Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘กรมการศาสนา’ ถวายทุนการศึกษา ‘พระภิกษุสามเณร’ สอบบาลีได้ป.ธ.3-8 | เดลินิวส์

    ‘กรมการศาสนา’ ถวายทุนการศึกษา ‘พระภิกษุสามเณร’ สอบบาลีได้ป.ธ.3-8 | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5150654/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iJFtyysydr9U_b_sTwF6t

  • กะโหลกศีรษะอายุหนึ่งล้านปี อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของมนุษย์ – BBC News ไทย

    กะโหลกศีรษะอายุหนึ่งล้านปี อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของมนุษย์ – BBC News ไทย

    นักวิทยาศาสตร์เผยผลวิเคราะห์กะโหลกศีรษะอายุหนึ่งล้านปี ซึ่งอาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของมนุษย์

    ที่มาของภาพ, BBC News

    คำบรรยายภาพ, แบบจำลองกะโหลกศีรษะที่มีอายุหนึ่งล้านปี แต่มีลักษณะบางประการที่คล้ายกับมนุษย์ในสมัยใหม่
      • Author, พัลลภ โกศ
      • Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์
      • X, @BBCPallab

    กะโหลกศีรษะมนุษย์อายุหนึ่งล้านปีที่ถูกพบในจีนบ่งชี้ว่าสายพันธุ์ “โฮโมเซเปียนส์” (Homo sapiens) ของมนุษย์เราเริ่มปรากฏเร็วกว่าที่เคยคิดไว้อย่างน้อย ๆ ครึ่งล้านปี จากคำกล่าวอ้างของนักวิจัยในรายงานการศึกษาชิ้นใหม่

    พวกเขายังระบุอีกว่ากะโหลกชิ้นนี้บ่งบอกว่าเราเคยอยู่ร่วมกันกับสายพันธุ์พี่น้องอย่าง “นีแอนเดอร์ทัล” (neanderthals) มานานกว่าที่เราเคยเชื่อกันมาก

    นักวิทยาศาสตร์กล่าวอ้างว่าการวิเคราะห์ของพวกเขาเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องวิวัฒนาการมนุษย์ “ไปอย่างสิ้นเชิง” และหากผลวิเคราะห์นี้ถูกต้อง มันจะเปลี่ยนจารึกทางประวัติศาสตร์ในช่วงยุคเริ่มต้นของเราไปเลย

    แต่ผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ ในสายงานนี้ ซึ่งเป็นสายงานที่เต็มไปด้วยข้อโต้แย้งเรื่องการถือกำเนิดของพวกเราบนโลก ระบุว่าข้อสรุปของการศึกษาชิ้นใหม่นี้มีความเป็นไปได้ แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าแน่นอน

    การค้นพบดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในวารสาร “Science” ซึ่งเป็นวารสารทางวิทยาศาสตร์ชั้นนำฉบับหนึ่งของโลก และเป็นการค้นพบที่สร้างความประหลาดใจให้แก่ทีมนักวิจัยที่ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในจีนและพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Natural History Museum) แห่งสหราชอาณาจักร

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “ตั้งแต่แรก ๆ ที่เราได้ผลลัพธ์ออกมา เราคิดว่ามันช่างไม่น่าเชื่อ มันอยู่ในอดีตมานานขนาดนี้ได้ยังไง” ศ.สีจุน หนี่ จากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น (Fudan University) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำการวิเคราะห์ผลระบุ

    “แต่เราทดสอบซ้ำกับทุกตัวอย่างครั้งแล้วครั้งเล่า โดยใช้ทุกวิธีการแล้ว ตอนนี้เรามั่นใจกับผลลัพธ์และเราก็ตื่นเต้นกับมันมากจริง ๆ”

    ที่มาของภาพ, Fudan University

    คำบรรยายภาพ, กะโหลกดังกล่าวถูกค้นพบโดยทีมชาวจีนในมณฑลหูเป่ย (Hubei) ทางตอนกลางของจีน โดยชาวจีนกลุ่มนี้ได้นำมันไปเปรียบเทียบกับสายพันธุ์ต่าง ๆ ของมนุษย์

    กะโหลกชิ้นนี้มีนามว่า “หยุนเซียน 2” (Yunxian 2) เมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นพบมัน แรกเริ่มเลยพวกเขาสันนิษฐานว่ามันเป็นของบรรพบุรุษในยุคเริ่มต้นของเราที่เรียกว่า “โฮโม อีเร็กตัส” (Homo erectus) ซึ่งเป็นมนุษย์สายพันธุ์แรกที่มีสมองขนาดใหญ่ โดยกะโหลกชิ้นนี้มีอายุราวหนึ่งล้านปี เนิ่นนานก่อนช่วงเวลาที่เคยมีการคาดการณ์ไว้ว่ามนุษย์สายพันธุ์ที่ก้าวหน้ากว่านี้ได้ถือกำเนิดขึ้น

    โฮโม อีเร็กตัส คือสายพันธุ์ที่ในที่สุดแล้วได้วิวัฒนาการแตกแขนงออกเป็น “นีแอนเดอร์ทัล” และสายพันธุ์ของเรา “โฮโมเซเปียนส์” ในช่วง 600,000 ปีที่ผ่านมา

    ทว่าการวิเคราะห์หัวกะโหลกหยุนเซียน 2 ครั้งใหม่ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระจากทีมวิจัยแล้วนั้น บ่งชี้ว่านี่ไม่ใช่กะโหลกศีรษะของโฮโม อีเร็กตัส

    ปัจจุบันเป็นที่เชื่อกันว่านี่คือกะโหลกของต้นตระกูล “โฮโมหลงจี” (Homo longi) หรือ “มนุษย์มังกร” (‘หลง’ ในภาษาจีนแปลว่ามังกร) ซึ่งเป็นสายพันธุ์พี่น้องที่มีวิวัฒนาการในระดับเดียวกันกับนีแอนเดอร์ทัลและโฮโมเซเปียนส์

    หลักฐานทางพันธุกรรมบ่งชี้ให้เห็นว่าโฮโมหลงจีใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับอีกสองสายพันธุ์ข้างต้น ดังนั้น หากหยุนเซียน 2 เคยเดินอยู่บนโลกนี้เมื่อหนึ่งล้านปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อว่าต้นตระกูลของนีแอนเดอร์ทัลและสายพันธุ์ของมนุษย์ยุคปัจจุบันก็อาจเคยใช้ชีวิตบนโลกในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

    ศ.คริส สตริงเกอร์ จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติของสหราชอาณาจักร ผู้ร่วมนำการวิจัยครั้งนี้ระบุว่า การวิเคราะห์ครั้งสำคัญนี้ได้เปลี่ยนลำดับช่วงเวลาในวิวัฒนาการของมนุษย์ที่มีสมองขนาดใหญ่ย้อนกลับไปอย่างน้อยครึ่งล้านปี

    เขายังบอกด้วยว่ามีแนวโน้มที่จะมีซากดึกดำบรรพ์ของโฮโมเซเปียนส์ที่มีอายุหลักล้านปีอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ แต่เรายังหามันไม่พบ

    ที่มาของภาพ, Fudan University

    คำบรรยายภาพ, กะโหลกสีขาวคือกะโหลกของจริงซึ่งมีสภาพบิดเบี้ยว ขณะที่กะโหลกสีเทาคือแบบจำลองที่ผ่านการใช้คอมพิวเตอร์แก้ไขรูปทรงให้ถูกต้องแล้ว

    ทั้งนี้ มีสองวิธีในการระบุสายพันธุ์ของมนุษย์ในยุคแรก ๆ และคำนวณว่าพวกเขาใช้ชีวิตอยู่บนโลกในช่วงเวลาไหน นั่นคือการวิเคราะห์จากรูปทรงของกะโหลกศีรษะ และการวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรม กรณีของหยุนเซียน 2 นักวิจัยใช้ทั้งสองวิธีในการวิเคราะห์ และทั้งสองวิธีก็ให้ข้อสรุปเดียวกัน

    แต่นักวิจัยรายอื่น ๆ อย่างเช่น ดร.เอลวิน สกัลลี นักพันธุศาสตร์วิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่า ทั้งสองวิธียังมีความไม่แน่นอนอยู่อย่างมาก

    “เราต้องไม่สรุปแน่ชัดเกี่ยวกับการคาดการณ์ช่วงเวลา เพราะมันเป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่จะคาดการณ์ไม่ว่าคุณจะพิจารณาจากหลักฐานอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานทางพันธุกรรมหรือจากซากฟอสซิล” เขากล่าว

    “แม้ว่าจะมีหลักฐานทางพันธุกรรมจำนวนมาก ก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะระบุช่วงเวลาที่ประชากรเหล่านี้อาจอยู่ร่วมกันในกรอบเวลา 100,000 ปีหรืออาจจะนานกว่านั้น”

    เขาเสริมว่า แม้ข้อสรุปของศาสตราจารย์หนี่และสตริงเกอร์จะเป็นไปได้ แต่มันก็ยังห่างไกลจากคำว่าแน่นอน พร้อมบอกว่าข้อสรุปดังกล่าวยังต้องการหลักฐานสนับสนุนเพิ่มเติม หากจะให้มีความแน่นอน

    “ภาพมันยังไม่ชัดสำหรับเรา หากข้อสรุปของงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจากการวิเคราะห์อื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากข้อมูลทางพันธุกรรมบางส่วน ผมคิดว่าเมื่อนั้นแหละเราจึงจะสามารถเชื่อมั่นในข้อสรุปนี้ได้มากขึ้น”

    หลักฐานที่ทราบกันว่าเป็นโฮโมเซเปียนส์ยุคแรก ๆ ที่เก่าแก่ที่สุดที่พบในแอฟริกาคือเมื่อ 300,000 ปีก่อน มันจึงดึงดูดให้เกิดข้อสรุปที่ว่าสายพันธุ์ของเราอาจมีวิวัฒนาการครั้งแรกในเอเชียมาก่อน

    แต่ ศ.สตริงเกอร์ ระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานที่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดในระยะนี้ เพราะยังมีซากดึกดำบรรพ์ของมนุษย์ที่พบในแอฟริกาและยุโรปอีกจำนวนมากที่มีอายุหลักล้านปีที่ยังต้องนำมาวิเคราะห์ร่วมกันด้วย

    “มีหลักฐานทางพันธุกรรมบางอย่างที่บ่งชี้ถึงการถือกำเนิดของสายพันธุ์ของเรามาก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจผสานอยู่ในสายพันธุกรรมของเรา แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์” เขาบอกกับบีบีซีนิวส์

    ลำดับเวลาที่ประเมินใหม่ได้เก่าแก่กว่าเดิมนี้ หมายความว่ามนุษย์ทั้งสามสายพันธุ์ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันบนโลกเป็นระยะเวลาราว 800,000 ปี ยาวนานกว่าที่เคยมีการคาดการณ์ไว้ และบางทีสายพันธุ์เหล่านี้ก็อาจมีปฏิสัมพันธ์และผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์กันในช่วงเวลานั้นด้วย

    ช่วงเวลาที่ปรากฏรวดเร็วขึ้นนี้ยังทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มเข้าใจชิ้นส่วนซากฟอสซิลของมนุษย์อีกหลายสิบชิ้นที่มีอายุตั้งแต่ 800,000 – 100,000 ปีก่อน ที่ถูกเรียกว่า “muddle in the middle” หรืออาจแปลเป็นไทยได้ว่า “ความยุ่งเหยิงระหว่างกลาง” ซึ่งพวกเขาเคยรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากในการจำแนกและหาตำแหน่งแห่งที่ของพวกมันในสายตระกูลของมนุษย์

    ศ.หนี่ อธิบายว่า การที่โฮโมเซเปียนส์, โฮโมหลงจี และนีแอนเดอร์ทัล ปรากฏตัวไวขึ้นนั้น แก้ข้อสงสัยนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะมันหมายความว่าบรรดาฟอสซิลที่จัดประเภทได้ยากเหล่านี้มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นกลุ่มย่อย ๆ ของหนึ่งใน “พี่ใหญ่ทั้งสาม” หรืออาจเป็นบรรพบุรุษที่เก่าแก่กว่าของพวกเขา เช่นโฮโมอีเร็กตัสชาวเอเชีย หรือโฮโมไฮเดลเบอร์เกนซิส (Homo heidelbergensis)

    “วิวัฒนาการของมนุษย์ก็เหมือนกับต้นไม้” เขากล่าว “ต้นไม้ต้นนี้มีกิ่งก้านหลายกิ่ง และมีกิ่งใหญ่สามกิ่งที่เกี่ยวพันใกล้ชิดกัน และมีการผสมพันธุ์ระหว่างกันและกันด้วย และพวกเขาก็อยู่ร่วมกันในช่วงเวลาเกือบหนึ่งล้านปี ดังนั้นนี่จึงเป็นผลลัพธ์ที่เหลือเชื่อ”

    กะโหลกศีรษะชิ้นนี้ถูกขุดขึ้นมาพร้อม ๆ กับกะโหลกศีรษะอีกสองชิ้นจากมณฑลหูเป่ย แต่พวกมันมีสภาพเสียหายและแตกร้าว ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หยุนเซียน 2 ถูกจัดประเภทผิดเป็นโฮโม อีเร็กตัส ในทีแรก

    เพื่อที่จะฟื้นคืนรูปทรงกะโหลกตามเดิม ทีมของ ศ.หนี่ จึงสแกนพวกมันและใช้เทคนิคการสร้างแบบจำลองในคอมพิวเตอร์พิมพ์แบบจำลองสามมิติของกะโหลกที่ไม่เสียหายออกมา

    การได้เห็นกะโหลกเหล่านี้ด้วยรูปร่างที่แท้จริงของพวกมัน ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถจัดประเภทมันใหม่เป็นอีกประเภท ซึ่งเป็นกลุ่มของมนุษย์ที่มีวิวัฒนาการก้าวหน้ากว่าที่มันเคยถูกจัดประเภทไว้ในทีแรก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c3vze93xpl9o.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03Rx5MFDhKu8Ve0TuW1C6q

  • ประวัติ ‘ผู้กองแคท’ สวย-เก่งครบสูตร จนได้ช่วยงานประธานสภา เป็นกรณีพิเศษ! | เดลินิวส์

    ประวัติ ‘ผู้กองแคท’ สวย-เก่งครบสูตร จนได้ช่วยงานประธานสภา เป็นกรณีพิเศษ! | เดลินิวส์

    เรียกได้ว่ากลับมาอยู่ในสปอตไลต์ของชาวเน็ตกันอีกครั้ง สำหรับ “ผู้กองแคท” หรือ “แคท อาทิติยา” นักร้องลูกทุ่ง และนางงามชื่อดัง ที่ล่าสุด มีหนังสือด่วนที่สุดจากรัฐสภา เลขที่ 0001.02/4792 ลงวันที่ 25 ก.ย. 68 ส่งถึง “อธิบดีกรมการปกครอง” เรื่องการขอยืมตัวข้าราชการช่วยราชการที่รัฐสภา ลงนามโดย “นายธงชาติ รัตนวิชา” เลขานุการประธานรัฐสภา เพื่อสนับสนุนการทำงานของประธานสภาผู้แทนราษฎร “นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา” ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 66 นั้น

    สำหรับ “ร.ต.อ.แคท อาทิติยา” ปัจจุบันอายุ 29 ปี เกิดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2539

    ด้านการศึกษา

    – ประดับปริญญาเอก นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต (นิเทศศาสตร์การตลาด) จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
    – จบหลักสูตร กอส. รุ่นที่ 47 จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ
    – หลักสูตร “ปลัดอำเภอ” รุ่นที่ 272 ประจำปี 2568

    เส้นทางชีวิตสายตำรวจ

    ภายหลังจากจบหลักสูตรนักเรียนนายร้อยตำรวจ เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมปี 2564 ต่อมาในเดือนกันยายน 2564 ก็มีการประดับยศว่าที่ร้อยตำรวจตรีหญิง อีกทั้งได้เป็นรองสารวัตรกลุ่มงานวิชาการและงานสารบรรณ สังกัดสำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ ต่อมาในช่วงเดือนพฤษภาคม 2565 ได้เลื่อนขั้นเป็น ว่าที่ ร.ต.ท.หญิง และล่าสุดก็ได้เลื่อนยศอีกครั้งเป็น ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง ในเดือนมิถุนายน 2566

    อย่างไรก็ตาม เธอเคยเจอกระแสดราม่าเรื่องการเลื่อนยศรวดเร็ว แต่เจ้าตัวยืนยันว่าเข้ารับราชการตามขั้นตอนและระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

    ต่อมาในปี 2567 มีคำสั่งจาก “กรมการปกครอง” โอนย้ายเธอจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มารับตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมการปกครอง มีผลตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2567

    ชีวิตในวงการบันเทิง

    นอกจากนี้ ร.ต.อ.อาทิติยา ไม่เพียงแค่ถวายชีวิตเพื่อรับใช้ประชาชน แต่ยังคร่ำหวอดในวงการบันเทิงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารรายการคอนเสิร์ตลูกทุ่งประเทศไทยสัญจร และเป็นพิธีกรรายการซุปตาร์สเตชั่น แถมยังเป็นนักร้องลูกทุ่งของค่ายโกลด์มาสเตอร์มีเดีย ผลงานเพลงดัง อาทิ เอะอะ, กินรี, สาว กทม., น้ำตาหยดสุดท้าย และมีผลงานล่าสุด ยืนงงที่ดงคำชะโนด

    ในส่วนของความเก่งยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ผู้กองแคท ยังเคยเดินสายเอาดีทางด้านวงการประกวดนางงาม โดยเธอเดินสายประกวดเวทีใหญ่มาแล้วมากมาย อาทิ มิสแกรนด์ศรีสะเกษ 2018, Miss Polo Thailand 2019, Miss tourism of the globe Thailand 2021, นางสาวไทย 2566 ตัวแทนจากจังหวัดชลบุรี, Miss Culture Global international 2023 ฯลฯ

    อีกทั้งยังเป็นสาวสวยที่งดงามทั้งหน้าตาและจิตใจ เพราะปัจจุบันยังร่วมปฏิบัติหน้าที่เป็นอาสากู้ภัยกับป่อเต็กตึ๊ง รหัสศิลปิน 408 มานานแล้วกว่า 7 ปี นับว่าไลฟ์สไตล์และชีวิตของผู้กองแคทนั้น เรียกได้ว่าเก่งทุกบทบาทจริง ๆ

    สำหรับเส้นทางความรัก ผู้กองแคทเคยคบหาดูใจกับ “เพชร-ภัควรรธน์ ลีละเมฆินทร์” ลูกชายของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ก่อนจะเลิกราจากกันด้วยดี และไม่มีข่าวคบหากับใครใหม่อีกด้วย…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5148076/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3t2x_qmTlaJd6QPBsL1hLG

  • สวรส.-มรภ.สวนสุนันทา เปิดตัวแบบจำลองคาดการณ์จุดเสี่ยงมรณะในกทม. สู่การจัดทำข้อเสนอทางนโยบายเชิงระบบ

    สวรส.-มรภ.สวนสุนันทา เปิดตัวแบบจำลองคาดการณ์จุดเสี่ยงมรณะในกทม. สู่การจัดทำข้อเสนอทางนโยบายเชิงระบบ

    (วันที่ 25 กันยายน 2568) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข จับมือ สถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.สวนสุนันทา จัดประชุมนำเสนอผลการศึกษา ชูผลงาน “การใช้ Machine Learning Algorithm และการเรียนรู้เชิงลึกเพื่อคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงต่อการจราจรบนถนน “กรณีศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” พร้อมเตรียมส่งมอบผลงานเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ โดยมีผู้แทนจากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่ให้ความสำคัญกับประเด็นอุบัติเหตุทางถนนเข้าร่วมงานดังกล่าวรวมกว่า 30 หน่วยงาน ณ ห้องประชุม  Ballroom A ชั้น 2 โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพฯ

    ผศ.ดร.จรวยพร  ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า  ทางสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)  ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุทางถนน เนื่องจากเป็นปัญหาด้านสุขภาพ เป็นสาเหตุการตายและการบาดเจ็บอันดับต้นของโลก รวมถึงกรุงเทพมหานครก็มีสถิติอุบัติเหตุจราจรที่เป็นน่ากังวล  จึงได้สนับสนุนทุนวิจัย เรื่องของการใช้ machine learning และ deep learning ในการศึกษาพื้นที่เสี่ยงอุบัติเหตุทางการจราจรในกรุงเทพมหานคร โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มรกต วรชัยรุ่งเรือง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ซึ่งจากการศึกษาพบตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบันว่าอุบัติเหตุทางการจราจรมีจำนวนค่อนข้างสูงมาก โดยเฉพาะในเขตบางขุนเทียน-พระราม 2  เขตประเวศ และมีนบุรี ควรจะมีการใช้ AI หรือแมชชีนเลิร์นนิงอัลกอริทึมเป็นเครื่องมือในการศึกษาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อหลักๆคือ 1) เพื่อศึกษาสาเหตุ รูปแบบ และความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุจราจรบนถนนในกรุงเทพมหานครผ่านแบบจำลอง Deep Learning และ Machine Learning ต่าง ๆ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในอุบัติเหตุจราจร ในกทม. ทั้ง 50 เขต วัตถุประสงค์ที่ 2 คือ เพื่อสร้างแบบจำลองการเกิดอุบัติเหตุจราจรบนถนนผ่านแบบจำลอง Machine Learning และ Deep Learning ต่าง ๆ พร้อมประเมินความถูกต้องแบบจำลอง และวัตถุประสงค์ที่ 3 คือ การนำแบบจำลอง ฯ สร้างแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อตอบโต้การเกิดอุบัติเหตุจราจรบนถนน ตามหลักการของ Haddon’s Matrix Model คือ ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ ในมิติของคน พาหนะ ถนนและสภาพแวดล้อม
    11758786970_0
    งานประชุมในวันนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ผลงานวิจัยต่อผู้กำหนดนโยบายและผู้ใช้ผลงานวิจัย จากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งผู้บังคับใช้กฎหมาย, เจ้าหน้าที่ตำรวจ, กรมการขนส่งทางบก, กรมทางหลวง, นักวิชาการ และบริษัทเอกชน มารับฟังข้อมูลจากงานวิจัยเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาจุดเสี่ยงอุบัติเหตุในกรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมกันพิจารณาแบบจำลองคาดการณ์ความเสี่ยงจากการใช้เทคโนโลยีนี้ ในการวิเคราะห์สาเหตุในทุกมิติ ทั้งตัวบุคคล ยานพาหนะ สภาพถนน และสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ ในงานยังมีการเปิดตัวคู่มือที่นำเสนอข้อมูลจุดเสี่ยงและแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม งานวิจัยนี้สำเร็จได้ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ และข้อเสนอแนะจากทุกท่านในวันนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำผลงานวิจัยไปใช้จริงต่อไป

    ด้าน ผศ.ดร.มรกต วรชัยรุ่งเรือง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยนักวิจัยเครือข่าย สวรส. ได้กล่าวว่า การใช้แมชชีนเลิร์นนิงอัลกอริทึมและการเรียนรู้เชิงลึก เพื่อคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงต่อการจราจรบนถนน กรณีศึกษากรุงเทพมหานคร จากระบบแพลตฟอร์มคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน และ ระบบช่วยตัดสินใจเชิงนโยบายด้านอุบัติเหตุ (Haddon Matrix) โดยผลการศึกษาที่โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน เป็นช่วงที่เกือบครึ่งหนึ่งของอุบัติเหตุทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงนี้ และมีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่ากลางวันมากกว่าสามเท่าและจากข้อมูลค้นพบว่าพื้นที่เสี่ยงเสียชีวิตสูง คือเขตชานเมือง เช่น พื้นที่ลาดกระบัง บางขุนเทียน และมีนบุรี เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักของรถบรรทุก และกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ สูงสุดถึงร้อยละ 58.1 คือ รถจักรยานยนต์ โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือการไม่สวมหมวกนิรภัยและการขับขี่ด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ยังพบอีกว่าจุดที่เกี่ยวข้องกับการเกิดเหตุพบว่า Points of Interest (POIs) ประเภทชุมชน เช่น ร้านสะดวกซื้อ โรงเรียน และร้านอาหารมีความสัมพันธ์กับการเกิดอุบัติเหตุอย่างมีนัยสำคัญ และกลุ่มอายุที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดคือ วัยแรงงานระหว่าง 26-59 ปี คิดเป็นร้อยละ 59.2 และยังพบแนวโน้มที่เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
    181758787060_0
    งานวิจัยนี้พัฒนากลไกและรูปแบบตอบโต้การเกิดอุบัติเหตุจราจรบนถนนโดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI หรือเทคนิคอื่นๆ ที่ได้รับการยอมรับทางวิชาการ และสนับสนุนการวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อมุ่งเน้นการยกระดับความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศให้สามารถลดภาระโรคที่สำคัญของประเทศ Machine Learning คาดการณ์แม่นกว่า 70% งานวิจัยนี้ใช้เทคนิคขั้นสูงอย่าง Machine Learning (Random Forest, Gradient Boosting, XGBoost) และ Deep Learning (Neural Network) ในการวิเคราะห์และคาดการณ์พื้นที่เสี่ยง ผลการวิเคราะห์ยืนยันว่าโมเดลที่พัฒนาขึ้น นำไปสู่การจัดทำเชิงนโยบาย 3 ระยะ ดังนี้

    1. ระยะก่อนเกิดเหตุ ที่นำไปสู่การจัดทำข้อกำหนดด้านนโยบาย อาทิ การรณรงค์และบังคับใช้ มาตราการสวมหมวกนิรภัยในผู้ขับขี่จักรยานยนต์และมาตรการเมาไม่ขับ, การจัดการผังเมือง และสภาพแวดล้อมเพื่อลดความเสี่ยงใกล้ POIs ชุมชน (โรงเรียน, ร้านสะดวกซื้อ)  และมาตราเพิ่มการตรวจวัดแอลกอฮอล์ ในพื้นที่ชานเมือง

    2. ระยะระหว่างเกิดเหตุ  เช่น การกำหนดมาตราการจำกัดความเร็ว โดยเฉพาะในเวลากลางคืนและช่วงเทศกาล, การเพิ่มกล้องตรวจจับและติดตั้งไฟส่องสว่างในเขตชานเมือง, การเสริมมาตรการควบคุมการจราจรในถนนสายหลักและสี่แยกสำคัญ

    3. ระยะหลังเกิดเหตุ เช่น การพัฒนาระบบตอบสนองฉุกเฉิน (EMS) ที่สามารถเข้าถึงพื้นที่เสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว, การบูรณาการฐานข้อมูลอุบัติเหตุแบบ Real-time เพื่อสนับสนุนการจัดสรรทรัพยากร

    นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตเชิงปฏิบัติการแพลตฟอร์ม RoadSafe Shiny App และ Haddon Matrix Application เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถนำไปปรับใช้ในการจัดทำมาตรการเชิงนโยบายเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดต่อไปในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9847774/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T1f-9vAFJ8-Q96H6JEJAj

  • กรมการศาสนาจัดพิธีถวายทุนการศึกษาพระภิกษุสามเณรผู้สอบได้บาลีสนามหลวง ประจำปีการศึกษา 2568 มุ่งสร้างศาสนทายาท สืบสานและเผยแผ่พระพุทธศาสนา

    กรมการศาสนาจัดพิธีถวายทุนการศึกษาพระภิกษุสามเณรผู้สอบได้บาลีสนามหลวง ประจำปีการศึกษา 2568 มุ่งสร้างศาสนทายาท สืบสานและเผยแผ่พระพุทธศาสนา

    วันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 เวลา 06.00 น. กรมการศาสนา จัดพิธีถวายทุนการศึกษาพระภิกษุและสามเณร โครงการสนับสนุนศาสนทายาทสืบสานและเผยแผ่พระพุทธศาสนา ภายใต้กองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ประจำปีการศึกษา 2568 โดยมีพระพรหมโมลี เจ้าอาวาสวัดปากน้ำแม่กองบาลีสนามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาสพร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา ประชาชน พระภิกษุและสามเณรผู้เข้ารับทุนการศึกษา และ สื่อมวลชน เข้าร่วมในพิธี ณ พระมหาเจดีย์มหารัชมงคล วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร

    นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดย กรมการศาสนามีภารกิจหลักในการอุปถัมภ์ คุ้มครอง และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ตลอดจนส่งเสริมการเรียนรู้คู่คุณธรรม ภายใต้กองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา โดยได้ร่วมกับแม่กองบาลีสนามหลวง จัดพิธีถวายทุนการศึกษาพระภิกษุและสามเณรผู้สอบได้บาลีสนามหลวง ตั้งแต่เปรียญธรรม 3 ประโยค ถึงเปรียญธรรม 8 ประโยค ประจำปีการศึกษา 2568 รวมจำนวน 400 รูป การถวายทุนการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรในครั้งนี้ มีเจตนารมณ์สำคัญเพื่อสนับสนุนให้พระสงฆ์ผู้เป็นศาสนทายาท ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมในระดับสูง มีความแตกฉานในพระไตรปิฏกและหลักพระธรรมคำสอน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง สามารถถ่ายทอดเผยแผ่แก่พุทธศาสนิกชนได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน อีกทั้งยังช่วยให้ประชาชนเกิดศรัทธา ความเลื่อมใส และยึดมั่นในพระรัตนตรัย การสนับสนุนทางการศึกษาในครั้งนี้ยังเป็นการสร้างศาสนทายาทที่มีคุณภาพ ทำหน้าที่รักษาสืบทอดพระพุทธศาสนา ดูแลศาสนวัตถุ และนำหลักธรรมไปเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของประชาชน ส่งผลให้ครอบครัว ชุมชน และสังคมโดยรวมเกิดความสุขและความสงบสันติ และช่วยขับเคลื่อนการเผยแผ่คุณธรรมจริยธรรมที่ดีงามให้แผ่กว้างในสังคมไทย นับตั้งแต่กรมการศาสนา เริ่มดำเนินโครงการมอบทุนการศึกษาพระปริยัติธรรมในปี พ.ศ. 2556 เป็นต้นมา มีพระภิกษุและสามเณรได้รับทุนแล้วรวมจำนวน 3,143 รูป ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการสืบทอดพระพุทธศาสนาในทุกภูมิภาคของประเทศ ทั้งในด้านการสอน การเผยแผ่ธรรมะ และการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชุมชน ถือเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยธำรงรักษาพระพุทธศาสนาให้คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันพระภิกษุสามเณรซึ่งเป็นกำลังหลักในการสืบทอดพระพุทธศาสนากำลังมีจำนวนลดน้อยลง อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมภายใต้อิทธิพลของระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม ทำให้การบวชเพื่อศึกษาและอุทิศชีวิตให้แก่พระศาสนาลดน้อยถอยลง ดังนั้น การสนับสนุนด้านการศึกษาให้แก่พระภิกษุสามเณรจึงเป็นเรื่องจำเป็นและเร่งด่วน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้พระสงฆ์รุ่นใหม่มีความรู้ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในหลักธรรมคำสอน สามารถนำไปเผยแผ่ได้อย่างถูกต้อง และเป็นที่พึ่งทางจิตใจแก่ประชาชนทุกกลุ่มวัย ทั้งนี้ กรมการศาสนา มุ่งหวังว่า พระภิกษุและสามเณรผู้ได้รับทุนการศึกษา จะนำความรู้และหลักธรรมที่ได้จากการศึกษาเรียนรู้ไปถ่ายทอดแก่พุทธศาสนิกชน ให้สามารถประพฤติปฏิบัติธรรมได้อย่างถูกต้อง เกิดความสงบสุขในชีวิต อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมที่เข้มแข็งด้วยคุณธรรม และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในภาพรวมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/960263&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FP9liIblW4UD-VwHa64Zz

  • เปิดโผ 14 หุ้นเด่น เข้าเรดาร์นโยบาย ครม.อนุทิน แถลงต่อสภา

    เปิดโผ 14 หุ้นเด่น เข้าเรดาร์นโยบาย ครม.อนุทิน แถลงต่อสภา

    คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต่อรัฐสภา โดยรัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ เพื่อคืนความเชื่อมั่นและความสุขให้กับพี่น้องคนไทย แบ่งเป็น 5 ด้าน 15 นโยบาย ประกอบด้วย

    ด้านเศรษฐกิจ

    1.สร้างรายได้ลดรายจ่าย

    2.แก้ไขปัญหาหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่อง

    • หนี้ภาคประชาชน
    • เพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

    3.เพิ่มโอกาสการออมของประชาชนรายย่อย

    4.ฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว

    5.เร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า

    • จัดตั้งทีมไทยแลนด์
    • ดูแลและสนับสนุนผู้ประกอบการ
    • สร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ทันสมัยและเอื้อต่อการแข่งขันในปัจจุบันและอนาคต

    ด้านความมั่นคง

    6.เร่งแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ

    7.เร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

    ด้านสังคม

    8.ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง

    9.รักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด

    10.ขจัดทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างเด็ดขาดและจริงจัง

    11.พิทักษ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น

    ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    12.เร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง

    13.ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ

    • ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด
    • พัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรไปสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    • จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

    ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย

    14.เร่งรัดการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับการบริหารภาครัฐให้ทันสมัย

    15.เร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบ

    ทั้งนี้ “โพสต์ทูเดย์” ได้หยิบยกบทวิเคราะห์ บล.กรุงศรี ซึ่งได้มีการวิเคราะห์หุ้นที่ได้รับผลบวกจากนโยบายของ ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต่อรัฐสภา   

    บล.กรุงศรี ระบุว่า เริ่มมีข้อมูล 15 นโยบายหลักที่นายกฯ จะแถลงต่อสภา นอกจากนโยบาย Quick-win ส่วนอื่นที่ประเมินน่าจะช่วยหนุนเศรษฐกิจได้ ซึ่งโดยรวมบวกต่อหุ้น Domestic ที่ยัง Deep Value ให้มีโอกาสเห็นการเร่งกลับสถานะต่อค้าปลีก ธนาคารที่มีลูกค้า SMEs เช่าซื้อ ท่องเที่ยว และนิคม เป็นหลัก ที่สำคัญมีดังนี้

    เปิดโผ 14 หุ้นเด่น เข้าเรดาร์นโยบาย ครม.อนุทิน แถลงต่อสภา

    • การสร้างรายได้และลดรายจ่าย ทั้งพลังงาน น้ำดื่ม ค่าโดยสาร และค่าผ่านทาง บวกต่อกลุ่มค้าปลีก (CPALL, CPAXT, BJC)
    • การแก้ไขปัญหาหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่อง โดยมีแนวนโยบายแก้หนี้สินรายบุคคลรายละไม่เกิน 1 แสนบาท และช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท บวกต่อกลุ่มธนาคารที่ลูกค้า SMEs สูงๆ (KBANK, SCB) เช่าซื้อ (MTC, SAWAD) ค้าปลีก (CPALL, CPAXT, BJC)
    • การเพิ่มโอกาสการออมของประชาชน ทั้งการซื้อพันธบัตร และการออกสลากเพื่อส่งเสริมการออม ประเมินหนุนโอกาสเห็นการนำเงินดังกล่าวมาลงทุนต่อและน่าจะมีตลาดหุ้นเป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างผลตอบแทน บวกต่อ SET
    • การสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว ผ่านการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปี บวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว (AOT, ERW, CENTEL)
    • แก้ไขผลกระทบจากสงครามการค้า เปิดตลาดการค้าใหม่ ดูแลผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์และปรับปรุงกฎหมายให้เอื้อต่อการแข่งขัน บวกต่อกลุ่มส่งออกและธนาคารที่มีลูกค้า SMEs ซึ่งเสี่ยงกระทบจากภาษีการค้า
    • ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ ทั้งการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด พัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ หนุนกลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF, BGRIM)
    • เร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ผ่านการกิโยตินกฎหมาย และเสนอกฎหมายเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล บวกต่อกลุ่มนิคม (WHA, AMATA) เร่งลงทุนมากขึ้น และการสร้าง New S Curve ของไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/731003&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RKW09TffbWTdgUDjP2VNX

  • “อรรถกร” เปิดแผนฟื้นท่องเที่ยวไทย ดึงต่างชาติ-กระตุ้นในประเทศ ชูซีเกมส์โชว์ศักยภาพ

    “อรรถกร” เปิดแผนฟื้นท่องเที่ยวไทย ดึงต่างชาติ-กระตุ้นในประเทศ ชูซีเกมส์โชว์ศักยภาพ

    “อรรถกร” เปิดแผนฟื้นท่องเที่ยวไทย ดึงต่างชาติ-กระตุ้นในประเทศ ชูซีเกมส์โชว์ศักยภาพ

    “อรรถกร” ยืนยันว่าจะทำงานเพื่อประโยชน์ของ “หลวง” เปิดแผนดันท่องเที่ยวฟื้น เผยพร้อมใช้ทุกมาตรการ กระตุ้นทั้งใน-นอกประเทศ เล็งดึงตลาดจีน-ญี่ปุ่น-เกาหลี-อินเดีย-ซาอุฯ เตรียมฟื้นรูปแบบโครงการเก่า ลักษณะเที่ยวไทยคนละครึ่งหรือเราเที่ยวด้วยกัน มากระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ชี้ซีเกมส์ คือโอกาสโชว์ศักยภาพไทย ส่วนซอฟต์พาวเวอร์ เป็นรูปแบบใหม่ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น

    นายอรรถกร ศิริลัทยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้เข้ากระทรวงเป็นครั้งแรก โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทยากร อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ บิดา ไหว้ศาลพระภูมิ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานว่า แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคท่องเที่ยว ได้วางเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาว มุ่งเน้นฟื้นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาใกล้ระดับก่อนโควิด ควบคู่กับการออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ

    “ใน 4 เดือนนี้ เราต้องเร่งทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติขยับขึ้น แม้ยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก แต่ต้องเลือกโฟกัสตลาดที่มีศักยภาพ และหาสาเหตุที่นักท่องเที่ยวลดลง เพื่อนำไปแก้ปัญหาให้ตรงจุด จะมุ่งเน้นภารกิจในกรอบ 4 เดือนตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ แต่ไม่ละเลยการวางรากฐาน สำหรับการท่องเที่ยวและกีฬาที่จะส่งผลในระยะยาว ผมทำงานรับเงินหลวงยืนยันว่าจะทำงานเพื่อประโยชน์ของ หลวง ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง“

    รมว.ท่องเที่ยวฯ ระบุว่า แผนระยะสั้นจะเน้นตลาดเป้าหมายสำคัญ หรือประเทศที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวหายไป และหาวิธีดึงกลับคืนมา โดยประเทศที่จะเดินทางไป ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยจะใช้วิธีการใหม่ให้ผู้บริหารระดับสูงเดินทางไปสร้างความเชื่อมั่นด้วยตนเอง เช่น การเยือนจีนร่วมกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อเจรจาเรื่องเกษตรและการท่องเที่ยว ซึ่งการไปเยือนครั้งนี้ไม่ใช่ส่งแค่เจ้าหน้าที่ แต่ต้องเป็นรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นักท่องเที่ยวมั่นใจว่าไทยจริงจังกับการดูแลความปลอดภัยและความสะดวกสบายของเขา

    “การตั้งเป้าหมายที่เป็นจริง จะไม่ประกาศเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ หรือ Mission Impossible เพื่อไม่ให้ภาคธุรกิจนำตัวเลขไปวางแผนแล้วเกิดความเสียหาย ยอมรับความจริงว่าปีนี้นักท่องเที่ยวลดลง และจะพยายามเติมส่วนที่ขาดหายไปกลับมา”

    นายอรรถกร กล่าวว่า นอกจากการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะรื้อโครงการที่เคยได้ผลกลับมาใช้ เช่น โครงการลักษณะ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” หรือ “เราเที่ยวด้วยกัน” โดยจะหยิบโครงการที่เข้าถึงประชาชนมากที่สุดในรอบ 10 ปีมาปรับปรุงใหม่ โดยจะเลือกสิ่งที่เคยสำเร็จ 70-80% มาปรับใช้ ดีกว่าสร้างโครงการใหม่ที่อาจสำเร็จเพียง 10% และหากมีเงินเหลือจากโครงการเก่า จะนำเข้า ครม. เพื่ออนุมัติใช้ต่อไป

    สำหรับการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33 นายอรรถกร ชี้ว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะประกาศความพร้อมของไทยต่อเวทีโลก พร้อมยืนยันใช้งบประมาณ 2,055 ล้านบาทอย่างคุ้มค่า หากจำเป็นต้องขอเพิ่มเพื่อรักษาภาพลักษณ์ประเทศก็พร้อมดำเนินการ

    ขณะเดียวกันยังเดินหน้าผลักดัน Soft Power ในรูปแบบใหม่ที่ “เป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ใช่การบังคับ” และยอมรับว่าการจัดแข่ง F1 ต้องนำมาศึกษาต่อ แต่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเม็ดเงินลงทุนกับความจำเป็นด้านอื่นของประเทศ เมื่อถูกถามว่าอยากให้ประชาชนจดจำการทำงานครั้งนี้อย่างไร นายอรรถกร กล่าวว่า

    “ไม่จำเป็นต้องจำผม ขอให้จำว่าประเทศไทยสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านกีฬาได้ก็เพียงพอแล้ว”

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2885364&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zREGdctVmwhem2KunnfRz

  • เปิดโมเดลยั่งยืน! วุฒิสภาฯ ลุย ‘ดินแดนมหัศจรรย์ สตูล’ ศึกษาการท่องเที่ยวระดับโลก ดึงชุมชนสร้างรายได้

    เปิดโมเดลยั่งยืน! วุฒิสภาฯ ลุย ‘ดินแดนมหัศจรรย์ สตูล’ ศึกษาการท่องเที่ยวระดับโลก ดึงชุมชนสร้างรายได้

    26 กันยายน 2568 16:56 น. สยามรัฐออนไลน์ ข่าวทั่วไทย

    วันที่ 26 ก.ย.68 เวลา 09.00 น. นายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล มอบหมายให้ นายธนพัฒน์ เด่นบุรณะ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสตูล  ให้การต้อนรับคณะสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคใต้ (ตอนล่าง) นำโดย นายกมล รอดคล้าย สมาชิกวุฒิสภา และประธานกลุ่มภาคใต้ (ตอนล่าง) ซึ่งเดินทางลงพื้นที่เป็นวันที่สองของโครงการ เพื่อติดตามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ จากอุทยานแห่งชาติตะรุเตา อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา  และผู้แทนหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ร่วมให้การสนับสนุนข้อมูลและร่วมให้การต้อนรับ

    ภารกิจวันนี้เน้นการศึกษารูปแบบการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่สำคัญของอุทยานธรณีโลก จังหวัดสตูล คณะได้ลงพื้นที่ปราสาทหินพันยอด แหล่งท่องเที่ยวทางธรณีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ และเดินทางต่อไปยังอ่าวโต๊ะบ๊ะ หรือ “Fossil Land ดินแดนมหัศจรรย์ สะพานข้ามกาลเวลา” ในเขตอุทยานแห่งชาติเภตรา เพื่อเรียนรู้การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การดูแลรักษาสภาพแวดล้อม และแนวทางการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในการสร้างรายได้และพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    อุทยานธรณีโลกสตูล นับเป็นแหล่งธรณีวิทยาที่มีคุณค่าระดับนานาชาติ ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโกให้เป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกของประเทศไทยและลำดับที่ 5 ของอาเซียน มีความโดดเด่นทั้งด้านธรณีวิทยา ระบบนิเวศ และวัฒนธรรมท้องถิ่น การลงพื้นที่ของคณะสมาชิกวุฒิสภาฯ ในครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อการผลักดันแนวทางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งสร้างความตระหนักถึงคุณค่ามรดกโลกทางธรรมชาติ อันเป็นต้นแบบในการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    #ภูมิภาค-82

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/653896&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YeTgOMmyhT35PW-cb9uLG

  • จังหวัดพะเยา จัดกิจกรรม “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย” ประจำปี 2568 ส่งเสริมการออกกำลังกายและกระตุ้นการท่องเที่ยวในจังหวัดพะเยา

    จังหวัดพะเยา จัดกิจกรรม “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย” ประจำปี 2568 ส่งเสริมการออกกำลังกายและกระตุ้นการท่องเที่ยวในจังหวัดพะเยา

    จังหวัดพะเยา จัดกิจกรรม “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย” ประจำปี 2568 ส่งเสริมการออกกำลังกายและกระตุ้นการท่องเที่ยวในจังหวัดพะเยา


    26/09/2568 | 74 |

    จังหวัดพะเยา จัดกิจกรรม “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย” ประจำปี 2568 ส่งเสริมการออกกำลังกายและกระตุ้นการท่องเที่ยวในจังหวัดพะเยา

          นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา พร้อมด้วย นางวิยะดา นราดิศร ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดพะเยา นายบำรุง สังข์ขาว รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ และสมาชิกชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดพะเยา ร่วมกิจกรรม “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย” ประจำปี 2568 เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพของประชาชนให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในจังหวัดพะเยา โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health Tourism) ผ่านการจัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับธรรมชาติและบรรยากาศที่สวยงามของจังหวัดพะเยา ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ริมกว๊านพะเยา อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา
         ทั้งนี้ จังหวัดพะเยาขอเชิญชวนประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ร่วมกิจกรรม “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย” แล้วแชร์ภาพความประทับใจผ่าน Facebook ของทุกท่าน พร้อมติดแฮดแท็ก #วิ่งไปเที่ยวไปกับแม่บ้านมหาดไทย เพื่อร่วมกันสร้างเสริมสุขภาพและขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดพะเยาอย่างยั่งยืน

     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1971/iid/426897&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xpHL1vOpObnPqA-PTwRph

  • ผวาน้ำท่วมซ้ำรอย ย่านเศรษฐกิจช้างคลานเริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม

    ผวาน้ำท่วมซ้ำรอย ย่านเศรษฐกิจช้างคลานเริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม

    ผวาน้ำท่วมซ้ำรอย ย่านเศรษฐกิจช้างคลานเริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม ทน.เชียงใหม่ คาดไม่ถึงจุดล้นตลิ่ง แต่ไม่ประมาทเตรียมแผนรับมือไว้แล้ว

    ผู้ประกอบการร้านค้าย่านถนนช้างคลาน ย่านเศรษฐกิจสำคัญในตัวเมืองเชียงใหม่ พากันจัดเตรียมกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วม หลังจากแม่น้ำปิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ประกอบกับ ปภ. ได้ส่งข้อความผ่านเซลล์บรอดคาสต์แจ้งเตือนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเตรียมรับมือน้ำท่วม จนสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในและร้านค้าในพื้นที่โซนน้ำท่วมที่เพิ่งจะผ่านอุทกภัยครั้งใหญ่มาเมื่อปีก่อน

    ขณะที่ประชาชนพากันไปติดตามสถานการณ์ระดับน้ำที่สถานีวัดระดับน้ำ P.1 เชิงสะพานนวรัฐ อ.เมืองเชียงใหม่ โดยในเวลา 12.00 น. ระดับน้ำเพิ่มเป็น 3.50 เมตร แม้จะมีแนวโน้มเริ่มทรงตัวและ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม จะยืนยันว่าวันนี้น้ำจะยังไม่ท่วมตัวเมือง คาดว่าระดับสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 3.70 เมตร จากระดับวิกฤตน้ำล้นตลิ่งที่ 4.20 เมตร แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่วางใจต่อสถานการณ์

    นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ระบุเทศบาลนครเชียงใหม่ได้เตรียมแผนป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ โดยจัดเตรียมกระสอบทรายสำหรับป้องกันน้ำปิงย้อนท่อเข้าท่วมพื้นที่ตัวเมือง รวมทั้งส่งเจ้าหน้าที่ทุกนายประจำจุดสูบน้ำเพื่อสูบน้ำออกจากพื้นที่ได้ทันทีหากมีกรณีน้ำย้อนท่อหรือมีฝนตกเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังดำเนินการกำจัดเศษสวะกิ่งไม้ที่ลอยมาติดอยู่บริเวณต่อม่อสะพานกีดขวางทางน้ำ

    สำหรับช่วงบ่าสยวันนี้แนวโน้มสถานการณ์ดีขึ้น ระดับน้ำปิงทรงตัว แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเนื่องจากยังอยู่ในช่วงฝนตกหนักจากร่องมรสุม 25-28 กันยายน โดยแจ้งเตือนไปยังชุมชนพื้นที่ลุ่มต่ำและประชาชนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ให้ติดตามประกาศข่าวสารจากทางเทศบาล ขณะที่เทศบาลนครเชียงใหม่ได้จัดเตรียมกระสอบทรายไว้แล้ว และ พร้อมแจกจ่ายให้กับประชนนำไปใช้ป้องกันน้ำท่วมได้ทันทีหากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนเข้าสู่จุดล้นตลิ่งที่ 4.20 เมตร

    ด้าน โครงการชลประทานเชียงใหม่เผยหลังจากมีการขุดลอกลำน้ำปิงให้ลึกลงไป 2 เมตร และขยายกว้างขึ้นอีก 40 เมตร ทำให้ระบายน้ำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ระดับตลิ่งเพิ่มขึ้นเป็น 4.85 เมตร และ จากเดิมรองรับมวลน้ำได้ปริมาณ 490 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มเป็น 577 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ช่วยลดความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่งได้มากกว่าเดิม

    อย่างไรก็ตามสิ่งที่ยังน่าห่วงคือเศษกิ่งไม้และขยะที่สะสมติดอยู่บริเวณคอสะพาน ซึ่งอาจขวางการไหลของน้ำ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เทศบาลเร่งเก็บออก รวมทั้งเฝ้าระวังแนวตลิ่งบางจุดที่ยังไม่มีคันกั้นถาวร โดยจะใช้กองดินและทรายเสริมแนวชั่วคราว พร้อมจัดกำลังตรวจสอบตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ จากข้อมูลเรดาร์กลุ่มฝนพบว่า วันนี้ยังไม่มีกลุ่มฝนก่อตัวมากนัก ทำให้คาดว่าสถานการณ์ระดับน้ำปิงจะค่อยๆ คลี่คลาย และผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3779176/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aqC3OzTbA9pKKVE2bEKoF