Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ย้อนรอยควบรวมทรูดีแทค สู่วันพิพากษาคดีสำคัญ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ย้อนรอยควบรวมทรูดีแทค สู่วันพิพากษาคดีสำคัญ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ย้อนรอยควบรวมทรูดีแทค สู่วันพิพากษาคดีสำคัญ

    ย้อนรอยควบรวมทรูดีแทค สู่วันพิพากษาคดีสำคัญ มือถือ ของจำเป็นในชีวิตประจำวันที่ทุกคนหนีไม่พ้น กำลังจะถูกตัดสินชี้ชะตาในศาลปกครองวันพรุ่งนี้

    การควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทค ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์โทรคมนาคมไทย จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ที่ทรูและดีแทคยื่นเรื่องต่อ กสทช. ขออนุญาตควบรวมธุรกิจ โดยอ้างเหตุผลเรื่องประสิทธิภาพและการแข่งขันในตลาด ถัดมาจากนั้นอีกเกิดการควบรวมกิจการอินเทอร์เน็ตบ้านระหว่าง AIS และ 3BB แต่สำหรับผู้บริโภคและภาคประชาสังคม การควบรวมทั้งสองครั้งกลับถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน เพราะอาจทำให้ทางเลือกน้อยลง ราคาค่าบริการสูงขึ้น และโครงสร้างตลาดกลายเป็นการผูกขาด

    ตลอดปี 2565 เครือข่ายผู้บริโภค พรรคการเมือง และนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และกฎหมาย ต่างออกมาเรียกร้องให้ กสทช. ต้องฟังเสียงประชาชน เพราะมือถือและอินเทอร์เน็ตไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยอีกต่อไป แต่เป็น “ของจำเป็น” ที่ทุกครอบครัวต้องใช้ในชีวิตประจำวัน แม้เสียงคัดค้านดังต่อเนื่อง แต่ในที่สุดเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2565 กสทช. กลับมีมติ “รับทราบ” การควบรวม ก่อนที่ในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน สภาผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องกรรมการ กสทช. ต่อศาลปกครอง เพื่อเพิกถอนมติดังกล่าว

    ปี 2566 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทรูดีแทคประกาศรวมธุรกิจเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ขณะที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายต่าง ๆ เดินหน้าฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยในเดือนตุลาคม ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับฟ้องคดีนี้ ถือเป็นสัญญาณว่าประเด็นดังกล่าวมีน้ำหนักเพียงพอที่จะเข้าสู่การพิจารณาอย่างจริงจัง นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคยังได้จัดทำรายงานการละเลยหน้าที่ของ กสทช. เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค

    ในปี 2567 สภาผู้บริโภคยังคงเคลื่อนไหวต่อเนื่อง มีการจัดเวทีนำเสนอรายงาน และยื่นต่อทั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) กรรมาธิการสามชุดในสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน วุฒิสภา เพื่อผลักดันให้ฝ่ายนิติบัญญัติร่วมตรวจสอบบทบาทและการทำงานของ กสทช.

    เข้าสู่ปี 2568 สภาผู้บริโภคได้ให้ 101PUB ศึกษาและติดตามเงื่อนไขหลังการควบรวม พร้อมทั้งจัดเวทีสาธารณะหลายต่อหลายครั้งเพื่อชี้ให้เห็นถึงความทุกข์ของผู้บริโภคหลังควบรวมธุรกิจโทรคมนาคม ทั้งราคาค่าบริการที่สูงขึ้น แพ็กเกจราคาถูกหายไป และสิทธิพิเศษหลายอย่างถูกลดทอน

    และแล้วในวันที่ 26 กันยายน 2568 ที่จะถึงนี้ ศาลปกครองจะนัดอ่านคำพิพากษาคดีที่สภาผู้บริโภคฟ้องเพิกถอนมติ กสทช. ที่อนุญาตให้ทรูดีแทคควบรวม คดีนี้ถือคดีประวัติศาสตร์ที่ชี้ชะตาสิทธิผู้บริโภคทั้งประเทศ และจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากลไกการกำกับดูแลด้านโทรคมนาคมของไทยยังสามารถยืนอยู่ข้างประชาชนได้หรือไม่ ผู้บริโภคทุกคนจึงควรจับตาคำพิพากษาครั้งสำคัญนี้อย่างใกล้ชิด เพราะสุดท้ายแล้วคำตัดสินอาจกำหนดอนาคตของมือถือทุกเบอร์ และเน็ตทุกบ้านในประเทศไทย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/tcc_media/true-dtac-case-timeline/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oPyo6-TEutOY0cUEZ-Lmo

  • สพม.เชียงใหม่ จัดการประเมินผลการพัฒนางานตามข้อตกลงของผู้อำนวยการสถานศึกษา

    สพม.เชียงใหม่ จัดการประเมินผลการพัฒนางานตามข้อตกลงของผู้อำนวยการสถานศึกษา

    สพม.เชียงใหม่ จัดการประเมินผลการพัฒนางานตามข้อตกลงของผู้อำนวยการสถานศึกษา

    25 Sep 68

    วันที่ 24 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ จัดการประเมินผลการพัฒนางานตามข้อตกลงของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ หอประชุมภัทรมหาราชา โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
    โดยมี นายเทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ได้ให้เกียรติเป็นประธานคณะกรรมการประเมินผลการพัฒนาตามข้อตกลง พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการแต่งตั้ง เพื่อร่วมกันพิจารณาผลการดำเนินงานของผู้อำนวยการสถานศึกษาในสังกัด ตามกรอบตัวชี้วัดและเป้าหมายที่กำหนดไว้
    การประเมินในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษาให้มีความเข้มแข็ง สอดคล้องกับนโยบายและจุดเน้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตลอดจนเป็นกลไกในการขับเคลื่อนคุณภาพการจัดการศึกษาในเขตพื้นที่ให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน
    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ขอขอบคุณ ดร.ธาราทิพย์ วงษ์บรรณะ ผู้อำนวยการโรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ ที่ให้ความอนุเคราะห์สถานที่จัดการประเมินผลการพัฒนางานฯ และอำนวยความสะดวกในทุกๆด้าน

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3777809/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QR6GynrGLfN8lizNCqsZZ

  • วิจัยพบ! พ่อแม่ทำงาน 3 กลุ่มอาชีพนี้ ลูกจะเติบโตมา “รวยกว่า” มีรายได้สูงเหนือเพื่อนๆ

    วิจัยพบ! พ่อแม่ทำงาน 3 กลุ่มอาชีพนี้ ลูกจะเติบโตมา “รวยกว่า” มีรายได้สูงเหนือเพื่อนๆ

    ฮาร์วาร์ดวิจัยพบ งานของพ่อแม่แบบไหน ที่ช่วยให้ลูกโตมามีโอกาส “รวยกว่า”

    มีงานวิจัยจากหลายประเทศพบว่า ถึงแม้งานของพ่อแม่ไม่ใช่ตัวบ่งชี้ชี้ชะตาชีวิตลูกโดยตรง แต่มีแนวโน้มชัดเจนว่า ถ้าพ่อแม่ทำงานใน 3 กลุ่มอาชีพนี้ ลูกมักมีโอกาสสร้างรายได้สูงในอนาคต

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยด้านสังคมวิทยาและเศรษฐศาสตร์ได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า “อาชีพของพ่อแม่สามารถทำนายโอกาสในการหารายได้ของลูกในอนาคตได้หรือไม่?”

    ผลการศึกษาจากสหรัฐฯ ยุโรป ไปจนถึงเอเชีย ชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้จะไม่มี “สูตรสำเร็จ” ที่แน่นอน แต่ก็มีแนวโน้มบางอย่างที่ชัดเจนว่า เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานในสายอาชีพทางวิชาการ ธุรกิจ–การเงิน หรือเทคโนโลยี มักมีโอกาสสร้างรายได้สูงกว่าโดยเฉลี่ย

    งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ร่วมกับธนาคารกลางสหรัฐฯ พบว่า “อิทธิพลจากรากฐานครอบครัว” อาชีพของพ่อแม่ส่งผลต่ออนาคตของลูกอย่างมาก แม้จะเป็นผลทางอ้อมก็ตาม

    เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่มีพ่อแม่เป็นแพทย์ ทนาย วิศวกร หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย มักได้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก ได้รับการสนับสนุนให้ศึกษาอย่างจริงจัง และมีต้นแบบในอาชีพที่ชัดเจน ซึ่งล้วนช่วยให้พวกเขาก้าวเข้าสู่สายอาชีพที่มั่นคงและมีรายได้สูงได้ง่ายขึ้น

    ขณะเดียวกัน ลูกของครอบครัวที่ทำธุรกิจหรือการเงิน มักได้รับทั้ง “ทุน” และ “เครือข่าย” ซึ่งถือเป็น “สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้” แต่มีมูลค่าสูง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยให้รุ่นลูกสามารถก้าวหน้าในโลกที่มีการแข่งขันสูงได้ โดยเฉพาะในสายงานอย่างธนาคาร ตลาดหุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์

    นอกจากนี้ ในหลายประเทศของเอเชีย ยังมีวัฒนธรรม “พ่อทำ ลูกสืบทอด” ที่เด่นชัด หลายครอบครัวที่มีธุรกิจเป็นของตนเอง มักเปิดโอกาสให้ลูกเข้ามาบริหารต่อยอด ทั้งยังช่วยให้ธุรกิจขยายและทันสมัยมากขึ้นตามยุคสมัยอีกด้วย

    1. กลุ่มอาชีพทางวิชาการ – ความรู้เฉพาะด้าน

    อาชีพเช่น แพทย์, ทนาย, วิศวกร หรือ อาจารย์มหาวิทยาลัย ต้องผ่านการศึกษาเข้มข้นและมีทักษะสูง เด็กที่เติบโตในครอบครัวเหล่านี้มักถูกส่งเสริมเรื่องการเรียนมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์ และมีแบบอย่างในชีวิตที่ชัดเจน ทำให้ก้าวเข้าสู่อาชีพมั่นคงได้ง่ายกว่า

    2. กลุ่มธุรกิจ – การเงิน & การลงทุน

    พ่อแม่ที่ทำงานในสาย ธุรกิจ, การเงิน, ธนาคาร, อสังหาริมทรัพย์ มอบทุน ความรู้ และเครือข่ายให้ลูกได้ เขาอาจสอนตั้งแต่เรื่องการบริหารจัดการเงิน การลงทุน หรือส่งต่อองค์ความรู้ถึงการสร้างธุรกิจของครอบครัว เด็กที่ได้รับโอกาสนี้จึงมักมี “ฐานทุนลับ” ที่ช่วยให้ก้าวกระโดดได้เร็ว

    3. กลุ่มเทคโนโลยี – นวัตกรรม & ดิจิทัล

    ในยุคที่โลกหมุนเร็ว กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยีสารสนเทศ, ปัญญาประดิษฐ์, startup กลายเป็นพื้นที่สุดล้ำ ถ้าพ่อแม่อยู่ในสายงานเหล่านี้ ลูกจะเข้าถึงเทรนด์ใหม่ ฝึกทักษะดิจิทัล และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกตั้งแต่เด็ก ส่งผลให้มีโอกาสสร้างรายได้สูงขึ้นในอนาคต

    งานของพ่อแม่ไม่ใช่ “คำตัดสินสุดท้าย”

    แม้งานของพ่อแม่จะมีอิทธิพลต่อโอกาสและทรัพยากร แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ การเลี้ยงดู, ทัศนคติ, และ ความพยายามของตัวลูกเอง หลายคนแม้มาจากครอบครัวด้อยทรัพยากร แต่ด้วยความมุ่งมั่น มีทักษะ และรู้จักคว้าโอกาส ก็สามารถประสบความสำเร็จทางการเงินได้เช่นกัน

    อาชีพของพ่อแม่อาจให้ “จุดเริ่มต้น” ที่ดี แต่ไม่ใช่เงื่อนไขเดียวที่จะกำหนดอนาคตของลูก เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่สนับสนุนให้เรียนรู้, มีทรัพยากรพื้นฐาน, และได้รับการฝึกให้มี “Mindset ที่ถูกต้อง” มักมีโอกาสสูงที่จะสร้างรายได้และชื่อเสียงได้เหนือกว่าค่าเฉลี่ย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9847358/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FIcTWOTPERtal1WVP9LXG

  • ผู้ว่าฯ กทม. – เอกอัครราชทูตตุรกี แชร์ประสบการณ์แก้รถติด

    ผู้ว่าฯ กทม. – เอกอัครราชทูตตุรกี แชร์ประสบการณ์แก้รถติด

    วันนี้ (25 ก.ย. 68) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้การต้อนรับ พร้อมมอบกุญแจเมืองจำลอง และหนังสือเรื่อง Bangkok Then & Now ให้แก่นางสาวจูลีเด คายือฮัน (H.E. Ms. Julide Kayihan) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐตุรกีประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะเพื่อแนะนำตัวเนื่องจากเข้ารับตำแหน่ง และหารือถึงความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับสถานเอกอัครราชทูตตุรกีประจำประเทศไทย โดยมี นายภิมุข สิมะโรจน์ เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายพิพล กระบวนรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานการต่างประเทศ และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องอมรพิมาน ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร

    เอกอัครราชทูตตุรกี กล่าวว่า กรุงเทพฯ และเมืองอิสตันบูลมีความคล้ายคลึงกันในฐานะ “เมืองใหญ่” (Mega City) ที่มี “ปัญหาใหญ่” (Mega Problems) เหมือนกัน เช่น ปัญหาการจราจรติดขัด โดยทั้งสองเมืองมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่คล้ายกันคือมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่แบ่งเมืองออกจากกัน ทำให้เกิดปัญหาคอขวดบริเวณสะพานเหมือนกัน นอกจากนี้ ทั้งสองเมืองยังเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งสามารถเรียนรู้จากกันและกันได้

    ผู้ว่า ชัชชาติ  ยังได้แสดงความเห็นด้วยว่ากรุงเทพฯ และอิสตันบูลมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่คล้ายกันมาก จึงมีปัญหาคอขวดเหมือนกัน พร้อมได้เล่าถึงโครงการนำร่องในการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ควบคุมสัญญาณไฟจราจร เพื่อแก้ปัญหารถติดในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งได้ดำเนินการแล้ว 70 แห่ง (ปกติควบคุมโดยตำรวจ) โดยระบบนี้จะใช้กล้องตรวจจับปริมาณรถยนต์แล้วปรับสัญญาณไฟอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ลดปัญหารถติดได้ประมาณ 10 – 20% ในพื้นที่นำร่อง ส่วนเรื่องการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว

    ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า เป็นโอกาสอันดีที่จะเรียนรู้จากกันและกันได้ในส่วนของความร่วมมือในอนาคต ทั้งสองได้มีการพูดถึงความเป็นไปได้ในการร่วมมือและแลกเปลี่ยนด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านวัฒนธรรม ด้านการท่องเที่ยว ด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี ตลอดจนด้านคมนาคม

    สำหรับที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครและสาธารณรัฐตุรกีมีความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างแน่นแฟ้น มีกิจกรรมร่วมกัน อาทิ การจัดนิทรรศการภาพถ่ายฉลอง 65 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐตุรกี การเข้าร่วมงาน BKK Expo 2024 การต้อนรับกองทัพเรือตุรกีที่มาเยือนกรุงเทพมหานครในระหว่างภารกิจเดินเรือไปประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น และการพบปะครั้งนี้เป็นการสานต่อความร่วมมือในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครและกรุงอังการายังได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง (Sister City) ระหว่างกันตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2555 ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการบริหารจัดการ การบริการ ศิลปะและวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว การวางผังเมือง การพัฒนาการจราจรและขนส่ง สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี การจัดการภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งกิจการด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/57899&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dZ8_VM33IQYbib43-9W_R

  • ททท. หั่นเป้านักท่องเที่ยวปี 68 เหลือ 33.4 ล้านคน เหตุบาทแข็ง-ภาพลักษณ์กระทบ เดินหน้าอีเวนต์ใหญ่เร่งฟื้นปลายปี

    ททท. หั่นเป้านักท่องเที่ยวปี 68 เหลือ 33.4 ล้านคน เหตุบาทแข็ง-ภาพลักษณ์กระทบ เดินหน้าอีเวนต์ใหญ่เร่งฟื้นปลายปี


    ททท. คาดปี 2568 นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยลดลงเหลือ 33.4 ล้านคน หดตัว 6% จากปีก่อน หลังเจอแรงกดดันจากค่าเงินบาทแข็งและภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยกระทบตลาดจีน

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 21 กันยายน 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาแล้ว 23.45 ล้านคน ลดลง 7.44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ขณะที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ว่า ตลอดปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 33.4 ล้านคน ลดลง 6% จากปี 2567 โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจาก เอเชียตะวันออก และ อาเซียน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญที่ -25% และ -8% ตามลำดับ สวนทางกับตลาดที่ยังเติบโต เช่น เอเชียใต้ ยุโรป อเมริกา โอเชียเนีย และตะวันออกกลาง

    นางสาวรุ่ง กาญจนวิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน ททท. ระบุว่า รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีแนวโน้มลดลงตามจำนวนผู้เดินทาง โดยคาดว่าจะติดลบราว 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ท้าทายหนัก: ภาพลักษณ์เก่า คู่แข่งแกร่ง ค่าเงินบาทฉุดเที่ยวไทย

    ททท. ยอมรับว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งเรื่อง ความปลอดภัย, แหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม, บริการไม่ได้มาตรฐาน รวมถึง พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป และปัญหาภาพลักษณ์จาก ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

    ในขณะที่ประเทศคู่แข่ง อาทิ จีน เวียดนาม และญี่ปุ่น ต่างรุกหนักด้านการตลาดและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่อาศัย “เยนอ่อน” ดึงนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมาก ส่วนเวียดนามเน้นกลยุทธ์ “ตัดราคา” ผสมผสานแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติกับสิ่งปลูกสร้างเพื่อสร้างแรงดึงดูด

    ททท. เดินเกม “อีเวนต์-เทศกาลใหญ่” เร่งปลุกมู้ดเที่ยวช่วงไฮซีซัน

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เผยว่า ช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็น ไฮซีซันของไทย ททท. เตรียมจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวหลายรายการ อาทิ

    • เทศกาล มหาลอยกระทง จ.สุโขทัย

    • Amazing Thailand Marathon Bangkok ตั้งเป้ายกระดับสู่เวทีโลก

    • งาน วิจิตรเจ้าพระยา ขยายจัดงานยาว 45 วัน

    • งาน เคานต์ดาวน์ 2026 และ

    • แคมเปญ “Nihao Month” ดึงนักท่องเที่ยวจีนช่วงโกลเด้นวีค หวังแตะ 300,000 คน สร้างรายได้กว่า 10,000 ล้านบาท

    ขณะเดียวกัน ยังเตรียมจัดเทศกาล “ดิวาลี” ฉลองปีใหม่อินเดีย และเสนอแนวคิดโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” เพื่อกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวในประเทศ โดยอยู่ระหว่างการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ และพิจารณางบจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ที่มีการจองเต็มแล้ว

    เอกชนตั้งเป้าทะลุ 70 ล้านคน ชี้เงินบาทแข็งฉุดแข่งขัน

    ในการเสวนาร่วมระหว่าง ททท. และภาคเอกชน นำโดย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ ระบุว่า ไทยต้องแข่งขันกับหลายประเทศที่ต้นทุนต่ำและค่าเงินอ่อนกว่า โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่เยนอ่อนถึง 17% ในช่วง 17 เดือน

    เขาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่ง ลดต้นทุนธุรกิจ-พลังงาน-ดอกเบี้ย และ แก้ไขกฎหมายล้าสมัย ที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน พร้อมเสนอให้ดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ที่ ระดับ 34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อส่งเสริมการหารายได้จากนักท่องเที่ยวและการส่งออก

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนตั้งเป้าว่าไทยควรมุ่งสู่เป้าหมาย 70 ล้านนักท่องเที่ยวต่างชาติ และให้รายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็น 20-25% ของ GDP เหมือนประเทศชั้นนำ เช่น ฝรั่งเศส เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35803&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BdBqv57cyg3ttSFlzNwh7

  • เช็คอิน เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ 1 วัน ชิวๆ ที่เที่ยววันเดียว

    เช็คอิน เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ 1 วัน ชิวๆ ที่เที่ยววันเดียว

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/bL2gEqKGk9Eo&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GXThV2NMboEd57fywsVPj

  • เอไอเอส รุดเสริมสัญญาณเครือข่าย 4G/5G หลังเหตุถนนทรุดตัววงกว้างหน้า รพ.วชิรพยาบาล

    เอไอเอส รุดเสริมสัญญาณเครือข่าย 4G/5G หลังเหตุถนนทรุดตัววงกว้างหน้า รพ.วชิรพยาบาล

    ไอที

    เอไอเอส รุดเสริมสัญญาณเครือข่าย 4G/5G หลังเหตุถนนทรุดตัววงกว้างหน้า รพ.วชิรพยาบาล

    วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.14 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เอไอเอส รุดเสริมสัญญาณเครือข่าย 4G/5G หลังเหตุถนนทรุดตัววงกว้างหน้า รพ.วชิรพยาบาล

    จากถนนทรุดตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถนนสามเสน กว้างและลึกหลายสิบเมตร ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยในโรงพยาบาล ประชาชน และผู้สัญจรบริเวณดังกล่าว และทำให้เสาไฟฟ้าล้มเสียหาย สายสื่อสารได้รับผลกระทบ พื้นที่ดังกล่าวอาจเกิดปัญหาการใช้งานมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้าน

    เอไอเอส เดินหน้าสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจ ส่งทีมวิศวกรลงพื้นที่ดูแลสัญญาณอย่างเร่งด่วน โดยการเสริมขีดความสามารถของเครือข่ายทั้ง 4G/5G  รวมถึงนำรถโมบายล์เสริมสัญญาณให้ครอบคลุม รองรับการสื่อสารของเจ้าหน้าที่กู้ภัย โรงพยาบาล และประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังเพิ่มการตรวจสอบโครงข่ายเน็ตบ้านเพื่อให้ประชาชนใช้งานได้ต่อเนื่อง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/447854&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DgelJiyQqGszC9reA9aRP

  • “พิมพ์เขียว” เศรษฐกิจไทย

    “พิมพ์เขียว” เศรษฐกิจไทย

    ภาวะเศรษฐกิจไทยมีปัญหาในทุกด้าน โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง และหนี้สินครัวเรือน ก็เพราะการเมืองในประเทศฉุดรั้งศักยภาพเศรษฐกิจไทยมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การเติบโตลดลง ความสามารถในการแข่งขันถดถอย ภาคธุรกิจ และครัวเรือนสะสมความเปราะบางเพิ่มขึ้น การแก้ไขปัญหาจากนี้ไป จึงต้องทำอย่างจริงจัง เร่งด่วน และต่อเนื่อง

    ประเด็นนี้ ทำให้ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ การเงิน และองค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการดูแลระบบเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาค มีความเห็นตรงกันว่าจะรอความช่วยเหลือจากฝ่ายการเมืองต่อไปอีก คงไม่ได้แล้ว แต่ต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกันด้วยการสร้าง “พิมพ์เขียว” ใหม่สู่การผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ทำได้จริง และเห็นผลโดยมีเอกชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน มีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว ขณะที่ภาคการเงิน ช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

    ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง ก็ยากที่ประเทศไทยจะรอดปากเหยี่ยวปากกาไปได้ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และการเปลี่ยนแปลง

    ทุกองค์กรที่จะทำงานร่วมกันนี้ อยู่ภายใต้ชื่อของ คณะกรรมการร่วมภาครัฐ-เอกชน (กกร.) เบ็ดเสร็จประกอบไปด้วย 6 องค์กรด้วยกัน ได้แก่ หอการค้าและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สมาคมธนาคารไทย, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), สภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    Reinvent Thailand เป็นแพลตฟอร์ม “พิมพ์เขียว” ที่จะสร้างพลวัตใหม่ที่เป็นแรงจูงใจโดยยึดหลัก “ทำดี ได้ดี” ที่ก่อให้เกิดการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชนภายใต้ความมุ่งมั่นและการตั้งใจทำงานจริงของทุกฝ่าย

    ไม่ใช่เป็นเพียงการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่ทุกฝ่ายต้องมี Commitment ร่วมกันผลักดันพิมพ์เขียวนี้ไปในแบบ end-to-end ตั้งแต่ระบุปัญหา ออกแบบทางแก้ไข กำหนดตัวเจ้าภาพชัดเจน และขับเคลื่อนแผน ไปจนถึงติดตามประเมินผลด้วย KPI ที่วัดผลได้ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าเกิดผลลัพธ์จริง และยั่งยืน

    “ผยง ศรีวณิช” เป็นหัวเรือใหญ่ผลักดัน “กกร.” ร่วมสร้างพลวัตใหม่

    ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงไทย เจ้าของพิมพ์เขียวฉบับพลวัตใหม่เพื่อการพลิกโฉมหน้าประเทศไทย ขอให้ทุกองค์กรใน กกร.ใช้พิมพ์เขียวนี้เป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งเน้นการวิจัย พัฒนา นวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ ไปจนถึงการจัดสรรทรัพยากรโดยยึดหลัก Doing Well by Doing Good ที่สามารถช่วยกันออกแบบ และขับเคลื่อนนโยบายที่ปฏิบัติได้จริงเป็นตัวชี้วัดการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน

    ทั้งยังสามารถใช้เป็น “เข็มทิศ” นำทางการพัฒนาประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

    พิมพ์เขียวฉบับนี้ ระบุต้นตอของปัญหาเศรษฐกิจภายใต้สภาพแวดล้อมที่ “ข้างนอกท้าทาย แต่ข้างในอ่อนแอ”(เป็นมะเขือเผา) ไว้ว่า มีสาเหตุจากภาคธุรกิจ ขาดพลวัต และนวัตกรรม ธุรกิจรายใหม่เกิดขึ้นน้อยลง บริษัทอายุน้อย (อายุน้อยกว่า 5 ปี) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการขยายตัวของรายได้ภาคธุรกิจโดยรวมมีส่วนแบ่งตลาดลดลง เผชิญกับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ทั้งจากสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐาน และอำนาจต่อรองของธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น การถูกลอกเลียนแบบสินค้า การถูกยืดเครดิตเทอมเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และการผูกขาดในตลาดจากการควบรวมกิจการ

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจนอกระบบของไทยยังมีขนาดใหญ่ ธุรกิจไทยประมาณ 78% ของธุรกิจทั้งหมดอยู่นอกระบบ ในขณะที่ธุรกิจ และบุคคลธรรมดาที่ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มมีจำนวนเพียง 700,000 กว่าราย จากจำนวนธุรกิจกว่า 3.27 ล้านราย ส่วนแรงงานกว่า 50% เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ แรงงานภาคเกษตรอยู่นอกระบบ โดยผู้เสียภาษีเงินได้ มีสัดส่วนเพียง 10% ของกำลังแรงงานทั้งหมด

    สิ่งนี้สะท้อนว่า ประโยชน์จากการอยู่ในระบบไม่คุ้มกับต้นทุนที่ต้องจ่าย!

    ส่วนของภาคประชาชน จะพบว่า คุณภาพแรงงานไทยไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ แม้มีการลงทุนด้านการศึกษาประมาณ 800,000 ล้านบาทต่อปี (สูงถึง 5% ของ GDP) แต่คุณภาพกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง คะแนน PISA (มาตรฐานวัดคุณภาพการศึกษาสากล) ก็ลดลงต่อเนื่องจนอยู่ระดับต่ำสุดในทุกวิชา ในช่วงกว่าสองทศวรรษ และต่ำกว่าเพื่อนบ้านด้วย

    ขณะที่ คะแนน ONET (มาตรฐานวัดคุณภาพการศึกษาของไทย) ลดลง โดยที่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงสูง นักเรียนในกรุงเทพฯ ทำคะแนนได้สูงกว่าจังหวัดอื่นๆ ในทุกวิชา นอกจากนี้การพัฒนาทักษะตลอดชีวิตยังไม่เข้มแข็ง แรงงานไม่สามารถ upskill หรือ reskill ทักษะใหม่ได้

    ประเทศไทยยังมีปัญหา “สมองไหล” ที่ทำให้คนเก่ง และคนรุ่นใหม่เลือกที่จะย้ายไปต่างประเทศ เพราะระบบดึงดูดผู้มีปัญญา หรือมีความสามารถพิเศษ (talent) จากต่างประเทศ ยังไม่มีกำลังมากพอ! การเมืองมีความไม่แน่นอนสูง ราชการปรับตัวช้า กฎเยอะ ทุจริตแยะ

    สำหรับภาครัฐ การเมืองมีความไม่แน่นอนสูง ระบบราชการปรับตัวช้า เป็นคอขวดที่สำคัญต่อการสร้างบรรยากาศการลงทุน (Investment climate) ที่มีพลัง ประสิทธิภาพ ทั้งในด้านกรอบการบริหาร และกฎหมายธุรกิจ แต่ในระยะหลังๆ ระบบราชการไทยมีอันดับแย่ลงต่อเนื่อง กฎระเบียบก็มีจำนวนมาก ซ้ำซ้อน ล้าสมัย

    การทุจริตคอร์รัปชันยังคงฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจไทยด้วย ในขณะที่การเมืองไทยขาดเสถียรภาพ มีผลทำให้นโยบายอุตสาหกรรม และการค้าขาดทิศทางที่ชัดเจน

    นโยบายเศรษฐกิจส่วนใหญ่เน้นยังการอุดหนุนแบบไม่มีเงื่อนไข และหวังผลระยะสั้น เช่น มาตรการเงินโอน และการดูแลราคาสินค้า โดยคิดเป็น 1 ใน 5 ของงบประมาณด้านเศรษฐกิจในปี 2567 ซึ่งนอกจากจะสร้างความเคยชินแล้ว ยังบิดเบือนแรงจูงใจในการพัฒนาศักยภาพด้วย

    ในกรอบการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ภาครัฐต้องเร่งดำเนินมาตรการหลายด้าน อาทิ มาตรการเร่งด่วนเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ เพื่อลดผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ รวมถึง Import flooding หรือการนำเข้าที่มากเกินไป ล้นตลาด รวมถึงมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดที่ช่วยรองรับแรงกระแทกประคองธุรกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านไปได้

    ว่ากันตามจริง ภาคเอกชนมีความเห็นที่ชัดเจนว่า การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยไม่อาจล่าช้าได้อีกต่อไป ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ซึ่งจำเป็นต้องเริ่มดำเนินการโดยเร่งด่วน และผลักดันอย่างต่อเนื่อง

    อย่างที่กล่าวไว้แต่ต้นว่า หัวใจสำคัญของการปรับตัวที่ได้ผลสัมฤทธิ์ คือกรอบกระบวนการทำงานที่เกิดจากความร่วมมือ และการสอดประสานงานกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่แนวทางการตอบโจทย์เศรษฐกิจที่ปฏิบัติได้จริง และยั่งยืน โดยภาคเอกชนเป็นหัวหอกหลักในการปรับตัว แสวงหาโอกาสใหม่ ๆ และสร้างนวัตกรรมเพื่อให้ประเทศไทย

    ธุรกิจขนาดใหญ่ ควรช่วยสนับสนุนธุรกิจ SMEs ที่เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ ผ่านการถ่ายทอดความรู้ด้านการเงิน การตลาด และเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

    ส่วนภาคการเงินมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดสรรทรัพยากรให้กับธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นและได้รับต้นทุนที่สอดคล้องกับความเสี่ยง ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีในระบบการเงิน หรือกลไกที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิต เช่น การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเงินในการรับบริการทางการเงิน (Open data) และกลไกการค้ำประกันเครดิตผ่าน National Credit Guarantee Agency (NaCGA)

    ขณะที่ภาครัฐมีหน้าที่สำคัญในการสนับสนุน และเสริมสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจ โดยช่วยลดขั้นตอน และลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจ ผ่านการแก้กฎระเบียบของภาครัฐให้เป็นการใช้งานที่ง่าย และการปรับปรุงบริการภาครัฐให้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

    รวมถึงการขจัดปัญหาคอร์รัปชัน การเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับภาคเอกชนในการต่อยอด ตลอดจนการสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจอย่างเหมาะสม เช่น มาตรการภาษี และสิทธิประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นต้น

    ภายใต้พิมพ์เขียวฉบับนี้ ประเทศไทยต้องรอด ไม่ว่าการเมืองจะอยู่ในมือใคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2885136&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aBLa2iyOltF8SmU-8DKco

  • “นายกฯ”ลั่น ไม่มีมานั่งเท่ๆ 4 เดือน เร่งสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุน – เศรษฐกิจ

    “นายกฯ”ลั่น ไม่มีมานั่งเท่ๆ 4 เดือน เร่งสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุน – เศรษฐกิจ


    “นายกฯ” เร่งสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุน – เศรษฐกิจ หลังได้ทีมมีความรู้ ความสามารถ ปลอดครอบงำการเมือง ยัน ใช้เวลา 4 เดือน แก้ปัญหาประเทศ ลั่น ไม่มีมานั่งเท่ๆ กินกาแฟฟรี

    ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงภายหลังหารือร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ถึงการสร้างความเชื่อมั่นที่จะมอบให้กับพี่น้องประชาชนในขณะนี้ ว่า รัฐบาลชุดนี้ได้ตั้งทีมทำงานด้านเศรษฐกิจ ตั้งแต่รองนายกรัฐมนตรีจนถึงรัฐมนตรีต่างๆ ที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นบุคลากรที่ไม่มีการครอบงำใดๆทางการเมือง ทุกท่านสามารถใช้ความรู้ความสามารถได้ตามภารกิจอย่างเต็มที่ จะใช้ทุกอย่างที่มีอยู่ฟื้นฟูสร้างความเชื่อมั่นมั่งคั่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศโดยมีอำนาจเต็ม 

    “ทีมงานชุดนี้ไม่มีทีมงานการเมือง แต่เป็นการคัดสรรบุคลากรแต่ละท่านด้วยตัวเอง ซึ่งมีอำนาจเต็ม แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบข้อบังคับ และข้อกฎหมาย โดยจะใช้เวลาเท่าที่มีอยู่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในหน่วยงานที่รับผิดชอบได้อย่างเต็มที่” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    เมื่อถามว่า รัฐบาลมีระยะเวลาเพียงสั้นๆ จะเรียกความเชื่อมั่นได้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่าตนถึงได้บอกว่าถ้ามาถึงแล้วบอกจะแก้กฎหมายต่างๆ ถ้าพูดแบบนี้ไม่ต้องเชื่อแล้ว เพราะมันเป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่เราจะจับในสิ่งที่มีอยู่ สิ่งใดที่สามารถแก้กฎระเบียบ แก้กฎกระทรวงได้ ก็จะดำเนินการตามกลไกที่มีอยู่ในกระทรวงหรือหน่วยงานต่างๆ ที่รัฐมนตรีกำกับดูแล เหมือนการทะลวงท่อให้ลื่นไหลไปได้ ผมคิดว่าแค่ 4 เดือนนี้ก็น่าจะเพียงพอ ที่จะสร้างรากฐานที่ดีให้เกิดความต่อเนื่องในอนาคต“ นายกฯ กล่าว
        
    ส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยๆจะมั่นใจได้อย่างไรว่าในระยะ 4 เดือน จะช่วยวางรากฐานด้านเศรษฐกิจได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงบ่อยไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งไม่ดีเสมอไป ขอให้มีความใจกว้าง และนึกถึงประโยชน์ประเทศ และประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก อย่างรัฐบาลชุดนี้เมื่อเราเข้ามานโยบายอะไรที่ดี ที่ค้างท่อจากรัฐบาลชุดที่แล้ว หรือนโยบายอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเป็นที่นิยมสามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความสงบให้สังคมได้ ก็นำมาสานต่อ เช่น นโยบายคนละครึ่งซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่โจทย์แรกที่รัฐบาลชุดนี้ต้องทำให้ได้ เราเตรียมงบประมาณที่เล็งไว้ว่าหากใช้จากกรณีนี้ไม่ได้ ก็มีการเตรียมงบอีกก้อนหนึ่งเพื่อนำมาดำเนินการ เราได้เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าเราเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมืองจริงๆ 
         
    ส่วนปัญหาทุนที่ตรวจสอบที่มาไม่ได้ นายกฯ กล่าวว่า อะไรที่เกี่ยวกับทุนสีเทาก็จะให้รมว.คลัง ดำเนินการ ซึ่งได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ซึ่งตนได้บอกกับนายเอกนิติ ว่าวันนี้เรามานั่งกินกาแฟแล้ว ต้องทำสิ่งที่ทางตลาดทุนร้องขอมาให้สำเร็จ 3-4 เรื่อง ไม่ใช่มานั่งกินกาแฟฟรีๆ 
        
    “ไม่ใช่มาถึงรอวันยุบสภา มาเป็นรัฐมนตรี มาเป็นนายกรัฐมนตรีเท่ๆ 4 เดือน บอกเลยว่าไม่มีหรอก ไม่มีเท่ แต่เวลาในทุกๆวันต้องทำงานอย่างเต็มที่“ นายกรัฐมนตรี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35821&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37VfNJi54v_CHEmQXxDIUG

  • ‘เอกนิติ’ วางเป้า4เดือนเร่งปั๊มเศรษฐกิจ จ่อชงครม.ลุยคนละครึ่ง พลัส คาดใช้เร็วสุดปลายต.ค.

    ‘เอกนิติ’ วางเป้า4เดือนเร่งปั๊มเศรษฐกิจ จ่อชงครม.ลุยคนละครึ่ง พลัส คาดใช้เร็วสุดปลายต.ค.

    ‘เอกนิติ’ วางเป้า 4 เดือนเร่งอัดนโยบายปั๊มเศรษฐกิจ ชูนโยบาย Quick-Big-Win นำ ปักธงกระตุ้นสั้น ปูพรมเติบโตระยะยาว ฟันธงไม่เกินสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ต.ค. ชง ครม. ลุย ‘คนละครึ่ง พลัส’ คาดใช้จ่ายเร็วสุดไม่เกินปลาย ต.ค. พร้อมเร่งเรียกความเชื่อมั่นภาคการคลัง

    25 ก.ย. 2568 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวภายหลังเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่กระทรวงการคลัง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำงาน ว่า ได้รับมอบนโยบายด้านเศรษฐกิจในช่วงเวลา 4 เดือนจากนี้ จากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คือ จะต้องเร่งดำเนินการเพื่อตอบโจทย์ความกังวลในทุก ๆ ด้าน ดังนั้นการดำเนินด้านเศรษฐกิจจึงจะต้องมุ่งให้เกิดการฟื้นตัวได้เร็ว ตามนโยบาย Quick-Big-Win และต้องมีผลในระยะยาวด้วย

    ทั้งนี้ หนึ่งในโครงการตามนโยบาย Quick-Big-Win คือ ‘โครงการคนละครึ่ง พลัส’ ซึ่งที่ผ่านมาได้หารือร่วมกับนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นคาดว่าจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ไม่เกินสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ต.ค. 2568 หลังจากนั้นคาดว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนร้านค้าและประชาชนได้ทันที และยืนยันว่าคนที่อยู่ในระบบภาษีจะได้สิทธิ์มากกว่า ตรงนี้นายกรัฐมนตรีระบุชัดเจนแล้ว ซึ่งถือเป็นแนนวทางหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้คนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น ส่วนรายละเอียดและเงื่อนไขต่าง ๆ ขอให้รอติดตามความชัดเจนอีกครั้ง ขณะที่วงเงินที่ใช้ในการดำเนินการ ยังมาจากงบประมาณปี 2569 ซึ่งรัฐบาลไม่ได้มีการขยายเพิ่ม เพราะไม่ต้องการทำให้มีการขาดดุลการคลังมากขึ้น

    ส่วนกรณีที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ฟิทช์ เรทติ้ง (Fitch Ratings) ปรับมุมมอง (Outlook) ของไทยจาก Stable เป็น Negative นั้น นายเอกนิติ ระบุว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลตระหนักและให้ความสำคัญว่า เรื่องนี้เป็นคำเตือน ดังนั้นในช่วง 4 เดือนจากนี้ อาจจะมีโครงการลักษณะนี้ออกมาอีกเยอะ แต่ยืนยันว่าทั้งหมดจะต้องอยู่ภายใต้วินัยการคลังอย่างเข้มข้น

    สำหรับเรื่องฐานะการคลังซึ่งเป็นอีกประเด็นที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้ความสำคัญนั้น ยืนยันว่าเรื่องฐานะการคลังมองในระยะสั้นไม่ได้ และรัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก โดยตัวเลขการขาดดุลงบประมาณที่ 3% นั้นยังเป็นเป้าหมายการทำงานในระยะยาว ซึ่งสิ่งสำคัญในตอนนี้คือ จะต้องทำให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่นโยบาย ‘การกระทำสำคัญกว่าคำพูด’ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะทำ คือ ไม่ว่าจะทำนโยบายอะไร จะมุ่งไปที่การพยายามเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย จะช่วยต่อยอดในการสร้างรายได้ให้รัฐมากขึ้น ภายใต้การคำนึงถึงวินัยการคลังอย่างเข้มข้น ผ่านการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพ และตรงกลุ่มเป้าหมาย

    “ทุกได้ขอกับนายกรัฐมนตรีไว้แล้วว่าทุกนโยบายด้านเศรษฐกิจจะต้องรักษาวินัยการคลังอย่างเข้มข้น เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น โดยทุกนโยบายจะต้องมีธรรมาภิบาลการคลัง คือ เปิดเผยรายละเอียดของแต่ละโครงการว่ามีต้นทุนเท่าไหร่ ทำแล้วเกิดประโยชน์อะไร ทุกคนจะได้เห็น และภายในเดือน พ.ย. 2568 จะมีการปรับ Medium-Term Fiscal Framework (MTFF) ครั้งใหญ่ โดยเป้าหมายของผมคือการสร้างความมั่นใจในฐานะคนคลังทั้งชีวิต ที่จะต้องมีแผนชัดเจนในการปฏิรูปภาคการคลังว่าจะทำอะไรบ้าง ส่วนไหนที่ทำได้จะทำเลย ส่วนไหนที่ทำไม่ได้จะวางเป็นแผนไว้ ยืนยันว่าช่วง 4 เดือนนี้ต้องเร่งยกระดับความโปร่งใส มีวินัย และมีธรรมาภิบาล รัฐบาลจะใช้หลักการนี้เป็นปราการยึดให้กับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือเพื่อสร้างความเชื่อมั่น” นายเอกนิติ ระบุ

    นอกจากนี้ จะเร่งยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้า แม่ค้า ผ่านการอัพสกิล รีสกิล เช่น การดึงเทคโนโลยีดิจิทัลขึ้นมาช่วยยกระดับในการทำบัญชีให้เป็นระบบและเชื่อมต่อครบทั้งวงจร ซึ่งจะช่วยทำให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็จะรู้ต้นทุน นำไปสู่การบริหารจัดการได้ง่ายขึ้นด้วย

    นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ยังได้รับมอบหมายให้ดูสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งเบื้องต้นวางเป้าหมายที่จะเข้ามาปลดล็อกกฎ กติกาต่าง ๆ และจะใช้หลักการเดียวกับที่เคยทำโครงการ PPP Fast Track เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนจริง เนื่องจากปัจจุบันมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนค่อนข้างมาก แต่การลงทุนจริงกลับไม่สอดคล้อง รวมถึงจะมีการปรับเพิ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เพื่อต่อยอดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ซึ่งเบื้องต้นได้มีการหารือกับ BOI ไปบ้างแล้ว

    “รัฐบาลมุ่งทำงานด้านเศรษฐกิจโดยพุ่งเป้าไปที่การสนับสนุนให้เกิดการฟื้นตัวในระยะสั้น ต่อยอดไปสู่ระยะยาว และมีการกระจายตัวอย่างทั่วถึง ซึ่งขอยืนยันอีกครั้งว่าระยะเวลา 4 เดือนนั้น จะเร่งทำงานตามนโยบายทุกอย่างที่วางไว้ให้ทัน เราไม่ได้ทำเยอะ แต่เน้นทำในสิ่งที่ต้องทำ และต้องใหญ่พอที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งหมดมีแผนงานไว้หมดแล้ว ขอให้รอฟังความชัดเจนในวันที่ 1 ต.ค. ภายหลังจากแถลงนโยบายต่อสภาฯ ส่วนที่ถามว่ารัฐบาลจะเศรษฐกิจนำการเมืองหรือไม่นั้น ผมคงตอบเองไม่ได้ แต่การที่นายกรัฐมนตรีเลือกผมมา ก็น่าจะเป็นคำตอบกลาย ๆ แล้วว่าเป็นอย่างไร” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าว

    ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากที่มีการเสนอให้ ครม. พิจารณาโครงการคนละครึ่ง พลัส แล้ว คาดว่าจะสามารถเปิดให้มีการลงทะเบียนร้านค้า และประชาชนราว 2 สัปดาห์ และน่าจะเริ่มเปิดให้มีการใช้จ่ายได้เร็วสุดในช่วงปลายเดือน ต.ค. 2568 หรือถ้าไม่ทันก็จะให้ใช้จ่ายได้ในช่วง พ.ย. – ธ.ค. ส่วนประเด็นเรื่องผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีรัฐบาลจะจ่ายสมทบ 50% และประชาชนจ่ายเอง 50% ส่วนผู้ที่อยู่ในระบบภาษีรัฐบาลจะจ่ายสมทบ 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% นั้น ส่วนต่างตรงนี้อาจจะใช้วิธีการ Top Up 10% ให้กับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี ส่วนรูปแบบที่ชัดเจนจะเป็นอย่างไรขอให้รอดูความชัดเจนภายหลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภาฯ ให้เรียบร้อยก่อน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/867938/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o73YjDhzMOQDnCIf0RitV