโตในระดับแข็งแกร่ง หรือแข็งแกร่งมาก

    ส่วนทางฝั่งจีน แม้คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง แต่จีนกำลังเผชิญกับความท้าทายเฉพาะตัวคือภางะเงินฝืด โดยคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับที่ต่ำมาก

    จะเห็นได้ว่า การที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ และยุโรปมีแนวโน้มเติบโตต่ำ ขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาใน MENA และเอเชียใต้กลับมีแนวโน้มเติบโตสูง สะท้อนให้เห็นถึงการแยกขั้วของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

    รายงานยังได้กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อน และอุปสรรคของโลกแต่ละขั้วด้วย ได้แก่

    กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

    • ปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนคือ การพัฒนา Ecosystem ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม, การเข้าถึงตลาดการค้า และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
    • อุปสรรคสำคัญคือ ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และความแตกแยกทางสังคม, กำแพงการค้า 

    กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

    • ปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนคือ หลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, การเข้าถึงตลาดโลก และการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
    • อุปสรรคสำคัญคือ สถาบันและธรรมาภิบาลที่อ่อนแอหรือขาดความยืดหยุ่น ตามมาด้วยความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และกำแพงการค้า

    4 ปัจจัยที่ทำให้เกิดความปั่นปั่วนโลก

    WEF ระบุว่าความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใน 4 มิติสำคัญ ซึ่งจะส่งผลกระทบในระยะยาว ได้แก่

    1.การค้าและห่วงโซ่อุปทาน 

    Trade เป็นด้านที่ถูกดิสรัปหนักที่สุด การค้าโลกกำลังประสบกับการหยุดชะงัก โดยนักเศรษฐศาสตร์กว่า 70% มองว่ามีความปั่นป่วนในระดับสูงมากจากสงครามการค้าและการตั้งกำแพงภาษี

    2.นวัตกรรมและเทคโนโลยี

    การมาถึงของ AI กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รายงานคาดว่า AI จะเริ่มสร้างความปั่นป่วนในเชิงพาณิชย์ในปีหน้า และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทั่วโลกมหาศาลในศูนย์มูล 

    3.ทรัพยากร พลังงาน และสิ่งแวดล้อม

    รายงานคาดว่าความปั่นป่วนในด้านนี้จะยังคงอยุ่ต่อไปในระยะยาว จากปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว และการแข่งขันด้านแร่ธาตุสำคัญ

    4. สถาบันเศรษฐกิจโลก

    สหประชาชาติ กำลังมีการปรับโครงสร้างคั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ และองค์การการค้าโลก กำลังถูกลดบทบาทลงท่ามกลางการปกป้องทางการค้าที่เพิ่มขึ้น รายงานคาดว่าการหยุดชะงักในด้านนี้จะนำไปสู่ผลกระทบที่เป็นระบบ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

    วิกฤตนี้กำลังย้ายศูนย์กลางมาที่ประเทศพัฒนาแล้ว

    อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามองคือ ความกังวลด้านความยั่งยืนของหนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นประเด็นในประเทศที่กำลังพัฒนาเป็นหลัก ตอนนี้กำลังถูกย้ายมาอยู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว

    เมื่อปี 2024 มีการระบุว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกเกิน 100 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่ากว่าหนึ่งในสามของประเทศ ซึ่งคิดเป็น 75% ของ GDP โลก จะมีหนี้เพิ่มสูงขึ้นอีก

    ความกังวลด้านความยั่งยืนของหนี้ กลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ประเทศที่พัฒนาแล้วยังถูกมองว่ามีอุปสรรคสำคัญในด้าน ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง การแตกแยกทางสังคม และกำแพงการค้า

    โดยสรุป โลกกำลังเดินเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การเติบโตจะช้าลง ไม่เท่าเทียม และเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การปลดล็อกศักยภาพการเติบโตที่ยังเหลืออยู่มหาศาลในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา จึงต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง เงินทุนที่ตรงจุด และความร่วมมือระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

    อ้างอิง : World Economic Forum

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/world-ecnomic-forum-chief-economist-outlook-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3m7KK1rDDALYjj0I3HObpd

  • ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทย แม้การเมืองคลี่คลาย คาดคนละครึ่งช่วยไม่มาก | เดลินิวส์

    ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทย แม้การเมืองคลี่คลาย คาดคนละครึ่งช่วยไม่มาก | เดลินิวส์

    วันที่ 24 ก.ย. นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.9% และในปี 69 อยู่ที่ 1.6% แม้การเมืองจะมีความคลี่คลายลงบ้างแต่มีความเสี่ยงอีกหลายด้าน ซึ่งจีดีพีในปี 69 โตต่ำกว่าปีนี้ เพราะผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐที่ได้เร่งการส่งออกสินค้าไปในช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลกระทบต่อการส่งออกคาดว่าปีนี้โต 5.8% แต่ในปี 69 จะติดลบ 6%

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดี ไตรมาสแรก 3.2% และไตรมาสสอง 2.8% แต่ดูจากที่มาการเติบโต มาจากการเร่งส่งออกสินค้าจากมาตรการภาษีทรัมป์ พอหลังจากนี้ครึ่งหลังปีเป็นปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจหลังโตช้า ส่วนเรื่องการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้นทำให้โอกาสเกิดเศรษฐกิจถดถอยลดลง โดยติดตามนโยบายรัฐบาลเตรียมทำคนละครึ่ง 2.0 ซึ่งอาจช่วยได้บ้าง แต่ไม่ได้กระตุ้นให้เติบโตได้ดี

    นอกจากนี้ ต้องติดตามการเจรจาการค้าสหรัฐในเรื่องภาษีเพิ่มเติม ในส่วนของสินค้าสวมสิทธิว่าจะให้ใช้สัดส่วนการผลิตด้วยวัตถุดิบในประเทศเท่าไร โดยไทยคาดหวังว่าจะให้มีสัดส่วน 50-60% แต่ในบางประเทศอยู่สูงถึง 75-80% ทำให้ไทยอาจเป็นไปได้ยาก เพราะถ้าหากมีเป็นสัดส่วนมาก จะเป็นต้นทุนผู้ประกอบการ เป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม

    ขณะเดียวกัน ปัญหาที่ต้องติดตามคือเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา จะกระทบเศรษฐกิจพอสมควร โดยคาดว่ากระทบจีดีพี 0.3% ปีนี้ หากไม่สามารถกลับมาเปิดการค้าชายแดนได้ ซึ่งหากกลับไปเปิดด่านได้ก็อาจไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวไทยมีความเสี่ยงในปีนี้ เพราะนักท่องเที่ยวมาได้น้อย อาจจะเหลือแค่ 31 ล้านคน จากคาดเดิม 33.5 ล้านคน เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนไม่เข้ามา รวมทั้งการงดหรือเลื่อนการจัดกิจกรรมต่างๆทำให้อาจกระทบกับการท่องเที่ยวได้

    “กลางปีหน้าได้รัฐบาลใหม่ จะมีความชัดเจนรัฐบาล และทำให้การลงทุนดีขึ้น นักลงทุนมั่นใจ และเงินลงทุนก็จะเข้ามา ส่วนคนละครึ่ง 2.0 ยังไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง คาดว่าคนไม่ได้มีเงินเก็บเยอะ และหนี้เยอะ หากย้อนไปดูรอบแรก ร้านค้าเข้าร่วมโครงการ ทำให้ร้านค้ามียอดขายเพิ่ม อาจช่วยกระตุ้นไม่มาก แต่ช่วยกระจายกำลังซื้อให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กมียอดขายเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะในในต่างจังหวัด จะมีเงินหมุนเวียนมากขึ้น”

    นายเมธัส กล่าวว่า หนึ่งในโจทย์เร่งด่วนของประเทศคงหนีไม่พ้นการดูแลค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยมองว่านโยบายการเงินควรจะมีทิศทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพิ่มปริมาณเงินและสภาพคล่องในระบบเพื่อกระตุ้นเงินเฟ้อให้กลับมาอยู่กึ่งกลางของกรอบเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 2% และสร้างกระแสเงินทุนระหว่างประเทศให้มีความสมดุลยิ่งขึ้น โดยหากนโยบายการเงินและนโยบายการคลังมีทิศทางที่สอดประสานซึ่งกันและกัน เชื่อว่าจะสามารถแก้โจทย์ที่ท้าทายนี้ได้

    “กรณีค่าเงินบาทแข็งค่ากับการหาที่มาของเงินไม่ได้ ทางหน่วยงานต่างๆ ทั้ง ธปท. กระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้รวมตั้งทีมหาหาที่มาให้ได้ว่าแต่ละมุมแต่ละจุดไหนหายไปบ้าง โดยตั้งข้อสังเหตุเงินอาจมาจากคริปโตฯ ซึ่งถ้าหาคำตอบได้ว่ามาจากไหน ก็จะจัดการได้ดีกว่านี้ และหาคำตอบทำไมเงินบาทแข็ง มองว่าไม่ควรเกิดขึ้นในลักษณะแบบนี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5141956/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jFsfurcgaFwyMTxr6GF1_