Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คปภ. เสริมแกร่งเชียงคาน ร่วมขับเคลื่อนยกระดับเมืองท่องเที่ยว สู่โมเดลจัดการความเสี่ยงอย่างยั่งยืน

    คปภ. เสริมแกร่งเชียงคาน ร่วมขับเคลื่อนยกระดับเมืองท่องเที่ยว สู่โมเดลจัดการความเสี่ยงอย่างยั่งยืน

    วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.16 น.

    คปภ. เสริมแกร่งเชียงคาน ร่วมขับเคลื่อนยกระดับเมืองท่องเที่ยว สู่โมเดลจัดการความเสี่ยงอย่างยั่งยืน

    สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) นำโดย นางสาววสุมดี วสีนนท์ รองเลขาธิการ ด้านกำกับคนกลางและประกันภัยภูมิภาค เปิดตัว “การส่งเสริมประกันภัยเชิงรุกสู่ระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน ปี 2568” ณ หอประชุมศาลาประชาคม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย โดยมีหน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรท้องถิ่น และภาคอุตสาหกรรมประกันภัย เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมุ่งสร้าง Insurance Literacy ความรู้ความเข้าใจด้านการประกันภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย พร้อมยกระดับระบบการประกันภัยให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยง ทั้งในมิติชีวิต ทรัพย์สิน และธุรกิจ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์อย่างเชียงคาน เมืองบ้านไม้โบราณที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    นางสาววสุมดีฯ กล่าวว่า สำนักงาน คปภ. มีบทบาทสำคัญในฐานะ “ผู้กำกับดูแลระบบประกันภัย” ที่ทำงานสองด้านควบคู่กัน คือ คุ้มครอง สิทธิประโยชน์ประชาชน และสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ โดยทำหน้าที่กำกับฐานะบริษัทประกันภัยให้มีความมั่นคง เพื่อให้สามารถรับประกัน  ความเสี่ยงภัยได้ทั่วประเทศ พร้อมทั้งตรวจสอบมาตรฐานสัญญาประกันภัยให้เป็นธรรมต่อผู้เอาประกันภัย ควบคู่กับการกำกับดูแลการจ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม อีกด้านหนึ่ง สำนักงาน คปภ. ยังทำหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมความรู้และสร้างความเข้าใจด้านการประกันภัยให้แก่ประชาชน เพราะในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติอุบัติเหตุ โรคภัย หรือเหตุฉุกเฉินต่างๆ ดังนั้น “ประกันภัย” จึง “ไม่อาจมองเป็นเพียงสัญญา” แต่คือเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงของชีวิตและธุรกิจที่ช่วยแบ่งเบาภาระเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ซึ่งช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสร้างความมั่นใจให้ครอบครัว ชุมชน และสังคม “เมื่อประชาชนเข้าถึงการประกันภัยได้มากขึ้น ภาระของรัฐในการเยียวยาก็ลดลง เศรษฐกิจก็แข็งแรงขึ้น และชุมชนก็สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง”  ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีการจัดกิจกรรมเสวนาล้อมวงคุย “รับมืออย่างไร เมื่อเกิดภัยไม่คาดคิด” ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองการจัดการความเสี่ยง ได้แก่ 

    – นายรัฐพล เหลืองวงศ์ไพศาล ประธานหอการค้าจังหวัดเลย ชี้ว่า การทำประกันภัยช่วย “พยุงธุรกิจ” ให้เดินหน้าต่อได้เมื่อเผชิญความสูญเสีย

     -นางสาวมณทกัญจน์ คงสำราญ นักวิเคราะห์นโยบาย สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดเลย ย้ำให้ความสำคัญความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ควบคู่กับการสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

     -นายกมล คงปิ่น นายกเทศมนตรีตำบลเชียงคาน ต้องการยกระดับเชียงคานให้เป็นเมืองท่องเที่ยว เป็นพื้นที่ปลอดภัยและบอกต่อได้ โดยระบุความเสี่ยงใหญ่ของพื้นที่คือ “ไฟไหม้บ้านไม้เก่า” พร้อมเปิดเผยแผนป้องกันและรับมื

    -นางสาวกัลยา จุกหอม รองผู้อำนวยบริหารการสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปรียบประกันภัย คือ “เพื่อนแท้” ที่ช่วยเยียวยา พร้อมแนะนำกรมธรรม์ที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการเชียงคาน เช่น “ประกันอัคคีภัย บ้านอยู่อาศัย” และ “ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก”

    -นางสาวเบญจมาภรณ์ ฉัตร์คำ ตัวแทนผู้ประกอบการในพื้นที่ แบ่งปันประสบการณ์ตรง ยืนยันว่าประกันภัยคือ “เกราะป้องกันธุรกิจ”

    -นางพานทิพย์ บุญศรี ผู้อำนวยการ สำนักงาน คปภ. จังหวัดขอนแก่น แนะนำประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยราคาประหยัด เพียง 400 บาทต่อปี 

    โดยภายในงานยังมีการออกบูธของบริษัทประกันชีวิต และบริษัทประกันวินาศภัยกว่า 19 บูธ เพื่อประชาสัมพันธ์ความรู้และบริการด้านการประกันภัยแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ สำหรับในช่วงบ่าย สำนักงาน คปภ. ได้จัดกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) “การเตรียมความพร้อมป้องกันความเสี่ยงภัย” ณ วัดศรีคุนเมือง อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย โดยมี พันจ่าเอกสัญญา วงศ์อนุ หัวหน้าฝ่ายปกครอง เทศบาลตำบลเชียงคาน เป็นวิทยากร ถ่ายทอดความรู้การรับมือภัยพิบัติให้ชุมชน พร้อมส่งมอบอุปกรณ์ป้องกันภัย อาทิ ถังดับเพลิง สายดับเพลิง กรวยจราจร จากสำนักงาน คปภ. และภาคเอกชน โดยไฮไลท์สำคัญ คือ กิจกรรม “ซ้อมแผนเผชิญภัย” บริเวณถนนคนเดินเชียงคาน เพื่อให้ผู้ประกอบการและชุมชนได้เรียนรู้ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจริง เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน

    รองเลขาธิการ ด้านกำกับคนกลางและประกันภัยภูมิภาค กล่าวปิดท้ายว่า การขับเคลื่อนเชียงคานในครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างความเข้าใจด้านการประกันภัย แต่ยังสอดรับกับกระแส ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) และแนวทาง “Green Destination Tourism” ที่เชียงคานมีศักยภาพโดดเด่น พร้อมเชื่อมโยงการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดย “การร่วมแรงร่วมใจของภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชน จะทำให้เชียงคานเติบโตอย่างมั่นคง พร้อมยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลกที่ประชาชนมีชีวิตดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น” ซึ่งโครงการนี้สะท้อนบทบาทสำนักงาน คปภ. ที่ไม่เพียงเป็น “ผู้กำกับดูแล” แต่ยังเป็น พันธมิตรของสังคม ในการสร้างชุมชนเข้มแข็ง ปลอดภัย และยั่งยืนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/insure/448023&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Lnxw6XQCraRrgTssfJX9T

  • ‘ธรรมนัส​’ ถือฤกษ์​ดีเข้าทำเนียบ บอกดีใจ​ได้ ‘คัมแบ็ค’ เผยยังไม่ได้คุย ‘เดชอิศม์’ จ่อซบ ‘กล้าธรรม’

    ‘ธรรมนัส​’ ถือฤกษ์​ดีเข้าทำเนียบ บอกดีใจ​ได้ ‘คัมแบ็ค’ เผยยังไม่ได้คุย ‘เดชอิศม์’ จ่อซบ ‘กล้าธรรม’

    ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 09.29 น. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พร้อมด้วย ธนพร​ ศรีวิราช​ ภริยา​ , อรรถกร​  ศิริลัทธยากร​ รมว.ท่องเที่ยวฯ ได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล 

     ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ

    ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ

    จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้เปิดใจกับสื่อ โดยยอมรับว่ารู้สึกดีใจ ที่ได้กลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอีกครั้ง และมีความตั้งใจที่จะสานต่อในงานที่เคยทำไว้ นอกจากนี้ในฐานะที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี ยังมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาเรื่องการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นปัญหาที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    อรรถกร​  ศิริลัทธยากร​ รมว.ท่องเที่ยวฯ

    อรรถกร​  ศิริลัทธยากร​ รมว.ท่องเที่ยวฯ

    🔴 ยังไม่ได้คุย ‘เดชอิศม์’ ปมจ่อย้ายซบ ‘กล้าธรรม’ บอก ต้องปรึกษา ‘นายกฯหนู’ ก่อน หลังมีกรณีเขากระโดง  

    ส่วนกระแสข่าวว่าพรรคกล้าธรรม มีการทาบทาม เดชอิศม์ ขาวทอง อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้มาร่วมงานด้วย ร.อ.ธรรมนัส  ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เปิดเผยว่า ยังไม่ได้พูดคุย ขอทำงานก่อน ตอนนี้อย่าเพิ่งไปคุยถึงเรื่องอื่น

    ส่วนกระแสข่าวว่า หิมาลัย ผิวพรรณ สมาชิกพรรคกล้าธรรม เป็นคนไปทาบทามพูดคุยกับ เดชอิศม์ นั้น ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า เป็นหน้าที่ที่ผมมอบหมายให้หิมาลัย เดินเรื่องการเมืองในหลายจังหวัด เพื่อเตรียมการเลือกตั้งในอนาคต และเป็นเรื่องที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม และหิมาลัยรับผิดชอบอยู่

    thamanat-26-sep-2025-SPACEBAR-Photo01.jpg

    เมื่อถามว่าหากนายเดชอิศม์มาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม จะทำงานร่วมกับรัฐบาลได้หรือไม่ เพราะมีปัญหาเรื่องเขากระโดง กับทางฝั่งภูมิใจไทย ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า หลายเรื่องผมต้องปรึกษานายกฯ เราต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ส่วนในพื้นที่ จ.สงขลา จะมีปัญหาหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่า ยังไม่มองถึงขนาดนั้น หลายเรื่องต้องหารือกับนายกฯ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/thamanat-26-sep-2025&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gzqWMJej9T_nU7bbjnvY9

  • ตม.ชลบุรีรวบแก๊งขอทานเขมร 3 ราย สารภาพไม่อยากกลับเขมรกลัวอดตาย

    ตม.ชลบุรีรวบแก๊งขอทานเขมร 3 ราย สารภาพไม่อยากกลับเขมรกลัวอดตาย

    วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.22 น.

    ตม.ชลบุรีสนธิกำลัง ตร.ท่องเที่ยวพัทยารวบแก๊งขอทานเขมร 3 ราย สารภาพไม่อยากกลับเขมรกลัวอดตาย

    เมื่อวันที่ 25 ก.ย.68 ที่ผ่านมา พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผกก.ตม.จว.ชลบุรี สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรงจชุดสืบสวน สนธิกำลังกับตำรวจท่องเที่ยว และ ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ลงพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี กวาดล้างจับกุมขอทานต่างด้าว หลังได้รับการร้องเรียนว่าขอทานเหล่านั้นสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับนักท่องเที่ยว และทำให้เสียภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

    จากการลงพื้นที่สามารถจับกุมขอทานสัญชาติกัมพูชาได้ 3 ราย ได้แก่ นางซก พาลี อายุ 59 ปี น.ส.ดาว อายุ 41 ปี น.ส.โสเภณ หงวน อายุ 41 ปี พร้อมของกลางเป็นแก้วน้ำพลาสติก เศษเหรียญ และธนบัตรจำนวนหนึ่ง ก่อนควบคุมตัวมาสอบสวน

    จากการสอบสวนขอทานต่างด้าวยอบรับว่า ไม่ยากกลับไปที่ประเทศกัมพูชา เพราะไม่มีงานทำอดยาก  ซึ่งยอมรับว่าเคยถูกจับและส่งกลับ ขอทานเหล่านี้ก็ต้องหาทางกลับมาอีก เพราะต้องการหารายได้เลี้ยงปากท้องตนเอง และไม่อยากอดตาย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/916963&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NvEosWxEmPzpSpdcHHylV

  • กาฬสินธุ์ชื่นชมผู้การมนตรีรับรางวัลเสมาสดุดีผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษา | เดลินิวส์

    กาฬสินธุ์ชื่นชมผู้การมนตรีรับรางวัลเสมาสดุดีผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษา | เดลินิวส์

    กาฬสินธุ์ชื่นชมผู้การมนตรีรับรางวัลเสมาสดุดีผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษา

    ชื่นชม “พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์” หรือ “ผู้การมนตรี” ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ รับเกียรติบัตรรางวัลเสมาสดุดี ประเภทผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษาให้กับจังหวัดกาฬสินธุ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5149038/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AcNR37Nm6-JvR9uRptguV

  • ศนค.สพฐ. พัฒนาเจ้าหน้าที่ 29 เขตพื้นที่ ช่วยเหลือแก้หนี้ครู ทำแผนฟื้นฟูหนี้สินอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    ศนค.สพฐ. พัฒนาเจ้าหน้าที่ 29 เขตพื้นที่ ช่วยเหลือแก้หนี้ครู ทำแผนฟื้นฟูหนี้สินอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    วันที่ 25 กันยายน 2568 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) ได้เข้าร่วมการประชุม PLC ผ่านระบบออนไลน์ จัดโดยศูนย์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา (ศนค.) เพื่อพัฒนาเจ้าหน้าที่สถานีแก้หนี้ครูจาก 29 เขตพื้นที่การศึกษา ในการให้ความช่วยเหลือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากลุ่มเปราะบางในการ “จัดทำแผนฟื้นฟูหนี้สิน” อย่างเป็นระบบ โดยมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่เข้าร่วม 29 เขต ได้แก่ สพป.ขอนแก่น เขต 1–5, สพม.ขอนแก่น, สพป.ยโสธร เขต 1–2, สพม.ศรีสะเกษ ยโสธร, สพป.สกลนคร เขต 1–3, สพม.สกลนคร, สพป.ศรีสะเกษ เขต 1–4, สพป.อุดรธานี เขต 1–4, สพม.อุดรธานี, สพป.อำนาจเจริญ, สพป.อุบลราชธานี เขต 1–5, สพม.อุบลฯ อำนาจเจริญ และผู้ที่สนใจ รวมกว่า 60 คน เข้าร่วม
    สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจในบทบาทของเจ้าหน้าที่สถานีแก้หนี้ครู ในการทำหน้าที่เป็นคนกลาง ช่วยครูวิเคราะห์ข้อมูล วางแผนการเงิน และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย เจ้าหน้าที่ได้รับการฝึกแนวทางในการช่วยครูจัดทำแผนฟื้นฟูแบบจับต้องได้ ขณะเดียวกัน ครูเองก็ได้รับประโยชน์จากการมีแผนชีวิตที่ชัดเจน ป้องกันความเสี่ยง และไม่ถูกทอดทิ้งในระบบ โดยได้รับเกียรติจาก นายเชิดศักดิ์ หิรัญสิริสมบัติ อดีตรองอัยการสูงสุด และหนึ่งในคณะผู้ผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติล้มละลายฉบับใหม่ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนเตรียมออกบังคับใช้ โดยมีสาระสำคัญคือ “เปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดาเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูหนี้” ผ่านแผนการชำระหนี้ที่เป็นไปได้ แทนการล้มละลายเชิงลงโทษ มาร่วมให้ความรู้แก่ผู้เข้าประชุมในครั้งนี้ด้วย การประชุมครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการปูรากฐาน “วัฒนธรรมฟื้นฟู” ที่มีหัวใจอยู่ที่ความเป็นธรรม ความเป็นไปได้ และศักดิ์ศรีของวิชาชีพครูอย่างแท้จริง

    นางเกศทิพย์ ศุภวานิช กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู และการสร้างองค์ความรู้การบริหารจัดการเรื่องเงิน เป็นสิ่งที่ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และสิ่งหนึ่งที่ท่านวางแนวทางแก้ไขเพื่อให้เกิดความยั่งยืน คือ การสร้างวินัยทางการเงินที่ต้องอาศัยเศรษฐกิจพอเพียง ให้กับกลุ่มที่ยังไม่วิกฤต และอีกกลุ่ม คือกลุ่มที่กำลังจะเข้าสู่ระบบราชการ เรื่องการใช้บัตรเครดิตต้องมีความฉลาดรู้ เท่าทัน โดย
    ร่วมกับโค้ชหนุ่ม แห่ง Money Coach จัดทำหลักสูตร OBEC Money Coach เพื่อสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินและป้องกันการก่อหนี้ซ้ำ ซึ่งแนวทางนี้ได้รับการสานต่อเจตนารมณ์โดย ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้ความสำคัญและจะถูกรวมไว้ในนโยบายรัฐบาลในกลุ่มหนี้สินภาคประชาชนด้วย ดังนั้น สิ่งที่เห็นในวันนี้คือความทุ่มเทของสถานีแก้หนี้ทุกสถานี รวมถึงความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งแม้ว่าจะยังแก้ได้ไม่หมด แต่สิ่งที่ล้ำค่ามากคือแต่ละเคสกว่าจะผ่านพ้นไปได้ต้องหาวิธีการ วางแผน สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ลงมือทำ ลงแรงกัน พูดคุยกันทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ สิ่งสำคัญคือการทุ่มเทการทำงานทั้งกายและจิตใจเพื่อให้ข้าราชการครูของเราทุกคนได้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสง่างาม ไม่เพียงแค่ข้าราชการประจำ แต่ยังหมายรวมถึงข้าราชการบำนาญที่ประสบปัญหาหนี้สินอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1331407&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T-VQ72hkKLw__4SnnwR09

  • นายกฯชู 5 แนวทางร่วมมือไทย-จีน ‘สปริงบอร์ด’ พัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค

    นายกฯชู 5 แนวทางร่วมมือไทย-จีน ‘สปริงบอร์ด’ พัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค

    เศรษฐกิจ

    26 ก.ย. 2025 เวลา 13:16 น.

    นายกฯ อนุทิน กล่าวปาฐกถาพิเศษงาน “Thailand–China Cooperation Expo 2025” ชูแนวทางความร่วมมือ 5 มิติ โครงสร้างพื้นฐาน–โลจิสติกส์

    • นายกฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษงาน “Thailand–China Cooperation Expo 2025”
    • ชูแนวทางความร่วมมือ 5 มิติไทย-จีน โครงสร้างพื้นฐาน–โลจิสติกส์ เศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และการแลกเปลี่ยนประชาชน
    • ผลักดันไทยและจีนเป็น “สปริงบอร์ด” นำเศรษฐกิจ–นวัตกรรมของภูมิภาค

    วันนี้ (วันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568) เวลา 11.00 น. ณ อาคารชาแลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “Thailand–China Cooperation Expo 2025” โดยมี พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย คณะกลไกประสานงานและส่งเสริมธุรกิจไทย–จีนอย่างยั่งยืน (TCTM) ได้เเก่ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คุณณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน คุณหลิว เฉวียนเหลย นายกสมาคมการค้าวิสาหกิจจีนในไทย รวมทั้งนักลงทุนและผู้ประกอบการชั้นนำของไทยและจีนเข้าร่วม โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ซึ่งตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันสร้างรากฐานความร่วมมือที่มั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ารากฐานนี้จะนำไปสู่โอกาสใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

    นายกฯชู 5 แนวทางร่วมมือไทย-จีน 'สปริงบอร์ด' พัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค

    โดยจีนได้พิสูจน์ให้โลกเห็นถึงพลังแห่งการพัฒนา โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล และการเป็นผู้นำในพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันประเทศไทยก็กำลังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบเศรษฐกิจเพื่อตอบโจทย์การเติบโตในอนาคต การบรรจบกันของศักยภาพทั้งสองประเทศจึงเป็นโอกาสทองที่จะร่วมกันสร้างความเจริญรุ่งเรืองในหลายมิติ

    นายกรัฐมนตรีได้เสนอทิศทางความร่วมมือไทย–จีนในอนาคต ซึ่งครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ได้แก่

    1. การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ เช่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ซึ่งไม่เพียงเชื่อมโยงสองประเทศ แต่ยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมอาเซียนกับจีนตอนใต้ สร้างเครือข่ายการค้า และการท่องเที่ยวไร้รอยต่อ

    2. เศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด ไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีแบตเตอรี่ โดยมีจีนเป็นพันธมิตรหลัก นอกจากนี้ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ไทยและจีนยังได้ร่วมกันกำหนดแผนพัฒนาการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจฉบับใหม่ ระยะ 5 ปี ช่วง พ.ศ.2568 – 2572 เพื่อขยายความร่วมมือสู่สาขายุทธศาสตร์ใหม่ ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี การผลิตสีเขียว เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    3. เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ทั้งสองประเทศจะสร้างแพลตฟอร์มเศรษฐกิจดิจิทัล เชื่อมโยงระบบการเงิน การค้าข้ามพรมแดน และการวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME และสตาร์ตอัพเข้าถึงตลาดใหม่ได้สะดวกยิ่งขึ้น
    4. การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งสำคัญมากกับประเทศผู้ผลิตอย่างไทย และประเทศที่มีประชากรมหาศาลอย่างจีน 
    5. การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ครอบคลุมการศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากรวิชาชีพ ตลอดจนการเรียนรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ไทย–จีน มีความแน่นแฟ้นอยู่บนรากฐานของความเข้าอกเข้าใจ ต่อยอดจากมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษของทั้งสองประเทศได้สืบสานมายาวนาน

    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยมุ่งมั่นจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และนวัตกรรมของภูมิภาค โดยจะร่วมมือกับจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าลดอุปสรรค ปรับปรุงกฎระเบียบ และเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ภาคเอกชนทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง โดยประเทศไทยจะพิสูจน์ว่า เราไม่ได้เป็นเพียงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ แต่จะเป็นประตูบานสำคัญ ที่จะเปิดไปสู่ความร่วมมืออื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ เพื่อให้มิตรภาพที่มีต่อกันมายาวนานระหว่างไทยและจีน เป็นเหมือน “สปริงบอร์ด” ที่จะนำสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติต่อไป

    ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย–จีน และสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน ที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ โดยเชื่อมั่นว่า Thailand–China Cooperation Expo 2025 จะไม่เพียงเป็นเวทีแสดงศักยภาพ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญของอนาคตที่ไทยและจีนจะร่วมกันสร้างบนพื้นฐาน แห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ ความร่วมมือ และวิสัยทัศน์ร่วมกัน

    อนึ่ง งานแสดงสินค้า Thailand–China Cooperation Expo 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 กันยายน 2568 เวลา 10.00 – 18.00 น. ณ อาคารชาแลนเจอร์ ฮอลล์ 2–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “50 ปี ความสัมพันธ์ไทย–จีน : ก้าวสู่ความรุ่งเรืองร่วมกัน” โดยมีผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้นำเข้า–ส่งออก ผู้ค้า และผู้นำธุรกิจจากไทย จีน และนานาประเทศ เข้าร่วม เพื่อสร้างการเชื่อมโยงและขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น Global Supply Chain Hub ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรม การค้าและการลงทุน พลังงานสีเขียวและเกษตรเพื่อความยั่งยืน ยานยนต์และ EV โลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1200563&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cDXRNLJn_kMIJGJQuGCsb

  • แถลง 29-30 ก.ย. “อนุทิน” ลุยแก้ ชู 5 นโยบายด่วน ปิดประตูคอมเพล็กซ์ อวยทีมเศรษฐกิจฟื้นเชื่อมั่น

    แถลง 29-30 ก.ย. “อนุทิน” ลุยแก้ ชู 5 นโยบายด่วน ปิดประตูคอมเพล็กซ์ อวยทีมเศรษฐกิจฟื้นเชื่อมั่น

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    แถลง 29-30 ก.ย.

    26 ก.ย. 2568 08:16 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2885230&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r38zy2bm6lIXxd6h02jOu

  • แนะแนวการศึกษา โรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา มจร วิทยาเขตเชียงใหม่

    แนะแนวการศึกษา โรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา มจร วิทยาเขตเชียงใหม่

    แนะแนวการศึกษา โรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา มจร วิทยาเขตเชียงใหม่

    26 Sep 68

    วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน 2568 คณะกรรรมการแนะแนวการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ ได้ออกแนะแนวการศึกษา โรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ ประจำปี 2668 โดยมีนักเรียนสามเณรชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้ความสนใจและเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ณ โรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่.

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3779221/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iuYIH2YWU4aucPmBSUrBV

  • สพฐ.ประชุม 245 ผอ.สพท.ทั่วประเทศกำชับภารกิจด่วน

    สพฐ.ประชุม 245 ผอ.สพท.ทั่วประเทศกำชับภารกิจด่วน

    วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.45 น.

    “นฤมล”เปิดประชุม 245 ผอ.สพท.ทั่วประเทศ เดินหน้าภารกิจเร่งด่วน 4 เดือน “ธนุ” ปลื้มผลใช้งบฯลงทุนปี67 เสี่ยงถูกพับน้อยมากเป็นประวัติการณ์ จ่อทบทวนระบบ TRS หวนใช้ ว.18 ย้ายครู

    วันที่ 25 ก.ย.2568 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ( รมว.ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) จำนวน 245 แห่ง ทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2568 ว่า ภารกิจเร่งด่วนภายในระยะเวลา 4 เดือนของการเป็นรัฐบาล นั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการที่อยากให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ถึงแม้ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลจะไม่ระบุไว้โดยตรง แต่ก็รวมอยู่ในหนี้ภาคประชาชน ซึ่งตนจะแก้ไขให้สำเร็จ โดยขณะนี้การแก้หนี้ครู ด้วยรูปแบบการจัดตั้งสหกรณ์กลาง สกสค.ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของการประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว โดยตนจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบได้ภายในต้นเดือน ต.ค.นี้ รวมถึงการผลักดันกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ให้สำเร็จในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งตนหวังว่ากฎหมายฉบับนี้ จะไม่มีอาถรรพณ์เหมือนทุกๆรัฐบาลที่ผ่านมา

    รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า การเพิ่มอัตราค่าครองชีพของครู โดยทำให้ครูมีรายได้เพิ่มขึ้นก็เป็นนโยบายสำคัญ ซึ่งการขึ้นเงินเดือนครู จะเกิดภาระงบประมาณสูง ดังนั้นปลายทางที่สมเหตุสมผล คือ ค่าตอบแทนวิทยฐานะ ซึ่งไม่ได้มีการะบุจำนวนผู้ได้รับวิทยฐานะ จึงอยากให้ ผอ.เขตฯสนับสนุน ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ทำผลงานเพื่อขอมีและเลื่อนวิทฐานะให้มากที่สุด และในสังกัดเขตพื้นที่ฯไหน มีวิทยฐานะหลายคน ก็ควรถือให้เป็น KPI หรือ ดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ของ ผอ.เขตพื้นที่นั้นๆ เช่น เดียวกับมหาวิทยาลัย ที่การขอตำแหน่งทางวิชาการ มีเป็นจำนวนมาก เป็นฟันเฟืองส่งเสริมซึ่งกันและกัน อย่ามีการชักบันไดหนี เราต้องสร้างบันไดให้เยอะ และเป็นความภาคภูมิใจในวิชาชีพ อย่างไรก็ตามตนได้รับเสียงสะท้อนจากครูและผู้บริหาร ว่า การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ นั้น โดยเฉพาะ ผอ.เขตพื้นที่ฯ ตกกันเยอะแทบจะไม่ผ่านเลย เพราะผู้มาประเมินผลงานไม่ได้เป็นบุคลากรที่ผ่านงานจากสายงานการสอนนั้นๆมาก่อน ดังนั้น ได้ปรับหลักเกณฑ์ให้ผู้ประเมิน มาจากการเสนอชื่อของแต่ละองค์กรหลัก เป็นผู้ที่มีความเข้าใจเนื้องาน เป็นธรรมต่อผู้ขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ อีกทั้งหลักเกณฑ์การประเมินควรมีความยืดหยุ่นสอดคล้องตามบริบทของสถานศึกษา ไม่เน้นงานวิจัยมากจนเกินไป รวมถึงมีการกำหนดหลักเกณฑ์การทำวิทยฐานะในรูปแบบผลงานเชิงประจักษ์กลับมาใช้ใหม่ เพื่อเป็นทางการเลือกให้แก่ผู้ขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ สำหรับเรื่องการลดภาระครู กำลังดำเนินการให้เป็นรูปธรรม โดยเร็วๆนี้ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) จะประชุมเกลี่ยอัตรากำลังครูเกินเกณฑ์ จำนวน 1,706 ตำแหน่ง ให้ไปเป็นบุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา 38 ค.(2) สายสนับสนุน เพื่อลดภาระครูในส่วนของงานพัสดุ การเงิน ธุรการ และขอย้ำเรื่องการส่งเสริมวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ถ้าเป็นไปได้ควรใส่ไว้ในการสอบเลย

    ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวสรุปผลการปฏิบัติงานตามนโยบายและจุดเน้นของของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ว่า เมื่อเร็วๆนี้ตนได้เชิญ นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. และ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ.คนใหม่ ซึ่งจะมารับหน้าที่แทนตนที่จะเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายนนี้ ให้ชะลอการใช้หลักเกณฑ์การย้าย ประมวลผล และพิจารณาย้ายข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านระบบ TRS (Teacher Rotation System) เพราะพบปัญหาการยื่นย้ายผ่านระบบ TRS ประมาณ 30,000 คน ได้ย้ายแค่หลักร้อยคนเท่านั้น ครูได้รับการพิจารณาย้ายน้อยลง เพราะมีตัวชี้วัด และขั้นตอนจำกัดมาก ไม่ตอบโจทย์การย้ายคืนถิ่น และยังมีปัญหาการการลิดรอนสิทธิ์ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ดังนั้น จึงต้องทบทวนปรับปรุงใหม่ และทดลองใช้ให้ดีที่สุดก่อน โดยการยื่นย้ายในรอบต่อไปให้กลับไปใช้หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู หรือ ว 18 ก่อน ทั้งนี้ จะมีการนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ก.ค.ศ.ต่อไป

    “ ขอขอบคุณ ผอ.สพท.ทั่วประเทศ ในการบริหารงบประมาณ ที่เป็นงบลงทุน ปีงบฯ2567 ที่ใช้เหลื่อมปี 2568 เป็นที่น่ายินดีว่า จากการติดตามอย่างเข้มข้นทุกสัปดาห์ ทำให้มีแนวโน้มว่าจะมีงบฯลงทุนที่เสี่ยงถูกพับไม่สามารถเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 ไม่เกิน 10 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าทุกๆปี จากเดิมที่เคยมีงบฯถูกพับสูงถึง 400–500 ล้านบาท เป็นการรักษาผลประโยชน์ให้กับเด็ก สามารถนำงบฯไปใช้ประโยชน์ถึงผู้เรียน ทำให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาที่ดี มีคุณภาพ สมกับที่ สพฐ.ต่อสู้ได้รับงบฯมา และมีการกำกับติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งเรื่องนี้จะนำไปปฏิบัติในปีงบประมาณต่อๆไป ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา เป็นบุคคลสำคัญ เป็นโซ่ข้อกลางในการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ สู่เป้าหมาย การทำงานในยุคปัจจุบันทำตามลำพังนั่งอยู่ในห้องทำงานอย่างเดียวไม่ได้ พลังความร่วมมือกับเครือข่ายสำคัญที่สุด ต้องทำร่วมกับผู้ปกครอง ประชาชน นักการเมือง ซึ่ง ผอ.เขตฯต้องทำงานให้มากกว่าการเป็นผอ.เขตพื้นที่การศึกษา ต้องเป็นนักบริหาร นักการเปลี่ยนแปลงให้ได้ ” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว.

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/916828&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-Xlsr9ndhbzziwbj2c_-D

  • นายกฯ พร้อมผลักดันไทย-จีน เป็นสปริงบอร์ดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-นวัตกรรมภูมิภาค ชู 5 มิติความร่วมมือ : อินโฟเควสท์

    นายกฯ พร้อมผลักดันไทย-จีน เป็นสปริงบอร์ดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-นวัตกรรมภูมิภาค ชู 5 มิติความร่วมมือ : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thailand–China Cooperation Expo 2025 ชูแนวทางความร่วมมือ 5 มิติ โครงสร้างพื้นฐาน-โลจิสติกส์ เศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และการแลกเปลี่ยนประชาชน พร้อมผลักดันไทยและจีนเป็นสปริงบอร์ดนำเศรษฐกิจ-นวัตกรรมของภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ทั้ง 2 ประเทศได้ร่วมกันสร้างรากฐานความร่วมมือที่มั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ารากฐานนี้จะนำไปสู่โอกาสใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

    โดยจีนได้พิสูจน์ให้โลกเห็นถึงพลังแห่งการพัฒนา โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล และการเป็นผู้นำในพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันประเทศไทยก็กำลังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบเศรษฐกิจเพื่อตอบโจทย์การเติบโตในอนาคต การบรรจบกันของศักยภาพทั้งสองประเทศจึงเป็นโอกาสทองที่จะร่วมกันสร้างความเจริญรุ่งเรืองในหลายมิติ

    นายกรัฐมนตรีได้เสนอทิศทางความร่วมมือไทย-จีนในอนาคต ซึ่งครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ได้แก่

    1.การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ เช่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ซึ่งไม่เพียงเชื่อมโยง 2 ประเทศ แต่ยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมอาเซียนกับจีนตอนใต้ สร้างเครือข่ายการค้า และการท่องเที่ยวไร้รอยต่อ

    2.เศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด ไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีแบตเตอรี่ โดยมีจีนเป็นพันธมิตรหลัก นอกจากนี้ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ไทยและจีนยังได้ร่วมกันกำหนดแผนพัฒนาการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจฉบับใหม่ ระยะ 5 ปี (68-72) เพื่อขยายความร่วมมือสู่สาขายุทธศาสตร์ใหม่ ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี การผลิตสีเขียว เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    3.เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ทั้งสองประเทศจะสร้างแพลตฟอร์มเศรษฐกิจดิจิทัล เชื่อมโยงระบบการเงิน การค้าข้ามพรมแดน และการวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME และสตาร์ตอัพเข้าถึงตลาดใหม่ได้สะดวกยิ่งขึ้น

    4.การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งสำคัญมากกับประเทศผู้ผลิตอย่างไทย และประเทศที่มีประชากรมหาศาลอย่างจีน

    5.การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ครอบคลุมการศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากรวิชาชีพ ตลอดจนการเรียนรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรม ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนมีความแน่นแฟ้นอยู่บนรากฐานของความเข้าอกเข้าใจ ต่อยอดจากมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษของทั้งสองประเทศได้สืบสานมายาวนาน

    นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลไทยมุ่งมั่นจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และนวัตกรรมของภูมิภาค โดยจะร่วมมือกับจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าลดอุปสรรค ปรับปรุงกฎระเบียบ และเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ภาคเอกชนทั้ง 2 ประเทศเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง โดยประเทศไทยจะพิสูจน์ว่า เราไม่ได้เป็นเพียงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ แต่จะเป็นประตูบานสำคัญ ที่จะเปิดไปสู่ความร่วมมืออื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ เพื่อให้มิตรภาพที่มีต่อกันมายาวนานระหว่างไทยและจีน เป็นเหมือนสปริงบอร์ดที่จะนำสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติต่อไป

    ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน และสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน ที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ โดยเชื่อมั่นว่า Thailand-China Cooperation Expo 2025 จะไม่เพียงเป็นเวทีแสดงศักยภาพ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญของอนาคตที่ไทยและจีนจะร่วมกันสร้างบนพื้นฐาน แห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ ความร่วมมือ และวิสัยทัศน์ร่วมกัน

    อนึ่ง งานแสดงสินค้า Thailand-China Cooperation Expo 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 ก.ย.68 ณ อาคารชาแลนเจอร์ ฮอลล์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน : ก้าวสู่ความรุ่งเรืองร่วมกัน” โดยมีผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้นำเข้า-ส่งออก ผู้ค้า และผู้นำธุรกิจจากไทย จีน และนานาประเทศเข้าร่วม เพื่อสร้างการเชื่อมโยงและขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น Global Supply Chain Hub ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรม การค้าและการลงทุน พลังงานสีเขียวและเกษตรเพื่อความยั่งยืน ยานยนต์และ EV โลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532475&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2N2QP5Rc08jzeYuPH_yF-8