Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ไวรัล ตำแหน่งงานว่าง ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ พอเห็นดีเทลแล้วคิดหนัก คนแห่เมนต์สุดพีค

    ไวรัล ตำแหน่งงานว่าง ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ พอเห็นดีเทลแล้วคิดหนัก คนแห่เมนต์สุดพีค

     
                 เพจโพสต์รับสมัครงาน ผู้ช่วยแพทย์ชันสูตรศพ ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ กลายเป็นกระแสไวรัล ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์สุดพีค

    รับสมัครงาน ผู้ช่วยแพทย์ชันสูตรศพ

                 กำลังเป็นโพสต์หางานที่โลกออนไลน์แชร์สนั่น กรณีวันที่ 25 กันยายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก หางานราชการและหางานรัฐวิสาหกิจ โพสต์ระบุว่า “มาแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ รับสมัคร ผู้ช่วยแพทย์ชันสูตรศพ มัธยมปลาย. ปวช. ปวส. + สมัคร 29 กันยายน”

                 รายระเอียดงานดังกล่าว คือตำแหน่ง ผู้ช่วยแพทย์ชันสูตรศพ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เงินเดือน 15,000 บาท วุฒิการศึกษา ม.6, ปวช., ปวส. หรือสูงกว่า ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์

                 ลักษณะงาน เป็นผู้ช่วยแพทย์นิติเวชและพยาธิแพทย์เกี่ยวกับการชันสูตรพลิกศพ ณ สถานที่เกิดเหตุตามที่พนักงานสอบสวนร้องขอ และปฏิบัติงานเป็นธุรการรับแจ้งเหตุเพื่อรับคำร้องขอของพนักงานสอบสวน ให้ชันสูตรพลิกศพ และลงทะเบียนข้อมูลคำร้องขอในระบบสารสนเทศ

                 หนึ่งในลักษณะงานที่ต้องปฏิบัติคือ ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยแพทย์ในการชันสูตรพลิกศพ ณ สถานที่เกิดเหตุ เช่น ช่วยพลิกตะแคงตัว จัดเตรียม ตรวจนับ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ วัสดุวิทยาศาสตร์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ชุดป้องกันส่วนบุคคล อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำหัตถการต่าง ๆ และเอกสาร ให้มีจำนวนเพียงพอ ครบถ้วน และพร้อมใช้งาน 

    รับสมัครงาน ผู้ช่วยแพทย์ชันสูตรศพ

                 ภายหลังจากโพสต์นี้ถูกเผยแพร่ไป ปรากฏว่ากลายเป็นเรื่องราวที่โลกโซเชียลให้ความสนใจ จนมียอดแชร์กว่า 4.8 พันครั้ง ด้านชาวเน็ตต่างแห่เมนต์เพียบ เช่น เหมาะอย่างยิ่งกับคนที่ไม่ชอบคุยกับลูกค้า, เอาจริง ๆ มันก็เหมือนคนนอนหลับ แต่คนที่จะนอนไม่หลับอาจจะเป็นเรา, คนก่อนไปไหนครับ, ใครไหวไปก่อนเลย เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/249661&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YofYEKJABMGCdQYlcvWL0

  • โจทย์หินหั่นเครดิตประเทศ สะเทือนแผนฟื้นเศรษฐกิจ! | เดลินิวส์

    โจทย์หินหั่นเครดิตประเทศ สะเทือนแผนฟื้นเศรษฐกิจ! | เดลินิวส์

    ยังไม่ทันบริหารประเทศแบบเต็มตัว รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ต้องเจอกับโจทย์หินเข้าให้อีก ล่าสุด…สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง “ฟิทช์ เรทติ้งส์” ได้ปรับมุมมองของไทยจากระดับมีเสถียรภาพ ลดเหลือเป็นเชิงลบ แม้ยังคงอันดับเครดิตประเทศไว้ที่ “บีบีบี+” ก็ตาม…แต่ถือเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลชุดใหม่ ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย จะนำงบประมาณมาใช้ตามอำเภอใจแบบสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้!!  

    สาเหตุเศรษฐกิจชะลอ

    การปรับลดมุมมองครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะก่อนหน้านี้ ในเดือน เม.ย. 68 บริษัทมูดีส์ อินเวสเตอส์ เซอร์วิส ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินระดับโลก ก็เคยปรับลดมุมมองประเทศไทมาแล้วเช่นกัน!! โดยการลดเครดิตครั้งนี้…ฟิทช์ฯ ให้เหตุผล 3 ด้าน มาจากภาวะเศรษฐกิจไทยเติบโตแบบชะลอตัวจาก 2.5% ในปี 67 เหลือ 2.2% ในปี 68 และอาจเหลือ 1.9% ในปี 69 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือระดับ “บีบีบี” ที่จีดีพีอยู่ที่ระดับ 2.7% ประกอบกับ สถานการณ์ “หนี้ครัวเรือน” ยังสูง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ ขณะที่ภาคการส่งออกที่เป็นพระเอก ก็กำลังได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีสหรัฐ 19% 

    ปัจจัยต่อมา คือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยฟิทช์มองว่า รัฐบาลชุดใหม่ จะมีวาระในการปฏิบัติงานอยู่เพียง 4 เดือน และต้องมีการจัดการเลือกตั้งโดยทั่วไปภายในปีหน้า อาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในอนาคต อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจส่งผลให้การดำเนินการตามแผนการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง ในระยะปานกลางล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ 

    ขาดดุลงบ 21 ปีติด

    สุดท้าย เรื่องความเสี่ยงทางการคลัง ซึ่งไทยถูกประเมินว่า รัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายทางการคลังแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่อง โดยการขาดดุลงบประมาณจะอยู่ที่ 4.6% ของจีดีพี ในปี 68 และ 4.3% ในปี 69 เนื่องจากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมีการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน อาจส่งผลทำให้หนี้ภาครัฐบาลอยู่ที่ประมาณ 59.4% ของจีดีพี ในเดือนส.ค.68

    ทุกปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยมายาวนาน แต่หากโฟกัสไปที่เรื่องความเสี่ยงทางการคลัง ถือว่าน่าห่วงที่สุด เพราะไม่ใช่แค่อาการป่วยชั่วคราว แต่เปรียบเสมือนโรคป่วยเรื้อรังสะสม ย้อนอดีตจนถึงปัจจุบันพบว่า รัฐบาลทำงบประมาณขาดดุลติดต่อกันนานถึง 21 ปี โดยการทำงบสมดุลครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อปี 48 สมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ขณะนั้นทำงบสมดุลรายจ่ายและรายรับ อยู่อย่างละ 1.2 ล้านล้านบาท แต่หลังจากนั้น…ทุกยุคทุกสมัย ก็ทำงบขาดดุลมาตลอด จนกระทั่งล่าสุดงบปี 69 ก็ขาดดุลอยู่ที่ 8.6 แสนล้านบาท 

    ทำไมการคลังถึงเสี่ยง

    แม้ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแก้ปัญหาขาดดุล และสร้างวินัยทางการคลัง โดยเฉพาะการนำแผนการคลังระยะปานกลางมาใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 62 ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลในระยะ 3-4 ปีข้างหน้าให้มีวินัย แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่มีเลยสักครั้งที่จะปฏิบัติได้จริง เพราะมีการปรับแผนอยู่ตลอด ล่าสุดแผนการคลังระยะปานกลางปี 69 ก็ยังขาดดุลสูงถึง 7-8.6 แสนล้านบาทต่อปี สูงเกิน 3% ของจีดีพีอยู่ดี

    สาเหตุใหญ่ ก็มาจากการที่รัฐบาลหารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย หรือหาน้อยแต่ใช้มาก ทำให้แต่ละปีต้องทำงบประมาณขาดดุล กู้เงินล่วงหน้ามาใช้มหาศาล ส่วนใหญ่หมดไปกับนโยบายหาเสียง โครงการประชาชนนิยม ประชารัฐ จนฐานะการคลังของไทยอ่อนแอ จึงกลายเป็นข้อกังวลของบรรดาสถาบันจัดอันดับ

    หนี้สูงรายได้ต่ำ

    เมื่อลงลึกรายละเอียด ยิ่งน่าตกใจ เพราะไทยกำลังมีปัญหาเชิงโครงสร้างทางการคลังถึง 4 ด้าน เริ่มจากปัญหาหนี้สาธารณะที่เข้าใกล้เพดาน 70% เต็มที โดยสิ้นปี 68 นี้ หนี้สาธารณะ อาจขึ้นแตะ 65% ของจีดีพี แถมภาระดอกเบี้ยรัฐบาลอาจสูงเกิน 10% ของรายได้ นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณไม่ค่อยดี  หากเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกับดอกเบี้ยโลกสูง อัตราส่วนหนี้อาจทะลุกรอบเร็วกว่าคาด ขณะเดียวกันยังมีปัญหาเรื่องรายได้ภาครัฐ ที่นอกจากเป้าหมายที่ต่ำกว่ารายจ่ายแล้ว ยังมีหลายปีที่รัฐเก็บรายได้น้อยกว่าเป้าหมาย เช่น ปี 68 นี้ รายได้อาจหลุดเป้าหมายไปหลายหมื่นล้านบาททีเดียว ทำให้ตัวชี้วัดเรื่องสัดส่วนรายได้รัฐบาลต่อจีดีพี ต่ำกว่ามาตรฐานโลกถึง 3% หรือหายไปถึง 6 แสนล้านบาท ซึ่งต้นเหตุมาจากการเก็บภาษีที่ต่ำ เพราะไทยมีแรงงานนอกระบบเกิน 50% ทำให้มีคนเข้ามาจ่ายภาษีน้อย นอกจากนี้ยังไม่มีการเก็บภาษีกำไรจากการลงทุน หรือแคปิตอล เกน การเก็บภาษีทรัพย์สินและมรดกจากคนรวยทำได้ยาก เช่นเดียวกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีอัตราต่ำเพียง 7% น้อยกว่าเพื่อนบ้านที่ 12-15%     

    รายจ่ายสูงโครงสร้างแย่

    ขณะเดียวกันยังมีปัญหารายจ่ายภาครัฐ ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งค่าใช้จ่ายบุคลากรและบำนาญ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยเฉพาะผู้ป่วยนอกที่เพิ่มไม่หยุด ขณะที่กองทุนชราภาพมีความเสี่ยงที่ไม่ยั่งยืน และแรงงานนอกระบบไร้หลักประกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีรายจ่ายเรื้อรัง จากนโยบายหาเสียงของรัฐบาลหลายๆ ชุดที่ผ่านมา เช่น บัตรคนจน เบี้ยชรา โครงการไร่ละพัน ที่รัฐบาลไม่สามารถยกเลิกได้ เพราะชาวบ้านเสพติดไปแล้ว 

    สุดท้ายคือ…ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม ด้วยการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้รายได้ภาษีหดตัว สวนทางกับรายจ่ายบำนาญและสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง 90% ต่อจีดีพี ส่งผลให้เกิดการบริโภคที่ชะลอ กดดันให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มลดลง เกิดความเหลื่อมล้ำสูง โดยประชากร 1% แต่ถือครองรายได้ถึง 23% ของประเทศ ขณะที่ภาครัฐก็ไม่สามารถจัดเก็บภาษีคนรวยได้เต็มที่ เพราะถูกแรงต้านจากระบอบนายทุน   

    ผลกระทบลดเครดิต

    ปัจจัยเหล่านี้ กลายเป็นแรงฉุดให้ฐานะการคลังไทยอ่อนแอ จนยากเกินแก้ไขในระยะสั้น และกดดันให้รัฐบาลชุดใหม่นี้ ที่มีระยะเวลาทำงานสั้น ๆ เพียง 4 เดือน ก่อนยุบสภาในสิ้นเดือนม.ค.69 ทำงานได้ยากขึ้นไปอีกเท่าตัว แต่หลายคนอาจสงสัยว่า แล้ว… การมีอันดับเครดิตประเทศจำเป็นหรือไม่?  และหากถูกปรับลดจะส่งผลเสียอย่างไรกับไทย โดยผลกระทบแรก…ถ้าไทยมีเครดิตลดลง ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นทันที โดยรัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มจากปัจจุบันที่มีหนี้กว่า 12 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะการกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อนำมาใช้จ่ายในโครงการต่างๆ เนื่องจากนักลงทุนมองว่า มีความเสี่ยงที่รัฐจะผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังเกิดข้อจำกัดทางการคลัง เมื่อรัฐบาลมีภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมากขึ้น  ยิ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนในด้านอื่น ๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุข ซึ่งชะลอการพัฒนาประเทศในระยะยาว และยังทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ เช่น หนี้สาธารณะที่สูง หรือความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง   

    ตลาดเงิน-เอกชนป่วน

    ขณะที่ผลกระทบต่อภาคเอกชนและตลาดการเงิน  ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนสูงขึ้น เพราะอันดับเครดิตของประเทศเปรียบเสมือนเพดานอันดับเครดิตของบริษัทเอกชนในประเทศนั้น ๆ เมื่ออันดับของประเทศลดลง บริษัทเอกชนที่ต้องการกู้เงินจากต่างประเทศ ต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นไป ทำให้รายจ่ายเพิ่ม กำไรน้อยลง ต่อมา…เกิดความเสี่ยงที่เงินทุนไหลออก เพราะนักลงทุนบางรายกำหนดเงื่อนไขการลงทุนว่า ต้องลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับเครดิตสูง ถ้าหากตราสารไทยมีเครดิตลดลงอาจถูกเทขายออก จนกระทบต่อค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงได้ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าพลังงาน นำเข้าน้ำมันต้อง จ่ายแพงกว่าเดิม และสุดท้าย!! อาจทำให้ตลาดหุ้นผันผวน เพราะนักลงทุนจะขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีการเทขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

    ปัญหาเรื่องเครดิตประเทศ และการรักษาวินัยทางการคลัง กลายเป็นเรื่องสำคัญ!! ที่ฝังติดกับนโยบายเร่งด่วนในการฟื้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ฉะนั้นการจะทำอะไรจำเป็นต้องคิดให้ดี ต้องใช้เงินอย่างคุ้มค่ารอบคอบที่สุด เพราะหากเครดิตไทยลดลงมาจริง ๆ เศรษฐกิจไทยจะพังหนักกว่าเดิมแน่นอน

    ด้วยเหตุนี้…จึงต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่พร้อมทีมเศรษฐกิจป้ายแดง ที่ต้องแสดงฝีมือให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ แม้เงื่อนไขสำคัญคือเรื่องของเวลาในการบริหารที่อาจมีไม่มากนัก แต่ในเมื่ออาสาเข้ามาบริหารงาน ก็ต้องทำให้เกิดผลสำเร็จ!!.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5151959/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HEfbCQslBoSx0tzo4YRWI

  • สมาคมภัตตาคารไทยหั่นเป้าธุรกิจร้านอาหารปี 2568 โตแค่ 2.8% หลังเจอ 2 เด้ง

    สมาคมภัตตาคารไทยหั่นเป้าธุรกิจร้านอาหารปี 2568 โตแค่ 2.8% หลังเจอ 2 เด้ง

    สมาคมภัตตาคารไทยได้ออกมาฉายภาพสถานการณ์ธุรกิจร้านอาหารที่กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน โดยฐนิวรรษ กุลมงคล นายกสมาคมฯ ได้ให้คำนิยามว่าเป็นช่วง ‘เคราะห์ซ้ำ กรรมซัด’ จากแรงกดดันสองทาง ทั้งจากฝั่งอุปสงค์ที่กำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนแอลง และฝั่งอุปทานที่ต้นทุนการดำเนินงานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ด้วยเหตุนี้ สมาคมฯ จึงได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มในปี 2568 ลงเหลือเพียง 2.8% คิดเป็นมูลค่าตลาดที่ 646,000 ล้านบาท จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ ณ เดือนธันวาคม 2567 ว่าจะเติบโตถึง 4.6% หรือมีมูลค่า 657,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนภาพความเปราะบางของอุตสาหกรรมได้อย่างชัดเจน

    ผู้ประกอบการกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นในทุกมิติ โดยมีโครงสร้างต้นทุนหลักคือค่าวัตถุดิบอาหารที่คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 35% ตามมาด้วยค่าสาธารณูปโภคและค่าเช่าที่รวมกันกว่า 20% และค่าแรงซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ของต้นทุนรวม

    ความผันผวนของราคาวัตถุดิบยังเป็นอีกปัจจัยซ้ำเติม ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบในประเทศอย่างไข่ไก่และเนื้อหมูสด หรือวัตถุดิบนำเข้า เช่น นมผง เนย ชีส และเมล็ดกาแฟ ที่แม้ราคาจะปรับลดลงบ้างแต่ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกลุ่มร้านเบเกอรี่และอาหารตะวันตกโดยตรง

    นอกจากปัญหาด้านต้นทุน พฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนขึ้นก็เป็นอีกโจทย์ใหญ่ โดยมี 5 ปัจจัยสำคัญที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการตัดสินใจเลือก ได้แก่ ‘ความแปลกใหม่, ประสบการณ์, คุณภาพ, สุขภาพ และราคาสมเหตุสมผล’ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถพึ่งพาสูตรสำเร็จเดิมๆ ได้อีกต่อไป

    ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ที่ต่ำลงและพร้อมจะเปลี่ยนไปตามกระแสอย่างรวดเร็ว บีบให้ผู้ประกอบการต้องมีความคล่องตัวสูงในการปรับเมนู รูปแบบร้าน และการตลาดให้ทันต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ท่ามกลางสนามแข่งขันที่มีผู้เล่นหลายแสนรายทั้งหน้าร้านและบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่

    เพื่อประคับประคองอุตสาหกรรม สมาคมภัตตาคารไทยจึงได้ผลักดันข้อเสนอ ‘นโยบายแบบแพ็คเกจ 6 แกนหลักครบวงจร’ ต่อภาครัฐ ซึ่งเป็นมาตรการเชิงรุกที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การเสริมสภาพคล่องไปจนถึงการสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    1.ในด้านการเงินและภาษี เสนอให้มีซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำ 1-2%, การยกเว้นหรือลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ เป็นเวลา 1 ปี และมาตรการลดหย่อนภาษีแบบ Super Deduction 2.0 สำหรับการลงทุนยกระดับร้าน

    2.ด้านการลดต้นทุนปฏิบัติการ เสนอให้มีอัตราค่าไฟ-ค่าน้ำพิเศษสำหรับ SME และการจัดตั้งตลาดกลางวัตถุดิบอาหารโดยร่วมมือกับ อ.ต.ก. เพื่อตัดพ่อค้าคนกลางและลดต้นทุนวัตถุดิบลง 5-10%

    3.ด้านแรงงานและทักษะ เสนอให้อุดหนุนค่าจ้างเพื่อรักษาการจ้างงานเดิม พร้อมจัดโครงการ Upskill/Reskill ทักษะที่จำเป็น เช่น ภาษา การตลาดดิจิทัล และการบริหารต้นทุน โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่างๆ

    4.ด้านการตลาดและการท่องเที่ยว เสนอให้ส่งเสริมการจัดเทศกาลอาหารและสร้างเส้นทาง Food Tourism เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว พร้อมผลักดันแคมเปญ ‘Clean Food, Safe & Iconic’ เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านอาหารท้องถิ่นสู่สากล

    5.ด้านดิจิทัลและนวัตกรรม เสนอให้มีเงินทุนสนับสนุน (Mini-Grant) สำหรับการลงทุนด้านเทคโนโลยี เช่น ระบบ POS ระบบจอง และการทำเมนูหลายภาษา รวมถึงการเปิด Open Data ด้านการท่องเที่ยวให้ SME ใช้ประโยชน์ในการวางแผนธุรกิจ

    1. ด้านกฎหมายและมาตรฐาน เสนอให้มีระบบ One-Stop License เพื่อลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตต่างๆ, โครงการ Green Restaurant เพื่ออุดหนุนการใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และการปรับปรุงผังเมืองเพื่อส่งเสริมโซนอาหารกลางคืนที่ปลอดภัย

    ฐนิวรรษได้กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำร้านอาหารในยุคนี้ต้องรอบรู้และปรับตัวให้ทันสถานการณ์ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ เพราะการไม่มีตัวตนบนโลกออนไลน์ทำให้ร้านอาหารกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงและเสียโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ

    การสร้างการรับรู้บนแพลตฟอร์มต่างๆ และการทำโปรโมชั่นร่วมกับแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดที่สำคัญในการเพิ่มช่องทางสร้างรายได้และกระตุ้นยอดขายในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

    ช่างภาพประจำ THE STANDARD LIFE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-restaurant-association-forecast-cut/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RnmpMHSSPILXoBdZq4utd

  • เหตุผลต้องสร้างเศรษฐกิจผู้สูงวัย เพราะสังคมสูงวัยระดับสุดยอดของไทย น่ากลัว

    เหตุผลต้องสร้างเศรษฐกิจผู้สูงวัย เพราะสังคมสูงวัยระดับสุดยอดของไทย น่ากลัว

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-191&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dcFZI110QT6j0PVbyHVKQ

  • เอาแล้ว!! คะแนนนิยม ’อนุทิน’ พุ่งพรวดไล่จี้ ‘เท้ง’

    เอาแล้ว!! คะแนนนิยม ’อนุทิน’ พุ่งพรวดไล่จี้ ‘เท้ง’

    28 ก.ย. 2568 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 3/2568” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19-24 กันยายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 27.28 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 22.80 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ(พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 20.44 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4ร้อยละ 7.16  ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 5 ร้อยละ 6.76 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 6 ร้อยละ 6.00 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อันดับ 7 ร้อยละ 2.72 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 8 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุว่าเป็น นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) อันดับ 10 ร้อยละ 1.04 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และร้อยละ 2.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) นายเทวัญ ลิปตพัลลภ (พรรคชาติพัฒนา) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ และพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 33.08 ระบุว่าเป็นพรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 21.64 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 3 ร้อยละ 13.96 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 13.24 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 5 ร้อยละ 6.12 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 6 ร้อยละ 5.52 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อับดับ 7 ร้อยละ 2.92 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อับดับ 8 ร้อยละ 1.72 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ และร้อยละ 1.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาชาติ พรรคกล้าธรรม พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทยภักดี พรรคชาติพัฒนา และพรรคเพื่อไทยรวมพลัง

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/869292/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Bd3Whrs1Pf7MTwlLiIBnN

  • นิด้าโพลเผย ‘ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน’ ครองแชมป์คะแนนนิยม ‘นายกรัฐมนตรี’ | เดลินิวส์

    นิด้าโพลเผย ‘ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน’ ครองแชมป์คะแนนนิยม ‘นายกรัฐมนตรี’ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 3/2568” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19-24 กันยายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 27.28 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 22.80 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 20.44 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 7.16 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 5 ร้อยละ 6.76 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 6 ร้อยละ 6.00 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อันดับ 7 ร้อยละ 2.72 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 8 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุว่าเป็น นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) อันดับ 10 ร้อยละ 1.04 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และร้อยละ 2.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) นายเทวัญ ลิปตพัลลภ (พรรคชาติพัฒนา) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ และพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 33.08 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 21.64 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 3 ร้อยละ 13.96 ระบุว่าเป็นพรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 13.24 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 5 ร้อยละ 6.12 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 6 ร้อยละ 5.52 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อับดับ 7 ร้อยละ 2.92 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อับดับ 8 ร้อยละ 1.72 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ และร้อยละ 1.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาชาติ พรรคกล้าธรรม พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทยภักดี พรรคชาติพัฒนา และพรรคเพื่อไทยรวมพลัง

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.52 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.68 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.80 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.84 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.88 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.96 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.04 เป็นเพศหญิง ตัวอย่าง ร้อยละ 12.16 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.80 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.96 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.36 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.72 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.44 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2.84 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.72 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ ตัวอย่าง ร้อยละ 35.64 สถานภาพโสด ร้อยละ 62.64 สมรส และร้อยละ 1.72 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.44 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 18.24 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 35.56

    จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 10.32 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 30.92 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.52 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่าง ร้อยละ 9.52 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.12 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.80 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.76 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.24 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.12 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.44 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ตัวอย่าง ร้อยละ 20.04 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.84 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 16.84 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 31.40 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 11.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 5.48 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.64 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.80 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.16 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.20 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.84 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 6.08 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5153039/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UKxIh2fOg5wnELXXoOyPP

  • สมศ. จับมือ สถ. สร้างรูปแบบการประกันคุณภาพภายนอก ปักหมุดยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัด อปท.

    สมศ. จับมือ สถ. สร้างรูปแบบการประกันคุณภาพภายนอก ปักหมุดยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัด อปท.

    สมศ. จับมือ สถ. สร้างรูปแบบการประกันคุณภาพภายนอก ปักหมุดยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัด อปท.

    วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    สมศ. และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผนึกกำลังยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยแนวคิดการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ  Cluster-Based Assessment ในลักษณะกลุ่มพื้นที่ตำบลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากร เปรียบเทียบผลในเชิงระบบ และสร้างคุณภาพการศึกษาปฐมวัยในระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. โดย ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารได้ประชุมเชิงนโยบายร่วมกับ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) โดย สุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และคณะผู้บริหาร หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปก ครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมรูปแบบ Cluster-Based Assessment ในลักษณะ กลุ่มพื้นที่ตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

    ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์  กล่าวว่า สำหรับแนวคิดการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Cluster-Based Assessment มีเป้าหมายเพื่อปรับรูปแบบการประเมินจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กรายแห่ง ไปสู่การประเมินในลักษณะ “กลุ่มพื้นที่ตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบ Cluster” ผลการประเมินและข้อเสนอ

    แนะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณ ลดความซ้ำซ้อนในการลงพื้นที่ของผู้ประเมินภายนอก สามารถเปรียบเทียบผลการประเมินระหว่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัดเดียวกัน เพื่อนำไปสู่การยกระดับในการพัฒนาเชิงระบบและสร้างมาตรฐานคุณภาพที่เข้มแข็งให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในระดับท้องถิ่น ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญ ญา รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชนในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคม 

    แนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รูปแบบใหม่นี้มีความแตกต่างจากการประเมินรูปแบบเดิม ด้วยการจัดกลุ่มศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกลุ่มละ 3–5 แห่ง เพื่อเข้ารับการตรวจเยี่ยมพร้อมกัน 2–3 วัน โดยมีผู้ประเมินภายนอกอย่างน้อย 2 คน วิเคราะห์ SAR ของทุกศูนย์ พร้อมประชุมออนไลน์กับผู้บริหารท้องถิ่นและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อสรุปแผนการตรวจเยี่ยม การลงพื้นที่ประเมินแต่ละแห่ง ตลอดจนสรุปผลด้วยวาจาเป็นคลัสเตอร์ เพื่อให้ได้บทสรุปเชิงระบบและข้อค้นพบที่สามารถต่อยอดเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) สำหรับใช้เป็นฐานข้อ มูลเปรียบเทียบคุณภาพในพื้นที่เดียวกันได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย สมศ. และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีแผนการดำเนินงานการประเมินคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จะครอบคลุมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวน 11,219 แห่ง ในรูปแบบคลัส เตอร์ โดยจัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกลุ่มละ 3–5 แห่ง รวมกว่า 3,039 คลัสเตอร์

    สมศ. มองว่าแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Cluster-Based Assessment นี้จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย จุดสำคัญคือการยกระดับการประเมินคุณภาพภายนอก โดยผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถตั้งคำถามและพิจารณาอย่างรอบด้านและช่วยให้การประเมินคุณภาพภายนอกมีความรวดเร็วขึ้น จะเห็นภาพรวมในลักษณะพื้นที่ตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมองเห็น ทั้งมิติระดับจังหวัดและแนวทางพัฒนาเด็กปฐมวัยได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

    สุรพล เจริญภูมิ กล่าวว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก มีความสำคัญต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ในการส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน การสร้างรากฐานการศึกษา และการแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ดังนั้นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจึงเห็นถึงความสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กดำเนินงานได้อย่างมีคุณภาพตามมาตรฐาน ผ่านการจัดทำหลัก สูตร แนวปฏิบัติและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือการพัฒนาเด็กปฐมวัยในระดับต่างๆ

    ดังนั้นเพื่อให้เกิดคุณภาพและการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเห็นถึงความจำเป็นต้องมีแนวทางการประกันคุณภาพที่เหมาะสม ซึ่งการประชุมกับ สมศ. ในครั้งนี้เพื่อหารือถึงแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Cluster-Based Assessment ในการกำหนดจุดยืน ตลอดจนบูรณาการข้อมูลผลการประกันคุณภาพภายนอกจาก สมศ. เพื่อกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกประเด็นที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นให้ความสำคัญคือ การจัดสรรภาระงานของการตรวจประเมิน ที่แม้มีข้อเสนอให้ลดลง เพื่อลดภาระและความซ้ำซ้อน แต่มีข้อห่วงใยว่าหากไม่มีเกณฑ์หรือข้อกำหนดที่รัดกุม อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการประเมินและมาตรฐานที่ตั้งไว้ได้ โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่างการลดภาระงานกับการรักษาคุณภาพในการประเมินคุณภาพเพื่อให้ผลการประเมินคุณภาพสามา รถสะท้อนภาพรวมได้อย่างถูกต้อง และเป็นข้อมูลที่หน่วยงานสามารถนำไปใช้พัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต่อไปได้จริง การประชุมครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้ได้มาตรฐานที่เข้มแข็งและนำผลการประเมินไปสู่การพัฒนาที่เป็นรูปธรรมต่อไป

    ศ.ดร.องอาจ ผอ.สมศ.

    ศ.ดร.องอาจ ผอ.สมศ.

    สุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดี สถ.

    สุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดี สถ.

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    สมศ. ระดมภาคีด้านการศึกษา เปิดเวทีประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

    สมศ.เน้นย้ำการประเมินคุณภาพภายนอก ปี 67-71 ลดวันประเมิน On site ขยายสู่รูปแบบออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/916980&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-cMmto0shuS7HRji2Q7Ny

  • เปิดคะแนนนิยมทางการเมือง ไตรมาส 3 “ปชน.”นำที่ 1 -ตัว “นายกฯ” ยังหาคนเหมาะสมไม่ได้ ตามด้วย”เท้ง-อนุทิน”

    เปิดคะแนนนิยมทางการเมือง ไตรมาส 3 “ปชน.”นำที่ 1 -ตัว “นายกฯ” ยังหาคนเหมาะสมไม่ได้ ตามด้วย”เท้ง-อนุทิน”


    นิด้าโพล เปิดคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส 3/2568 คนเป็นนายกฯ “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” อันดับ 1 ตามด้วย”เท้ง-อนุทิน” ขณะที่ พรรคประชาชน ยังครองใจ “เพื่อไทย-ภูมิใจไทย” ตามที่ 3 และ 4 

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 3/2568” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19-24 กันยายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 27.28 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 22.80 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 20.44 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 7.16 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 5 ร้อยละ 6.76 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 6 ร้อยละ 6.00 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อันดับ 7 ร้อยละ 2.72 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 8 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุว่าเป็น นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) อันดับ 10 ร้อยละ 1.04 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และร้อยละ 2.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) นายเทวัญ ลิปตพัลลภ (พรรคชาติพัฒนา) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ และพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 33.08 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 21.64 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 3 ร้อยละ 13.96 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 13.24 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 5 ร้อยละ 6.12 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 6 ร้อยละ 5.52 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อับดับ 7 ร้อยละ 2.92 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อับดับ 8 ร้อยละ 1.72 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ และร้อยละ 1.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาชาติ พรรคกล้าธรรม พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทยภักดี พรรคชาติพัฒนา และพรรคเพื่อไทยรวมพลัง

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.52 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.68 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.80 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.84 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.88 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.96 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.04 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.16 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.80 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.96 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.36 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.72 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.44 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2.84 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.72 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 35.64 สถานภาพโสด ร้อยละ 62.64 สมรส และร้อยละ 1.72 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.44 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 18.24 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 35.56 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 10.32 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 30.92 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.52 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 9.52 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.12 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.80 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.76 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.24 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.12 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.44 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 20.04 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.84 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 16.84 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 31.40 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 11.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 5.48 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.64 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.80 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.16 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.20 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.84 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 6.08 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/35909&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nKwKWbNB0LXJxMlXAXBaw

  • ดูดวงรายวัน ประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

    ดูดวงรายวัน ประจำวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

    วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ.2568 ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 11 วันนี้ยังไม่เหมาะแก่การกระทำการมงคล เคล็ดดวงดี คนเกิดปีระกาช่วงนี้งานดีแต่จะเหนื่อยหน่อยเพราะงานเยอะ หมอไก่ขอแนะนำให้คุณทำบุญบริจาคเสื้อผ้าเพื่อเสริมดวง

    ดวงรายวัน ดวงดาวของท่าน 28 กันยายน 2568

    คนเกิดวันอาทิตย์

    การงาน ดวงมาแรงแซงโค้ง ความก้าวหน้าเข้ามารัวๆ ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินฝัน
    การเงิน ช่วงนี้หาเงินเก่ง ลงทุนเก่ง มีรายได้จากหลากหลายช่องทาง

    คนเกิดวันจันทร์

    การงาน หลังจากที่คุณเหน็ดเหนื่อยมานาน ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จอย่างที่ใจปรารถนา
    การเงิน คล่องตัวดี หมอไก่ขอแนะนำให้คุณทำบุญถวายปัจจัยค่าน้ำเพื่อเสริมดวง

    คนเกิดวันอังคาร

    การงาน แม้งานจะหนัก ปัญหาจะมาก จะเหนื่อยแค่ไหน คุณก็ยังมีกำลังใจในการทำอย่างเต็มที่
    การเงิน ช่วงนี้ต้องคุมรายจ่ายให้ดี เพราะมีเกณฑ์ต้องใช้จ่ายอีกมาก

    คนเกิดวันพุธ

    การงาน มีเกณฑ์ต้องสู้กับงานยากงานหิน เจอคู่แข่งที่ต้องสู้กันดุเดือด แต่ไม่ต้องกังวลเพราะจะพบความสำเร็จในภายหลัง
    การเงิน มีโอกาสรับทรัพย์ก้อนโตในอีกไม่ช้าไม่นานนี้

    คนเกิดวันพฤหัสบดี

    การงาน ช่วงนี้การงานมากมายกองพะเนินเข้ามาให้คุณเร่งเคลียร์ เหนื่อยหน่อยแต่ราบรื่นตามคาดหวัง

    การเงิน มีโอกาสจะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำด้วยช่องทางอาชีพใหม่ๆ

    คนเกิดวันศุกร์

    การงาน ช่วงนี้ดีจัดหนัก หมอไก่ขอแนะนำให้คุณทำบุญเกี่ยวกับการศึกษาเพื่อเสริมดวง

    การเงิน หากวางแผนให้ดีก็มีโอกาสรับทรัพย์รัวๆ

    คนเกิดวันเสาร์

    การงาน แม้คุณต้องสู้อยู่กับอะไรหลายอย่างที่คนนอกไม่รู้ แต่หากผ่านไปได้ก็จะได้พบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต

    การเงิน อย่าใจร้อนลงทุนใดๆในช่วงนี้.

    พ.พาทินี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/horoscope/daily/2885506&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xnxgM3frdAxQceIxe0oaF

  • มิตซูบิชิ  สนับสนุนเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี

    มิตซูบิชิ สนับสนุนเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี

    มิตซูบิชิ สนับสนุนเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี

    วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) มอบเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง พร้อมร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง บริษัท มิตซู แอลบีเอ็ม จำกัด และวิทยาลัยเทคนิคลพบุรี เพื่อสนับสนุนพันธกิจทางการศึกษาของวิทยาลัย และมอบประสบการณ์ การทำงานจริงให้กับนักศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย        

    นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขาย บริการหลังการขาย และประสบการณ์ลูกค้า บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เดินหน้าจัดทำโครงการเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ โดยเฉพาะด้านการศึกษา เพราะเราเชื่อว่าการศึกษาคือ รากฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเสริมสร้างทักษะอย่างยั่งยืน การบริจาคเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะเชิงช่าง ผ่านการลงมือปฏิบัติด้วยเครื่องยนต์จริง อันนำไปสู่การยกระดับองค์ความรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ในอนาคต”

    การบริจาคเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ประกอบด้วย เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ รหัส 4N16 รุ่นใหม่ล่าสุด  ที่เป็นขุมพลังขับเคลื่อน นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน, เครื่องยนต์ 4N15, ชุดเกียร์ธรรมดา รุ่น R6M5A, และ เฟืองท้าย  อีกทั้ง ยังมีการฝึกอบรมภาคปฏิบัติ โดยผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย  และช่างเทคนิคจาก บริษัท มิตซู แอลบีเอ็ม จำกัด มาให้ความรู้และการทดลองปฏิบัติจริงภายในงานอีกด้วย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/917209&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z-XKTWYIu8OWCReo6N_ue