Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • งานไหลเรือไฟหนึ่งเดียวในโลก เชื่อมสัมพันธ์ไทยลาว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    งานไหลเรือไฟหนึ่งเดียวในโลก เชื่อมสัมพันธ์ไทยลาว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    งานไหลเรือไฟหนึ่งเดียวในโลก เชื่อมสัมพันธ์ไทยลาว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 21.00 น.

    งานไหลเรือไฟหนึ่งเดียวในโลก เชื่อมสัมพันธ์ไทยลาว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น 5-7 ตค.ขยายเวลาเปิดด่านท่าเรือถึงเที่ยงคืน

    26 กันยายน 2568 งานประเพณีออกพรรษาไหลเรือไฟและงานกาชาดจังหวัดนครพนม ประจำปี 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 8 ตุลาคม ตรงกับวันขึ้น 5 ค่ำ-แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ณ ศาลากลางจังหวัดนครพนม และริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม โดยในคืนวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันออกพรรษาขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 มีการไหลเรือไฟยักษ์ ชิงถ้วยพระราชทาน จำนวน 12 ลำจาก 12 อำเภอ ปีนี้แต่ละอำเภอทุ่มทุนสร้างเรือไฟขนาดความยาว 60-80 เมตร สูง 25-30 เมตร ถือเป็นประเพณีสำคัญของชาวนครพนม ที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก ทั้งมีความเชื่อมโยงถึงความเชื่อทางพระพุทธศาสนา และความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำโขงอย่างลึกซึ้ง

    ทั้งนี้ เทศบาลเมืองนครพนม (ทม.ฯ) ซึ่งเป็นผู้ดูแลท่าเทียบเรือเพื่อการท่องเที่ยว หรือชาวบ้านเรียกว่าท่าด่าน เป็นจุดผ่านแดนถาวร จุดที่ 2 นอกจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) ปกติจะเปิดบริการเรือโดยสารข้ามฟากนครพนม-เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาว ตั้งแต่เวลา 08.00 น.-18.00 น.ทุกวัน

    ช่วงเทศกาลประเพณีออกพรรษาไหลเรือไฟของทุกปี จังหวัดนครพนมจะมีหนังสือไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อขออนุญาตขยายเวลาเปิดทำการจุดผ่านแดนท่าเทียบเรือเสมอ เพื่อเป็นการส่งเสริมความร่วมมืออันดี ระหว่างจังหวัดนครพนมและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น และส่งเสริมการท่องเที่ยว

    โดยในวันที่ 5-7 ตุลาคม ทม.นครพนม ได้ขยายเวลาเปิด-ปิด จากเดิม 08.00 -18.00 น. ในวันดังกล่าวขยายเป็น 08.00 – 24.00 น. หรือแปดโมงเช้าถึงเที่ยงคืนรวม  3 วัน พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียม หรือค่าเหยียบแผ่นดิน จำนวน 50 บาท เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวสองฟากฝั่งไทยลาว

    นายนิวัต เจียวิริยบุญญา นายกเทศมนตรีเมืองนครพนม เปิดเผยว่าวันออกพรรษานอกจากเป็นงานประเพณีไหลเรือไฟที่ยิ่งใหญ่แล้ว ระหว่างวันที่ 3-6 ตุลาคม ก็มีการแข่งขันเรือยาวจ้าวลำน้ำโขง ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ก็จะมีชาวลาวข้ามมาจับจ่ายใช้สอยเยอะกว่าปกติ ซึ่งทาง ทม.ฯได้มีการขยายเวลาเปิดปิดด่านท่าเทียบเรือ ให้พี่น้องชาวลาวข้ามมาชมแข่งขันเรือยาวและไหลเรือไฟ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะกลับไม่ทันด่านเปิด รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่มา จ.นครพนม ไม่เพียงได้ชมแข่งขันเรือยาวหรือเรือไฟเพียงอย่างเดียว มีบางส่วนก็ถือโอกาสข้ามไปเที่ยวประเทศลาวด้วย

    ด้าน ร.ต.อ.หญิงธัญณิชา เดชโชติภัทรอุดม รองสารวัตรตรวจคนเข้าเมืองนครพนม (รอง สว.ตม.ฯ) เปิดเผยว่าเป็นประจำทุกปีที่ถึงงานประเพณีไหลเรือไฟ จะประชุมหารือร่วมกับทางจังหวัดและเทศบาลฯเสมอ เรื่องขยายเวลาเปิดปิดด่านท่าเทียบเรือ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนชาวลาว เดิมเปิดแปดโมงเช้าปิดหกโมงเย็น ช่วงวันที่ 5-7 ตุลาคม ก็ปิดในเวลาเที่ยงคืนรวม 3 วัน  ในส่วนด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) ยังคงเปิดปิดเช่นเดิมคือ 08.00-22.00 น.

    สำหรับค่าธรรมเนียมในวันปกติเก็บคนละ 50 บาท แต่สำหรับวันที่ 5-7  ตุลาคม นี้ ทาง ทม.จะไม่เก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าเหยียบแผ่นดิน เพื่อให้พี่น้องชาวลาวข้ามมาเที่ยวงานกัน ขณะเดียวกันนายเข็มเพชร เจาะจง อายุ 64 ปี คนขับเรือโดยสารข้ามฟาก เผยว่าช่วงประเพณีไหลเรือไฟ เรือจะแล่นบริการรับ-ส่งถึงเที่ยงคืนรวม 3 วันเช่นปีที่ผ่านมาเหมือนเดิม.

    012

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/917091&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oN3qzkkJ9DIp-arr4u5H0

  • ที่เที่ยวเดือนตุลาคม 2568 เปิดประสบการณ์ปลายฝนต้นหนาว เที่ยวไหนดีไปดูกัน

    ที่เที่ยวเดือนตุลาคม 2568 เปิดประสบการณ์ปลายฝนต้นหนาว เที่ยวไหนดีไปดูกัน

              ที่เที่ยวเดือนตุลาคม 2568 ลมหนาวเริ่มพัดมาเบา ๆ ชวนออกเดินทางไปสัมผัสธรรมชาติ สูดอากาศสดชื่น และเก็บความประทับใจจากหลากหลายจุดหมายทั่วไทย

              เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม เป็นเดือนเปลี่ยนผ่านจากฤดูฝนสู่ฤดูหนาว อากาศกำลังเย็นสบาย ฟ้าเริ่มเปิด บรรยากาศกำลังดีเหมาะกับการออกเดินทางเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ และเก็บความทรงจำกับธรรมชาติหลากหลายรูปแบบ เดือนนี้จึงถือเป็นช่วงเวลาที่พลาดไม่ได้สำหรับคนรักการท่องเที่ยว ว่าแต่จะมีที่เที่ยวเดือนตุลาคม 2568 ที่ไหนน่าสนใจ เตรียมตัวให้ดี แล้วมาเช็กลิสต์กันเลย

    1. บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่

              บ้านป่าบงเปีย เป็นจุดหมายยอดฮิตในช่วงเดือนตุลาคม เพราะทุ่งนาขั้นบันไดยังคงเขียวชอุ่มสลับกับรวงข้าวเริ่มเหลืองทอง มองไกลสุดสายตากลางหุบเขาที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ บรรยากาศสดชื่นและเย็นสบายเหมาะกับการมานอนโฮมสเตย์ ชมทะเลหมอกยามเช้าและพระอาทิตย์ตกยามเย็น พร้อมเก็บภาพวิวพาโนรามาแบบที่หาชมได้ยาก ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์สายชิล สายถ่ายภาพ และคนที่อยากใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ท่ามกลางธรรมชาติ

    ที่เที่ยวเดือนตุลาคม 2568 บ้านป่าบงเปียง

    • ที่อยู่ : บ้านป่าบงเปียง ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

    2. ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่

              ชวนสัมผัสความงามของดอยอินทนนท์ บอกเลยว่าเเป็นช่วงที่อากาศเริ่มเย็นสบาย แม้ยังไม่หนาวจัดแต่ก็มีไอหมอกบาง ๆ คลอเคลียยอดไม้ในยามเช้า ท้องฟ้าโปร่งสดใสเหมาะกับการชมวิวทะเลหมอกจากจุดชมวิวกิ่วแม่ปานหรือยอดดอยสูงสุดของไทย อีกทั้งยังได้เพลิดเพลินกับเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ น้ำตกที่ยังคงมีน้ำไหลชุ่มฉ่ำจากฤดูฝนที่ผ่านมา ใครที่อยากสัมผัสอากาศสดชื่น เติมพลังจากธรรมชาติ และถ่ายรูปสวย ๆ แบบไม่ต้องเบียดกับนักท่องเที่ยวมาก เดือนตุลาคมคือช่วงเวลาที่พลาดไม่ได้ในการเที่ยวดอยอินทนนท์

    ที่เที่ยวเดือนตุลาคม 2568 ดอยอินทนนท์

    ภาพจาก : Chumphon_TH / Shutterstock.com

    3. ดอยเสมอดาว จังหวัดน่าน

              การไปเยือนดอยเสมอดาวช่วงเดือนตุลาคม เป็นอีกหนึ่งจุดหมายเช็กอินที่น่าสนใจ อากาศเริ่มเย็น ๆ ท้องฟ้าโปร่งใส เหมาะกับการกางเต็นท์นอนชมดาวยามค่ำคืนที่ส่องแสงระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ส่วนตอนเช้าก็มีทะเลหมอกขาวโอบล้อมขุนเขา นอกจากนี้ยังสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกในมุมกว้างสุดสายตาได้จากจุดเดียว ใครที่อยากสัมผัสทั้งบรรยากาศอบอุ่นของธรรมชาติ ความงามของหมอก ดาว และทิวเขา ดอยเสมอดาวคือหนึ่งในจุดหมายที่ไม่ควรพลาดของเดือนนี้

    ที่เที่ยวเดือนตุลาคม 2568 ดอยเสมอดาว

    ภาพจาก : Stella_E / Shutterstock.com

    4. ปางอุ๋ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

              เดือนตุลาคมถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการไปสัมผัสเสน่ห์ของปางอุ๋ง จุดหมายยอดฮิตที่ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของสายหมอกคลอผืนน้ำและอากาศเย็นสบายในช่วงต้นฤดูหนาว ยามเช้าจะได้เห็นหมอกลอยเหนือผิวน้ำท่ามกลางทิวสนและภูเขา ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติก เหมาะกับการกางเต็นท์นอนดูดาว พายเรือเล่นในอ่างเก็บน้ำ หรือเดินเล่นชมหมู่บ้านยูนานที่อยู่ใกล้ ๆ ใครที่อยากสัมผัสไอหนาวแรกพร้อมความสงบเงียบกลางธรรมชาติ ปางอุ๋งคือจุดหมายที่ไม่ควรพลาดในเดือนนี้

    ที่เที่ยวเดือนตุลาคม 2568 ปางอุ๋ง

    ภาพจาก : Krissanapong Wongsawarng / Shutterstock.com

    5. ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์

             ภูทับเบิกในช่วงเดือนตุลาคม บอกเลยว่าสวยงามไม่แพ้เดือนไหน เพราะอากาศเริ่มเย็นสบาย มีทะเลหมอกยามเช้าให้ได้ชมแบบฟิน ๆ บรรยากาศเงียบสงบเหมาะกับการพักผ่อน อีกทั้งไร่กะหล่ำปลีที่ปลูกเรียงรายเป็นแนวกว้างก็ยังเขียวขจี มองไกลสุดสายตาเหมือนพรมธรรมชาติปกคลุมภูเขา ไฮไลต์คือการกางเต็นท์นอนดูดาวหรือนอนโฮมสเตย์ของชาวบ้าน เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติ ใครที่อยากเริ่มต้นทริปหน้าหนาวด้วยภาพทะเลหมอกและวิวภูเขาสุดอลังการ ภูทับเบิกในเดือนตุลาคมน่าจะทำให้ประทับใจไม่น้อยเลย

    ที่เที่ยวเดือนตุลาคม 2568 ภูทับเบิก

    ภาพจาก : MR.Silaphop Pongsai / Shutterstock.com

    6. เทศกาลออกพรรษาและไหลเรือไฟ จังหวัดนครพนม

              เทศกาลออกพรรษาและไหลเรือไฟ นครพนม งานประเพณีสำคัญที่จัดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี หลังวันออกพรรษา ชมขบวนเรือไฟที่ตกแต่งด้วยโครงไม้ไผ่และประดับไฟนับพันดวง ลอยไปตามสายน้ำโขงยามค่ำคืน สะท้อนความศรัทธาอันแรงกล้าของชาวบ้านต่อพระพุทธศาสนา นอกจากนั้นภายในงานยังมีขบวนแห่ การละเล่นพื้นบ้าน และกิจกรรมวัฒนธรรมให้ชมมากมาย ทำให้บรรยากาศทั้งเมืองเต็มไปด้วยความคึกคัก สำหรับใครที่อยากสัมผัสทั้งความงดงามของประเพณีท้องถิ่นและวิวริมโขง เทศกาลไหลเรือไฟในเดือนตุลาคมถือเป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาด

    ที่เที่ยวเดือนตุลาคม 2568 ไหลเรือไฟ

    7. เทศกาลตักบาตรเทโวโรหณะ จังหวัดอุทัยธานี

             เทศกาลตักบาตรเทโวโรหณะ อุทัยธานี จัดขึ้นหลังวันออกพรรษาในช่วงเดือนตุลาคม เป็นหนึ่งในประเพณีที่มีเสน่ห์และยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย พระสงฆ์นับร้อยรูปเดินลงจากบันไดวัดสังกัสรัตนคีรีซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสะแกกรัง โดยมีพุทธศาสนิกชนร่วมกันใส่บาตรข้าวสารอาหารแห้ง ท่ามกลางบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์และเรียบง่าย ภาพพระสงฆ์ในจีวรสีเหลืองทองทอดยาวลงจากยอดเขากลายเป็นภาพที่ทั้งงดงามและประทับใจ ร่วมสืบสานความศรัทธาและวิถีชุมชน แถมยังได้อิ่มบุญ อิ่มใจ กันอีกด้วย

    • ที่อยู่ : บริเวณลานวัดสังกัสรัตนคีรี และห้าแยกวิทยุ

    8. เกาะขาม จังหวัดตราด

              เกาะขาม เกาะเล็ก ๆ ขึ้นชื่อเรื่องน้ำทะเลใสและหาดทรายขาวสะอาด ในช่วงเดือนตุลาคม ฝนเริ่มซา อากาศสดใส และบรรยากาศกำลังเงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อนแบบสบาย ๆ ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวมักจะมาดำน้ำตื้นชมแนวปะการังและปลาหลากสีที่อยู่รอบเกาะ อีกทั้งยังสามารถเดินเล่นบนชายหาดหรือนอนอาบแดด และด้วยความที่เกาะขามมีขนาดไม่ใหญ่ จึงเหมาะกับการไปแบบวันเดย์ทริป ใครที่มองหาที่เที่ยวทะเลชิล ๆ มาเช็กอินกันได้เลย

    ที่เที่ยวเดือนตุลาคม 2568 เกาะขาม

    • ที่อยู่ : ตำบลเกาะหมาก อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด

    9. เขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี

              เขาสกในช่วงเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่ฝนเริ่มซา แต่ธรรมชาติยังคงอุดมสมบูรณ์ ป่าเขียวขจี และอากาศเย็นสบาย สนุกไปกับกิจกรรมท่องเที่ยว อย่างการล่องเรือชมความงามของเขื่อนเชี่ยวหลาน ทะเลสาบสีเขียวมรกตที่รายล้อมด้วยภูเขาหินปูนสูงตระหง่าน พายแคนู เดินป่าศึกษาธรรมชาติ หรือพักผ่อนในแพกลางน้ำที่เงียบสงบ ใครที่อยากสัมผัสความงดงามของป่าฝนเขตร้อนและเติมเต็มพลังจากธรรมชาติ บอกเลยว่าเที่ยวฟินไม่แพ้เดือนไหนเลย

    ที่เที่ยวเดือนตุลาคม 2568 เขาสก

    ภาพจาก : Mercedess / Shutterstock.com

    10. หมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา

              หมู่เกาะสิมิลัน เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่เหมาะกับการเที่ยวช่วงเดือนตุลาคม เพราะเป็นช่วงที่กำลังจะเริ่มต้นฤดูกาลท่องเที่ยว โดยปกติจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ของทุกปี หลังจากปิดฟื้นฟูธรรมชาติในช่วงฤดูมรสุม ไฮไลต์ของที่นี่คือท้องทะเลสีฟ้าใส หาดทรายขาวละเอียด และจุดดำน้ำชมปะการังที่สวยงามติดอันดับโลก นักท่องเที่ยวสามารถเลือกนั่งเรือสปีดโบ๊ทไปเที่ยวแบบวันเดย์ทริป หรือพักค้างแรมในเต็นท์และบ้านพักอุทยานฯ สำหรับใครที่ชื่นชอบการเล่นน้ำ ดำน้ำ และสัมผัสความงดงามของท้องทะเลอันดามัน หมู่เกาะสิมิลันรอทุกคนอยู่

    ที่เที่ยวเดือนตุลาคม 2568 หมู่เกาะสิมิลัน

    ภาพจาก : Jarung H / Shutterstock.com

    11. เกาะราชา จังหวัดภูเก็ต

              เกาะราชา อีกหนึ่งที่เที่ยวทะเลชวนให้หลงใหล โดยเฉพาะผู้ที่อยากสัมผัสน้ำทะเลสีฟ้าใสและหาดทรายขาวสะอาด และยังมีชื่อเสียงเรื่องโลกใต้ทะเลที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นแนวปะการังสวยงามหรือฝูงปลาหลากสีสัน เหมาะกับทั้งการดำน้ำตื้นและดำน้ำลึก ช่วงเดือนตุลาคมอากาศเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยว ทะเลเริ่มสงบ คลื่นไม่แรงมาก ทำให้เดินทางสะดวกและมีกิจกรรมให้เลือกทั้งการเล่นน้ำ พายคายัก หรือจะนอนอาบแดดพักผ่อนริมชายหาดก็ได้ พักกาย ฮีลใจ ได้แบบเพลิน ๆ

    ที่เที่ยวเดือนตุลาคม 2568 เกาะราชา

    • ที่อยู่ : ตำบลราไวย์ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

    12. เกาะไหง จังหวัดกะบี่

              เกาะเล็ก ๆ ขึ้นชื่อเรื่องความเงียบสงบและความสวยงามของชายหาด จึงเหมาะมากสำหรับการไปเที่ยวในช่วงเดือนตุลาคม เพราะเป็นช่วงเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวทะเลอันดามัน น้ำทะเลใสสะอาด หาดทรายขาวนุ่ม นักท่องเที่ยวไม่พลุกพล่าน เหมาะทั้งการพักผ่อนชิล ๆ เดินเล่นริมชายหาด หรือออกเรือไปดำน้ำชมปะการังและฝูงปลาสวยงามในบริเวณใกล้เคียง เกาะไหงยังมีรีสอร์ตและที่พักสไตล์บังกะโลให้เลือกหลากหลาย เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายและซึมซับธรรมชาติอย่างเต็มที่

    ที่เที่ยวเดือนตุลาคม 2568 เกาะไหง

    13. เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล

              เกาะหลีเป๊ะ เป็นสวรรค์ของคนรักทะเลที่เหมาะกับการไปเที่ยวในช่วงเดือนตุลาคม เพราะเป็นช่วงที่เริ่มเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว น้ำทะเลกลับมาใสสะอาด ท้องฟ้าโปร่ง คลื่นลมสงบ เหมาะทั้งการเล่นน้ำ พักผ่อนริมชายหาด หรือดำน้ำชมโลกใต้ทะเลที่เต็มไปด้วยปะการังและฝูงปลานานาชนิด เกาะหลีเป๊ะยังมีหาดสวย ๆ หลายแห่ง เช่น หาดพัทยา หาดซันไรซ์ และหาดซันเซ็ต ที่สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้อย่างโรแมนติก อีกทั้งยังมีรีสอร์ทและโฮมสเตย์ให้เลือกพักหลากหลายบรรยากาศ จัดทริปไปชาร์จพลังให้เต็มที่

    ที่เที่ยวเดือนตุลาคม 2568 เกาะหลีเป๊ะ

              เดือนตุลาคม 2568 นี้ เป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติสดชื่นสวยงามทั่วไทย จะขึ้นเหนือชมทะเลหมอก เที่ยวนาขั้นบันได หรือไปทะเลฝั่งอ่าวไทยก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน ไม่ว่าคุณจะชอบสายชิลหรือสายผจญภัย ก็ต่างมีที่เที่ยวให้เลือกอย่างลงตัว ^ ^ 
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ท่องเที่ยวไทย ที่เที่ยวหน้าฝน อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view295301.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eqIGSP1GrVkD9lhhCn_al

  • สพป.ชุมพร เขต 1 ยกย่องเชิดชูเกียรติครูผู้ทำคุณประโยชน์ทางการศึกษา

    สพป.ชุมพร เขต 1 ยกย่องเชิดชูเกียรติครูผู้ทำคุณประโยชน์ทางการศึกษา

    ภูมิภาค

    สพป.ชุมพร เขต 1 ยกย่องเชิดชูเกียรติครูผู้ทำคุณประโยชน์ทางการศึกษา

    วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.04 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ที่ห้องประชุมโรงแรมมรกต ทวิน อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร นายอภิชาติ สาราบรรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานเปิดโครงการ พัฒนาชีวิตยกย่องเชิดชูเกียรติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ทำคุณประโยชน์ทางการศึกษา ประจำปี 2568 โดยมี ดร.ศักดิ์สิทธิ์ แร่ทอง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ชุมพร เขต 1 รวมถึงข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

    ดร.ศักดิ์สิทธิ์ แร่ทอง กล่าวว่า ในนามคณะกรรมการจัดโครงการ เล็งเห็นถึงความสำคัญของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด ซึ่งเป็นผู้เสียสละ ทุ่มเท และเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ พร้อมร่วมพัฒนายกระดับคุณภาพการศึกษาและภาพลักษณ์อันดีงามของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ชุมพร เขต 1 ตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่

    เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติคุณแก่บุคลากรที่ทำคุณประโยชน์ทางการศึกษา สพป.ชุมพร เขต 1 จึงจัดโครงการดังกล่าว โดยมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับการยกย่องจำนวน 35 ท่าน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา 4 ท่าน ข้าราชการครูในสถานศึกษา 21 ท่าน ลูกจ้างประจำ 8 ท่าน และบุคลากรตามมาตรา 38 ค.(2) ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 2 ท่าน

    กิจกรรมประกอบด้วย พระสงฆ์ 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ทำพิธีทางศาสนา จากนั้นมีการบรรยายหัวข้อ “เทคนิคการดำรงชีวิตวัยเกษียณ: อยู่อย่างไร สุขภาพดี มีความสุข” โดยวิทยากรจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชุมพร

    รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรเดินทางถึงบริเวณพิธี โดย ผอ.สพป.ชุมพร เขต 1 กล่าวรายงาน ต่อมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวเปิดงานและมอบโอวาทแก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จากนั้นจัดพิธีมอบประกาศเกียรติคุณและถ่ายภาพร่วมกัน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/448161&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39qYBTKNAjzVN5zyZqDSCb

  • สศช.เปิดความจริงรัฐทุ่มงบ 3.37 ล้านล้าน แต่การพัฒนาประเทศหยุดชะงัก

    สศช.เปิดความจริงรัฐทุ่มงบ 3.37 ล้านล้าน แต่การพัฒนาประเทศหยุดชะงัก

    วันนี้ (26 กันยายน 2568) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในงานการประชุมประจำปี 2568 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรื่อง “ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย Thailand’s Institutional Reform” ตอนหนึ่งว่า ในช่วงที่ผ่านมาการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 จะมีความพยายามขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับยังไม่ก้าวหน้ามากนัก

    โดยการจัดสรรงบประมาณลงไปรวม 3 ปี ตั้งแต่ปี 2566 เพื่อขับเคลื่อนโครงการและแผนงานต่าง ๆ ภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 กว่า 9,132 โครงการ รวมเป็นวงเงินกว่า 3.37 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 1 ล้านล้านบาท แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นยังไม่เป็นไปตามที่ต้องการอย่างเป็นรูปธรรม แม้ที่ผ่านมาจะมีการใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 มาอย่างต่อเนื่อง

    นายดนุชา กล่าวว่า ปัญหาในการจัดสรรงบประมาณลงไปเฉลี่ยปีละ 1 ล้านล้านบาท กว่า 50% เป็นค่าใช้จ่ายด้านการประกันสุขภาพถ้วนหน้า การรักษาพยาบาล สวัสดิการสังคม และการศึกษา อีก 18% เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป เช่น ถนน ซึ่งเป็นงานรูทีนปกติ ขณะที่ภาคเกษตร มีการจัดสรรสัดส่วนประมาณ 10% หรือหลักแสนล้านบาทต่อปีเท่านั้น 

    ทั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่างบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับงานด้านอุปทาน เช่น การขุดลอก อ่างเก็บน้ำ หรือการแจกเมล็ดพันธุ์ ถือว่าขาดการลงทุนเชิงรุกที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ เช่น การเพิ่มผลิตภาพของภาคเกษตร การนำเทคโนโลยีมาใช้แปรรูปสินค้าให้มีมูลค่าสูงขึ้น รวมทั้งการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะธุรกิจการดูแลสุขภาพ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายภายใต้แผนฯฉบับที่ 13 ที่เน้นให้เกิดการส่งเสริม 

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในงานการประชุมประจำปี 2568

    อย่างไรก็ตามการดำเนินงานตามแผนฯ 13 ช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา พบว่า หลายประเด็นการขับเคลื่อนมีความเสี่ยงว่าจะไม่สำเร็จตามเป้าหมายในปี 2570 เริ่มต้นจากรายได้ต่อหัวประชากร กำหนดเป้าหมายในปี 2570 คนไทยต้องมีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 300,000 บาทต่อคนต่อปี แต่ข้อมูลล่าสุดในปี 2570 อยู่เพียงแค่ 267,661 บาท่อคนต่อปีเท่านั้น ถือว่ามีความท้าทายอย่างยิ่งหากจะผลักดันให้เพิ่มขึ้นถึงเป้าหมาย

    ต่อมาคือ การพัฒนาคนให้มีดัชนีความก้าวหน้า (HAI) อยู่ในระดับ 0.7209 หรือมีความก้าวหน้าของคนอยู่ในระดับสูง ซึ่งล่าสุดดัชนีดังกล่าว กลับปรับลดลงจากช่วง 2 ปีก่อน ไปอยู่ที่ระดับปานกลาง คือระดับ 0.6354 ดังนั้นการพัฒนาคนจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย และเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพคนในโลกยุคใหม่และการสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของคนให้เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องยาก 

    อีกเรื่องคือ ความเหลื่อมล้ำ ตามเป้าหมายกำหนดให้ตัวเลขความแตกต่างของรายจ่ายระหว่างกลุ่มคนรวยและคนจนต่ำกว่า 5 เท่า ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 5.22 เท่า เช่นเดียวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้องลดลงไม่น้อยกว่า 20% เมื่อเทียบกับกรรีกติ แต่ปัจจุบันการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อนหน้า

    ส่วนนเรื่องของความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงภายใต้บริบทโลกใหม่เคยเกินเป้าหมาย 90% แต่ตอนนี้ลดลงมาอยู่ในระดับ 89.69%

    สศช.เปิดความจริงรัฐทุ่มงบ 3.37 ล้านล้าน แต่การพัฒนาประเทศหยุดชะงัก

    นายดนุชา กล่าวว่า ปัญหาสำคัญตั้งแต่การจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 เป็นต้นมา เมื่อปี 2550 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยโดยรวมเติบโตต่ำกว่า 5% มาโดยตลอด แม้ว่าจะผ่านช่วงวิกฤตมาแล้ว ซึ่งไม่เพียงพอที่จะผลักดันประเทศจากรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง หลังจากความสามารถทางการแข่งขับของไทยถดถอยลงในทุกด้าน โดยเฉพาะประสิทธิภาพภาครัฐ กฎระเบียบ และโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการศึกษา สุขภาพและสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี

    “ตัวเลขทั้งหมดสะท้อนการทำงานที่ผ่านมา เป็นการทำงานในลักษณะที่เป็นงานปกติ ไม่ได้เป็นการทำในเรื่องใหม่ ๆ ที่มันจะสามารถที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศเราก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่สามารถสร้างอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นได้ เบื้องต้น สศช. เห็นว่า ที่ผ่านมาการพัฒนาของไทยมันอาจจะหยุดชะงักมาสักช่วงระยะหนึ่งแล้ว ไม่ใช่เป็นแค่ช่วงนี้ เพราะว่าเราทำเรื่องเดิม ๆ แล้วเราไม่ได้มีการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างกันจริงจัง” นายดนุชา กล่าว

    สศช.เปิดความจริงรัฐทุ่มงบ 3.37 ล้านล้าน แต่การพัฒนาประเทศหยุดชะงัก

    อย่างไรก็ตาม สศช. เสนอแนะว่า ประเทศไทยควรต้องยกเครื่องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศครั้งใหญ่ โดยมี 5 ประเด็นหลักที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดังนี้

    1. กฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันที่เป็นธรรม และจำกัดโอกาสในการสร้างธุรกิจ โดยเฉพาะการใช้กลไกกฎหมายไปจำกัดการแข่งขันในบางอุตสาหกรรม

    2. การทุจริต การทุจริตมีอยู่และฝังรากลึก ซึ่งเป็นต้นทุนต่อภาคธุรกิจและประชาชน ประเทศที่มีค่าดัชนี CPI ดี จะมีรายได้ต่อหัวสูงกว่า

    3. หลักนิติธรรม กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าเกินความคาดหมาย (เช่น คดีในตลาดทุนที่ใช้เวลานาน) ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    4. ประชาธิปไตย แม้ดัชนีโดยรวมจะลดลง แต่ข้อดีคือ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างประเทศ และช่วยให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะไม่ถูกขัดขวางด้วยวิธีอื่น

    5. การบริหารจัดการภาครัฐ ภาครัฐมีขนาดใหญ่เกินไป มีกฎระเบียบจำนวนมาก และเน้นการควบคุม มากกว่าการ อำนวยความสะดวกทำให้การทำงานขาดนวัตกรรม และไม่สามารถตอบสนองการพัฒนาในภาพใหญ่ได้อย่างแท้จริง

    นายดนุชา กล่าวว่า ประเทศไทยต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เพื่อผลักดันการพัฒนาให้เดินหน้า ภายใต้กรอบ D-A-R-E to Reform ได้แก่ D – Determination : ความมุ่งมั่นตั้งใจ A – Action Together : การลงมือร่วมกันจากทุกภาคส่วน R – Redesign Innovation : การออกแบบกติกาและนวัตกรรมเชิงสถาบันใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง และ E – Emergency Mindset : การตระหนักถึงความเร่งด่วน ต้องดำเนินการทันที ไม่ผัดผ่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639910&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HEQj6i8NP3-OuvScDdD1T

  • เปิดประวัติ เอ็ด วินชวง หนุ่มหล่อเศรษฐีชาวฮ่องกง หลังถูกจับตาเป็นรักใหม่ของ เจนี่

    เปิดประวัติ เอ็ด วินชวง หนุ่มหล่อเศรษฐีชาวฮ่องกง หลังถูกจับตาเป็นรักใหม่ของ เจนี่

    เปิดประวัติ เอ็ด วินชวง หนุ่มหล่อเศรษฐีชาวฮ่องกง หลังถูกจับตาเป็นรักใหม่ของ เจนี่

    กำลังเป็นที่จับตามองอีกครั้ง สำหรับความรักครั้งใหม่ของนางเอกสาว เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ กับหนุ่มหล่อชาวฮ่องกง เอ็ด วินชวง ที่หลายคนมองว่า หนุ่มคนนี้อาจจะเป็นแฟนใหม่ของเจนี่รึเปล่า เพราะมีภาพไลฟ์สไตล์ของทั้งคู่คล้ายๆ กัน และอยู่ในไทม์ไลน์ใกล้ๆ กัน

    สำหรับประวัติของหนุ่มหล่อ เอ็ด วินชวง

    – เอ็ด วินชวง เป็นชาวฮ่องกง ปัจจุบันอายุ 40 ปี

    – เรียนจบจาก Kent School ที่อเมริกา (เกรด 9–12 และหลักสูตรเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย) จบปริญญาตรีสาขาสถาปัตยกรรม-การวางผังเมือง จาก Parsons School of Design หนึ่งในสถาบันการศึกษาด้านศิลปะและการออกแบบที่มีชื่อเสียงระดับโลก ในนิวยอร์ก

    – ปัจจุบันกำลังสืบทอดธุรกิจ Chuang’s Consortium ของพ่อ ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทของ Chuang’s Consortium International Limited และ Chuang’s China Investment Limited บริษัทโฮลดิ้งด้านการลงทุนที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์, การลงทุน, การดำเนินงาน, การจัดการโรงแรมและอพาร์ตเมนท์ทั้งในฮ่องกงและต่างประเทศที่มีเงินลงทุนนับหมื่นล้านบาท

    – และยังเป็น CEO และผู้ก่อตั้ง sav Hospitality (แซฟ) ในการทำธุรกิจโรงแรม/รีสอร์ต/residence

    – เอ็ด วินชวง เคยให้สัมภาษณ์กับ CEO MAGAZINE เมื่อช่วงปลายมกราคมปี 2019 พูดถึงไลฟ์สไตล์ของตัวเองบอกว่า ชอบเล่นกีฬา ชอบดำน้ำ เขาเปิดบาร์กีฬาชื่อ Paper Street โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหนัง Fight Club ซึ่งทุกวันศุกร์จะเชิญนักสู้มืออาชีพมาประลองฝีมือกันในยิมด้านหน้าเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับลูกค้า (ปัจจุบันปิดกิจการไปแล้ว)

    – และนอกจากจะเป็นนักธุรกิจแล้ว เอ็ด วินชวง ยังมีความสามารถด้านการเป็นดีเจ และยังเป็นเชฟทำอาหารอีกด้วย ซึ่งเขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของทีมเชฟจากฮ่องกง ที่เดินทางเข้ามาแข่งในรายการ Iron Chef Thailand ที่ประเทศไทย

    คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2885318&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XXuZKwD3hRdyyf7SoO-8-

  • ‘สุชาติ’ เร่งดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด อย่างโปร่งใส ไม่เอื้อประโยชน์‘นายทุน’

    ‘สุชาติ’ เร่งดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด อย่างโปร่งใส ไม่เอื้อประโยชน์‘นายทุน’

    นโยบายที่ 2 การจัดการมลพิษ PM2.5 และมลพิษข้ามแดน

    นี่คือวาระแห่งชาติที่ทุกคนรอคอยการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยท่านนายกรัฐมนตรีประกาศชัดเจนว่าจะ ยกระดับการแก้ปัญหา ทั้งเรื่อง PM2.5 , หมอกควัน , ไฟป่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหามลพิษข้ามแดนโดยมีแนวทางที่น่าสนใจและเป็นรูปธรรม เช่น การบูรณาการข้ามกระทรวงจะไม่มีการทำงานแบบต่างคนต่างทำอีกต่อไป โดยจะประสานความร่วมมือกับ กระทรวงมหาดไทย , กระทรวงการต่างประเทศ และที่สำคัญคือ กระทรวงพาณิชย์

    นอกจากนี้นจะใช้มาตรการทางการค้าเข้ามาควบคุม ยกตัวอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หากพบว่าผลผลิตเหล่านั้นมาจากการเผาก็จะขอความร่วมมือจากกระทรวงพาณิชย์ในการกำหนดเงื่อนไขการนำเข้าสินค้าเพื่อกดดันให้ต้นทางลดการเผา ซึ่งเป็นแนวทางที่แก้ปัญหาที่ต้นตอโดยตรง อีกทั้งจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่และไม่มีการยกเว้น ในเรื่องการป้องกันไฟป่าและหมอกควันต่างๆ หากข้าราชการคนใดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็จะต้องถูกปรับเปลี่ยนเอาคนที่เหมาะสมเข้ามาทำแทน

    และจะป้องกันการทุจริตและรักษาป่ามีการเน้นย้ำอย่างเด็ดขาดว่า ห้ามข้าราชการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่าหรือการบุกรุกที่ดินของรัฐ โดยชี้ว่าความรับผิดชอบต่อหน้าที่นั้นสำคัญสูงสุด และหากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในกระทรวงฯ ท่านก็พร้อมจะจัดการอย่างเด็ดขาด

    'สุชาติ' เร่งดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด อย่างโปร่งใส ไม่เอื้อประโยชน์‘นายทุน’

    นโยบายที่ 3  บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประชาชน

    นโยบายนี้เป็นการวางกรอบการทำงานโดยรวม โดยจะน้อมนำแนวทางพระราชดำริมาเป็นหลักในการดำเนินงาน ครอบคลุมทั้งเรื่องป่าไม้ ที่ดิน และทรัพยากรทางทะเล

    • คนอยู่กับป่า สัตว์ป่าอยู่ได้เป็นแนวคิดหลักในการสร้างความสมดุล

    • นำเทคโนโลยี Digital และ AI มาใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้ทันโลกยุคใหม่

    นโยบายที่ 4 ส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    โดยอุทยานแห่งชาติคือแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ แต่นโยบายจะมุ่งเน้นความยั่งยืนเป็นหลักรักษาสมดุลระหว่างท่องเที่ยวและอนุรักษ์แม้การท่องเที่ยวจะสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างรวดเร็ว แต่ภารกิจที่สำคัญที่สุดคือการรักษาผืนป่าและอุทยาน พร้อมยึดมั่นในกรอบเวลาเปิด-ปิดอุทยานจะมีการควบคุมช่วงเวลาที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอย่างเข้มงวด เพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นตัว

    นโยบายที่ 5 เพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชนด้วยเทคโนโลยี

    ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานของกระทรวงฯ รวดเร็วและเข้าถึงง่ายขึ้นจะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและบริการประชาชนประชาสัมพันธ์เชิงรุกจะใช้โซเชียลมีเดียในการเผยแพร่ความสวยงามของทรัพยากรธรรมชาติไทย เช่น อุทยานต่างๆ ที่มีความพิเศษ ให้คนทั่วโลกได้รู้จักและอยากมาเยือน พร้อมเป็นเจ้าบ้านที่ดีเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อุทยานต่างๆ ต้องให้บริการนักท่องเที่ยวด้วยไมตรีจิต โดยเน้นเรื่องความปลอดภัยและการใช้กิริยาที่เหมาะสม

    นอกจากนี้ยังเปิดกว้างรับฟังข้อมูลจากทุกภาคส่วน ทั้ง NGO นักวิชาการ และภาคประชาชน โดยพร้อมนำข้อเสนอแนะที่สามารถปฏิบัติได้จริงและไม่ขัดต่อกฎหมายมาปรับใช้ นับเป็นทิศทางที่น่าสนใจและต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดครับว่าภายใน 4 เดือนนี้ เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมอะไรบ้าง

    อย่างไรก็ตามที่สำคัญที่สุดคือการผลักดันกฎหมายสำคัญ พ.ร.บ. อากาศสะอาด) อย่างโปร่งใส โดยเรื่องกฎหมายอากาศสะอาดเป็นสิ่งที่หลายคนจับตา ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางที่ชัดเจนไว้ดังนี้

    • ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง หลักการสำคัญที่สุดคือกฎหมายจะต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน ไม่ใช่กลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง

    • บทบาทของกระทรวงฯ กระทรวงฯจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้ข้อมูลที่รอบด้านแก่สภาผู้แทนราษฎร โดยจะชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสีย หรือเหรียญสองด้านของประเด็นต่างๆ เพื่อให้ สส. ทั้ง 500 ท่านใช้ประกอบการตัดสินใจ

    • เคารพกระบวนการนิติบัญญัติ การตัดสินใจสุดท้ายขึ้นอยู่กับเสียงของ สส. ในสภา ซึ่งกระทรวงฯ จะไม่เข้าไปก้าวก่ายแต่จะสนับสนุนข้อมูลให้ดีที่สุด

    กล่าวโดยสรุปคือ พ.ร.บ. อากาศสะอาด รัฐบาลใหม่จะเน้นหัวใจหลักจะอยู่ที่ผลประโยชน์ของประชาชน โดยกระทรวงฯ จะทำหน้าที่ให้ข้อมูลอย่างโปร่งใสและรอบด้าน เพื่อให้กระบวนการในสภาเป็นไปอย่างมีคุณภาพที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนหลักการทำงานที่รับฟังเสียงจากประชาชนเป็นสำคัญ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/environment/859935&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X4Y8sv8mRuKu5ywY7WRBa

  • นายกฯ จีนเตือนภาษีโลกพุ่ง เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ เรียกร้องความร่วมมือระหว่างประเทศ : อินโฟเควสท์

    นายกฯ จีนเตือนภาษีโลกพุ่ง เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ เรียกร้องความร่วมมือระหว่างประเทศ : อินโฟเควสท์

    นายหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน (ภาพ: thaigov.go.th) วันที่ 6 ก.พ. 2568

    หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนเตือนเมื่อวันศุกร์ว่า มีความเสี่ยงมากขึ้นที่การเก็บภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นจะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ซึ่งถือเป็นการวิจารณ์สหรัฐฯ ทางอ้อม โดยเขาเรียกร้องในเวทีสหประชาชาติให้ประชาคมโลกปฏิเสธการดำเนินนโยบายฝ่ายเดียว (unilateralism) และนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ (protectionism)

    เพื่อให้บรรลุการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนนั้น หลี่กล่าวต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์กว่า การแยกตัวเอง (self-isolation) ไม่ใช่คำตอบ และหนทางที่ถูกต้องเพียงหนทางเดียวคือการดำเนินไปสู่การเปิดกว้างและความร่วมมือ

    “สาเหตุสำคัญของภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซาในปัจจุบันคือการเพิ่มขึ้นของมาตรการฝ่ายเดียวและการปกป้องทางเศรษฐกิจ เช่น การขึ้นภาษีและการสร้างกำแพงหรืออุปสรรคต่าง ๆ” หลี่กล่าว โดยไม่ระบุชื่อสหรัฐฯ

    หลี่ยังระบุด้วยว่า จีนได้เปิดประเทศให้กับโลกอย่างต่อเนื่อง โดยชี้ว่าจีนได้ลดระดับภาษีรวมทั้งหมดลงเหลือ 7.3% และยังคงเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่เป็นอันดับสองของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 16

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R9IsHY-0h3qrDbpbXLTb9

  • “เอกนิติ” ชู “คนละครึ่งพลัส“ ดึงคนเข้าระบบภาษี กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หวังผลระยะยาว

    “เอกนิติ” ชู “คนละครึ่งพลัส“ ดึงคนเข้าระบบภาษี กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หวังผลระยะยาว

    “เอกนิติ” ชู “คนละครึ่งพลัส“ ดึงคนเข้าระบบภาษี กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หวังผลระยะยาว

    “เอกนิติ” เข้ากระทรวงการคลังวันแรก ชี้นโยบาย 4 เดือนของรัฐบาล พร้อมผลักดันมาตรการฟื้นเศรษฐกิจ ชู “คนละครึ่งพลัส” ดึงคนเข้าระบบภาษี กระตุ้นเศรษฐกิจะระยะสั้น หวังผลระยะยาว

    วานนี้ (25 กันยายน 2568) เวลา 12.40 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เดินทางเข้ากระทรวงเป็นวันแรก และเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงพระพรหม ศาลพระภูมิเจ้าที่ พระคลังในพระคลังมหาสมบัติ พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 “ช้างคู่” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่กระทรวงการคลัง  ช้าง และต้นโพธิ์ 

    หลังจากนั้น ได้เดินทางมายังตึกอาคาร 150 ปี เพื่อเข้าห้องทำงาน ตามฤกษ์นั่งโต๊ะทำงาน ถัดจากนั้นได้ไปกราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงการคลัง ณ กรมธนารักษ์ คือ องค์พระคลังในพระคลังมหาสมบัติ องค์เสมือนจริง ที่อยู่คู่กับกระทรวงการคลัง มาตั้งแต่ก่อตั้งกระทรวงการคลัง และเป็นรัฐมนตรีคนเดียวที่ไปกราบไหว้ในวันรับตำแหน่ง 

    นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ มีเวลาทำงาน 4 เดือน ซึ่งจะเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการต้นเดือนต.ค.68 หรือหลังแถลงนโยบายรัฐบาล โดยรัฐบาลจะทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นช่วงๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ตามนโยบายรัฐบาล ฟื้นเศรษฐกิจเร็ว มีผลในระยะยาว เสริมศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศ 

    สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัสนั้น จะเป็นโครงการแรกๆ ที่รัฐบาลเริ่มทำทันที โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในกลางเดือนต.ค.นี้ ตามนโยบาย ควิก บิ๊ก วิน ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจเร็ว ขณะเดียวกันจะดึงคนเข้าสู่ระบบภาษีด้วยการจูงใจ คนยื่นแบบภาษี จะได้สิทธิ์ 60:40  ซึ่งรัฐบาลจะมีหลายโครงการที่จะดึงคนเข้าสู่ระบบภาษี ด้วยวิธีการคล้ายๆ คนละครึ่งพลัส 

    “ถึงแม้วันนี้ ผมยังสั่งการไม่ได้ แต่ข้าราชการกระทรวงการคลัง ได้เตรียมการไว้แล้วและงบประมาณปี69 สามารถใช้ได้เลย เมื่อเข้ามาทำงานอย่างเป็นทางการ จะดำเนินการทันที คาดว่าภายในเดือนต.ค.68 ได้ประกาศให้ลงทะเบียนการใช้งานแน่ ”

    นอกจากนี้ ยังจะช่วยยกระดับทักษะให้กับพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เช่น แม่ค้าขายหมูปิ้ง ปกติอาจขายได้เฉพาะในซอย แต่ต่อไปจะช่วยฝึกให้ขายผ่านออนไลน์ ทำให้สามารถขายไปได้ทั่วอำเภอมีรายได้มากขึ้น ตลอดจนเพิ่มทักษะการทำบัญชี ทำให้มีข้อมูลสามารถไปยื่นกู้เงินกับสถาบันการเงินได้

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2885260&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BuEVNZewWNjhbjVfgmChG

  • “เดอะพาร์ค เขาหลัก” พังงา งบ 79 ล้าน กลายเป็นโครงการร้าง | TOPNEWS

    “เดอะพาร์ค เขาหลัก” พังงา งบ 79 ล้าน กลายเป็นโครงการร้าง | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า“เดอะพาร์ค เขาหลัก” โครงการศูนย์กลางการท่องเที่ยวและนันทนาการ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา งบประมาณกว่า 79 ล้านบาท กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ หลังเพจ “หมาเฝ้าบ้าน” โพสต์ภาพพร้อมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า หลังพบว่าถูกปล่อยทิ้งร้าง แม้ก่อสร้างเฟสแรกเสร็จตั้งแต่ปี 2565 แต่ไม่เคยเปิดใช้งาน สิ่งปลูกสร้างเริ่มทรุดโทรม หญ้ารก ขยะเกลื่อน และล่าสุดมีรายงานว่าอุปกรณ์ระบบน้ำมูลค่าราว 6 แสนบาทถูกขโมย ขณะที่เฟสสองแม้สร้างเสร็จแล้วก็ยังไร้วี่แววเปิดใช้เช่นกัน

    ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่พบว่า สภาพโครงการทรุดโทรมอย่างหนัก อาคารบางส่วนกลายเป็นที่ตากผ้าของชาวประมง ห้องน้ำใช้การไม่ได้ ระบบไฟฟ้าและประปาถูกงัดขโมยจนไม่สามารถใช้งานได้ การไฟฟ้าตัดจ่ายกระแสไฟเรียบร้อย โดยมีเพียงนักท่องเที่ยวบางตาที่แวะพักผ่อนบริเวณชายหาด ส่วนเทศบาลตำบลคึกคักชี้แจงว่ายังไม่มีอำนาจดูแลโครงการ เพราะยังไม่ได้รับการถ่ายโอนสิทธิ์จากกรมโยธาธิการและผังเมืองอย่างถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย

    default

    นายสิริธร บัวแก้ว นายกเทศมนตรีตำบลคึกคัก ระบุว่า เทศบาลมีความพร้อมดูแลและพัฒนาโครงการให้กลับมาใช้งานได้ เช่น ทำเป็นพื้นที่ออกกำลังกาย สวนสาธารณะ และจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ต้องรอให้โครงการถูกส่งคืนพื้นที่ให้กับสำนักงานธนารักษ์ก่อน เพื่อให้เทศบาลสามารถขอใช้พื้นที่อย่างถูกต้อง โดยล่าสุดทางกรมโยธาธิการฯ ได้ส่งมอบเฟสแรกให้ธนารักษ์แล้วเมื่อเดือนก่อน และเฟสสองอยู่ระหว่างดำเนินการ

    จักรพันธ์ รัตนอาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พังงา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1331820&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EfyOTCk1QGGcU2xpVYMKC

  • “กรณ์ จาติกวณิช” ชี้ปฏิรูปโครงสร้างคือกุญแจอนาคตเศรษฐกิจไทย

    “กรณ์ จาติกวณิช” ชี้ปฏิรูปโครงสร้างคือกุญแจอนาคตเศรษฐกิจไทย

    “กรณ์ จาติกวณิช” ชี้ปฏิรูปโครงสร้างคือกุญแจอนาคตเศรษฐกิจไทย

    ค่ำวันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้บริหารจากกว่า 40 บริษัทชั้นนำในไทยได้มารวมตัวกันในงานเสวนา “Unlocking Thailand’s Potential – Navigating Challenges and Seizing Opportunities” จัดโดยโรเบิร์ต วอลเทอร์ส ประเทศไทย บรรยากาศไม่ใช่เพียงการพบปะสังสรรค์ แต่เป็นพื้นที่ถกเถียงถึงอนาคตเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง โดยมี กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีคลังและนักลงทุน ร่วมแบ่งปันมุมมอง

    ในปีนี้ โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ได้ร่วมจัดงานกับพันธมิตรทั้ง 2 ได้แก่ Kuvera Capital Company Limited และ Ultimate Destiny โดย Kuvera Capital เป็นบริษัทไพรเวทอิควิตี้และการลงทุนทางเลือก โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าในระยะยาวผ่านโอกาสในการพลิกฟื้นธุรกิจ การลงทุนด้านโลจิสติกส์ และสถานการณ์พิเศษต่าง ๆ ส่วน Ultimate Destiny เป็นบริษัทที่ปรึกษาและฝึกอบรมระดับพรีเมียม ที่ผสานภูมิปัญญาตะวันออกเข้ากับศาสตร์การพัฒนาองค์กรสมัยใหม่ 

    เศรษฐกิจไทยในจุดเปลี่ยน

    กรณ์เริ่มด้วยการชี้ให้เห็นข้อจำกัดที่ฉุดรั้งประเทศ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ถดถอย ถึงขั้นเจ้าตัวเองยอมรับว่าเคยถอนการลงทุนจากตลาดทุนไทย แต่ท่ามกลางความท้าทาย เขาเห็นแสงสว่าง การเมืองที่ผู้คนตื่นรู้มากขึ้น การเปลี่ยนผ่านอำนาจโดยสันติ และสังคมที่เข้าใจว่า “การชุมนุมบนถนนอย่างเดียวไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงได้” ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สามาถสร้างจุดยืนใหม่ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในภูมิภาคได้

    นายกรณ์เน้นว่า การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง จำเป็นต้องเกิดควบคู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เขาเสนอให้ปฏิรูป พลังงานโดยการแยกส่วนการผลิตและการส่งไฟฟ้าออกจากกัน การเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตพลังงานอิสระสามารถขายไฟฟ้าโดยตรงให้แก่ผู้ใช้รายใหญ่ได้โดยตรง จะช่วยลดค่าไฟฟ้า ดึงดูดการลงทุนในพลังงานทดแทน และยังช่วยสร้างความโปร่งใสในการแข่งขันทางธุรกิจอีกด้วย

    ในภาคเกษตรกรรม กรณ์เสนอให้รวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อยเข้าด้วยกันเป็นองค์กรขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรอง เข้าถึงแหล่งทุน และส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม โดยยกตัวอย่างโมเดลสหกรณ์ผลิตภัณฑ์นมของประเทศนิวซีแลนด์ นอกจากนี้ ในด้านสุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ เขาได้เน้นถึงข้อได้เปรียบของประเทศไทยในการให้บริการผู้ป่วยทั้งในประเทศและต่างประเทศหลายล้านคนต่อปี พร้อมเสนอให้สร้างความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลและบริษัทเทคโนโลยี เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์

    เขากล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เคยเอื้อประโยชน์ทางเศรษฐกิจกำลังลดลง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างประชากรที่เคยหนุ่มสาว หรือพลังงานราคาถูก ขณะที่ประเทศยังต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ เช่น ภาวะเงินฝืดและสังคมผู้สูงอายุ เขาจึงเน้นย้ำว่าประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการวางกลยุทธ์ระยะยาว มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น

    ในด้านการเงิน ได้ชี้ให้เห็นถึงต้นทุนการทำธุรกรรมที่สูงซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปล่อยสินเชื่อแก่ SME และเสนอให้มีการนำกระบวนการทางการเงินและระบบราชการเข้าสู่ระบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดปัญหาคอร์รัปชัน

    ส่วนในประเด็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ได้เน้นย้ำถึงทุนวัฒนธรรมของไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ดนตรี งานฝีมือ หรือกีฬา ที่มีศักยภาพในการก้าวสู่ความสำเร็จระดับโลก โดยเริ่มจากการสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนจากภาคเอกชน พร้อมทั้งสนับสนุนด้วยนโยบายที่มุ่งคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เขายกตัวอย่างกระแส K-pop ของเกาหลีใต้ ซึ่งเกิดจากการขับเคลื่อนของภาคเอกชนก่อนที่รัฐจะเข้ามาสนับสนุน

    สุดท้ายได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของผู้นำที่มองการณ์ไกลและมีวิสัยทัศน์ ในการกำหนดอนาคตของประเทศไทย พร้อมทั้งเรียกร้องให้ภาคธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และประชาชนร่วมกันผลักดันโครงการที่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้งเพื่อความก้าวหน้าในระยะยาว พร้อมแสดงความมั่นใจในความสามารถของประเทศไทยที่จะปรับตัวและพัฒนาระบบการปกครองให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/731039&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l5BmLhlItIC3_6y9mk_cA