Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ยกระดับการบริการ! ตร.ท่องเที่ยว ‘อบรมอาสาสมัคร’ เพื่อรองรับ นทท.ไทย-ต่างชาติ

    ยกระดับการบริการ! ตร.ท่องเที่ยว ‘อบรมอาสาสมัคร’ เพื่อรองรับ นทท.ไทย-ต่างชาติ

    ยกระดับการบริการ! ตร.ท่องเที่ยว ‘อบรมอาสาสมัคร’ เพื่อรองรับ นทท.ไทย-ต่างชาติ

    วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.30 น.

    ตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับ ตำรวจท่องเที่ยว จัดโครงการอบรมอาสาสมัครเพื่อดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวกว่า 100 คน โดยมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานบริการระดับสากล ผ่านยุทธศาสตร์หลัก ‘สะดวก-ปลอดภัย-เป็นธรรม’

    วันที่ 24 กันยายน 2568 ที่ห้องประชุมบ้านพิงภูแพรว รีสอร์ท อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี มีพิธีเปิด ‘โครงการอบรมอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว’ โดยมี พ.ต.อ.สุพมาส บัวลาด รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานในพิธี

    โครงการดังกล่าวจัดขึ้นตามยุทธศาสตร์ของ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ศักดิ์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็น ‘Safe Destination’ หรือจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานระดับสากล

    การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน โดยเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจและทักษะที่ถูกต้องให้แก่อาสาสมัครใน 3 มิติหลัก ได้แก่ สะดวก (Convenience) ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงตำรวจได้ง่ายและรวดเร็ว ปลอดภัย (Safety) ให้อาสาสมัครเป็น ‘หูตา’ คอยสอดส่องดูแลและป้องกันเหตุร้าย และเป็นธรรม (Fairness) มั่นใจได้ว่านักท่องเที่ยวจะไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากมิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆ

    การอบรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการให้บริการด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/916514&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw370x6k0iVAarWdhNZuqTBp

  • “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” ททท. แจงความคืบหน้าล่าสุด หวังกระตุ้นท่องเที่ยว 3 เดือนสุดท้าย

    “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” ททท. แจงความคืบหน้าล่าสุด หวังกระตุ้นท่องเที่ยว 3 เดือนสุดท้าย

    ททท. แจงความคืบหน้าโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” ล่าสุด หวังกระตุ้นท่องเที่ยวช่วงไตรมาสสุดท้าย ส่วนภาพรวมการท่องเที่ยว ตอนนี้มีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จะเป็นช่วงที่เป็นความหวัง โดยช่วง 3 เดือนสุดท้ายนี้ ททท. ให้ความสำคัญกับทุกตลาด อย่างจีนมีการฟื้นตลาดกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นการเดินทาง คาดช่วงโกลเด้นวีคของประเทศจีน จะมีนักท่องเที่ยวจีน เข้ามาไม่ต่ำกว่า 20,000 คนต่อวัน รวมช่วงโกลเด้นวีค จะมี นทท.จีนมาเที่ยวไทยไม่ต่ำกว่า 240,000 คน ส่วนภาพรวมการท่องเที่ยว ตอนนี้ก็มีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.
    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.

    ส่วนความคืบหน้าโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ตอนนี้สิทธิ์เต็มแล้ว และเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศให้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าเงินแข็งค่า ททท. เตรียมทำโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” ต่อ โดยจะใช้งบประมาณคงเหลือจากโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งซึ่งมีกรอบวงเงินงบประมาณที่ 1,750 ล้านบาท ล่าสุด โครงการทัวร์ไทยคนละครึ่งอยู่ระหว่างการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อจะออกมาเป็นแพ็กเกจ เมื่อได้ข้อสรุปก็จะนำเสนอเข้า ครม. ต่อไป

    ด้านนายเกรียงไกรเธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรม กล่าวว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยังเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยเฉพาะ ช่วง 4 เดือนสุดท้าย ดังนั้น ช่วงนี้จึงควรมีมาตรการดีๆ ดึงดูดนักท่องเที่ยว ท่ามกลางความท้าทายเรื่องค่าเงินแข็งค่า ค่าเงินไม่เป็นใจ จึงต้องมีมาตรการเชิงรุก มีแพ็กเกจดีๆ และต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้มากขึ้น

    พร้อมกันนี้อยากให้มีมาตรการที่ช่วยกระจายนักท่องเที่ยวออกไปเมืองรองมากขึ้น ไม่ให้กระจุกตัวอยู่เพียงจังหวัดใหญ่ๆ เท่านั้น ซึ่งจะส่งผลดีเรื่องการกระจายเม็ดเงิน การจ้างงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวไทยนิยมเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น อย่างญี่ปุ่น จีน ฉะนั้นเราต้องหามาตรการดีๆ ที่จะทำให้คนไทยรู้สึกว่าการเที่ยวเมืองไทยคุ้มกว่า การออกแบบแพ็กเกจอะไรต่างๆ หากทำได้ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงได้.

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2884797&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DlHFoa_XWCd91qY8z7Egx

  • กปภ.เข้าพบผู้ว่าฯ คุยส่งน้ำประปาจากเขื่อนรัชชประภา รองรับการลงทุนและการท่องเที่ยว – ข่าวภูเก็ต

    กปภ.เข้าพบผู้ว่าฯ คุยส่งน้ำประปาจากเขื่อนรัชชประภา รองรับการลงทุนและการท่องเที่ยว – ข่าวภูเก็ต

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: No Brakes In Phuket Underpass Pile-Up, Thailand Casino Bill Dead || Sept 24

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: No Brakes In Phuket Underpass Pile-Up, Thailand Casino Bill Dead || Sept 24

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A0-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AF-%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B2-%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587-13500.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CElO1_mGKo5df2j1SxqwD

  • ‘ททท.’ ดึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมย่อยกระตุ้นท่องเที่ยว

    ‘ททท.’ ดึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมย่อยกระตุ้นท่องเที่ยว

    ‘ททท.’ ดึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมย่อยกระตุ้นท่องเที่ยว

    นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยวการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยใช้ความความหลากหลายทางวัฒนธรรมย่อย (Subculture) เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

    ทั้งนี้ มองว่ากลุ่มวัฒนธรรมย่อยถือเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตนและความชอบเฉพาะกลุ่มของบุคคล ซึ่งความชื่นชอบดังกล่าวเป็นสารตั้งต้นให้เกิดความหลากหลายในสังคมและพฤติกรรมการท่องเที่ยวตามไลฟ์สไตล์ที่เด่นชัด 

    โดยถือเป็นกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวคุณภาพที่แวดวงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ควรมองข้าม ททท.จึงได้จัดงาน DNA 2025 (Destination Navigator Assessment) โดยมุ่งถอดรหัสความสนใจ ไลฟ์สไตล์ และตัวตนของนักเดินทาง เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล (Personalized) ผ่านกิจกรรม DNA Travel & Fair 2025 

    ‘ททท.’ ดึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมย่อยกระตุ้นท่องเที่ยว

    นายณัฐ กล่าวต่อไปอีกว่า กิจกรรมดังกล่าวมุ่งนำเสนอเส้นทางและการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งผจญภัย วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติผ่าน 5 โซนกิจกรรม รวมถึงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และหน่วยงาน เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    สำหรับกิจกรรม DNA Travel & Fair 2025 ดังกล่าว จะมีการนำเสนอผ่าน Immersive Room : Your DNA – The Black Box ซึ่งเป็นห้องทดลองเสมือนจริงที่สะท้อนตัวตนและแนวทางการท่องเที่ยวของผู้เข้าร่วมงานตามเฉดสีของวัฒนธรรมย่อยต่าง ๆ ผ่าน 5 โซนหลักภายนงานที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เช่น 

    โซน THAI POP : เจาะลึกวัฒนธรรมสมัยนิยมที่ได้รับอิทธิพลทั้งจากประเทศไทยและกระแสโลก ,โซน SIAM STYLE : สัมผัสวิถีคลาสสิกและมนต์เสน่ห์ของไทยในอดีตผ่านกิจกรรมและนิทรรศการต่าง ๆ ,โซน WORK & PLAY : คอมมูนิตี้สำหรับนักเดินทางยุคใหม่ ที่สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้

    ,โซน LIFESTYLE & FAMILY : เพิ่มพลังชีวิต เติมเต็มความสุข และสร้างประสบการณ์การเดินทางสำหรับครอบครัว และโซน THAI TASTE : รวบรวมร้านอาหารไทยชื่อดังจากทุกภาค ทั้งจาก TikTok และร้านของดาราอินฟลูเอนเซอร์กว่า 95 ร้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/639722&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aDScpYZeOQRG5cJQ6nLkw

  • ปิโตรเคมี-พลาสติก ส.อ.ท. ร่วม ส.ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจถกผลกระทบภาษีทรัมป์ ชงรัฐออกมาตรการป้องสินค้าทะลักเข้าไทย พร้อมเสริมแกร่งดันอุตฯ สู่ New S-Curve – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ปิโตรเคมี-พลาสติก ส.อ.ท. ร่วม ส.ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจถกผลกระทบภาษีทรัมป์ ชงรัฐออกมาตรการป้องสินค้าทะลักเข้าไทย พร้อมเสริมแกร่งดันอุตฯ สู่ New S-Curve – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ส.อ.ท. จับมือสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ  ร่วมถกเวทีเสวนา “อุตสาหกรรมพลาสติกไทย – ปิโตรเคมี ได้หรือเสีย…จากภาษีทรัมป์” จับตาผลกระทบภาษีสหรัฐฯ  หวั่นปัญหาสินค้าและวัตถุดิบทุ่มตลาดไหลเข้าไทย พร้อมเสนอรัฐออกมาตรการเสริมแกร่ง  รับมือการแข่งขันทุกปัจจัยเสี่ยง  เร่งปรับตัว หาตลาดใหม่  ส่งเสริมใช้พลาสติกรีไซเคิล ดันสู่การเป็น New S-Curve ย้ำภาครัฐกระตุ้นการลงทุนอุตสาหกรรมต่อเนื่องเพื่อรักษาฐานการผลิตของภูมิภาคไว้ในไทย

    เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกและกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดโครงการ Econmass Talk  Ep.1 #2025  ในหัวข้อ “อุตสาหกรรมพลาสติกไทย – ปิโตรเคมี ได้หรือเสีย…จากภาษีทรัมป์” โดยมี นายฐิติธัม พงศ์พนางาม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกฯ นางภรณี กองอมรภิญโญ รองประธาน กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกฯ นายเดชาธร ฐิสิฐสกร คณะทำงานสายงานเศรษฐกิจและการค้า กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีฯ และนายวีระ ขวัญเลิศจิตต์  ผู้อำนวยการสำนักงานสมาคม PPP Plastics ร่วมเวทีเสวนานี้เพื่อสะท้อนปัญหาและความท้าทายของผู้ประกอบการไทยจากผลกระทบมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าแบบต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ที่สูงถึง 19%  และร่วมกันหาแนวทางในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก โดยมีนางสาวดวงพร อุดมทิพย์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และคณะกรรมการสมาคม ร่วมให้การต้อนรับ

    สำหรับสถานการณ์ของอุตสาหกรรมต้นน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภท ตั้งแต่ในผลิตภัณฑ์พลาสติกขั้นพื้นฐาน ไปจนถึง ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เวชภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายในยุทธศาสตร์ S-Curve ของประเทศ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบและเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มากถึง 10–25 เท่า ตลอดทั้งห่วงโซ่ (Value Chain) จนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกหลากหลายรูปแบบ สร้างมูลค่ารวม 2.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 13% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทย (สถิติปี 2566) มีมูลค่าการส่งออกกว่า 5 แสนล้านบาท หรือ 5% ของการส่งออกทั้งหมด และสร้างงานมากกว่า 400,000 ตำแหน่ง สนับสนุน SME มากกว่า 3,000 ราย

    ดังนั้น ด้วยสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จากมาตรการกีดกันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลต่อต้นทุนการผลิต ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรักษาความสมดุลให้เกิดขึ้นในภาคการผลิตปิโตรเคมี เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบที่ยั่งยืน ทั้งในรูปของปิโตรเลียม และการนำขยะพลาสติก กลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการรีไซเคิล ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทันสมัยมาพัฒนากระบวนการผลิต ให้สามารถผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพดีสำหรับรูปแบบการใช้งานต่าง ๆ  ในบางการใช้งานที่ต้องการความสะอาด คุณภาพสามารถเทียบเท่ากับเม็ดพลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) ได้ ซึ่งมีการใช้งานแล้วหลายประเทศ โดยการส่งเสริมให้เกิดการใช้วัตถุดิบชนิดใหม่นี้ นอกจากเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจใหม่แล้ว ยังเป็นการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อีกด้วย อย่างไรก็ดี ความสำเร็จต้องอาศัยภาครัฐช่วยส่งเสริมการสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก  และผลักดันการปรับปรุงกฎระเบียบให้เกิดการผลิตและใช้พลาสติกอย่างเข้าใจทั้งระบบ

    นายฐิติธัม พงศ์พนางาม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. กล่าวว่า ในส่วนของอุตสาหกรรมพลาสติกไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสจากภาษีสหรัฐฯ  ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเชิงรุก  ซึ่งการสนับสนุนเชิงนโยบายจากรัฐจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งผลักดันให้ “อุตสาหกรรมรีไซเคิล” กลายเป็น New S-Curve ของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    “ผลิตภัณฑ์พลาสติกไม่ใช่แค่ อุตสาหกรรมปลายทาง แต่คือโซลูชันที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตในทุกมิติ หากปิโตรเคมีและพลาสติกของไทยไม่แข็งแรง การพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศก็จะเดินต่อได้ยาก” นายฐิติธัม กล่าว

    นายฐิติธัม  กล่าวว่า  มาตรการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบด้านราคา   สูญเสียส่วนแบ่งตลาด และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเกิด Trade Diversion จากประเทศอื่นที่หันมาระบายสินค้าในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทย ทำให้การแข่งขันด้านราคารุนแรงยิ่งขึ้น แม้ว่าจะมีข้อดีบางด้าน เช่น การนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าบางรายการจากสหรัฐฯ ในราคาที่ต่ำลง แต่ผลเชิงบวกยังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับผลกระทบที่เกิดขึ้น

    “ภาษีทรัมป์ที่สูงถึง 19% กระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย ทั้งในแง่ยอดขายที่ลดลง กำไรหดตัว และความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยกว่าประเทศคู่แข่งอย่างเม็กซิโก เวียดนาม และจีน ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมไทยจึงต้องเร่งปรับตัว ทั้งการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต การกระจายตลาดไปยังภูมิภาคอื่น การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยการใช้วัตถุดิบรีไซเคิล เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว”  นายฐิติธัมกล่าว

    กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. ยังได้เตรียมเสนอภาครัฐเร่งออกมาตรการที่รองรับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ ได้แก่ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ให้ชัดเจน และกับประเทศคู่ค้าใหม่เพื่อลดอุปสรรคภาษีและสร้างตลาดส่งออกเพิ่มเติม การสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานและการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนเต็มรูปแบบ ในขณะเดียวกัน พิจารณาออกกฎหมายภาคบังคับเพื่อผลักดันการใช้พลาสติกรีไซเคิลที่ผลิตได้จากทรัพยากรหมุนเวียน  ควบคู่กับการใช้มาตรการป้องกันการทุ่มตลาดและคุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศ  ซึ่งการดำเนินการตามข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรมไทย เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนให้ Supply Chain ตลอดจนเสริมความมั่นคงให้เศรษฐกิจประเทศ

    ด้านนางภรณี กองอมรภิญโญ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. กล่าวว่า อีกหนึ่งความท้าทายที่สำคัญของอุตสาหกรรมพลาสติกไทยคือ แรงกดดันจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ทั้งจากความตกลงระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีและความต้องการภายในประเทศ เช่น เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในสินค้าและองค์กร ซึ่งทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์  โดยอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมพลาสติก กำลังผลักดันการผลิตและใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในผลิตภัณฑ์พลาสติกต่าง ๆ  เพื่อให้การใช้งานพลาสติกเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง หากทำได้สำเร็จ จะเป็น New S-Curve ของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

    “การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อสร้างแรงจูงใจให้การใช้พลาสติกรีไซเคิลเกิดขึ้น ซึ่งเม็ดพลาสติกรีไซเคิลยังมีต้นทุนสูง จึงจำเป็นต้องอาศัยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี และแรงจูงใจแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วย สำหรับภาคเอกชนได้เริ่มการพัฒนาทั้งเชิงโครงสร้างพื้นฐานและการทดลองโมเดลการบริหารจัดการต่าง ๆ ภายใต้สมาคม PPP Plastics เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกตามโรดแมปการจัดการขยะพลาสติกของประเทศแล้ว” นางภรณีกล่าว

    ความท้าทายจากภาษีทรัมป์    
    สำหรับความท้าทายจาก US Tariff ทั้งสองกลุ่มอุตสาหกรรมเห็นตรงกันว่า ผู้ประกอบการไทย เสียเปรียบด้านราคา มีแนวโน้มสูญเสียตลาด ภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับตัว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีจุดเด่น (Product Differentiation) เน้นคุณภาพและบริการที่เหนือกว่า เพิ่มนวัตกรรมด้านความยั่งยืนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ (Brand Image) ที่ดีในตลาดโลก รวมถึงการมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น การร่วมทุนหรือการร่วมมือทางเทคโนโลยี

    ทั้งนี้ ทั้งสองกลุ่มอุตสาหกรรมได้ยื่นข้อเสนอให้ภาครัฐพิจารณาสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) เพื่อสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน  2. ปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านภาษี ช่วยลดต้นทุนการแข่งขันในตลาดโลก 3.ปกป้องตลาดจากการทุ่มตลาดเพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขัน และ 4. สร้างเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกครบวงจร แม้ว่าไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันที่เข้มข้น แต่ยังคงเป็นฐานการผลิตปิโตรเคมีที่สำคัญของภูมิภาค ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงโลจิสติกส์ ต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม และคุณภาพสินค้าที่เชื่อถือได้ ทำให้ไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขันและดึงดูดความเชื่อมั่นจากตลาดโลก

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/24/580992/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30EwIN_n43C49fLq4GqkPM

  • TISCO ESU ชี้เศรษฐกิจโลก – ไทย โค้งสุดท้ายปี 68 ท้าทายสูง แนะนักลงทุนปรับพอร์ตลดเสี่ยง เน้นหุ้นสาธารณูปโภค – ทองคำ – เงิน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ESU ชี้เศรษฐกิจโลก – ไทย โค้งสุดท้ายปี 68 ท้าทายสูง แนะนักลงทุนปรับพอร์ตลดเสี่ยง เน้นหุ้นสาธารณูปโภค – ทองคำ – เงิน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินเศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย จากนโยบายการเงินสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางการคลังในยุโรป และระดับราคาสินทรัพย์ที่สูงเกินพื้นฐาน แนะนักลงทุนปรับพอร์ตลดเสี่ยง เน้นกลุ่มสาธารณูปโภคและโลหะมีค่า “ทองคำ-เงิน” ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงในครึ่งปีหลัง แม้รัฐบาลใหม่เร่งมาตรการกระตุ้น แต่อาจยังไม่เพียงพอต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง คาด GDP ไทยปีนี้โตเพียง 1.9%

    เฟดลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์

    นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) (Mr.Tanapat Dhanachata, Economist, TISCO Economic Strategy Unit) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลก หลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายการเงินและการคลัง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเงินเฟ้อและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ฝรั่งเศสกำลังเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจกระทบแนวโน้มการคลังในระยะยาว

    ในส่วนของสหรัฐฯ เศรษฐกิจมีสัญญาณความเปราะบางมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นอ่อนแอรุนแรง โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กำลังเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงินท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูง พร้อมกับตลาดแรงงานที่ชะลอตัวลง โดย TISCO ESU ประเมินว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยนโยบายลงน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับต่ำกว่า 3.0% โดยมองว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะอยู่ที่ระดับ 3.25-3.50% หรือปรับลดลงราว 0.75% จากระดับปัจจุบันที่ 4.00-4.25%

    ทั้งนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงกว่าระดับเป้าหมาย 2.0% ต่อเนื่อง 2.โครงสร้างตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยอุปสงค์แรงงานชะลอตัวลงพร้อมกับอุปทานแรงงาน ส่งผลให้การเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงานนั้นค่อนข้างจำกัด 3.เครื่องชี้ภาวะตลาดแรงงาน อาทิ อัตราการลาออกแบบสมัครใจ ความคิดเห็นของภาคธุรกิจและครัวเรือนเกี่ยวกับสภาวะตลาดแรงงาน และอื่นๆ บ่งชี้ภาพการชะลอลงแบบค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น ต่างการตัวเลขการจ้างงงานนอกภาคเกษตรที่ชะลอตัวลงอย่างฉับพลันในช่วงที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า เฟดยังจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการสนับสนุนตลาดแรงงาน โดยไม่เร่งลดดอกเบี้ยเร็วจนเกินไป

    การเมืองฝรั่งเศสปั่นป่วน เสี่ยงกระทบเครดิตประเทศ

    ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสที่กำลังเผชิญปัญหาด้านเสถียรภาพทางการเมืองก็ได้รับความสนใจจากตลาดไม่น้อย หลังสภามีมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี Francois Bayrou เหตุจากข้อเสนอของรัฐบาลในการลดรายจ่ายภาครัฐลงราว 44,000 ล้านยูโร เพื่อลดการขาดดุลการคลังลงให้เหลือ 4.6% ของ GDP ในปี 2569 ทั้งนี้ แม้ฝรั่งเศสจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามารับตำแหน่งอย่างรวดเร็ว แต่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก เพราะไม่มีพรรคการเมืองใดครองเสียงข้างมากในสภาล่าง และกลุ่มการเมืองยังถูกแบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายหลัก ทำให้การผ่านงบประมาณต้องอาศัยการเจรจาและประนีประนอมอย่างมาก

    TISCO ESU มองว่า แผนการปรับลดรายจ่ายของอดีตนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส แม้จะมีความชัดเจน แต่โอกาสนำไปปฏิบัติจริงอาจเป็นไปได้น้อย เพราะรัฐบาลใหม่ยังเป็นเสียงข้างน้อย และต้องเจรจากับฝ่ายค้าน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ฝรั่งเศสอาจถูกปรับลดอันดับเครดิตลง โดยทั้ง Fitch Rating, Moody และ S&P ระบุในทางเดียวกันว่า หากฝรั่งเศสไม่สามารถลดการขาดดุลการคลังและควบคุมการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะได้ ก็อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต

    แนะปรับพอร์ตลดความเสี่ยง เน้นกลุ่ม “สาธารณูปโภค-ทองคำ”

    นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Komsorn Prakobphol , Head of Economic Strategy Unit, TISCO Economic Strategy Unit) กล่าวว่า ตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญถึง 3 ด้าน ซึ่งอาจจำกัดโอกาสการเติบโตและเพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับฐานในระยะข้างหน้า โดย ด้านแรก เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวแบบชะลอตัวลง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการจ้างงานที่ลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

    ด้านที่สอง อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นหลังจากมาตรการขึ้นภาษีมีผลเต็มที่ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะเป็นอุปสรรคต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดย TISCO ESU คาดว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ถึงแค่เพียง 3.5% เท่านั้น ต่างจากที่ตลาดคาดว่าจะลดลงต่ำกว่าระดับ 3% ในปี 2569

    ด้านสุดท้าย คือระดับราคาของสินทรัพย์ (Valuation) ในตลาดที่อยู่ในระดับสูงมาก ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ โดยตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง และมีค่า P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเป็นอย่างมาก ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ก็สะท้อนถึงความแพงเช่นกัน จากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาล (Credit Spread) ที่อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับความเสี่ยง

    จากทั้งสามปัจจัยนี้ TISCO ESU ประเมินว่าตลาดหุ้นจะมี Upside ที่จำกัด และมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานลงราว 5-10% จากระดับปัจจุบัน โดยตัวกระตุ้นสำคัญอาจมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่เริ่มกลับตัวเป็นขาขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันต่อระดับ Valuation ของตลาด

    ด้วยเหตุผลดังกล่าว TISCO ESU จึงแนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยง โดยเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีรายได้แน่นอน และไม่ผันผวนไปตามวัฏจักรของเศรษฐกิจมากนัก เช่น กลุ่มสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Utilities) และกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มโลหะมีค่า เช่น ทองคำ มากขึ้น

    ระวัง!! ฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยี แนะกระจายลงทุนสินทรัพย์ทางเลือก

    นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Thanathat Srisawast, Strategist, TISCO Economic Strategy Unit) กล่าวว่า การฟื้นตัวของสภาพคล่องในตลาดทุนจากการลดดอกเบี้ยของเฟด และกระแสความร้อนแรงของ AI ได้ผลักดันให้หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Super Stock แห่งยุคอย่าง NVIDIA ราคาพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง และแรงหนุนนี้ยังขยายไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ๆ จนดัชนี S&P 500 ทะลุ 6,600 จุดเป็นครั้งแรก แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะอ่อนแรงลง ปรากฏการณ์ดังกล่าวเริ่มสร้างความกังวลในกลุ่มนักวิเคราะห์ว่า Valuation ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า ตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของภาวะฟองสบู่ คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในยุคดอทคอมเมื่อ 25 ปีก่อน

    ด้วยเหตุนี้ TISCO ESU จึงได้นำโมเดล “Hopes & Dreams” มาใช้ในการวิเคราะห์มูลค่าหุ้น นอกเหนือจากมาตรวัดที่คุ้นเคยอย่าง P/E โดยโมเดลนี้ใช้หลักการแยกมูลค่าที่อธิบายได้ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่จับต้องได้ ได้แก่ กำไรรวมที่คาดการณ์ในอีก 3 ปีข้างหน้า และมูลค่าทางบัญชีของบริษัท ออกจากส่วนที่สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนและสภาพคล่องในตลาด ซึ่งผลการประเมินพบว่า จากมูลค่าตลาดรวมของ S&P 500 กว่า 57 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปัจจุบัน มีเพียงประมาณ 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้นที่อธิบายได้ด้วยปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่อีกกว่า 37 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 66% ของมูลค่าตลาดรวม เกิดขึ้นจาก “Hopes & Dreams” ของนักลงทุน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 45% อย่างมีนัยสำคัญ และยังใกล้เคียงกับช่วงฟองสบู่ดอทคอม

    กล่าวได้ว่า การลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ในระดับปัจจุบัน เสมือนกับการใช้เงินถึงสองในสามส่วนเพื่อซื้อ “ความหวัง” มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งในอดีตมักตามมาด้วยผลตอบแทนระยะยาวที่ค่อนข้างต่ำ โมเดลนี้ยังแสดงความสัมพันธ์เชิงสถิติที่แม่นยำกว่าการใช้ค่า P/E เพียงอย่างเดียว จึงช่วยสะท้อนความเสี่ยงและแนวโน้มผลตอบแทนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    เมื่อพิจารณาถึงมูลค่าตลาดหุ้นที่ตึงตัวในปัจจุบัน TISCO ESU จึงแนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นไปสู่สินทรัพย์ทางเลือก โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มโลหะมีค่าอย่าง “ทองคำและเงิน” แม้ราคาทองคำจะปรับขึ้นแล้วเกือบ 40% ในปีนี้ มาอยู่ที่ระดับ 3,600–3,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ อาจดูค่อนข้างแพง แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนระยะยาว ได้แก่ 1.แนวโน้มการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ 2.การเสื่อมถอยของวินัยการคลังทั่วโลก และ 3.กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ ETF ทองคำและเงินที่เติบโตสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบมูลค่าของทองคำทั้งหมดที่ขุดขึ้นมาแล้ว (ราว 24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) กับปริมาณเงินทั่วโลก (ราว 115 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) จะพบว่ามีสัดส่วนอยู่ที่ราว 21% ซึ่งสูงกว่าจุดสูงสุดเดิมในปี 2554 ที่ 18% เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อประกอบกับบริบทโลกที่วินัยการคลังถดถอย รายจ่ายภาครัฐขยายตัว และเสถียรภาพเชิงนโยบายการเงินลดลง TISCO ESU จึงเชื่อว่า “Monetary Debasement” หรือการลดคุณค่าของเงิน จะยังเป็นธีมการลงทุนสำคัญที่ผลักดันให้สินทรัพย์ที่มีปริมาณจำกัดอย่างโลหะมีค่ามีบทบาทมากขึ้นในการจัดพอร์ตลงทุนทั่วโลกในระยะยาว

    เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันหลายด้าน คาด GDP ปีนี้โต 1.9%

    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) (Mr. Methas Rattanasorn, Head of Economics, TISCO Economic Strategy Unit) กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปีนี้จะขยายตัวได้กว่า 3.0% แต่การเติบโตดังกล่าวเกิดจากแรงหนุนชั่วคราว เช่น การส่งออกก่อนมาตรการภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้ TISCO ESU ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 1.9% สำหรับปีนี้ และ 1.6% ในปีหน้า จากความท้าทายที่ยังมีอยู่รอบด้าน แม้จะมีความหวังเกี่ยวกับรัฐบาลใหม่เพิ่มเข้ามาก็ตาม

    ในช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงชัดเจนจากหลายปัจจัย ประกอบด้วย 1.การบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวลง 2.การลงทุนภาครัฐที่สะดุดในช่วงท้ายปีงบประมาณ 3.ความเสี่ยงที่จำนวนนักท่องเที่ยวอาจต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 33.5 ล้านคน 4.ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน และ 5.ผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่จะเริ่มส่งผลจริง โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการรายเล็กและแรงงานโดยเฉพาะในภาคการผลิต

    ด้านนโยบายการเงิน แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.50% แล้ว แต่ TISCO ESU มองว่าอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อที่อยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย และค่าเงินบาทที่แข็งเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงคาดว่า ธปท.มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกไตรมาสละ 0.25% สู่ระดับ 0.75% ในช่วงกลางปี 2569 โดยการเข้ารับตำแหน่งของผู้ว่าการธปท.คนใหม่อาจช่วยให้ทิศทางนโยบายการเงินมีความผ่อนคลายมากขึ้น

    สำหรับมาตรการ “คนละครึ่ง 2.0” ที่รัฐบาลใหม่เตรียมผลักดันนั้น แม้จะช่วยประคับประครองเศรษฐกิจจากการชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชนได้บางส่วน แต่ TISCO ESU ประเมินว่า อาจไม่เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นวงกว้าง เนื่องจากบริบทของเศรษฐกิจในปัจจุบันแตกต่างออกไป ทั้งเงินออมของครัวเรือนที่ลดลง และสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ทำให้ขนาดของมาตรการน้อยกว่าในอดีตที่ผ่านมา

    อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตาคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าสวนทางกับพื้นฐานของเศรษฐกิจ ซึ่งกลายเป็นข้อกังวลในแวดวงการเงิน ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำและค่าเงินบาท รวมถึงยังมีการตั้งคำถามถึงตัวแปรหนึ่งในดุลการชำระเงินอย่าง “NEO หรือ Net Errors and Omissions” ที่สะท้อนถึงเงินทุนที่ไหลเข้าแต่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเงินทุนสีเทา โดยล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้หารือกับสมาคมธนาคารไทยเพื่อร่วมกัน “Connect the dots” หาคำตอบถึงที่มาของเงินดังกล่าว และพูดคุยถึงแนวทางแก้ไขแล้ว

    นอกจากนี้ TISCO ESU มองว่ายังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกประการคือ อัตราเงินเฟ้อของไทยที่ต่ำมาอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเฉลี่ยเพียง 1.1% ต่อปี เมื่อเทียบกับประเทศกลุ่ม G3 อย่างสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยที่ 2.7% ต่อปี ซึ่งความแตกต่างของเงินเฟ้อสะท้อนถึงอัตราการเสื่อมถอยของมูลค่าของเงินที่ไม่เท่ากัน ภาวะดังกล่าวนี้ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 16% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หรือเฉลี่ยปีละ 1.6% สอดคล้องกับดัชนีค่าเงินบาทที่ถ่วงน้ำหนักด้วยการค้า (THB NEER)

    ดังนั้น หนึ่งในโจทย์เร่งด่วนของประเทศคงหนีไม่พ้นการดูแลค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกและการท่องเที่ยว โดยมองว่านโยบายการเงินควรจะมีทิศทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพิ่มปริมาณเงินและสภาพคล่องในระบบเพื่อกระตุ้นเงินเฟ้อให้กลับมาอยู่กึ่งกลางของกรอบเป้าหมาย ธปท. ที่ 2% และสร้างกระแสเงินทุนระหว่างประเทศให้มีความสมดุลยิ่งขึ้น โดยหากนโยบายการเงินและการคลังมีทิศทางที่สอดประสานซึ่งกันและกัน ก็เชื่อว่าจะสามารถแก้โจทย์ที่ท้าทายนี้ได้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/24/580861/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MOQseRtdPVO_KdqiRoRX8

  • “อนุทิน” ยกทีม รมต.เศรษฐกิจ ร่วมหารือ FETCO ถกข้อเสนอหนุนตลาดทุนไทยพรุ่งนี้ : อินโฟเควสท์

    “อนุทิน” ยกทีม รมต.เศรษฐกิจ ร่วมหารือ FETCO ถกข้อเสนอหนุนตลาดทุนไทยพรุ่งนี้ : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะจะเข้าร่วมประชุมเพื่อหารือกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ในหัวข้อ “ข้อเสนอจากตลาดทุน เพื่อเสริมพลังภาครัฐ” ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ โดยคณะรัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531947&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_N1fhCDGuFlZCI5LbA7mB

  • กระทรวงอุตฯ จัดงานอุตสาหกรรมแฟร์ 2025 ‘ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง’ หวังบูมเศรษฐกิจปลายปีกว่า 200 ล้านบาท

    กระทรวงอุตฯ จัดงานอุตสาหกรรมแฟร์ 2025 ‘ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง’ หวังบูมเศรษฐกิจปลายปีกว่า 200 ล้านบาท

    กระทรวงอุตสาหกรรม ผนึกกำลังครั้งสำคัญกับ ภาคเอกชน แถลงข่าวเตรียมจัดงานบิ๊กอีเวนท์ อุตสาหกรรมแฟร์ 2025 “ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง” ระหว่างวันที่ 2 – 6 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าอุตสาหกรรมภาคเหนือ พบกับมหกรรมสินค้าคุณภาพ ราคาประหยัด ลดค่าครองชีพ กระตุ้นมูลค่าเศรษฐกิจปลายปีได้กว่า 200 ล้านบาท

    24 ก.ย. 2568 – นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ สมาคมยานยนต์แห่งประเทศไทย ในการจัดงาน อุตสาหกรรมแฟร์ 2025 “ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง” ระหว่างวันที่ 2 – 6 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าอุตสาหกรรมภาคเหนือ เพื่อเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการทดสอบตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชน อีกทั้งผู้ประกอบการโรงงานยังได้มีพื้นที่ในการกระจายสินค้าถึงกลุ่มผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่มีคุณภาพและราคาเป็นธรรมเพื่อให้ผู้บริโภค ได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาเหมาะสม อันจะเป็นการช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในช่วงกลางปีได้กว่า 200 ล้านบาท มีผู้เข้าชมงานกว่า 10,000 คน

    ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ดำเนินงานร่วมกับภาคเอกชนในการจัดงานครั้งนี้ โดยภายในงาน อุตสาหกรรมแฟร์ 2025 “ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง” จะมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้ามากมายให้ช้อปกันอย่างจุใจ พื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร ซึ่งแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ ได้แก่

    1. โซนมหกรรมสินค้าอุปโภค – บริโภคราคาประหยัดจากเครือสหพัฒน์ จำนวน 52 บูธ พบกับสินค้าคุณภาพราคาประหยัดที่จะยกขบวนมาลดราคา อาทิ ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน – ผงซักฟอก น้ำยาล้างจานโปร ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก – ผลิตภัณฑ์โคโดโม ผลิตภัณฑ์เซนต์แอนดรูว ผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล – ยาสีฟันซิสเท็มมา ผลิตภัณฑ์อาหาร – มาม่า ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้า – วาโก้ แอร์โรว์ และ เครื่องสำอาง BSC MTI 

    2. โซน “รถที่ใช่ดีลที่ชอบ” จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ รถจักรยานยนต์คุณภาพดีและข้อเสนอพิเศษสุดในงานจากค่ายรถยนต์ต่าง ๆ อาทิ โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ ยามาฮ่า เป็นต้น เป็นต้น

    3. โซนมหกรรมจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการ SME ไทย ลำปาง และวิสาหกกิจชุมชนทั่วประเทศ จำนวน 36 บูธ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ของใช้ของตกแต่งบ้าน งานคราฟต์ สินค้าสายมู อาหารพร้อมทาน เครื่องดื่มชงสด อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มแปรรูป เป็นต้น

    4. โซนกิจกรรม Innovative Thai Material การจัดแสดงผลงานวัสดุไทยสร้างสรรค์

    นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า “อุตสาหกรรมแฟร์2025 : ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง” เป็นเวทีโชว์ผลงานที่รวมพลังของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอุตสาหกรรมยานยนต์  เพื่อพัฒนาศักยภาพและยกระดับจาก ดีพร้อม ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการตามนโยบาย ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้ ผ่านกลยุทธ์ “4 ให้ 1 ปฏิรูป  โดย ดีพร้อม มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า และสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ไทยคุณภาพ พร้อมทั้งเป็นสร้างโอกาสทางการค้าอย่างต่อเนื่องทั้งในรูปแบบของยอดขายภายในงาน ข้อตกลงทางธุรกิจ และการต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งเน้นการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมเป้าหมาย และปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทย ด้วยการเสริมความแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาทักษะคนและชุมชน ให้พร้อมสู่อนาคต และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน ให้กับ SMEs ไทย 

    ทั้งนี้ ดีพร้อม มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดงานอุตสาหกรรมแฟร์ 2025 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าอุตสาหกรรมภาคเหนือในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กลางพัฒนาวัสดุอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ ให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/867200/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Weg3CPmfqkxPkyJwKdToh

  • ส.อ.ท. ผนึก ส.ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ชงรัฐออกมาตรการป้องสินค้าทะลักเข้าไทย 

    ส.อ.ท. ผนึก ส.ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ชงรัฐออกมาตรการป้องสินค้าทะลักเข้าไทย 

    วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.58 น.

    ส.อ.ท. ผนึก ส.ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ชงรัฐออกมาตรการป้องสินค้าทะลักเข้าไทย 

    ส.อ.ท. จับมือสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ  ร่วมถกเวทีเสวนา “อุตสาหกรรมพลาสติกไทย – ปิโตรเคมี ได้หรือเสีย…จากภาษีทรัมป์” จับตาผลกระทบภาษีสหรัฐฯ  หวั่นปัญหาสินค้าและวัตถุดิบทุ่มตลาดไหลเข้าไทย พร้อมเสนอรัฐออกมาตรการเสริมแกร่ง  รับมือการแข่งขันทุกปัจจัยเสี่ยง  เร่งปรับตัว หาตลาดใหม่  ส่งเสริมใช้พลาสติกรีไซเคิล ดันสู่การเป็น New S-Curve ย้ำภาครัฐกระตุ้นการลงทุนอุตสาหกรรมต่อเนื่องเพื่อรักษาฐานการผลิตของภูมิภาคไว้ในไทย 

     กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกและกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดโครงการ Econmass Talk  Ep.1 #2025  ในหัวข้อ “อุตสาหกรรมพลาสติกไทย – ปิโตรเคมี ได้หรือเสีย…จากภาษีทรัมป์” โดยมี นายฐิติธัม พงศ์พนางาม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกฯ นางภรณี กองอมรภิญโญ รองประธาน กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกฯ นายเดชาธร ฐิสิฐสกร คณะทำงานสายงานเศรษฐกิจและการค้า กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีฯ และนายวีระ ขวัญเลิศจิตต์  ผู้อำนวยการสำนักงานสมาคม PPP Plastics ร่วมเวทีเสวนานี้เพื่อสะท้อนปัญหาและความท้าทายของผู้ประกอบการไทยจากผลกระทบมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าแบบต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ที่สูงถึง 19%  และร่วมกันหาแนวทางในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก โดยมีนางสาวดวงพร อุดมทิพย์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และคณะกรรมการสมาคม ร่วมให้การต้อนรับ

    สำหรับสถานการณ์ของอุตสาหกรรมต้นน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภท ตั้งแต่ในผลิตภัณฑ์พลาสติกขั้นพื้นฐาน ไปจนถึง ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เวชภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายในยุทธศาสตร์ S-Curve ของประเทศ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบและเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มากถึง 10–25 เท่า ตลอดทั้งห่วงโซ่ (Value Chain) จนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกหลากหลายรูปแบบ สร้างมูลค่ารวม 2.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 13% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทย (สถิติปี 2566) มีมูลค่าการส่งออกกว่า 5 แสนล้านบาท หรือ 5% ของการส่งออกทั้งหมด และสร้างงานมากกว่า 400,000 ตำแหน่ง สนับสนุน SME มากกว่า 3,000 ราย  

    ดังนั้น ด้วยสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จากมาตรการกีดกันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลต่อต้นทุนการผลิต ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรักษาความสมดุลให้เกิดขึ้นในภาคการผลิตปิโตรเคมี เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบที่ยั่งยืน ทั้งในรูปของปิโตรเลียม และการนำขยะพลาสติก กลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการรีไซเคิล ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทันสมัยมาพัฒนากระบวนการผลิต ให้สามารถผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพดีสำหรับรูปแบบการใช้งานต่าง ๆ  ในบางการใช้งานที่ต้องการความสะอาด คุณภาพสามารถเทียบเท่ากับเม็ดพลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) ได้ ซึ่งมีการใช้งานแล้วหลายประเทศ โดยการส่งเสริมให้เกิดการใช้วัตถุดิบชนิดใหม่นี้ นอกจากเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจใหม่แล้ว ยังเป็นการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อีกด้วย อย่างไรก็ดี ความสำเร็จต้องอาศัยภาครัฐช่วยส่งเสริมการสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก  และผลักดันการปรับปรุงกฎระเบียบให้เกิดการผลิตและใช้พลาสติกอย่างเข้าใจทั้งระบบ 

    นายฐิติธัม พงศ์พนางาม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. กล่าวว่า ในส่วนของอุตสาหกรรมพลาสติกไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสจากภาษีสหรัฐฯ  ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเชิงรุก  ซึ่งการสนับสนุนเชิงนโยบายจากรัฐจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งผลักดันให้ “อุตสาหกรรมรีไซเคิล” กลายเป็น New S-Curve ของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    “ผลิตภัณฑ์พลาสติกไม่ใช่แค่ อุตสาหกรรมปลายทาง แต่คือโซลูชันที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตในทุกมิติ หากปิโตรเคมีและพลาสติกของไทยไม่แข็งแรง การพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศก็จะเดินต่อได้ยาก” นายฐิติธัม กล่าว

    นายฐิติธัม  กล่าวว่า  มาตรการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบด้านราคา   สูญเสียส่วนแบ่งตลาด และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเกิด Trade Diversion จากประเทศอื่นที่หันมาระบายสินค้าในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทย ทำให้การแข่งขันด้านราคารุนแรงยิ่งขึ้น แม้ว่าจะมีข้อดีบางด้าน เช่น การนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าบางรายการจากสหรัฐฯ ในราคาที่ต่ำลง แต่ผลเชิงบวกยังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับผลกระทบที่เกิดขึ้น  

    “ภาษีทรัมป์ที่สูงถึง 19% กระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย ทั้งในแง่ยอดขายที่ลดลง กำไรหดตัว และความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยกว่าประเทศคู่แข่งอย่างเม็กซิโก เวียดนาม และจีน ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมไทยจึงต้องเร่งปรับตัว ทั้งการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต การกระจายตลาดไปยังภูมิภาคอื่น การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยการใช้วัตถุดิบรีไซเคิล เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว”  นายฐิติธัมกล่าว 

    กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. ยังได้เตรียมเสนอภาครัฐเร่งออกมาตรการที่รองรับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ ได้แก่ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ให้ชัดเจน และกับประเทศคู่ค้าใหม่เพื่อลดอุปสรรคภาษีและสร้างตลาดส่งออกเพิ่มเติม การสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานและการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนเต็มรูปแบบ ในขณะเดียวกัน พิจารณาออกกฎหมายภาคบังคับเพื่อผลักดันการใช้พลาสติกรีไซเคิลที่ผลิตได้จากทรัพยากรหมุนเวียน  ควบคู่กับการใช้มาตรการป้องกันการทุ่มตลาดและคุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศ  ซึ่งการดำเนินการตามข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรมไทย เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนให้ Supply Chain ตลอดจนเสริมความมั่นคงให้เศรษฐกิจประเทศ

    ด้านนางภรณี กองอมรภิญโญ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. กล่าวว่า อีกหนึ่งความท้าทายที่สำคัญของอุตสาหกรรมพลาสติกไทยคือ แรงกดดันจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ทั้งจากความตกลงระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีและความต้องการภายในประเทศ เช่น เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในสินค้าและองค์กร ซึ่งทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์  โดยอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมพลาสติก กำลังผลักดันการผลิตและใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในผลิตภัณฑ์พลาสติกต่าง ๆ  เพื่อให้การใช้งานพลาสติกเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง หากทำได้สำเร็จ จะเป็น New S-Curve ของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต 

    “การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อสร้างแรงจูงใจให้การใช้พลาสติกรีไซเคิลเกิดขึ้น ซึ่งเม็ดพลาสติกรีไซเคิลยังมีต้นทุนสูง จึงจำเป็นต้องอาศัยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี และแรงจูงใจแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วย สำหรับภาคเอกชนได้เริ่มการพัฒนาทั้งเชิงโครงสร้างพื้นฐานและการทดลองโมเดลการบริหารจัดการต่าง ๆ ภายใต้สมาคม PPP Plastics เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกตามโรดแมปการจัดการขยะพลาสติกของประเทศแล้ว” นางภรณีกล่าว 

    ความท้าทายจากภาษีทรัมป์    

    สำหรับความท้าทายจาก US Tariff ทั้งสองกลุ่มอุตสาหกรรมเห็นตรงกันว่า ผู้ประกอบการไทย เสียเปรียบด้านราคา มีแนวโน้มสูญเสียตลาด ภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับตัว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีจุดเด่น (Product Differentiation) เน้นคุณภาพและบริการที่เหนือกว่า เพิ่มนวัตกรรมด้านความยั่งยืนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ (Brand Image) ที่ดีในตลาดโลก รวมถึงการมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น การร่วมทุนหรือการร่วมมือทางเทคโนโลยี

    ทั้งนี้ ทั้งสองกลุ่มอุตสาหกรรมได้ยื่นข้อเสนอให้ภาครัฐพิจารณาสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) เพื่อสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน  2. ปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านภาษี ช่วยลดต้นทุนการแข่งขันในตลาดโลก 3.ปกป้องตลาดจากการทุ่มตลาดเพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขัน และ 4. สร้างเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกครบวงจร แม้ว่าไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันที่เข้มข้น แต่ยังคงเป็นฐานการผลิตปิโตรเคมีที่สำคัญของภูมิภาค ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงโลจิสติกส์ ต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม และคุณภาพสินค้าที่เชื่อถือได้ ทำให้ไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขันและดึงดูดความเชื่อมั่นจากตลาดโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/447750&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tgfK8I_gbC_ihLakNxFjJ

  • คะแนนนิยม “ทรัมป์” ขยับลงเล็กน้อย ชาวมะกันกังวลปัญหาเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    คะแนนนิยม “ทรัมป์” ขยับลงเล็กน้อย ชาวมะกันกังวลปัญหาเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ผลสำรวจล่าสุดของรอยเตอร์/อิปซอสส์ (Reuters/Ipsos) เผยว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังชาวอเมริกันแสดงความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมราคาสินค้าที่สูงขึ้น

    ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นเป็นเวลาสามวันและสิ้นสุดในวันอาทิตย์ (21 ก.ย.) โดยพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ 41% ยอมรับผลงานการบริหารประเทศของทรัมป์ ขยับลงจาก 42% ในการสำรวจครั้งก่อนเมื่อช่วงต้นเดือน

    ขณะเดียวกัน มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 35% ที่เห็นด้วยกับการบริหารเศรษฐกิจของทรัมป์ และมีเพียง 28% ที่เห็นด้วยกับการจัดการปัญหาค่าครองชีพ ซึ่งทั้งสองตัวเลขลดลงเล็กน้อยจากผลสำรวจครั้งก่อน

    นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจ 54% มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ผิด เพิ่มขึ้นจาก 53% ในผลสำรวจเดือนส.ค. และ 52% ในผลสำรวจเดือนก.ค.

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หนึ่งในคำมั่นสัญญาสำคัญที่ทรัมป์เคยให้ไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีคือ การลดราคาสินค้าและฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่จนถึงขณะนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับชะลอตัวลง และเงินเฟ้อยังคงอยู่ใระดับสูงในบางภาคส่วน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากนานาประเทศ รวมถึงมีการบังคับใช้นโยบายควบคุมการเข้าเมืองที่เข้มงวด

    นอกจากนี้ ตลาดแรงงานยังส่งสัญญาณอ่อนแอในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

    ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 22,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. ซึ่งชะลอตัวลงอย่างมากจากเดือนก.ค.ที่เพิ่มขึ้น 79,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานในเดือนส.ค. เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.3% ซึ่งสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531856&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fJb4ahQZl1gsM2_925Nd1