Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ททท.ผนึก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานท่องเที่ยวไทย

    ททท.ผนึก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานท่องเที่ยวไทย

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)แถลงนโยบายและแผนเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สร้างรายได้และการจ้างงานให้แก่ชุมชน และเป็นพลังสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    การดำเนินงานร่วมกันระหว่าง ททท. และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการต่อยอดศักยภาพและยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล

    โดยนโยบายและแผนการดำเนินงานตลอดจนทิศทางการสื่อสารการตลาดในประเทศและต่างประเทศของ ททท. ล้วนมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการสนับสนุนผู้ประกอบการ การสร้างนวัตกรรมการท่องเที่ยว และการเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพระดับโลก

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    ทั้งนี้ ภายในงานแถลงนโยบายและแผนเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประกอบด้วย การแถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยและอัปเดตสถานการณ์ท่องเที่ยวไตรมาส 3/2568 โดย รศ.ผกากรอง เทพรักษ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย การแถลงแนวทางและนโยบายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    โดย นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ร่วมนำเสนอทิศทางการสื่อสารการตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ และ นางสาวรุ่ง กาญจนวิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน ททท. ร่วมนำเสนอแนวทางและนโยบายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    ททท.ผนึก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานท่องเที่ยวไทย

    พร้อมด้วยเสวนา “ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกับรัฐบาลไทย” โดย นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดร. พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการ TAT CONNEX แพลตฟอร์มออนไลน์ในรูปแบบเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการท่องเที่ยวและอินฟลูเอนเซอร์เข้าด้วยกัน เพื่อร่วมสร้างสรรค์เนื้อหาทางการท่องเที่ยว เสริมประสิทธิภาพการตลาดและการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวต่อว่า ททท. กำลังเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ใหม่เพื่อผลักดัน “การท่องเที่ยว–การค้า–การลงทุน” ให้เป็นกลไกเดียวกัน แนวคิด “Partnership 360°” หรือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือรอบด้าน ทั้งจากผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยตรง ภาคอุตสาหกรรมการค้าและการลงทุน รวมถึงผู้ที่อยู่นอกวงการท่องเที่ยวที่อาจยังไม่มีบทบาทในวันนี้ แต่มีศักยภาพช่วยขับเคลื่อนในวันข้างหน้า

    ปี 2568 ททท.เปิดตัวแคมเปญใหญ่ “Amazing Thailand: Grand Tourism & Sports Year” นับเป็นครั้งแรกที่ผนึกกำลังอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างภาคการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมกีฬา ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของ “กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” โดยหวังให้กิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและการกีฬาเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ กระจายรายได้ไปสู่เมืองหลักและเมืองรอง ขยายระยะเวลาการพำนัก และเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป

    ททท.ผนึก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานท่องเที่ยวไทย

    อย่างไรก็ตาม ททท. ตระหนักว่าภาคการท่องเที่ยวไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงหลายระลอก เช่น ข้อมูลบิดเบือนบนโลกออนไลน์ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น โดยเฉพาะตลาดจีน เหตุการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ท่องเที่ยว รวมถึงภัยธรรมชาติอย่างโคลนถล่มในเชียงใหม่–เชียงรายซึ่งรุนแรงที่สุดในรอบเกือบร้อยปี

    นอกจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ที่ตอกย้ำความกังวลของนักเดินทาง ตลอดจนเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สิ่งเหล่านี้คือความเสี่ยงที่อาจกลายเป็น “Grand Negative Moments” และสร้างผลกระทบซ้ำซ้อนต่อการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม

    เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ททท.จึงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนสื่อสารด้วย “เสียงเดียวกัน” ทั้งสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หอการค้า สมาคมโรงแรม และผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นใจและลดสัญญาณรบกวนจากข่าวลบ ขณะเดียวกันยังเดินหน้าสร้างระบบรับมือภัยพิบัติและมาตรการความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว พร้อมกำหนดกลไกตอบสนองเชิงรุกเมื่อเกิดวิกฤต

    ททท.ผนึก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานท่องเที่ยวไทย

    แม้เผชิญปัจจัยเสี่ยง แต่ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งที่โดดเด่น คือ “เสน่ห์ของไทย” และความนิยมของนักท่องเที่ยวที่กลับมาเที่ยวซ้ำ ในสัดส่วนสูงสุดเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ซึ่งเป็นฐานความเชื่อมั่นที่ช่วยพยุงรายได้ระยะยาว ททท.มุ่งใช้ความร่วมมือแบบ 360 องศาและการขับเคลื่อนผ่านกีฬา อาหาร และอีเวนต์ เพื่อยกระดับรายได้จากการท่องเที่ยวและเชื่อมโยงไปยังเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน สร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในอนาคต

    “เสน่ห์” ของประเทศไทยว่าเป็น Soft Power สำคัญที่ต้องบริหารอย่างจริงจังเพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในยุคที่ภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์และออฟไลน์เริ่มสวนทางกัน จุดแข็งดั้งเดิมของไทยคือรอยยิ้ม อัธยาศัยไมตรี และมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สิ่งเหล่านี้เป็นเอกลักษณ์ที่ประเทศอื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ แต่ในโลกดิจิทัล หากไทยขาดการสื่อสารเชิงบวก ภาพลักษณ์ที่ขาดเสน่ห์อาจถูกคู่แข่งขยายและนำไปใช้ต่อจนสร้างผลกระทบเชิงลบมหาศาลต่อประเทศ

    เสน่ห์ของไทยไม่ได้หมายถึงเพียงความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยว แต่คือการสร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนอยากกลับมาอีก ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย กิจกรรมการท่องเที่ยว หรืออัตลักษณ์ประจำจังหวัด ททท. จึงต้องทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรม หอการค้า และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนจุดแข็งให้กลายเป็นจุดขายที่ชัดเจน โดยออกแบบการนำเสนอผ่านแนวคิด Must See, Must Try, Must Buy, Must Smile และ Must Stay ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ สินค้าแฟชั่นผ้าไทย งานคราฟต์ และสินค้าชุมชนที่มีเอกลักษณ์

    ททท.ผนึก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานท่องเที่ยวไทย

    อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการยกระดับเทศกาลและประเพณีท้องถิ่นให้กลายเป็น Signature Thailand และก้าวสู่การเป็น International Event ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก การจัดงานระดับโลกในประเทศไทยจะไม่เพียงดึงแฟนคลับหรือกลุ่มผู้ติดตามเข้ามาเท่านั้น แต่ยังช่วยยืนยันมาตรฐานการจัดอีเวนต์ระดับสากลของไทย เช่นเดียวกับที่การนำมิชลินไกด์เข้ามาเคยสร้างผลกระทบเชิงบวกมหาศาลให้กับวงการอาหารไทย

    ในด้านอาหาร ททท. ยังคงทำงานต่อเนื่องกับมิชลินเพื่อยกระดับมาตรฐานและใช้เครือข่ายการตลาดระดับโลกช่วยโปรโมท ขณะเดียวกันก็กำลังเจรจากับแพลตฟอร์มจีน “Meituan” เพื่อนำ Black Pearl Restaurant Guide เข้ามาในไทยภายในปีนี้หรือปีหน้า หากสำเร็จ ไทยจะมีทั้ง Michelin และ Black Pearl เป็นเครื่องมือสร้างคุณค่าอาหารไทยในสายตานักท่องเที่ยว ทั้งตลาดระยะใกล้และตลาดระยะไกล

    ผู้ว่าการ ททท. ยอมรับว่า แม้นโยบายการท่องเที่ยวของไทยจะยึด Value over Volume หรือมุ่งคุณภาพมากกว่าปริมาณ แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศจำเป็นต้องดึงทั้งคุณค่าและจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาพร้อมกัน แนวทางคือการออกแบบกิจกรรมที่ตอบโจทย์ได้ทั้งตลาดมวลชนและตลาดเฉพาะกลุ่ม เพื่อสร้างการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปีซึ่งถือเป็นช่วงกอบโกย

    ททท.ผนึก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานท่องเที่ยวไทย

    ช่วง 3–4 เดือนสุดท้ายของปี 2568 ถือเป็นจังหวะสำคัญในการกอบโกยนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ โดย ททท. ร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมกิจกรรมและแคมเปญขนาดใหญ่เพื่อรองรับทั้งตลาดต่างประเทศและตลาดในประเทศ สำหรับตลาดภูมิภาค ททท.วางเป้าหมายให้ภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่และสงขลา สตูล นราธิวาส ภูเก็ต กระบี่ และพังงา เป็นประตูหลักรับนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย

    ขณะที่ภาคอีสานอย่างอุบลราชธานี หนองคาย และนครพนม จะรองรับนักท่องเที่ยวจาก สปป.ลาว ส่วนจันทบุรีและตราดก็มีแผนจะต่อยอดกิจกรรมการท่องเที่ยวเมื่อสถานการณ์ชายแดนคลี่คลาย โดย ททท.จะทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรม หอการค้า และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ อาทิ “GI Trail & Tour Running” เชื่อมสินค้า GI เข้ากับเส้นทางท่องเที่ยว โดยจะเริ่มต้นนำร่องใน 5 จังหวัดก่อนขยายทั่วประเทศ

    ในตลาดต่างชาติ อินเดียและจีนถูกวางเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ฝั่งอินเดีย ททท.จะจัดงานเทศกาลดีปาวลีใหญ่ครั้งแรกที่คลองมานะ กรุงเทพฯ พร้อมดีปาวลีวีคในห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ โดยได้รับความร่วมมือจากสถานทูตอินเดีย

    ส่วนตลาดจีนจะเน้นช่วงโกลเด้นวีค 26 กันยายนถึง 8 ตุลาคม รวม 12 วัน ซึ่งฝ่ายแผนของ ททท.คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 180,000 คน แต่เราคาดว่า คิดว่าน่าจะเกิน 200,000 คน โดยตั้งเป้าว่าควรจะได้นักท่องเที่ยวจีนอย่างน้อยวันละ 20,000 คน ซึ่งรวมแล้วประมาณ 240,000 คน

    โดยเราได้รับงบกระตุ้นตลาดจีนแล้วและเริ่มใช้งานเมื่อราวสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ครอบคลุมทั้งความร่วมมือกับ OTA แพ็กเกจ incentive และกิจกรรมสร้างภาพลักษณ์ โดยในวันที่ 6 ตุลาคมจะจัดงาน Amazing Thailand Mid-Autumn Festival เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ยังมีอีเวนต์ใหญ่ที่วางเป้าให้ไทยเป็นเวทีระดับโลก ได้แก่ Amazing Thailand Marathon ที่มุ่งสู่การเป็น “World Capital Marathon” ควบคู่กับเบอร์ลินและโตเกียว แม้จะต้องใช้เวลาอีก 2–3 ปี โดยปีนี้ยังได้ Eliud Kipchoge มารับบทแบรนด์แอมบาสเดอร์ และสมเด็จพระราชินีจะทรงร่วมวิ่งด้วย สำหรับเทศกาลลอยกระทง ปีนี้ ททท.จะยกระดับงานใหญ่ที่สุโขทัยจากเดิมจัดเพียง 2–3 วัน ขยายเป็นราว 2 สัปดาห์ เชื่อมกับเทศกาลวิจิตรลอยกระทง ส่วนงาน “วิจิตรเจ้าพระยา” ก็ถูกขยายระยะเวลาจัดกว่า 45 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสัมผัสวิถีไทย พร้อมรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวกระจายการพักไปจังหวัดรอบนอก ไม่จำกัดแค่กรุงเทพฯ

    ในด้านตลาดในประเทศ โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม เมืองหลักเต็มภายในไม่กี่วัน เมืองรองเต็มภายในไม่ถึง 1 เดือน ขณะนี้ ททท.เตรียมผลักดัน “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” เพื่อให้บริษัททัวร์สร้างแพ็กเกจใหม่ทั้งระยะใกล้และระยะไกล เจาะกลุ่มคนไทยที่มักจะค้นหาข้อมูลแล้วเดินทางเอง โดยหวังสร้างโมเมนต์การเดินทางและประสบการณ์ใหม่ ๆ มาทดแทนแรงจูงใจจากค่าเงินบาทแข็งที่กระตุ้นให้คนไทยออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศ

    ความสำเร็จของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่ายทั้งการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว พร้อมขอบคุณสภาอุตสาหกรรม หอการค้า และสมาคมท่องเที่ยวที่ร่วมกันผลักดันให้ไทยสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวในช่วงโค้งสุดท้ายของปีได้ตามเป้าหมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/639689&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y4-Oy8QS-sPr5VztnKOTQ

  • โซนี่ไทยหนุนวงการครีเอเตอร์ไทยต่อเนื่อง 3 ปี ก้าวสู่บทบาท Title Sponsor  

    โซนี่ไทยหนุนวงการครีเอเตอร์ไทยต่อเนื่อง 3 ปี ก้าวสู่บทบาท Title Sponsor  

    วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.39 น.

    โซนี่ไทยหนุนวงการครีเอเตอร์ไทยต่อเนื่อง 3 ปี ก้าวสู่บทบาท Title Sponsor  

    งาน iCreator Conference 2025 ดึง “Peanut Butter”, “Gift Lee” และ “Here’s Jae” ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริง จุดประกายแรงบันดาลใจให้ครีเอเตอร์รุ่นใหม่

    บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด ตอกย้ำจุดยืนในฐานะแบรนด์ผู้นำด้านเทคโนโลยีกล้องดิจิทัลสำหรับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ล่าสุดประกาศเข้าร่วมเป็น ผู้สนับสนุนหลัก (Title Sponsor) ของงาน iCreator Conference 2025 Presented by Sony มหกรรมรวมกลุ่มคอนเทนต์ครีเอเตอร์และแพลตฟอร์มระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 – 18.30 น. ณ BHIRAJ HALL 1–3 และ AMBER 1–3 ชั้น G อาคาร BHIRAJ TOWER @ BITEC บางนา

    งานนี้นับเป็นครั้งที่ 5 ที่โซนี่ให้การสนับสนุนงานสำคัญประจำปีของวงการครีเอเตอร์ไทยอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ได้ยกระดับบทบาทจากพาร์ตเนอร์ สู่การเป็น Title Sponsor อย่างเต็มตัว เพื่อส่งเสริมการเติบโตของ Creator Economy ในประเทศไทย และร่วมผลักดันเป้าหมาย “Empower Thai Content Creator to the World” สู่เวทีระดับโลก

    “iCreator Conference” จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยในปีนี้ได้รวบรวมครีเอเตอร์ระดับท็อป แบรนด์ เอเจนซี และแพลตฟอร์มชั้นนำ อาทิ TikTok, YouTube, Meta (Facebook และ Instagram) และ Lemon8 มาร่วมสร้างสีสัน พร้อมเปิดเวทีแบ่งปันประสบการณ์จากครีเอเตอร์มืออาชีพ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกคอนเทนต์ในปี 2026

    นายธเนศ จารุธรรมาวงศ์ ผู้จัดการแผนกการตลาดผลิตภัณฑ์กล้องดิจิทัลอิมเมจิ้ง บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “โซนี่ไทยให้ความสำคัญกับกลุ่มครีเอเตอร์มาโดยตลอด เพราะเราเชื่อมั่นว่าไอเดีย แรงบันดาลใจ และความคิดสร้างสรรค์จากครีเอเตอร์ไม่เพียงแต่สร้างคอนเทนต์ที่ดีเท่านั้น แต่ยังมีพลังในการขับเคลื่อนวัฒนธรรม เปลี่ยนแปลงสังคม และสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการต่าง ๆ ได้อย่างแท้จริง เราจึงไม่มองว่าครีเอเตอร์เป็นเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยี แต่คือพันธมิตรสำคัญที่ร่วมเติบโตไปพร้อมกับเราในโลกยุคดิจิทัล ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา โซนี่มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสนับสนุนงาน iCreator Conference อย่างต่อเนื่อง และในปีนี้เราตัดสินใจยกระดับบทบาทขึ้นเป็น Title Sponsor อย่างเต็มตัว เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของเราที่อยากมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวงการครีเอเตอร์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โซนี่ไทยไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้ผลิตเทคโนโลยี แต่เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของทุกการเริ่มต้น การเรียนรู้ และการลงมือทำของครีเอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการ หรือมืออาชีพที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เพื่อยกระดับผลงานของตนเอง”

    โซนี่ไทยหวังว่าเวทีนี้จะเป็นแหล่งบ่มเพาะโอกาส ที่เปิดให้ทุกคนได้มาแลกเปลี่ยนแนวคิด เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ และที่สำคัญคือได้สัมผัสกับเทคโนโลยีที่พร้อมรองรับการสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด โดยเฉพาะกล้องของโซนี่ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านคุณภาพของภาพ ความง่ายในการใช้งาน และความชาญฉลาดของระบบ AI ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ครีเอเตอร์สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ และเล่าเรื่องได้อย่างมีพลังและเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เราเชื่อว่านี่คือยุคที่ทุกคนสามารถเป็นผู้เล่าเรื่องได้ และโซนี่พร้อมจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ครีเอเตอร์ไทยก้าวไปได้ไกลกว่าที่เคย”

    ด้านนายขจร เจียรนัยพานิชย์ ผู้ก่อตั้ง RAiNMaker กล่าวว่า “iCreator Conference ในปีนี้กลับมาในธีม ‘Awaken The Future: ปลุกพลังอนาคตที่กำหนดได้’ ท่ามกลางความท้าทายในโลกของครีเอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันที่สูงขึ้นในโลกคอนเทนต์ การเข้ามาของ AI หรืออาการ Burnout Syndrome ในวงการ แต่ในงาน iCreator Conference 2025 เรายังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของครีเอเตอร์ไทย ว่าจะสามารถปลดล็อก (Unlock) สู่จุดเริ่มต้นใหม่ (New Beginning) เพื่อสะท้อนตัวตนที่ใช่อีกครั้ง (Reflect) ได้อย่างเข้มแข็ง โดยมีโซนี่เป็นพันธมิตรสำคัญที่เราเห็นถึงความตั้งใจในการสนับสนุนครีเอเตอร์มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังเข้าใจบริบทของการสร้างคอนเทนต์อย่างลึกซึ้ง ทั้งด้านคุณภาพ การใช้งานจริง และวิธีคิดของคนทำงานสร้างสรรค์ในทุกวงการ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราร่วมมือกับโซนี่ในการจัดงานมหกรรมรวมครีเอเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทย เพราะเราเชื่อว่าการมีโซนี่อยู่ในงาน ไม่เพียงยกระดับคุณภาพของเวที แต่ยังเป็นการตอกย้ำว่าโลกของครีเอเตอร์ไทยมีศักยภาพและพร้อมเติบโตสู่ระดับสากล iCreator Conference 2025 จึงเป็นมากกว่างานสัมมนา แต่คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือ การเรียนรู้ และการลงมือสร้าง Creator Ecosystem ไปด้วยกัน ซึ่งโซนี่คือหนึ่งในพาร์ตเนอร์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเป้าหมายนั้น”

    ภายในงาน โซนี่มีแผนจัดแสดงกล้องไฮไลต์จำนวน 3 รุ่น ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของครีเอเตอร์ในแต่ละสไตล์ได้อย่างหลากหลาย พร้อมทั้งจับมือกับครีเอเตอร์ชื่อดัง 3 ราย ได้แก่ Here’s Jae, Gift Lee และ Peanut Butter เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การใช้งานกล้อง Sony ในการสร้างสรรค์คอนเทนต์จริง โดยกล้องที่ใช้ในการผลิตคอนเทนต์ครั้งนี้ ได้แก่…

    – กล้อง Cinema Line FX2 กล้องถ่ายทำภาพยนตร์รุ่นล่าสุดจากโซนี่ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สาย Solo Creator ได้อย่างลงตัว มาพร้อมความสามารถในการถ่ายภาพนิ่งที่ให้โทนสีสอดคล้องกับวิดีโอ ช่วยให้การทำสื่อประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์หรือซีรีส์เป็นไปอย่างสะดวก เหมาะสำหรับครีเอเตอร์ออนไลน์ระดับมืออาชีพที่ต้องการยกระดับคุณภาพวิดีโอให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น รวมถึงทีมกองถ่ายขนาดเล็กที่มองหากล้องที่ทั้งคล่องตัวและทรงพลังในเครื่อง

    เดียว โดย Here’s Jae ครีเอเตอร์สายไฮบริดที่เชี่ยวชาญทั้งการถ่ายวิดีโอซีนีม่าและภาพนิ่ง และเป็นที่รู้จักจากคอนเทนต์แนว tips

    & trick เกี่ยวกับการทำคอนเทนต์ จะมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การใช้งานกล้องรุ่นนี้ในงาน

    –  

    – กล้อง Alpha 7C II กล้องสำหรับ Advance Creator ที่ต้องการสร้างคอนเทนต์คุณภาพสูง โดยเฉพาะสายท่องเที่ยว ด้วยดีไซน์กะทัดรัด น้ำหนักเบา พกพาสะดวก แต่ยังมอบคุณภาพระดับ Full Frame รองรับทั้งวิดีโอและภาพนิ่งได้อย่างครบถ้วนในกล้องเพียงตัวเดียว มาพร้อมระบบ AI อัจฉริยะที่ช่วยให้ไม่พลาดทุกโมเมนต์สำคัญระหว่างการเดินทาง โดยในงานนี้ Gift Lee จะมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การใช้งานกล้อง Alpha 7C II ในการสร้างคอนเทนต์ท่องเที่ยวจากสถานการณ์จริง

    – กล้อง ZV-E10 II กล้องที่ออกแบบมาสำหรับครีเอเตอร์มือใหม่ที่ต้องการโทนภาพสีละมุนสวย พร้อมการใช้งานที่ง่าย ไม่ซับซ้อน และไม่ต้องปรับตั้งค่าที่ยุ่งยาก มาพร้อมฟิลเตอร์ Creative Look ที่ให้เลือกโทนภาพได้ถึง 10 แบบ รองรับการเปลี่ยนโฟกัสระหว่างคนกับวัตถุได้อย่างรวดเร็ว มอบมิติภาพที่เหนือกว่ากล้องจากสมาร์ตโฟน เสริมด้วยฟีเจอร์ Skin Tone ที่ให้เฉดสีผิวดูเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับการถ่าย Vlog, ถ่ายอาหาร, ไลฟ์สตรีมมิง และคอนเทนต์หลากหลายประเภท โดยในงานนี้ Peanut Butter ครีเอเตอร์สายไลฟ์สไตล์ จะมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การใช้งานจริงของกล้อง ZV-E10 II อย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือระหว่างเดินทาง

    อีกหนึ่งความน่าสนใจของ iCreator Conference 2025 คือกิจกรรมไฮไลต์มากมายที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านการเรียนรู้ การสร้างแรงบันดาลใจ และการเชื่อมโยงเครือข่ายในโลกของคอนเทนต์ โดยกิจกรรมสำคัญที่ไม่ควรพลาด ได้แก่

    – เวทีพูดคุยสุดอินไซด์จากตัวท็อปสายคอนเทนต์ ที่จะมาแชร์เบื้องหลังความสำเร็จ ประสบการณ์จริง และแนวคิดการทำงานที่แตกต่าง เพื่อปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ให้กับครีเอเตอร์รุ่นใหม่ โดยมีรายชื่อวิทยากรที่ห้ามพลาด อาทิ เติ๊ด – ภูถิรพัฒน์ อ่องศรี (เทพลีลา), หมอตังค์ – มรรคพร

    ขัติยะทองคำ (REAL), เคน – นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ (THE STANDARD), CK – ซีเค เจิง (Fastwork), เขื่อน – ภัทรดนัย เสตสุวรรณ (KOENDANAI), อาร์ม – มนัสวี เที่ยงธรรม (ARM OHANA), เบียร์ – ศรัญญู เพียรทำดี (Buffalo Gags) และ ธาม – พรไพบูลย์สถิตย์ (ผู้ชนะ iCreator Camp Gen 2 Presented by Sony)

    – เวิร์กชอปแบบเข้มข้น จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในแต่ละแพลตฟอร์มและสายงานคอนเทนต์ ที่จะมาแบ่งปันเคล็ดลับ เทคนิค และแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างมืออาชีพ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถต่อยอดทักษะ และพัฒนาคอนเทนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมาย

    – เวิร์กชอปแบบเข้มข้น จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในแต่ละแพลตฟอร์มและสายงานคอนเทนต์ ที่จะมาแบ่งปันเคล็ดลับ เทคนิค และแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างมืออาชีพ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถต่อยอดทักษะ และพัฒนาคอนเทนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมาย

    – โซน iCreator Clinic – โซนพิเศษที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้พูดคุย ปรึกษา และแลกเปลี่ยนประสบการณ์แบบตัวต่อตัว (1:1) กับครีเอเตอร์คนโปรดอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไอเดียคอนเทนต์ เทคนิคการทำงาน หรือแนวทางการพัฒนาตัวเองในสายอาชีพครีเอเตอร์ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น จะได้รับคำแนะนำตรงจากผู้มีประสบการณ์จริงในวงการ

    – พื้นที่อัปเดตเทรนด์และแพลตฟอร์มระดับโลก – รวบรวมข้อมูลล่าสุดจากแพลตฟอร์มชั้นนำระดับโลก อาทิ TikTok, YouTube, Meta (Facebook และ Instagram) และ Lemon8 เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ติดตามทิศทางใหม่ ๆ ของวงการคอนเทนต์ พร้อมเรียนรู้ฟีเจอร์เด่นและโอกาสในการเติบโตบนแต่ละแพลตฟอร์มอย่างรอบด้าน

    – ศูนย์รวมการสร้างเครือข่าย (Creator Connections) – พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ แบรนด์ และเอเจนซี ได้พบปะ พูดคุย และสร้างความร่วมมือด้านคอนเทนต์ในอนาคต เสริมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและต่อยอดโอกาสใหม่ ๆ อย่างมีประสิทธิภาพในแวดวงครีเอเตอร์

    บัตรเข้าร่วมงานจำหน่ายในราคาพิเศษเพียง 1,490 บาท (จากราคาปกติ 2,500 บาท)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/447727&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HTyhPkBW8i6LarJQ17XYd

  • ท่าเรือระนองสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค หนุนแลนด์บริดจ์เชื่อมจีน-อินเดีย สร้างเศรษฐกิจโตระยะยาว

    ท่าเรือระนองสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค หนุนแลนด์บริดจ์เชื่อมจีน-อินเดีย สร้างเศรษฐกิจโตระยะยาว

    ท่าเรือระนองสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค หนุนแลนด์บริดจ์เชื่อมจีน-อินเดีย สร้างเศรษฐกิจโตระยะยาว

    ท่าเรือระนองก้าวสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค หนุนแลนด์บริดจ์เชื่อมจีน-อินเดีย เลี่ยงช่องแคบมะละกา ด้านเอกชนแนะใช้ Sandbox วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน-เขตปลอดอากร-โรงงานอุตสาหกรรม หนุนเศรษฐกิจระนองเติบโตระยะยาว

    นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาท่าเรือระนองว่า ปัจจุบันท่าเรือแห่งนี้ถูกวางบทบาทสำคัญในฐานะ “ศูนย์กลางการขนส่งหลายรูปแบบ” (Multimodal Transport Hub) ที่เชื่อมโยงจีนตอนใต้เข้าสู่กลุ่มประเทศ BIMSTEC และมหาสมุทรอินเดีย โดยจะทำหน้าที่คู่ขนานสองบทบาทที่เกื้อหนุนกัน คือ ท่าเรือระนองปัจจุบัน ซึ่งเปรียบเสมือนท่าเรือชายฝั่งสำหรับเรือขนาดเล็กในระดับภูมิภาค ส่วนโครงการท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ในโครงการแลนด์บริดจ์ ที่รัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันนั้น จะกลายเป็นประตูการค้าหลักเพื่อรองรับเรือขนาดใหญ่ในเส้นทางระหว่างประเทศ

    อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า ท่าเรือระนองในปัจจุบันจะมีข้อจำกัดด้านร่องน้ำลึกประมาณ 8 เมตร เหมาะสำหรับเรือ Feeder ขนาดบรรทุก 50-120 ตู้คอนเทนเนอร์ (TEU) ที่เชื่อมโยงการค้ากับตลาดสำคัญอย่างย่างกุ้งและจิตตะกอง ส่วนท่าเรือน้ำลึกใหม่ จะถูกออกแบบให้มีร่องน้ำลึก 18 เมตร ยื่นออกไปในทะเล เพื่อรองรับ Mother Vessel ขนาดใหญ่ตั้งแต่ 3,000–20,000 TEU โดยตรง ทำให้ไทยมีท่าเรือฝั่งอันดามันที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก และเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์เลี่ยงช่องแคบมะละกาที่แออัด

    “ท่าเรือทั้งสองแห่งไม่ได้แข่งขันกัน แต่จะทำงานเสริมกัน โดยท่าเรือน้ำลึกใหม่จะเน้นรองรับเรือข้ามทวีป ส่วนท่าเรือเดิมจะยังคงเป็นหัวใจของการขนส่งชายฝั่งและภูมิภาค ซึ่งการมี Mother Vessel เข้ามาเทียบท่าจะสร้างอุปสงค์การกระจายสินค้าต่อด้วยเรือเล็ก ส่งผลให้ท่าเรือระนองปัจจุบันคึกคักยิ่งขึ้น“

    นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า สิ่งที่ทำให้ท่าเรือระนองมีศักยภาพโดดเด่นคือ โครงข่ายโลจิสติกส์ที่เชื่อมตรงจากจีนตอนใต้ โดยมีทั้งเส้นทางถนนตรงมายังระนอง และเส้นทางผสมระหว่างราง-ถนน ผ่านลาวเข้าสู่ชุมพร ก่อนถ่ายสินค้าลงรถบรรทุกมายังท่าเรือระนอง ระยะเวลาเพียง 2-3 วันเมื่อเทียบกับเส้นทางเรือที่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 สัปดาห์ ขณะที่จากท่าเรือระนองสามารถส่งต่อสินค้าสู่ย่างกุ้งเพียง 2.5 วัน โคลัมโบ 7 วัน และเชนไน 5 วัน ซึ่งสั้นกว่ามากเมื่อเทียบกับเส้นทางเดิม

    ขณะเดียวกันทางจีนจึงให้ความสนใจอย่างสูงต่อโครงการแลนด์บริดจ์และท่าเรือระนอง เพราะช่วยแก้ปัญหาคอขวดการขนส่งทางเรือ และยังเชื่อมต่อโดยตรงสู่ตลาดขนาดใหญ่ในภูมิภาค BIMSTEC ที่มีประชากรรวมกว่า 1 ใน 4 ของโลก โดยเฉพาะเมียนมา บังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา ซึ่งล้วนเป็นตลาดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของไทย ดังนั้นท่าเรือระนองไม่ใช่แค่ท่าเรืออีกแห่ง แต่คือหัวใจของยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ไทยที่จะเชื่อมจีนตอนใต้เข้ากับอินเดียและมหาสมุทรอินเดียอย่างเต็มรูปแบบ

    ด้านนายณัฐภูมิ เปาวรัตน์ อำนวยการอาวุโสฝ่ายการค้าพัฒนาธุรกิจและการลงทุน ผู้แทนองค์กรด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGJWD กล่าวว่า ภาคเอกชนมองว่าท่าเรือระนองจะเป็น Gateway Port ของฝั่งอันดามัน โดยใช้โครงสร้างปัจจุบันเป็นทำหน้าที่เตรียมเป็นพื้นที่ต้นแบบ Sandbox ทดสอบเส้นทางจริงทันที ไม่ต้องรอโครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้า เพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับประเทศกลุ่ม BIMSTEC รับมือความผันผวนโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

    นอกจากประโยชน์ทางการค้า โครงการพัฒนาท่าเรือระนองยังมีมิติทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ โดยจะช่วยสร้างงานใหม่ กระตุ้นการลงทุนอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ การแปรรูปอาหารทะเล และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดันจังหวัดระนองที่มีศักยภาพสูงด้านอุตสาหกรรมทะเลก้าวขึ้นเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้

    ขณะเดียวกันมองว่าการผลักดันโครงการจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมศุลกากรในการอำนวยความสะดวกกฎระเบียบการนำเข้า–ส่งออก การสนับสนุนจากพาณิชย์จังหวัด ทูตพาณิชย์ BOI และผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ในอนาคต ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ยังเตรียมต่อยอดสู่การขนส่งทางอากาศ เช่น การรวบรวมสินค้าล็อตเล็กที่สุวรรณภูมิแล้วส่งต่อทางเรือผ่านระนองไปยังประเทศปลายทาง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความหลากหลายของโครงข่ายขนส่ง ทำให้โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นเส้นทางการค้าใหม่ แต่ยังเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคและสร้างจุดยืนใหม่ให้ไทยบนเวทีการค้าโลก

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2884700&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ByyTd7bDQH5J9R5k6BcmV

  • ถอดรหัสการยอมรับ‘รัฐปาเลสไตน์’  ให้รางวัลลัทธิก่อการร้ายจริงหรือ?

    ถอดรหัสการยอมรับ‘รัฐปาเลสไตน์’ ให้รางวัลลัทธิก่อการร้ายจริงหรือ?

    ต่างประเทศ

    ถอดรหัสการยอมรับ‘รัฐปาเลสไตน์’ ให้รางวัลลัทธิก่อการร้ายจริงหรือ?

    การที่อังกฤษ แคนาดา โปรตุเกส และออสเตรเลีย ยอมรับรัฐปาเลสไตน์ และประเทศอื่นๆ คาดว่าจะทำเช่นเดียวกันในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กในสัปดาห์นี้ สิ่งนี้มีความหมายต่อปาเลสไตน์และอิสราเอลอย่างไร

    • สถานะความเป็นรัฐปาเลสไตน์ขณะนี้

    องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (พีแอลโอ) ประกาศตั้งรัฐเอกราชปาเลสไตน์ในปี 1988 กลุ่มประเทศโลกใต้ส่วนใหญ่ตอบรับอย่างรวดเร็ว ขณะนี้มีสมาชิกสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ราว 150 ประเทศจาก 193 ประเทศรับรอง

    สหรัฐซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของอิสราเอลกล่าวตลอดมาว่า สนับสนุนเป้าหมายรัฐปาเลสไตน์ แต่เฉพาะเมื่อชาวปาเลสไตน์เห็นพ้องกับอิสราเอลเรื่องแนวทางสองรัฐ มหาอำนาจยุโรปรายใหญ่ก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกันเพิ่งมาเปลี่ยนท่าทีเมื่อเร็วๆ นี้

    อย่างไรก็ตามไม่มีการจัดเจรจาเลยนับตั้งแต่ปี 2014 และตอนนี้นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล ประกาศว่า จะ
    ไม่มีรัฐปาเลสไตน์เด็ดขาด

    ในยูเอ็น รัฐปาเลสไตน์มีตัวแทนทำหน้าที่ผู้สังเกตการณ์แต่ไม่มีสิทธิลงมติ ไม่ว่าจะมีกี่ประเทศรับรองความเป็นอิสระของรัฐก็ตาม การเป็นสมาชิกยูเอ็นเต็มตัวต้องผ่านการอนุมัติของคณะมนตรีความมั่นคง (ยูเอ็นเอสซี) ซึ่งรัฐบาลวอชิงตันใช้สิทธิยับยั้งได้

    องค์การปาเลสไตน์ (พีเอ) ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นตัวแทนของประชาชนปาเลสไตน์เป็นผู้ดูแลภารกิจการทูตทั่วโลก

    พีเอนำโดยประธานาธิบดีมาห์มุด อับบาส มีอำนาจปกครองตนเองอย่างจำกัดในพื้นที่บางส่วนของเขตยึดครองเวสต์แบงก์ตามข้อตกลงที่ทำกับอิสราเอลเป็นผู้ออกหนังสือเดินทางดูแลระบบสุขภาพและการศึกษาของปาเลสไตน์

    ส่วนฉนวนกาซาบริหารโดยกลุ่มติดอาวุธ “ฮามาส” มาตั้งแต่ปี 2007 หลังทำสงครามกลางเมืองกันครู่หนึ่งแล้วฮามาสขับขบวนการฟาตาห์ของอับบาสออกไปได้

    นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ย้ายสถานทูตไปยังเยรูซาเล็มมหาอำนาจส่วนใหญ่ยกเว้นสหรัฐยังคงมีภารกิจทางการทูตหลักอยู่ในเทลอาวีฟ เนื่องจากไม่ยอมรับเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล

    อย่างไรก็ตาม มีสำนักงานกงสุลประมาณ 40 แห่งในรามัลลาห์เขตเวสต์แบงก์ หรือในเยรูซาเล็มตะวันออกพื้นที่ที่ถูกอิสราเอลผนวกเข้ามาแต่นานาชาติไม่ยอมรับและชาวปาเลสไตน์ต้องการให้เป็นเมืองหลวงของตน สำนักงานกงสุลเหล่านี้ เช่น จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น เยอรมนี แคนาดา เดนมาร์ก อียิปต์ จอร์แดน ตูนิเซีย และแอฟริกาใต้

    ประเทศที่มีแผนยอมรับรัฐปาเลสไตน์ไม่ได้เผยถึงการเปลี่ยนแปลงผู้แทนทางการทูต

    • เป้าหมายของการยอมรับรัฐปาเลสไตน์

    อังกฤษ แคนาดา โปรตุเกส และออสเตรเลีย ยอมรับรัฐปาเลสไตน์ก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ประเทศอื่นๆ เช่น ฝรั่งเศสและเบลเยียมบอกว่าจะทำแบบเดียวกัน

    อังกฤษกล่าวว่า การยอมรับรัฐปาเลสไตน์ตั้งใจกดดันอิสราเอลให้ยุติการโจมตีกาซาจำกัดการสร้างนิคมชาวยิวแห่งใหม่ในเขตยึดครองเวสต์แบงก์และมุ่งมั่นต่อกระบวนการสันติภาพกับชาวปาเลสไตน์อีกครั้ง

    ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศสผู้นำมหาอำนาจตะวันตกคนแรกที่ให้การรับรอง กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวนี้มาพร้อมกับความมุ่งมั่นปฏิรูปโดยพีเอ ที่จะปรับปรุงการบริหารของปาเลสไตน์ สร้างความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้นต่อการบริหารกาซาหลังสงคราม

    • ความหมายในทางปฏิบัติ

    บางคนมองว่าการยอมรับเป็นเพียงสัญลักษณ์ เห็นได้จากประเทศต่างๆ เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย และรัฐอาหรับหลายประเทศยอมรับปาเลสไตน์เป็นเอกราชมาหลายปีแล้ว แต่ยังคงมีอิทธิพลต่อความขัดแย้งเพียงเล็กน้อย

    การไม่ได้ที่นั่งเต็มตัวในยูเอ็นหรือได้ควบคุมพรมแดนของตนเอง พีเอก็ดำเนินความสัมพันธ์ทวิภาคีได้อย่างจำกัด

    อิสราเอลจำกัดการเข้าถึงสินค้า การลงทุน การแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ปาเลสไตน์ไม่มีสนามบิน เขตเวสต์แบงก์ที่ไม่มีทางออกทะเลเข้าได้ทางเดียวคือต้องผ่านอิสราเอลหรือผ่านพรมแดนที่อิสราเอลควบคุมติดกับจอร์แดน และอิสราเอลยังควบคุมการเข้าถึงฉนวนกาซาทุกอย่าง

    กระนั้น หลายประเทศมีแผนยอมรับรัฐปาเลสไตน์ และพีเอเองก็บอกว่า นี่ไม่ใช่ท่าทีอันว่างเปล่า

    ฮูซัม ซอมลอต หัวหน้าคณะผู้แทนปาเลสไตน์ประจำสหราชอาณาจักร กล่าวว่า การยอมรับอาจนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในระดับที่เท่าเทียมกัน

    วินเซนต์ เฟน อดีตนักการทูตอังกฤษประจำเยรูซาเล็ม กล่าวว่า การยอมรับรัฐปาเลสไตน์อาจบังคับให้ประเทศทั้งหลายทบทวนความสัมพันธ์กับอิสราเอลในแง่มุมต่างๆ

    กรณีอังกฤษ อาจส่งผลถึงการแบนสินค้าที่มาจากการตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลในดินแดนยึดครองปาเลสไตน์ แม้ส่งผลกระทบเศรษฐกิจอิสราเอลเพียงเล็กน้อย

    • ปฏิกิริยาอิสราเอล-สหรัฐ

    อิสราเอล ซึ่งกำลังโดนทั่วโลกประณามจากการทำสงครามในกาซา กล่วว่า การยอมรับรัฐปาเลสไตน์เป็นการให้รางวัลฮามาสที่โจมตีอิสราเอลก่อนสงครามในเดือน ต.ค.2023

    ส่วนสหรัฐต่อต้านความเคลื่อนไหวของพันธมิตรยุโรป ก่อนหน้านี้เคยคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์หลายคน และเคยไม่ให้หรือเพิกถอนวีซ่าอับบาสและเจ้าหน้าที่พีเอเพื่อไม่ให้มาร่วมประชุมยูเอ็นจีเอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1199910&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mke8qn-Q_gkmq9jTVQVaN

  • พบ ‘ไมโครพลาสติก’ ใน ‘กระดูก’ ทำกระดูกพรุนเปราะบางหักง่าย

    พบ ‘ไมโครพลาสติก’ ใน ‘กระดูก’ ทำกระดูกพรุนเปราะบางหักง่าย

    sustainability

    พบ ‘ไมโครพลาสติก’ ใน ‘กระดูก’ ทำกระดูกพรุนเปราะบางหักง่าย

    พบ ‘ไมโครพลาสติก’ ใน ‘กระดูก’ ทำกระดูกพรุนเปราะบางหักง่าย

    นักวิจัยพบ “ไมโครพลาสติก” เข้าไปลึกถึงไขกระดูก ทำกระดูกพรุนเปราะบางหักง่าย เสื่อมไว รุนแรงถึงโครงสร้างถูกทำลาย

    • งานวิจัยนานาชาติยืนยันการค้นพบไมโครพลาสติกสะสมอยู่ในกระดูก กระดูกอ่อน และหมอนรองกระดูกสันหลังของมนุษย์
    • ไมโครพลาสติกก่อให้เกิดการอักเสบและเร่งกระบวนการสลายเนื้อเยื่อกระดูก ทำให้โครงสร้างกระดูกเปราะบางและอ่อนแอลง
    • การมีอยู่ของไมโครพลาสติกอาจนำไปสู่ภาวะเซลล์กระดูกเจริญผิดปกติ (Dysplasia) ทำให้กระดูกผิดรูปและเสี่ยงต่อการแตกหักได้ง่าย
    • อนุภาคพลาสติกสามารถแทรกซึมเข้าไปถึงไขกระดูก ซึ่งอาจรบกวนกระบวนการสร้างกระดูกใหม่และการสร้างเซลล์เม็ดเลือด

    ไมโครพลาสติก” เป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ มีรายงานมาอย่างต่อเนื่องว่านักวิจัยค้นพบไมโครพลาสติกในสถานที่ใหม่ ๆ อยู่เสมอ รวมถึงในร่างกายของมนุษย์ และล่าสุด ไมโครพลาสติกเข้าไปอยู่ในกระดูกของเราเป็นที่เรียบร้อย

    งานวิจัยล่าสุดของคณะนักวิจัยนานาชาติ นำโดยโรดริโก บี. โอลิเวียรา ผู้ประสานงานห้องปฏิบัติการวิจัยแร่ธาตุและกระดูกในโรคไต (LEMON) คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยรัฐคัมปินัส ประเทศบราซิล (FCM-UNICAMP) ได้รวบรวมงานวิจัย 62 ชิ้นเพื่ออธิบายว่า อนุภาคพลาสติกขนาดเล็กสามารถส่งผลกระทบต่อกระดูกและไขกระดูกได้อย่างไร 

    การศึกษาพบว่า มีไมโครพลาสติกในกระดูก กระดูกอ่อน และหมอนรองกระดูกสันหลัง โดยมีระดับการสะสมในกระดูกเฉลี่ยหลายสิบอนุภาคต่อกรัม

    เซลล์ที่สัมผัสกับไมโครพลาสติกสามารถปล่อยโมเลกุลที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งกระตุ้นให้วงจรการปรับโครงสร้างร่างกายดำเนินไป อนุมูลอิสระออกซิเจน ซึ่งเป็นสารเคมีชนิดหนึ่ง สามารถเพิ่มขึ้นภายในเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับกระดูกได้

    บทวิจารณ์นี้ยังชี้ให้เห็นถึงผลกระทบต่อเซลล์ต้นกำเนิด “มีเซนไคมอล” ในไขกระดูก เซลล์เหล่านี้อาจเปลี่ยนสภาพไปจากกระบวนการสร้างกระดูกเมื่อสัมผัสกับอนุภาคพลาสติกบางชนิด

    ไมโครพลาสติกส่งผลเสียต่อสุขภาพกระดูกในหลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ ความสามารถในการทำลายการทำงานของเซลล์ต้นกำเนิดไขกระดูก โดยส่งเสริมการสร้าง “ออสทีโอคลาสต์” เซลล์ชนิดพิเศษที่มีหลายนิวเคลียส ทำหน้าที่หลักในการสลายเนื้อเยื่อกระดูกเก่าและเสียหาย เพื่อนำไปซ่อมแซมและสร้างกระดูกใหม่ให้แข็งแรงกว่าเดิม แต่การกำจัดออกมากเกินไป จนทำให้เกิด  “การสลายกระดูก” (bone resorption) ทำให้โครงกระดูกเปราะบางลงเมื่อเวลาผ่านไป

    “ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากไมโครพลาสติกต่อกระดูกเป็นประเด็นการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และไม่สามารถมองข้ามได้ ยกตัวอย่างเช่น การศึกษาในหลอดทดลองกับเซลล์เนื้อเยื่อกระดูกแสดงให้เห็นว่าไมโครพลาสติกทำให้เซลล์มีชีวิตลดลง เร่งการแก่ของเซลล์ และเปลี่ยนแปลงการแบ่งตัวของเซลล์ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการอักเสบอีกด้วย” โอลิเวียรากล่าว

    จากการศึกษาในสัตว์พบว่า ภาวะกระดูกเสื่อมเร็วขึ้นสามารถทำลายโครงสร้างจุลภาคของกระดูก ทำให้เกิด “ภาวะดิสเพลเซีย” (Dysplasia) คือภาวะที่เซลล์มีการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการที่ผิดปรกติ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะกระดูกอ่อนแอ กระดูกผิดรูป และอาจเกิดกระดูกหักจากพยาธิสภาพได้ โดยผลกระทบรุนแรงที่สุดที่เจอในการศึกษาคือ การเจริญเติบโตของโครงกระดูกหยุดชะงัก

    นักวิจัยยังรายงานว่า ไมโครพลาสติกสามารถเข้าถึงบริเวณกระดูกชั้นใน รวมถึงไขกระดูก เมื่อกลไกของไขกระดูกถูกรบกวน การสร้างเซลล์เม็ดเลือดและการสร้างกระดูกใหม่อาจได้รับผลกระทบได้

    แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะยังไม่เข้าใจกระบวนการทั้งหมดว่าไมโครพลาสติกส่งผลกระทบต่อกลไกของกระดูกอย่างไร แต่ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าการมีอยู่ของอนุภาคเหล่านี้ในกระแสเลือด อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพกระดูก 

    “ที่น่าทึ่งที่สุดคือ งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าไมโครพลาสติกสามารถแทรกซึมลึกเข้าไปในเนื้อเยื่อกระดูก เช่น ไขกระดูก และอาจทำให้เกิดการรบกวนการเผาผลาญได้” โอลิเวียรากล่าว

    ทีมของโอลิเวียรากำลังเริ่มโครงการวิจัยใหม่ เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสกับไมโครพลาสติกและความรุนแรงของโรคกระดูกเมตาบอลิก นักวิทยาศาสตร์จะใช้แบบจำลองสัตว์เพื่อศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อความแข็งแรงของกระดูกต้นขาของสัตว์ฟันแทะ

    มูลนิธิโรคกระดูกพรุนนานาชาติ (IOF) ระบุว่า ภาวะกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลกเนื่องจากประชากรสูงอายุ คาดการณ์ว่าภาวะกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนจะเพิ่มขึ้น 32% ภายในปี 2050

    การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนทางกระดูก เช่น ภาวะกระดูกหัก ถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ ของการดูแลสุขภาพ เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าแนวทางปฏิบัติต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่สมดุล และการรักษาด้วยยา มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อเรื่องนี้

    แม้ว่าโรคเกี่ยวกับกระบวนการเผาผลาญกระดูกจะเป็นที่เข้าใจกันค่อนข้างดี แต่นักวิทยาศาสตร์ยังขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับอิทธิพลของไมโครพลาสติกต่อการเกิดโรคเหล่านี้ ดังนั้นหนึ่งในเป้าหมายของโอลิเวียรา คือการสร้างหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าไมโครพลาสติกอาจเป็นสาเหตุทางสิ่งแวดล้อมที่สามารถควบคุมได้ เพื่ออธิบายการเพิ่มขึ้นของจำนวนกระดูกหักที่คาดการณ์ไว้

    ที่มา: Business StandardEarthScience Daily

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1200117&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uBaDwJyeUHqrvQPdOTFzl

  • “อบจ.ปราจีนบุรี-รร.ศรีรักษ์ราษฎร์บำรุง”จัดโครงการห้องเรียนแห่งโอกาส ร่วมใจยกระดับคุณภาพการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ

    “อบจ.ปราจีนบุรี-รร.ศรีรักษ์ราษฎร์บำรุง”จัดโครงการห้องเรียนแห่งโอกาส ร่วมใจยกระดับคุณภาพการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ

    “อบจ.ปราจีนบุรี-รร.ศรีรักษ์ราษฎร์บำรุง”จัดโครงการห้องเรียนแห่งโอกาส ร่วมใจยกระดับคุณภาพการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ต้นแบบ Learning Stations ตลาดนัดเครื่องมือและแนวทางทำงาน Thailand Zero Dropout พื้นที่แห่งความหวังของเด็กทุกคนจากคนทำงานเชิงพื้นที่ เพื่อป้องกันเด็กทุกคนหลุดออกจากระบบการศึกษา

    วันที่ 24 กันยายน 2568 ผู้สื่ิอข่าวรายงานว่า โรงเรียนศรีรักษ์ราษฎร์บำรุง องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมนำเสนอผลงาน โครงการห้องเรียนแห่งโอกาส ร่วมใจยกระดับคุณภาพการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ต้นแบบ Learning Stations : ตลาดนัดเครื่องมือและแนวทางทำงาน Thailand Zero Dropout พื้นที่แห่งความหวังของเด็กทุกคนจากคนทำงานเชิงพื้นที่ เพื่อป้องกันเด็กทุกคนหลุดออกจากระบบการศึกษา จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง 7,850 แห่ง เข้าร่วมรับฟัง

    เวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 6 “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : หุ้นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout” สู่ตำบลพื้นที่แห่งโอกาสที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนคนใดไว้ข้างหลัง

    โดยวันที่ 23 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 09.30 – 15.00 น. มีการกล่าวเปิดงานและมอบนโยบายการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout โดยใช้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นฐาน โดย นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย

    และมีการรับฟังปาฐกถาพิเศษ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพื้นที่แห่งความหวัง: กลไกสำคัญของการสร้างโอกาสทางการศึกษาของเด็กและเยาวชน” โดย ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย รองประธานคณะอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กสศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/244201&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hQIA7Tq8fxfac4GW19Z64

  • สรุป 4 เทรนด์จาก 4 ผู้นำระดับโลกในงานสัมมนา Future Forum 2025

    สรุป 4 เทรนด์จาก 4 ผู้นำระดับโลกในงานสัมมนา Future Forum 2025

    “เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” จากโจทย์อันท้าทายนี้เอง ที่เชิญชวนให้ผู้นำระดับภูมิภาคด้านเศรษฐกิจและภาคธุรกิจชั้นนำของไทยมาร่วมกันนำเสนอมุมมองที่น่าสนใจบนเวทีงานสัมมนา Future Forum 2025 : Great Transformation ที่จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจประเทศไทย (TMA) โดยมีนักวิชาการและภาคธุรกิจเข้าร่วมสัมมนากว่า 250 คน


    โดยผู้นำระดับภูมิภาคด้านเศรษฐกิจและภาคธุรกิจชั้นนำของไทย ได้มาชี้ชัด 4 เทรนด์สำคัญที่กำลังมีอิทธิพลพลิกโฉมเศรษฐกิจโลกบนเวที Future Forum 2025 : Great Transformation

    เริ่มจาก มร.เฮง สวี เกียต (Mr. Heng Swee Keat) อดีตรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ และประธานมูลนิธิวิจัยแห่งชาติของสิงคโปร์ (National Research Foundation, Singapore) ให้ความเห็นบนเวทีสัมมนาในหัวข้อ “Economic Transformation for Peoples, For Planet” ว่า
    “กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเผชิญกับวิกฤตที่สำคัญ 2 วิกฤต คือ วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตจากโรคระบาด วิกฤตแรกมีสองครั้งใหญ่คือ วิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียช่วงปี 2540 และวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ส่วนวิกฤตจากโรคระบาด คือ จากการแพร่ระบาดของโรคระบาดอย่าง โคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 (Covid-19)”
    “การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั้งสองรอบส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก แต่ก็ยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้สามารถเติบโตได้ทั้งเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจอาเซียน 5 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์  แต่เป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงหลังปี 2551 ในขณะที่วิกฤตจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องของเทคโนโลยี ภูมิทัศน์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก”
    โดย อดีตรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ให้มุมมองสำคัญว่าโลกในปัจจุบันเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Major Trend ใน 4D คือ
    1. De-Globalization หรือการเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัตน์จากเศรษฐกิจเสรี ไปสู่การกีดกันและการผูกขาดมากขึ้น
    2. Decarbonization การที่โลกให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อน
    3. Digitalization การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทุกคน และ
    4. Demographics Challenges การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลก ซึ่งทั้ง 4 ปัจจัยมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก”
    มร.เฮง สวี เกียต ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าสิงคโปร์ นำทั้ง 4 เทรนด์มาใช้ในการวางกลยุทธ์บริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

    The Circle of Investing

    “โดยเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน คำนึงถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี การให้ความสำคัญกับเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการทำข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ (Free Trade Area) ซึ่งปัจจุบันสิงคโปร์มีข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศทั้งในระดับประเทศ และระดับกลุ่มประเทศถึง 28 ฉบับ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างมีหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในทุกภาคอุตสาหกรรมรวมไปถึงการพัฒนาบุคลากร”
    และอดีตรองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ยังย้ำอีกว่า “การขับเคลื่อนประเทศและเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน ประเทศต้องขับเคลื่อนโดยการพัฒนาศักยภาพของประชากรในประเทศ”
    “เพราะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป โครงสร้างการทำงานก็เปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทโดยเฉพาะเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกที่กำลังเกิดขึ้น โดยการที่ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้  สิ่งสำคัญคือ การต้องพัฒนาศักยภาพในการทำงานของประชากรในประเทศให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปได้”
    “และในยุคนี้ AI จะเป็นขุมพลังสำหรับการพัฒนาในทุกภาคส่วนของประเทศ รวมไปถึงต้องไม่หยุดที่จะวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่ภาคเอกชนต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ปรับกลยุทธในการทำธุรกิจ และ รู้จักที่จะใช้เทคโนโลยี รวมทั้งการออกแบบกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงเปิดกว้างในการร่วมมือกับธุรกิจทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการเติบโตได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน”
    ขณะที่ ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Prof. Arturo Bris) ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center กล่าวในช่วงการสัมมนา “The New Transformation Model” ว่า
    “กรอบแนวคิดดั้งเดิมของความสามารถในการแข่งขันคือ การมีประสิทธิภาพในการทำงาน ความร่วมมือระหว่างกัน และการเพิ่มผลผลิต แต่ปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปตามกลไกทางเศรษฐกิจ การเมือง ที่เปลี่ยนแปลงไป คือความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้ถูกวัดแค่เรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน การเพิ่มผลผลิต และความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนเท่านั้น แต่จะถูกวัดด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่มีประสิทธิภาพในระดับโลก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และนโยบายในการบริหารจัดการภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม”
    “และปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แต่ละประเทศประสบความสำเร็จได้ ต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักคือ ทุน (Capital) ความสามารถของบุคลากรที่มีคุณภาพ (Talent) และ เทคโนโลยี (Technology) ประเทศที่ประสบความสำเร็จคือประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยี อนาคตในการพัฒนา สิ่งที่สำคัญในอนาคตคือ ทุน บุคลากร และ เทคโนโลยี”
    “โดยกรอบในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในโลกในปัจจุบันและอนาคต จะวัดกันที่ 3 ประเด็น คือ ประเด็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชากรของประเทศ ต้องเป็นประชากรที่มีความพร้อมสำหรับอนาคต เข้าใจเทคโนโลยี มีความคล่องตัวในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์และมีความรู้ด้านการเงิน” 
    “ประเด็นถัดมาในภาคของธุรกิจ ต้องเป็นองค์กรที่มีกระบวนการทำงานที่พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เปิดรับโอกาสในการเติบโตและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และมีการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมทั้งภายในและภายนอกองค์กร”
    “ส่วนประเด็นในส่วนของภาครัฐ ต้องเป็นรัฐที่มีความพร้อมจะรองรับอนาคตของการเข้ามาลงทุนจากภาคเอกชน มีความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่งคั่ง และมีฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น”
    มาถึงในส่วนของผู้นำภาคเอกชนไทย ได้เน้นย้ำชัดเจนว่าให้เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีเป็นหลัก

    พลวัตเศรษฐกิจดิจิทัล

    ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL กล่าวถึงโมเดลของการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจการเงินว่า “ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทุน และ เทคโนโลยี คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจการเงิน ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาคการเงินเชื่อมโยงกับภาคการเงินของไทยกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในระดับโลก”
    “ที่ผ่านมาเราพัฒนาธุรกิจของเราโดยให้ความสำคัญกับภายในประเทศและการขยายการลงทุนโดยตรงไปในภูมิภาคอาเซียน และให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจโดยให้ความสำคัญเรื่องของความยั่งยืน ตามมาตรฐานของ ESG (สิ่งแวดล้อม, สังคม และธรรมาภิบาล) ธนาคารให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนองค์กร โดยการพัฒนาเทคโนโลยี และการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กร และความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาเร่งด่วนให้กับลูกค้า”
    “เทคโนโลยีทำให้เราสามารถที่จะเชื่อมต่อการทำงานและการให้บริการในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้ง 3 ปัจจัยที่สำคัญอย่าง ทุน การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และเทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่นำไปสู่การสร้างองค์กรที่ยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น”
    ด้าน ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงและท้าทาย ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง”
    “ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ธุรกิจต้องเผชิญกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ความล่าช้าในการขนส่งสินค้า การบริโภคที่ลดลง ปัจจุบันบริษัทเผชิญกับกำแพงภาษีของสหรัฐ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงปี 2566 บริษัทเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจในทุกๆ ด้าน รวมทั้งได้มีการทบทวนโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน และผันผวนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมไปถึงการเข้ามาของเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI”

    เมืองน่าลงทุนระดับโลก

    “สิ่งที่เราเรียนรู้และต้องเปลี่ยนแปลงธุรกิจตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ เราต้องทำให้องค์กรของเรามีกระบวนการทำงานที่เรียบง่ายและทำงานได้อย่างรวดเร็ว มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เพราะเรามีธุรกิจอยู่ทั่วโลก รวมไปถึงการปรับปรุงแพลตฟอร์มในการทำงาน สร้างขีดความสามารถเพื่อรองรับกับการทำงานในอนาคต การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมไปถึงการทำธุรกิจในกรอบของ ESG”
    “การที่สหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเป็น 36% ในครั้งแรก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเราก็คงต้องออกไปจากอุตสาหกรรม พอปรับลดลงมาเหลือ 19% เท่ากันหมดในอาเซียน เราก็คิดว่าเราสามารถแข่งขันได้ โดยที่เราต้องมีความชัดเจนในการดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจ ชัดเจนในเรื่องของแผน รวมทั้งการสื่อสารที่ต้องชัดเจนไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องบอกว่า 2 ปีมานี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และ เราต้องปรับตัว ซึ่งเป็นความท้าทาย”
    ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวสนับสนุนและให้มุมมองในฐานะบริษัท Technology เพิ่มเติมว่า
    “บริษัทใช้งบประมาณ 20-25% ของรายได้ต่อปี ในการลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพราะเราเห็นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดขึ้นในทุกภาคอุตสาหกรรม บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาและลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของทุกภาคอุตสาหกรรมทั้งภาคการเงิน ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการด้านสุขภาพ เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ทำให้หัวเว่ย ไม่เคยที่จะหยุดพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับกลุ่มลูกค้าของเรา”
    “ปัจจุบันเทคโนโลยี ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนนอกเหนือจากการใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ทุกคนพูดถึง AI พูดถึง เทคโนโลยี ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงภาคการผลิต ภาคการบริโภค ทำให้ หัวเว่ย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาภาคธุรกิจ” ดร.ชวพล กล่าวสรุป

    ที่มา : บทความเรื่อง “เปิด 4 เทรนด์พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก” จากเว็บไซต์ CarlifeWay


    อัปเดตทุกเทรนด์ที่เกี่ยวกับการพัฒนาในทุกด้าน

    ส่องอาชีพมาแรง และ ธุรกิจอาหารสร้างสรรค์ ปี 2025 เทรนด์ไหนกำลังมา ไปดูกัน!

    ถอดบทเรียนจาก “กรุงศรี 80 ปี” สถาบันการเงินคู่สังคมไทย กับการปรับตัวครั้งสำคัญ เพื่อรับโอกาสจากเทรนด์ ‘การเงินเพื่อความยั่งยืน’

    10 เทรนด์ท่องเที่ยว ปี 2026 ยกระดับ ‘อุตสาหกรรมเที่ยวไทย’ ให้ตอบโจทย์นักเดินทางทั่วโลก

    Post Views: 97

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/09/24/4-trends-from-future-forum-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UWRB_7VVkawEVDnHmJuEb

  • เชียงรายจัดเทศกาลเมืองชากาแฟ กระตุ้นเศรษฐกิจส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เชียงรายจัดเทศกาลเมืองชากาแฟ กระตุ้นเศรษฐกิจส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เชียงรายจัดเทศกาลเมืองชากาแฟ กระตุ้นเศรษฐกิจส่งเสริมการท่องเที่ยว

    นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รอง ผวจ.เชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเปิดงานเทศกาลเมืองชากาแฟ Chiang Rai Tea & Coffee Festival 2025 อย่างเป็นทางการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5141907/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DH-9qmzFt6GJY2Bocoe_f

  • ททท.เปิดแคมเปญ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม มัดรวมดีลสุดคุ้ม 200 โรงแรมทั่วไทย

    ททท.เปิดแคมเปญ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม มัดรวมดีลสุดคุ้ม 200 โรงแรมทั่วไทย

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวโครงการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ภายใต้แคมเปญฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมเปิดตัว พรีเซ็นเตอร์ วู้ดดี้–วุฒิธร, โอ๊ต–อัครพล สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว Solo Economy และลิเดีย ศรัณย์รัชต์–แมทธิว ดีน และครอบครัว สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว Multi-Generation ทั้งนำเสนอภาพยนตร์โฆษณาที่กำกับโดย นายจิรัฐพงศ์ รัชชระเสวี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสื่อสารคุณค่าของการเดินทางท่องเที่ยวไทย 

    พร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในการวางแผนการเดินทางผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com  รวบรวมดีลและโปรโมชั่นสุดพิเศษจากโรงแรมและรีสอร์ตทั่วประเทศกว่า 200 แห่ง ให้นักท่องเที่ยว “สบายใจ สบายกระเป๋า” เติมเต็มความสุขและสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าไม่รู้ลืม เพื่อมุ่งกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยในช่วงไฮซีซั่นต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า 

    นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์  ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ปี 2568-2569 นี้ ททท. ตั้งใจยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสู่การให้ความสำคัญเชิงคุณค่าอย่างแท้จริง โดยมุ่งทำตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพควบคู่กับการส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าตลอด Customer Journey จึงได้ดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ภายใต้แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” 

    ฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์

    โดยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจการใช้จ่ายสูงและต้องการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่าในความทรงจำ โดยเฉพาะในกลุ่ม Multi Generation ครอบครัวหลายช่วงวัยที่เดินทางสร้างความทรงจำร่วมกัน และกลุ่ม Solo Economy นักท่องเที่ยวที่เดินทางเพื่อตอบสนองแรงบันดาลใจและคุณค่าของเวลา 

    รวมถึงได้วางกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบครบวงจรผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมใช้ Celebrity & Influencer Marketing เพื่อขยายพลังการสื่อสารและสร้างกระแสรับรู้นำไปสู่การกระตุ้นการเดินทางในเมืองท่องเที่ยวหลักเชื่อมเมืองน่าเที่ยว 

    พร้อมประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว สินค้าและบริการที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายควบคู่กับการจัดกิจกรรมและโปรโมชันพิเศษร่วมกับพันธมิตรภายใต้กลยุทธ์ Partnership 360 องศา เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    ททท.เปิดแคมเปญ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม มัดรวมดีลสุดคุ้ม 200 โรงแรมทั่วไทย

    นายนิธี  สีแพร  รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า โครงการนี้ ททท. ต่อยอด Key Idea จากเทรนด์ Self Love ที่ผู้คนหันกลับมาใส่ใจตัวเอง ฟังเสียงหัวใจ และมองหาประสบการณ์ที่เติมเต็มความสุขผ่านการเดินทาง ผสานเข้ากับกลยุทธ์ Celebrity Marketing 

    ททท. ได้คัดเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่ม Solo Economy ซึ่งมีตัวแทนคือ คุณวู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา และ คุณโอ๊ต-อัครพล จับจิตรใจดล สื่อสารกับนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์การเดินทางเชิงคุณค่าและการดูแลตัวเอง (Self Love) 

    ททท.เปิดแคมเปญ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม มัดรวมดีลสุดคุ้ม 200 โรงแรมทั่วไทย

    อีกทั้งยังเป็นกระบอกเสียงแทนกลุ่ม LGBTQ+ ที่สะท้อนถึงความหลากหลาย ความมั่นใจ และการใช้ชีวิตตามเสียงหัวใจอย่างสง่างาม

    ททท.เปิดแคมเปญ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม มัดรวมดีลสุดคุ้ม 200 โรงแรมทั่วไทย

    ขณะที่กลุ่ม Multi-Generation ตัวแทนคือ คุณลิเดีย ศรัณย์รัชต์-คุณแมทธิว ดีน และครอบครัว ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของการเดินทางที่เติมเต็มชีวิต ค้นพบมุมมองใหม่และร่วมกันสร้าง “Grand Moment” อันทรงคุณค่าผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย 

    ททท.เปิดแคมเปญ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม มัดรวมดีลสุดคุ้ม 200 โรงแรมทั่วไทย

    แคมเปญนี้ถูกจัดทำในรูปแบบภาพยนตร์โฆษณาด้วยฝีมือการกำกับของนายจิรัฐพงศ์ รัชชระเสวี ที่เน้นการสื่อสาร Emotional Marketing สร้างความรู้สึกของผู้ชม ชวนให้ทุกคนกลับมาฟังเสียงของตัวเองและคนที่เรารัก แล้วพาตัวเองไปยังสถานที่ที่เราอยากไป สัมผัสความสุขและทำกิจกรรมที่จะเติมเต็มความรู้สึกให้กลับคืนมาอีกครั้ง 

    ททท.เปิดแคมเปญ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม มัดรวมดีลสุดคุ้ม 200 โรงแรมทั่วไทย

    นอกจากนี้ ททท. ยังร่วมกับพันธมิตรและผู้ประกอบการ ออกแบบเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com  เป็นศูนย์รวมโปรโมชั่นและแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มจากพันธมิตรและผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่า 200 ราย ครอบคลุมทั้งที่พัก โรงแรม รีสอร์ท และกิจกรรมท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์การเดินทาง 

    นักท่องเที่ยวสามารถจองง่าย ๆ ผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com เพียงเลือกโรงแรมที่สนใจ และกรอกโค้ด HAPPYNOW2025 เลือกวันที่เข้าพัก ระบบจะพาเข้าสู่หน้าจองของโรงแรมโดยตรงและรับการยืนยันทางอีเมลได้ทันที

    โปรโมชั่นสุดพิเศษนี้ เตรียมเปิดให้จองได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2568 โดยสามารถเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2568 – 31 มีนาคม 2569 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงแรมกำหนด)

    ตัวอย่างโปรโมชั่นและแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มจากพันธมิตรและผู้ประกอบการ อาทิ โรงแรมศรีพันวา รีสอร์ตระดับ 5 ดาว ส่วนลด 20%, รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป เครือโรงแรมระดับ 5 ดาวในพัทยา ส่วนลด 15%, ศาลา ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เครือโรงแรมและรีสอร์ทสไตล์บูทีค ส่วนลด 15%

    วารานา กระบี่ Wellness Center กับประสบการณ์บำบัดด้วยน้ำแบบเฉพาะตัวรวมถึงธนาคารน้ำธรรมชาติแห่งแรกของไทย ส่วนลด 10%, จรัสภาวัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ รีสอร์ตหรูหัวหินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล World Luxury Award, ศิลาวดี  พูล สปา รีสอร์ท เกาะสมุย หนึ่งในพูลวิลล่าวิวสวยที่สุดของไทย, โรงแรมกาลนาน ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท ริมแม่น้ำเจ้าพระยา, เคป ดารา รีสอร์ท, ใบหยก กรุ๊ป ส่วนลด 20% และโรงแรม Mida Hospitality Group ส่วนลดสูงสุดถึง 30% และอีกมากมาย

    โปรโมชั่นพิเศษภายใต้แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” จองง่าย คุ้มค่า สบายใจ สบายกระเป๋า และพร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำให้กับคุณและคนที่คุณรัก 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/639741&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw059FW5EYrWQFZiD5NVZBa0

  • ‘สว.’ เข้าใจ ‘ภท.’ กลัวที่มา ส.ส.ร. ขัดคำวินิจฉัย

    ‘สว.’ เข้าใจ ‘ภท.’ กลัวที่มา ส.ส.ร. ขัดคำวินิจฉัย

    ‘นรเศรษฐ์ ปรัชญากร’ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงถึงการเดินหน้าจัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า กมธ.ตั้งใจที่จะศึกษาแนวทางร่างรัฐธรรมนูญของทุกพรรคการเมือง และขณะนี้ยังรอคำวินิจฉัยฉบับเต็มของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในส่วนความเห็นเพิ่มเติมที่ประชาชนไม่สามารถเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้โดยตรง ว่ามีเหตุผลอย่างไร ซึ่ง กมธ.เคารพคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันในหลักการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ว่าประชาชนมีอำนาจอธิปไตยในการสถาปนารัฐธรรมนูญ ประชาชนควรมีสิทธิเลือก ส.ส.ร.ได้โดยตรง และคิดว่ารัฐสภาควรยืนยันสิ่งนี้แทนประชาชน 

    โดย กมธ.ได้ศึกษาแนวทางเรื่องที่มา ส.ส.ร. ซึ่งได้ลงพื้นที่ทุกภาค พบว่าประชาชนเกือบ 100% ยืนยันอยากเลือก ส.ส.ร.ด้วยตนเอง และต้องการ ส.ส.ร. ซึ่งเป็นตัวแทนของจังหวัด กมธ.จึงทำร่างโมเดล ส.ส.ร. แบบก้าว 2 ขา บันได 2 ขั้น แบ่งเป็นตัวแทนจากในพื้นที่ 200 คน คิดตามสัดส่วนประชากรในพื้นที่ จังหวัดที่ใหญ่ที่สุด มีส.ส.ร.เต็มที่ได้ไม่เกิน 5 คน เพื่อไม่ให้ต่างจากจังหวัดที่มีขนาดเล็ก และแบบบัญชีรายชื่อที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ สมัครเข้ามา เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาเลือกให้เหลือ 200 คน โดยมีกฎเกณฑ์ว่าคะแนนของสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถเลือกได้ทั้งแพค อาจมีคะแนนให้เลือกในสัดส่วนคนละ 5-10 คะแนน เพื่อให้เกิดการกระจาย

    ทำให้ ส.ส.ร. มีความหลากหลายมากที่สุด และข้อเสนอของเราได้อยากให้ ส.ส.ร. ที่ได้รับการคัดเลือก 200 คน ส่วนหนึ่งไปเป็นกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนหนึ่งไปเป็นกรรมการรับฟังความคิดเห็น แต่อีก 200 คนที่ไม่ได้ถูกเลือก ยังมีหน้าที่ไปอยู่ในกรรมการรับฟังความคิดเห็น , กรรมการประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญด้วย เพื่อให้ 400 คนที่ประชาชนได้เลือกมามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นโมเดลที่ กมธ.ร่างขึ้นมาในหลักการ ส.ส.ร. อย่างน้อยยังมีการเลือกจากประชาชนโดยตรงขั้นหนึ่ง ก่อนจะให้สมาชิกรัฐสภาเลือกต่อ โดยมีสัดส่วนคะแนนที่ไม่ถูกเลือกโดยเสียงข้างมาก กมธ.จะนำแนวคิดนี้ไปแลกเปลี่ยนในสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงเวทีต่างๆ และจะจัดกิจกรรมต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เวทีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการจัดทำประชามติ 

    เมื่อถามว่า สว.ส่วนใหญ่เห็นด้วยหรือไม่ นรเศรษฐ์ กล่าวว่า แนวคิดนี้ยังไม่ได้นำเสนอในวุฒิสภา เป็นการศึกษาของ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ซึ่งได้นำแนวคิดนี้พูดคุยกันใน กมธ. มีทั้งเห็นด้วยและยังมีข้อกังวล เมื่อได้อธิบายหลักการและเหตุผล หลายคนมีความเข้าใจ และหากตนมีโอกาสจะเดินสายทำความเข้าใจกับวุฒิสภา พร้อมย้ำว่าแนวคิดนี้เป็นเพียงการนำเสนอตุ๊กตาเท่านั้น 

    ส่วนแนวคิดนี้มีความสอดคล้องกับร่างของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ที่ให้ประชาชนเลือกมาลำดับแรก แต่ต่างจากของพรรคภูมิใจไทยที่อาจจะไม่ได้ให้ประชาชนร่วมเลือก เพราะกังวลจะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มองว่าจะไปต่อด้วยกันยากง่ายอย่างไร นรเศรษฐ์ กล่าวว่า

    “ความเห็นของพรรคภูมิใจไทย เป็นข้อกังวลที่ทุกพรรคการเมืองก็กังวล ซึ่งอาจจะเปิดช่องให้มีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ และเข้าใจในความกังวลของพรรคภูมิใจไทยและหลักการที่สำคัญของรัฐธรรมนูญ ระบุชัดว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ จึงอยากให้สมาชิกรัฐสภายืนยันหลักการนี้ อย่าเพิ่งประเมินไปเองว่าศาลจะวินิจฉัยอะไรที่ขัดกับหลักการตรงนี้”

    เมื่อถามว่า กมธ.มีความกังวลเรื่องการใช้เสียง เกินกึ่งหนึ่ง ที่เสี่ยงต่อการกินรวบหรือฮั้วหรือไม่ รเศรษฐ์ กล่าวว่า มีความกังวลว่าถ้าสุดท้ายเสียงที่ต้องโหวตเลือก ส.ส.ร. ต้องอาศัยเสียงในรัฐสภาเป็นเสียงส่วนใหญ่ อาจทำให้สัดส่วนของ ส.ส.ร. ถูกชักจูงไปได้ จึงเป็นที่มาของโมเดลของ กมธ.นี้ 

    ส่วนเงื่อนไข 1 ใน 3 ของเสียง สว.ที่จะเห็นชอบด้วย ยังเป็นข้อกังวลอยู่หรือไม่ หรือประเมินแนวโน้มว่าจะสามารถผ่านวาระแรกได้นั้น ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ยังมี สว.ที่ยังมีคำถาม รวมถึงมีข้อกังวลว่าถ้ามีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะเป็นการให้เช็กเปล่าหรือหมวดหนึ่ง หมวดสอง จะถูกแตะต้องหรือไม่ จึงต้องเดินหน้าทำความเข้าใจ ตนคิดว่า ส.ส.ร. ที่เราเลือกไปจะเห็นความสำคัญของหมวดหนึ่ง หมวดสอง เชื่อว่าต้องเดินหน้ารับฟังความคิดเห็นของประชาชน  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/senators-understand-the-bhumjaithai-party&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0baoquK-JB67PKGq5yAiDa