Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อรรถพล อธิบดีกรมอุทยานฯ ร่วมสัมมนา “Tourism Synergy” ดันการท่องเที่ยวไทยยั่งยืน | TOPNEWS

    อรรถพล อธิบดีกรมอุทยานฯ ร่วมสัมมนา “Tourism Synergy” ดันการท่องเที่ยวไทยยั่งยืน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 25/09/2025 09:39

    วันที่ 24 กันยายน 2568 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้าร่วมการสัมมนาเรื่อง “Tourism Synergy : พลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

    การสัมมนาครั้งนี้มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีเปิด และนายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การสัมมนาเพื่อระดมความคิดเห็นจากภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาและกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยให้มีความยั่งยืน และการบรรยายพิเศษ หัวข้อ TOURISM SYNERGY สำคัญอย่างไร โดย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการก่องเที่ยวและกีฬา และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ตลอดจนการอภิปรายจากผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน รวมถึงร่วมระดมความคิดเห็นในกลุ่มย่อยเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางแก้ไขด้านการบังคับใช้กฎหมาย การประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์เชิงบวก และการเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 33

    เวทีสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างมีทิศทางเดียวกัน และพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็น “Thailand Tourism Destination” อย่างยั่งยืนและครอบคลุมในทุกมิติ
    วุฒิเดช ก้อนทองคำ TOPNEWSทั่วไทย ภาคตะวันตก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1329282&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nTGKnhGgCYonHlDFRxM0_

  • ยอดผลิตยานยนต์หดตัว 6.11% จากกฎเข้มต่างประเทศ แต่ EV ไทยยังขยายตัวแรง

    ยอดผลิตยานยนต์หดตัว 6.11% จากกฎเข้มต่างประเทศ แต่ EV ไทยยังขยายตัวแรง

    อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเดือน ส.ค. 68 ชะลอจากกฎต่างประเทศ แต่ EV ในประเทศยังพุ่ง—ภาคเหนือ–เชียงรายถือฐานรถจดทะเบียนใหญ่ รัฐถูกจี้ออก “กองทุนค้ำประกันกระบะ” อัดกำลังซื้อปลายปี

    กรุงเทพฯ, 25 กันยายน 2568 — ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในเดือนสิงหาคม 2568 สะท้อนความท้าทายสองแรงพร้อมกัน: ด้านหนึ่ง ยอดผลิตรวม 112,366 คัน ลดลง 6.11% เมื่อเทียบปีก่อนจากแรงกดดันกฎสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของประเทศคู่ค้า ทำให้การผลิตเพื่อส่งออกหดตัว 10.67% ขณะเดียวกัน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศยังขยายตัวโดดเด่น โดย BEV จดทะเบียนใหม่ 11,486 คัน (+30.46% YoY) และ PHEV 1,049 คัน (+22.83% YoY) สวนทาง HEV ที่ลดลงเล็กน้อย 3.86%

    ข้อมูลดังกล่าวเปิดเผยโดย นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งย้ำว่าแม้เดือนสิงหาคมจะเผชิญแรงต้านจากตลาดต่างประเทศ แต่ทั้งปี 2568 ยังคงเป้าผลิต 1.45 ล้านคัน โดยเชื่อแรงส่งไตรมาสสุดท้ายจะช่วยประคองโมเมนตัมการผลิต

    มาตรฐานโลกเข้ม—เมื่อความปลอดภัยและคาร์บอนเป็นตัวแปรใหม่

    ด้าน โครงสร้างการผลิต เดือนสิงหาคม ผลิตเพื่อส่งออก 73,956 คัน คิดเป็น 65.82% ของยอดผลิตทั้งหมด แต่ลดลงจากปีก่อนจากสองแรงกดดันหลัก

    1. รถยนต์นั่ง ลดลง 21.27% หลังหลายรุ่นยุติสายการผลิตเพื่อทำตามข้อกำหนด อุปกรณ์ช่วยขับและความปลอดภัย (Advanced Driver Assistance Systems: ADAS) ของประเทศปลายทาง
    2. รถกระบะเพื่อส่งออก ลดลง 6.36% เพราะข้อกำหนด การปล่อยคาร์บอน เข้มงวดขึ้น

    ฝั่งการค้า ระบุว่า ส่งออกรถสำเร็จรูป 71,179 คัน ลดลงทั้ง MoM (-1.74%) และ YoY (-17.30%) โดยเฉพาะรถกระบะและรถยนต์นั่งที่ใช้น้ำมันได้รับผลกระทบตรงจากเกณฑ์สิ่งแวดล้อมใหม่ ขณะที่ มูลค่าส่งออกรถสำเร็จรูป อยู่ที่ 45,553.26 ล้านบาท และเมื่อนับรวมเครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ ยอดเดือนสิงหาคมมีมูลค่า 67,917.28 ล้านบาท (สะสม 8 เดือนมูลค่ารวม 581,307.35 ล้านบาท)

    ดีมานด์ในประเทศ EV คือ “กันชน” ของอุตสาหกรรม

    ในทางกลับกัน การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือนสิงหาคมอยู่ที่ 38,410 คัน (34.18% ของการผลิตรวม) เพิ่มขึ้น 4.11% โดยมีสาเหตุสำคัญจาก การผลิต EV ในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้าปีก่อน (2565–2566) สอดคล้องกับภาพ การจดทะเบียนใหม่ของ EV ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

    • BEV: 11,486 คัน (+30.46% YoY)
    • PHEV: 1,049 คัน (+22.83% YoY)
    • HEV: 10,575 คัน (-3.86% YoY)

    การขยายตัวของ EV ทำให้ห่วงโซ่การผลิตในประเทศเริ่มขยับ ทั้งการประกอบรถ การผลิตชิ้นส่วนไฟฟ้าบางรายการ และบริการหลังการขายที่ต้องอัปสกิลแรงงานด้านไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งเป็น “กันชน” ที่ช่วยซับแรงกระแทกจากฝั่งส่งออก

    สะสม 8 เดือน ภาพรวมยัง “ทรงตัวเชิงลบ” แต่มีสัญญาณหนุนปลายปี

    ยอดผลิตสะสม ม.ค.–ส.ค. 2568 จำนวน 947,697 คัน ลดลง 5.77% จากช่วงเดียวกันปีก่อน—สะท้อนแรงกดดันด้านนอกประเทศต่อเนื่อง ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยโลก (เฟดส่งสัญญาณลด) และแนวโน้มนโยบายการเงินในประเทศที่มุ่ง เพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อและลดดอกเบี้ย อาจช่วยบรรเทาภาระผ่อนรถของครัวเรือนและกระตุ้นยอดขายปลายปีตามที่ ส.อ.ท. ประเมิน

    นายสุรพงษ์ให้ความเห็นว่า “หากผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ผลักดันให้คนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น พร้อมปรับลดดอกเบี้ยตามจังหวะที่เหมาะสม ปัญหา หนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะทยอยปรับดีขึ้น และส่งผลบวกต่อ ดีมานด์รถใหม่ ในประเทศ”

    ภาคเหนือ–เชียงราย “ฐานรถจริง” ใหญ่ โอกาสธุรกิจบริการ–ชาร์จ–ซัพพลายเชน

    มองในระดับพื้นที่ ภาคเหนือ มีรถจดทะเบียนสะสม 7,718,847 คัน ขณะที่ จังหวัดเชียงราย มี 843,615 คัน (ณ สิ้น ส.ค. 2568) ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำว่าแม้เชียงรายจะเป็นจังหวัดชายแดน แต่ “ขนาดตลาดยานยนต์จริง” ใหญ่และหลากหลาย ยิ่งเมื่อ EV เติบโต โอกาสธุรกิจในพื้นที่—ตั้งแต่สถานีชาร์จ ร้านซ่อมที่อัปทักษะ EV ชิ้นส่วน/อุปกรณ์เสริม ไปจนถึงบริการประกัน–ไฟแนนซ์เฉพาะทาง—จะชัดเจนขึ้น

    สำหรับหน่วยงานท้องถิ่นและภาคธุรกิจในเชียงราย “ลูกศร” ชี้ไปที่สามวงจรสำคัญ

    1. โครงสร้างพื้นฐานชาร์จ ครอบคลุมเมือง–ชานเมือง–เส้นทางท่องเที่ยว เชื่อมพิษณุโลก–แพร่–พะเยา–เชียงใหม่–เชียงราย
    2. Upskill/Reskill ช่าง–ครูอาชีวะ–ชุมชน ให้คุ้นเคยงานไฟฟ้าแรงสูง มาตรฐานความปลอดภัย และอุปกรณ์วิเคราะห์สมัยใหม่
    3. ส่งเสริม e-Mobility ภาครัฐท้องถิ่น (รถโดยสารไฟฟ้า–รถขยะไฟฟ้า–ฟลีทสาธารณะ) เพื่อเป็นดีมานด์ตั้งต้นและโมเดลธุรกิจนำร่อง

    กองทุนค้ำประกันกระบะ” กับโจทย์คาร์บอน: เร่งดีมานด์–เร่งเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกัน

    ฝั่งมาตรการรัฐ ส.อ.ท. เสนอให้รัฐบาล ตั้งกองทุน 5,000 ล้านบาท ค้ำประกันผลขาดทุนจากการยึดรถกระบะแล้วขายขาดทุน (ไม่เกิน 50,000 บาท/คัน) เพื่อจูงใจสถาบันการเงิน ปล่อยกู้เพิ่มยอดขายรถกระบะอย่างน้อย 30% เทียบปีก่อน พร้อมเห็นชอบมาตรการ คนละครึ่ง” เพื่อพยุงกำลังซื้อฐานราก

    ในเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศต้อง “เดินสองขา”

    • ขาแรก รักษาฐานการผลิต–ส่งออกรถกระบะ (ที่ยังเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญ) ด้วยเครื่องมือการเงินที่ลดความเสี่ยงระบบ
    • ขาสอง ขยับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและการปล่อยคาร์บอนให้ ทันประเทศคู่ค้า ควบคู่การเร่ง EV Transition เพื่อไม่ให้ไทยเสียความสามารถแข่งขันจาก Carbon Border/Green Procurement ในอนาคต

    จากกรอบกฎสากล สู่การเปลี่ยนผ่านของไทย

    เมื่อกฎสิ่งแวดล้อม–ความปลอดภัยของโลกขยับ ไทยที่พึ่งพาการส่งออกย่อม “สัมผัสแรงสั่น” ก่อนใคร เดือนสิงหาคมจึงเป็นภาพจำลองว่า กฎ–มาตรฐาน กำลังกลายเป็น ตัวกำหนดเศรษฐกิจดิจิทัล–สีเขียว มากพอ ๆ กับอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราแลกเปลี่ยน

    • จุดเปิดเรื่อง: ยอดผลิตลดลงจากแรงกดดันกฎใหม่
    • จุดกลางเรื่อง: ดีมานด์ในประเทศ—โดยเฉพาะ EV—รับไม้ต่อ ช่วยประคองโรงงาน–ซัพพลายเชน
    • จุดคลี่คลาย: นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น + มาตรการรัฐเชิงเป้าหมาย (กองทุนค้ำประกัน–คนละครึ่ง) + ยุทธศาสตร์ยกระดับมาตรฐานคาร์บอน–ความปลอดภัยในประเทศ = เส้นทาง “รักษาฐานส่งออก พร้อมเร่งไฟฟ้า”

    ตัวเลขที่ต้องคิดต่อ (Key Stats & Watchlist)

    • ผลิต ส.ค. 68: 112,366 คัน (-6.11% YoY)
    • ผลิตเพื่อส่งออก: 73,956 คัน (65.82% ของผลิตรวม) / ส่งออกรถสำเร็จรูป 71,179 คัน (-17.30% YoY)
    • มูลค่าการส่งออก (ส.ค.): รถสำเร็จรูป 45,553.26 ลบ. / รวมเครื่องยนต์–ชิ้นส่วน–อะไหล่ 67,917.28 ลบ.
    • สะสมผลิต ม.ค.–ส.ค.: 947,697 คัน (-5.77% YoY) / มูลค่าส่งออกสะสม (รวมเครื่องยนต์–ชิ้นส่วน–อะไหล่) 581,307.35 ลบ.
    • EV จดทะเบียนใหม่ (ส.ค.): BEV 11,486 (+30.46%), PHEV 1,049 (+22.83%), HEV 10,575 (-3.86%)
    • ภาคเหนือ: รถจดทะเบียนสะสม 7,718,847 คัน / เชียงราย 843,615 คัน

    เสียงจากอุตสาหกรรม

    นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ กล่าวโดยสรุปว่า “แม้การผลิตเดือนสิงหาคมจะลดลงตามแรงกดดันภายนอก แต่ทั้งปีเรายังเชื่อว่า แตะเป้า 1.45 ล้านคัน ได้ หากรัฐส่งสัญญาณหนุนเศรษฐกิจและเข้าถึงเครดิตมากขึ้น ขณะที่ฝั่งตลาดภายในประเทศ EV ยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ และควรเร่งสร้างความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรไปพร้อมกัน”

    นัยต่อเชียงราย เมืองชายแดน—ฐานยานยนต์—โหนคลื่น EV

    เชียงรายในฐานะ เมืองด่านหน้าการค้า และมีฐานรถจดทะเบียนสะสมกว่า 8 แสนคัน กำลังยืนอยู่หน้าคมมีดแห่งการเปลี่ยนผ่านยานยนต์ไฟฟ้า

    • ธุรกิจบริการ ต้องเร่งอัปสกิลและมาตรฐานความปลอดภัยงานไฟฟ้าแรงสูง
    • อปท./จังหวัด สามารถจุดประกายด้วยโครงการฟลีทรถสาธารณะไฟฟ้าและสถานีชาร์จสาธารณะในจุดท่องเที่ยว–จุดพักรถ
    • สถาบันการศึกษา จับมือผู้ผลิต–ดีลเลอร์ สร้างหลักสูตร EV Technician เชื่อมงานจริง
    • ผู้บริโภค ได้ประโยชน์จากค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง–บำรุงรักษาที่ลดลง หากมีโครงข่ายชาร์จครอบคลุมและเงื่อนไขไฟแนนซ์เหมาะสม

    ในระยะสั้น “กองทุนค้ำประกันรถกระบะ” หากเดินหน้าตามข้อเสนอ จะช่วยพยุงตลาดเชิงโครงสร้าง ในพื้นที่ที่ยังพึ่งพารถกระบะเพื่อการพาณิชย์และเกษตร ขณะเดียวกัน EV เชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก–กลาง (เช่น รถส่งของในเมือง รถเชื่อมท่องเที่ยว) มีโอกาสแจ้งเกิดในเชียงราย หากรัฐ–เอกชนพัฒนาโมเดลความเป็นเจ้าของและต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน (TCO) ให้แข่งขันได้

    เส้นทางข้างหน้า นโยบายที่ “เกาให้ถูกที่คัน”

    1. เข้าถึงสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ: จูงใจไฟแนนซ์ปล่อยกู้กลุ่มอาชีพอิสระ/SMEs ด้วยกรอบค้ำประกันที่วัดผลชัดเจน (ดีลเลอร์–ไฟแนนซ์–ผู้ใช้)
    2. มาตรฐานความปลอดภัย–คาร์บอนในประเทศ: ขยับตามมาตรฐานคู่ค้า เพื่อลดช่องว่างการยกเลิกสายการผลิต–สั่งระงับนำเข้าในอนาคต
    3. เร่ง EV Ecosystem ระดับจังหวัด: ตั้ง “แผนที่ชาร์จ” (Charging Map) เชื่อมเมือง–แหล่งท่องเที่ยว–โลจิสติกส์ พร้อมแรงจูงใจติดตั้งหัวชาร์จเอกชน
    4. Upskill บุคลากร: ทุนฝึกอบรมช่าง EV แกนกลางจังหวัดชายแดน—เริ่มจากเชียงรายเป็น Pilot
    5. ข้อมูลโปร่งใส–รายงานรายเดือนระดับพื้นที่: เปิด Dashboard จดทะเบียน EV–เครือข่ายชาร์จ–อัตราใช้ไฟ เพื่อดึงดูดเอกชนลงทุน

    สาระสำคัญคือ ไทยต้องทำให้ การเปลี่ยนผ่าน” (Transition) เป็น การอัปเกรด” (Upgrade) ไม่ใช่แค่การทนแรงกดดันจากภายนอก หากทำได้ ฐานการผลิต–ส่งออก และตลาดภายในจะเกื้อหนุนกันอย่างยั่งยืน

    เดือนสิงหาคม 2568 บอกเราว่าเกมยานยนต์โลกกำลัง ขยับกติกา ประเทศผู้ส่งออกอย่างไทยจึงต้อง ขยับวิธีเล่น การผลิตรวมชะลอเพราะกฎสิ่งแวดล้อม–ความปลอดภัยต่างประเทศเข้มขึ้น แต่ในประเทศ EV ยังก้าวแรง เป็นกันชนของอุตสาหกรรม ภาคเหนือและเชียงรายมี “ฐานรถจริง” ใหญ่—พร้อมรองรับโอกาสใหม่ หากโครงสร้างพื้นฐาน–ทักษะ–การเงิน ได้รับการเติมเต็มตรงจุด ควบคู่การยกระดับมาตรฐานคาร์บอนในประเทศให้ทันโลก

    เป้าหมาย 1.45 ล้านคันทั้งปีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของยอดผลิต แต่คือ บทพิสูจน์ความยืดหยุ่นเชิงนโยบาย ที่จะพาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเข้าสู่ยุคไฟฟ้าอย่างมีศักดิ์ศรีและแข่งขันได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/thai-auto-industry-slowdown-ev-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bJzC-WOq2yPG9RjrNzE_O

  • อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา เปิดท่องเที่ยว 2568 สัมผัสมนตร์เสน่ห์ทะเลใต้

    อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา เปิดท่องเที่ยว 2568 สัมผัสมนตร์เสน่ห์ทะเลใต้

              อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา เปิดการท่องเที่ยว 2568 บริเวณเกาะละวะใหญ่ เกาะโบยใหญ่ และอ่าวเคียน ชวนออกผจญภัย ท่องทะเลใส ชมหน้าผาหินปูนตระการตา

              อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงากลับมาเปิดให้ท่องเที่ยวในปี 2568 อีกครั้ง สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยความงดงามของธรรมชาติและทิวทัศน์อันน่าตื่นตาตื่นใจ พร้อมชวนผู้มาเยือนได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของทะเล เหมาะสำหรับใครที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายและเติมเต็มช่วงเวลาพักผ่อนด้วยธรรมชาติ ใครที่ชอบเที่ยวทะเล เตรียมจัดทริปชวนก๊วนเพื่อนเที่ยวกันได้เลย

    อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา
    เปิดการท่องเที่ยว 2568

    อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา

    อุทยานแห่งชาติพังงา เปิดการท่องเที่ยว 2568

              ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา – Ao Phang Nga National Park แจ้งประกาศเปิดการท่องเที่ยวบริเวณเกาะละวะใหญ่ เกาะโบยใหญ่ และอ่าวเคียน ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568

    รู้จักเกาะละวะใหญ่ เกาะโบยใหญ่ และอ่าวเคียน

              ถ้าใครชอบเที่ยวทะเลแบบสงบ ๆ ไม่พลุกพล่าน เกาะแถวอ่าวพังงาก็มีมุมสวย ๆ ที่น่าสนใจอย่างเกาะละวะใหญ่ ที่ขึ้นชื่อเรื่องหาดทรายขาว น้ำใส และบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการนั่งพักผ่อน เดินเล่นชิล ๆ ริมหาด และไม่ไกลกันมากยังมีเกาะโบยใหญ่ แหล่งอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด รอบเกาะมีชายหาดที่เต็มไปด้วยเปลือกหอยผุพังขนาดเล็ก แม้จะไม่เหมาะกับการลงเล่นน้ำ แต่ความอุดมสมบูรณ์ของป่าบนเกาะก็ทำให้ที่นี่มีเสน่ห์เฉพาะตัว นักท่องเที่ยวสามารถพบเห็นนกแก๊ก นกออก รวมถึงนกชายเลนอพยพที่เข้ามาอาศัยในช่วงฤดูหนาวได้อยู่เสมอ

    อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา เกาะละวะใหญ่

    เกาะละวะใหญ่ เกาะโบยใหญ่ และอ่าวเคียน วิธีเดินทาง

              สำหรับวิธีการเดินทางไปยังเกาะละวะใหญ่ เกาะโบยใหญ่ และอ่าวเคียน แต่ละแห่งสามารถเดินทางได้แตกต่างกันไป 

    • เกาะละวะใหญ่ การเดินทางเริ่มจากฝั่งภูเก็ต สามารถไปขึ้นเรือที่ท่าเรืออ่าวปอ หรือท่าเรือบางโรง ใช้เวลาไม่นานก็ถึงเกาะละวะใหญ่ เหมาะกับการนั่งเรือหางยาวหรือสปีดโบ๊ทไปแบบเช้า-เย็น

    • เกาะโบยใหญ่ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะยาวน้อย วิธีสะดวกที่สุดคือไปถึงเกาะยาวน้อยก่อน (โดยเรือจากภูเก็ตหรือกระบี่) แล้วค่อยเช่าเรือหางยาวจากชาวบ้านในพื้นที่เพื่อไปเกาะโบยใหญ่ ใช้เวลาเดินทางไม่นาน บรรยากาศระหว่างทางก็ดีมาก

    • อ่าวเคียน อยู่บริเวณเกาะยาวน้อยเช่นกัน นักท่องเที่ยวมักจะเหมารถหรือเช่าเรือหางยาวพาเที่ยวรอบ ๆ อ่าว น้ำทะเลเขียวมรกตตัดกับภูเขาหินปูนสวยมาก

    เกาะละวะใหญ่ เกาะโบยใหญ่ และอ่าวเคียน เที่ยว One Day Trip ได้ไหม

              จริง ๆ แล้วนักท่องเที่ยวที่อยากเที่ยวเกาะละวะใหญ่ เกาะโบยใหญ่ และอ่าวเคียน ในวันเดียวสามารถทำได้ แต่ใด ๆ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ น้ำขึ้นน้ำลง และจังหวะเรือด้วย ถ้าออกเรือเช้า ๆ จากเกาะยาวน้อย จะสะดวกที่สุด เพราะทั้งเกาะโบยใหญ่ และอ่าวเคียน อยู่ไม่ไกลจากเกาะยาวน้อย ส่วนเกาะละวะใหญ่ จะอยู่ค่อนไปทางภูเก็ต แต่ก็ยังพอจัดรวมในทริปเดียวได้ โดยปกติเรือหางยาวหรือสปีดโบ๊ทที่ให้เช่า สามารถจัดเส้นทางวนให้ครบได้ใน 1 วัน

              ตอนเช้าออกเรือจากเกาะยาวน้อย แวะเกาะโบยใหญ่ พอสาย ๆ ล่องเรือไปอ่าวเคียน บ่ายค่อยมุ่งหน้าไปเกาะละวะใหญ่ แล้วพอตกเย็นกลับเข้าฝั่งเกาะยาวน้อย หรือถ้าอยากตรงเข้าภูเก็ตก็ได้เช่นกัน 

              *** ถ้าเลือกสปีดโบ๊ท จะย่นเวลาเดินทางเยอะมาก ทำให้เที่ยวได้สบาย ๆ แต่ถ้าเป็นเรือหางยาว อาจต้องเลือกตัดบางจุด หรือเที่ยวแบบไม่รีบแต่ได้ฟีล Local มากกว่า

    อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา เกาะละวะใหญ่

              อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา พร้อมเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งในปี 2568 มาสัมผัสธรรมชาติสุดอลังการ ทะเล หาด เกาะ ครบจบในที่เดียว ^ ^ 
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวทะเลพังงา ที่เที่ยวทะเลใต้ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view295258.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VbYfwkaUwlY_C3GNMSET5

  • นายกฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุน-เศรษฐกิจ

    นายกฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุน-เศรษฐกิจ

    ตลาดหลักทรัพย์ฯ 25 ก.ย.-นายกฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุน-เศรษฐกิจ ยันได้ทีมมีความรู้ ความสามารถ ปลอดการเมืองครอบงำ ใช้เวลา 4 เดือน แก้ปัญหาประเทศ ไม่มีมานั่งเท่ๆ กินกาแฟฟรี

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงภายหลังร่วมประชุมหารือ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สมาคมบริษัทจัดการลงทุน สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า รัฐบาลชุดนี้ได้ตั้งทีมทำงานด้านเศรษฐกิจ ตั้งแต่รองนายกรัฐมนตรีจนถึงรัฐมนตรีต่างๆ ที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นบุคลากรที่ไม่มีการครอบงำใดๆทางการเมือง ทุกท่านสามารถใช้ความรู้ความสามารถได้ตามภารกิจอย่างเต็มที่ จะใช้ทุกอย่างที่มีอยู่ฟื้นฟูสร้างความเชื่อมั่นมั่งคั่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศโดยมีอำนาจเต็ม

    “ทีมงานชุดนี้ไม่มีทีมงานการเมือง แต่เป็นการคัดสรรบุคลากรแต่ละท่านด้วยตัวเอง ซึ่งมีอำนาจเต็ม แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบข้อบังคับ และข้อกฎหมาย โดยจะใช้เวลาเท่าที่มีอยู่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในหน่วยงานที่รับผิดชอบได้อย่างเต็มที่” นายอนุทิน กล่าว

    เมื่อถามว่า รัฐบาลมีระยะเวลาเพียงสั้นๆ จะเรียกความเชื่อมั่นได้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ตนถึงได้บอกว่าถ้ามาถึงแล้ว บอกจะแก้กฎหมายต่างๆ ถ้าพูดแบบนี้ไม่ต้องเชื่อแล้ว เพราะมันเป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่เราจะจับในสิ่งที่มีอยู่ สิ่งใดที่สามารถแก้กฎระเบียบ แก้กฎกระทรวงได้ ก็จะดำเนินการตามกลไกที่มีอยู่ในกระทรวงหรือหน่วยงานต่างๆ ที่รัฐมนตรีกำกับดูแล เหมือนการทะลวงท่อให้ลื่นไหลไปได้ ผมคิดว่าแค่ 4 เดือนนี้ก็น่าจะเพียงพอ ที่จะสร้างรากฐานที่ดีให้เกิดความต่อเนื่องในอนาคต

    ส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยๆจะมั่นใจได้อย่างไรว่าในระยะ 4 เดือน จะช่วยวางรากฐานด้านเศรษฐกิจได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงบ่อยไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งไม่ดีเสมอไป ขอให้มีความใจกว้าง และนึกถึงประโยชน์ประเทศ และประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก อย่างรัฐบาลชุดนี้เมื่อเราเข้ามานโยบายอะไรที่ดี ที่ค้างท่อจากรัฐบาลชุดที่แล้ว หรือนโยบายอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเป็นที่นิยมสามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความสงบให้สังคมได้ ก็นำมาสานต่อ เช่น นโยบายคนละครึ่งซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่โจทย์แรกที่รัฐบาลชุดนี้ต้องทำให้ได้ เราเตรียมงบประมาณที่เล็งไว้ว่าหากใช้จากกรณีนี้ไม่ได้ ก็มีการเตรียมงบอีกก้อนหนึ่งเพื่อนำมาดำเนินการ เราได้เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าเราเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมืองจริงๆ

    ส่วนปัญหาทุนที่ตรวจสอบที่มาไม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า อะไรที่เกี่ยวกับทุนสีเทาก็จะให้รัฐมนตรีคลังดำเนินการ ซึ่งได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ตนได้บอกกับนายเอกนิติ ว่าวันนี้เรามานั่งกินกาแฟแล้ว ต้องทำสิ่งที่ทางตลาดทุนร้องขอมาให้สำเร็จ 3-4 เรื่อง ไม่ใช่มานั่งกินกาแฟฟรีๆ

    “ไม่ใช่มาถึงรอวันยุบสภา มาเป็นรัฐมนตรี มาเป็นนายกรัฐมนตรีเท่ๆ 4 เดือน บอกเลยว่าไม่มีหรอก ไม่มีเท่ แต่เวลาในทุกๆวันต้องทำงานอย่างเต็มที่“ นายอนุทิน กล่าว

    อย่างไรก็ตามในการประชุมนายกรัฐมนตรีรับฟังนโยบายและมาตรการด้านเศรษฐกิจ อันเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย แนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โดย ก.ล.ต. ได้นำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมาย 1.การผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ 2.การผลักดันกฎหมายเพื่อปฏิรูปตลาดทุน 3.การปรับโครงสร้างภาษีอากรของประเทศไทย การผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การผลักดันกฎหมายเพื่อปฏิรูปตลาดทุน และการปรับโครงสร้างภาษีอากรของประเทศไทย

    ด้าน สธท. ได้นำเสนอมาตรการ quick-big win ประกอบด้วย 1.สร้างความเชื่อมั่น นโยบายภาครัฐ จัดตั้งทีมงานร่วม เพื่อโปรโมท Thailand story ผ่านมุมมองด้านเศรษฐกิจ และการลงทุน สร้างการสื่อสารอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 2.พัฒนา เครื่องยนต์ เศรษฐกิจยุคใหม่ ด้วยกลไกตลาดทุน 3.เพิ่มสภาพคล่อง ระยะยาวในตลาดไทย และ 4.เดินหน้าอนาคตไทยที่ยั่งยืน เช่น การ upskill reskill แรงงานไทย การปราบปรามการหลอกลวงการลงทุน แก้ไขกฎระเบียบที่เป็นภาระอุปสรรค ช่วยลดอุปสรรคที่ลดทอนขีดความสามารถของประเทศ.-314.-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    ทำเนียบฯ 24 ก.ย. – ครม. แบ่งงาน​ 6 รองนายกฯ​ มอบ​ “บวรศักดิ์​” คุม​ยุติธรรม​ -​ คดีพิเศษ -​ สำนักพุทธฯ​ ขณะที่ “เอกนิติ​” คุมพาณิชย์​ -​ สำนักงบฯ ด้าน “ธรรมนัส​” คุมท่องเที่ยว​ -​ เกษตร​ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี​นัดพิเศษ นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย​ มีมติแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรี​ 6 คน​ ประกอบด้วย นายพิพัฒน์​ รัชกิจประการ​ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดูแลกระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน​ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์​แห่งชาติ​ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒฒาพิเศษ​ภาคตะวันออก​ (อีอีซี) นายโสภณ​ ซารัมย์​ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลด้านสังคม​ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ​ (ส​ทนช.) […]

    24 ก.ย.- ถนนทรุดตัวเป็นหลุมกว้างบริเวณหน้าวชิรพยาบาล จนท.เร่งเคลื่อนย้ายผู้ป่วย-ประชาชนใกล้เคียง ออกนอกพื้นที่เสี่ยง แจ้งเตือนหลีกเลี่ยงเส้นทางอาจเป็นอันตรายต่อผู้สัญจร ช่วงประมาณ 07.13 น. ศูนย์วิทยุพระราม199 รางานเหตุถนนทรุดตัวเป็นบริเวณกว้างใกล้เคียงอาคารของโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยสามเสน ถึงที่เกิดเหตุ ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นถนนทรุดตัวขนาดใหญ่ เป็นหลุมกว้าง 30 x 30 เมตร ลึก 50 เมตร ทรุดตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งบริเวณหน้าโรงพยาบาลและหน้าสถานีตำรวจสามเสน เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและประชาชนใกล้เคียง ออกจากจุดที่เกิดเหตุ ล่าสุดสำนักงานเขตดุสิต แจ้งปิดการจราจรแยกวชิรพยาบาล – แยกซังฮี้ และบริเวณใกล้เคียงโดยรอบ เนื่องจากเหตุผิวจราจรทรุดตัวส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคโดยรอบ และอาจเป็นอันตรายต่อผู้สัญจรใกล้เคียงได้ -สำนักข่าวไทย

    ทำเนียบ24 ก.ย. – ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่อายุน้อยที่สุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ วันนี้ (24 ก.ย.) มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. มีมติแต่งตั้งให้นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือเรียกกันว่า “นายกฯ น้อย” ถือเป็นตำแหน่งสำคัญ ต้องคอยสนับสนุนการทำงานของนายกรัฐมนตรี รวมถึงการบริหารจัดการงานทั่วไป และประสานงานให้กับนายกรัฐมนตรีโดยตรง นอกจากนี้ ยังเป็นตำแหน่งที่จะต้องรวบรวมวิเคราะห์ และกลั่นกรองข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนำเสนอความเห็นประกอบการพิจารณา และการสั่งการของนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม นางสาวไตรศุลี ถือเป็นผู้ที่รับตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่อายุน้อยที่สุด ปัจจุบันนางสาวไตรศุลี อายุ 35 ปี และเป็นลูกสาวของ นายวิชิต ไตรสรณกุล นายก อบจ.ศรีสะเกษ จบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเริ่มต้นการทำงานทางการเมืองด้วยการดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี […]

    23 ก.ย. – เจ้าของห้องคอนโด ย่านพระราม 9 ที่ถูกคู่กรณี ก่อความวุ่นวายทำลายทรัพย์สิน ยืนยันดำเนินคดีถึงที่สุด ตอนนี้ไม่ต้องการคำขอโทษ หนุ่มเจ้าของห้องคอนโด ย่านพระราม 9 ที่ถูกคู่กรณี ก่อความวุ่นวาย ทำลายทรัพย์สิน รวมถึงใช้อาวุธมีดมาเคาะประตูเชิงข่มขู่กลางดึก เปิดใจว่าขณะเกิดเหตุตกใจกลัวมาก หากประตูพังอาจเกิดเหตุไม่คาดคิด ต้องวิ่งไปหลบในห้องนอนและเอาของมาวางกั้นไว้ แต่ก็ยังโทรฯ หาตำรวจและแจ้งนิติบุคคลคอนโด แต่ก็ไม่มีใครขึ้นมา ตอนนี้ต้องย้ายที่อยู่ชั่วคราวและลางาน เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย โดยมีหลายคนที่เจอเหตุการณ์เหมือนกับตนเอง ส่วนทางคู่กรณี ตนอยากจะบอกว่า ถ้าหากมีอาการจิตเวชจริงก็ขอให้เข้ารับการรักษา ตอนนี้ไม่ต้องการคำขอโทษเพราะเกินเวลานั้นมานานแล้ว ยืนยันจะดำเนินการตามกฎหมาย เพราะสุดท้ายแล้วเชื่อว่ากฎหมายจะให้ความเป็นธรรมกับตนได้.-สำนักข่าวไทย

    ข่าวแนะนำ


    กทม. 25 ก.ย.-เริ่มแล้วปฏิบัติการเทปูนลงในหลุมถนนทรุด เพื่ออุดรอยรั่ว เนื่องจากกังวลว่าฝนจะตก และดินอาจสไลด์เพิ่ม เวลา 14.20 น. เริ่มปฏิบัติการเทปูนลงไปในหลุมที่ถนนทรุดตัว หน้า รพ.วชิรพยาบาล โดยทีมข่าวได้รับรายงาน คาดว่าวันนี้จะมีรถผสมปูนซีเมนต์ ประมาณ 100 คัน คันละ 5 คิว ประมาณ 1,250 ตัน เข้ามายังบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อนำปูนดังกล่าวเทลงไปบริเวณถนนที่มีการทรุดตัว เพื่อทำการปิดรอยรั่ว และเร่งปรับพื้นผิว ให้สามารถซ่อมแซมผิวถนนได้ เพราะต้องการให้ประชาชนสามารถสัญจรในบริเวณดังกล่าวได้ โดยมีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 14 วัน ซึ่งจะสูงขึ้นมา 3 เมตร ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เร่งดำเนินการ เนื่องจากกังวลว่าฝนจะตก และอาจเกิดการสไลด์ของดินเพิ่มเติม จึงได้นำกระสอบทรายปิดลงไปบริเวณท่อทุกด้านภายในหลุม รวมถึงบริเวณปากหลุม ก็จะนำกระสอบทรายตั้งไว้ เพื่อกันน้ำไหลลงไปด้วย.-420.-สำนักข่าวไทย

    กรุงเทพ 25 ก.ย. -รฟม.-ผู้รับจ้าง เร่งแก้ไขถนนทรุด หน้า รพ.วชิรพยาบาล คืนสภาพการจราจรภายใน 2 สัปดาห์ พร้อมดูแลเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) พร้อมด้วย กิจการร่วมค้า ซีเคเอสที – พีแอล และกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาควบคุมงาน PMCSC 1 โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ร่วมแสดงเจตจำนงขออภัยประชาชนทุกท่านที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ถนนสามเสนทรุดตัว บริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ที่เกิดเหตุตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 24 กันยายน 2568 เป็นต้นมา โดย รฟม. และผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา ยืนยันพร้อมรับผิดชอบ ดูแลแก้ไขปัญหาให้กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และจะเยียวยาประชาชน ตลอดจนทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อย่างดีที่สุด โดย รฟม.ได้ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยจะเร่งประชาสัมพันธ์ และลงพื้นที่ดูแลทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบทันที นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้ รฟม. ตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าของ รฟม. เพื่อยืนยันความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง […]

    รัฐสภา 25 ก.ย.-สภาฯ เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล 29-30 ก.ย.นี้ ฝ่ายค้านได้เวลา 15 ชั่วโมง “ปกรณ์วุฒิ” ลั่นแบ่งพอๆ กัน ปชน. 9 ชั่วโมง เพื่อไทย 6 ชั่วโมง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุมร่วมวิป 3 ฝ่าย ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี สส. และ สว. พิจารณาแนวทางดำเนินการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในการแถลงนโยบายรัฐบาล ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือด่วนส่งถึงประธานรัฐสภา ว่า มีความพร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2568 เป็นต้นไป ภายหลังประชุม ประธานรัฐสภา เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบกำหนดวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ในวันที่ 29-30 กันยายนนี้ โดยจะเริ่มอภิปรายในเวลา 09.00 น. ทั้งสองวัน แต่วันที่สองจะให้จบการอภิปรายในเวลา 18.00 […]

    25 ก.ย. – ผบ.ตร. รอคณะกรรมการฯ เคาะ ทุบหรือซ่อม สน.สามเสน แห่งใหม่ มูลค่า 40 ล้านบาท พบชาวบ้านแจ้งความแล้ว 11 คน จัดหาที่พักให้ข้าราชการตำรวจ 3 แห่ง เตรียมสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชา หากต้องกลับไปอยู่ที่เดิม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และ พ.ต.อ.ชายวุธ ชายโอฬาร ผกก.สน.สามเสน เข้าร่วมประชุมที่ สน.สามเสน ชั่วคราว พร้อมทั้งไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจข้าราชการตำรวจ สน.สามเสน ที่เข้ามาพักอาศัยในสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ก่อนจะออกมาเปิดเผยว่า วันนี้ในที่ประชุมมีวาระการประชุมทั้งหมด 3 เรื่อง คือ การดูแลเรื่องการจราจร การดูแลที่พักอาศัยของข้าราชการตำรวจ สน.สามเสน ที่ได้รับผลกระทบ และเรื่องการสอบสวน ซึ่งจะร่วมกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เรื่องแรกเรื่องการดูแลสภาพจราจร ถือว่าผ่านไปได้ด้วยดี ส่วนเรื่องจัดหาที่พักให้กับข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบ […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/politics-1590174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2daoQSKC9489lPub7RNgi7

  • ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 9.85 จุด คาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 9.85 จุด คาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ดัชนีตลาดหุ้นไทย วันนี้ (25 ก.ย.2568) ปิดตลาดที่ 1,288.26 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 9.85 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.77% มูลค่าการซื้อขาย 35,348.54 ล้านบาท ระหว่างวันขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 1,289.71 จุด และลงไปต่ำสุดที่ 1,279.11 จุด แบ่งตามประเภทนักลงทุน สถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 750.39 ล้านบาท บัญชี บล. ขายสุทธิ 101.06 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ 840.57 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปในประเทศ ขายสุทธิ 1,489.90 ล้านบาท      

    นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งบวกได้ตลอดทั้งวัน นักลงทุนคาดหวังกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีจัดตั้งเป็นที่เรียบร้อย สัปดาห์หน้าคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา อย่างน้อยน่าจะเห็นโครงการคนละครึ่ง นอกจากนี้ เชื่อว่าจะมีมาตรการอื่นๆ ประกอบกับเงินบาทที่อ่อนค่าขึ้นมาช่วยให้การท่องเที่ยวคลายตัวมากขึ้น 

    ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องติดตามคืนนี้ ได้แก่ ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน Bloomberg Consensus คาดการณ์ที่ 2.3 แสนราย

    สำหรับแนวโน้มวันพรุ่งนี้ (26 ก.ย.2568) ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1,280-1,300 จุด   

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 1,966.99 ล้านบาท ปิดที่ 118.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.50 บาท
    PTT มูลค่าการซื้อขาย 1,564.99 ล้านบาท ปิดที่ 33.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท
    TRUE มูลค่าการซื้อขาย 1,547.78 ล้านบาท ปิดที่ 10.50 บาท ลดลง 0.20 บาท
    KBANK มูลค่าการซื้อขาย 1,504.88 ล้านบาท ปิดที่ 166.50 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท
    DELTA มูลค่าการซื้อขาย 1,477.11 ล้านบาท ปิดที่ 165.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/730964&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iIySJAgC1LzQydecl-n42

  • ก.ส่งเสริมอุตสาหกรรม เตรียมจัด “มหกรรมดีพร้อมเสน่ห์ไทย” ขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไทยผ่านอุตฯ อาหาร-แฟชั่น ตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 250 ล้านบาท

    ก.ส่งเสริมอุตสาหกรรม เตรียมจัด “มหกรรมดีพร้อมเสน่ห์ไทย” ขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไทยผ่านอุตฯ อาหาร-แฟชั่น ตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 250 ล้านบาท

    กรุงเทพฯ, 24 กันยายน 2568 — กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เตรียมความพร้อมจัด มหกรรม “ดีพร้อมเสน่ห์ไทย : Thai Vibe by DIPROM” เดินหน้าขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไทยผ่านอุตสาหกรรมอาหาร จัดกิจกรรมเชื่อมโยงและสร้างโอกาสทางธุรกิจ เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการกว่า 400 ร้านค้า แสดงผลงาน ทดลองตลาดจริง และจับคู่ธุรกิจ หวังต่อยอดเชิงพาณิชย์และกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม ดีพร้อม คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าร่วมงานได้ไม่ต่ำกว่า 30,000 คน และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท ตอกย้ำการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยผ่านนโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้”

    นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมอาหารที่โดดเด่น และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถแข่งขันในระดับสากล ดังนั้น อก.จึงมีแผนการส่งเสริมอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เพื่อยกระดับทักษะบุคลากรให้เป็นแรงงานฝีมือสูง รวมถึงการทำธุรกิจอาหารถิ่นไทยแบบมืออาชีพ พร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่าให้แก่อาหารชุมชนให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์อย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการสำคัญหลายโครงการ อาทิ โครงการยกระดับหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งเชฟอาหารไทย การพัฒนาร้านอาหารเชฟชุมชนอาหารถิ่นไทย การยกระดับศูนย์นวัตกรรมอาหารชุมชน และการใช้นวัตกรรมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่มไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน เพื่อส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการ และยกระดับมูลค่าอุตสาหกรรมอาหารไทยให้โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

    ด้านนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า มหกรรมดีพร้อมเสน่ห์ไทยเป็นเวทีโชว์ผลงานที่รวมพลังของผู้ประกอบการร้านอาหาร เชฟ อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เกษตรกร แฟชั่น ไปจนถึงการท่องเที่ยวที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพและยกระดับจาก ดีพร้อม ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการตามนโยบาย ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้ ผ่านกลยุทธ์ “4 ให้ 1 ปฏิรูป  โดย ดีพร้อม มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า และสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ไทยคุณภาพ พร้อมทั้งมุ่งหวังให้ซอฟต์พาวเวอร์กลายเป็นโอกาสทางการค้าอย่างต่อเนื่องทั้งในรูปแบบของยอดขายภายในงาน ข้อตกลงทางธุรกิจ และการต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งเน้นการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมเป้าหมาย ปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทย ด้วยการเสริมความแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาทักษะคนและชุมชน ให้พร้อมสู่อนาคต และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน ให้กับ SMEs ไทย

    ดังนั้น ดีพร้อม จึงออกแบบพื้นที่มหกรรมให้เป็นเสมือนเทศกาลไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยที่ผู้ประกอบการจะได้ทั้งข้อมูลอินไซท์ โอกาสทางการค้า และแรงบันดาลใจในการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในประเทศ และสู่ตลาดโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางอาหารระดับโลก โดยภายในงานนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10-12 ตุลาคม 2568 ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 เมืองทองธานี โดยแบ่งเป็น 4 โซนหลัก ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกแง่มุมของซอฟต์พาวเวอร์ไทยอย่างเต็มประสิทธิภาพ ได้แก่ 1) โซน DIPROM Pavilion พื้นที่จัดแสดงหลักนำเสนอผลงานการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 2) โซนพื้นที่จัดแสดง Soft Power จาก 4 ภูมิภาค 3)โซนเสน่ห์ไทย Café  4) โซนดีพร้อมแฟชั่น

    “มหกรรมดีพร้อมเสน่ห์ไทย (Thai Vibe by DIPROM) มีรูปแบบที่แตกต่างจากงานแสดงสินค้า (Exhibition) ทั่วไป งานนี้ถูกจัดขึ้นในรูปแบบผสมผสาน เพื่อแสดงความรู้และเสน่ห์ของอาหาร ศิลปะ และแฟชั่นเครื่องแต่งกายไทยในแง่มุมที่มีเอกลักษณ์และสัมผัสได้ ไม่เพียงแค่การจำหน่ายสินค้า แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้เชื่อมโยงกับผู้บริโภคโดยตรง โดย ดีพร้อม คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าร่วมงานได้ไม่ต่ำกว่า 30,000 คน และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท และยังเป็นการตอกย้ำบทบาทสำคัญของ ดีพร้อม ในฐานะหน่วยงานที่ช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่ความเป็นมืออาชีพ พร้อมเปิดประตูเชื่อมโยงทุกความฝันสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ดีพร้อมขอเชิญชวนคนไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ก้าวสู่เวทีโลก” นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/244547&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nyYIH9xfo9QxW3lihSDr3

  • 44 ปี ทุนบุญรอดฯ มอบโอกาสการศึกษา สร้างคนคุณภาพ สู่การตอบแทนสังคมอย่างยั่งยืน

    44 ปี ทุนบุญรอดฯ มอบโอกาสการศึกษา สร้างคนคุณภาพ สู่การตอบแทนสังคมอย่างยั่งยืน

    การตลาด

    44 ปี ทุนบุญรอดฯ มอบโอกาสการศึกษา สร้างคนคุณภาพ สู่การตอบแทนสังคมอย่างยั่งยืน

    วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.01 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    44 ปี ทุนบุญรอดฯ มอบโอกาสการศึกษา สร้างคนคุณภาพ สู่การตอบแทนสังคมอย่างยั่งยืน

    บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด จัดพิธีมอบทุนการศึกษา “ทุนบุญรอดพัฒนา นิสิต นักศึกษา” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 44 ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการทุนการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย โดยมอบทุนการศึกษาระดับอุดมศึกษาแบบต่อเนื่องจนจบการศึกษาโดยไม่มีข้อผูกมัดในการใช้ทุนคืน จำนวน 337ทุน ใน 22 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ นำความรู้ความสามารถไปสร้างประโยชน์และส่งต่อโอกาสดีๆ คืนสู่สังคมต่อไป

    คุณปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า “การศึกษาเป็นสิ่งที่บุญรอดฯ ให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้เด็กเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ ทุนบุญรอดฯ ได้ดำเนินการมอบทุนสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณสถาบันการศึกษาทุกแห่ง ที่ได้ร่วมคัดเลือกนิสิต นักศึกษาที่มีคุณภาพ มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ จนสามารถสำเร็จการศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐาน และหลายท่านยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนได้รับเกียรตินิยม ขอให้คำมั่นสัญญาว่า บริษัทฯ จะยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนการศึกษาผ่านทุนบุญรอดฯ นี้ต่อไป เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพ ทั้งต่อองค์กรและต่อประเทศชาติในอนาคต และขอใช้โอกาสนี้แสดงความยินดีกับผู้ได้รับทุนทุกท่านและบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในปี 2567 นี้”

    ทางด้าน นายเกริกเกียรติ ปัญญาพิงค์ บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยนเรศวร สาขากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ เปิดเผยว่า “ด้วยพื้นฐานครอบครัวที่มีภาระหนี้สิน ทำให้การเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างกังวล ต้องขอขอบคุณทุนบุญรอดฯ ที่ทำให้ความฝันของผมเป็นจริง ได้เรียนในสิ่งที่รักในสาขาวิชากายภาพบำบัดจนสำเร็จการศึกษาในวันนี้ ผมตั้งใจว่าในอนาคตหากมีโอกาสก็อยากจะทำมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลน นำความรู้วิชากายภาพบำบัดมาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน”

    บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เริ่มมอบ “ทุนบุญรอดพัฒนา นิสิต นักศึกษา” ครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2525 ถือเป็นหนึ่งในทุนการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดต่อเนื่อง 44 ปี ให้กับสถาบันการศึกษาภาครัฐทั่วประเทศจำนวน 22 สถาบัน สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของบริษัทฯ ที่ต้องการสร้างโอกาสให้แก่เยาวชนที่มีศักยภาพ เพื่อให้พวกเขาได้พัฒนาตนเอง และเติบโตเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาค

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/directsale/447919&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RofAgmPMCI7O25Dm4UULm

  • ฟังความเห็นผู้เชี่ยวชาญ เหตุถนนทรุดตัวหน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นเหตุ “สุดวิสัย” จากสภาพดิน-น้ำ ได้จริงหรือไม่ ? – BBC News ไทย

    ฟังความเห็นผู้เชี่ยวชาญ เหตุถนนทรุดตัวหน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นเหตุ “สุดวิสัย” จากสภาพดิน-น้ำ ได้จริงหรือไม่ ? – BBC News ไทย

    เหตุถนนทรุดตัวหน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นเหตุ “สุดวิสัย” จากสภาพดิน-น้ำ ตามที่ รฟม. แถลงได้จริงหรือ ?

    เจ้าหน้าที่ยังคงกั้นพื้นที่เพื่อกู้ความเสียหายจากเหตุการณ์ถนนทรุดตัวบริเวณหน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นวันที่ 2

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่ยังคงกั้นพื้นที่เพื่อกู้ความเสียหายจากเหตุการณ์ถนนทรุดตัวบริเวณหน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นวันที่ 2
      • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    เป็นวันที่สองแล้วที่เจ้าหน้าที่เข้าเก็บกู้ชิ้นส่วนความเสียหายที่ตกค้างอยู่หลังเกิดเหตุถนนทรุดตัว บริเวณหน้าทางเข้า รพ.วชิรพยาบาล ถนนสามเสน จุดที่มีการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีวชิรพยาบาล ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้

    โดยนายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. สันนิษฐานสาเหตุเบื้องต้นว่ามาจากสภาพของดินและน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปเป็น “ลักษณะพิเศษ” ทำให้พื้นผิวทรุดตัว พร้อมยืนยันว่า รฟม. และผู้รับจ้างจะเร่งอุดรูรั่วและคืนพื้นผิวจราจรให้ได้ภายในสองสัปดาห์ ก่อนจะค่อยซ่อมแซมบริเวณสถานีรถไฟฟ้าที่เสียหายเป็นลำดับถัดไป

    สภาพของดินและน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปเป็น “ลักษณะพิเศษ” คืออะไร นี่เป็นข้อกังขาและข้อถกเถียงของคนในสังคมในขณะนี้

    บีบีซีไทยพูดคุยกับรองศาสตราจารย์ ดร.วัชรินทร์ กาสลัก นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ผู้ผ่านการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมธรณีเทคนิค (Geotechnical Engineering) จากประเทศญี่ปุ่นมาโดยตรง เพื่อหาคำตอบว่า เป็นไปได้จริงหรือไม่ ?

    รฟม. แจงเป็นเหตุ “สุดวิสัย” จากการเปลี่ยนสภาพของดินและน้ำ

    .นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. (คนกลาง) แถลงข่าวพร้อมนายกิตติกร ตันเปาว์ รองผู้ว่าการ รฟม. และผู้แทนจากกิจการร่วมค้า ซีเคเอสที - พีแอล ในช่วงสายวันนี้ (25 ก.ย.)

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. (คนกลาง) แถลงข่าวพร้อมนายกิตติกร ตันเปาว์ รองผู้ว่าการ รฟม. และผู้แทนจากกิจการร่วมค้า ซีเคเอสที – พีแอล ในช่วงสายวันนี้ (25 ก.ย.)

    ในการแถลงข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ (25 ก.ย.) ผู้ว่าการ รฟม. ไล่เรียงเหตุการณ์การทรุดตัวของถนนในบริเวณดังกล่าวว่าเกิดขึ้นในช่วงระหว่าง 5.00 – 7.30 น. ของเมื่อวาน (24 ก.ย.) โดยไล่เรียงพัฒนาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “เชิงประจักษ์” ดังนี้

    • 5.00 น. มีประชาชนพบเห็นว่าถนนเริ่มต่างระดับ
    • 5.30 น. เริ่มมีน้ำเอ่อบนผิวถนน มีตำรวจต้องเข้ามาอำนวยการจราจรและกั้นถนนเหลือเพียง 1 ช่องทาง ขณะที่ทางโครงการก่อสร้างก็ประสานการประปานครหลวงให้เข้ามาช่วยจัดการท่อน้ำที่รั่วไหล
    • 7.00 – 7.30 น. พื้นผิวถนนพังทลายลงอย่างต่อเนื่อง

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A woman with sunglasses on sitting on a chair

    • ถนนทรุด รพ วชิระ ิ

    • เหตุถนนทรุดตัวหน้า รพ.วชิรพยาบาล ถนนสามเสน มีขนาดความกว้าง 30 เมตร ลึกราว 50 เมตร

    • อันเนตเต แฮร์ฟเกนส์ คือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว จากเหตุเครื่องบินตกที่เวียดนาม เมื่อปี 1992

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    เขาอธิบายต่อว่า ในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่ถนนยุบลงไปเป็นแนวกว้าง 30×30 เมตร และลึกเกือบ 20 เมตรนั้น พบว่าดินและน้ำที่หายไปเข้าไปอยู่ในโครงสร้างของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และดินบางส่วนยังไหลเข้าไปยังอุโมงค์รถไฟฟ้าชั้นบนด้วย

    นายกาจผจญเน้นย้ำว่าดินและน้ำที่ยังคงค้างอยู่ภายในสถานีและอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินนั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ยังเข้าไปตรวจสอบภายในอย่างละเอียดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เขาสันนิษฐานเบื้องต้นว่าสาเหตุของดินทรุดเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพของดินและน้ำ ซึ่งเป็นเหตุ “พิเศษ” เพราะจากการตรวจสอบเบื้องต้น ทั้ง “แบบ วิธีการก่อสร้าง และการใช้อุปกรณ์ เครื่องจักรทั้งหลาย เป็นไปตามมาตรฐานและตามหลักวิชาการ”

    “จากเหตุการณ์ที่ผมลำดับเหตุการณ์เมื่อสักครู่ แล้วก็สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว พอจะสันนิษฐานเบื้องต้นว่า น่าจะเกิดจากสภาพของดินในบริเวณนี้ร่วมกับน้ำที่อยู่ใต้ดิน ทำให้สภาพของดินมีการเปลี่ยนพฤติกรรมไป ก็คือเสถียรภาพของดินเปลี่ยนแปลงไปเป็นลักษณะพิเศษ” ผู้ว่าการ รฟม.อธิบาย

    “ซึ่งดินและน้ำที่ทำให้สภาพเปลี่ยนเป็นลักษณะพิเศษ ก็มีผลให้ [ดิน] ทรุดตัวลงไป ส่งผลให้ท่อประปาที่อยู่ลึกลงไปในระดับสามเมตรมีการชำรุด และน้ำประปาที่รวมทั้งท่อน้ำเสียด้วยก็ปนเปเข้าไปกับดินตรงนั้น ทำให้พฤติกรรมของดินที่เสียเสถียรภาพแล้ว ยิ่งเสียเสถียรภาพมากขึ้นไปอีก” เขาระบุ

    ผู้ว่าการ รฟม. ยังบอกอีกว่า เมื่อดินในบริเวณนี้ “เสียเสถียรภาพ” ไปแล้ว ส่วนหนึ่งก็ไหลลงล่างไปตามช่องทางต่าง ๆ เท่าที่มี จนเริ่มเข้าไปที่ช่องว่างที่มีระหว่างตัวสถานีกับตัวอุโมงค์รถไฟฟ้า และแรงดันจาก “ดินและน้ำที่เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นของเหลว” ก็ทำให้ช่องว่างเหล่านี้ขยายตัวขึ้นก่อนที่ผิวดินจะพังถล่มลงมา

    “ขอเรียนว่าในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เราดำเนินการเป็น 10 ปีมาแล้ว ด้วยเทคนิคที่เป็นมาตรฐานวิชาการ เรามีผู้ออกแบบ ผู้รับจ้างก่อสร้าง รวมทั้งผู้รับสัมปทานที่เป็นมืออาชีพ มีมาตรฐานในการดำเนินงานมาโดยตลอด เหตุการณ์ที่เกิดเป็นครั้งแรกแล้วก็เป็นเหตุการณ์พิเศษ” เขาระบุ

    ผู้ว่าการ รฟม. ระบุว่า ท่อประปาที่แตกชำรุดยิ่งซ้ำเติมดินที่เสียสภาพอยู่แล้วให้เสียเสถียรภาพมากขึ้นจนไหลเข้าไปที่ช่องว่างระหว่างสถานีและอุโมงค์รถไฟฟ้า เป็นสาเหตุให้พื้นถนนทรุดตัว

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, ผู้ว่าการ รฟม. ระบุว่า ท่อประปาที่แตกชำรุดยิ่งซ้ำเติมดินที่เสียสภาพอยู่แล้วให้เสียเสถียรภาพมากขึ้นจนไหลเข้าไปที่ช่องว่างระหว่างสถานีและอุโมงค์รถไฟฟ้า เป็นสาเหตุให้พื้นถนนทรุดตัว

    ขณะที่นายกิตติกร ตันเปาว์ รองผู้ว่าการ รฟม. ยืนยันซ้ำอีกครั้งในช่วงของการตอบคำถามว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น “เหตุสุดวิสัย”

    “อย่างที่ท่านผู้ว่าได้เรียนไป สถานการณ์ตรงนี้มันเป็นเหตุสุดวิสัยจริง ๆ ที่มันเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แล้วพอถึงเวลาบังเอิญมีท่อน้ำขนาดใหญ่ พอแตกมา แรงดันมันเยอะมาก จากท่อ 1.20 เมตร เพราะฉะนั้นมันก็เลยเป็นอัตราเร่ง ทำให้เสถียรภาพของดินมันเสียอย่างรวดเร็ว” เขาเน้นย้ำ

    ผู้เชี่ยวชาญชี้ถนนทรุดไม่ใช่เหตุ “สุดวิสัย”

    “ผมว่าไม่ใช่เหตุสุดวิสัยหรอก” รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) บอกกับบีบีซีไทย “การที่ดินทรุดตัวได้ แสดงว่าข้างล่างมันต้องมีช่องว่าง มันต้องมีโพรง ถูกไหม มันถึงยุบลงไปได้”

    “ถามว่าที่อื่นทำไมไม่พัง ผมก็ต้องถามกลับว่าถ้าหากว่าดินและน้ำมากแล้วทำให้เกิดเหตุสุดวิสัย นั่นแสดงว่าอุโมงค์ที่ออกแบบมารับน้ำไม่ได้เหรอ ถ้าอย่างนั้นมันจะเป็นอุโมงค์ได้ยังไง ในเมื่ออุโมงค์จะต้องเจอน้ำเจอดินตลอดเวลา” เขาตั้งคำถาม “ลอดแม่น้ำเจ้าพระยาเขาก็ยังทำมาแล้ว ไม่รู้นะ ผมไม่ได้ฟังเขาพูดตรง ๆ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่เหตุสุดวิสัยหรอก”

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและควบคุมงานใต้ดินผู้นี้ มองว่าจุดสำคัญที่เป็นต้นตอทำให้ดินยุบตัวถล่มลงมานั้น น่าจะอยู่ที่จุดเชื่อมตัวระหว่างตัวสถานีและตัวอุโมงค์รถไฟฟ้า ซึ่งตรงกันกับที่ รศ.ดร.ฐิรวัตร บุญญะฐี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ไว้ในบทความก่อนหน้านี้ของบีบีซีไทยว่า ตำแหน่งที่เกิดการพังของดินเป็นตำแหน่งที่อุโมงค์รถไฟวิ่งเข้าสถานีพอดี ซึ่งเขามองว่าจุดอ่อนอยู่ที่รอยต่อระหว่างอุโมงค์กับตัวสถานี ที่เกิดช่องโหว่ทำให้ดินบริเวณรอบ ๆ ที่อยู่นอกสถานีไหลตามช่องว่างนี้เข้าไปในสถานีที่มีลักษณะเป็นโถงขนาดใหญ่

    รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) มองว่าการที่ดินทรุดตัวบริเวณสถานีรถไฟฟ้านั้น

    ที่มาของภาพ, วสท./handout

    คำบรรยายภาพ, รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) มองว่าการที่ดินทรุดตัวบริเวณสถานีรถไฟฟ้านั้น “ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย”

    นายก วสท. อธิบายเพิ่มเติมว่า ในการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินนั้น โดยปกติจะเริ่มสร้างจากตัวสถานีก่อน ซึ่งจะเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงมาก เพราะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กและวางอยู่บนเสาเข็มลึกหลายสิบเมตร จากนั้นจึงค่อยสร้างอุโมงค์ซึ่งเป็นคอนกรีตโค้งเชื่อมต่อกัน ซึ่งเมื่อสร้างอุโมงค์มาจนเชื่อมต่อกับตัวสถานีแล้ว ผู้ก่อสร้างก็ต้องเจาะช่องบริเวณตัวสถานีเพื่อต่ออุโมงค์เข้าไปได้ ก่อนจะยึดทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันด้วยวัสดุที่มีลักษณะเป็นยาง เพื่อรองรับกรณีที่อุโมงค์เกิดการเคลื่อนที่ในขณะที่รถไฟฟ้าวิ่ง

    “รูที่เขาเจาะ [บริเวณผนังของตัวสถานี] พอสวมเข้าไปมันก็มีรอยต่ออยู่แล้ว มันจะมีช่องว่างอยู่… เหมือนเราเจาะผนังแล้วก็เอาดินสอเสียบเข้าไป มันก็ต้องมีช่องว่างอยู่หน่อย ๆ ซึ่งอันนี้เป็นจุดอ่อน เขาก็เลยมีการออกแบบการที่จะปิดรูตรงนี้” เขาระบุ “สันนิษฐานว่าตรงนี้คือจุดอ่อนที่เขาอาจจะยังทำไม่เรียบร้อย หรือยังไม่ได้ทำ หรืออะไรก็ไม่รู้แหละ ที่เป็นช่องว่างระหว่างอุโมงค์กับตัวสถานี”

    .

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่เข้าเก็บกู้ชิ้นส่วนความเสียหายที่ตกค้างอยู่หลังเกิดเหตุถนนทรุดตัว บริเวณหน้าทางเข้า รพ.วชิรพยาบาล ถนนสามเสน เป็นวันที่สอง (เมื่อ 25 ก.ย.)

    ระบบ “ตรวจการเคลื่อนตัวของดิน” ในสถานีรถไฟฟ้าต่าง ๆ แจ้งเตือนเหตุล่วงหน้าได้หรือไม่ ?

    นายกิตติกร ตันเปาว์ รองผู้ว่าการ รฟม. ยืนยันในการแถลงข่าววันนี้ว่า ในสถานีรถไฟฟ้าต่าง ๆ ของ รฟม. มี “ระบบที่ฝังท่อไว้สำหรับตรวจการเคลื่อนตัวของดิน” ที่เรียกว่า “อินคลิโนมิเตอร์” (inclinometer) อยู่แล้ว ซึ่งผู้รับจ้างจะติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดเพิ่มเติมในพื้นที่โดยรอบจุดที่ดินทรุดตัว เพื่อตรวจสอบว่าจะมีการเคลื่อนตัวเพิ่มเติมอีกหรือไม่

    ด้าน รศ.ดร.วัชรินทร์ อธิบายเพิ่มเติมกับบีบีซีไทยว่า อุปกรณ์ที่ถูกพูดถึงนี้ ทำงานคล้ายกับจีพีเอสที่เมื่อถูกฝังในดินแล้ว จะสามารถตรวจสอบได้ว่ามันเคลื่อนตัวไปทางไหนหรือไม่ ซึ่งการเคลื่อนตัวของอุปกรณ์ก็สะท้อนการเคลื่อนตัวของดิน

    อย่างไรก็ตาม อินคลิโนมิเตอร์รุ่นเก่า ๆ นั้น จะไม่ใช่ระบบอัตโนมัติที่สามารถส่งสัญญาณได้เองเมื่อดินเคลื่อนตัว แต่จะเป็นระบบที่มนุษย์ต้องใช้เครื่องมือตรวจสอบเป็นครั้งคราว เมื่อต้องการจะรู้ว่ามันเคลื่อนตัวทางไหนอย่างไร ซึ่งการแถลงข่าวของ รฟม. ไม่ชัดเจนว่าในสถานีที่เกิดเหตุดินทรุดใช้อินคลิโนมิเตอร์รูปแบบไหน

    “จริง ๆ พอมันเริ่มเป็นโพรงข้างล่าง ดินข้างล่างมันจะเคลื่อนตัว… ซึ่งเจ้าอินคลิโนมิเตอร์จะบอกได้ เพราะมันเป็นท่อฝังตั้งแต่ข้างบนดินลงลึกลงไป 20 – 30 เมตร แล้วแต่เราจะกำหนดความจำเป็นมัน เพราะฉะนั้น ถ้ามันเริ่มมีการเคลื่อนที่เราจะรู้ คราวนี้ถ้าเกิดเขายืนยันว่าเขาติดจริง เขาก็ต้องเอาข้อมูลมาให้ดู” นายก วสท. ระบุ

    อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่าต่อให้จะมีอินคลิโนมิเตอร์หรือไม่ แต่ในพื้นที่การก่อสร้างดังกล่าวก็ควรต้องมีคนคอยเฝ้าระวังและสังเกตการณ์อยู่ตลอด เพื่อที่หากดินทรายไหลเข้ามาภายในสถานีจะได้รู้ว่ามีรูรั่วและหาทางป้องกันแก้ไขได้ทัน

    คืนผิวการจราจรภายใน 2 สัปดาห์ เป็นไปได้หรือไม่ ?

    รฟม. ยืนยันว่าจะเร่งอุดรูรั่วและคืนพื้นผิวการจราจรหน้า รพ.วชิรพยาบาล ภายได้สองสัปดาห์

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, รฟม. ยืนยันว่าจะเร่งอุดรูรั่วและคืนพื้นผิวการจราจรหน้า รพ.วชิรพยาบาล ภายได้สองสัปดาห์

    ผู้ว่าการ รฟม. เปิดเผยว่า จากการหารือกับผู้รับจ้างและผู้ออกแบบโครงการ ได้แบ่งการแก้ไขสถานการณ์เป็น 2 ระยะ ได้แก่

    • ระยะที่ 1 เร่งคืนพื้นที่จราจร โดยอุดรูรั่วระหว่างอุโมงค์กับตัวสถานีด้วยกระสอบทรายจำนวนเกือบ 50,000 ลูก จากนั้นจะถมด้วยซีเมนต์ผสม กลบด้วยดินหรือทรายเพื่อให้พื้นผิวกลับเข้ามาสู่ระดับปกติและทำพื้นผิวถนนชั่วคราวเพื่อเปิดการจราจรให้เร็วที่สุด โดยจะพยายามทำให้ได้ภายใน 14 วัน
    • ระยะที่ 2 ซ่อมแซมตัวสถานี-อุโมงค์รถไฟฟ้า ซึ่ง รฟม. และผู้รับจ้างต้องหารือกันในรายละเอียดอีกครั้ง โดยในระยะนี้ยังรวมถึงการซ่อมแซมตัวอาคารที่ได้รับผลกระทบ เช่น สถานีตำรวจ หรืออาคารข้างเคียงด้วย

    รศ.ดร.วัชรินทร์ มองว่าช่วงเวลาที่ รฟม. กำหนดจะคืนพื้นผิวจราจรได้ภายในสองสัปดาห์นั้น เป็นไปได้จริง ทว่า เขาแสดงความกังวลในแง่วิธีการใช้กระสอบทรายเข้าไปอุดรูรั่ว ซึ่งเขาไม่มั่นใจว่าจะหยุดการไหลของดินได้จริงหรือไม่

    “ผมว่าต้องประเมินนิดนึงก่อนว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ให้เกิดการไหลของดินนะ เพราะไม่อย่างนั้น สมมติถ้ามัน ไหลเรื่อย ๆ อย่างนี้ ตอนนี้ผมก็เห็นเอากระสอบทรายทิ้งไปแล้วมันไปไหน มันก็ไหลไปตามอุโมงค์ เพราะว่ากระสอบทรายมันก็เล็ก” ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและควบคุมงานใต้ดินผู้นี้ระบุ

    เขามองว่าวิธีการที่ถูกต้องควรศึกษาก่อนว่าจะอุดช่องว่างที่ทำให้ดินไหลเข้าสู่สถานีรถฟ้าได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงถมกระสอบทรายเข้าไปโดยไม่มีแผนการชัดเจน

    เขายังแนะนำอีกว่าระหว่างที่เจ้าหน้าที่พยายามอุดรูรั่วนั้น อาจซ่อมอุโมงค์ไปพร้อมกันได้เลยโดยไม่ต้องรอทำในระยะที่สอง เพราะหากรอคืนผิวจราจรก่อนแล้วค่อยทำ จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ามาก เนื่องจากจะต้องประกอบหัวเจาะใหม่ และนอกจากต้องเจาะผ่านดินแล้วยังต้องเจาะผ่านกระสอบทรายที่ถมลงไปเพิ่มด้วย

    “คือสร้างก่อนแล้วค่อยถม หรือถมเสร็จแล้วมาเจาะ อันนี้เดี๋ยวต้องให้วิศวกรทั้งหลายมานั่งประชุมกัน แล้วก็ถกเถียงกันถึงข้อดีข้อเสีย แล้วก็วางแผนครับ” เขากล่าวสรุป

    แผนการในระยะเร่งด่วนของ รฟม. คือการใช้กระสอบทรายอุดรูรั่วระหว่างตัวอุโมงค์และสถานีรถไฟฟ้า

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, แผนการในระยะเร่งด่วนของ รฟม. คือการใช้กระสอบทรายอุดรูรั่วระหว่างตัวอุโมงค์และสถานีรถไฟฟ้า

    ใครรับผิดชอบค่าซ่อมสถานีรถไฟฟ้า ?

    “ผมไม่แน่ใจว่า รฟม. ได้พูดประเด็นไหมว่า แล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการซ่อมครั้งนี้ ใครเป็นคนจ่าย” เป็นคำถามที่นายก วสท. เปรยกับบีบีซีไทย

    เขามองว่าเมื่อ รฟม. แถลงข่าวว่าเป็น “เหตุสุดวิสัย” หมายความว่าจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้เอง โดยที่ผู้รับเหมาไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ใช่หรือไม่

    “ความเสี่ยงของ รฟม. ก็คือ คุณเป็นเจ้าภาพเต็มที่เลยนะ แอ่นอกมารับเลยว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัย ผู้รับเหมาไม่ผิดหรอก เป็นเหตุสุดวิสัย เพราะฉะนั้นผมจะหาเงินมาทำเอง สมมุติว่ามีคนคัดค้าน มีคนไปฟ้อง ป.ป.ช. ฟ้อง สตง. ว่า นี่มันไม่ใช่เหตุสุดวิสัย แล้ว รฟม. เอาเงินตัวเองมาจ่ายได้ยังไง เดี๋ยวมันมีคดีความตามมาอีกเยอะนะ ผมยังกังวลเรื่องนี้” ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมผู้นี้กล่าว

    เขามองว่าสิ่งที่ยังขาดหายไปในตอนนี้คือการเปิดเผยข้อมูลบันทึกต่าง ๆ ของการก่อสร้างอย่างชัดเจนและเปิดให้หน่วยงานกลางเข้าไปตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริง โดยให้อำนาจหน่วยงานนั้นเรียกดูเอกสารต่าง ๆ และตรวจสอบได้อย่างอิสระ

    “ในงานก่อสร้างที่มีมาตรฐาน มันจะมีบันทึกนะครับ มีทั้งบันทึกประจำวัน ก็คือวันนี้ ที่ไซต์นี้ เราทำอะไร เราเทคอนกรีต เราเจาะดินได้กี่คิว ใส่อุโมงค์ไปได้กี่เมตร วันนี้เราเจาะกำแพงทะลุนะ มันจะต้องมีการบันทึกไว้ แล้วก็ต้องมีการลงนามทั้งฝ่ายผู้รับเหมา ทั้งบริษัทที่มาคุมงาน และก็ต้องมีคนของ รฟม. มาเซ็นรับทราบด้วย” รศ.ดร.วัชรินทร์ เปิดเผย

    “ดีที่สุดก็คือ ถ้าเพื่อธรรมาภิบาลและเพื่อความโปร่งใส ต้องเอาข้อมูลนี้มาเปิดเผย เสร็จแล้วก็มีกลุ่มคนซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้เป็นคนของ รฟม. และไม่ได้เป็นคนของบริษัท เอาคนกลางเข้าไปตรวจสอบ มันถึงจะได้ข้อมูลที่แท้จริง แต่ตอนนี้ มันมีความรู้สึกว่าทุกอย่างถูกปิดเป็นความลับหมด ไม่มีใครรู้” เขากล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cr5qzj8g6ezo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CwiggOx43GIToS3lcj9GE

  • มูลนิธิกรุงศรีมอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

    มูลนิธิกรุงศรีมอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

    การเงิน หุ้น

    มูลนิธิกรุงศรีมอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

    วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.29 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    มูลนิธิกรุงศรีมอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

    มูลนิธิกรุงศรี โดย นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ (กลาง) ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) ในฐานะผู้แทนมูลนิธิกรุงศรี มอบทุนการศึกษาจํานวน 110,000 บาท แก่เยาวชนที่มีผลการเรียนและความประพฤติดีในความดูแลของสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านมหาเมฆ เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ ประจําปี 2568 ณ อาคารริมน้ำ สำนักงานใหญ่ กรุงศรี ทั้งนี้ มูลนิธิกรุงศรีได้มอบทุนการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนจากสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านมหาเมฆมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยมีเยาวชนได้รับทุนการศึกษาทั้งสิ้น 120 ทุน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/finance/447839&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iUJmzkdaKSVG5tOrmt2Kj

  • “นฤมล”ย้ำ เดินหน้าแก้หนี้ครู ขอให้เน้นวิชาประวัติศาสตร์

    “นฤมล”ย้ำ เดินหน้าแก้หนี้ครู ขอให้เน้นวิชาประวัติศาสตร์

    “นฤมล”ย้ำ เดินหน้าแก้หนี้ครู ขอให้เน้นวิชาประวัติศาสตร์

    ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2568 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขต และบุคลากรกว่า 400 คน เข้าร่วมประชุม 

    รมว.ศึกษาธิการ ระบุว่า หลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 29–30 กันยายนนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะเดินหน้าดำเนินการเชิงปฏิบัติ โดยภารกิจเร่งด่วนคือการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและการลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งได้หารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีแล้ว และจะบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาลด้านหนี้สินภาคประชาชน 

    นอกจากนี้ กระทรวงจะเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ หลังจากที่เคยถูกเลื่อนพิจารณามาหลายครั้ง โดยได้หารือกับกรรมาธิการทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งต่างแสดงท่าทีพร้อมสนับสนุน หากมีการปรับปรุงรายละเอียดให้เหมาะสม ทั้งนี้ หากร่างกฎหมายได้รับความเห็นชอบ จะถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการปฏิรูประบบการศึกษาไทย ทั้งในด้านโครงสร้างหลักสูตร การประเมินคุณภาพผู้เรียน และการกระจายอำนาจการบริหารจัดการ 

    ด้านการพัฒนาวิชาชีพครู ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า ระบบวิทยฐานะจะได้รับการปรับปรุงใหม่ ให้ผู้ประเมินมีประสบการณ์ตรงในสายงาน เพื่อความเป็นธรรมและสอดคล้องกับภารกิจของครู โดยเปิดโอกาสให้ใช้ผลงานการสอนหรือผลงานเชิงประจักษ์แทนผลงานวิจัยเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งกำหนดให้จำนวนครูที่เลื่อนวิทยฐานะได้ เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการทำงานของผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา 

    “นฤมล”ย้ำ เดินหน้าแก้หนี้ครู ขอให้เน้นวิชาประวัติศาสตร์

    เพื่อบรรเทาภาระงานที่ไม่ใช่งานสอน กระทรวงศึกษาธิการจะจัดสรรตำแหน่งสายสนับสนุนเพิ่มเติมจำนวน 1,706 อัตรา ครอบคลุมงานธุรการ งานพัสดุ และงานซ่อมบำรุง โดยคาดว่าจะสามารถจัดสรรได้ภายในสัปดาห์ถัดไปหลังการแถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อให้ครูสามารถทุ่มเทเวลาในการสอนและดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มที่ 

    รมว.ศึกษาธิการยังกล่าวย้ำว่า การศึกษาไทยต้องไม่จำกัดอยู่เฉพาะสาย STEM แต่ควรส่งเสริมความถนัดในด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา ภาษา และทักษะทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนได้รับข้อมูลที่บิดเบือน 

    ศ.ดร.นฤมล ฝากถึงผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาและบุคลากร ให้ร่วมกันสนับสนุนการเลื่อนวิทยฐานะครูและการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษาของไทยให้ยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/730931&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZI6zZHyuXkH8iRCbMgfq3