Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ม.มหิดล” มอบรางวัล “มหาวิทยาลัยมหิดล​ จงเจตน์เมธีวิชญ์” ครั้งแรก เชิดชูนักวิจัยผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย

    “ม.มหิดล” มอบรางวัล “มหาวิทยาลัยมหิดล​ จงเจตน์เมธีวิชญ์” ครั้งแรก เชิดชูนักวิจัยผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย

    มหาวิทยาลัยมหิดล มอบรางวัลเกียรติยศ “มหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” ครั้งแรก ยกย่อง นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ผู้บุกเบิกระบบ 30 บาทรักษาทุกโรค คว้ารางวัลนักวิจัยดีเด่น พร้อมเงิน 5 ล้านบาท และ รศ.ดร.วโรดม เจริญสวรรค์ นักวิจัยรุ่นใหม่ รับรางวัลพร้อมเงิน 1 ล้านบาท ตอกย้ำพลังงานวิจัยไทยที่เปลี่ยนสังคมได้จริง

    เมื่อวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 ณ ห้องท่าจีน โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ มหาวิทยาลัยมหิดลจัดพิธีมอบรางวัล “มหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” ครั้งแรก โดยได้รับเกียรติจาก พล.ต.อ.นพ.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ อดีตนายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษและมอบรางวัล

    ผู้ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่น ได้แก่ นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบาย “30 บาทรักษาทุกโรค” ด้วยงานวิจัยเชิงประจักษ์ จนสามารถเปลี่ยนโฉมระบบสาธารณสุขไทย และเป็นผู้บุกเบิกแนวคิด “การเหมาจ่ายรายหัว (Capitation Payment)” ที่ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ รางวัลนี้มาพร้อมเงินสนับสนุน 5 ล้านบาท

    ขณะเดียวกัน รศ.ดร.วโรดม เจริญสวรรค์ ได้รับรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ พร้อมเงินสนับสนุน 1 ล้านบาท เพื่อเป็นกำลังใจให้เดินหน้าสร้างงานวิจัยที่มีผลกระทบเชิงสังคมต่อไป

    รางวัลนี้นอกจากจะเชิดชูเกียรตินักวิจัยแล้ว ยังถูกออกแบบให้เป็นแรงผลักดันให้งานวิจัยไทยก้าวข้ามจากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ สร้างประโยชน์ต่อประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมไทยอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/245208&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22Y3Lbjy5teZ4XXPY27T8f

  • เพิ่มมิติการเรียนรู้ หนุนนักศึกษาทำงานร่วมชุมชน สร้างการเปลี่ยนแปลง ด้านสิ่งแวดล้อม

    เพิ่มมิติการเรียนรู้ หนุนนักศึกษาทำงานร่วมชุมชน สร้างการเปลี่ยนแปลง ด้านสิ่งแวดล้อม

    27 กันยายน 2568 19:52 น. สยามรัฐออนไลน์ การศึกษา

    วิทยาลัยนานาชาติ (IC) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมมือกับบริษัท เวล แมเนจเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เปิดตัวโครงการนำร่องส่งนักศึกษาลงพื้นที่ทำความสะอาดครั้งใหญ่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ภายใต้กรอบข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (MOU) ที่มุ่งเน้นการบูรณาการการเรียนรู้กับการลงมือปฏิบัติจริงในบริบทของความยั่งยืน

    โครงการนี้สะท้อนแนวทางการศึกษาที่มุ่งเน้นผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่ชุมชนให้กลายเป็นห้องเรียนกลางแจ้ง และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยภายใต้แนวคิดดังกล่าวนี้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจึงถูกเลือกเป็นพื้นที่ดำเนินงาน ด้วยเหตุผลเชิงลึกว่าเป็นเมืองมรดกทางวัฒนธรรมที่กำลังเผชิญแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะจากภาคการท่องเที่ยว การลงพื้นที่ในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ แต่ยังเป็นการเผชิญโจทย์จริงที่ท้าทายและมีความหมาย

    ในระหว่างการปฏิบัติงานนักศึกษาได้สวมบทบาท ‘ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง’ (Change-Makers) โดยเริ่มต้นจากการรับฟังการบรรยายสรุปเชิงลึกที่ DPU-IC ก่อนเดินทางไปทำงานร่วมกับสมาชิกในชุมชน โดยตลอดกิจกรรมนักศึกษาได้รับคำแนะนำจากทีมงานของ เวล แมเนจเม้นท์ ทำให้ได้สัมผัสประสบการณ์ตรง ตั้งแต่การเก็บขยะ การคัดแยกอย่างถูกหลัก ไปจนถึงการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่คนในพื้นที่ ซึ่งส่งผลต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างชัดเจน

    ความร่วมมือครั้งนี้ยังเกิดขึ้นจากความเชื่อร่วมกันว่า “ความยั่งยืนไม่ใช่สิ่งที่ต้องสอน แต่เป็นสิ่งที่ต้องลงมือทำ” โดยทั้งสององค์กรมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับความเป็นจริง และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะผ่านการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างเป็นระบบ

    ผู้บริหารของ DPU-IC ยังได้กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานในครั้งนี้ว่า “เมื่อภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมจับมือกัน เราไม่ได้เพียงสร้างกิจกรรม แต่กำลังวางรากฐานของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ซึ่งเริ่มต้นจากการลงมือทำและการเรียนรู้ร่วมกันในพื้นที่จริง”

    ทั้งนี้ แม้สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความสะอาดของพื้นที่ แต่สิ่งที่ลึกกว่านั้นคือการปลูกฝังคุณค่าการทำงานเป็นทีม ความรับผิดชอบ และจิตสำนึกของความเป็นพลเมืองโลก (Global Citizenship) กิจกรรมครั้งนี้จึงตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในการริเริ่ม และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างมีเป้าหมาย โดยมีการสนับสนุนที่เหมาะสมจากทั้งภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/654087&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-ZR3xIogGPQAM4sci2tRy

  • ‘วิรไท’เตือนไทยต้องปฏิรูประบบราชการจริงจัง ก่อนก้าวไม่ทันโลก

    ‘วิรไท’เตือนไทยต้องปฏิรูประบบราชการจริงจัง ก่อนก้าวไม่ทันโลก

    เศรษฐกิจ

    ‘วิรไท’เตือนไทยต้องปฏิรูประบบราชการจริงจัง ก่อนก้าวไม่ทันโลก

    27 ก.ย. 2025 เวลา 9:29 น.

    “วิรไท” ชี้ระบบราชการไทยยังเป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ แนะปฏิรูปจริงจัง ไม่ใช่แค่ปรับผิวเผิน ต้องเน้นต้านคอร์รัปชัน ปรับกฎเกณฑ์ภาครัฐ และสร้างรากฐานโครงสร้าง

    • “วิรไท” ชี้ระบบราชการไทยยังเป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ
    • แนะปฏิรูปจริงจัง ไม่ใช่แค่ปรับผิวเผิน
    • ต้องเน้นต้านคอร์รัปชัน ปรับกฎเกณฑ์ภาครัฐ
    • สร้างรากฐานโครงสร้างใหม่ เพื่อให้ไทยเดินหน้าอย่างยั่งยืน

    วานนี้ (26 ก.ย.)  สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดสัมนาประจำปี 2568 ในหัวข้อ “ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย Thailand’s Institutional Reform” 

    นายวิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในหัวข้อการเสวนาหัวข้อ “ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย ทำอย่างไรให้เป็นจริง” โดยมีสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า ระบบราชการไทย ในปัจจุบันยังคงเป็นปัจจัยที่ชะลอและฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องผลักดันให้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญเพื่อพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนของประเทศ

    “การเปลี่ยนแปลงของโลกที่เร่งตัวขึ้น ระบบราชการจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับพลวัตใหม่และสามารถเป็นผู้นำในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำและการจัดสวัสดิการประชาชนอย่างครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพและการศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้น”

    นายวิรไท กล่าวต่อว่าสาเหตุที่การปฏิรูประบบราชการไทยยังไม่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม มีหลายสาเหตุ ได้แก่ การปรับปรุงระบบราชการเพียงผิวเผิน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างองค์กรมีการแยกส่วนมากเกินไป สร้างปัญหาการบริการและความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน การยึดติดกับกฎหมายเก่าที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งวัฒนธรรมองค์กรที่ได้รับอิทธิพลจากการเมือง ทำให้ไม่ได้ทีการมุ่งเน้นประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก

    “การปฏิรูปโครงสร้างประเทศให้มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากการดำเนินการสามประการหลัก คือ การต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น การปฏิรูปกฎเกณฑ์ภาครัฐ และการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งและถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นทั้งนี้ ประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงผลสำเร็จระยะสั้น”

    ‘วิรไท’เตือนไทยต้องปฏิรูประบบราชการจริงจัง ก่อนก้าวไม่ทันโลก

    นายวิรไท ยังได้วิเคราะห์ปัญหาการปฏิรูประบบราชการไทย ชี้ให้เห็นว่า “รัฐของเรามีภูมิต้านทานที่ต่ำลงเรื่อยๆ ภูมิคุ้มกันที่น้อยลงเรื่อยๆ” โดยสะท้อนได้จากการที่ Moody’s และ Fitch Rating ปรับลด Outlook ของอันดับความน่าเชื่อถือของไทยเป็น Negative 

    6 ปัญหาหลักที่ทำให้การปฏิรูปล้มเหลว

    โดยสาเหตุสำคัญ 6 ประการที่ทำให้การปฏิรูประบบราชการไทยไม่บรรลุเป้าหมาย ได้แก่ 

    1. ทำ Modernization แต่ไม่ Transformation ระบบราชการไทยทำแค่การนำเทคโนโลยีมาใช้เสริม แต่ยังไม่ได้พลิกโฉมระบบงานอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในเรื่องธรรมาภิบาล (Governance) ที่ถือเป็นจุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลง

    2. ปัญหาการแตกกล่อง เกิดการแตกกล่องกันมากขึ้นในระบบราชการ ไม่มีการยุบรวมหรือควบรวมหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดปัญหาในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ทั้งในแนวตั้งจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค และโดยเฉพาะในแนวราบระหว่างหน่วยงาน

    3. ยึดติดกรอบกฎหมายเก่า ระบบราชการยังคงยึดกรอบกฎหมายเดิมเป็นหลัก กฎหมายที่ออกมาเพื่อตอบปัญหาในอดีต โดยไม่ได้ปรับปรุงกระบวนการและขั้นตอนการทำงานให้ทันสมัย

    4. วัฒนธรรมองค์กรผิดทิศทาง วัฒนธรรมการเป็นอุปถัมภ์ยังคงมีอิทธิพลมากกว่าการสร้างธรรมาภิบาลในภาครัฐ มีการเน้นพิธีกรรมมากกว่าเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์จริง

    5. วัฒนธรรมหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ข้าราชการมีแนวโน้มหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไม่กล้ารับผิดชอบหรือบริหารจัดการความเสี่ยง ทำให้ขาดนวัตกรรมและการพัฒนาที่แท้จริง

    และ 6. ขาดความรับผิดชอบต่อประชาชน ปัญหาสำคัญที่สุดคือการขาดความรับผิดชอบ (Accountability) การยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชนค่อยๆ หายไปจากระบบราชการไทย

    “ความท้าทายสำคัญในปัจจุบันคือการหาแนวทางวางรากฐานการปฏิรูปให้ถูกต้องครบถ้วน เพื่อให้ประเทศสามารถพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน” นายวิรไท กล่าว​​

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1200675&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yLzLgt2Dy5nbkB-xk_1Q6

  • โปรดเกล้าฯ ‘พล.ต.อ.จักรทิพย์-พล.ท.อดุลย์’ พ้นหน้าที่ราชองครักษ์ | เดลินิวส์

    โปรดเกล้าฯ ‘พล.ต.อ.จักรทิพย์-พล.ท.อดุลย์’ พ้นหน้าที่ราชองครักษ์ | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5152618/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZdsRebh6umzRdyeTsirAo

  • นนทบุรีจัดใหญ่! เปิดงาน “OTOP ทุกการช้อป คือการให้” หนุนเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้หมุนเวียน

    นนทบุรีจัดใหญ่! เปิดงาน “OTOP ทุกการช้อป คือการให้” หนุนเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้หมุนเวียน

    รองผู้ว่าฯ นนทบุรี นำทีมเปิดงาน “OTOP ทุกการช้อป คือการให้” ที่โลตัส นอร์ธ ราชพฤกษ์ ดึงภาครัฐ–เอกชน–ประชาชน ผนึกกำลังขับเคลื่อนสินค้า OTOP สร้างมิติใหม่ ไม่ใช้งบราชการ ชวนช้อปสินค้าดีจากชุมชน 26 ก.ย.–2 ต.ค. นี้

    วันนี้ (26 กันยายน 2568) เวลา 16.00 น. ที่ลานโปรโมชั่น โลตัส นอร์ธ ราชพฤกษ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นางระวีพรรณ แก้วเพียงเพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานเปิดงาน “OTOP ทุกการช้อป คือการให้” โดยมีนางประภา ปานนิตยกุล พัฒนาการจังหวัดนนทบุรี กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดงาน เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ OTOP กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับชุมชน

    สำหรับงานนี้ ถือเป็นการจัดในมิติใหม่ โดยไม่ใช้งบประมาณจากทางราชการ แต่เกิดจากความร่วมมือของภาคีเครือข่ายอย่างรอบด้าน ทั้งภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนนทบุรี สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนนทบุรี และองค์การบริหารส่วนตำบลอ้อมเกร็ด ภาคเอกชน ได้แก่ โลตัส นอร์ธ ราชพฤกษ์ บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) และโรงเรียนกสินธรเซนต์ปีเตอร์ รวมถึงภาคประชาชนอย่างเครือข่ายผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP และผู้ประกอบการชุมชนในพื้นที่อำเภอเมืองนนทบุรีและใกล้เคียง

    งาน “OTOP ทุกการช้อป คือการให้” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00–20.00 น. เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมเลือกซื้อสินค้าดี มีคุณภาพจากผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมอุดหนุนสินค้าไทย สร้างพลังเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/245074&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vRhcBjnjMGTkYpPxQLbW-

  • ‘บิ๊กตู่’ ชื่นชมการทำงาน ‘รองจ๋อ’ อวยพรพระคุ้มครองพร้อมฝากดูแลประชาชน | เดลินิวส์

    ‘บิ๊กตู่’ ชื่นชมการทำงาน ‘รองจ๋อ’ อวยพรพระคุ้มครองพร้อมฝากดูแลประชาชน | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5151325/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ccjB8j7vsGItjtBi97Ty7

  • “ธรรมนัส” พบทูตจีน แก้ปัญหานักท่องเที่ยวลด

    “ธรรมนัส” พบทูตจีน แก้ปัญหานักท่องเที่ยวลด

    กทม. 27 ก.ย.-“ธรรมนัส” รองนายกฯ พบทูตจีน แก้ปัญหานักท่องเที่ยวลด เร่งยกระดับท่องเที่ยว เน้นความปลอดภัย พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ดึงคนจีนกลับมาเที่ยวไทย 3 ล้านคนใน 3 เดือน

    ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ตนและนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เข้าพบ นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อหารือถึงแนวทางเกี่ยวกับปัญหาการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับจีน

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวในไทยของคนจีน ลดน้อยลงอย่างมากมีไม่ถึง 3 แสนคนต่อปี โดยจีนต้องการเห็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยที่หลากหลายและทันสมัยมากขึ้น ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงสถานที่เดิม ๆ เช่น วัดพระแก้ว หรือพื้นที่ที่ยังประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากอย่างริมแม่น้ำเจ้าพระยาและเกาะเมืองอยุธยา นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย ปัญหาอาชญากรรม และท่าทีของรัฐบาลหรือรัฐมนตรีบางคน ที่มีท่าทีดูหมิ่นคนจีน ทำให้ฝ่ายจีนไม่พอใจอย่างมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนน้อยลงมาก

    ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ทางจีนยืนยันความพร้อมที่จะผลักดันการส่งนักท่องเที่ยวมาไทยเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าขยายจาก 300,000 คน เป็น 3 ล้านคน ภายในเวลาไม่กี่เดือน หากเราสามารถยกระดับความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวได้จริง พร้อมทั้งเสนอให้รัฐบาลไทยหันมาพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะการจัดการแม่น้ำเจ้าพระยาและเมืองเก่าอยุธยาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเสียหายทุกปี

    “ตอนนี้ เราต้องเร่งลงมือทำงานจริงจัง ข้าราชการไม่สามารถอยู่สบายได้อีกต่อไป เพราะพวกเรารับเงินเดือนจากภาษีประชาชน ต้องคิดถึงการพัฒนาประเทศมากกว่าการนั่งในห้องแอร์แล้วจินตนาการ หากทำได้สำเร็จ การท่องเที่ยวไทยจะกลับมาสร้างรายได้มหาศาล และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำมา ซึ่งท่านพร้อมทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมือง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว.-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    กทม. 27 ก.ย.-โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหาร-นายตำรวจ เป็นราชองครักษ์พิเศษ 38 นาย พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 อยู่ในลำดับที่ 20 เมื่อวันที่ 27 ก.ย.2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศให้นายทหารสัญญาบัตรและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร แต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษและนายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายทหารสัญญาบัตรและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร แต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษและนายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ จำนวน 38 นาย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 มาตรา 4 มาตรา 5 และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. 2495 และข้อ 6 ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ.2559 .-313.-สำนักข่าวไทย

    กทม. 27 ก.ย.-วงจรปิดจับภาพวินาทีไฟไหม้รถจักรยานยนต์ที่ลานจอด ก่อนลุกลามระเบิดวอดรถจักรยานยนต์ 29 คัน รถยนต์ 3 คัน และจักรยาน 3 คัน วงจรปิดจับภาพวินาทีไฟเริ่มลุกไหม้รถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ด้านในสุด ก่อนจะลุกลามมาคันข้างๆ และระเบิด จนควันปกคลุมไปทั่ว แล้วไฟได้ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ทำให้รถจักรยายนต์ที่จอดอยู่เสียหายถึง 29 คัน รถยนต์ 2 คัน รถกระบะ 1 คัน และจักรยานอีก 3 คัน เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลาประมาณ 01.40 น. เช้าวันนี้ (27 กย.68) ที่ลานจอดรถ ของพี.อาร์.เค แมนชั่น ใกล้ปากซอยสุขสวัสดิ์ 17 เเขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ ตำรวจพร้อมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งเข้าช่วยเหลือฉีดน้ำสกัดท่ามกลางเปวดพลิงที่และกำลังลุกลามต่อเนื่องไปยังลานจอดรถยนต์ด้านในอาคาร โดยใช้เวลานานกว่า 20 นาที จึงควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ ซึ่งรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่เสียหายทั้งหมด เบื้องต้นตำรวจยังไม่สรุปสาเหตุ ต้องรอให้เจ้าหน้าส่วนเกี่ยวข้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต.-สำนักข่าวไทย

    26 ก.ย. – กัมพูชาเปิดฉากยิงไทยแล้ว 2 จุด บริเวณพื้นที่ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ และเนิน 498 ช่องบก จ.อุบลราชธานี เวลาประมาณ 16.40 น. รับแจ้งจากหน่วยทหารในพื้นที่ ระบุว่า บริเวณเนิน 350 พื้นที่ประสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ได้ยินเสียงระเบิด 1 ครั้ง และพื้นที่ “จุ๊บอั่งกุย” ได้ยินเสียงปืนเล็ก 5-6 นัด คาดว่าเป็นการก่อเหตุยั่วยุจากทางฝั่งกัมพูชา ล่าสุดเหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติ อยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติมจากหน่วยทหารในพื้นที่ ขณะที่บริเวณเนิน 498 ช่องบก จ.อุบลราชธานี พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ยอมรับว่า ไทยถูกกัมพูชายิงระเบิดใส่จริง ขณะนี้กำลังเร่งตรวจสอบ เก็บหลักฐานไปประท้วง พร้อมขอให้ประชาชนช่วยรักษาความลับราชการ ไม่เผยแพร่ภาพพิกัดยุทโธปกรณ์ของทหาร.-สำนักข่าวไทย

    กทม 26 ก.ย.- กรมการปกครอง ไม่อนุมัติ “ผู้กองแคท” โยกไปช่วยงานประธานรัฐสภา ชี้นโยบายชัด ปลัดอำเภอใหม่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่จริง เพื่อสั่งสมประสบการณ์ นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทน อธิบดีกรมการปกครอง ทำหนังที่ มท 302.13481 ถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เรื่องขอยืมตัวข้าราชการช่วยราชการ โดย อ้างถึง หนังสือสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ด่วนที่สุด ที่ สผ001.02/479 ลงวันที่ 25 กันยายน 2568 โดยมีรายละเอียดว่า ตามหนังสือที่อ้างถึง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แจ้งว่า มีความประสงค์ขอยืมตัวข้าราชการสังกัดกรมการปกครองราย ร้อยตำรวจเอกหญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก ตำแหน่ง นักประชาสัมพันธ์ปฏิบัติการ ส่วนประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมการปกครอง มาช่วยราชการที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในส่วนงานของประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย อีกหน้าที่หนึ่ง โดยไม่ขาดจากตำแหน่งหน้าที่เดิม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่1ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป นั้น กรมการปกครอง ขอเรียนว่า […]

    ข่าวแนะนำ


    น้ำปิงล้นตลิ่ง

    เชียงใหม่ 27 ก.ย. – ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ เรียกประชุมทุกหน่วยงาน ติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย หลังระดับน้ำปิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คาดสูงถึง 4.15 เมตร ในคืนนี้ ประเมินเบื้องต้นยังสามารถบริหารจัดการได้ และสั่งทุกหน่วยเตรียมพร้อมเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ค่ำวันนี้ (27 ก.ย. 68) ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ สำนักงานชลประทานที่ 1 (SWOC1) อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เรียกประชุมด่วนทุกหน่วยงาน ติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมรับมือระดับน้ำในแม่น้ำปิงหลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบนของจังหวัด ส่งผลให้ให้มวลน้ำจำนวนมากจะไหลลงมาผ่านตัวเมืองที่เป็นย่านเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงเวลา 22.00-24.00 น. คืนนี้ ชลประทานเชียงใหม่คาดการณ์ว่าระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม 3.9 เมตร เป็น 4.0-4.15 เมตร และจะส่งผลให้น้ำปริ่มและเอ่อล้นตลิ่งเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการสถานการณ์ได้ เนื่องจากมีการเสริมคันกันน้ำทั้งสองฝั่งแม่น้ำปิง ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้สูงถึง 4.2 เมตร สำหรับสถานการณ์ฝนในพื้นที่อำเภอต่างๆ โดยเฉพาะที่อำเภอแม่แตง ทางอำเภอได้รายงานว่าตลอดทั้งวันยังมีฝนตกในพื้นที่ […]

    27 ก.ย. – การรถไฟแห่งประเทศไทย ประกาศแจ้งเหตุน้ำท่วมหนัก “ทางรถไฟขาด” ที่บ้านเหลื่อม จ.นครราชสีมา สั่งปรับแผนเดินรถ ขณะนี้ได้สั่งการและดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ พร้อมปรับแผนการเดินรถเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร ดังนี้ 1.ขบวนรถด่วนที่ 75/76 กรุงเทพอภิวัฒน์ – หนองคาย – กรุงเทพอภิวัฒน์2.ขบวนรถสินค้าที่ 553 มาบตาพุด – บัวใหญ่3.ขบวนรถสินค้าที่ 532 สำราญ – บางละมุงให้เปลี่ยนการเดินขบวนรถในเส้นทางชุมทางแก่งคอย – นครราชสีมา – ชุมทางบัวใหญ่ – หนองคาย 4.ขบวนรถท้องถิ่นที่ 439 ชุมทางแก่งคอย – ชุมทางบัวใหญ่ เดินถึงสถานีบ้านเหลื่อม5.ขบวนรถท้องถิ่นที่ 434 ชุมทางบัวใหญ่ – ชุมทางแก่งคอยรอสถานการณ์น้ำที่สถานีชุมทางบัวใหญ่ จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่สามารถประมาณการเวลาในการเปิดทางได้ เนื่องจากระดับน้ำยังคงท่วมสูงและยังไม่มีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ การรถไฟฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมให้ทราบ เมื่อมีความคืบหน้าในการเปิดเส้นทางเดินรถ ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้.-513-สำนักข่าวไทย

    อุบลราชธานี 27 ก.ย.-กองทัพภาคที่2 ซัดเขมรใช้แผนยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย้ำรู้ทันแผนโฆษณาชวนเชื่อต่อนานาชาติ เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 27 ก.ย. 68 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 27 ก.ย. ณ เวลา 14.00 น. ว่าสถานการณ์โดยรวมเมื่อเวลา 12.02 น. ฝ่ายกัมพูชาได้พยายามสร้างสถานการณ์ความตึงเครียด ขึ้นอีกครั้งบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี โดยใช้อาวุธสงครามยิงเข้ามายังพื้นที่ ของฝ่ายไทยจากบริเวณเนิน 677 มายังเนิน 600 และ เนิน 527 พร้อมทั้งใช้อาวุธปืนเล็กยิงปะทะเป็นระยะ ก่อนที่สถานการณ์จะยุติลง ทั้งนี้ การปะทะจำกัดวงอยู่เฉพาะบริเวณดังกล่าว แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังควบคุมพื้นที่อย่างใกล้ชิด ต่อมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ฝ่ายไทยได้รับแจ้งจากกัมพูชา ว่า คณะสังเกตการณ์ระหว่างประเทศ (IOT) ของกัมพูชา จะเดินทางเข้าพื้นที่ช่องอานม้า กองทัพภาคที่ 2 ประเมินว่าเป็นความพยายามของกัมพูชา ในการสร้างเงื่อนไขและยั่วยุให้เกิดสถานการณ์ เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่คณะ IOT […]

    พระนครศรีอยุธยา 27 ก.ย.-นายกฯ ลงพื้นที่พระนครศรีอยุธยา ตรวจน้ำท่วม เร่งเยียวยาแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เดินหน้าบูรณาการหน่วยงานใช้งบแสนล้านบาท พัฒนาระบบชลประทานและการจัดการน้ำ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.ของพรรค ให้การต้อนรับ และในโอกาสนี้ นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สส.พรรคประชาชน เขต1 ที่มาร่วมงานด้วย ทันทีที่นายกรัฐมนตรีได้เดินทางมาถึงบริเวณวัดโคกหิรัญ มีประชาชนมารอให้การต้อนรับ มอบดอกกุหลาบให้กำลังใจ พร้อมร้องเพลง มาร์ช อสม.ต้อนรับนายกรัฐมนตรี พร้อมกับถ่ายรูปเซลฟี่ อย่างเป็นกันเอง ก่อนที่จะรับฟังการรายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่จากผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยผู้ว่าราชการจังหวัดยืนยันว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ไม่ใช่พื้นที่ทุ่งรับน้ำ พื้นที่มีโฉนดที่ดินทั้งหมด ไม่ใช่ที่สาธารณะ หรือแก้มลิง พร้อมขอให้มีการพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาเพื่อบรรเทาปัญหาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เนื่องจากไม่ได้รับความสะดวกในการประกอบอาชีพ นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น มาในสถานะนายกรัฐมนตรี ถือว่าสามารถที่จะมาตอบสนองความต้องการของประชาชนในทุกๆ มิติ รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่ทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียวกัน กับพรรคร่วมรัฐบาล เป้าหมายคือประโยชน์สูงสุดของประชาชน นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ทราบดีอยู่แล้วว่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแห่งนี้ มีน้ำท่วมทุกปี น้ำท่วมซ้ำซาก […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/politics-1591280&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UGRu7C9qVFjUBoIuu2JsU

  • การกำหนดอายุการใช้งานและอัตราค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ถาวร

    การกำหนดอายุการใช้งานและอัตราค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ถาวร

    การกำหนดอายุการใช้งานและอัตราค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ถาวร

    ข่าวการศึกษา 27 ก.ย. 2568 (16:25 น.) เปิดอ่าน : 186 ครั้ง


    การกำหนดอายุการใช้งานและอัตราค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ถาวร


    ดาวน์โหลดไฟล์แนบ

    ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

    พลาสติกปูโต๊ะ ผ้าปูโต๊ะกันน้ำ แบบใส

    ฿148 – ฿535

    https://s.shopee.co.th/7V3F6KvQJG?share_channel_code=6


    การกำหนดอายุการใช้งานและอัตราค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ถาวร

    ≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

    :: เรื่องปักหมุด ::

    Advertisement

    ≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡

    ≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

     

    หมวดหมู่เนื้อหา
    เนื้อหา แยกตามหมวดหมู่ สามารถเลืออ่านได้ตามหมวดหมู่ที่นี่

    ครูบ้านนอกดอทคอม

    เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

          kroobannok.com

    © 2000-2020 Kroobannok.com  
    All rights reserved.

    Design by : kroobannok.com

    ครูบ้านนอกดอทคอม
    การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

    วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
     

    ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

    เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

    Email : kornkham@hotmail.com
    Tel : 096-7158383

    สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
    คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ
     
         

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/92986&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0slQXmSOJ9a0lHUc-oY9Iv

  • เป-ตะ เฟสติวัล ต้นแบบการต่อยอด งานสารทเดือนสิบเมืองทุ่งสง

    เป-ตะ เฟสติวัล ต้นแบบการต่อยอด งานสารทเดือนสิบเมืองทุ่งสง

    เมื่อกล่าวถึง “ทุนทางวัฒนธรรม” หลายคนอาจจินตนาการได้ว่าประเทศไทยในฐานะชาติที่มีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม ย่อมสามารถแปลงความโดดเด่นทางวัฒนธรรมไทยแต่ละด้านมาเป็น “ทุน” ที่ใช้ต่อยอดในการสร้างความเข้มแข็งให้กับทุกองคาพยพ เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศไทยไปในทิศทางที่ควรจะเป็น ยิ่งในยุคที่เราต้องดำรงชีวิตท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รวมถึงปัจจัยภายนอกที่สั่นคลอนภาคเศรษฐกิจและสังคม “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่แข็งแกร่ง น่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ประชาชนและสังคมไทยหยัดยืนอยู่ได้ในทุกสถานการณ์

    เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพความแข็งแกร่งของ “ทุนทางวัฒนธรรมไทย” ที่แปรเปลี่ยนมาเป็นพลังในการสร้างความเข้มแข็งให้สังคมไทยในทุกมิติ เราขอพาไปซึมซับความหมายของประเพณีอันดีงาม “สารทเดือนสิบ” ของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ผ่านงานเป-ตะ เฟสติวัล ที่ต่อยอดแนวคิดการจัดงานมาจาก เทศกาล รับ-ส่งตายาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลสารทเดือนสิบ ที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนานในพื้นที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยประเพณีอันดีงามนี้แฝงไว้ด้วยกุศโลบายในการเชิญชวนลูก หลาน กลับบ้าน เพื่อมาพบปะญาติสนิทมิตรสหาย ระลึกถึงผู้มีพระคุณ และทำบุญให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

    และเพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบสาน และต่อยอดประเพณีอันงดงามนี้ให้คงอยู่ตลอดไป ตลอดจนร่วมกันพัฒนาให้เมืองทุ่งสงเป็นเมืองแห่งทุนวัฒนธรรมที่ยั่งยืน อำเภอทุ่งสง จึงได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายของเมือง ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ท้องถิ่น ท้องที่ ของเมืองทุ่งสง ภายใต้โครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาเมืองแห่งทุนทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืน และเครือข่ายย่านวัฒนธรรมชุมชน ระยะที่ 2” มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งได้รับทุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดเทศกาลเป-ตะ เฟสติวัล ขึ้นในระหว่างวันที่ 8 – 22 กันยายน ที่ผ่านมา ณ หลาดยิบ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยงานนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2

    เป-ตะ เฟสติวัล ต้นแบบการใช้เทศกาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน & อีกหนึ่งบทพิสูจน์ของการใช้ “ทุนวัฒนธรรมสร้างชาติ”

    ปิยะนาถ กลิ่นภักดี นักวิจัยพื้นที่ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในโครงการวิจัยการพัฒนาเมืองแห่งทุนวัฒนธรรมที่ยั่งยืนและเครือข่ายย่านวัฒนธรรมชุมชนเมืองทุ่งสง ให้ข้อมูลความเป็นมาในการจัดงาน เป-ตะ เฟสติวัล ว่า
    “โครงการวิจัยนี้ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 และในปีที่ 6 มองเห็นว่าเมืองทุ่งสงมีความพร้อมในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพและคุณค่าของทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่อำเภอทุ่งสง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่แข็งแกร่งของการพัฒนาชุมชนและการสร้างเศรษฐกิจฐานราก ตลอดจนเมืองทุ่งสงเอง ยังมีโครงสร้างพื้นฐาน โรงแรม ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องที่พร้อมให้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในทุ่งสง เราจึงมองหาเครื่องมือที่เหมาะสมในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับจุดเด่นที่กล่าวมานี้ จนได้มติร่วมกันว่าต้องใช้เทศกาลท้องถิ่นเพื่อขับเคลื่อนเมือง”
    ปิยะนาถ กลิ่นภักดี นักวิจัยพื้นที่ มหาวิทยาลัยศิลปากร
    “โดยหนึ่งในงานประเพณีประจำปีของทุ่งสงและจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ทั้งคนนครศรีธรรมราชเองและผู้คนจากทั่วทุกสารทิศรอคอย คือ งานสารทเดือนสิบ แต่ที่ผ่านมาประเพณีเดือนสิบไม่ได้ถูกพูดถึงในมุมวัฒนธรรม วิถีชีวิต โดยในพื้นที่ทุ่งสงได้เคยจัดงานเทศกาลสารทเดือนสิบ แต่หายไปกว่า 30 ปีแล้ว ดังนั้น โครงการวิจัยการพัฒนาเมืองแห่งทุนวัฒนธรรมที่ยั่งยืนและเครือข่ายย่านวัฒนธรรมชุมชนเมืองทุ่งสง จึงคิดที่จะจัดเทศกาลขึ้นมา โดยอิงจากแนวคิดของการจัดงานสารทเดือนสิบ แต่ความท้าทายอยู่ที่จะทำอย่างไรให้มีความแตกต่าง และสื่อสารถึง “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่ทุ่งสงมี ผ่านงานสารทเดือนสิบประเพณีสำคัญของชาวภาคใต้ที่ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่ครั้งโบราณจนถึงปัจจุบัน”

    “เราคิดกันตั้งแต่ชื่อของงาน ที่จะมาเป็นธีมในการจัดงาน โดยได้หยิบเอาจุดประสงค์สำคัญของงานสารทเดือนสิบ ที่เป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีกับทั้งพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย และญาติพี่น้องซึ่งล่วงลับไปแล้ว และญาติพี่น้องที่ยังอยู่ ซึ่งในภาษาสันสกฤษอยู่ในนิยามของคำว่า เปรต อ่านว่า เปตร หรือเปร-ตะ แปลว่า ผู้ไปก่อน บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ขณะที่ เปต ภาษาบาลี อ่านว่า เป-ตะ แปลว่า ผู้ไปก่อน บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว โดยเรามองว่า ถ้าใช้คำว่า เปรต มาตั้งชื่อเทศกาล คนส่วนใหญ่จะมองว่ามีความหมายไม่ดี เราจึงใช้คำว่า “เป-ตะ เฟสติวัล” เป็นชื่อเทศกาลที่สื่อความหมายเดียวกัน”
    “งาน เป-ตะ เฟสติวัล ในครั้งนี้ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยในปีแรกได้กระแสตอบรับค่อนข้างดี แต่มีการจัดงานแค่ 2 วัน มาในปีนี้มีการจัดงาน 15 วัน ซึ่งคณะผู้จัดงาน อยากให้การจัดงาน เป-ตะเฟสติวัล นี้เป็นการจัดงานใหญ่ประจำปีของทุ่งสงในช่วงแรม 1 ค่ำ ถึงแรม 15 ค่ำ แต่เราต้องเรียงร้อยกิจกรรมให้เป็นเรื่องราวตัวแทนบอกเล่าประเพณีสำคัญนี้ ซึ่งเราทำงานร่วมกับนักจัดการทุนวัฒนธรรม ที่เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนให้เกิดงานนี้”
    “ทั้งนี้ นักจัดการทุนวัฒนธรรม คือ ผู้แปรทุนวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ในชุมชน ให้เป็นพลังการพัฒนาที่แท้จริง ผ่านความเข้าใจเชิงลึกในทุนวัฒนธรรมของตนเอง และความสามารถในการออกแบบกิจกรรมที่เชื่อมโยงผู้คน เรื่องเล่า ผลิตภัณฑ์ วิถีแห่งชีวิต และพื้นที่เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งในการจัดงานเป-ตะ เฟสติวัล นี้ เกิดได้จากความร่วมมือของ นักจัดการทุนวัฒนธรรม ในท้องถิ่นทุ่งสงอย่างแท้จริง”
    “โดยงานในปีนี้ไม่ได้เน้นแค่การขายสินค้า อาหารพื้นถิ่น เช่น เหนียวคั่วไก่ แกงโหรา แต่ยังเน้นเรื่องการส่งเสริมและสื่อสาร “ทุนทางวัฒนธรรม” ของทุ่งสง ในทุกมิติ ไม่ว่าจะป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอย่าง การแสดงหนังตะลุง มโนราห์ หรือการเปิดลานสะบ้า ที่เป็นการละเล่นที่หาชมได้ยาก รวมถึงการประกวดจัด หมฺรบ (หมรับ) การประกวดเพลงลูกทุ่งใต้ การประกวดวาดภาพประเพณีสารทเดือนสิบ การสาธิตการทำขนมสารทเดือนสิบ การจัดกระบวนแห่ รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ในการแสดงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรวมถึงการประกวดภาษาถิ่น การโต้วาที การร้องเพลงลูกทุ่งสำเนียงใต้ อีกทั้งเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ และเป็นการพัฒนาทุนวัฒนธรรม สู่มูลค่าเพิ่ม มีรายได้ สร้างผู้ค้าเป็นคนในชุมชน ทำให้รายได้หมุนเวียนในพื้นที่ และเป็นการเปิดเมืองใหม่เพื่อให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย”
    “เทศกาล เป-ตะ เฟสติวัล จึงเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของการนำ เทศกาล มาขับเคลื่อนเมือง และยังเป็นเทศกาลแรกในประเทศไทยก็ว่าได้ที่เกิดจากโครงการวิจัยฯอย่างแท้จริง”

    นิชาภา หวังวณิชชากร เจ้าของร้านอาหารย่งฮง ทุ่งสง
    ด้าน นิชาภา หวังวณิชชากร เจ้าของร้านอาหารย่งฮง ทุ่งสง ได้บอกเล่ามุมมองของผู้ประกอบการในเมืองทุ่งสงว่า
    “เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในเมืองทุ่งสง ตลอดเวลาที่มีโครงการวิจัยฯ นี้เข้ามา เมืองทุ่งสงเริ่มเป็นที่รู้จัก รู้ได้จากลูกค้าที่มารับประทานอาหารที่ร้าน ที่ตั้งใจเดินทางมาที่ทุ่งสงเพื่อมาเที่ยวชุมชน เดินหลาดชุมทาง หลาดยิบ รวมถึงมาเที่ยวยังที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติใหม่ๆ และเมื่อทางทุ่งสงจัดงานเทศกาล เปขตะ เฟสติวัล และงานทำบุญสารทเดือนสิบ ก็มีนักท่องเที่ยวจากภาคอื่นๆตั้งใจเดินทางมาเที่ยว นครฯ เพื่อมาร่วมเทศกาล งานประเพณีสำคัญนี้ ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของเมืองให้คึกคักขึ้นอย่างชัดเจน”
    มณฑา นาคศิริ เจ้าของร้านเก้าฉื้อ ที่มาเปิดร้านขายข้าวผัดปูในงาน เป-ตะเฟสติวัล
    ขณะที่ มณฑา นาคศิริ เจ้าของร้านเก้าฉื้อ ที่มาเปิดร้านขายข้าวผัดปูในงาน เป-ตะเฟสติวัล ก็บอกว่า “เราเปิดขายอาหารทั้ง หลาดชุมทาง ทุ่งสง ซึ่งที่นั่นก็ขายดีมาก ขายได้ไม่ต่ำกว่า 8,000 -10,000 บาท แล้วพอมาเปิดร้านขายที่งาน เป-ตะ เฟสติวัล ก็ขายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 8,000 บาท เช่นกัน เลยคิดว่าเทศกาล เป-ตะ เฟสติวัล นี้มีส่วนอย่างมากในการทำให้ชาวทุ่งสงออกมาใช้จ่าย และช่วยให้คนค้าขายอย่างเราอยู่ได้”

    (เสื้อดำ) ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท.

    บพท. พร้อมดึงศักยภาพและคุณค่าของ “ทุนทางวัฒนธรรม” ปูทางสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

    บพท. คืออีกหนึ่งหน่วยงานเบื้องหลังสำคัญ ที่มาสนับสนุนทุนใน โครงการวิจัยการพัฒนาเมืองแห่งทุนวัฒนธรรมที่ยั่งยืนและเครือข่ายย่านวัฒนธรรมชุมชนเมืองทุ่งสง ทำให้เกิด เทศกาล เป-ตะ เฟสติวัล ครั้งที่ 2 ขึ้น ซึ่งในพิธีเปิดงานเป-ตะ เฟสติวัล ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. ได้กล่าวถึงแนวทางในการสนับสนุนเพื่อต่อยอด ทุนทางวัฒนธรรม ไปพัฒนาชุมชนและสร้างเศรษฐกิจฐานรากของไทยให้มั่นคงว่า
    “บพท. เล็งเห็นถึงศักยภาพและคุณค่าของทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่อำเภอทุ่งสง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชนและการสร้างเศรษฐกิจฐานราก จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนาผ่านโครงการ “การพัฒนาเมืองแห่งทุนวัฒนธรรมที่ยั่งยืน และเครือข่ายย่านวัฒนธรรมชุมชน ระยะที่ 2” โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อผลักดันให้เทศกาลนี้เป็นเวทีแสดงพลังของวัฒนธรรมชุมชน เชื่อมโยงเศรษฐกิจและสังคม และสร้างโอกาสในการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

    “โดยผลลัพธ์จากการดำเนินงานวิจัยในพื้นที่อำเภอทุ่งสงตั้งแต่ปี 2561 สะท้อนให้เห็นถึงพลังของวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 293.35 ล้านบาท และมีผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงถึง 7.10 เท่า จากการจัดกิจกรรมตลาดวัฒนธรรมกว่า 367 ครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวคิด “ตลาดวัฒนธรรม” ที่เปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้ถ่ายทอดวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเต็มที่ ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสร้างรายได้หมุนเวียนในทุกระดับทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ “
    “สำหรับงาน “เป-ตะ เฟสติวัล” ในวันนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ถือว่าเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของการพัฒนาเมืองทุ่งสง ผ่านจุดเชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สะท้อนการบูรณาการร่วมมือในการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่ร่วมกันผลักดันให้เทศกาลนี้กลายเป็นพื้นที่แห่งความภาคภูมิใจของชุมชน และกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการพัฒนาเมืองทุ่งสงในมิติทั้งวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคม ต่อไป”

    การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากในทุกมิติ

    “อยู่ดีมีแฮง มีเงินใช้พอมีพอกิน” เสียงสะท้อนจากชาวบ้านนาเกียรตินิยม” จ.บุรีรัมย์ ถึง ‘บุรีรัมย์เซอร์กิต’ โมเดลแก้จนที่ได้ผลสำเร็จเกินคาด

    ล้อมวงสรุปบทเรียนจากการใช้งานวิจัย ม.กาฬสินธุ์ วาง โมเดลแก้จน ช่วยชาวบ้านดงสวางจันทร์เจริญ จ.กาฬสินธุ์ พ้นจากความจนอย่างยั่งยืน

    ถอดบทเรียนความสำเร็จของแบรนด์ ‘ร้านกระจูดนักเรียน’ ต้นแบบ ‘ผู้ประกอบการจิ๋ว’ หัวใจแกร่งแห่งเมืองพัทลุง

    Post Views: 94

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/09/27/pe-ta-festival-cultural-asset-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw141gmGXgFxvNfbEmGnucrw

  • เมืองไร้รถประจำทางคว้ารางวัล “ข่าวผู้บริโภคยอดเยี่ยม”

    เมืองไร้รถประจำทางคว้ารางวัล “ข่าวผู้บริโภคยอดเยี่ยม”

    Skip to content

    เมืองไร้รถประจำทางคว้ารางวัล “ข่าวผู้บริโภคยอดเยี่ยม”

    บทความ “23 จังหวัด เมืองไร้รถประจำทาง อีกนานแค่ไหนถึงจะมี?” คว้า “ข่าวผู้บริโภคยอดเยี่ยม” เวทีประกวดข่าวดิจิทัล ปี 2568 ชูบทบาทสื่อมวลชนกำลังสำคัญสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิผู้บริโภค พร้อมกระตุ้นสังคมตระหนักถึงปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข

    วันที่ 26 กันยายน 2568 สุภาพร ถิ่นวัฒนากูล รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ร่วมมอบรางวัล “ข่าวผู้บริโภคยอดเยี่ยม” ในงานประกาศรางวัล “ข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2568” (Thailand’s Digital News Excellence Awards 2025) โดยรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ บทความ “23 จังหวัด เมืองไร้รถประจำทาง อีกนานแค่ไหนถึงจะมี?” สำนักข่าวไทยพีบีเอส (ThaiPBS)

    ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่มีการมอบรางวัลประเภทข่าวผู้บริโภคยอดเยี่ยม บนเวทีงานประกาศรางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม สะท้อนถึงความตื่นตัวของสื่อมวลชนต่อการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างจริงจัง ทั้งการเปิดโปงปัญหา สร้างการเปลี่ยนแปลง และผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมือแก้ไข โดยมีผลงานข่าวและคอนเทนต์เพื่อผู้บริโภคส่งเข้าประกวดจำนวนมาก โดยมีรางวัลทั้งหมด 8 ประเภท ได้แก่ ข่าวเชิงสืบสวน ข่าวจากประเด็นในสื่อสังคม ข่าวส่งเสริมสังคม ข่าววิดีโอคลิป ข่าวอินโฟกราฟิก ภาพข่าว ข่าวผู้บริโภค และ Best Fact Check and Verification

    เมืองไร้รถประจำทาง คว้ารางวัล “ข่าวผู้บริโภคยอดเยี่ยม” จุดกระแสสื่อคุ้มครองสิทธิ

    สำหรับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ บทความ 23 จังหวัด เมืองไร้รถประจำทาง อีกนานแค่ไหนถึงจะมี? ผลงานการเขียนของ ชนากานต์ อาทรประชาชิต และออกแบบกราฟิกโดย อภิวรรณ หวังเจริญไพศาล จาก สำนักข่าวไทยพีบีเอส (ThaiPBS) ที่นำเสนอปัญหาขาดแคลนระบบรถโดยสารประจำทางใน 23 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน และเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเร่งวางแผนจัดระบบขนส่งที่ยั่งยืน

    ขณะที่รางวัลชมเชยมี 2 ผลงาน ได้แก่ ZoomIn: ตีแผ่ ‘Double Day’ ลดจริงหรือแค่กลลวงผู้บริโภค !? โดย ภคมณ สายขุนทด และ ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา จาก InfoQuest ที่เจาะลึกกลยุทธ์การตลาด “Double Day” และพบว่าอาจมีการปรับราคาขึ้นก่อนจัดโปรโมชันเพื่อให้ส่วนลดดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้น และ

    ” target=”_blank” rel=”noreferrer noopener”>ผลาญงบพันล้าน? ส่อวิกฤตศรัทธาประกันสังคม” ผลงานการค้นคว้าและเรียบเรียงโดย ตรีนุช อิงคุทานนท์ และตัดต่อโดย ชินดนัย มะลิซ้อน จากรายการ Key Message ของ The Standard นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของสำนักงานประกันสังคม และตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อผู้ประกันตน

    เมืองไร้รถประจำทาง คว้ารางวัล “ข่าวผู้บริโภคยอดเยี่ยม” จุดกระแสสื่อคุ้มครองสิทธิ : สุภาพร ถิ่นวัฒนากูล

    สุภาพร ถิ่นวัฒนากูล รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ผลงานที่เข้าร่วมประกวดในปีนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสื่อมวลชนไทยให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิผู้บริโภคอย่างจริงจัง ทั้งการนำเสนอข้อมูล การสืบสวนเชิงลึก และการเสนอทางออกให้สังคมเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น สื่อคือพลังสำคัญที่จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลง ยกระดับคุณภาพชีวิต และทำให้สิทธิผู้บริโภคเป็นจริง

    “สื่อมวลชนเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะช่วยให้ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ เตือนภัย รวมถึงกระตุ้นเตือน และสร้างความตระหนักรู้ให้เกิดขึ้นในสังคม หากสื่อมวลชนร่วมกันติดตาม เผยแพร่ และขับเคลื่อนเรื่องการทำงานคุ้มครองผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยเดินหน้าไปสู่ระบบที่เป็นธรรม โปร่งใส และยกระดับคุณภาพชีวิต รวมทั้งสิทธิของผู้บริโภคได้” สุภาพรกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/27092568_best-consumer-protection_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_6r1fDLdEhuS8mpzlx9FO