Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • งานไหลเรือไฟหนึ่งเดียวในโลก เชื่อมสัมพันธ์ไทยลาว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    งานไหลเรือไฟหนึ่งเดียวในโลก เชื่อมสัมพันธ์ไทยลาว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    งานไหลเรือไฟหนึ่งเดียวในโลก เชื่อมสัมพันธ์ไทยลาว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 21.00 น.

    งานไหลเรือไฟหนึ่งเดียวในโลก เชื่อมสัมพันธ์ไทยลาว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น 5-7 ตค.ขยายเวลาเปิดด่านท่าเรือถึงเที่ยงคืน

    26 กันยายน 2568 งานประเพณีออกพรรษาไหลเรือไฟและงานกาชาดจังหวัดนครพนม ประจำปี 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 8 ตุลาคม ตรงกับวันขึ้น 5 ค่ำ-แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ณ ศาลากลางจังหวัดนครพนม และริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม โดยในคืนวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันออกพรรษาขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 มีการไหลเรือไฟยักษ์ ชิงถ้วยพระราชทาน จำนวน 12 ลำจาก 12 อำเภอ ปีนี้แต่ละอำเภอทุ่มทุนสร้างเรือไฟขนาดความยาว 60-80 เมตร สูง 25-30 เมตร ถือเป็นประเพณีสำคัญของชาวนครพนม ที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก ทั้งมีความเชื่อมโยงถึงความเชื่อทางพระพุทธศาสนา และความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำโขงอย่างลึกซึ้ง

    ทั้งนี้ เทศบาลเมืองนครพนม (ทม.ฯ) ซึ่งเป็นผู้ดูแลท่าเทียบเรือเพื่อการท่องเที่ยว หรือชาวบ้านเรียกว่าท่าด่าน เป็นจุดผ่านแดนถาวร จุดที่ 2 นอกจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) ปกติจะเปิดบริการเรือโดยสารข้ามฟากนครพนม-เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาว ตั้งแต่เวลา 08.00 น.-18.00 น.ทุกวัน

    ช่วงเทศกาลประเพณีออกพรรษาไหลเรือไฟของทุกปี จังหวัดนครพนมจะมีหนังสือไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อขออนุญาตขยายเวลาเปิดทำการจุดผ่านแดนท่าเทียบเรือเสมอ เพื่อเป็นการส่งเสริมความร่วมมืออันดี ระหว่างจังหวัดนครพนมและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น และส่งเสริมการท่องเที่ยว

    โดยในวันที่ 5-7 ตุลาคม ทม.นครพนม ได้ขยายเวลาเปิด-ปิด จากเดิม 08.00 -18.00 น. ในวันดังกล่าวขยายเป็น 08.00 – 24.00 น. หรือแปดโมงเช้าถึงเที่ยงคืนรวม  3 วัน พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียม หรือค่าเหยียบแผ่นดิน จำนวน 50 บาท เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวสองฟากฝั่งไทยลาว

    นายนิวัต เจียวิริยบุญญา นายกเทศมนตรีเมืองนครพนม เปิดเผยว่าวันออกพรรษานอกจากเป็นงานประเพณีไหลเรือไฟที่ยิ่งใหญ่แล้ว ระหว่างวันที่ 3-6 ตุลาคม ก็มีการแข่งขันเรือยาวจ้าวลำน้ำโขง ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ก็จะมีชาวลาวข้ามมาจับจ่ายใช้สอยเยอะกว่าปกติ ซึ่งทาง ทม.ฯได้มีการขยายเวลาเปิดปิดด่านท่าเทียบเรือ ให้พี่น้องชาวลาวข้ามมาชมแข่งขันเรือยาวและไหลเรือไฟ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะกลับไม่ทันด่านเปิด รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่มา จ.นครพนม ไม่เพียงได้ชมแข่งขันเรือยาวหรือเรือไฟเพียงอย่างเดียว มีบางส่วนก็ถือโอกาสข้ามไปเที่ยวประเทศลาวด้วย

    ด้าน ร.ต.อ.หญิงธัญณิชา เดชโชติภัทรอุดม รองสารวัตรตรวจคนเข้าเมืองนครพนม (รอง สว.ตม.ฯ) เปิดเผยว่าเป็นประจำทุกปีที่ถึงงานประเพณีไหลเรือไฟ จะประชุมหารือร่วมกับทางจังหวัดและเทศบาลฯเสมอ เรื่องขยายเวลาเปิดปิดด่านท่าเทียบเรือ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนชาวลาว เดิมเปิดแปดโมงเช้าปิดหกโมงเย็น ช่วงวันที่ 5-7 ตุลาคม ก็ปิดในเวลาเที่ยงคืนรวม 3 วัน  ในส่วนด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) ยังคงเปิดปิดเช่นเดิมคือ 08.00-22.00 น.

    สำหรับค่าธรรมเนียมในวันปกติเก็บคนละ 50 บาท แต่สำหรับวันที่ 5-7  ตุลาคม นี้ ทาง ทม.จะไม่เก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าเหยียบแผ่นดิน เพื่อให้พี่น้องชาวลาวข้ามมาเที่ยวงานกัน ขณะเดียวกันนายเข็มเพชร เจาะจง อายุ 64 ปี คนขับเรือโดยสารข้ามฟาก เผยว่าช่วงประเพณีไหลเรือไฟ เรือจะแล่นบริการรับ-ส่งถึงเที่ยงคืนรวม 3 วันเช่นปีที่ผ่านมาเหมือนเดิม.

    012

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/917091&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oN3qzkkJ9DIp-arr4u5H0

  • SCB ชี้ไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือกดดันบาทอ่อน คาดกรอบสิ้นปี 31-32 บาท/ดอลลาร์

    SCB ชี้ไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือกดดันบาทอ่อน คาดกรอบสิ้นปี 31-32 บาท/ดอลลาร์

    26 กันยายน 2568, 09:31น.

              นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส สายงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่า การที่ฟิทช์เรทติ้ง (Fitch Ratings) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “Stable” เป็น “Negative” เงินบาทปรับอ่อนค่าลง โดยอ่อนค่าเกือบ 20 สตางค์เมื่อเทียบกับระดับราคาเปิดของวัน

              แต่การอ่อนค่าของเงินบาทนี้ ยังเป็นผลจากตัวเลขส่งออกไทยเดือน ส.ค.68 ที่ออกมาในเวลาใกล้เคียงกันอ่อนแอกว่าคาด จึงยิ่งซ้ำเติมมุมมองที่เศรษฐกิจไทยจะชะลอลงชัดเจนขึ้นในไตรมาสข้างหน้า สำหรับปัจจัยต่างประเทศ ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐกลับไปแข็งค่าขึ้นหลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ (ยอดขายบ้านใหม่) ออกมาดีกว่าคาด และ นายเจอโรม พาวเวลล์ ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ยังไม่ให้สัญญาเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยต่อเนื่องในระยะต่อไป

              มองว่าไทยยังมีเสถียรภาพต่างประเทศที่แข็งแกร่ง และยังมีความสามารถในการจัดหาเงินทุนเพื่อชำระหนี้ภาครัฐได้ค่อนข้างดี จึงทำให้ไม่ถูกปรับลดความน่าเชื่อถือจาก BBB+ โดยภาระดอกเบี้ยจากหนี้ต่างประเทศของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ คือร้อยละ 0.7 ของรายได้จากต่างประเทศ ซึ่งต่ำกว่าค่ากลางของกลุ่มอันดับ “BBB” ที่อยู่ที่ร้อยละ 5.7 อีกทั้ง สถานะสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิของรัฐบาลไทยยังค่อนข้างสูง โดยคิดเป็นร้อยละ 47 ต่อ GDP ซึ่งสูงกว่าค่ากลางของกลุ่มอันดับ “BBB” ที่อยู่ที่ลบร้อยละ 2

              มุมมองต่อเงินบาท อาจเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าได้ ทั้งเงินดอลลาร์ที่ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อได้อีกเล็กน้อย และราคาทองคำที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ประเมินว่าเงินบาทอาจอยู่ในกรอบ 31.00-32.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายปีนี้ แต่ในระยะสั้น บาทอาจยังอยู่ในกรอบ 31.85-32.35 บาท/ดอลลาร์

    file ภาพ freepik

    #เงินบาท

    #ธนาคารไทยพาณิชย์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/154942&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MnLo5WahsSrAePuySHaTb

  • ‘ช่อง 7HD’ เปิดโผ ‘7 ประจัญบาน’ ผู้จัด ‘โอริเวอร์’ ชวนแฟน ๆ ลุ้น ตุลาคมนี้ – แนวหน้า

    ‘ช่อง 7HD’ เปิดโผ ‘7 ประจัญบาน’ ผู้จัด ‘โอริเวอร์’ ชวนแฟน ๆ ลุ้น ตุลาคมนี้ – แนวหน้า

    … โฉมหน้าทีมกู้ชาติ…พันธุ์ใหม่ เวอร์ชัน 2026 ให้ได้ติดตาม ซึ่งการรวมตัวเฉพาะกิจเพื่อภารกิจลับเฉพาะครั้งนี้ พร้อมปฏิบัติการเต็มสูบ ไม่นานเกินรอแค่เอ่ยชื่อผู้จัด โอริเวอร์ บีเวอร์ จาก 9 บีเวอร์ ฟิล์ม …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/916507&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MNW7NuqPDcsP1-tEK9Qhm

  • เปิดภาพ ‘เสือ’ เลือดร้อน การรวมตัวของ ‘4 ซูเปอร์สตาร์’ มากฝีมือ – แนวหน้า

    เปิดภาพ ‘เสือ’ เลือดร้อน การรวมตัวของ ‘4 ซูเปอร์สตาร์’ มากฝีมือ – แนวหน้า

    สหมงคลฟิล์มฯ” ปล่อยภาพแรกของ “เสือ” (4 Tigers) ภาพยนตร์แอ็กชันไทยฟอร์มใหญ่แห่งปีที่จะย้อนกลับไปยังต้นกำเนิดของ “สี่เสือในตำนาน” แห่ง “จักรวาลขุนพันธ์” อย่าง “เสือฝ้าย” (เวียร์ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/916508&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10M_MaOmOB44yL3uQLb8Gf

  • ‘วิจิตร เจ้าพระยา 2568’ กลับมาแล้ว! ปรากฏการณ์แสงสีเสียง ยิงยาว 45 วัน เริ่ม 1 พ.ย.-15 ธ.ค.

    ‘วิจิตร เจ้าพระยา 2568’ กลับมาแล้ว! ปรากฏการณ์แสงสีเสียง ยิงยาว 45 วัน เริ่ม 1 พ.ย.-15 ธ.ค.

    ททท. จัดเต็มบิ๊กอีเวนต์ปลายปีที่ใครหลายคนรอคอย ‘วิจิตร เจ้าพระยา 2568’ ปรากฏการณ์แสง สี เสียง ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จัดระหว่างวันที่ 1 พ.ย.-15 ธ.ค. 2568 รวม 45 วัน ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า เช้าวันนี้ (26 ก.ย. 68) ททท.ได้จัดประชุมใหญ่ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ–เอกชน เพื่อเตรียมจัดงาน “วิจิตร เจ้าพระยา 2025” (Vijit Chao Phraya 2025) ระหว่างวันที่ 1 พ.ย. – 15 ธ.ค. 2568 รวม 45 วันเต็ม ณ ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร

    การประชุมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเรือ กรมทางหลวงชนบท กองบัญชาการตำรวจนครบาล กรมเจ้าท่า กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย โรงพยาบาลศิริราช  สมาคมเรือไทย สมาคมธุรกิจการค้าในแม่น้ำเจ้าพระยา โรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไอคอนสยาม  เอเชียทีค เข้าร่วมประชุมฯ เพื่อขอความอนุเคราะห์ ความร่วมมือ และบูรณาการการทำงานร่วมกัน

    ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานกล่าวชื่นชมงานที่จัดขึ้นใน 3 ปีที่ผ่านมา และพร้อมร่วมแรงร่วมใจผลักดันให้งานครั้งนี้สมบูรณ์แบบที่สุด โดยมีการเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว การจัดจราจรทางน้ำ และการบริหารจัดการพื้นที่เข้าชมอย่างเป็นระบบ

    ‘วิจิตร เจ้าพระยา 2568’ กลับมาแล้ว! ปรากฏการณ์แสงสีเสียง ยิงยาว 45 วัน เริ่ม 1 พ.ย.-15 ธ.ค.

    สำหรับปีนี้ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยากระตุ้นให้เกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ และเพื่อเป็นการสร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เราตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคน และสร้างรายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท ให้แก่เศรษฐกิจไทย

    ‘วิจิตร เจ้าพระยา 2568’ กลับมาแล้ว! ปรากฏการณ์แสงสีเสียง ยิงยาว 45 วัน เริ่ม 1 พ.ย.-15 ธ.ค.

    ทั้งนี้ ผู้ว่าการ ททท. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนผ่าน 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่

    1. ประชาสัมพันธ์แบบบูรณาการ ร่วมกับพันธมิตรทุกหน่วยงาน

    2. โปรโมชั่นโรงแรม & ทัวร์ล่องเรือ ไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวมทั้งการขยายพื้นที่และเพิ่มจำนวนการพักค้างคืน

    3. กิจกรรมแคมเปญประกวดภาพถ่ายและวิดีโอ เพื่อสร้างคอนเทนต์ร่วมสมัย สร้างประสบการณ์ Meaningful travel experience

    4. มาตรการด้านความปลอดภัย ที่ให้ความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวทุกคน

    “ททท. เชื่อว่า Vijit Chao Phraya 2025 จะไม่เพียงเป็นปรากฏการณ์ด้านศิลปะและแสงสีริมสายน้ำ แต่ยังเป็นการจุดประกายให้แม่น้ำเจ้าพระยา กลายเป็นเวทีระดับโลกที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องมาสัมผัสสักครั้งในชีวิต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1200646&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39PZJVZ-M4nT69HRp8iiWV

  • แนวทาง “แยกกันเดินร่วมกันตี” ของรัฐบาลอนุทิน-ทหาร จะจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ไหม – BBC News ไทย

    แนวทาง “แยกกันเดินร่วมกันตี” ของรัฐบาลอนุทิน-ทหาร จะจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ไหม – BBC News ไทย

    แนวทาง “แยกกันเดินร่วมกันตี” ของรัฐบาลอนุทิน-ทหาร จะจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ได้หรือไม่

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

      • Author, ปวีณา นิลบุตร
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    “วันนี้แยกกันเดินร่วมกันตี… ทหารก็คิดยุทธศาสตร์ไป รัฐบาลก็ต้องหาวิธีที่ต้องกดดัน” นายอนุทิน ชาญวีรกุล กล่าวเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา ในงานแถลงผลการศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 67

    แม้นายอนุทินจะยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่เขาก็ได้เอ่ยถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาแล้วหลายครั้ง โดยมีเนื้อหาแปลความได้ว่ารัฐบาลจะมอบหมายให้ทหารเป็นผู้นำในด้านยุทธศาสตร์ และฝ่ายไทยที่ “ได้เปรียบทุกประตู ไม่ว่าจะทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านแสนยานุภาพ” จะไม่ยอมอ่อนข้อให้กัมพูชา

    “ดังนั้นถ้าเราได้เปรียบแบบนี้ แล้วจะให้ไปเจรจาแล้วแบบผมยอมก่อน คุณทำอย่างนี้ก่อนได้ไหม ผมคิดว่าพวกพี่ [ผบ.เหล่าทัพ] ที่นั่งในห้องนี้กับผม สะกดคำพวกนี้ไม่เป็น” นายอนุทิน ระบุในงาน วปอ.

    นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 ก.ย. นายกฯ คนที่ 32 ก็ให้สัมภาษณ์ด้วยว่า พื้นที่ชายแดนที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง อยู่ในเขตกฎอัยการศึก จึงเป็นอำนาจการตัดสินใจของแม่ทัพภาคที่ 2 โดยตรง และแม่ทัพก็สามารถ “ใช้ดุลยพินิจของการทหารได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเหลียวหลัง” เพราะรัฐบาลพร้อมที่จะ “ให้ไฟเขียวผ่านตลอด”

    เอกสารคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ยังระบุถึงแนวทางการแก้ปัญหาชายแดนด้วยว่า จะให้มีการทำประชามติเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจให้ความเห็นต่อการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างไทย-กัมพูชา ปี 2543 และ 2544

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ทั้งนี้ นายอนุทินย้ำด้วยว่ารัฐบาลเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่จะคืนอำนาจให้ประชาชนภายหลังการแถลงนโยบายสี่เดือน ในห้วงเวลาที่สั้นเช่นนี้ เราคาดหวังอะไรได้บ้างจากการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาของนายกฯ คนที่ 32 บีบีซีไทย หาคำตอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และนักวิชาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความเข้าใจเรื่องไทย-กัมพูชา

    คำพูดของนายกฯ ต่อเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา มีนัยอย่างไร ?

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า คำพูดบางคำของนายอนุทิน เรื่องการจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นั้น “มีความน่ากังวล” เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง

    “ผมคิดว่าคำพูดบางอย่างส่งสัญญาณอยู่พอสมควร คำพูดที่หลายคนฟังแล้วอาจจะตกใจ คือให้ทหารไปคิดยุทธศาสตร์ เหมือนกับส่งสัญญาณว่ารัฐบาลผลักปัญหากัมพูชาทั้งหมดไปฝากอนาคตไว้กับฝ่ายทหารหรือกับกองทัพ ถ้ามองบริบททางยุทธศาสตร์ รัฐบาลเองอาจต้องทำความเข้าใจว่า การคิดยุทธศาสตร์เป็นอำนาจของรัฐบาล” ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าว

    ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงรายนี้ บอกด้วยว่าปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาที่มีหลายโจทย์ โดยสามารถแบ่งออกมาเป็น 6 ขอบเขต ได้แก่ ด้านการทหาร, ด้านการเมือง, ด้านการทูต, ด้านโซเชียลมีเดีย, ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม

    ดังนั้นคำพูดของนายอนุทิน ที่บอกว่ารัฐบาลมอบให้กองทัพเป็นผู้นำคิดยุทธศาสตร์ จึงถือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะด้านเดียว จากทั้งหมด 6 ด้านข้างต้น ตามทัศนะของ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ

    “รัฐบาลที่เข้ามาใหม่อาจจะต้องนั่งลงเพื่อมองภาพมหาภาคของปัญหาความขัดแย้ง” เขา ระบุ

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, นายอนุทิน ระบุว่า พื้นที่ชายแดนที่กลับมาตึงเครียดอยู่ในเขตกฎอัยการศึก และ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 สามารถ “ใช้ดุลยพินิจของการทหารได้อย่างเต็มที่”

    ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ยกตัวอย่างอีกคำพูดที่ถูกกล่าวบนเวที วปอ. ของนายอนุทิน ที่อาจมีนัยทางการเมือง เช่นคำว่า “แยกกันเดินร่วมกันตี” ซึ่ง “เป็นภาษาฝ่ายซ้ายเก่า” หรืออาจตีความได้ว่า รัฐบาลจะให้ทหารทำงานในส่วนความมั่นคงไป และรัฐบาลก็จะทำด้านอื่น เพื่อมารวมกันจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

    ทว่า คำเหล่านี้เป็นเพียงข้อกำหนดทิศทางการแก้ปัญหา (directive) แต่สิ่งที่หน่วยงานราชการต้องการคือข้อคำสั่งเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติ และการสร้างยุทธศาสตร์ทางออก (exit strategy) เพื่อพาประเทศออกจากปัญหา ตามทัศนะของ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ

    ด้าน ดร.ดิกบี เจมส์ เวรน นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อดีตนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Deakin ในประเทศออสเตรเลีย ตั้งข้อสังเกตกับบีบีซีไทยว่า คำพูดของนายอนุทินที่ดูยอมมอบอำนาจให้กับทหารนั้น อาจเป็นเพราะความคิดที่ว่า หากรัฐบาลพลเรือนใดก็ตาม แม้จะเป็นพรรคอนุรักษนิยมอย่างพรรคภูมิใจไทย ก็อาจสามารถถูกล้มลงได้ถ้าไม่ยอมประนีประนอมกับทหาร

    “แน่นอนว่าการมีนายกฯ ที่เป็นฝั่งอนุรักษนิยม และเห็นพ้องต้องกันกับฝ่ายรอยัลลิสต์และกองทัพ ก็จะทำให้นายกฯ กับทหารมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อย่างไรก็ตาม หากกองทัพเกิดไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลขึ้นมา เราก็รู้ดีกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น” ดร.ดิกบี ระบุ

    เขากล่าวต่อไปว่าคำพูดของนายกฯ เป็นการ “เพิ่มอำนาจในมือของ พล.ท.บุญสิน” แม่ทัพภาคที่ 2 และเมื่อ “กองทัพกุมอำนาจ” ก็จะเกิดปัญหาตามมา

    “รัฐบาลจะพยายามแสดงภาพว่ารัฐบาลมีอำนาจควบคุมและกองทัพก็อยู่ใต้รัฐบาล แต่เราก็รู้กันดีว่าท้ายที่สุดแล้วก็จะเป็นกองทัพที่มีสิทธิในการตัดสินใจ [ในเรื่องเกี่ยวกับชายแดน]” ดร.ดิกบี กล่าว

    แก้ปัญหาชายแดนด้วยตัวละครเดิม ๆ จะได้ผลแค่ไหน ?

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ปัจจุบันเป็น รมว.กระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลนายอนุทิน เขาเคยเป็น รมช.กระทรวงกลาโหม ในยุคนายกฯ แพทองธาร

    ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ อธิบายว่า การสร้างยุทธศาสตร์แก้ปัญหาชายแดนจำเป็นต้องมีความร่วมมือกันของ “จตุรัสความมั่นคงไทย” ซึ่งประกอบไปด้วย นายกรัฐมนตรี, รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง, รมว.กระทรวงกลาโหม, รมว.กระทรวงการต่างประเทศ และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทว่าเมื่อมองดูโฉมหน้าของผู้ที่ได้รับตำแหน่งดังกล่าวใน ครม. ของนายอนุทิน ก็จะเห็น “ตัวละครเดิม ๆ” จากสมัยยุคนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เช่น

    • พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีต รมช.กระทรวงกลาโหม ในยุคนายกฯ แพทองธาร ปัจจุบันรับตำแหน่ง รมว.กระทรวงกลาโหม
    • นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ยังคงตำแหน่งเดิมต่อจากยุคนายกฯ แพทองธาร
    • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตผู้ช่วย รมว.กระทรวงการต่างประเทศ สมัยนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ปัจจุบันเป็น รมว.กระทรวงการต่างประเทศ

    นั่นทำให้ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าวว่าความคาดหวังต่อการแก้ปัญหาเรื่องชายแดนของรัฐบาลนี้ “จะมากหรือน้อย ไม่กล้าตอบตรง ๆ” เพราะขึ้นอยู่กับว่า “นายกฯ มีความคิดมิติใหม่ที่จะขับเคลื่อนทิศทางในการแก้ปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน” เพราะมีอย่างน้อยสามตัวละครที่มาจาก “ระบบข้าราชการเก่า”

    อีกข้อท้าทายสำคัญของรัฐบาลนายอนุทิน ตามทัศนะของนักวิชารายนี้คือ “ทำยังไงที่รัฐบาลจะผลักดันให้กลไกความมั่นคงไทยทั้งระบบสามารถเดินแบบสอดประสานรับกัน ภายใต้การควบคุมกำกับในเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล”

    คำบรรยายภาพ, ดร.ดิกบี เจมส์ เวรน นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ย้ำว่าการให้กองทัพไทยมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือนย่อมจะทำให้มีปัญหาตามมา

    ขณะที่ ดร.ดิกบี บอกกับบีบีซีไทยว่า ปัญหาตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอาจจะยังมีอยู่บ้าง แต่ก็จะไม่ปะทุความรุนแรง และอาจสงบลงในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า เนื่องจากว่าการปะทะที่เกิดขึ้นอาจมีปัจจัยมาจาก “ความตรึงเครียดของการเมืองภายในประเทศไทย”

    “ชนชั้นนำทางการเมือง เช่นกลุ่มรอยัลลิสต์ ฝ่ายอนุรักษนิยม และตระกูลชินวัตร อาจมีกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากการมีปัญหาบริเวณชายแดนที่เกิดขึ้น เพราะมันช่วยให้พวกเขาได้ควบคุมการเมืองภายในประเทศ” ดร.ดิกบี กล่าว

    เขาเสริมด้วยว่า ความขัดแย้งบริเวณชายแดนได้กลายมาเป็นแนวโน้ม (trend) ที่จะเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมีการแย่งชิงอำนาจระหว่างกลุ่มการเมืองในประเทศไทย

    “ผมคาดว่าทุกอย่างจะเริ่มสงบลงเมื่อรัฐบาลไทยเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นและรวบรวมอำนาจได้ และได้ไล่ตระกูลชินวัตรออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายทุกอย่างจะเผยออกมา และเรื่องชายแดนจะเงียบสงบลงไปเอง ผมคาดว่าเราจะได้เห็นสิ่งนี้ในอีกราวหกเดือนข้างหน้า” ดร.ดิกบี แสดงทัศนะ

    กระแสชาตินิยม ใครคุม-ใครได้ประโยชน์ ?

    ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ระบุว่า ตั้งแต่เกิดการปะทะบริเวณชายแดนระหว่างทหารไทยและกัมพูชาตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา กระแสชาตินิยมในไทยก็พุ่งสูงขึ้นโดยทันที และส่วนหนึ่งก็มาจากสื่อ

    “บทบาททั้งสื่อไทยและกัมพูชาอาจจะไม่ค่อยต่างกัน แม้หลายฝ่ายจะเชื่อว่าระดับทางสังคมของสังคมไทยสูงกว่า และน่าจะทำให้สื่อไทยอยู่ในลักษณะที่มีวุฒิภาวะมากกว่า แต่ผมคิดว่าวันนี้เห็นชัดว่าเรากำลังเผชิญกับการปลุกกระแสที่ไม่หยุด” เขากล่าว

    นักวิชาการด้านความมั่นคงผู้นี้อธิบายด้วยว่า ในเวลาที่กระแสชาตินิยม “ถูกผลักดันหรือปั่นง่าย ๆ” รัฐบาลที่เข้ามาใหม่ก็ควร “ระมัดระวังที่จะไม่เอาตัวเองเข้าไปติดกับดักกระแสสื่อแบบนี้” ไม่เช่นนั้น รัฐบาลก็อาจ “ถูกบังคับให้คิดและเดินภายใต้กรอบคิดแบบชาตินิยม” ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่มากขึ้น

    นอกจากนี้ กระแสชาตินิยมยังเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้ความรุนแรงชายแดน “ลดระดับลงไม่ได้” หรือ “ล่อแหลมที่จะนำไปสู่การใช้กำลัง” โดยผลกระทบที่จะตามมาหากเป็นเช่นนั้น คือผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

    “เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นหนึ่งในส่วนที่ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย พูดง่าย ๆ ในระยะยาวเราทิ้งการค้าชายแดนพวกนี้ไม่ได้ เราไม่สามารถที่จะบอกว่าเราปล่อยความขัดแย้งตรงนี้คารังคาซังไปเรื่อยโดยที่ไม่สนใจเศรษฐกิจชายแดน สินค้าผ่านแดนทั้งหลาย รวมถึงสินค้าที่เข้าไปในตลาดใหญ่อย่างกัมพูชาได้” นักวิชาการด้านความมั่นคงรายนี้ระบุ

    เขาย้ำด้วยว่า ถ้านักการเมืองคิดปั่นกระแสชาตินิยม นั่นก็จะเป็นเพียงการตอบโจทย์ระยะสั้นเท่านั้น เพราะเมื่อทำแล้วผลจะเป็นลบกับรัฐบาลเสียมากกว่า

    “ถ้ากระแสชาตินิยมขยายตัวกลายเป็นความขัดแย้งถึงขั้นกลับมาสู่การใช้กำลังรอบใหม่ รัฐบาล[ของนายอนุทิน]ก็จะถูกกระแสบีบไม่ต่างกับรัฐบาลแพทองธาร” และนั่นอาจทำให้ใครก็ตาม “ไม่กล้าเล่นกับกระแสชาตินิยมเต็มตัว เพราะมันเป็นความเสี่ยงที่ล่อแหลมกับคะแนนทางการเมือง” ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าวกับบีบีซีไทย

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ขณะที่ ดร.ดิกบี ตั้งข้อสังเกตว่ากระแสชาตินิยมจะเป็นผลดีอย่างมากต่อพรรคที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่จะไม่เป็นผลดีต่อประเทศและเศรษฐกิจไทย

    “การปั่นกระแสชาตินิยมของผู้คน ในขณะที่ประเทศไม่ได้มีภัยทางการทหาร หรือปัญหาเศรษฐกิจอันใหญ่หลวงอย่างแท้จริง ก็ชัดเจนว่าเป็นการใช้กระแสชาตินิยมเป็นเครื่องมือ… มันจะมีผลต่อผลการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยจะเป็นผลดีต่อกลุ่มรอยัลลิสต์ อนุรักษนิยม และกองทัพ แต่จะไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ และไทยก็มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจอยู่แล้ว”

    นักวิชาการจากออสเตรเลียเสริมด้วยว่า ความขัดแย้งที่ไม่ถึงขั้นเป็น “วิกฤตที่เป็นภัยต่อการดำรงอยู่ (existential crisis)” แต่เกิดขึ้น “ในพื้นที่ที่เล็กมากเพียงไม่กี่ตารางกิโลเมตรตรงชายแดน” ก็แสดงให้เราเห็นว่าการปั่นกระแสชาตินิยม “ล้วนแต่เป็นการชักจูงล้วน ๆ มันแทบจะไม่มีข้ออ้างอื่นใดเลยนอกเสียจากการทำเพื่อมุ่งหวังทางการเมือง และมันไม่ใช่เพื่อเป้าหมายด้านอาณาเขตดินแดนเลย” ดร. ดิกบี กล่าว

    ข้อควรระวัง “ประชามติยกเลิก MoU 43 และ 44”

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    แต่ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าวเตือนว่ากระแสที่เรียกร้องให้มีการยกเลิก MoU 2543 และ 2544 อาจเกิดมาจากกระแสชาตินิยม และขาดความเข้าใจต่อข้อตกลงสองฉบับนี้อย่างแท้จริง

    “ถ้าใครมีโอกาสได้อ่านเอกสารทั้งสองฉบับ จะทราบว่าทั้งสองฉบับไม่มีอะไรมากกว่าการเป็นกรอบของการเจรจาเมื่อประเทศทั้งสองฝ่ายเกิดข้อพิพาทขึ้น หรือเป็นข้อกำหนดว่าในข้อพิพาทชายแดนที่เกิดขึ้นนั้น อะไรคือเอกสารและหลักฐานที่จะใช้ เอกสารทั้งสองฉบับนี้ไม่ได้มีนัยที่บ่งบอกว่าใครเสียเปรียบใคร” ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ อธิบาย

    เขาเสริมว่า การที่รัฐบาลตัดสินใจทำประชามติอาจเป็นเพราะแรงกดดันจากสังคม แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ไม่ควร

    “รัฐบาลอาจต้องคิดเรื่องนี้มากขึ้น อย่าไหลไปกับกระแสอนุรักษนิยมที่ต้องการให้ยกเลิกสิ่งนี้ทั้งหมด เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่รัฐบาลยกเลิก MoU 43 และ 44 ทางออกที่เป็นประโยชน์จะตกแก่ฝ่ายกัมพูชา” เพราะ MoU 2543 และ 2544 ระบุไว้ว่าเมื่อเกิดปัญหา ไม่อนุญาตให้สร้างสิ่งต่าง ๆ เพิ่มเติม และให้หยุดทุกอย่างอยู่กับที่

    อย่างไรก็ตาม ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ย้ำด้วยว่าแม้รัฐบาลจะมีอายุสั้น แต่ก็มีหน้าที่วางแผนการยุทธศาสตร์และคลี่คลายสถานการณ์ชายแดนให้ได้ไม่ต่างกับรัฐบาลอื่น ๆ

    “รัฐบาลไม่ว่าหนึ่งเดือน สองเดือน สามเดือน หรือสี่เดือน หรือสี่เดือนบวก เมื่อรับสถานการณ์เป็นรัฐบาล มันมีภาระหน้าที่หลักคือการคลี่คลายสถานการณ์ คงไม่ได้มากไม่ได้น้อยกว่านั้น หรือจะวางกรอบที่จะคลี่คลายความขัดแย้งต่อไปอย่างไรในอนาคต” ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าว

    ขณะที่ ดร.ดิกบี แสดงทัศนะว่าอำนาจในการจัดการปัญหาชายแดนของไทย มักขึ้นอยู่กับฝ่ายอนุรักษนิยม และรอยัลลิสต์ และนั่นเป็นสิ่งที่ “จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป” แต่จะทำให้รัฐบาลของนายอนุทิน ที่เป็นฝ่ายอนุรักษนิยมสามารถคลี่คลายปัญหาชายแดนได้ส่วนหนึ่ง

    “ทุกสิ่งอย่างจะราบรื่น [กว่าสมัยรัฐบาลแพทองธาร] ปัญหาจะหายไปทันตาเห็นและนั่นจะทำให้รัฐบาลดูดี เพราะสังคมจะพูดว่า ว้าว รัฐบาลนี้แก้ปัญหาได้และเจรจาสำเร็จ” ดร.ดิกบี กล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cewn8ykl1nzo.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wjb28oLfnKvHmgUbvCESI

  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ใหม่ 3.2 ล้านบาทของทรัมป์ ทำลายแรงงานอเมริกัน

    ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ใหม่ 3.2 ล้านบาทของทรัมป์ ทำลายแรงงานอเมริกัน

    รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศนโยบายใหม่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วภาคเทคโนโลยีและวิชาการ ด้วยการกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับวีซ่า H-1B สูงถึง 1 แสนดอลลาร์ (ประมาณ 3.225 ล้านบาท) โดยให้เหตุผลว่ามาตรการนี้จะช่วยปกป้องและสร้างโอกาสให้กับแรงงานชาวอเมริกัน แต่ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ นโยบายนี้อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในภาพรวมมากกว่าผลดี

    วีซ่า H-1B คือช่องทางหลักสำหรับแรงงานทักษะสูงจากต่างชาติในการเข้ามาทำงานในสหรัฐอเมริกา โดยผู้ที่ได้รับวีซ่าส่วนใหญ่มักจะทำงานในสายวิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) ซึ่งบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Amazon.com คือผู้ที่ใช้งานวีซ่าประเภทนี้มากที่สุด โดยข้อมูลจาก Pew Research Center พบว่าเกือบ 3 ใน 4 ของผู้ได้รับวีซ่า H-1B ในปี 2023 นั้นเป็นแรงงานที่เกิดในประเทศอินเดีย

    รัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลว่าระบบปัจจุบันถูกบริษัทเทคโนโลยีใช้เป็นช่องทางในการจ้างแรงงานต่างชาติที่ค่าจ้างถูกกว่า การตั้งกำแพงค่าธรรมเนียมที่สูงลิ่วจะช่วยคัดกรองให้มีเพียงแรงงานทักษะสูงที่ดีที่สุดเท่านั้นที่เข้ามาได้ ซึ่งจะทำให้มีตำแหน่งงานเหลือสำหรับแรงงานชาวอเมริกันมากขึ้น

    ในมุมมองนี้ นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนเห็นด้วยว่า อาจมีแรงงานชาวอเมริกันกลุ่มเล็กๆ เช่น โปรแกรมเมอร์คอมพิวเตอร์บางส่วน ที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการแข่งขันที่ลดลง เคิร์ก โดแรน (Kirk Doran) นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Notre Dame กล่าวว่า “สำหรับงาน H-1B ทั่วไปในบริษัทเอกชนส่วนใหญ่นั้น มักจะมีแรงงานในประเทศที่สามารถทำงานทดแทนได้อยู่แล้ว”

    อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่กลับมองว่า ‘ผลกระทบ’ ในเชิงลบนั้นมีมากกว่า ไมเคิล เคลเมนส์ (Michael Clemens) นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย George Mason กล่าวว่า “วีซ่า H-1B คือสิ่งที่ก่อให้เกิด ‘นวัตกรรม’, การเป็นผู้ประกอบการ และการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งช่วยเพิ่มผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสร้างโอกาสงานและรายได้ที่สูงขึ้นให้กับแรงงานในประเทศทุกระดับ”

    เจนนิเฟอร์ ฮันต์ (Jennifer Hunt) นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Rutgers University ได้เตือนว่ามาตรการนี้อาจรุนแรงถึงขั้นปิดฉากโครงการ H-1B ทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อ ‘เศรษฐกิจ’ ในภาพรวม เธอมองว่าแรงงาน H-1B ไม่ได้เข้ามาเพื่อทดแทนแรงงานอเมริกัน แต่เข้ามาเพื่อเติมเต็มซึ่งกันและกัน ทำให้แรงงานในประเทศทำงานได้ดีและมีผลิตภาพสูงขึ้น

    นอกจากนี้ งานวิจัยของ บริตตา เกลนนอน (Britta Glennon) ยังพบว่าเมื่อมีการจำกัดวีซ่า H-1B บริษัทข้ามชาติของสหรัฐฯ ก็มักจะเลือกที่จะย้ายงานส่วนนั้นไปทำในต่างประเทศแทนที่จะจ้างคนในประเทศเพิ่ม ซึ่งหมายความว่าตำแหน่งงานเหล่านั้นก็จะหายไปจากสหรัฐฯ อยู่ดี

    ทำเนียบขาวได้อ้างอิงงานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2017 ที่ระบุว่าแรงงาน H-1B ทำให้ค่าจ้างของนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (computer scientists) ในประเทศลดลง แต่กลับไม่ได้กล่าวถึงข้อค้นพบอื่นๆ ในงานวิจัยชิ้นเดียวกัน ที่ระบุว่าแรงงานในสายเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นๆ กลับมีรายได้เพิ่มขึ้น และผู้บริโภคโดยรวมได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมที่เกิดขึ้น

    กอราฟ คันนา (Gaurav Khanna) หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยดังกล่าว ได้กล่าวชี้แจงว่า “เมื่อเราพิจารณา ‘ภาพรวม’ ทั้งหมดแล้ว โดยรวมแรงงานที่เกิดในสหรัฐฯ จะได้รับประโยชน์มากกว่าผลเสีย” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทำเนียบขาวอาจเลือกใช้ข้อมูลเพียงบางส่วนเพื่อสนับสนุนนโยบายของตนเอง

    เคิร์ก โดแรน ซึ่งเป็นผู้ที่มองเห็นข้อดีของนโยบายนี้ ก็ยังคงแสดงความกังวลถึงผลกระทบในระยะสั้น เขากล่าวว่าแม้ตลาด ‘แรงงาน’ ของสหรัฐฯ จะสามารถปรับตัวได้ในระยะยาว แต่การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจะสร้างความบอบช้ำ (Trauma) ให้กับตลาดแรงงานได้

    เขากล่าวว่า “ความบอบช้ำในตลาดแรงงานจะเกิดขึ้นเมื่อมีปัจจัยกระแทกที่รุนแรงเข้ามา และไม่มีเวลาเพียงพอที่จะปรับตัว” ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะตำแหน่งงานว่างจำนวนมากในบริษัทที่เคยพึ่งพาแรงงาน H-1B แม้จะมีแรงงานในประเทศเพียงพอ แต่ก็อาจจะไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีงานนั้นๆ ซึ่งจะสร้างปัญหาที่ซับซ้อนตามมาอีกทอดหนึ่ง

    หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.25 บาท ณ วันที่ 25 กันยายน 2568



    ภาพ: GaudiLab / Shutterstock

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/trump-h1b-visa-100k-fee-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mK1evGpqnt8HuZceTv8IM

  • “อนุทิน” หารือ ก.ล.ต. – สธท. เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าโครงการ  “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม ต.ค. 68

    “อนุทิน” หารือ ก.ล.ต. – สธท. เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม ต.ค. 68

    “อนุทิน” หารือ ก.ล.ต. – สธท. เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม ต.ค. 68


    26/09/2568 | 201 |

    (25 ก.ย. 2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะด้านการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง รวมถึงตัวแทนจากสมาคมตลาดทุนไทย สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ สมาคมบริษัทจดทะเบียน สมาคมนักวิเคราะห์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยยืนยันว่าจะดำเนินงานด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องให้กับตลาดทุนและเศรษฐกิจไทย พร้อมย้ำว่าแม้รัฐบาลมีเวลาเพียง 4 เดือน ก็จะเดินหน้ามาตรการที่เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะนโยบายสำคัญ เช่น “คนละครึ่ง” ที่เตรียมต่อยอดเป็น “คนละครึ่ง พลัส”

    ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำเสนอข้อเสนอการแก้ไขกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกธุรกิจ ปฏิรูปตลาดทุน และปรับโครงสร้างภาษี ขณะที่สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (สธท.) เสนอ “Quick-Big Win” 4 ประการ ได้แก่

    1. สร้างความเชื่อมั่นนโยบายรัฐและจัดทำ Thailand Story

    2. พัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ด้วยตลาดทุน

    3. เพิ่มสภาพคล่องระยะยาว

    4. เดินหน้าความยั่งยืน เช่น การยกระดับแรงงานและแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค

    นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งใดที่แก้ไขได้ทันที เช่น ระเบียบกระทรวงหรือกฎเกณฑ์ย่อย รัฐบาลจะเร่งดำเนินการเหมือนการ “ทะลวงท่อ” เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ทันที โดยไม่เน้นการแก้ไขกฎหมายที่ใช้เวลานาน พร้อมย้ำว่านโยบายที่เป็นประโยชน์จากรัฐบาลชุดก่อน เช่น “คนละครึ่ง” จะถูกสานต่อเพื่อประโยชน์ประชาชน

    ด้านนายเอกนิติ รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดเผยว่า โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” จะเริ่มดำเนินการเดือนตุลาคมนี้ โดยออกแบบให้มีความรัดกุมและสอดคล้องกับวินัยการคลัง โดยประชาชนที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น คาดว่าจะเปิดลงทะเบียนประชาชนและร้านค้าได้ภายในสัปดาห์ถัดจากที่ ครม. อนุมัติโครงการ และจะเริ่มใช้จ่ายได้เร็วสุดปลายเดือนตุลาคม หรือไม่เกินต้นพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2568

    ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 29–30 กันยายนนี้ โดย ครม. และพรรคร่วมรัฐบาลจะได้เวลาอภิปรายรวม 6 ชั่วโมง สมาชิกวุฒิสภา 3 ชั่วโมง และพรรคร่วมฝ่ายค้าน 15 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันผลักดันงบประมาณและนโยบายสำคัญให้ทันต่อสถานการณ์


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/426709&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1V0rXQ85W1ld8KKWRBqWQN

  • กิจกรรมยกย่องครูผู้ทำคุณประโยชน์ทางการศึกษา ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    กิจกรรมยกย่องครูผู้ทำคุณประโยชน์ทางการศึกษา ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ห้องประชุมโรงแรมมรกต ทวิน อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร นายอภิชาติ สาราบรรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานเปิดโครงการ “พัฒนาชีวิต ยกย่องเชิดชูเกียรติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ทำคุณประโยชน์ทางการศึกษา” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จัดโดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 โดยมี ดร.ศักดิ์สิทธิ์ แร่ทอง ผู้อำนวยการ สพป.ชุมพร เขต 1 คณะครู และบุคลากรในพื้นที่เข้าร่วมจำนวนมาก

    โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อยกย่องบุคลากรทางการศึกษาที่อุทิศตน เสียสละ และเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีผู้ได้รับการเชิดชูเกียรติทั้งสิ้น 35 คน แบ่งเป็นผู้บริหารสถานศึกษา 4 คน ครูในสถานศึกษา 21 คน ลูกจ้างประจำ 8 คน และบุคลากรตามมาตรา 38 ค.(2) อีก 2 คน กิจกรรมประกอบด้วยพิธีทางศาสนา การบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวใช้ชีวิตวัยเกษียณอย่างมีคุณภาพ และพิธีมอบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ได้รับการยกย่องจากรองผู้ว่าราชการจังหวัด

    ด้าน ดร.ศักดิ์สิทธิ์ แร่ทอง กล่าวว่าการจัดโครงการครั้งนี้นอกจากเป็นการแสดงความขอบคุณต่อผู้ที่ทำคุณประโยชน์แก่การศึกษาแล้ว ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร ซึ่งจะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน

    เอกชนะ นวนละมัย ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชุมพร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1332208&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KWq_xbkr5pujOQVyTx3SJ

  • แนวทาง “แยกกันเดินร่วมกันตี” ของรัฐบาลอนุทิน-ทหาร จะจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ไหม – BBC News ไทย

    แนวทาง “แยกกันเดินร่วมกันตี” ของรัฐบาลอนุทิน-ทหาร จะจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ไหม – BBC News ไทย

    แนวทาง “แยกกันเดินร่วมกันตี” ของรัฐบาลอนุทิน-ทหาร จะจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ได้หรือไม่

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

      • Author, ปวีณา นิลบุตร
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    “วันนี้แยกกันเดินร่วมกันตี… ทหารก็คิดยุทธศาสตร์ไป รัฐบาลก็ต้องหาวิธีที่ต้องกดดัน” นายอนุทิน ชาญวีรกุล กล่าวเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา ในงานแถลงผลการศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 67

    แม้นายอนุทินจะยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่เขาก็ได้เอ่ยถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาแล้วหลายครั้ง โดยมีเนื้อหาแปลความได้ว่ารัฐบาลจะมอบหมายให้ทหารเป็นผู้นำในด้านยุทธศาสตร์ และฝ่ายไทยที่ “ได้เปรียบทุกประตู ไม่ว่าจะทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านแสนยานุภาพ” จะไม่ยอมอ่อนข้อให้กัมพูชา

    “ดังนั้นถ้าเราได้เปรียบแบบนี้ แล้วจะให้ไปเจรจาแล้วแบบผมยอมก่อน คุณทำอย่างนี้ก่อนได้ไหม ผมคิดว่าพวกพี่ [ผบ.เหล่าทัพ] ที่นั่งในห้องนี้กับผม สะกดคำพวกนี้ไม่เป็น” นายอนุทิน ระบุในงาน วปอ.

    นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 ก.ย. นายกฯ คนที่ 32 ก็ให้สัมภาษณ์ด้วยว่า พื้นที่ชายแดนที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง อยู่ในเขตกฎอัยการศึก จึงเป็นอำนาจการตัดสินใจของแม่ทัพภาคที่ 2 โดยตรง และแม่ทัพก็สามารถ “ใช้ดุลยพินิจของการทหารได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเหลียวหลัง” เพราะรัฐบาลพร้อมที่จะ “ให้ไฟเขียวผ่านตลอด”

    เอกสารคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ยังระบุถึงแนวทางการแก้ปัญหาชายแดนด้วยว่า จะให้มีการทำประชามติเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจให้ความเห็นต่อการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างไทย-กัมพูชา ปี 2543 และ 2544

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ทั้งนี้ นายอนุทินย้ำด้วยว่ารัฐบาลเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่จะคืนอำนาจให้ประชาชนภายหลังการแถลงนโยบายสี่เดือน ในห้วงเวลาที่สั้นเช่นนี้ เราคาดหวังอะไรได้บ้างจากการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาของนายกฯ คนที่ 32 บีบีซีไทย หาคำตอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และนักวิชาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความเข้าใจเรื่องไทย-กัมพูชา

    คำพูดของนายกฯ ต่อเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา มีนัยอย่างไร ?

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า คำพูดบางคำของนายอนุทิน เรื่องการจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นั้น “มีความน่ากังวล” เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง

    “ผมคิดว่าคำพูดบางอย่างส่งสัญญาณอยู่พอสมควร คำพูดที่หลายคนฟังแล้วอาจจะตกใจ คือให้ทหารไปคิดยุทธศาสตร์ เหมือนกับส่งสัญญาณว่ารัฐบาลผลักปัญหากัมพูชาทั้งหมดไปฝากอนาคตไว้กับฝ่ายทหารหรือกับกองทัพ ถ้ามองบริบททางยุทธศาสตร์ รัฐบาลเองอาจต้องทำความเข้าใจว่า การคิดยุทธศาสตร์เป็นอำนาจของรัฐบาล” ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าว

    ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงรายนี้ บอกด้วยว่าปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาที่มีหลายโจทย์ โดยสามารถแบ่งออกมาเป็น 6 ขอบเขต ได้แก่ ด้านการทหาร, ด้านการเมือง, ด้านการทูต, ด้านโซเชียลมีเดีย, ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม

    ดังนั้นคำพูดของนายอนุทิน ที่บอกว่ารัฐบาลมอบให้กองทัพเป็นผู้นำคิดยุทธศาสตร์ จึงถือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะด้านเดียว จากทั้งหมด 6 ด้านข้างต้น ตามทัศนะของ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ

    “รัฐบาลที่เข้ามาใหม่อาจจะต้องนั่งลงเพื่อมองภาพมหาภาคของปัญหาความขัดแย้ง” เขา ระบุ

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, นายอนุทิน ระบุว่า พื้นที่ชายแดนที่กลับมาตึงเครียดอยู่ในเขตกฎอัยการศึก และ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 สามารถ “ใช้ดุลยพินิจของการทหารได้อย่างเต็มที่”

    ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ยกตัวอย่างอีกคำพูดที่ถูกกล่าวบนเวที วปอ. ของนายอนุทิน ที่อาจมีนัยทางการเมือง เช่นคำว่า “แยกกันเดินร่วมกันตี” ซึ่ง “เป็นภาษาฝ่ายซ้ายเก่า” หรืออาจตีความได้ว่า รัฐบาลจะให้ทหารทำงานในส่วนความมั่นคงไป และรัฐบาลก็จะทำด้านอื่น เพื่อมารวมกันจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

    ทว่า คำเหล่านี้เป็นเพียงข้อกำหนดทิศทางการแก้ปัญหา (directive) แต่สิ่งที่หน่วยงานราชการต้องการคือข้อคำสั่งเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติ และการสร้างยุทธศาสตร์ทางออก (exit strategy) เพื่อพาประเทศออกจากปัญหา ตามทัศนะของ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ

    ด้าน ดร.ดิกบี เจมส์ เวรน นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อดีตนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Deakin ในประเทศออสเตรเลีย ตั้งข้อสังเกตกับบีบีซีไทยว่า คำพูดของนายอนุทินที่ดูยอมมอบอำนาจให้กับทหารนั้น อาจเป็นเพราะความคิดที่ว่า หากรัฐบาลพลเรือนใดก็ตาม แม้จะเป็นพรรคอนุรักษนิยมอย่างพรรคภูมิใจไทย ก็อาจสามารถถูกล้มลงได้ถ้าไม่ยอมประนีประนอมกับทหาร

    “แน่นอนว่าการมีนายกฯ ที่เป็นฝั่งอนุรักษนิยม และเห็นพ้องต้องกันกับฝ่ายรอยัลลิสต์และกองทัพ ก็จะทำให้นายกฯ กับทหารมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อย่างไรก็ตาม หากกองทัพเกิดไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลขึ้นมา เราก็รู้ดีกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น” ดร.ดิกบี ระบุ

    เขากล่าวต่อไปว่าคำพูดของนายกฯ เป็นการ “เพิ่มอำนาจในมือของ พล.ท.บุญสิน” แม่ทัพภาคที่ 2 และเมื่อ “กองทัพกุมอำนาจ” ก็จะเกิดปัญหาตามมา

    “รัฐบาลจะพยายามแสดงภาพว่ารัฐบาลมีอำนาจควบคุมและกองทัพก็อยู่ใต้รัฐบาล แต่เราก็รู้กันดีว่าท้ายที่สุดแล้วก็จะเป็นกองทัพที่มีสิทธิในการตัดสินใจ [ในเรื่องเกี่ยวกับชายแดน]” ดร.ดิกบี กล่าว

    แก้ปัญหาชายแดนด้วยตัวละครเดิม ๆ จะได้ผลแค่ไหน ?

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ปัจจุบันเป็น รมว.กระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลนายอนุทิน เขาเคยเป็น รมช.กระทรวงกลาโหม ในยุคนายกฯ แพทองธาร

    ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ อธิบายว่า การสร้างยุทธศาสตร์แก้ปัญหาชายแดนจำเป็นต้องมีความร่วมมือกันของ “จตุรัสความมั่นคงไทย” ซึ่งประกอบไปด้วย นายกรัฐมนตรี, รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง, รมว.กระทรวงกลาโหม, รมว.กระทรวงการต่างประเทศ และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทว่าเมื่อมองดูโฉมหน้าของผู้ที่ได้รับตำแหน่งดังกล่าวใน ครม. ของนายอนุทิน ก็จะเห็น “ตัวละครเดิม ๆ” จากสมัยยุคนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เช่น

    • พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีต รมช.กระทรวงกลาโหม ในยุคนายกฯ แพทองธาร ปัจจุบันรับตำแหน่ง รมว.กระทรวงกลาโหม
    • นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ยังคงตำแหน่งเดิมต่อจากยุคนายกฯ แพทองธาร
    • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตผู้ช่วย รมว.กระทรวงการต่างประเทศ สมัยนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ปัจจุบันเป็น รมว.กระทรวงการต่างประเทศ

    นั่นทำให้ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าวว่าความคาดหวังต่อการแก้ปัญหาเรื่องชายแดนของรัฐบาลนี้ “จะมากหรือน้อย ไม่กล้าตอบตรง ๆ” เพราะขึ้นอยู่กับว่า “นายกฯ มีความคิดมิติใหม่ที่จะขับเคลื่อนทิศทางในการแก้ปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน” เพราะมีอย่างน้อยสามตัวละครที่มาจาก “ระบบข้าราชการเก่า”

    อีกข้อท้าทายสำคัญของรัฐบาลนายอนุทิน ตามทัศนะของนักวิชารายนี้คือ “ทำยังไงที่รัฐบาลจะผลักดันให้กลไกความมั่นคงไทยทั้งระบบสามารถเดินแบบสอดประสานรับกัน ภายใต้การควบคุมกำกับในเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล”

    คำบรรยายภาพ, ดร.ดิกบี เจมส์ เวรน นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ย้ำว่าการให้กองทัพไทยมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือนย่อมจะทำให้มีปัญหาตามมา

    ขณะที่ ดร.ดิกบี บอกกับบีบีซีไทยว่า ปัญหาตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอาจจะยังมีอยู่บ้าง แต่ก็จะไม่ปะทุความรุนแรง และอาจสงบลงในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า เนื่องจากว่าการปะทะที่เกิดขึ้นอาจมีปัจจัยมาจาก “ความตรึงเครียดของการเมืองภายในประเทศไทย”

    “ชนชั้นนำทางการเมือง เช่นกลุ่มรอยัลลิสต์ ฝ่ายอนุรักษนิยม และตระกูลชินวัตร อาจมีกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากการมีปัญหาบริเวณชายแดนที่เกิดขึ้น เพราะมันช่วยให้พวกเขาได้ควบคุมการเมืองภายในประเทศ” ดร.ดิกบี กล่าว

    เขาเสริมด้วยว่า ความขัดแย้งบริเวณชายแดนได้กลายมาเป็นแนวโน้ม (trend) ที่จะเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมีการแย่งชิงอำนาจระหว่างกลุ่มการเมืองในประเทศไทย

    “ผมคาดว่าทุกอย่างจะเริ่มสงบลงเมื่อรัฐบาลไทยเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นและรวบรวมอำนาจได้ และได้ไล่ตระกูลชินวัตรออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายทุกอย่างจะเผยออกมา และเรื่องชายแดนจะเงียบสงบลงไปเอง ผมคาดว่าเราจะได้เห็นสิ่งนี้ในอีกราวหกเดือนข้างหน้า” ดร.ดิกบี แสดงทัศนะ

    กระแสชาตินิยม ใครคุม-ใครได้ประโยชน์ ?

    ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ระบุว่า ตั้งแต่เกิดการปะทะบริเวณชายแดนระหว่างทหารไทยและกัมพูชาตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา กระแสชาตินิยมในไทยก็พุ่งสูงขึ้นโดยทันที และส่วนหนึ่งก็มาจากสื่อ

    “บทบาททั้งสื่อไทยและกัมพูชาอาจจะไม่ค่อยต่างกัน แม้หลายฝ่ายจะเชื่อว่าระดับทางสังคมของสังคมไทยสูงกว่า และน่าจะทำให้สื่อไทยอยู่ในลักษณะที่มีวุฒิภาวะมากกว่า แต่ผมคิดว่าวันนี้เห็นชัดว่าเรากำลังเผชิญกับการปลุกกระแสที่ไม่หยุด” เขากล่าว

    นักวิชาการด้านความมั่นคงผู้นี้อธิบายด้วยว่า ในเวลาที่กระแสชาตินิยม “ถูกผลักดันหรือปั่นง่าย ๆ” รัฐบาลที่เข้ามาใหม่ก็ควร “ระมัดระวังที่จะไม่เอาตัวเองเข้าไปติดกับดักกระแสสื่อแบบนี้” ไม่เช่นนั้น รัฐบาลก็อาจ “ถูกบังคับให้คิดและเดินภายใต้กรอบคิดแบบชาตินิยม” ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่มากขึ้น

    นอกจากนี้ กระแสชาตินิยมยังเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้ความรุนแรงชายแดน “ลดระดับลงไม่ได้” หรือ “ล่อแหลมที่จะนำไปสู่การใช้กำลัง” โดยผลกระทบที่จะตามมาหากเป็นเช่นนั้น คือผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

    “เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นหนึ่งในส่วนที่ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย พูดง่าย ๆ ในระยะยาวเราทิ้งการค้าชายแดนพวกนี้ไม่ได้ เราไม่สามารถที่จะบอกว่าเราปล่อยความขัดแย้งตรงนี้คารังคาซังไปเรื่อยโดยที่ไม่สนใจเศรษฐกิจชายแดน สินค้าผ่านแดนทั้งหลาย รวมถึงสินค้าที่เข้าไปในตลาดใหญ่อย่างกัมพูชาได้” นักวิชาการด้านความมั่นคงรายนี้ระบุ

    เขาย้ำด้วยว่า ถ้านักการเมืองคิดปั่นกระแสชาตินิยม นั่นก็จะเป็นเพียงการตอบโจทย์ระยะสั้นเท่านั้น เพราะเมื่อทำแล้วผลจะเป็นลบกับรัฐบาลเสียมากกว่า

    “ถ้ากระแสชาตินิยมขยายตัวกลายเป็นความขัดแย้งถึงขั้นกลับมาสู่การใช้กำลังรอบใหม่ รัฐบาล[ของนายอนุทิน]ก็จะถูกกระแสบีบไม่ต่างกับรัฐบาลแพทองธาร” และนั่นอาจทำให้ใครก็ตาม “ไม่กล้าเล่นกับกระแสชาตินิยมเต็มตัว เพราะมันเป็นความเสี่ยงที่ล่อแหลมกับคะแนนทางการเมือง” ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าวกับบีบีซีไทย

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ขณะที่ ดร.ดิกบี ตั้งข้อสังเกตว่ากระแสชาตินิยมจะเป็นผลดีอย่างมากต่อพรรคที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่จะไม่เป็นผลดีต่อประเทศและเศรษฐกิจไทย

    “การปั่นกระแสชาตินิยมของผู้คน ในขณะที่ประเทศไม่ได้มีภัยทางการทหาร หรือปัญหาเศรษฐกิจอันใหญ่หลวงอย่างแท้จริง ก็ชัดเจนว่าเป็นการใช้กระแสชาตินิยมเป็นเครื่องมือ… มันจะมีผลต่อผลการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยจะเป็นผลดีต่อกลุ่มรอยัลลิสต์ อนุรักษนิยม และกองทัพ แต่จะไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ และไทยก็มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจอยู่แล้ว”

    นักวิชาการจากออสเตรเลียเสริมด้วยว่า ความขัดแย้งที่ไม่ถึงขั้นเป็น “วิกฤตที่เป็นภัยต่อการดำรงอยู่ (existential crisis)” แต่เกิดขึ้น “ในพื้นที่ที่เล็กมากเพียงไม่กี่ตารางกิโลเมตรตรงชายแดน” ก็แสดงให้เราเห็นว่าการปั่นกระแสชาตินิยม “ล้วนแต่เป็นการชักจูงล้วน ๆ มันแทบจะไม่มีข้ออ้างอื่นใดเลยนอกเสียจากการทำเพื่อมุ่งหวังทางการเมือง และมันไม่ใช่เพื่อเป้าหมายด้านอาณาเขตดินแดนเลย” ดร. ดิกบี กล่าว

    ข้อควรระวัง “ประชามติยกเลิก MoU 43 และ 44”

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    แต่ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าวเตือนว่ากระแสที่เรียกร้องให้มีการยกเลิก MoU 2543 และ 2544 อาจเกิดมาจากกระแสชาตินิยม และขาดความเข้าใจต่อข้อตกลงสองฉบับนี้อย่างแท้จริง

    “ถ้าใครมีโอกาสได้อ่านเอกสารทั้งสองฉบับ จะทราบว่าทั้งสองฉบับไม่มีอะไรมากกว่าการเป็นกรอบของการเจรจาเมื่อประเทศทั้งสองฝ่ายเกิดข้อพิพาทขึ้น หรือเป็นข้อกำหนดว่าในข้อพิพาทชายแดนที่เกิดขึ้นนั้น อะไรคือเอกสารและหลักฐานที่จะใช้ เอกสารทั้งสองฉบับนี้ไม่ได้มีนัยที่บ่งบอกว่าใครเสียเปรียบใคร” ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ อธิบาย

    เขาเสริมว่า การที่รัฐบาลตัดสินใจทำประชามติอาจเป็นเพราะแรงกดดันจากสังคม แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ไม่ควร

    “รัฐบาลอาจต้องคิดเรื่องนี้มากขึ้น อย่าไหลไปกับกระแสอนุรักษนิยมที่ต้องการให้ยกเลิกสิ่งนี้ทั้งหมด เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่รัฐบาลยกเลิก MoU 43 และ 44 ทางออกที่เป็นประโยชน์จะตกแก่ฝ่ายกัมพูชา” เพราะ MoU 2543 และ 2544 ระบุไว้ว่าเมื่อเกิดปัญหา ไม่อนุญาตให้สร้างสิ่งต่าง ๆ เพิ่มเติม และให้หยุดทุกอย่างอยู่กับที่

    อย่างไรก็ตาม ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ย้ำด้วยว่าแม้รัฐบาลจะมีอายุสั้น แต่ก็มีหน้าที่วางแผนการยุทธศาสตร์และคลี่คลายสถานการณ์ชายแดนให้ได้ไม่ต่างกับรัฐบาลอื่น ๆ

    “รัฐบาลไม่ว่าหนึ่งเดือน สองเดือน สามเดือน หรือสี่เดือน หรือสี่เดือนบวก เมื่อรับสถานการณ์เป็นรัฐบาล มันมีภาระหน้าที่หลักคือการคลี่คลายสถานการณ์ คงไม่ได้มากไม่ได้น้อยกว่านั้น หรือจะวางกรอบที่จะคลี่คลายความขัดแย้งต่อไปอย่างไรในอนาคต” ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าว

    ขณะที่ ดร.ดิกบี แสดงทัศนะว่าอำนาจในการจัดการปัญหาชายแดนของไทย มักขึ้นอยู่กับฝ่ายอนุรักษนิยม และรอยัลลิสต์ และนั่นเป็นสิ่งที่ “จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป” แต่จะทำให้รัฐบาลของนายอนุทิน ที่เป็นฝ่ายอนุรักษนิยมสามารถคลี่คลายปัญหาชายแดนได้ส่วนหนึ่ง

    “ทุกสิ่งอย่างจะราบรื่น [กว่าสมัยรัฐบาลแพทองธาร] ปัญหาจะหายไปทันตาเห็นและนั่นจะทำให้รัฐบาลดูดี เพราะสังคมจะพูดว่า ว้าว รัฐบาลนี้แก้ปัญหาได้และเจรจาสำเร็จ” ดร.ดิกบี กล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cewn8ykl1nzo.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wjb28oLfnKvHmgUbvCESI