Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ พระราชทานปริญญาบัตร ปีการศึกษา 2567 เป็นวันที่สาม

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ พระราชทานปริญญาบัตร ปีการศึกษา 2567 เป็นวันที่สาม

    Skip to content

    เมื่อวันพุธที่ 1 ตุลาคม 2568  เวลา 09.00 น. และ 13.00 น. ณ หอประชุมจุฬาฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ แทนพระองค์ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2567 เป็นวันที่สาม โดยมี ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี เฝ้าฯ รับเสด็จ

    ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาทั้งรอบเช้าและรอบบ่ายจำนวนทั้งสิ้น 2,782 คน รอบเช้า จำนวน 1,577 คน ประกอบด้วย คณะทันตแพทยศาสตร์ 129 คน คณะศิลปกรรมศาสตร์ 187 คน คณะนิเทศศาสตร์ 250 คน คณะสัตวแพทยศาสตร์ 126 คน คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา 115 คน คณะอักษรศาสตร์ 372 คน คณะเศรษฐศาสตร์ 325 คน สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ 73 คน

    รอบบ่ายจำนวนทั้งสิ้น 1,205 คน ประกอบด้วย คณะครุศาสตร์ 565 คน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 338 คน คณะวิศวกรรมศาสตร์ 233 คน วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ 69 คน ผู้แทนขึ้นรับพระราชทานอนุปริญญาบัตร 1 คน ผู้รับเหรียญรางวัลในหลักสูตรปริญญาบัณฑิต 102 คน ผู้รับพระราชทานเงินรางวัลและทุนการศึกษาในเงินทุนภูมิพล 28 คน  

    ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรวันที่สามนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปยังห้องรับรอง หอประชุมจุฬาฯ พระราชทานปริญญาบัตรแด่บัณฑิตที่เป็นพระภิกษุ สามเณรจำนวน 6 รูป ประกอบด้วย อักษรศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาภาษาบาลี-สันสกฤตและพุทธศาสน์ศึกษา 4 รูป และวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต 2 รูป

    ภายหลังพิธีพระราชทานปริญญาบัตร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทานพระราโชวาทแก่บัณฑิตจุฬาฯ จากนั้นเสด็จฯ ไปยังห้องรับรอง หอประชุมจุฬาฯ ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับคณบดีและผู้อำนวยการสถาบัน

    ทั้งนี้ ภายหลังพิธีพระราชทานปริญญาบัตร บัณฑิตจุฬาฯ ร่วมพิธีถวายสักการะสมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ณ หอประชุมจุฬาฯ 

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/263206/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wgYf_u7RsLwXFs_ZClQ7v

  • สสวท. ชวนเรียนรู้สื่อดิจิทัลฟิสิกส์ “ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก” ผ่านสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์

    สสวท. ชวนเรียนรู้สื่อดิจิทัลฟิสิกส์ “ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก” ผ่านสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์

    สสวท. ชวนเรียนรู้สื่อดิจิทัลฟิสิกส์ “ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก” ผ่านสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์

    สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เชิญชวนครู นักเรียน และผู้สนใจร่วมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ “ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก” ผ่านสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ (interactive simulation) บนเว็บไซต์คลังความรู้ SciMath สสวท. แอนิเมชันนี้ออกแบบมาเพื่อจำลองการทดลองจริง ครอบคลุมกิจกรรมการทดลอง 5 กิจกรรม  ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนปรับเปลี่ยนตัวแปรได้ด้วยตนเอง แล้วสังเกตผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งตอบคำถาม วิเคราะห์ และสรุปผลอย่างเป็นระบบ

    โฟโตอิเล็กทริก เป็นปรากฏการณ์ที่อิเล็กตรอนหลุดออกจากผิวโลหะ เมื่อถูกกระทบด้วยแสงที่มีความถี่สูงเพียงพอ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำความเข้าใจธรรมชาติของแสงและอิเล็กตรอน สื่อการเรียนรู้นี้จึงเป็นอีกเครื่องมือที่จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจแนวคิดได้อย่างลึกซึ้งและสนุกไปกับการทดลองเสมือนจริง คลิกเพื่อเรียนรู้และทดลองด้วยตัวเองได้ที่  https://www.scimath.org/desktop-application/item/13183-interactive-6

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/961166&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yM4mr0DKN31AYg_AfZpz0

  • เตรียมปักหมุดเที่ยวงานประเพณี “ไหลเรือไฟนครพนม” เทศกาลแสงไฟแห่งศรัทธา ที่ต้องชมสักครั้งในชีวิต

    เตรียมปักหมุดเที่ยวงานประเพณี “ไหลเรือไฟนครพนม” เทศกาลแสงไฟแห่งศรัทธา ที่ต้องชมสักครั้งในชีวิต

    เตรียมปักหมุดเที่ยวงานประเพณี “ไหลเรือไฟนครพนม” เทศกาลแสงไฟแห่งศรัทธา ที่ต้องชมสักครั้งในชีวิต

    เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับประสบการณ์สุดมหัศจรรย์ริมฝั่งโขง กับงาน “มหกรรมไหลเรือไฟโลกและงานกาชาดจังหวัดนครพนม ประจำปี 2568” ที่จะเนรมิตท้องน้ำให้สว่างไสวด้วยแสงไฟแห่งศรัทธา ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน ถึง 8 ตุลาคม 2568 ณ บริเวณศาลากลางจังหวัดและถนนสุนทรวิจิตร เลียบแม่น้ำโขง เมืองนครพนม

    งานเทศกาลนี้ไม่ธรรมดา เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่ผสานความเชื่อ ศิลปะ และวิถีชีวิตของผู้คนลุ่มน้ำโขงไว้เป็นหนึ่งเดียว ชวนนักเดินทางสายไลฟ์สไตล์ และนักชิมมาสัมผัสเสน่ห์แห่งอีสานที่ไม่เหมือนใคร

    ไฮไลต์ที่ทุกคนรอคอย คือ ความตระการตาของ “เรือไฟยักษ์” ศิลปะบนผืนน้ำ ภาพขบวนเรือไฟขนาดยักษ์ที่ประดับประดาด้วยตะเกียงไฟนับหมื่นดวง เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ บนลำน้ำโขงยามค่ำคืน เกิดเป็นภาพสะท้อนบนผืนน้ำที่งดงามราวกับความฝัน ท่ามกลางการแสดงแสง สี เสียงสุดอลังการ พลุรักษ์โลก และโดรนแปรอักษรสุดล้ำสมัย สร้างความประทับใจชนิดที่ว่าต้องมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต

    ตลอด 12 วัน 12 คืน บรรยากาศริมโขงจะคึกคักมีชีวิตชีวาไปด้วยกิจกรรมมากมายที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ครบเครื่องเรื่อง กิน-เที่ยว-วัฒนธรรม เช่น

    • สายวัฒนธรรม: ห้ามพลาด พิธีรำบูชาพระธาตุพนม อันศักดิ์สิทธิ์ และขบวนแห่เรือไฟบกที่งดงามจากนานาชาติในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (ไทย จีน เวียดนาม ลาว)
    • สายช้อป-ชิม: เดินเพลินใน ตลาดโบราณ ลิ้มลองอาหารพื้นบ้านรสเด็ด และเลือกซื้อสินค้า OTOP คุณภาพจากชุมชน พร้อมลุ้นโชคกับร้านมัจฉากาชาด
    • สายชิล: ดื่มด่ำกับ “มหกรรมไม้ไผ่ จากลำไม้สู่เรือไฟ” ที่รวมผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่กว่า 40 ร้าน และเพลิดเพลินกับ “ดนตรีไม้ไผ่” นวัตกรรมทางวัฒนธรรมที่ยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล
    • สายสปอร์ต: ส่งเสียงเชียร์สุดมันส์กับการ แข่งขันเรือยาวประเพณีไทย-ลาว สานสัมพันธ์สองฝั่งโขง

    ไฮไลต์งานประเพณีไหลเรือไฟนครพนม ประจำปี 2568

    • การประกวดเรือไฟชิงถ้วยพระราชทาน ชมความวิจิตรของเรือไฟ 12 ลำ จาก 12 อำเภอ ที่ทุ่มเทสร้างสรรค์ผลงานเพื่อความเป็นหนึ่ง
    • โชว์ม่านน้ำ “แสงไฟแห่งศรัทธา” การแสดงแสง สี เสียง สื่อผสมสุดยิ่งใหญ่หนึ่งเดียวในโลก
    • พลุรักษ์โลกและโชว์โดรน เทคโนโลยีล้ำสมัยที่มาสร้างสีสันบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

    งานไหลเรือไฟนครพนมไม่ได้เป็นเพียงความสวยงามของแสงไฟ แต่คือจิตวิญญาณและพลังแห่งศรัทธาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เป็นสัญลักษณ์แห่งความผูกพันระหว่างผู้คนกับสายน้ำโขง เตรียมแพ็คกระเป๋าแล้วมาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์สุดพิเศษนี้ เพื่อให้ “แสงไฟแห่งศรัทธา” ส่องสว่างในความทรงจำของคุณ

    ข้อมูล: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2886373&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0omsxIrrV3D_zOFVfjbBpR

  • เอกชนกังวลบาทแข็งทุบส่งออก ลุ้น “คนละครึ่ง”กระตุกเศรษฐกิจ

    เอกชนกังวลบาทแข็งทุบส่งออก ลุ้น “คนละครึ่ง”กระตุกเศรษฐกิจ


    กกร.แนะดูแลค่าเงินบาทให้มีเเสถียรภาพพยุงส่งออกปลายปี หวังปัจจัยบวกเร่งเบิกจ่ายงบ- คนละครึ่งพลัส-กระตุ้นท่องเที่ยวหนุนจีดีพีโตแตะ2.5%

    ดร.พจน์  อร่ามวัฒนานนท์  ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผย หลังการประชุมคณะกรรมการร่วมเอกชน(กกร.) ว่า กกร.ขอแสดงความขอบคุณรัฐบาลที่ได้ให้ความสำคัญกับการหารือร่วมกับภาคเอกชน ผ่านการประชุมกับทั้ง 3 สถาบัน ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็นและการทำงานแบบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทั้งนี้ หลายข้อเสนอของภาคเอกชนได้ถูกบรรจุไว้ในนโยบายของรัฐบาลแล้ว   จึงคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่านโยบายเหล่านี้จะได้รับการผลักดันให้เกิดผลอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าอย่างมั่นคงต่อไป 

    ทางกกร. ยังยืนยันความพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ในช่วงระยะเวลาก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้มาตรการด้านเศรษฐกิจไม่สะดุด และสามารถสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยได้เสนอร่างพิมพ์เขียว เวที “Reinvent Thailand” เพื่อเป็นกรอบการทำงานที่รวดเร็วและคล่องตัวเหมาะสมกับบริบทโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง ในการฟื้นฟูและยกระดับเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    สำหรับการเร่งส่งออกที่หนุนเศรษฐกิจโลกช่วงที่ผ่านมาเริ่มแผ่วลง เศรษฐกิจโลกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้และในปีข้างหน้ามีทิศทางชะลอตัว โดย OECD ประเมิน GDP โลกปี 2568 โต 3.3% แต่ปัจจัยลบจากการขึ้นภาษีซึ่งกระทบการใช้จ่ายและการจ้างงาน จะกดดันเศรษฐกิจโลกปี 2569 ให้ชะลอลงเหลือโต 2.9% ทั้งนี้การส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ จะหดตัว ซึ่งภูมิภาคอาเซียนจะหดตัว 9.7% ส่วนไทยจะหดตัว 12.7% ตามการประเมินของ UNDP สะท้อนความเปราะบางของการค้าโลก

    ขณะที่ ท่ามกลางภาวะนี้ ค่าเงินบาทยังแข็งค่าและมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ยังขาดข้อมูลเชิงลึกเพื่ออธิบายผลกระทบจากธุรกรรมทองคำและคริปโตเคอร์เรนซี รวมถึงการโอนเงินกลับประเทศของแรงงานต่างด้าวที่อยู่นอกระบบ ซึ่งทำให้ตัวเลขดุลการชำระเงินส่วนใหญ่ถูกจัดอยู่ในหมวด “Errors & Omissions” โดยไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน กกร. จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกัน เชื่อมโยงข้อมูล เร่งแยกแยะและวิเคราะห์ผลกระทบของธุรกรรมเหล่านี้ต่อภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) พร้อมทั้งพิจารณามาตรการเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างสมดุลในระยะยาว ที่ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า อาทิ การจัดตั้งกองทุน Sovereign Wealth Fund เพื่อเป็นกลไกเพิ่มเติมตอบโจทย์กับกิจกรรมการเคลื่อนย้ายเงินทุน ไม่ยึดติดกับผลิตภัณฑ์เดิม รองรับและบริหารความผันผวนอย่างเป็นระบบ

    สำหรับตัวเลขการส่งออก กกร. ยังคงประมาณการการเติบโตไว้ที่ 2–3% โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากค่าเงินบาทที่แข็งค่ารุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยและการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนเห็นว่าหากสามารถดูแลเสถียรภาพและทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ตัวเลขการส่งออกปรับตัวสูงขึ้นได้ รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ดังนั้น กกร. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทบทวนประมาณการการส่งออกอีกครั้งในการประชุมเดือนหน้า

    นอกจากนี้ ไทยต้องเร่งยกระดับ Regional Value Content (RVC) เนื่องจากหากไม่สามารถรักษาระดับที่เหมาะสมได้ อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ และส่งผลต่อแรงงานราว 4 แสนคนที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการใช้วัตถุดิบในประเทศ และเสริมสร้างอุตสาหกรรมต้นน้ำให้แข็งแรง โดยมี RVC ที่เหมาะสมอยู่ที่ 40% ซึ่งจะเป็นเกณฑ์สำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงในตลาดโลก

    อย่างไรก็ตาม คาดเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวได้ที่ 1.8%-2.2% ตามที่ประเมินไว้เดิม  หากสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ให้ได้ราว 1 ใน 3 ของงบประมาณภายในสิ้นปีนี้ กระตุ้นนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศให้ไปถึง 34 ล้านคน ควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคนละครึ่งพลัส สนับสนุน SMEs และ Made In Thailand ตามแนวทาง Quick Big Win ของรัฐบาล จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้โตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่โต 2.5%

     
    นอกจากนั้น กกร.ยังได้มีประเด็นสำคัญที่หารือเพิ่มเติม ดังนี้ สืบเนื่องจาก Problem Statement ของข้อเสนอ “Reinvent Thailand” กกร. จึงให้ความสำคัญกับสถานการณ์คอร์รัปชันในประเทศไทยที่ยังคงอยู่ในระดับรุนแรงและเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างชาติ ผลการสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในเรื่องดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย ชี้ว่าการทุจริตเชิงนโยบายและการทุจริตในระดับท้องถิ่นที่ปรากฏอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้งบประมาณภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่ที่ขาดความโปร่งใส การเรียกรับผลประโยชน์ในการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เสมอภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมากที่ยังคงเผชิญแรงกดดันต้องจ่ายเงินพิเศษให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอำนาจทางการเมืองเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิหรือสัญญาตามระบบราชการ

    ทั้งนี้ กกร. ได้จัดตั้งคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. ไม่ทน ขึ้นมาโดยตรง เพื่อรวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม พร้อมจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะนำเสนอต่อรัฐบาลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มาตรการเหล่านี้ถูกนำไปปฏิบัติได้จริง และสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงสร้างระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทยที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว โดยคณะทำงานดังกล่าวประกอบด้วย ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายที่เข้ามาร่วมผลักดัน ได้แก่ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT, แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) 

    ส่วนกรอบการทำงานของคณะทำงาน Zero corruption ที่จะเน้นไปที่ 8 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) หลักธรรมาภิบาล 2) การปลูกฝังจิตสำนึก 3) นโยบายต่อต้านการทุจริต 4) ระบบบริหารความเสี่ยง 5) การมีส่วนร่วม 6) เทคโนโลยี 7) การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ 8) การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ (Guillotine) ที่เคยดำเนินการมาก่อนหน้านี้ และจัดลำดับประเด็นที่จะต้องเร่งดำเนินการทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งคณะทำงานจะบูรณาการความร่วมมืออย่างจริงจังเพื่อต่อต้านการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม

    ดร.พจน์. กล่าวว่า  สภาผู้แทนราษฎร อยู่ระหว่างพิจารณา (ร่าง) พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….  ซึ่ง กกร.ได้พิจารณาแล้วมีข้อกังวลต่อ ร่าง พรบ. ฉบับดังกล่าว เนื่องจากมีบางมาตราที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม และเพิ่มภาระต้นทุนในการจ้างงานให้กับนายจ้าง

    นอกจากนี้ ร่าง พรบ. ดังกล่าว ยังขาดการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนอย่างเป็นระบบและรอบด้าน ดังนั้น กกร. จึงขอให้มีการทบทวน ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ และขอให้ภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมาธิการในการพิจารณา (ร่าง) พ.ร.บ. ดังกล่าว เพื่อสะท้อนความเห็นและมุมมองต่อการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง รวมทั้ง ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและภาพรวมเศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36051&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ppySgkxckcVLm053dJfd3

  • เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ บินตรง “กรุงเทพฯ – โซล” – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ บินตรง “กรุงเทพฯ – โซล” – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์พร้อมให้บริการเที่ยวบินตรงทุกวัน ด้วยเส้นทางบินใหม่ระหว่าง กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – โซล (อินชอน) อย่างเป็นทางการ พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายเส้นทางบินระหว่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร และเพิ่มศักยภาพการเดินทางระหว่างเกาหลีใต้และประเทศไทยให้คล่องตัวยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดเส้นทางบินใหม่นี้จะช่วยให้ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและเกาหลีใต้สามารถเดินทางถึงจุดหมายได้สะดวกรวดเร็ว รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นจากการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว การศึกษา และการลงทุนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังตอกย้ำบทบาทของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ที่พร้อมมอบบริการคุ้มค่า และสะดวกสบาย

    พิธีเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์เที่ยวบินที่ VZ851 จัดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1ตุลาคม 2568 ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน โดยมีผู้บริหารจากหลายหน่วยงานที่มาร่วมแสดงความยินดีในการเปิดตัวในครั้งนี้ ได้แก่ นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐเกาหลี, นายหลวง ทรุง อัน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์, นายชิน ดง อิก ผู้อำนวยการ ท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน, นายพัฒนพงศ์ พงษ์ทองเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ณ กรุงโซล ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติจากไทยและเกาหลีใต้ที่ให้เกียรติมาร่วมพิธีตัดริบบิ้นเพื่อเปิดตัวเที่ยวบินปฐมฤกษ์อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้มีการมอบของที่ระลึกพิเศษให้แก่ผู้โดยสารเที่ยวบินแรก โดยเป็นการตอกย้ำความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างเกาหลีใต้และประเทศไทย

    นายหลวง ทรุง อัน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์กล่าวว่า “เวียตเจ็ทไทยแลนด์มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งในวันนี้ ที่เปิดตัวเส้นทางบินปฐมฤกษ์เชื่อมระหว่างสาธารณรัฐเกาหลีและประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยการบินระหว่างกรุงเทพฯและกรุงโซล บินตรงทุกวัน เส้นทางใหม่นี้จะช่วยเพิ่มความสะดวกและประสบการณ์ในการเดินทาง ส่งเสริมการท่องเที่ยวและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม รวมถึงสนับสนุนโอกาสทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศร่วมกัน

    ในโอกาสนี้ ผมขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้โดยสารทุกท่านที่มีส่วนทำให้ก้าวสำคัญครั้งนี้เกิดขึ้นได้ และเราหวังว่าจะได้สานต่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่อง”

    สำหรับเที่ยวบิน VZ850 ในช่วงฤดูร้อน ตั้งแต่วันนี้ – 25 ต.ค.2568 จะออกเดินทางจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) เวลา 01.45 น. และถึงกรุงโซล (อินชอน) เวลา 09.20 น. ขณะที่เที่ยวบินขากลับ VZ851 จะออกจากกรุงโซล เวลา 11.55 น. และเดินทางถึงกรุงเทพฯ เวลา 15.45 น. (ตามเวลาท้องถิ่น)

    ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2568 – 28 มีนาคม 2569 จะปรับใช้ตารางบินฤดูหนาว โดยเที่ยวบิน VZ850 จะออกจากกรุงเทพฯ เวลา 07.20 น. และเดินทางถึงกรุงโซล เวลา 14.45 น. ส่วนเที่ยวบินขากลับ VZ851 จะออกจากกรุงโซล เวลา 15.45 น. และถึงกรุงเทพฯ เวลา 19.55 น. (ตามเวลาท้องถิ่น)

    ด้วยเส้นทางบินใหม่ระหว่าง กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – โซล (อินชอน)  เวียตเจ็ทไทยแลนด์ จะเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีสามารถเดินทางมาสัมผัสเสน่ห์และประสบการณ์ท่องเที่ยวประเทศไทยได้อย่างสะดวกสบาย และโซลก็ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทย ด้วยเสน่ห์ของวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ผสานเข้ากับความทันสมัยอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังเคียงบกกุง หมู่บ้านฮันอกแบบเกาหลีดั้งเดิม แฟชั่นเกาหลีทันสมัย วัฒนธรรมเคป็อป (K-pop) และอาหารสตรีทฟู้ดแสนอร่อยที่ไม่ควรพลาด

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ยังคงตอกย้ำความมุ่งมั่นในการมอบการเดินทางที่เข้าถึงได้และเต็มไปด้วยความสุข โดยล่าสุดได้รับรางวัล “สายการบินโลว์คอสต์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย ประจำปี 2025” (Best Low-Cost Airline Brand, Thailand 2025) จาก Global Brand Awards และรางวัล “สายการบินที่มีพนักงานต้อนรับบนเครื่องเป็นมิตรต่อผู้โดยสารมากที่สุด ปี 2025” (Most Passenger-Friendly Cabin Crew – 2025) จาก International Finance Magazine พร้อมเดินหน้ายึดมั่นในคุณค่าด้านความปลอดภัย ความตรงต่อเวลา และความคุ้มค่าอย่างต่อเนื่อง

    ติดตามข่าวสารพร้อมอัปเดตโปรโมชันสุดคุ้มของสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์เพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก ออฟฟิเชียล https://www.facebook.com/VietJetThailand หรือ TikTok https://www.tiktok.com/@thaivietjet เพื่อไม่ให้พลาดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดพร้อมสำรองที่นั่งบัตรโดยสารราคาพิเศษได้แล้ววันนี้ทางเว็บไซต์ www.vietjetair.com

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/01/583039/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F0yYJiwFGyD4EG2ptmIzV

  • “คุณานันท์-เปน” คว้าชัยเข้ารอบก่อนรองฯ เทนนิสเจ200 ฮ่องกง

    “คุณานันท์-เปน” คว้าชัยเข้ารอบก่อนรองฯ เทนนิสเจ200 ฮ่องกง

    คุณานันท์ พันธราธร มือ 1 ของรายการ และ เปน จารุศร นักหวดเยาวชนไทย โชว์ฟอร์มเยี่ยม ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศชายเดี่ยว ศึก ไอทีเอฟ เจ200 ฮ่องกง 2025

    การแข่งขันเทนนิสเยาวชนนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ จูเนียร์ส สะสมคะแนนเยาวชนโลก ระดับเจ200 รายการ “2025 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เจ200 ฮ่องกง” ที่ฮ่องกง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 นักหวดเยาวชนไทยยังคงทำผลงานยอดเยี่ยม โดย คุณานันท์ พันธราธร และ เปน จารุศร ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ ประเภทชายเดี่ยวได้สำเร็จ

    ผลการแข่งขันรอบสอง ประเภทชายเดี่ยว

    • คุณานันท์ พันธราธร มือ 80 เยาวชนโลก และมือวาง 1 ของรายการ เอาชนะ โยชิฮิโระ ซากุราอิ มือ 346 เยาวชนโลกจากญี่ปุ่น 2-0 เซต 6-3, 7-6(7-1) ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศไปพบกับ มุสตาฟา เอเก้ ซิก มือ 187 เยาวชนโลก มือวาง 8 ของรายการจากตุรกี

    • เปน จารุศร มือ 233 เยาวชนโลก ชนะ พาเวล สควอร์ตคอฟ มือ 278 เยาวชนโลก 2-0 เซต 6-0, 6-2 ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศไปพบกับ แจ็ค เฉิง มือ 217 เยาวชนโลกจากฮ่องกง

    ประเภทชายคู่ รอบแรก

    • คุณานันท์ จับคู่กับ ไค ธอมป์สัน จากฮ่องกง ในฐานะคู่มือวาง 1 ของรายการ เอาชนะ โซตะ คากาวะ กับ โยชิฮิโระ ซากุราอิ จากญี่ปุ่น 6-2, 6-4 ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ พบกับ เฉิน ซิงยู จากจีน และ เจค็อบ ไค่เหลียง เฉิน จากฮ่องกง

    • ส่วน เปน จับคู่กับ ซิว ฉี นิโคลัส เฉิง จากฮ่องกง คู่มือวาง 2 ของรายการ แพ้ โคดี้ แอตกินสัน จากนิวซีแลนด์ กับ อิเลีย มัลต์เซฟ 0-2 เซต 5-7, 2-6

    ประเภทหญิงคู่ รอบแรก

    • ธฤตา หงษ์หยก จับคู่กับ มิซากิ ยามากิชิ จากญี่ปุ่น พ่ายให้กับ ชิง ลาม ไหล จากฮ่องกง กับ หรู่ ซี หวู จากจีน 0-2 เซต 3-6, 2-6

    • ณัฐลียา ชาลินสกี้ คู่กับ จ้าง จี้หยาน จากจีน แพ้ อเล็กซานดร้า เชชวิลี่ กับ อล็กซานดร้า โคมิทสกาย่า 0-2 เซต 0-6, 4-6

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/91348/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25sCUXl7ONCOS19uJdsvEy

  • ปลุก ‘คนละครึ่ง’ ต่อลมหายใจเศรษฐกิจไทย ส่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568

    ปลุก ‘คนละครึ่ง’ ต่อลมหายใจเศรษฐกิจไทย ส่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568

    ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายจากแนวโน้มการชะลอตัวและค่าครองชีพที่สูงขึ้น รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศมาตรการช่วยเหลือประชาชนแบบครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยเฉพาะโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และการฟื้นฟูโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 มาตรการเหล่านี้มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนกว่า 33 ล้านคน กระตุ้นกำลังซื้อ และเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงปลายปี 2568 ด้วยงบประมาณรวมกว่า 62,000 ล้านบาท จากงบกลางและเงินเหลือจ่ายปีงบประมาณ 2568

    รัฐบาลแจกเงินช่วยเหลือ 3 กลุ่มใหญ่ – บัตรสวัสดิการ 13 ล้านคน ได้เพิ่ม 1,700 บาท/งวด; ผู้เสียภาษี 11 ล้านคน ได้สมทบ 2,400 บาท ในคนละครึ่ง 60:40; ผู้อยู่นอกระบบ 9 ล้านคน ได้ 2,000 บาท เริ่มใช้ตุลาคม 2568

    โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการแห่งรัฐ: ช่วยเหลือผู้ถือบัตรคนจน 13 ล้านคน โดยตรง

    โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 เป็นมาตรการหลักที่ครม. เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม กระทรวงการคลัง โดยมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่
    .
    กลุ่มเป้าหมายและสิทธิประโยชน์
    กลุ่มที่ 1: ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) จำนวน 13 ล้านคน ตามฐานข้อมูลโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 ณ วันที่ 1 กันยายน 2568

    วงเงินที่ได้รับ: เพิ่มเติม 850 บาทต่อคนต่อเดือน (รวมกับวงเงินเดิม 300 บาทต่อเดือน) เป็น 1,150 บาทต่อเดือน หรือรวม 1,700 บาทต่องวด ในระยะเวลา 2 เดือน (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2568) ทำให้ได้รับรวม 2,000 บาทต่อเดือน ในงวดเดียว

    การใช้งาน: ใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเกษตรกรรม ผ่านร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านค้าที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด วงเงินที่เหลือไม่สะสมข้ามเดือน
    .
    งบประมาณและการดำเนินการ
    โครงการนี้ใช้งบประมาณ 22,000 ล้านบาท จากเงินเหลือจ่ายของงบประมาณปี 2568 ซึ่งจะโอนเข้ากองทุนสวัสดิการแห่งรัฐและโอนตรงให้ผู้มีรายได้น้อย โดยกองทุนประชารัฐสวัสดิการฯ จะบริหารจัดการ ณ วันที่ 17 กันยายน 2568 กองทุนมีเงินคงเหลือ 1,220,964,214.60 บาท (บัญชีที่ 1: 860,909,402.43 บาท สำหรับช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย; บัญชีที่ 2: 360,054,812.17 บาท สำหรับโครงการสังคมและบริหาร) แต่ไม่สามารถนำมาใช้ได้เนื่องจากมีภาระผูกพัน จึงต้องจัดสรรงบกลางเพิ่มเติม 22,780 ล้านบาท

    กระทรวงการคลังคาดว่า มาตรการนี้จะเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้ถือบัตรฯ มีการใช้จ่ายเกือบเต็มวงเงิน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนท้องถิ่น และช่วยเพิ่มอัตราการขยายตัวของ GDP ประมาณ 0.07-0.08% ต่อปี โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่การบริโภคและการผลิตต้องการแรงกระตุ้น

    ผู้ถือบัตรคนจน13 ล้านคน ได้เพิ่ม 1,700 บาท/งวด (รวมเดิม 2,000 บาท) ใช้ พ.ย.-ธ.ค. 2568 งบ 22,000 ล้านบาท จากเงินเหลือจ่าย ช่วย GDP +0.07-0.08%
    โครงการคนละครึ่งพลัส: กระตุ้นเศรษฐกิจครอบคลุม 20 ล้านคน ด้วยงบ 40,000 ล้านบาท
    .

    นอกจากมาตรการสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการ รัฐบาลยังฟื้นฟูโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในร้านค้าท้องถิ่น โดยปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และแบ่งกลุ่มผู้รับสิทธิชัดเจน โดยใช้แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เช่นเดิม
    กลุ่มเป้าหมายและสิทธิประโยชน์
    .
    โครงการนี้ครอบคลุมประชาชน 20 ล้านคน แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก โดยปรับอัตราสมทบจากเดิม 50:50 เป็น 60:40 (รัฐสมทบ 60%) เพื่อลดภาระประชาชน
    กลุ่มที่ 2: ผู้อยู่ในระบบภาษี (ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) จำนวน 11 ล้านคน

    สิทธิพิเศษ: รัฐสมทบ 2,400 บาท (ประชาชนเติมเงิน 2,000 บาท) รวมใช้จ่ายได้ 4,000 บาท
    ข้อจำกัด: จับจ่ายวันละไม่เกิน 200 บาท
    กลุ่มที่ 3: ผู้อยู่นอกระบบภาษี (ประชาชนทั่วไปที่ไม่ยื่นภาษี) จำนวน 9 ล้านคน

    สิทธิประโยชน์: รัฐเติมเงิน 2,000 บาท โดยตรง (ประชาชนไม่ต้องเติมเพิ่ม)
    ทั้งสองกลุ่มใช้สิทธิผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายร้านค้าขนาดเล็กและสร้างการหมุนเวียนเงินในเศรษฐกิจฐานราก
    .
    การลงทะเบียนและระยะเวลา
    การลงทะเบียน: เปิดรับสมัครใหม่ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2568 ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือแอปเป๋าตัง ผู้ที่เคยเข้าร่วมเฟส 5 ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ แต่ผู้เข้าร่วมเฟสก่อนหน้า (1-4) หรือไม่เคยเข้าร่วมต้องลงทะเบียนใหม่
    .
    เริ่มใช้สิทธิ: ปลายเดือนตุลาคม 2568 หากลงทะเบียนเสร็จสิ้น ระยะเวลาใช้สิทธิ 2 เดือน (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2568) สอดคล้องกับโครงการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการ
    .
    งบประมาณ: 40,000 ล้านบาท จากงบประมาณปี 2569 (รวมกับเงินเหลือจ่ายปี 2568) โดยส่วนหนึ่งมาจากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน
    ย่อสั้น: คนละครึ่งพลัส 20 ล้านคน – ผู้เสียภาษี 11 ล้าน ได้ 2,400 บาทสมทบ (เติม 2,000 บาท ใช้ 4,000 บาท); นอกระบบ 9 ล้าน ได้ 2,000 บาทตรง ลงทะเบียน ต.ค. ใช้ปลายเดือนนั้น งบ 40,000 ล้านบาท
    ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม: สร้างสมดุลการช่วยเหลือและการเติบโต
    .
    มาตรการทั้งสองโครงการนี้จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน 33 ล้านคน (รวมกลุ่มทั้งหมด) โดยตรง สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 60,000 ล้านบาท ในระบบเศรษฐกิจช่วงปลายปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงสำคัญสำหรับการบริโภคและการลงทุน คาดว่าจะกระตุ้น GDP เพิ่มขึ้น 0.07-0.08% จากการใช้จ่ายในร้านค้าท้องถิ่น ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชน
    ในด้านสังคม โครงการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ โดยหลีกเลี่ยงการซ้ำซ้อนสิทธิ (เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการไม่รวมในคนละครึ่ง เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มอื่น) อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องเผชิญความท้าทาย เช่น การประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึง การตรวจสอบการใช้จ่าย และการประสานงานกับร้านค้า เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
    .
    ตัวอย่างการคำนวณผลกระทบทางเศรษฐกิจ:
    .
    แนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชนและมุมมองอนาคต
    ประชาชนควรเตรียมตัวโดยเช็กสิทธิผ่านเว็บไซต์กระทรวงการคลัง (www.mof.go.th) หรือแอปเป๋าตัง สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการ สิทธิจะเข้าอัตโนมัติโดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ส่วนโครงการคนละครึ่ง ควรติดตามกำหนดการลงทะเบียนต้นเดือนตุลาคม เพื่อเริ่มใช้สิทธิทันปลายเดือน

    ในอนาคต รัฐบาลตั้งเป้าขยายมาตรการเหล่านี้ให้ยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับนโยบายเศรษฐกิจฐานราก เช่น การพัฒนาร้านธงฟ้าและระบบดิจิทัลการเงิน เพื่อให้การช่วยเหลือไม่ใช่แค่บรรเทา แต่ยังสร้างโอกาสเติบโตระยะยาว

    ข้อมูลเพิ่มเติม: ติดต่อกรมบัญชีกลาง หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์โครงการลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ (welfare.mof.go.th) สำหรับอัปเดตล่าสุด
    สรุป: มาตรการปี 2568 นี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของรัฐบาลในการดูแลประชาชน 33 ล้านคน ด้วยงบรวม 62,000 ล้านบาท ผ่านเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการ 1,700 บาท สำหรับ 13 ล้านคน และคนละครึ่งพลัส 2,000-2,400 บาท สำหรับ 20 ล้านคน เริ่มใช้ตุลาคม-ธันวาคม 2568 เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและกระตุ้น GDP 0.07-0.08% สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3783818/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-8ZvPO7TvT0cAp0SukxbX

  • ‘ศุภจี’มอบ7นโยบาย Quick Big Win แก้ปัญหาเศรษฐกิจลดค่าครองชีพ

    ‘ศุภจี’มอบ7นโยบาย Quick Big Win แก้ปัญหาเศรษฐกิจลดค่าครองชีพ

    ‘ศุภจี’ มอบ 7 นโยบาย Quick Big Win  ให้ทีมพาณิชย์ ยึดหลักทำสั้นได้ผล กระจายตัวให้ทุกคนได้ประโยชน์ เดินหน้าปิดดีลเจรจาภาษีสหรัฐฯ ก่อนสิ้นปี ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา ลุยเจรจา FTA ผลักดันใช้ประโยชน์จาก FTA และบุกตลาดใหม่ ดูแลค่าครองชีพ ทั้งลดราคาสินค้า ลดภาระเรื่องยา รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โฟกัสข้าวที่กำลังออกสู่ตลาด เสริมแกร่ง SME และปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค   

    1 ต.ค.2568 -นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังประชุมมอบนโยบายแก่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ข้าราชการ พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ และทูตพาณิชย์ไทยในต่างประเทศ ว่า ได้มอบ 7 นโยบายในการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ในระยะสั้นที่จะต้องดำเนินการเร่งด่วนใน 4 เดือน ภายใต้แนวทาง “Quick Big Win” ที่เน้นความร่วมมือกับทุกฝ่าย โดยทำสั้น ให้ได้ผล และกระจายตัวให้ทุกคนได้ประโยชน์ และมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจโดยเร็ว พร้อมสร้างรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไปในระยะยาว  

    สำหรับแนวทางการทำงานที่ต้องการผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม 7 เรื่อง ได้แก่ 1.ภาษีสหรัฐฯ และการเจรจาการค้า จะเร่งสรุป Agreement of Reciprocal Tax (ART) กับสหรัฐฯ ภายในเดือน ธ.ค.2568 ก่อนที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา และนำเข้าสู่รัฐสภา และจะเร่งปรับปรุงกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) ให้เป็นระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เพื่อป้องกันสินค้าสวมสิทธิ์และเพิ่มความโปร่งใส โดยปัจจุบันได้ผลชัดเจน เช่น จากที่เคยพบเอกสาร C/O ปลอมแปลงหลัก 100 กรณีต่อปี เหลือเพียง 5 กรณีในปี 2567 และไม่พบในปี 2568 ขณะเดียวกัน จะเร่งปรับปรุงกระบวนการเยียวยาทางการค้า ทั้งการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD-CVD) การป้องกันการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) การป้องกันการหลีกเลี่ยง AD-CVD ให้เร็วขึ้น โดยนำ AI มาใช้ตรวจสอบในส่วนของการยื่นคำขอ และร่นกระบวนการไต่สวนให้เร็วขึ้น

     2.การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา จะช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการใน 7 จังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไม่สงบ โดยจัดมหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ช่วยเพิ่มรายได้และช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการด้วยการนำเข้าร่วมงานมหกรรมธงฟ้าและมหกรรมการค้าชายแดน และร่วมกับไปรษณีย์ไทยสนับสนุนค่าขนส่งฟรี 100 บาทต่อชิ้น ส่วนผู้ส่งออก จะหาตลาดอื่นเพื่อกระจายความเสี่ยง และสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ที่จะใช้ส่งออกสินค้าไปทางอื่นที่ไม่ใช่ทางชายแดน

     3.FTA และการบุกตลาดใหม่ ปัจจุบันไทยมี FTA 14 ฉบับกับ 18 ประเทศ จะเร่งบังคับใช้ FTA 3 ฉบับ ได้แก่ ไทย–เอฟตา ให้มีผลบังคับใช้ภายในครึ่งแรกปี 2569 FTA ไทย-ศรีลังกา และไทย-ภูฏาน หากบังคับใช้แล้ว จะทำให้ไทยมี FTA 17 ฉบับกับ 24 ประเทศ ซึ่งในส่วนของเอฟตา คาดว่าจะช่วยผลักดันการส่งออกไปยังกลุ่มเอฟตาเพิ่มขึ้น 38% และจะเร่งเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) และไทย-เกาหลีใต้ ให้สำเร็จภายในสิ้นปี 2568 และวางแผนเจรจากับตลาดศักยภาพใหม่ คือ ตะวันออกกลางและแอฟริกาใต้ ทั้งนี้ จะต้องส่งเสริมและผลักดันให้มีการใช้ประโยชน์จาก FTA เพิ่มขึ้นด้วย ส่วนการบุกตลาดใหม่ จะใช้เครือข่ายทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก หาตลาดให้กับสินค้าและบริการไทย เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แอฟริกาใต้ อินเดีย และเวียดนาม และจะจัดคณะผู้แทนการค้าไปเจรจากับผู้นำเข้า และเชิญผู้นำเข้า ผู้ซื้อรายสำคัญมาเยือนไทย

    4.ดูแลค่าครองชีพประชาชน จะจัดมหกรรมธงฟ้า 1,300 ครั้งต่อปี และจัดลดราคาสินค้าช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่ ตรุษจีน กินเจ เปิดเทอม คาดลดภาระประชาชนกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี ร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนกว่า 100 แห่งที่ลงนาม MOU กับกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยราคายาก่อนชำระเงิน เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการซื้อยาภายนอกโรงพยาบาล คาดช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายกว่า 32,400 ล้านบาทต่อปี ทำให้โรงพยาบาลรัฐลดความแออัดลง โรงพยาบาลเอกชนก็จะมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น และยังจะควบคุมโครงสร้างต้นทุนเวชภัณฑ์ อาทิ ผ้าก๊อซ สำลี แผ่นแปะแผล ถุงมือยาง ชุดตรวจ ATK ลดค่าครองชีพอีก 1,100 ล้านบาท

     5.รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร จะประเมินอุปสงค์อุปทานล่วงหน้า ผลผลิตเท่าไร ส่งออกเท่าไร เพื่อจะได้บริหารจัดการให้เหมาะสม จะเร่งหาตลาดใหม่ ทั้งลูกค้าเดิม ลูกค้าใหม่ กำหนดมาตรการดูแลการนำเข้า สินค้าไม่ได้มาตรฐานห้ามนำเข้า ส่วนระยะยาวจะเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าว เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ผลักดันปลูกพืชอื่นที่มีมูลค่าสูง โดยข้าว ที่เป็นสินค้าสำคัญ จะเร่งช่วยลดต้นทุนผ่านโครงการธงเขียว ลดราคาปุ๋ยเคมีและปัจจัยเกษตร ช่วยดึงดูดผลผลิตช่วงออกมาก ด้วยการชะลอการขาย ทั้งให้สินเชื่อ สนับสนุนสินเชื่อ และเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน จะเร่งผลักดันส่องอก อาทิ เร่งรัดจีนซื้อข้าวจีทูจีที่ค้างอยู่ 2.5 แสนตัน และขอให้ซื้อเพิ่มอีก 2.2 แสนตันหรือมากกว่า เพื่อฉลองสัมพันธ์ 50 ปี เจรจากับญี่ปุ่นเพื่อคงการซื้อข้าวไทย 3 แสนตัน และกับสิงคโปร์เพื่อซื้อข้าว 1 แสนตัน นำผู้ประกอบการข้าวเข้าร่วมงานแสดงสินค้า เพื่อเปิดตลาด และเร่งขยายตลาดศักยภาพ อาทิ ซาอุดิอาระเบีย ฮ่องกง ยุโรป ส่วนระยะยาว ผลักดันปลูกพืชมูลค่าสูงแทนปลูกข้าว ที่ทำแล้ว เช่น กล้วย และกำลังเริ่มอะโวคาโด ซึ่งจะขอเกษตรกรให้เปิดใจ ลองทำจากน้อย ถ้าได้ผลดีก็ค่อยทำมาก ผลักดันเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ตามที่ตลาดต้องการ

     6.เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SME จะช่วยขยายตลาดใหม่ อาทิ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ อาทิ การทำบัญชี การค้าขายออนไลน์ เพิ่มช่องทางและโอกาสทางการค้า ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซไทยและต่างประเทศ เพิ่มมูลค่าสินค้า อาทิ ส่งเสริมสินค้า GI ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันสร้างรายได้ 82,000 ล้านบาท ผลักดันร้านอาหาร Thai SELECT ให้มีมากขึ้นจากปัจจุบัน ในประเทศ 462 ร้าน ต่างประเทศ 915 ร้าน ผลักดันเพิ่ม Thailand Trust Mark จากปัจจุบัน 2,263 แบรนด์ ร่วมมือสถาบันการเงินช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงเงินทุน ปรับปรุงแพลตฟอร์ม “ม็อกฟองดู” เป็นม็อกพลัส ให้ใช้งานง่าย และช่วยแก้ปัญหาให้ได้ครบจบในที่เดียว

      7.ปรับกฎระเบียบและใช้เทคโนโลยี จะเร่งปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบ เพื่อลดอุปสรรคในการดำเนินงานของภาคเอกชน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนางานบริการเพื่ออำนวยความสะดวก และการใช้ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ทั้งเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็ว

    ‘การทำงานจะเน้นความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพราะเดินคนเดียวไม่ได้ ในกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องร่วมมือกัน ทั้งกรม กองต่าง ๆ โดยการทำงานทุกอย่างจะเน้นความโปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและพี่น้องประชาชน แม้ว่าอายุรัฐบาลจะสั้น แต่พาณิชย์ก็จะยังคงอยู่ โดยอยู่มา 105 ปีแล้ว จะอยู่ไปอีกเป็น 100 ปี เราจะใช้เวลาที่มีทำตามเป้าหมาย Quick Big Win ให้ได้ภายใน 4 เดือนนี้ เพื่อวางรากฐานเอาไว้’นางศุภจีกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/871449/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21mNarR8UsM2qA1RYGkQQv

  • ‘วิทัย’ ผู้ว่าแบงก์ชาติ ย้ำบทบาท ธปท.ยึดมั่นในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ – ต้องเป็น ‘อิสระ’ จากการกดดันทางการเมือง

    ‘วิทัย’ ผู้ว่าแบงก์ชาติ ย้ำบทบาท ธปท.ยึดมั่นในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ – ต้องเป็น ‘อิสระ’ จากการกดดันทางการเมือง

    การเงิน-การลงทุน

    ‘วิทัย’ ผู้ว่าแบงก์ชาติ ย้ำบทบาท ธปท.ยึดมั่นในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ – ต้องเป็น ‘อิสระ’ จากการกดดันทางการเมือง

    01 ต.ค. 2025 เวลา 9:08 น.

    “วิทัย” เปิดวิสัยทัศน์วันแรกในตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาติ ย้ำภารกิจหลักดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ พร้อมร่วมมือทุกหน่วยงานประคองประเทศ และ ธปท. จำเป็นต้องรักษาความเป็นอิสระจากแรงกดดันทางการเมือง

    นายวิทัย รัตนากร เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  กล่าวในโอกาสวันแรกที่เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าฯธปท. ว่าการได้ทำงานในตำแหน่งนี้ถือเป็นเกียรติอย่างสูง โดยบทบาทสำคัญคือ การยึดมั่นในภารกิจหลักของ ธปท. ซึ่งก็คือการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค หรือ “เสถียรภาพ” เป็นหัวใจสำคัญ พร้อมทั้งย้ำว่า ธปท. จำเป็นต้องรักษาความเป็นอิสระจากแรงกดดันทางการเมือง

    ทั้งนี้มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับปัญหาหลากหลาย ทั้งในระยะสั้น ระยะยาว และเชิงโครงสร้าง โดยมีหลายประเด็นที่จำเป็นต้องเร่งดูแลในทันที ขณะเดียวกัน ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

    วิทัยกล่าวต่อว่า บทบาทของ ธปท. ถือเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ แม้จะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งวันแรก แต่จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตามกำลังความสามารถ ทั้งนี้ ภารกิจของแบงก์ชาติมีหลายด้าน และบางเรื่องเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องการความร่วมมือ ไม่อาจดำเนินการเพียงลำพัง

    เขาย้ำว่า ธปท. ยินดีทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันประคับประคองเศรษฐกิจ โดยไม่ใช่ต่างคนต่างทำ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือ การทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างสมดุล และสามารถก้าวไปสู่ศักยภาพที่ควรจะเป็น

    “ธปท.ยังคงยึดมั่นในภารกิจหลัก ซึ่งคือ การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค นอกจากนี้ ธปท. จะต้องมีความเป็นอิสระจากการกดดันทางการเมืองด้วย ส่วนภาพรวมปัญหาของเศรษฐกิจในปัจจุบันมีปัญหามากมาย ทั้งระยะสั้น ระยะยาว และปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาที่ต้องเร่งเข้าไปดูแลมีหลายประการในระยะสั้น และยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวที่ต้องให้ความสำคัญด้วย บทบาทของ ธปท.ยินดีจะร่วมมือกับกระทรวงคลัง และทุกหน่วยงาน ที่จะเข้ามาดูแล และประคับประคองเศรษฐกิจ ไม่ใช่การที่แบงก์ชาติจะต่างคนต่างทำกับหน่วยงานอื่น”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1201183&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Z1jomReOrFa6xYC_KoXT8

  • มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งต่อโอกาสทางการศึกษา มอบทีวีเป็นสื่อการเรียนการสอนแก่เยาวชน จ.พระนครศรีอยุธยา

    มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งต่อโอกาสทางการศึกษา มอบทีวีเป็นสื่อการเรียนการสอนแก่เยาวชน จ.พระนครศรีอยุธยา

    มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งต่อโอกาสทางการศึกษา มอบทีวีเป็นสื่อการเรียนการสอนแก่เยาวชน จ.พระนครศรีอยุธยา

    มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เดินหน้าส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ มอบโทรทัศน์(ทีวี) ขนาด 43 นิ้ว จำนวน 2 เครื่อง พร้อมเมล็ดแตงโม 264 ซอง ขนมเส้นบุกปรุงรสหม่าล่า 2,520 ซอง แก่โรงเรียนวัดราษฎร์ปุณณาราม ต.คลองพระยาบันลือ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีนางสาวบุญธิชา โพธิ์ศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดราษฎร์ปุณณาราม เป็นผู้รับมอบ

    นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เดินทางลงพื้นไปยังโรงเรียนวัดราษฎร์ปุณณาราม พร้อมกล่าวว่า มูลนิธิฯ ได้รับการติดต่อประสานจากทางโรงเรียนถึงความต้องการสื่อการเรียนการสอนให้กับนักเรียน ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งหวังของมูลนิธิฯ ในการให้ความสำคัญด้านการศึกษาและโอกาสที่เท่าเทียมต่อเด็กและเยาวชน จึงได้จัดหาทีวี จำนวน 2 เครื่อง พร้อมด้วยเมล็ดแตงโม ขนมเส้นบุกปรุงรสหม่าล่ามอบให้กับทางโรงเรียน

    โดยวัตถุประสงค์หลัก เพื่อให้นักเรียนได้ใช้สื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่ ช่วยให้คณะครูสามารถบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับบทเรียน ทำให้การเรียนการสอนมีความน่าสนใจ สร้างสรรค์ และเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่สื่อภาพและเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญต่อการกระตุ้นการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของเด็กและเยาวชน

    ทั้งนี้ ​มูลนิธิฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา ที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างอนาคต และเครื่องมือการเรียนการสอนที่ทันสมัยจะนำพาให้เด็กและเยาวชนไปสู่โลกแห่งการเรียนรู้ที่กว้าง การมอบทีวีวันนี้ จึงเหมือนการมอบโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และองค์ความรู้ที่จะถูกใช้เป็นสื่อกลางและเครื่องมือช่วยให้ครูและนักเรียนสร้างสรรค์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมูลนิธิฯ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มโอกาสและสนับสนุนสังคมไทยในทุกมิติ เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/961060&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NAhoJlgSwHACrz4Rv6AGI