Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ในเมื่อไม่มีหวัง ก็สู้เสี่ยงโชคให้หมด! Gen Z สหรัฐฯ สิ้นหวังกับเศรษฐกิจ

    ในเมื่อไม่มีหวัง ก็สู้เสี่ยงโชคให้หมด! Gen Z สหรัฐฯ สิ้นหวังกับเศรษฐกิจ

    เมื่อ เจคอบ แคปแลน (Jacob Kaplan) คิดถึงเส้นทางสู่ความมั่นคงทางการเงิน เขามองเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องรับ ‘ความเสี่ยง’ ครั้งใหญ่ ชายหนุ่มวัย 25 ปีผู้นี้ใช้เวลาสัปดาห์ละ 30 ชั่วโมงไปกับการเดิมพันผลการแข่งขันกีฬาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเขาไม่ได้มองว่าเป็นแค่เพียงงานอดิเรก แต่เป็นหนทางในการแก้ปัญหาที่คนรุ่นเดียวกับเขากำลังเผชิญ

    “หากคุณอยู่ท่ามกลางคนที่ใช่และรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ความเสี่ยงนี้ก็จะช่วยตอบโจทย์ปัญหาที่คนรุ่นผมกำลังมองหาทางแก้ นั่นคือการสร้างความมั่นคงทางการเงิน” แคปแลนกล่าว ซึ่งเรื่องราวของเขาคือภาพสะท้อนของปรากฏการณ์ที่กำลังก่อตัวขึ้นในกลุ่มคนหนุ่มสาว ที่กำลังผลักไสกลยุทธ์การลงทุนแบบดั้งเดิมทิ้งไป และหันไปหาทางเลือกที่มีความเสี่ยงสูงกว่าแทน

    ปรากฏการณ์นี้ถูกขนานนามว่า ‘สุญนิยมทางการเงิน’ (Financial Nihilism) ซึ่งเป็นผลมาจากความรู้สึกสิ้นหวังต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นราคาบ้านที่พุ่งสูงจนเกินเอื้อม, หนี้สินที่เพิ่มพูน และตลาดแรงงานที่ตึงตัว ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกที่จะ ‘หวดสุดแรงเพื่อลุ้นโฮมรัน’ แทนที่จะเล่นแบบปลอดภัยไปเรื่อยๆ

    ไซมอน โอ (Simon Oh) ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก Columbia Business School มองว่านี่คือการตอบสนองอย่างสมเหตุสมผลของนักลงทุนรุ่นใหม่ “เมื่อเทียบกับในอดีต การสร้างความมั่งคั่งด้วยวิธีการแบบดั้งเดิมนั้นทำได้ยากขึ้นมาก ดังนั้นการเลือกที่จะเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนก้อนใหญ่จึงกลายเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล” เขากล่าว

    นับตั้งแต่ช่วงการระบาดใหญ่เป็นต้นมา การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงได้กลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดิมพันผลกีฬา หรือการเก็งกำไรในหุ้นมีม (Meme Stocks) อย่าง GameStop และ AMC ส่วนการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลซึ่งครอบคลุมตั้งแต่บิตคอยน์ไปจนถึงเหรียญมีมต่างๆ ก็ได้รับความสนใจอย่างสูง โดยผลสำรวจจาก U.S. Bank ชี้ว่า Gen Z เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มจะลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีมากที่สุดในอีก 5 ปีข้างหน้า

    ขณะเดียวกัน ตลาดการเงินก็ได้สร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการนี้โดยตรง เช่น กองทุน Leveraged ETFs ที่ช่วยขยายผลตอบแทน (และผลขาดทุน) ให้สูงขึ้น ส่วนการซื้อขายออปชัน (Options Trading) ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดย Options Clearing Corporation เปิดเผยว่าปริมาณการซื้อขายในเดือนสิงหาคมเพียงเดือนเดียวพุ่งสูงเกิน 1.2 พันล้านสัญญา ซึ่งเพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    มาร์เซลลัส ดอนเย (Marcellous Donyae) วัย 22 ปี คืออีกหนึ่งคนที่หันมาซื้อขายออปชันเมื่อ 5 ปีก่อน เพื่อหาเงินระหว่างเรียนและหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา “ผมต้องการแหล่งรายได้ที่ให้อิสรภาพทางการเงินและอำนาจในการควบคุมชีวิตของตัวเอง ซึ่งออปชันคือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าให้สิ่งนั้นกับผมได้” เขากล่าว

    ความรู้สึกสิ้นหวังนี้มีรากฐานมาจากความเป็นจริงทางเศรษฐกิจที่โหดร้าย เป้าหมายแบบดั้งเดิมอย่างการเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จทางการเงิน กลายเป็นสิ่งที่ ‘ไกลเกินเอื้อม’ สำหรับคนรุ่นใหม่ โดยผลสำรวจจาก U.S. Bank พบว่า 3 ใน 10 ของคนรุ่น Gen Z ได้ล้มเลิกความฝันที่จะซื้อบ้านไปแล้วโดยสิ้นเชิง

    ไคลา สแกนลอน (Kyla Scanlon) นักวิเคราะห์เศรษฐกิจกล่าวว่า “ทุกย่างก้าวบนบันไดเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมกำลังจะไกลเกินเอื้อมสำหรับพวกเขา” เธอมองว่าเมื่อคนหนุ่มสาวรู้สึกว่าถูกทิ้งไว้ข้างหลังและไม่มีอนาคต พวกเขาจึงรู้สึกว่า “ในเมื่อไม่มีหวังแล้ว ก็สู้เอาเงินที่มีไปเสี่ยงโชคให้หมดเลยดีกว่า”

    ความรู้สึกไม่มั่นคงทางการเงินนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยความรู้สึกไม่ได้รับการยอมรับทางสังคม เช่น จากแอปพลิเคชันหาคู่ หรือการแข่งขันเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งข้อมูลจาก University of Michigan ก็ได้ยืนยันว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในกลุ่มอายุ 18-34 ปีนั้นต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์

    อย่างไรก็ตาม คนหนุ่มสาวที่เลือกเดินในเส้นทางนี้ต่างก็ยอมรับว่านี่ไม่ใช่วิธีการที่จะใช้ไปได้ตลอดชีวิต แคปแลนเองก็ได้แบ่งรายได้ส่วนใหญ่จากการเดิมพันไปลงทุนในกองทุนดัชนีและบัญชีเงินออม เขารู้ดีว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องเลิกใช้วิธีการที่ต้องทุ่มเทเวลามากขนาดนี้ แต่ก็หวังว่าถึงวันนั้น เขาจะมีกำไรมากพอที่จะสร้างอนาคตที่มั่นคงได้

    “ผมไม่ได้มองว่านี่คือแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนในระยะยาว” แคปแลนกล่าว “แต่สำหรับตอนนี้ให้ผลตอบแทนที่ดี และเมื่อถึงจุดหนึ่ง ผมก็จะเก็บกำไรที่ทำได้ แล้วเลิกเดิมพัน” ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของ ‘ทางรอด’ ที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากกำลังแสวงหาในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน



    ภาพ: Rawpixel.com / Shutterstock

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/financial-nihilism-genz-high-risk-investing/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1C7EAPj5dmLzU5UYc6vNGl

  • “รมว.นฤมล” ย้ำ เดินหน้าแก้หนี้ครู ผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาฯ ปรับระบบวิทยฐานะ เพิ่มตำแหน่ง พร้อมขอให้เน้นวิชาประวัติศาสตร์ มอง เด็กควรเข้าใจหน้าที่พลเมืองไทย

    “รมว.นฤมล” ย้ำ เดินหน้าแก้หนี้ครู ผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาฯ ปรับระบบวิทยฐานะ เพิ่มตำแหน่ง พร้อมขอให้เน้นวิชาประวัติศาสตร์ มอง เด็กควรเข้าใจหน้าที่พลเมืองไทย

    “รมว.นฤมล”ย้ำ เดินหน้าแก้หนี้ครู ผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาฯ ปรับระบบวิทยฐานะ เพิ่มตำแหน่ง พร้อมขอให้เน้นวิชาประวัติศาสตร์ มอง เด็กควรเข้าใจหน้าที่พลเมืองไทย

    เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2568 โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขต และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกว่า 400 คน เข้าร่วม ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ปัจจุบันคณะรัฐมนตรีกำลังเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 29–30 ก.ย.นี้ ซึ่งเมื่อการแถลงนโยบายเสร็จสิ้นแล้ว รัฐมนตรีของแต่ละกระทรวงจะสามารถเริ่มลงนามในเอกสารทางราชการและออกคำสั่งในเชิงปฏิบัติได้เต็มรูปแบบ ดังนั้นในการประชุมครั้งนี้จึงยังไม่ได้ถือเป็นการมอบนโยบายอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันและเตรียมการล่วงหน้า โดยประเด็นเร่งด่วนที่กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการทันที คือ การลดภาระค่าครองชีพและการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งตนได้หารือกับนายกรัฐมนตรี และจะถูกรวมไว้ในนโยบายรัฐบาลกลุ่ม หนี้สินภาคประชาชน

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อถึงการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติว่า ต้องการให้สำเร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากในอดีต พ.ร.บ.การศึกษาเคยถูกเลื่อนพิจารณาออกไปหลายครั้งเมื่อเข้าสู่การประชุมสภา จนถูกเรียกว่าเป็นอาถรรพ์ แต่ครั้งนี้รัฐบาลและกระทรวงศึกษามุ่งมั่นที่จะทำให้ร่างกฎหมายการศึกษาได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาให้ได้ โดยได้หารือกับกรรมาธิการการศึกษาทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านซึ่งต่างมีท่าทีพร้อมสนับสนุน หากมีการปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดให้เหมาะสม

    “หาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ผ่านความเห็นชอบ จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการปฏิรูประบบการศึกษาไทย ทั้งด้านโครงสร้างหลักสูตร การประเมินคุณภาพผู้เรียน การกระจายอำนาจการบริหารจัดการ และการกำหนดบทบาทหน่วยงานด้านการศึกษาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

    ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวต่อถึงการปรับปรุงระบบวิทยฐานะว่า ที่ผ่านมาเกณฑ์ประเมินมักไม่สอดคล้องกับภารกิจของครู ทำให้ครูจำนวนไม่น้อยไม่สามารถก้าวหน้าทางวิชาชีพได้อย่างเป็นธรรม แนวทางใหม่จะมีการปรับโครงสร้างผู้ประเมิน โดยกำหนดให้ผู้ประเมินต้องมีประสบการณ์ตรงในสายงาน เช่น ครูประถมต้องได้รับการประเมินจากผู้มีประสบการณ์ด้านประถมศึกษา ขณะที่ครูมัธยมต้องถูกประเมินโดยผู้ที่เข้าใจบริบทมัธยมศึกษา เพื่อให้การตัดสินเป็นธรรมมากขึ้น พร้อมทั้งเปิดทางเลือกให้ครูใช้ผลงานการสอน หรือผลงานเชิงประจักษ์ แทนผลงานวิจัยเพียงอย่างเดียว คล้ายแนวทาง “teaching track” และ “research track” ของต่างประเทศ รวมทั้งกำหนดให้ จำนวนครูที่สามารถเลื่อนวิทยฐานะได้ เป็นหนึ่งใน KPI ของผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริหารสนับสนุนครูอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังต้องจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน โปร่งใส และเปิดให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

    นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มตำแหน่งสายสนับสนุน จำนวน 1,706 อัตรา เพื่อบรรเทาภาระงานที่ไม่ใช่งานสอน เช่น งานธุรการ งานพัสดุ งานซ่อมบำรุง ฯลฯ โดยคาดว่าจะสามารถจัดสรรให้เขตพื้นที่การศึกษาต่าง ๆ ได้ภายในสัปดาห์ถัดไปหลังการแถลงนโยบายรัฐบาล ทั้งนี้เพื่อให้ครูสามารถทุ่มเทเวลาและพลังไปกับ การสอนและดูแลเด็กได้อย่างเต็มศักยภาพ

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวย้ำว่า การศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวิชาทางสาย STEM อย่าง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เท่านั้น แต่ยังต้องส่งเสริมความถนัดด้านอื่นของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ ดนตรี กีฬา ภาษา หรือทักษะทางสังคม รวมถึง วิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ต้องได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน และการบรรจุเข้าสู่ระบบการสอบ เพื่อสร้างความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้เด็กเข้าใจระบบการปกครอง และบทบาทของพระมหากษัตริย์ว่า ทรงอยู่เหนือการเมืองอย่างไร เพื่อจะเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กได้รับข้อมูลที่ผิด ๆ

    “อาจารย์ขอฝากให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาและบุคลากรในพื้นที่ ให้ร่วมกันสนันสนุนให้ครูเลื่อนวิทยฐานะเพื่อมาช่วยกันพัฒนาการศึกษาของไทย และขอให้สนับสนุนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพื่อสร้างความเข้าใจต่อระบอบประชาธิปไตย บทบาทพลเมือง และสถาบันหลักของชาติ“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ขอบคุณที่มาจาก เฟซบุ๊คเพจ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ Prof.Dr.Narumon Pinyosinwat 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/92979&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YeGYXjYcatnQIs57sRpOT

  • ความสำเร็จของบัณฑิตจุฬาฯ ในวันรับพระราชทานปริญญาที่น่าภาคภูมิใจ

    ความสำเร็จของบัณฑิตจุฬาฯ ในวันรับพระราชทานปริญญาที่น่าภาคภูมิใจ

    พิธีพระราชทานปริญญาบัตรจุฬาฯ คือวันแห่งความภาคภูมิใจในชีวิตของผู้สำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตจุฬาฯ พิธีพระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิตจุฬาฯ ในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 – 30 กันยายน และ 1 ตุลาคม 2568 ส่วนหนึ่งของผู้สำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในปีนี้ ได้เผยถึงความประทับใจในรั้วจามจุรีและเส้นทางที่ผ่านมากว่าจะก้าวสู่ความสำเร็จที่งดงามในวันนี้ พร้อมฝากข้อคิดที่มีค่าที่จะเป็นแรงบันดาลใจต่อนิสิตและบัณฑิตรุ่นต่อไป

    ฉัตรชัย คงเดชอุดมกุล ดุษฎีบัณฑิตสาขาการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมผู้ประกอบการ (CUTIP) บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพาณิชย์และวางแผน (โครงการเมียนมา) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจและปลื้มปีติอย่างยิ่งที่สำเร็จการศึกษาทั้งระดับปริญญาโทและเอกจากสถาบันอันทรงเกียรติ ถือเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต การเรียนปริญญาเอกเป็นประสบการณ์ชีวิตที่มีคุณค่า คือบทพิสูจน์ของวินัย ความพยายาม ความอดทน และพลังของกัลยาณมิตร จุฬาฯ ไม่เพียงเป็นสถาบันการศึกษาที่มีความเป็นเลิศด้านการเรียนการสอน แต่ยังโดดเด่นด้านการวิจัยและการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม มีความเป็นเลิศทางวิชาการที่ผสานกับคุณธรรมและจริยธรรม ประทับใจความเมตตาของคณาจารย์และอาจารย์ที่ปรึกษา รวมถึงมิตรภาพของเพื่อน ๆ ในหลักสูตรที่แบ่งปันความรู้ และเป็นกำลังใจให้กันจนกลายเป็น Lifetime Friendship อย่างแท้จริง การเรียนให้ประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน มีวินัยในการจัดสรรเวลา และเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ
    ฉัตรชัยได้ฝากข้อคิดสำหรับนิสิตจุฬาฯ ขอให้ใช้เวลาในจุฬาฯ พัฒนาทั้งความรู้และเครือข่ายไปพร้อมกัน เพราะประสบการณ์นอกห้องเรียนก็สำคัญไม่แพ้กัน ส่วนผู้ที่เรียนควบคู่กับการทำงาน ขอให้วางแผนการเรียนให้ชัด มีวินัยในการจัดเวลา และค่อย ๆ เก็บความสำเร็จไปทีละขั้น อย่าลืมสร้างแรงบันดาลใจและให้กำลังใจตนเอง เพราะนั่นคือพลังที่จะพาเราเดินต่อไปอย่างมั่นคง

    รีเบคก้า รัสเซลล์ (ริสา หงส์หิรัญ) ดุษฎีบัณฑิตสาขาพัฒนศึกษา ภาควิชานโยบาย การจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ นักแสดง นางแบบ พิธีกร และนักธุรกิจ เผยว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคทั้งการเรียนควบคู่กับการทำงานและสถานการณ์โควิดจนสำเร็จการศึกษา พร้อมได้รับเกียรติเป็นผู้แทนนิสิตนำบัณฑิตกล่าวคำปฏิญญาในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรปีนี้ ความสำเร็จในครั้งนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากเพื่อนร่วมรุ่นและอาจารย์ที่ปรึกษาที่ไม่เคยปล่อยมือและเป็นพลังสำคัญสู่ความสำเร็จ หัวใจสำคัญตลอดเส้นทางการเรียนการเรียนปริญญาเอกยึดหลักความมุ่งมั่น ความสัมพันธ์ และความทุ่มเท ในการทำงานวิจัย
    สำหรับนิสิตที่กำลังศึกษาอยู่ ขอให้คำแนะนำว่าการเรียนย่อมมีอุปสรรคที่คาดไม่ถึงเสมอ ดังนั้นการวางแผนและการมีวินัยคือกุญแจสำคัญ แม้เส้นทางอาจหนักหน่วง แต่ความสำเร็จที่รออยู่ปลายทางจะไม่เพียงเป็นความภูมิใจของตัวเอง แต่ยังเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัวด้วย
    นอกจากจะสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกที่จุฬาฯ แล้ว รีเบคก้ายังศึกษาต่อในสาขาโภชนศาสตร์และศาสตร์การชะลอวัย โดยมุ่งหวังที่จะส่งต่อความรู้และการดูแลสุขภาพให้กับสังคม

    เทศน์ ไมรอน บัณฑิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ หลักสูตรนานาชาติสาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรม (BALAC) เกียรตินิยมอันดับ 2 นักแสดงและนายแบบ เล่าถึงความภาคภูมิใจที่สำเร็จการศึกษาและเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรว่า นอกจากจะเป็นวันสำคัญของตนแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัว อาจารย์ และผู้สนับสนุนทุกคนด้วย ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ยึดหลัก “วินัย” และ “การบริหารเวลา“ อย่างสมดุล ทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียนและการทำงานไปควบคู่กัน พร้อมทั้งไม่ลืมที่จะเติมความสุขในการใช้ชีวิตให้กับตัวเอง ช่วงเวลาที่ประทับใจที่สุดคือการได้อยู่กับเพื่อน ๆ และทำกิจกรรมร่วมกัน จุฬาฯ เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจและโอกาสที่ช่วยต่อยอดให้เกิดการเติบโต
    เทศน์ได้ฝากข้อคิดสำหรับนิสิตว่าขอให้ตั้งเป้าหมายชีวิตให้ชัดเจนและเหมาะสมกับตัวเอง ไม่กดดันตนเองหรือเปรียบเทียบกับผู้อื่น แต่พยายามทำให้ดีที่สุด ชีวิตของเรา เราต้องออกแบบเอง “ทุกวันที่ผ่านไปจะมีความหมายกับอนาคตเราเสมอ”

    เทศน์วางแผนในอนาคตไว้ว่าตั้งใจพัฒนาตนเองในสายการแสดงอย่างจริงจัง มุ่งเป็นนักแสดงคุณภาพที่สามารถสร้างรอยยิ้มและความสุขให้ผู้ชมได้เสมอ

    เนตต์ เขมะโยธิน บัณฑิตหลักสูตร BAScii สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาฯ เผยความรู้สึกว่าดีใจและภูมิใจที่สำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตจุฬาฯ ประทับใจช่วงเวลา 4 ปีในรั้วจามจุรี แม้ในปีแรกของการเรียนจะเป็นช่วงโควิด ทำให้ต้องเรียนออนไลน์ทั้งปี ชีวิตในมหาวิทยาลัยเป็นช่วงเวลาที่มีค่า ประทับใจชีวิตนิสิตจุฬาฯ ได้ใช้เวลากับเพื่อนๆ ได้แชร์ความสุข และทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน จุฬาฯ มีบรรยากาศที่น่าเรียน มีกิจกรรมให้ทำมากมาย ทั้งกีฬา วิชาการ เช่น กิจกรรมรับน้อง เป็นนักกีฬาฟุตบอลไปแข่งขันในรายการต่าง ๆ อาจารย์น่ารักทุกท่าน การเรียนที่ผ่านมามีการทำงานเป็นกลุ่มเกือบทุกวิชาซึ่งต้องมีการประสานงานกับเพื่อน ๆ ในเรื่องการบริหารจัดการ โดยในปีสุดท้ายต้องทำงาน Senior Project การเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ใช่แค่เรียนอย่างเดียว ต้องทำกิจกรรมควบคู่ไปด้วย ทำให้ได้รู้จักเพื่อน ๆ ที่หลากหลายและทำให้ได้ประสบการณ์ที่คุ้มค่า เพราะ 4 ปีที่ผ่านไปไม่สามารถย้อนกลับมาได้
    เนตต์วางเป้าหมายในอนาคต อยากทำงานหาประสบการณ์ก่อน นอกจากงานในสาขาที่เรียนมาแล้วยังสนใจงานในวงการบันเทิง ทั้งงานแสดงและดนตรีเช่นเดียวกับคุณพ่อคุณแม่ (นุติ – กมลชนก เขมะโยธิน) เป้าหมายในอนาคตอยากศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อจะได้ประสบการณ์เพิ่มเติม

    ต้นตะวัน ตันติเวชกุล บัณฑิตคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เกียรตินิยมอันดับ 2 นักแสดงภาพยนตร์และซีรีส์ เผยว่ารู้สึกภาคภูมิใจที่สำเร็จการศึกษาในปีนี้ เป็นความสุขและความสำเร็จที่ได้มาจากการเรียนอย่างหนักตลอด 6 ปี พร้อมทั้งได้รับทั้งความรู้และประสบการณ์ที่มีคุณค่า โดยยึดหลักความรับผิดชอบ การโฟกัส และทุ่มเทกับสิ่งที่ทำอยู่ ณ ปัจจุบันเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ ประทับใจมิตรภาพของเพื่อน ๆ ในคณะที่คอยช่วยเหลือกันอย่างอบอุ่น ความโดดเด่นของจุฬาฯ ในความทรงจำคือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียน การมีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัย รวมถึงองค์ความรู้ที่เข้มข้น
    ต้นตะวันได้ฝากถึงนิสิตรุ่นน้องให้ใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างมีความสุข ควบคู่กับการทำกิจกรรมและใช้เวลาอย่างเต็มที่กับเพื่อน ๆ และตั้งเป้าหมายว่าจะนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดในการทำงานด้านอื่น ๆ ที่สนใจเพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

    คุณานนต์ โรจน์รัตนชัย บัณฑิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งได้รับรางวัลระดับดีผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาประจำปี 2568 จากผลงาน “สารสกัดอัลบูมินสำหรับสุนัขจากพลาสมาขุ่นขาว” เปิดเผยว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่สำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตจุฬาฯ และได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในครั้งนี้ จุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ให้ความสำคัญในเรื่องงานวิจัยและมีความโดดเด่นในเรื่องการเรียนการสอน หลักในการเรียนให้ประสบความสำเร็จต้องขยันอ่านหนังสือ ทบทวนบทเรียน หากสงสัยหรือไม่เข้าใจในสิ่งที่เรียนก็จะถามอาจารย์หลังจากเรียนเสมอ ประทับใจชีวิตนิสิตจุฬาฯ ตั้งแต่เป็นนิสิตปี 1 ได้มีโอกาสทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกจากนี้ยังประทับใจการเรียนคลินิกที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อีกด้วย
    “อยากให้น้อง ๆ ใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยให้คุ้มค่าที่สุด เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ตามที่สนใจ หากเรามีความเชื่อมั่นในตัวเอง ทุกอย่างย่อมเป็นไปได้” ปัจจุบันคุณานนต์กำลังศึกษาต่อปริญญาโทควบเอกหลักสูตรนานาชาติที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อนาคตอยากกลับมาเป็นอาจารย์ที่คณะ เพื่อสร้างสัตวแพทย์ในอนาคตต่อไป

    สรรค์ชัย อัศวทวีโชค บัณฑิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เกียรตินิยมอันดับ 1 ประธานชมรมดนตรีสากล สโมสรนิสิตจุฬาฯ ปีการศึกษา 2567 กล่าวว่า “รู้สึกภาคภูมิใจที่สำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตจุฬาฯ และเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากตนเอง แต่มาจากครอบครัว และคณาจารย์ทุก ๆ ท่านที่คอยให้ความเมตตาและคำแนะนำเสมอมา การเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจึงเปรียบเสมือนหมุดหมายแห่งความสำเร็จที่สำคัญของตนเองและผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ๆ วิชาที่เรียน กิจกรรมที่ทำ หรือคณาจารย์ทุกท่านผู้เป็นที่รักและเคารพ ทำให้การเรียนที่จุฬาฯ มีคุณค่าอย่างมากในชีวิต ประสบการณ์มากมายในรั้วจุฬาฯ รวมทั้งการได้เป็นประธานชมรม CU Band เป็นความทรงจำที่ประทับใจตลอดไป
    หลังสำเร็จการศึกษาแล้ว นอกจากการทำธุรกิจส่วนตัว สรรค์ชัยตั้งใจจะสั่งสมประสบการณ์การทำงาน และวางแผนศึกษาต่อระดับปริญญาโทในสาขาที่สนใจ เพื่อพัฒนาตัวเองอย่างรอบด้านต่อไป

    นิชาภา สุรวิลาศ บัณฑิตคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ เกียรตินิยมอันดับ 1 สาขาบริบาลทางเภสัชกรรม เปิดใจถึงเส้นทางแห่งความสำเร็จที่ผ่านมาว่าภาคภูมิใจและเป็นประสบการณ์อันทรงคุณค่า หลังก้าวผ่านการศึกษามา 6 ปีอย่างเข้มแข็งและอดทน ความสำเร็จเกิดจากการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน วางแผนอย่างเป็นระบบ จัดลำดับความสำคัญของงาน และมีวินัย ส่วนหนึ่งของความประทับใจในรั้วจามจุรีคือช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่การเรียนการสอนต้องปรับเปลี่ยนเป็นระบบออนไลน์ ทำให้เห็นถึงความทุ่มเทของคณาจารย์และความร่วมมือของเพื่อน ๆ ที่ช่วยเหลือกันจนผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบาก เป้าหมายในอนาคตตั้งใจจะทำงานในเส้นทางอาชีพเภสัชกร ไม่ว่าจะเป็นในร้านยา โรงพยาบาล และบริษัทยา โดยมุ่งมั่นที่จะทำงานทุกตำแหน่งอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
    นิชาภาฝากข้อคิดไปยังรุ่นน้องในรั้วจามจุรีว่า ขอให้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน มุ่งมั่นสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเอง ที่สำคัญต้องดูแลสุขภาพกายและใจควบคู่กันไป เธอเชื่อว่าความสำเร็จเกิดจากความมุ่งมั่น การวางแผน และการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ

    ภูริเดช บุญอุ้ม (มินนี่) บัณฑิตคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ประธานเชียร์งานฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬา-ธรรมศาสตร์ 2024 หนึ่งในบัณฑิตจุฬาฯ ที่แต่งกายข้ามเพศเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรปีนี้ เผยว่า “รู้สึกดีใจและตื่นเต้นมากกับการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในปีนี้เพราะเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอย ตลอด 4 ปีที่ผ่านมามีทั้งความเหนื่อย ความเครียด แต่ทุกอย่างแฝงไปด้วยความสุข และเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากที่วันนี้มาถึง ขอบคุณครอบครัวที่เป็นแรงใจสำคัญ เพื่อน ๆ และอาจารย์ที่อยู่เคียงข้างมาตลอด มินนี่ไม่เคยย่อท้อต่อความเชื่อของตัวเอง หากเราเชื่อว่าเราทำได้ เราก็จะก้าวผ่านและสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จได้”
    “การเรียนที่จุฬาฯ มีความสุขมาก ประทับใจที่สุดคือการได้ทำกิจกรรม ทั้งกิจกรรมคณะและของมหาวิทยาลัย ได้พบเจอเพื่อนใหม่ ๆ ได้ทำกิจกรรมที่น่าสนใจ สิ่งเหล่านี้ช่วยเติมพลัง ทำให้ช่วงเวลาที่เป็นนิสิตจุฬาฯ สนุก สดใส และเต็มไปด้วยความทรงจำที่มีค่ามากจริง ๆ เป้าหมายในอนาคตจะหาอะไรใหม่ ๆ ทำ เปิดใจเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว สิ่งหนึ่งที่ตั้งใจคือการใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ให้มีความสุข เหมือนกับช่วงเวลาที่อยู่ในรั้วจุฬาฯ” มินนี่กล่าว

    รัตนวงศ์ สุมาตรา บัณฑิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ภาควิชาวิศวกรรมเคมี ซึ่งใช้เวลาในการเรียน 7 ปี จนประสบความสำเร็จทางการศึกษาในวันนี้ กล่าวว่ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ตนเป็นเด็กต่างจังหวัดจากครอบครัวธรรมดา การมาเรียนที่จุฬาฯ ได้รับโอกาสมากมายและได้ใช้โอกาสอย่างเต็มที่ตลอด 7 ปีในจุฬาฯ อยากขอบคุณจุฬาฯ ที่ให้โอกาสเปลี่ยนชีวิต หลังจากจบการศึกษาไปแล้วจะเป็นนิสิตเก่าจุฬาฯ ที่ไปรับใช้สังคม และยังคงกลับมาช่วยเหลือจุฬาฯ ต่อไป
    แม้จะจบการศึกษาด้วยเกรดที่ไม่สวยงาม แต่ก็รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เรียนและและใช้เวลาอย่างคุ้มค่าในการทำกิจกรรมทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย โดยต้องแบ่งเวลาให้ดีและวางแผนจัดลำดับความสำคัญ เรียนรู้จากความผิดพลาด จนประสบความสำเร็จทางการศึกษาในที่สุด รัตนวงศ์เล่าว่าที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น ค่ายอาสา ช่วยงานที่สมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เข้าร่วมการแข่งขันเคสธุรกิจในหลายรายการในตำแหน่งหัวหน้าทีมและได้รางวัลชนะเลิศ รวมทั้งได้รับเลือกเป็นประธานรุ่นวิศวฯ 102 (วศ.2561) ด้วย
    ปัจจุบันรัตนวงศ์ได้นำความรู้จากจุฬาฯ ทำงานเป็น Managing Director บริษัททัวร์ที่ภาคใต้ เขาได้ฝากข้อคิดแก่นิสิตรุ่นน้องว่าชีวิตในมหาวิทยาลัยเป็นเวลาทองคำที่สามารถใช้ในการค้นหาความชอบของตนเองจนเจอ การทำกิจกรรมทำให้ได้เพื่อน ได้ประสบการณ์จากการทำงานจริง

    อนุชา สามารถ บัณฑิตคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ภาควิชาเทคโนโลยีทางการศึกษา ด้วยเกรดเฉลี่ยสะสม 3.62 กล่าวถึงความสำเร็จทางการศึกษาในฐานะบัณฑิตจุฬาฯ ว่ารู้สึกภูมิใจมากที่จบการศึกษาเป็นบัณฑิตจุฬาฯ เป็นการก้าวข้ามอีกขั้นหนึ่งของชีวิตจากการเรียนเข้าสู่โลกของการทำงาน ชีวิตนิสิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย เวลาในมหาวิทยาลัยผ่านไปเร็วมาก หลักในการเรียนให้ประสบความสำเร็จ อาศัยการเรียนและทำกิจกรรมไปด้วย ซึ่งทำให้ไม่เครียดและสร้างความสมดุลให้ชีวิตได้ดี ช่วงเวลาที่ประทับใจในจุฬาฯ มีมากมาย ได้ทำกิจกรรมในคณะและมหาวิทยาลัยโดยเป็นรองประธานชมรมศิลปวัฒนธรรมอีสาน เข้าร่วมการแข่งขัน DigiFam Awards และเข้ารอบ Top 5 ที่ประทับใจมากคือช่วงที่ทำหน้าที่ฝึกสอนที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ นอกจากนี้ยังประทับใจอาจารย์ที่คณะที่ให้คำปรึกษาในทุกเรื่อง รวมทั้งได้มิตรภาพที่ดีจากเพื่อน ๆ ที่ได้ทำกิจกรรมด้วยกัน ทำให้เข้าใจความหมายของคำว่าเพื่อนซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในชีวิต
    ปัจจุบันอนุชาทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เป้าหมายในอนาคตจะศึกษาต่อปริญญาโท และอยากทำงานเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/262600/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BkDEr5OnKeai6O8-2MBx1

  • ป้องกันโรคติดเชื้อ RSV ด้วยภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป

    ป้องกันโรคติดเชื้อ RSV ด้วยภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป

    สถาบันสุขภาพเด็กฯ เผย โรคติดเชื้อไวรัส RSV เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทารกและเด็กเล็กป่วย และต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ปัจจุบันมีวิธีการป้องกันโรคนี้ด้วยภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปแบบออกฤทธิ์ยาว ซึ่งป้องกันการติดเชื้อ RSV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    วันนี้ (26 ก.ย.2568) นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า จากข้อมูลการศึกษาในประเทศไทยพบว่า เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อ RSV ที่ระดับ 1.75 ต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งสูงกว่าเด็กช่วงอายุอื่น จากข้อมูลการศึกษาทางการแพทย์ในหลายประเทศพบว่า Nirsevimab เป็นภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันโรคติดเชื้อ RSV โดยจากการศึกษาระยะที่ 3 พบว่าสามารถลดความเสี่ยงการเข้าโรงพยาบาลจากการติดเชื้อ RSV ได้ถึงร้อยละ 81

    และการศึกษาล่าสุดพบว่าประสิทธิภาพในการป้องกันสูงสุดที่ร้อยละ 79.3 ในระยะ 2 สัปดาห์หลังได้รับการฉีด จากการติดตามข้อมูลในประเทศไทย พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญสำหรับการเข้าโรงพยาบาลจากโรค RSV ได้แก่ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ทารกที่มีโรคปอดเรื้อรังจากการคลอดก่อนกำหนด และเด็กที่มีโรคประจำตัว ซึ่งเด็กกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์สูงสุดจากการได้รับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป

    นพ.อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดเด่นของ Nirsevimab คือสามารถป้องกันได้ยาวนานอย่างน้อย 6 เดือนด้วยการฉีดเพียงครั้งเดียว ซึ่งแตกต่างจากยาป้องกัน RSV เดิมที่ต้องฉีดทุกเดือน และเหมาะสำหรับทารกและเด็กทั่วไป ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น ตามแนวทางของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย แนะนำให้ฉีดในทารกแข็งแรงดีอายุต่ำกว่า 8 เดือนทุกราย และในทารกกลุ่มเสี่ยงอายุต่ำกว่า 12 เดือน เช่น เด็กที่คลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีโรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และสามารถพิจารณาให้ในเด็กที่แข็งแรงดีจนถึง 12 เดือนได้ แนะนำฉีดก่อนเข้าฤดูกาลระบาดของ RSV ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายนของทุกปี ในช่วงฤดูกาลที่ 2 แนะนำให้ฉีดเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัวดังกล่าวข้างต้น ทุกรายที่มีอายุต่ำกว่า 19 เดือน

    รศ.พิเศษ พญ.วารุณี พรรณพานิช วานเดอพิทท์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ กล่าวว่า เด็กที่มีความเสี่ยงสูง อาจพิจารณาให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปจนถึงอายุ 24 เดือน แต่หากติดเชื้อ RSV ไปแล้วในฤดูกาลเดียวกัน ไม่แนะนำให้ฉีดป้องกันเพิ่มในช่วงฤดูกาลนั้น หรือในกรณีที่เด็กทารกที่มีสุขภาพดี ที่มารดาได้รับวัคซีนป้องกัน RSV อย่างน้อย 14 วันก่อนคลอด การศึกษาด้านความปลอดภัยพบว่า อาการข้างเคียงที่สามารถพบได้ คือ ผื่น คิดเป็นร้อยละ 0.9 และอาการที่บริเวณที่ฉีดร้อยละ 0.3 ซึ่งถือว่ามีความปลอดภัยสูง สามารถให้ร่วมกับวัคซีนตามวัยอื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเว้นระยะห่าง

    การป้องกันโรค RSV นอกจากการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปแล้ว ผู้ปกครองยังสามารถป้องกันได้โดยการให้นมแม่อย่างน้อย 6 เดือน ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการนำเด็กไปในที่แออัด โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลระบาดของ RSV และหากพบว่าเด็กมีอาการไข้สูง หายใจเร็วหรือหอบ มีอาการซึม เพลีย ไม่ดูดนม หรือมีผิวหนังและริมฝีปากเป็นสีคล้ำ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากเด็กเล็กต่ำกว่า 2 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่มีโรคประจำตัวมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรค RSV ที่รุนแรงผู้ปกครองที่สนใจสามารถเข้ารับบริการได้ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

    อ่านข่าว : กกล.บูรพา เปิดตัวเลข 3 เดือน จับผู้ลอบเข้า-ออกเมือง เกือบ 900 คน

    เปิดภารกิจ “สีหศักดิ์” แสดงวิสัยทัศน์เวที UNGA80 ชี้แจงปมไทย-กัมพูชา

    มิจฉาชีพพุ่งเป้า “ผู้สูงอายุ” หลอกโอนเงิน-เซ็นขายที่ดินสูญหลายล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356963&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OBnJYBsnMFSDTxksxv4ep

  • “อนุทิน” หารือ ก.ล.ต. – สธท. เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าโครงการ  “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม ต.ค. 68

    “อนุทิน” หารือ ก.ล.ต. – สธท. เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม ต.ค. 68

    “อนุทิน” หารือ ก.ล.ต. – สธท. เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม ต.ค. 68


    26/09/2568 | 8 |

    “อนุทิน” หารือ ก.ล.ต. – สธท. เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าโครงการ 
    “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม ต.ค. 68
    บทสรุป
    รัฐบาลเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ 
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะทีมเศรษฐกิจ ประชุมหารือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เพื่อรับฟังข้อเสนอการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุน โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) นำเสนอประเด็นการแก้ไขกฎหมาย
    ที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การผลักดันกฎหมายเพื่อปฏิรูปตลาดทุน และการปรับโครงสร้างภาษีอากรของประเทศไทย ส่วนสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (สธท.) ได้นำเสนอมาตรการ Quick-Big Win
    เพื่อสร้างความเชื่อมั่นนโยบายภาครัฐ พัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ ด้วยกลไกตลาดทุน เพิ่มสภาพคล่องระยะยาวในตลาดไทย และเดินหน้าอนาคตไทยที่ยั่งยืน เช่น การ upskill reskill แรงงานไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะดำเนินการในสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ เช่น กฎระเบียบหรือแก้กฎกระทรวงตามกลไกที่มีอยู่ในกระทรวงหรือหน่วยงานต่าง ๆ 4 เดือนนี้น่าจะเพียงพอที่จะสร้างรากฐานที่ดีให้เกิดความต่อเนื่องในอนาคต 
    และต้องเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 29 กันยายน 2568 เพื่อให้ทันต่อการผลักดันงบประมาณปี 2568 ไม่เช่นนั้นอาจทำให้บางโครงการงบประมาณตกไป ซึ่งจะกระทบต่อการดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งพร้อมเปิดให้ประชาชนและร้านค้าลงทะเบียนได้ในเดือนตุลาคมนี้ คาดว่าจะสามารถเริ่มใช้จ่ายได้เร็วที่สุดช่วงปลายเดือนตุลาคม หรือหากไม่ทันจะเริ่มใช้จ่ายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568

    รายละเอียด
    (25 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุมหารือเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ เพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สมาคมบริษัทจัดการลงทุน สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เข้าร่วมการประชุม
        นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มารับฟังข้อเสนอแนะจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย พร้อมทีมเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นฟันเฟืองใหญ่ในภาคเอกชนที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ สร้างอนาคต และเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาในตลาดทุนไทย เนื่องจากระยะเวลาทำงานของรัฐบาลมีไม่มากจะทำงานอย่างเต็มที่ แผนและแนวทางที่นำเสนอเมื่อมีความชัดเจนและส่งผลดีต่อภาพรวม ก็พร้อมที่จะให้คณะรัฐมนตรีพร้อมนำไปออกมาตรการสำคัญเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล และดำเนินการด้วยความรอบคอบ ไม่ผิดระเบียบ ไม่ผิดกฎหมายและถูกต้องโดยเฉพาะมาตรการทางภาษี 
        ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ได้นำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมาย ได้แก่
         1. การผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ 
    2. การผลักดันกฎหมายเพื่อปฏิรูปตลาดทุน 
    3. การปรับโครงสร้างภาษีอากรของประเทศไทย การผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การผลักดันกฎหมายเพื่อปฏิรูปตลาดทุน และการปรับโครงสร้างภาษีอากรของประเทศไทย 
    สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (สธท.) ได้นำเสนอมาตรการ Quick-Big Win ประกอบด้วย   
    1. สร้างความเชื่อมั่นนโยบายภาครัฐ จัดตั้งทีมงานร่วม เพื่อโปรโมท Thailand story ผ่านมุมมอง
    ด้านเศรษฐกิจ และการลงทุน สร้างการสื่อสารอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 
    2. พัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ ด้วยกลไกตลาดทุน 
    3. เพิ่มสภาพคล่องระยะยาวในตลาดไทย 
    4. เดินหน้าอนาคตไทยที่ยั่งยืน เช่น การ upskill reskill แรงงานไทย การปราบปรามการหลอกลวงการลงทุน แก้ไขกฎระเบียบที่เป็นภาระอุปสรรค ช่วยลดอุปสรรคที่ลดทอนขีดความสามารถของประเทศ
    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะดำเนินการในสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ เช่น กฎระเบียบหรือแก้กฎกระทรวงตามกลไกที่มีอยู่ในกระทรวงหรือหน่วยงานต่าง ๆ เหมือนการทะลวงท่อให้ลื่นไหลไปได้ คิดว่า 4 เดือนนี้น่าจะเพียงพอที่จะสร้างรากฐานที่ดีให้เกิดความต่อเนื่องในอนาคต โดยจะไม่เสนอให้แก้ไขกฎหมายที่ต้องใช้เวลานาน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งไม่ดีเสมอไป ขอให้ใจกว้าง นึกถึงประโยชน์ประเทศและประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก นโยบายที่ดีและค้างอยู่จากรัฐบาลชุดที่แล้ว หากเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและเป็นที่นิยมสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความสงบให้สังคมได้ก็จะนำมาสานต่อ เช่น นโยบายคนละครึ่ง เป็นโจทย์ใหญ่โจทย์แรกที่รัฐบาลต้องทำให้ได้ โดยเตรียมงบประมาณที่เล็งไว้ว่าหากใช้จากกรณีนี้ไม่ได้ก็มีการเตรียมงบอีกก้อนหนึ่งเพื่อนำมาดำเนินการ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมืองจริง ๆ
    รัฐบาลมีเวลาเพียง 4 เดือนเพื่อทำงานจึงต้องเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันที่ 29 กันยายน 2568
    ให้ทันต่อการผลักดันงบประมาณปี 2568 ไม่เช่นนั้นอาจทำให้บางโครงการงบประมาณตกไป ซึ่งจะกระทบต่อการดำเนินงานนโยบายสำคัญอย่าง “คนละครึ่ง” ที่ต้องเดินหน้าต่ออยู่แล้ว โดยรัฐบาลได้เตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าแล้ว การผลักดันงบประมาณครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกฝ่าย ไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลฝ่ายเดียวถือเป็นความร่วมมือของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดในการแก้ปัญหาปากท้องและกระตุ้นเศรษฐกิจ
        ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามนโยบาย Quick-Big Win ฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่มุ่งผลในระยาวนั้น รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการ 
    “คนละครึ่ง พลัส” จะมีการปรับรูปแบบโดยคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง ด้วยการให้ประชาชนที่อยู่ในระบบภาษีได้สิทธิประโยชน์มากกว่า ได้หารือนอกรอบกับนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังแล้ว ยืนยันว่า จะได้เห็นโครงการคนละครึ่ง พลัส ในเดือนตุลาคมนี้แน่นอน จะเสนอคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม 2568 โดยจะใช้งบประมาณเดิมที่มีอยู่ ส่วนวงเงินและรูปแบบอย่างไรจะหารือรายละเอียดร่วมกันอีกครั้ง
        นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการคนละครึ่ง พลัสแล้ว จากนั้นสัปดาห์ถัดไปจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ พร้อมกับการเปิดลงทะเบียนร้านค้า และคาดว่าจะสามารถเริ่มใช้จ่ายได้เร็วที่สุด ช่วงปลายเดือนตุลาคม หรือหากไม่ทัน จะเริ่มใช้จ่ายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม 2568
    ขณะที่ สำนักนายกรัฐมนตรีได้ส่งหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 24 กันยายน 2568 เพื่อกราบเรียนประธานรัฐสภา เรื่องการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา พร้อมแนบคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา 1 เล่ม และคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบุว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 
    7 กันยายน 2568 และวันที่ 19 กันยายน 2568 บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดวันที่พร้อมจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2568 เป็นต้นไป
        ด้านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เปิดเผยหลังประชุมวิป 3 ฝ่ายว่า จะมีการประชุมแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ในวันที่ 29 – 30 กันยายน เริ่มในเวลา 09.00 น. และในวันที่ 2 คณะรัฐมนตรีขอให้จบภายใน 18.00 น. เนื่องจากจะมีการประชุม ครม. นัดพิเศษ โดยแบ่งเวลา ครม. และพรรคร่วมรัฐบาล ได้เวลา 6 ชั่วโมง ไม่นับรวมนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย สมาชิกวุฒิสภา 3 ชั่วโมง และพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เวลาทั้งหมด 15 ชั่วโมง 


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/426783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tyLZsiaCI6W1G6xCCUE_T

  • ผวาน้ำหลากซ้ำรอย “ย่านเศรษฐกิจช้างคลาน” เชียงใหม่ เริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม | TOPNEWS

    ผวาน้ำหลากซ้ำรอย “ย่านเศรษฐกิจช้างคลาน” เชียงใหม่ เริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม | TOPNEWS

    ผู้ประกอบการร้านค้าย่านถนนช้างคลาน ย่านเศรษฐกิจสำคัญในตัวเมืองเชียงใหม่ ผวาน้ำท่วมซ้ำรอย เริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม

    ผวาน้ำหลากซ้ำรอย “ย่านเศรษฐกิจช้างคลาน” เชียงใหม่ เริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม – Top News รายงาน

    เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ผู้ประกอบการร้านค้าย่านถนนช้างคลาน ย่านเศรษฐกิจสำคัญในตัวเมืองเชียงใหม่ พากันจัดเตรียมกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วม หลังจากแม่น้ำปิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ประกอบกับ ปภ. ได้ส่งข้อความผ่านเซลล์บรอดคาสต์แจ้งเตือนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเตรียมรับมือน้ำท่วม จนสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในและร้านค้าในพื้นที่โซนน้ำท่วมที่เพิ่งจะผ่านอุทกภัยครั้งใหญ่มาเมื่อปีก่อน

    เชียงใหม่

    ขณะที่ประชาชนพากันไปติดตามสถานการณ์ระดับน้ำที่สถานีวัดระดับน้ำ P.1 เชิงสะพานนวรัฐ อ.เมืองเชียงใหม่ โดยในเวลา 12.00 น. ระดับน้ำเพิ่มเป็น 3.50 เมตร แม้จะมีแนวโน้มเริ่มทรงตัว และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม จะยืนยันว่าวันนี้น้ำจะยังไม่ท่วมตัวเมือง คาดว่าระดับสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 3.70 เมตร จากระดับวิกฤตน้ำล้นตลิ่งที่ 4.20 เมตร แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่วางใจต่อสถานการณ์

    นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ระบุ เทศบาลนครเชียงใหม่ได้เตรียมแผนป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ โดยจัดเตรียมกระสอบทรายสำหรับป้องกันน้ำปิงย้อนท่อเข้าท่วมพื้นที่ตัวเมือง รวมทั้งส่งเจ้าหน้าที่ทุกนายประจำจุดสูบน้ำเพื่อสูบน้ำออกจากพื้นที่ได้ทันทีหากมีกรณีน้ำย้อนท่อหรือมีฝนตกเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังดำเนินการกำจัดเศษสวะกิ่งไม้ที่ลอยมาติดอยู่บริเวณตอม่อสะพานกีดขวางทางน้ำ

    สำหรับช่วงบ่ายวันนี้ แนวโน้มสถานการณ์ดีขึ้น ระดับน้ำปิงทรงตัว แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเนื่องจากยังอยู่ในช่วงฝนตกหนักจากร่องมรสุม 25-28 กันยายน โดยแจ้งเตือนไปยังชุมชนพื้นที่ลุ่มต่ำและประชาชนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ให้ติดตามประกาศข่าวสารจากทางเทศบาล ขณะที่เทศบาลนครเชียงใหม่ได้จัดเตรียมกระสอบทรายไว้แล้ว และ พร้อมแจกจ่ายให้กับประชนนำไปใช้ป้องกันน้ำท่วมได้ทันทีหากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนเข้าสู่จุดล้นตลิ่งที่ 4.20 เมตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1331537&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04z99OKvonJEpAGlj7TgDD

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.22 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.22 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.22 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 32.13 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลง มากกว่าที่เราประเมินไว้ และสามารถอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.11-32.32 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลง จากเดิมผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า เฟดมีโอกาสราว 70% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และอาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปีหน้า กลายเป็น ผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า เฟดมีโอกาสราว 58% ที่จะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสเพียง 44% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปี 2026 หลัง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ล้วนออกมาดีกว่าคาด อาทิ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 +3.8% จากไตรมาสก่อนหน้า เมื่อเทียบเป็นรายปี รวมถึง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) และ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานต่อเนื่อง (Continuing Jobless Claims) ที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 2.18 แสนราย และ 1.926 ล้านราย ตามลำดับ นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมในช่วงแรก ตามการย่อตัวลงต่อเนื่องของราคาทองคำ ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงรอทยอยขายเงินดอลลาร์และปรับสถานะถือครอง อีกทั้งราคาทองคำก็เริ่มทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง กลับสู่ระดับใกล้เคียงก่อนช่วงรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการทยอยขายทำกำไรบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ อาทิ Oracle -5.6% และ Tesla -4.4% หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟด จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต่างออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.33% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.28%

    ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.66% กดดันโดยแรงเทขายหุ้นกลุ่มยาและการแพทย์ หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้เริ่มกาสอบสวนประเด็นความมั่นคงของชาติ จากการนำเข้าสินค้าในกลุ่มดังกล่าว นอกจากนี้ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง ยังได้ส่งผลกระทบให้บรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ฝั่งยุโรป เคลื่อนไหวทรงตัวหรือย่อตัวลง

    ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ทยอยออกมาดีกว่าคาด จนทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ได้กดดันให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น เข้าใกล้ระดับ 4.20% ก่อนที่จะย่อตัวลงเล็กน้อย ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ซึ่งการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ดังกล่าว ยังคงสอดคล้องกับมุมมองของเรา ที่ประเมินว่า ในช่วงระยะสั้น บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นต่อได้บ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลง ทั้งนี้ เราย้ำว่า ในช่วงระยะสั้น ควรจับตารายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงต้นเดือนตุลาคม อย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ สามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อได้จริง เราก็ยังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ในการทยอยเข้าซื้อ (เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip) ส่วนผู้ที่มีสถานะลงทุนในบอนด์ระยะยาว ก็สามารถ Let Profits Run ได้

    ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลง ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ล้วนออกมาดีกว่าคาด กอปรกับในช่วงปลายเดือน เงินดอลลาร์ก็ได้แรงหนุนจากการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด (ปรับลดสถานะ Short USD หรือมองเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง) และโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ (Month-end flows) ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 98.5 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 97.7-98.6 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ การปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2025) ย่อตัวลงสู่โซน 3,760 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง สู่ระดับล่าสุดแถว 3,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดและแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน

    สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนสิงหาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อย่างใกล้ชิด โดยการรับรู้ข้อมูลเศรษฐกิจและถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้

    ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของประธาน ECB

    สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทมีกำลังมากขึ้น และเงินบาทอาจกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลง (อย่างน้อยในระยะสั้น) หลังเงินบาท (USDTHB) ได้ทยอยอ่อนค่าลงจนทะลุโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และอ่อนค่าลงต่อจนทดสอบโซนแนวต้านถัดไป 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้สำเร็จ ซึ่งการอ่อนค่าลงของเงินบาทดังกล่าว ก็ใกล้เคียงกับที่เราประเมินไว้ ณ วันที่ 10 กันยายน ว่า เงินบาทอาจอยู่ที่ระดับ 32.00+/-0.25 บาทต่อดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกันยายน (คาดการณ์ ณ วันที่ 4 มิถุนายน มองเงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.75+/-0.25 บาทต่อดอลลาร์)

    อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็อาจถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์ รวมถึงการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ทั้งนี้ เรามองว่า ต้องจับตาการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นต่างชาติ อย่างใกล้ชิด หลังบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ต่างชาติหลายแห่ง ได้ระบุว่า นักลงทุนแนว Systematic Hedge Funds ได้ทยอยสะสมสถานะ Long THB (มองเงินบาทแข็งค่าขึ้น) ไว้พอสมควร ซึ่งข้อมูล Positioning ของผู้เล่นในตลาดจากหลายแห่งที่เราติดตาม ก็สะท้อนภาพว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมีสถานะ Net Long THB พอสมควร ทว่า เราเริ่มเห็นการปรับลดสถานะดังกล่าว ซึ่ง หากเงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ก็อาจทำให้ ผู้เล่นในกลุ่ม Systematic Hedge Funds อาจต้องทยอยปิดสถานะ Long THB (เช่น stop loss) ซึ่งอาจยิ่งหนุนการอ่อนค่าลงของเงินบาทได้ในระยะสั้น โดยเราประเมินว่า ผู้เล่นในตลาดอาจทยอยเพิ่มสถานะ Long THB ในช่วงเงินบาทแข็งค่าหลุดโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ จุด Stop Loss ของผู้เล่นกลุ่มดังกล่าว อาจอยู่ในโซน 32.30-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ดังนั้น ควรต้องจับตาว่า เงินบาทจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้อย่างชัดเจนหรือไม่ในระยะสั้นนี้

    ทั้งนี้ เรามองว่า แม้รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในคืนนี้ อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินบ้าง แต่ผู้เล่นในตลาดต่างก็รับรู้พอสมควรจากทั้งรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ก่อนหน้ามาบ้างแล้ว อีกทั้งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดก็มีการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง ทำให้ เรามองว่า รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในคืนนี้ ที่จะรับรู้ในช่วงราว 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย อาจไม่ได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด อย่างมีนัยสำคัญ และคาดว่า อาจต้องรอลุ้นข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน ซึ่งจะรับรู้ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม ถึงจะเห็นการปรับเปลี่ยนมุมมองอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ เงินบาทยังเสี่ยงเผชิญความผันผวน Two-Way risk (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง)

    เรายังคงมีความกังวลเดิม คือ ความผันผวนของเงินบาทอาจกลับมาสูงขึ้นได้ ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งเรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

    มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.10-32.35 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/960023&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23xLgLkxGQKeQMdV_YgMid

  • ตม.ชลบุรี ร่วมท่องเที่ยวพัทยา รวบแก๊งขอทานเขมร พูดสั้นๆไม่อยากกลับประเทศ

    ตม.ชลบุรี ร่วมท่องเที่ยวพัทยา รวบแก๊งขอทานเขมร พูดสั้นๆไม่อยากกลับประเทศ

    พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผกก.ตม.จว.ชลบุรี สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน  สนธิกำลังกับตำรวจท่องเที่ยว และ ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ลงพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี กวาดล้างจับกุมขอทานต่างด้าว หลังได้รับการร้องเรียนว่าขอทานเหล่านั้นสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับนักท่องเที่ยว และทำให้เสียภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

    จากการลงพื้นที่สามารถจับกุมขอทานสัญชาติกัมพูชาได้จำนวน 3 ราย ได้แก่ นางซก พาลี อายุ 59 ปี น.ส.ดาว อายุ 41 ปี น.ส.โสเภณ หงวน อายุ 41 ปี พร้อมของกลางเป็นแก้วน้ำพลาสติก เศษเหรียญ และธนบัตรจำนวนหนึ่ง ก่อนควบคุมตัวมาสอบสวน

    จากการสอบสวนขอทานต่างด้าวยอมรับว่า ไม่อยากกลับไปที่ประเทศกัมพูชา เพราะไม่มีงานทำอดยาก  ซึ่งยอมรับว่าเคยถูกจับและส่งกลับ ขอทานเหล่านี้ก็ต้องหาทางกลับมาอีก เพราะต้องการหารายได้เลี้ยงปากท้องตนเอง และไม่อยากอดสิ้นชีวิต

    ผู้สื่อข่าวสยามนิวส์ ทีมข่าวจังหวัด ชลบุรี รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/regional/28447&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09rSx77Jl_bPotCry-7RVO

  • รมว.ท่องเที่ยวคนใหม่ ดันโมเดลคล้าย ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ ปลุกเที่ยวในประเทศ

    รมว.ท่องเที่ยวคนใหม่ ดันโมเดลคล้าย ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ ปลุกเที่ยวในประเทศ

    รมว.ท่องเที่ยวคนใหม่ ดันโมเดลคล้าย ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ ปลุกเที่ยวในประเทศ

    วันนี้ (วันที่ 26 กันยายน 2568) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคท่องเที่ยวทันทีที่เข้ากระทรวงฯเป็นครั้งแรกในวันนี้ โดยระบุว่าได้วางเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาว มุ่งเน้นการฟื้นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เติบโตกลับมาอยู่ใกล้ระดับก่อนเกิดโควิด-19 ซึ่งเคยมีจำนวนประมาณ 40 ล้านคนในปี 2562 ควบคู่กับการออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ

    ทั้งยังได้ขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปกป้องข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในสังกัด ให้มีขวัญกำลังใจ ทำเพื่อประชาชน และนักท่องเที่ยวให้มีความปลอดภัย และเป็นประเทศที่มีเสน่ห์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยือน ตนอยากให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใคร ๆ ก็อยากมาเยี่ยมชม เดินทางมาแล้วรู้สีกได้รับความปลอดภัยจากการดูแลของประเทศไทย

    “แนวทางการทำงานของตนเองจะพยายามวางเป้าหมายที่เป็นจริง จะไม่ประกาศเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ หรือ Mission Impossible เพื่อไม่ให้ภาคธุรกิจนำตัวเลขไปวางแผนเดินหน้าธุรกิจแล้วเกิดความเสียหาย ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่า ปี 2568 นี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง แต่จะพยายามเติมส่วนที่ขาดหายไปให้กลับมามากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

    อรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวคนใหม่

    กลยุทธ์ระยะสั้น 4 เดือน  เน้นตลาดศักยภาพสูง

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ใน 4 เดือนนี้ ประเทศไทยจะต้องเร่งทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติขยับขึ้นมา ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก แต่ต้องเลือกโฟกัสตลาดที่มีศักยภาพ และหาสาเหตุที่นักท่องเที่ยวลดลง เพื่อนำไปแก้ปัญหาให้ตรงโจทย์ที่มี โดยจะมุ่งเน้นภารกิจทำงานในกรอบ 4 เดือนตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ แต่ไม่ละเลยการวางรากฐานในระยะยาว

    เพราะต้องบอกว่าตัวเองทำงานรับเงินหลวง จึงยืนยันว่าจะทำงานเพื่อประโยชน์ของหลวง ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง โดยการทำหน้าที่ในครั้งนี้ ประชาชนไม่จำเป็นต้องจำตัวเอง แต่อยากให้จำว่าประเทศไทยสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านกีฬาได้ก็เพียงพอแล้ว
     

    การทำงานในกรอบ 4 เดือน จะต้องเร่งทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติขยับขึ้นมา ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องยาก แต่จำเป็นต้องเลือกโฟกัสตลาดที่มีศักยภาพ และต้องหาสาเหตุที่นักท่องเที่ยวลดลง เพื่อนำไปแก้ปัญหาให้ตรงโจทย์ โดยในระยะสั้น 4 เดือนนี้ การกระตุ้นตลาดต่างชาติเที่ยวไทยจะเน้นตลาดเป้าหมายสำคัญ หรือประเทศที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวหายไป และหาวิธีดึงกลับคืนมา

    รมว.ท่องเที่ยวคนใหม่ ดันโมเดลคล้าย ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ ปลุกเที่ยวในประเทศ

    โดยประเทศที่จะเดินทางไปเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยจะใช้วิธีการใหม่ คือ ให้ผู้บริหารระดับสูงเดินทางไปสร้างความเชื่อมั่นด้วยตัวเอง  

    อาทิ การเยือนจีนร่วมกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อเจรจาเรื่องเกษตรและการท่องเที่ยว  ซึ่งการไปเยือนครั้งนี้ไม่ใช่ส่งแค่เจ้าหน้าที่ แต่ต้องเป็นรัฐมนตรีหรือรองนายกฯ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมั่นใจว่าไทยจริงจังกับการดูแลความปลอดภัยและความสะดวกสบายของนักท่องเที่ยว

    จ่อปัดฝุ่น”คนละครึ่ง” ฉบับปรับปรุงใหม่

    ในส่วนของการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ นายอรรถกร มองว่า อาจนำโครงการที่เคยดำเนินการแล้วได้ผลกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งเป็นโครงการลักษณะเดียวกับ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” หรือ “เราเที่ยวด้วยกัน” โดยจะหยิบโครงการที่เข้าถึงประชาชนมากที่สุดในรอบ 10 ปีมาปรับปรุงใหม่

    เนื่องจากเป็นการเลือกสิ่งที่เคยทำสำเร็จแล้วถึง 70-80% มาปรับใช้ ดีกว่าสร้างโครงการใหม่ที่อาจสำเร็จเพียง 10% หรือต้องใช้เวลาเตรียมพร้อมนานเกินไป ทั้งนี้หากมีงบประมาณเหลือจากโครงการเก่าอย่างเที่ยวไทยคนละครึ่ง ก็จะนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติใช้ต่อไป

    รมว.ท่องเที่ยวคนใหม่ ดันโมเดลคล้าย ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ ปลุกเที่ยวในประเทศ

    ดันท่องเที่ยวและกีฬาสร้างรายได้

    นอกจากนี้ยังต้องมุ่งเน้นทำทั้งด้านท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อให้กระทรวงท่องเที่ยวสามารถเป็นกระทรวงสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะประกาศความพร้อมของไทยต่อเวทีโลก แม้ว่าจะมีงบประมาณที่ตั้งไว้เพียง 2,055 ล้านบาท ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่น้อยกว่าประเทศอื่นในการจัดการแข่งขัน แต่ยืนยันว่าจะใช้อย่างคุ้มค่า และหากจำเป็นต้องขอเพิ่ม เพื่อรักษาภาพลักษณ์ประเทศก็พร้อมดำเนินการ

    อรรถกร ศิริลัทธยากร

    ภารกิจเร่งด่วนที่กระทรวงต้องดำเนินการทันที คือการเตรียมความพร้อมในการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะเริ่มขึ้นในอีกเพียง 74 วันข้างหน้า โดยตนและ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้รับทราบถึงปัญหาและกำลังเร่งดำเนินการแก้ไข

    ทั้งนี้แม้เวลาที่เหลือจะค่อนข้างจำกัด แต่เชื่อมั่นว่า หากทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ ใส่ใจในรายละเอียด ก้าวข้ามอัตตาส่วนตัว และทำงานเพื่อชาติร่วมกัน เราจะสามารถจัดซีเกมส์ได้อย่างมีมาตรฐานสากล และสมศักดิ์ศรีในฐานะเจ้าภาพ หลังจากห่างหายจากการเป็นเจ้าภาพมานานเกือบ 20 ปี

    นอกจากนี้ ยังเดินหน้าผลักดัน ซอฟต์พาวเวอร์รูปแบบใหม่ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ใช่การบังคับ ขณะที่ประเด็นการจัดแข่ง F1 นั้น ยอมรับว่าจะต้องนำมาศึกษาต่อ แต่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเม็ดเงินลงทุนกับความจำเป็นด้านอื่นของประเทศ

    “การทำหน้าที่ในครั้งนี้ ประชาชนไม่จำเป็นต้องจำตัวเอง แต่อยากให้จำว่าประเทศไทยสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านกีฬาได้ก็เพียงพอแล้วพร้อมยืนยันว่าจะทำงานเพื่อประโยชน์ของหลวง ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง” นายอรรถกร กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/639907&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NF46ChbU8UyKJJJtadTzN

  • บาทแข็ง-ภัยพิบัติ ฉุดดัชนีเชื่อมั่นท่องเที่ยวไตรมาส 3 ทรุด ลุ้น Q4 ขยับรับไฮซีซัน

    บาทแข็ง-ภัยพิบัติ ฉุดดัชนีเชื่อมั่นท่องเที่ยวไตรมาส 3 ทรุด ลุ้น Q4 ขยับรับไฮซีซัน

    รศ.ผกากรอง เทพรักษ์ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ระบุว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยก่อนโควิด-19 ปี 2562 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 39.7 ล้านคน ก่อนจะทรุดฮวบในปี 2563–2564 จนแทบเป็นศูนย์ในหลายไตรมาสจากผลกระทบการระบาด

    หลังจากนั้นเริ่มฟื้นช้า ๆ ในปี 2565 ที่ประมาณ 11.8 ล้านคน และเร่งตัวชัดเจนในปี 2566 สู่ราว 28.2 ล้านคน ปี 2567 ฟื้นแข็งแกร่งใกล้ระดับปี 2562 ที่ 35.54 ล้านคน ทว่าในปี 2568 แนวโน้มกลับหดตัว โดยไตรมาส 1 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 9.5 ล้านคนและลดลงต่อเนื่องมาจนถึงไตรมาสล่าสุด

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการท่องเที่ยวไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ระดับ 66 ลดลงจากไตรมาสก่อน และต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน (3/2567 อยู่ที่ 68) สะท้อนการประเมินว่าสถานการณ์ยัง “ต่ำกว่าปกติมาก” อย่างไรก็ดี ดัชนีคาดการณ์ไตรมาส 4/2568 ขยับขึ้นสู่ 72 ตามฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย

    ปัจจัยลบในไตรมาสนี้มาจากภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจโลกชะลอ ความกังวลด้านความปลอดภัย อุทกภัยจากพายุ “วิภา” สถานการณ์ไทย–กัมพูชา นักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง และค่าเงินบาทแข็งค่า ขณะที่แรงหนุนคือมาตรการกระตุ้นของรัฐ การฟื้นตัวของบางตลาด การเพิ่มเส้นทางบิน/ที่นั่ง และช่วงวันชาติของมาเลเซีย

    เมื่อแยกตามภูมิภาค กรุงเทพฯ เคยมีความเชื่อมั่นสูงสุดในไตรมาส 3/2567 แต่ลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาส 3/2568 แม้คาดว่าจะดีขึ้นในไตรมาส 4/2568 แต่ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน ภาคใต้ดีกว่าปีก่อนเล็กน้อยและจะเร่งขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสหน้า

    บาทแข็ง-ภัยพิบัติ ฉุดดัชนีเชื่อมั่นท่องเที่ยวไตรมาส 3 ทรุด ลุ้น Q4 ขยับรับไฮซีซัน

    ภาคตะวันออกชะลอลงค่อนข้างมากแต่มีแนวโน้มฟื้นในไตรมาสถัดไป ภาคเหนือชะลอลงจากไตรมาสก่อน แต่ยังดีกว่าปีก่อนเล็กน้อย และคาดว่าจะพุ่งขึ้นมากในช่วงฤดูหนาว โดยคาดการณ์ความเชื่อมั่นไตรมาส 4/2568 สูงสุดที่ภาคเหนือ (80) ตามด้วยกรุงเทพฯ (75) และภาคใต้ (74) ขณะที่ต่ำสุดคือภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (68)

    จำแนกตามประเภทธุรกิจ บริษัทนำเที่ยวเผชิญภาวะชะลอตัวชัดเจน แต่คาดว่าจะฟื้นในไตรมาส 4/2568 สถานบันเทิงปรับดีขึ้นอย่างเด่น และคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่สูงสุดในไตรมาสหน้า ร้านอาหารชะลอลงเล็กน้อยก่อนจะทยอยดีขึ้น ขณะที่ร้านขายของที่ระลึกมีความเชื่อมั่นต่ำที่สุดอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงและ/หรือพฤติกรรมใช้จ่ายที่เปลี่ยนไป

    ด้านรายได้ ไตรมาส 3/2568 ผู้ประกอบการมีรายได้เฉลี่ยเพียง 44% เมื่อเทียบกับปี 2562 บ่งชี้การฟื้นที่ช้าและผันผวน โดยเคยแตะ 64% ในไตรมาส 1/2566 ก่อนอ่อนมาที่ 44% ในปัจจุบัน ภูมิภาคที่ทำได้ดีกว่าคือภาคใต้ (เฉลี่ย 50%)

    ด้วยบทบาทจุดหมายปลายทางต่างชาติ ส่วนภาคเหนืออยู่ต่ำสุดที่ 39% ในเชิงประเภทธุรกิจ ร้านอาหาร/ภัตตาคาร/ร้านเครื่องดื่มในกรุงเทพฯ ทำรายได้เฉลี่ยสูงถึง 63% เหนือทุกภูมิภาค ขณะที่ธุรกิจนำเที่ยวและร้านของฝาก/ของที่ระลึกอยู่ต่ำสุดที่ 36% สปา/นวดแผนไทยทำรายได้ต่ำในกรุงเทพฯ (22%) และภาคกลาง (21%) สะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างของตลาดเมืองหลวงและภาคกลาง

    บาทแข็ง-ภัยพิบัติ ฉุดดัชนีเชื่อมั่นท่องเที่ยวไตรมาส 3 ทรุด ลุ้น Q4 ขยับรับไฮซีซัน

    โครงสร้างแรงงานฟื้นกลับมาเร็วกว่ารายได้ โดยจำนวนแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไตรมาส 3/2568 กลับมาแล้วประมาณ 87% ของก่อนโควิด ภาคเหนือและภาคตะวันออกมีสัดส่วนแรงงานสูงกว่าภูมิภาคอื่น ขณะที่กรุงเทพฯ ยังต่ำกว่าชัดเจนในหลายธุรกิจ ช่องว่าง “แรงงาน 87% แต่รายได้ 44%” ชี้ว่าผู้ประกอบการเร่งรับคนกลับมารองรับกิจกรรมก่อนที่รายได้จะตามมา ซึ่งอาจกดดันประสิทธิภาพและอัตรากำไร

    อัตราเข้าพัก (OCC) เฉลี่ยไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 53% ภาคใต้สูงสุด 62% ภาคกลางต่ำสุด 46% หากดูตามขนาด โรงแรมขนาดใหญ่ (>100 ห้อง) มี OCC สูงสุด 67% ขนาดกลาง (31–100 ห้อง) 57% และขนาดเล็ก (<30 ห้อง) 48% แม้การเข้าพักอยู่ครึ่งหนึ่งของศักยภาพ แต่รายได้ธุรกิจที่พักเฉลี่ยยังอยู่เพียง 47% ของปี 2562 บ่งชี้การแข่งขันด้านราคาหรือการลดอัตราค่าห้อง และแนวโน้มใช้จ่ายต่อหัวที่ระมัดระวังขึ้น

    พฤติกรรมการใช้จ่ายสะท้อนแรงกดดันฝั่งดีมานด์ นักท่องเที่ยวไทยใช้จ่ายเฉลี่ยไตรมาส 3/2568 เพียง 3,131 บาท/คน/ทริป ลดแรงจากไตรมาส 2 (4,976 บาท) และไตรมาส 1 (4,058 บาท) ด้านนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายเฉลี่ย 46,656 บาท/ทริป ใกล้เคียงไตรมาสก่อน โดยชาวเอเชียตะวันออกมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันสูงสุด 6,684 บาท ส่วนชาวยุโรปใช้จ่ายรวมต่อทริปสูงสุด 77,593 บาท แต่เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 3,748 บาท

    ในเชิงปริมาณ ปี 2568 คาดมีนักท่องเที่ยวรวมราว 33,147,746 คน ลดลง 17% จากปี 2562 และลดลง 6.7% จากปี 2567 ไม่เพียงจำนวนที่ลด รายได้รวมก็ลดจาก 1,911,808 ล้านบาทในปี 2562 เหลือราว 1,524,796 ล้านบาทในปี 2568 คิดเป็นลดลง 20.2%

    รายได้ที่หดแรงกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวสะท้อนโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไป ทั้งการลดลงของนักท่องเที่ยวจีนที่มีค่าใช้จ่ายสูง การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย แนวโน้มใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ตลอดจนสัดส่วน FIT และ Backpacker ที่มากขึ้นซึ่งมักใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปต่ำกว่า กลายเป็นโจทย์สำคัญต่อกลยุทธ์รายได้ของผู้ประกอบการไทยในระยะถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/639873&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vsgwDQKrrJyAV-dhBQZ15