Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เติมเงิน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพิ่ม 850 บาท 2 เดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้

    เติมเงิน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพิ่ม 850 บาท 2 เดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้

    วันนี้ (1 ต.ค.2568) นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีประชาชนสอบถามเรื่องการถอนเงินสดจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยืนยัน สิทธิประโยชน์ทุกอย่างเป็นไปตามเดิมทุกประการไม่มีอะไรเปลี่ยน 

    เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 เดือน เริ่มเมื่อไหร่

    เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2568 มติที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการ 2 เดือน ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 จำนวน 850 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 1,700 บาทต่อคน 

    นายสิริพงศ์ ระบุว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาค่าครองชีพ และจัดประชารัฐสวัสดิการเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราวให้แก่ผู้มีบัตรฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 13.4 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางสูงและได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว

    กลุ่มเป้าหมาย ผู้มีบัตรฯ ตามฐานข้อมูลโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 ของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ก.ย.2568 จำนวนไม่เกิน 13.4 ล้านคน

    วิธีดำเนินการ กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ช่วยเหลือผู้มีบัตรฯ ผ่านวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรมจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่นๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด

    ผู้มีบัตรฯ จะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจำนวน 850 บาทต่อคนต่อเดือน (โดยเพิ่มเติมจากวงเงินที่ได้รับเดิมจำนวน 300 บาท/คน/เดือน) เป็นระยะเวลา 2 เดือน (กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใดจะไม่มีการสะสมในเดือนถัดไป) รวมทั้งสิ้น 1,700 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ

     ระยะเวลาดำเนินการ 2 เดือน ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม 2568

    งบประมาณ ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 22,780 ล้านบาท โดยจัดสรรให้แก่สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง สำหรับกองทุนฯ

    โครงการเพิ่มวงเงินฯ จะทำให้ผู้มีบัตรฯ มีวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคฯ เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสวัสดิการที่ผู้มีบัตรฯ พึงพอใจและมีการใช้ประโยชน์เกือบเต็มวงเงิน โดยการเพิ่มวงเงินดังกล่าวจะทำให้ผู้มีบัตรฯ มีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น และเป็นการเพิ่มยอดขายกับร้านธงฟ้าฯ และร้านอื่นๆ ที่ผู้มีบัตรฯ ไปใช้จ่าย

    การเพิ่มวงเงินสวัสดิการครั้งนี้ คาดว่าจะส่งผลให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 และคาดว่าการดำเนินโครงการเพิ่มวงเงินฯ จะส่งผลให้ GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.07-0.08 ต่อปี 

    อ่านข่าว : ครม.ขยายเวลารถไฟฟ้า 20 บาท สายสีแดง-ม่วง อีก 2 เดือน ถึง 30 พ.ย.

    ราคา “ทองคำ” บวกแรง 1,000 บาท “รูปพรรณ” ขายออกบาทละ 60,200 อีกครั้ง

    เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ 2568 เชื่อมต่อคนทำหนังกับนักลงทุนทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357129&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iYH0CT8CpNKDgFe3Cx_Kn

  • ”รมว.นฤมล”สั่ง ปรับเกณฑ์สอบครูใหม่ ตั้งมาตรฐานครูการศึกษาพิเศษ พร้อมกำชับ สพฐ.ปรับเกณฑ์ประเมินนักเรียน เน้น พัฒนาศักยภาพ

    ”รมว.นฤมล”สั่ง ปรับเกณฑ์สอบครูใหม่ ตั้งมาตรฐานครูการศึกษาพิเศษ พร้อมกำชับ สพฐ.ปรับเกณฑ์ประเมินนักเรียน เน้น พัฒนาศักยภาพ

    เมื่อวันที่ 1 ต.ค.68 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 10/2568 โดยมีนายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เข้าร่วม

    ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ประจำปี 2568 ซึ่งมีผู้ผ่านการทดสอบจำนวน 14,925 คน คิดเป็นร้อยละ 54 ของผู้สำเร็จการศึกษาครูทั้งหมด อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบางส่วนเห็นว่าผู้ที่สำเร็จการศึกษาด้านการศึกษาได้รับการประเมินตามระบบของแต่ละสาขาอยู่แล้ว ขณะที่บางสาขาที่เน้นทักษะเฉพาะ เช่น วิศวกรรม หรืองานช่าง ไม่สามารถวัดผลด้วยข้อสอบวิชาการ จึงอาจทำให้จำนวนผู้ผ่านการทดสอบไม่สูงเท่าที่ควร

    “ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้ปรับหลักเกณฑ์การทดสอบใหม่ โดยเน้นการวัดความรู้ด้านวิชาชีพครูเป็นหลัก ลดหรือยกเลิกการทดสอบกลุ่มสาขาวิชา พร้อมทั้งชะลอการทดสอบรายกลุ่มสาขาวิชาในรอบถัดไป ซึ่งเดิมจะจัดเดือนมกราคม 2569 ออกไปก่อน”

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. … ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ เพื่อผลิตครูที่มีความรู้ความสามารถ สมรรถนะสูง และมีความเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษโดยเฉพาะ

    ในส่วนของการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษา ที่ประชุมอนุมัติให้กับ 46 แห่ง จำนวน 131 หลักสูตร ครอบคลุม ปริญญาตรีทางการศึกษา 122 หลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 6 หลักสูตร ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) 2 หลักสูตร และปริญญาเอกทางการศึกษา 1 หลักสูตร นอกจากนี้ ยังอนุมัติการปรับแผนการรับนักศึกษาปริญญาตรีทางการศึกษาของ 3 แห่ง รวม 6 หลักสูตร

    ภายหลังการประชุม ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยว่า ตนได้มอบนโยบายให้ สพฐ. ปรับระบบการวัดและประเมินผลผู้เรียน โดยเน้นประเมินตามศักยภาพรายบุคคล ไม่ยึดเกณฑ์เดียวกันทั้งหมด เพื่อสนับสนุนการพัฒนาความสามารถด้านต่าง ๆ ของนักเรียน ทั้งด้านวิชาการ ศิลปะ กีฬา ภาษา และดนตรี

    “ดิฉันฝากให้ สพฐ. พิจารณาเกณฑ์การประเมินนักเรียนรายบุคคล เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลการเรียนของตัวเองกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มเด็กระดับชั้นเดียว และเทียบกับผลการเรียนของคนเองในอดีตว่ามีพัฒนาการดีขึ้นหรือไม่ ไม่ใช่ประกาศผลแบบจัดลำดับเหมือนที่ผ่านมา และควรเลิกระบบดังกล่าวได้แล้ว นอกจากนั้น การให้คำจำกัดความเด็กเก่ง ไม่ควรมุ่งไปที่สายคณิต-วิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ควรสนับสนุนความสามารถเฉพาะด้านของเด็กแต่ละคน เพื่อให้เด็กสามารถพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่และไม่เสียโอกาสในการต่อยอดความสามารถเฉพาะด้านอื่นๆ“

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/871462/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qBykNrmxrIAkVz67DM9wP

  • ดิ แอสเพน ทรี เดอะ ฟอเรสเทียส์ เปิดคอมมูนิตี้ที่พักอาศัยพร้อมการดูแลสุขภาพเต็มรูปแบบสำหรับกลุ่มวัยอิสระ | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ

    ดิ แอสเพน ทรี เดอะ ฟอเรสเทียส์ เปิดคอมมูนิตี้ที่พักอาศัยพร้อมการดูแลสุขภาพเต็มรูปแบบสำหรับกลุ่มวัยอิสระ | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ

    แมกโนเลียเปิดตัวดิ แอสเพน ทรี เดอะ ฟอเรสเทียส์ (The Aspen Tree The Forestias) ที่พักอาศัยจำนวน 290 ยูนิตออกแบบภายใต้แนวคิด Aging-in-Place สำหรับคนวัย 50 ปีขึ้นไปที่ต้องการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตแบบครบวงจร ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 23 ไร่ในอาณาจักรโครงการ “เดอะ ฟอเรสเทียส์”  บนถนนบางนา-ตราด กม.7 ขนาด 398 ไร่ มีพื้นที่สีเขียวกว่า 56% ของโครงการทั้งหมด

    ทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ ผู้ก่อตั้ง บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวลอปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวถึงแนวคิดการพัฒนาโครงการ ดิ แอสเพน ทรีว่า เมื่อช่วง 33 ปีที่แล้วก่อนที่จะสร้าง MQDC ได้รับมอบหมายจากคุณพ่อให้ช่วยดูแลเด็กกำพร้าและเด็กๆที่ขาดโอกาสทางการศึกษา จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิพุทธรักษาขึ้นมา และต่อมาก็ได้สร้างธุรกิจเพื่อนำเงินส่วนหนึ่งมาช่วยเหลือเด็ก ๆ เป็นเวลาสิบกว่าปีเพื่อให้เด็ก ๆ ให้มีอาหาร มีที่อยู่อาศัย มีการศึกษา จนกระทั่งเทื่อ20 ปีที่แล้วจึงเกิดความคิดอยากจะสร้างโครงการที่สามารถให้เด็กและผู้สูงอายุอยู่ร่วมกัน โดยมีผู้ใหญ่ 2 คนดูแลเด็ก 5 คนและผู้สูงอายุ 2 คน ด้วยการสร้างเป็นระบบครอบครัวและหมู่บ้านให้มีวัฒนธรรมที่อบอุ่น ให้เด็กที่ขาดความรักได้มีพี่มีน้องมีพ่อมีแม่และมีคุณตาคุณยายอยู่ร่วมกัน จึงได้เริ่มศึกษาโมเดลการเงินเพื่อให้สามารถมีรายได้ต่อเนื่องให้โครงการนี้มีความยั่งยืน โดยมีลักษณะเป็น social enterprise

    ในปี 2551 จึงได้จัดทำโครงการประกวด social enterprise model ทั่วประเทศไทยและทีมที่ชนะเลิศได้ตั้งชื่อโครงการว่า “บ้านบุญธรรม” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดดในการจัดทำโครงการบ้านพักคนชราให้เป็นธุรกิจขึ้นมา เพราะเมื่อเป็นธุรกิจแล้วจะต้องมีองค์ความรู้ มีระบบ มีผู้เชี่ยวชาญ ที่จะสามารถดูแลผู้สูงอายุได้อย่างปลอดภัยและมีกำไรที่จะขยายผลเข้าสู่การทำ social enterprise ได้อย่างยั่งยืน

    หลังจากนั้นก็ได้ดำเนินการพัฒนาโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ที่มีหลักคิดเรื่องการเชื่อมต่อ 4 generations และพาผู้คน reconnect กับธรรมชาติ พร้อมกับเริ่มต้นการพัฒนาโครงการดิ แอสเพน ทรีให้อยู่ในพื้นที่เดียวัน และได้เชิญผู้เชื่ยวชาญระดับโลก คือ เบย์เครสต์ (Baycrest) จากประเทศแคนนาดามาช่วยสร้างระบบที่มีคุณภาพในการดูแลผู้สูงอายุ โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่จะขยายเข้าสู่ตลาดกลางและล่าง และสุดท้ายเชื่อมโยงกลับมาที่เด็กกำพร้าด้วยการสร้างโครงการบ้านบุญธรรม

    ในด้านการดูแลสุขภาพ การบริการสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) และการดูแลแบบองค์รวม โครงงการดิ แอสเพน ทรี ได้ร่วมมือกับเบย์เครสต์ โกลบอล โซลูชั่นส์ (Baycrest Global Solutions) องค์กรชั้นนำจากประเทศแคนาดาที่มีประสบการณ์กว่า 105 ปี เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ด้านสุขภาพของสังคมวัยอิสระ  (Retirement Community) ในประเทศไทย พร้อมเปิดบริการเต็มรูปแบบใน 3 ด้านได้แก่  สิ่งอำนวยความสะดวก (Main Facilities) ประกอบด้วย ที่พักอาศัย (Residences) ศูนย์ดูแลคุณภาพชีวิต (Wellness Center)  และศูนย์สุขภาพและสมอง (Health & Brain Center)

    โครงการที่พักอาศัยภายใต้คอนเซ็ปต์ Aging-in-Place ระดับนานาชาติ ครบวงจรด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต และบริหารจัดการโดย Baycrest Global Solutions ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมการดูแลผู้สูงวัยและสุขภาพสมอง ประสบการณ์กว่า 105 ปี

    ดร. วิลเลียม ไรซ์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานผู้อำนวยการ เบย์เครสต์ กล่าวว่า เบย์เครสต์ ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านการพัฒนานวัตกรรมการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตสำหรับผู้สูงวัย ได้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมต่างๆ ที่ได้จากการวิจัยและนำประสบการณ์ที่สะสมมากว่าศตวรรษ มาสนับสนุนการทำงานของบุคคลากรในไทย ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้สูงวัยจะได้รับการดูแลแบบมาตรฐานสากล พร้อมทั้งใช้ชีวิตอย่างมีอิสระและปลอดภัยในโครงการดิ แอสเพน ทรี

    ทั้งนี้เบย์เครสต์ได้รับการรับรองระดับสูงสุดจาก Accreditation Canada และถือเป็นองค์กรแถวหน้าในอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนมาตรฐานความปลอดภัยและการดูแลผู้สูงวัย ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญที่ทำงานวิจัยศาสตร์เชิงป้องกันและเวชศาสตร์ผู้สูงวัยและสถานพยาบาลเพื่อดูแลสุขภาพคนวัยอิสระมานานนับร้อยปี โดยได้นำผลงานนวัตกรรมเครื่องมือทดสอบสุขภาพสมอง หรือค็อกนิซิติ (Cogniciti) ของศูนย์วิจัยศาสตร์แห่งความสุขเชิงวิทยาศาสตร์ ที่พัฒนาขึ้น เพื่อใช้ในการรับมือกับภาวะความเสื่อมของสมองและศาสตร์เชิงป้องกันโรคทางสมองต่างๆ ที่มักเกิดกับประชากรวัย 50 ขึ้นไป มาร่วมใช้กับโครงการ ดิ แอสเพน ทรีด้วย

    แพทย์หญิงอุไรรัตน์ ศิริวัฒน์เวชกุล ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ ดิ แอสเพน ทรี  กล่าวว่า ในส่วนของ Health & Brain Center เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับศูนย์วิจัยศาสตร์แห่งความสุขเชิงวิทยาศาสตร์แห่งแรกในเอเชียที่เน้นค้นคว้าวิจัยเชิงลึก มุ่งค้นหาความลับการทำงานของสมองโดยเฉพาะ เพื่อหาปัจจัยที่ทำให้มนุษย์มีความสุข ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ เพื่อนำมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ประชากร โดยเฉพาะกลุ่มคนวัย 50 ขึ้นไป และได้นำนวัตกรรมจากศูนย์วิจัยศาสตร์แห่งความสุขเชิงวิทยาศาสตร์มาใช้ในโครงการดิ แอสเพน ทรี เป็นแห่งแรก เพื่อสร้างความสุขทั้งกายและใจอย่างยั่งยืน

    โดยมีการสนับสนุนด้านองค์ความรู้จากศาสตร์แห่งความสุขเชิงวิทยาศาสตร์ (Happiness Science Hub) เป็นการศึกษาพฤติกรรมและจิตวิทยาของคนทุกช่วงวัย และวิจัยประสาทการรับรู้ของมนุษย์ ผ่านสัญญาณสมองและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างอารมณ์เชิงบวก และความสุข (Mental Well-Being) รวมถึงทำความเข้าใจความเสื่อมถอยด้านต่างๆ ของผู้สูงวัย และหาแนวทางลดความเสี่ยงการเกิดโรค อาทิ โรคสมองเสื่อม และอัลไซเมอร์ เพื่อหาปัจจัยในการส่งเสริมคนแต่ละช่วงวัยให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข บริการด้านการแพทย์เฉพาะทาง ที่ต้องการความเชี่ยวชาญพิเศษ และผู้ดูแลมืออาชีพที่ผ่านการบ่มเพาะตามมาตรฐานสากล พร้อมกิจกรรมที่มีการออกแบบตามหลักวิทยาศาสตร์สุขภาพแบบองค์รวม สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้สูงวัยแต่ละบุคคล

    โดยผู้มาใช้บริการจะได้รับการดูแลจากทีมผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นแพทย์เฉพาะทาง นักบำบัด และ Care Angels ที่มอบให้บริการการดูแลตามมาตรฐานระดับโลกที่ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งการประเมิน การรักษา การป้องกัน ตลอดจนการจัดกลุ่มอาการและภาวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงวัย เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพได้อย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ โดยให้คำปรึกษาด้านการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน (Primary Care)    การวางแผนชีวิต (Life Planning)  คลินิกบำบัดอาการปวด (Pain Clinic)  การดูแลด้านความจำ (Memory Care) การดูแลด้านการทรงตัวและสุขภาพกระดูก (Balance and Bone Health)  การดูแลสุขภาพการนอนหลับ (Sleep Health)  นักโภชนาการและการวางแผนด้านอาหารเฉพาะบุคคล (Nutritionist and Personalized Meal Planning)            การดูแลสุขภาพเล็บและแผลต่าง ๆ   การดูแลภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้และสุขอนามัยต่าง ๆ (Incontinence and Hygiene)

    ปัจจุบัน  HBC มีศูนย์ดูแลผู้สูงวัยแบบเช้าไป-เย็นกลับ (Aspen Day Center)  ให้การดูแลด้านสุขภาพ ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย กิจกรรมฝึกสมอง กิจกรรมสันทนาการ กิจกรรมทางสังคมโดยทีมผู้เชี่ยวชาญทั้งแพทย์ พยาบาล โภชนากร นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด นักนันทนาการบำบัด และ Care Angels เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตแก่ผู้สูงวัย ช่วยดูแลผู้สูงอายุในช่วงที่บุตรหลานต้องไปทำงาน ทำให้บุตรหลานคลายกังวล และผู้สูงวัย มีความสุขที่ได้อยู่ในความดูแลของศูนย์

    นบเกล้า ตระกูลปาน ผู้อำนวยการบริหาร  ดิ แอสเพน ทรี กล่าวเสริมว่า เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้ใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์ที่สุด ทุกยูนิตในโครงการดิ แอสเพน ทรี ได้ออกแบบภายใต้แนวคิด Aging-In-Place & Universal Design ที่สามารถรองรับและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตในทุกๆความต้องการ เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และมีคุณภาพ อาทิ การออกแบบพื้นที่ใช้สอยของห้องน้ำและการเลือกสรรเฟอร์นิเจอร์รองรับการใช้งานสำหรับวัยนี้โดยเฉพาะ พื้นไร้ระดับ ป้องกันการสะดุดล้ม พื้นกันลื่นและวัสดุลดแรงกระแทก ระบบแสงสว่างและคุณภาพอากาศที่เหมาะสม ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวพร้อมไฟอัตโนมัติเวลากลางคืน และระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งจากเจ้าหน้าที่และระบบกล้อง CCTV รวมถึงปุ่มฉุกเฉินบริเวณห้องนอนหลักและห้องน้ำหลัก เพื่อขอความช่วยเหลือได้ทันที” นางสาวนบเกล้ากล่าว

    ภายในโครงการประกอบด้วยอาคารทั้งหมด 5 อาคารออกแบบเพื่อรองรับการอยู่อาศัยระยะยาว โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ  Active Living Condominiums จำนวน 3 อาคาร รวม 250 ยูนิต ความสูงอาคาร: 13 ชั้น, 18 ชั้น และ 22 ชั้น ขนาดห้องชุด 82–120 ตารางเมตร แบบ 1 ห้องนอน,1 ห้องนอนพร้อมห้องอเนกประสงค์ และ 2 ห้องนอน เพดานสูง 3 เมตร พร้อมทางเดินแบบฝั่งเดียว (Single-loaded Corridor)

    และแบบ Low-rise Condominium (Sky Villa) จำนวน 2 อาคารสูง5 ชั้น รวม 40 ยูนิต แบบ2 ห้องนอนพร้อมห้องอเนกประสงค์ และ Semi-outdoor Balcony (ระเบียงโปร่งโล่งเชื่อมต่อบรรยากาศภายนอก) ขนาด 183–201 ตารางเมตร  ห้องเพดานสูง 3.5 เมตร พร้อมทางเดินแบบฝั่งเดียว (Single-loaded Corridor)

    ภายในพื้นที่ส่วนกลางได้นำสัญลักษณ์ดอกไม้และผีเสื้อ เที่ปรียบเสมือนตัวแทนของสีสัน ความอิสระ และการปลุกพลังความฝันให้กลับมาผลิบานอีกครั้ง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรภายในโครงการ ทั้งเวลเนส คลับเฮ้าส์ขนาดกว่า 6,000 ตารางเมตร. ที่มีทั้งสระว่ายน้ำในร่มและกลางแจ้ง ฟิตเนสและสตูดิโอโยคะ ห้องสนามกอล์ฟจำลองด้วยเทคโนโลยี่ที่ทันสมัย มุมอ่านหนังสือ คาเฟ่และเบเกอรี่ ห้อง Aspen Lounge ห้องกิจกรรมศิลปะและงานฝีมือ สปาและบิวตี้ซาลอน ห้องคาราโอเกะ มินิเธียเตอร์ ร้านอาหารและห้องอาหารส่วนตัว รวมถึงพื้นที่กลางแจ้ง เช่น Canopy Walk สวนบำบัด และ Glasshouses ที่ผสานการอยู่อาศัยกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว

    นอกจากนี้ภายในโครงการยังมีศูนย์สุขภาพและสมอง (Health & Brain Center: HBC) ซึ่งเป็นศูนย์สุขภาพเฉพาะทางสำหรับผู้สูงวัย ครบครันด้วยคลินิกเวชศาสตร์ผู้สูงวัย ศูนย์กายภาพบำบัด คลินิกสมองและความจำ ศูนย์ดูแลสุขภาพระหว่างวัน ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพแบบระยะสั้น และศูนย์บริการดูแลผู้สูงวัยแบบระยะยาวสำหรับผู้ที่ต้องการการดูแลใกล้ชิด ทั้งหมดบริหารจัดการโดยเบย์เครสต์ จากแคนาดา รวมทั้งยังมีบริการเสริมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เช่น บริการทำความสะอาดรายสัปดาห์ บริการอาหารเช้าที่ GoodWell Restaurant และบริการฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/852158/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j1xyQZTJ7tCXkO2CWNH6x

  • โอกาสมาแล้ว!! ศอ.บต. ร่วมกับว.เทคโนโลยีไออาร์พีซี รับสมัครนักเรียนทุน ปวส. 6 สาขาขาดแคลน

    โอกาสมาแล้ว!! ศอ.บต. ร่วมกับว.เทคโนโลยีไออาร์พีซี รับสมัครนักเรียนทุน ปวส. 6 สาขาขาดแคลน

    ยะลา, วันที่ 1 ต.ค. – ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมกับวิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี (IRPCT) เปิดรับสมัครคัดเลือกนักเรียนเข้ารับ ทุนการศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ภายใต้ โครงการพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษาขั้นสูง (iPEC) รุ่นที่ 10 สำหรับนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้สนใจสมัครตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม – 21 พฤศจิกายน 2568 ผ่านระบบออนไลน์

    ทุนการศึกษาครอบคลุม 6 สาขาที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ได้แก่ สาขาปิโตรเคมี สาขาเคมีอุตสาหกรรม สาขาเทคนิคพลังงาน สาขาเมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ สาขาเทคนิคยานยนต์ไฟฟ้า สาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล

    โครงการนี้เป็นความร่วมมือในการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนชายแดนใต้ เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพขั้นสูง ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ และเพิ่มโอกาสการมีงานทำอย่างมั่นคงในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/246219&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tHPLYrad0jlZJs5RrHqWb

  • เร่งขับเคลื่อนนโยบาย ‘คนละครึ่ง’ คาดกลาง ต.ค.เปิดลงทะเบียน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    เร่งขับเคลื่อนนโยบาย ‘คนละครึ่ง’ คาดกลาง ต.ค.เปิดลงทะเบียน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109588&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-Hwe7L5D8hfH6sD2hFwzo

  • นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ สร้างตัวอ่อนจากดีเอ็นเอผิวหนังมนุษย์สำเร็จครั้งแรกของโลกได้อย่างไร ?  – BBC News ไทย

    นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ สร้างตัวอ่อนจากดีเอ็นเอผิวหนังมนุษย์สำเร็จครั้งแรกของโลกได้อย่างไร ? – BBC News ไทย

    นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ สร้างตัวอ่อนจากดีเอ็นเอผิวหนังมนุษย์สำเร็จครั้งแรกของโลกได้อย่างไร ?

    A clear petri dish stands is illuminated from below through an aperture in a black platform. There are blobs of fluid in the petri dish and two needle-like implements are there to perform microscopic manipulation of embryos

    ที่มาของภาพ, OHSU/Christine Torres Hicks

      • Author, เจมส์ กัลลาเกอร์
      • Role, ผู้สื่อข่าวสุขภาพและวิทยาศาสตร์
      • X, @JamesTGallagher

    นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในการสร้างตัวอ่อนระยะเริ่มต้นของมนุษย์ขึ้นมาจากการดัดแปลงดีเอ็นเอที่ได้จากเซลล์ผิวหนังของมนุษย์และทำให้มันปฏิสนธิกับอสุจิ

    เทคนิคนี้สามารถเอาชนะภาวะมีบุตรยากจากภาวะแก่ชราหรือโรคภัยไข้เจ็บ โดยการใช้เซลล์เกือบทุกชนิดในร่างกายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต

    ความสำเร็จครั้งนี้ยังทำให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถมีบุตรด้วยการสืบทอดทางพันธุกรรมได้ด้วย

    วิธีนี้ยังต้องผ่านการปรับแต่งที่สำคัญบางอย่าง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาถึงสิบปีกว่าที่คลินิกอนามัยเจริญพันธุ์จะพิจารณาใช้วิธีการนี้ได้

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าความสำเร็จครั้งนี้เป็นการค้นพบที่น่าประทับใจ แต่ก็จำเป็นต้องมีการอภิปรายอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชนเกี่ยวกับสิ่งที่วิทยาศาสตร์ทำให้เรื่องนี้เป็นไปได้

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • นักโทษชาวจีนสวมเสื้อแขนยาวสีเข้มและกางเกงขายาวยืนเรียงรายในคอกจำเลยในห้องพิจารณาคดีของจีน โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในเครื่องแบบยืนเคียงข้าง

    • United States Representative to the United Nations, Henry Cabot Lodge, points to the spot on the seal where it has been bugged, the image is black and white.

    • นายกฯ เซ็นลายเซ็นในหนังสือคำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ซึ่งมี 15 นโยบายสำคัญเร่งด่วน ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมร่วมรัฐสภา 30 ก.ย.

    • A treated image showing images of Shambala Devi as an insurgent and later in life. As a young woman she is holding an assault rifle across her chest, her dark hair is tied back, and there are trees and a hammock in the background. As an older woman she is wearing a patterned sari and is holding a sickle and a plant.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    การเจริญพันธุ์ด้วยกระบวนการปกติ คือ การที่อสุจิของผู้ชายเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ของผู้หญิง โดยอสุจิและไข่จะรวมเข้าด้วยกันเพื่อสร้างตัวอ่อน และหลังจากนั้น 9 เดือน เด็กทารกก็จะคลอดออกมา

    ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังเปลี่ยนกฎเกณฑ์นี้ โดยการทดลองครั้งหลังสุดเริ่มจากผิวหนังของมนุษย์

    เทคนิคของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสุขภาพและวิทยาศาสตร์ออริกอน (Oregon Health and Science University) คือ การใช้นิวเคลียสจากเซลล์ผิวหนัง ซึ่งนิวเคลียสเป็นที่เก็บสำเนารหัสพันธุกรรมทั้งหมดที่จำเป็นต่อการสร้างร่างกาย

    จากนั้นจึงใส่นิวเคลียสที่ได้จากเซลล์ผิวหนังเข้าไปในไข่ของผู้บริจาคซึ่งถูกถอดข้อมูลทางพันธุกรรมออกแล้ว

    เทคนิคนี้เหมือนกันกับเทคนิคที่ใช้ในการสร้าง “แกะดอลลี่” (Dolly the Sheep) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโคลนนิ่งตัวแรกของโลกที่เกิดในปี 1996

    A largely black and white image showing a round object - it is dark in the middle with a thick band of white at the circumference. There is a bright white dot in the circle at the six o clock position.

    ที่มาของภาพ, OHSU

    คำบรรยายภาพ, วงกลมขนาดใหญ่นี้คือไข่ที่ถูกมองผ่านกล้องจุลทรรศน์ จุดสีขาวบริเวณด้านล่างคือสารพันธุกรรมที่ถูกย้ายจากเซลล์ผิวหนังมาใส่ไว้

    อย่างไรก็ตาม ไข่ดังกล่าวจะยังไม่สามารถผสมกับอสุจิได้ทันที เพราะมันมีโครโมโซมครบชุดอยู่แล้ว

    โดยปกติแล้วมนุษย์จะสืบทอดดีเอ็นเอจากพ่อและแม่มาคนละ 23 แท่ง จนรวมกันเป็น 46 แท่ง ซึ่งในไข่ใบนี้มีครบอยู่แล้ว

    ดังนั้นขั้นตอนต่อไปคือการทำให้ไข่สละทิ้งโครโมโซมครึ่งหนึ่งของตัวเองออกไป ในขั้นตอนที่นักวิจัยเรียกว่า “ไมโทไมโอซิส” (คำที่ผสมระหว่าง ‘ไมโทซิส’ และ ‘ไมโอซิส’ ซึ่งเป็นสองวิธีในการแบ่งเซลล์)

    Graphic explaining the different stages of fertilisation using skin cells. It shows the nucleus from skin cell being placed inside a donor egg that has had its genetic information removed. Then, underneath, it shows a purple nucleus having half of its 23 pairs of chromosomes removed to mimic a normal egg. Under that, a man's sperm is shown fertilising the egg and adding its chromosomes so that half come from each parent.

    คำบรรยายภาพ, แผนภาพอธิบายว่าเทคนิคใหม่นี้ทำงานอย่างไร

    รายงานการศึกษาฉบับนี้ซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ คอมมูนิเคชันส์ (Nature Communications) แสดงให้เห็นการสร้างไข่ที่มีศักยภาพในการผลิตตัวอ่อน 82 ใบ ซึ่งทั้งหมดถูกผสมด้วยอสุจิแล้ว และไข่บางใบก็พัฒนาไปถึงระยะแรกของการพัฒนาตัวอ่อน ทว่ายังไม่มีไข่ใบใดที่พัฒนามาเกินกว่าระยะเวลา 6 วัน

    “เราทำบางอย่างที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้สำเร็จแล้ว” ศ.ชูครัต มิตาลิปอฟ ผู้อำนวยการศูนย์เซลล์ตัวอ่อนและยีนบำบัด แห่งมหาวิทยาลัยสุขภาพและวิทยาศาสตร์ออริกอน ระบุ

    แต่เทคนิคนี้ยังไม่สมบูรณ์มากนัก เพราะไข่ยังเลือกทิ้งโครโมโซมแบบสุ่ม ซึ่งจำเป็นจะต้องเหลือโครโมโซมทั้ง 23 ชนิดไว้อย่างละหนึ่งเพื่อป้องกันโรค แต่สุดท้ายแล้วกลายเป็นว่ามักจะมีโครโมโซมบางชนิดซ้ำกันสองชุด ขณะที่บางชนิดก็สละทิ้งไปจนไม่เหลือเลย

    นอกจากนี้อัตราการประสบความสำเร็จยังมีน้อยอยู่ที่ราว 9% และโครโมโซมต่าง ๆ ก็พลาดกระบวนการสำคัญที่เรียกว่าการไขว้เปลี่ยน (crossing over) ซึ่งคือการจัดเรียงดีเอ็นเอใหม่

    ศ.มิตาลิปอฟ ผู้บุกเบิกในสาขานี้ที่มีชื่อเสียงระดับโลก บอกกับบีบีซีว่า “เราต้องทำมันให้สมบูรณ์แบบ”

    “ท้ายที่สุดแล้วผมคิดว่ามันจะเป็นอนาคต เพราะผู้ที่ไม่สามารถมีบุตรได้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ”

    Man in olive-green scrubs in a laboratory with taps and scientific equipment in the background, smiling at the camera.

    ที่มาของภาพ, OHSU/Christine Torres Hicks

    คำบรรยายภาพ, ศ.ชูครัต มิตาลิปอฟ

    เทคโนโลยีนี้เป็นส่วนหนึ่งของสาขาวิชาที่เรียกว่า “อิน วิโทร แกเมโทเจเนซิส” (in vitro gametogenesis – IVG) ที่กำลังเติบโตขึ้น ซึ่งสาขาวิชานี้มีเป้าประสงค์ในการสร้างอสุจิและไข่นอกร่างกาย

    วิธีการเช่นนี้ยังอยู่ในระดับของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์มากกว่าจะเป็นการใช้ทางคลินิก แต่วิสัยทัศน์ของการพัฒนาเทคโนโลยีคือความต้องการจะช่วยคู่รักซึ่งไม่สามารถจะทำเด็กหลอดแก้ว (in vitro fertilisation – IVF) ได้ เพราะพวกเขาไม่มีอสุจิหรือไข่ให้ใช้

    วิธีนี้ยังสามารถช่วยผู้หญิงสูงอายุที่ไม่มีไข่เหลืออยู่แล้ว รวมทั้งผู้ชายที่ไม่สามารถผลิตอสุจิได้เพียงพอ หรือคนที่ผ่านการรักษาโรคมะเร็งมาซึ่งทำให้พวกเขาอยู่ในภาวะมีบุตรยาก

    วิธีการนี้ยังเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของการเป็นพ่อแม่ด้วย เพราะมันไม่จำเป็นจะต้องใช้เซลล์ผิวหนังของผู้หญิง มันจึงเป็นการเปิดช่องให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถมีลูกที่มีพันธุกรรมเชื่อมโยงกับทั้งคู่ได้ โดยอาจใช้เซลล์ผิวหนังของผู้ชายคนหนึ่งในการสร้างไข่ และใช้อสุจิของคู่รักในการผสมกับไข่นั้น

    “นอกเหนือจากการให้ความหวังกับคนหลายล้านคนที่มีบุตรยากจากการขาดแคลนไข่หรืออสุจิแล้ว วิธีการนี้ยังสร้างความเป็นไปได้ให้กับคู่รักเพศเดียวกันในการมีบุตรที่มีพันธุกรรมเกี่ยวข้องกับพวกเขาทั้งคู่” ศ.พอลลา อมาโต จากมหาวิทยาลัยสุขภาพและวิทยาศาสตร์ออริกอนระบุ

    สร้างความเชื่อมั่นจากสาธารณชน

    โรเจอร์ สเตอร์มีย์ ศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์จากมหาวิทยาลัยฮัลล์ ระบุว่าวิทยาการนี้เป็นสิ่ง “สำคัญ” และ “น่าประทับใจยิ่ง”

    เขากล่าวเสริมด้วยว่า “ในขณะเดียวกัน การศึกษาวิจัยเช่นนี้ได้ตอกย้ำความสำคัญของการเปิดให้สาธารณชนได้อภิปรายเกี่ยวกับความก้าวหน้าครั้งใหม่ในการศึกษาวิจัยด้านการเจริญพันธุ์”

    “ความก้าวหน้าเช่นนี้ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการกำกับดูแลที่แข็งแกร่ง เพื่อสร้างผู้รับผิดชอบขึ้นมาและสร้างความเชื่อมั่นจากสาธารณชน”

    ขณะที่ ศ.ริชาร์ด แอนเดอร์สัน ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทางการแพทย์ด้านสุขภาพการเจริญพันธุ์ แห่งมหาวิทยาลัยเอดินบะระ มองว่าความสามารถในการสร้างไข่ขึ้นมาใหม่ครั้งนี้ “จะเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ”

    เขาระบุว่า “จะมีข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่สำคัญตามมา แต่การศึกษานี้คือการก้าวสู่การช่วยเหลือผู้หญิงหลาย ๆ คนให้สามารถมีบุตรที่สืบทอดพันธุกรรมของตนเองได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c3e72vv9yn3o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21J7cfzhXWxtuL84BFgEaq

  • เปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่ 3 ต.ค. นี้ สุชัชวีร์นำแถลงวิสัยทัศน์ คาดชูจุดแข็งนโยบาย

    เปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่ 3 ต.ค. นี้ สุชัชวีร์นำแถลงวิสัยทัศน์ คาดชูจุดแข็งนโยบาย

    วันนี้ (1 ตุลาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคไทยก้าวใหม่ ได้เชิญสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานเปิดตัวพรรค และแถลงการณ์วิสัยทัศน์ของพรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ ในวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568 นี้ เวลา 10.00-12.00 น. ที่อาคาร ทรูดิจิทัลปาร์ค

    พรรคไทยก้าวใหม่ก่อตั้งขึ้นภายใต้การนำของ ศ.ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ และ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช 

    พร้อมกันนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า จะชูนโยบายด้านการศึกษาเป็นจุดแข็งหลักของพรรคไทยก้าวใหม่ ทั้งยังมีคำอธิบายอุดมการณโดยย่อของพรรคระบุว่า ก้าวสู่การเมืองยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ ความสามารถ ความเป็นมืออาชีพ และพลังของคนไทยทุกคน เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และเป็นธรรมสำหรับคนไทย 

    สำหรับ ศ.ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงในแวดวงวิชาการวิศวกรรมโยธา มีความเชี่ยวชาญด้าน วิศวกรรมใต้ดิน อุโมงค์ และธรณีเทคนิค เคยดำรงตำแหน่งอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณ ทหารลาดกระบัง (สจล.) ระหว่างปี 2553-2564 

    บทบาททางการเมือง เคยได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี 2565 ก่อนได้รับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ และต่อมาได้ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2565

    ขณะที่ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ หลายสมัย ตั้งแต่ปี 2544 เคยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อปี 2551 และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี 2562 และได้ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2565

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    สลัก แก้วเชื้อ

    ช่างภาพประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-kao-mai-party-education-focus/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26s_PVCjxU38ImZFZLOVwv

  • ฟิทช์ เรทติ้งส์ ห่วงสถานะการคลังไทยด้อยลง แม้ยังจัดหาเงินต้นทุนต่ำช่วยชดเชยขาดดุล

    ฟิทช์ เรทติ้งส์ ห่วงสถานะการคลังไทยด้อยลง แม้ยังจัดหาเงินต้นทุนต่ำช่วยชดเชยขาดดุล

    ฟิทช์ เรทติ้งส์ เผย ประเทศไทยเผชิญ แรงกดดันเพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว เนื่องจากผลกระทบจากภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ การปรับตัวลดลง ของฟิทช์ เรทติ้งส์ เผย ประเทศไทยเผชิญ แรงกดดันเพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว เนื่องจากผลกระทบจากภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ การปรับตัวลดลง ของความสามารถในการรองรับความเสี่ยงทางการคลัง (fiscal buffer) และภาวะความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ

    งานสัมมนาของฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) หัวข้อ “Global Risks and Regional Economics & Bank Outlook โธมัส รูคมาเคอร์ ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มจัดอันดับเครดิต ประเทศในภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก จากฟิทช์ เรทติ้งส์ (ฮ่องกง) บรรยายถึงความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยคาดว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.4% ในปี 2568 จาก 2.9% ในปี 2567 จากภาวะการชะลอตัว ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่มีมากขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสำหรับประเทศในเอเชีย

    โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในขณะที่การส่งออกของประเทศจีนยังคงทรงตัวได้ โดยบางส่วนเป็นการเปลี่ยน เป้าหมายการส่งออกไปยังประเทศปลายทางอื่น ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอลง ก็ส่งผลให้มาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง (fiscal consolidation) มีความล่าช้า เนื่องจากความไม่พอใจของประชาชนในประเทศ นำไปสู่การประท้วงด้านธรรมาภิบาล หรืออัตราค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น

    ทั้งนี้ สถานะทางการคลังของประเทศไทยได้ปรับตัวด้อยลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่ารัฐบาลจะยังสามารถจัดหาเงินทุนเพื่อชดเชยการขาดดุลได้ด้วยต้นทุนต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอันดับเครดิตใกล้เคียงกัน ในขณะที่สถานะหนี้สินต่างประเทศ (external finance) ยังคงเป็นจุดแข็งที่สำคัญ

    ก่อนหน้านี้ ฟิทช์ได้ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสากลที่ ‘BBB+ ’ของประเทศไทย เป็น “แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ” จาก “แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ” ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อฐานะการคลังของประเทศ จากความไม่แน่นอน ด้านนโยบายที่ยืดเยื้อ ประกอบกับอุปสงค์ในตลาดโลกที่ชะลอตัวลง การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ล่าช้า และการลดระดับหนี้ ของภาคครัวเรือน (household deleveraging)

    ด้านแนวโน้มการดำเนินงานของภาคธนาคาร โดย พาสันติ์ สิงหะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสถาบันการเงินของ ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่ากำไรและคุณภาพสินทรัพย์ ของภาคธนาคารไทยมีแนวโน้มถดถอยลง โดยสินเชื่อด้อยคุณภาพ มีแนวโน้ม ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้ SME ฟิทช์ คาดว่าแนวโน้มการดำเนินงานในปี 2569 จะยังคงมีความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ การเติบโตของสินเชื่อ ในระดับต่ำและอัตราส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับตัวลดลง

    แต่อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการรองรับความเสี่ยง (loss absorption buffers) เช่น อัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ และฐานะเงินกองทุน (core capital) ของภาคธนาคารยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับธนาคารในภูมิภาค และเกณฑ์มาตรฐานของฟิทช์ อีกทั้งยังเป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนโครงสร้างเครดิต ที่พิจารณาจากฐานะการเงินของตัวธนาคารเอง (standalone credit profile) แม้ว่าอันดับเครดิตสากลของประเทศไทย จะมี “แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ”
    ความสามารถในการรองรับความเสี่ยงทางการคลัง (fiscal buffer) และภาวะความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ 

    งานสัมมนาของฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) หัวข้อ “Global Risks and Regional Economics & Bank Outlook โธมัส รูคมาเคอร์ ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มจัดอันดับเครดิต ประเทศในภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก จากฟิทช์ เรทติ้งส์ (ฮ่องกง) บรรยายถึงความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยคาดว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.4% ในปี 2568 จาก 2.9% ในปี 2567 จากภาวะการชะลอตัว ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่มีมากขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสำหรับประเทศในเอเชีย 

    โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในขณะที่การส่งออกของประเทศจีนยังคงทรงตัวได้ โดยบางส่วนเป็นการเปลี่ยน เป้าหมายการส่งออกไปยังประเทศปลายทางอื่น ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอลง ก็ส่งผลให้มาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง (fiscal consolidation) มีความล่าช้า เนื่องจากความไม่พอใจของประชาชนในประเทศ นำไปสู่การประท้วงด้านธรรมาภิบาล หรืออัตราค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น 

    ทั้งนี้ สถานะทางการคลังของประเทศไทยได้ปรับตัวด้อยลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่ารัฐบาลจะยังสามารถจัดหาเงินทุนเพื่อชดเชยการขาดดุลได้ด้วยต้นทุนต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอันดับเครดิตใกล้เคียงกัน ในขณะที่สถานะหนี้สินต่างประเทศ (external finance) ยังคงเป็นจุดแข็งที่สำคัญ 

    ก่อนหน้านี้ ฟิทช์ได้ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสากลที่ ‘BBB+ ’ของประเทศไทย เป็น “แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ” จาก “แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ” ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อฐานะการคลังของประเทศ จากความไม่แน่นอน ด้านนโยบายที่ยืดเยื้อ ประกอบกับอุปสงค์ในตลาดโลกที่ชะลอตัวลง การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ล่าช้า และการลดระดับหนี้ ของภาคครัวเรือน (household deleveraging) 

    ด้านแนวโน้มการดำเนินงานของภาคธนาคาร โดย พาสันติ์ สิงหะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสถาบันการเงินของ ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่ากำไรและคุณภาพสินทรัพย์ ของภาคธนาคารไทยมีแนวโน้มถดถอยลง โดยสินเชื่อด้อยคุณภาพ มีแนวโน้ม ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้ SME ฟิทช์ คาดว่าแนวโน้มการดำเนินงานในปี 2569 จะยังคงมีความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ การเติบโตของสินเชื่อ ในระดับต่ำและอัตราส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับตัวลดลง 

    แต่อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการรองรับความเสี่ยง (loss absorption buffers) เช่น อัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ และฐานะเงินกองทุน (core capital) ของภาคธนาคารยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับธนาคารในภูมิภาค และเกณฑ์มาตรฐานของฟิทช์ อีกทั้งยังเป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนโครงสร้างเครดิต ที่พิจารณาจากฐานะการเงินของตัวธนาคารเอง (standalone credit profile) แม้ว่าอันดับเครดิตสากลของประเทศไทย จะมี “แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ”

    ABOUT THE AUTHOR

    โมจัง ลีลา

    Content Creator สำนักข่าว THE STANDARD WEALTH ผู้เชื่อมั่นว่าความมั่งคั่งที่ยั่งยืนสามารถออกแบบได้ด้วยตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/fitch-ratings-thailand-fiscal-concern/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw093L3uBxcb884Iz3jCQcQQ

  • ปิดด่านแผลงฤทธิ์เขมรแห่อพยพ ท่องเที่ยวเจ๊ง ภาคเกษตรเดี้ยง ปิดโรงงานตกงานระนาว | TOPNEWS

    ปิดด่านแผลงฤทธิ์เขมรแห่อพยพ ท่องเที่ยวเจ๊ง ภาคเกษตรเดี้ยง ปิดโรงงานตกงานระนาว | TOPNEWS

    ปิดด่านแผลงฤทธิ์เขมรแห่อพยพ ท่องเที่ยวเจ๊ง ภาคเกษตรเดี้ยง ปิดโรงงานตกงานระนาว

    • เผยแพร่ : 01/10/2025 13:47

    ปิดด่านแผลงฤทธิ์เขมรแห่อพยพ ท่องเที่ยวเจ๊ง ภาคเกษตรเดี้ยง ปิดโรงงานตกงานระนาว

    #topupdate #topnews
    #TruthFromThailand #ฮุนเซนอาชญากรสงคราม #hunsenwarcriminal #cambodiaviolatestheottawaconvention
    #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #กัมพูชายิงก่อน #ชายแดนไทยกัมพูชา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1338303&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OX9ytl2yRNoLRUZ1oizJf

  • กกร. หวั่นบาทแข็ง กดส่งออก หวังรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ ดัน GDP โต

    กกร. หวั่นบาทแข็ง กดส่งออก หวังรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ ดัน GDP โต

    วันนี้ ( 1 ต.ค.2568) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า กกร. ยังคงประมาณการตัวเลขการส่งออกไว้ที่ 2-3% โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากค่าเงินบาทที่แข็งค่ารุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยและการท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนเห็นว่าหากสามารถดูแลเสถียรภาพและทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ตัวเลขการส่งออกปรับตัวสูงขึ้นได้ รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่  

    โดย กกร. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทบทวนประมาณการการส่งออกอีกครั้งในการประชุมเดือนหน้า

    ขณะที่ เศรษฐกิจไทยปี 68 มีแนวโน้มขยายตัวได้ที่ 1.8-2.2% ตามที่ประเมินไว้เดิม ซึ่งหากรัฐบาลเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 69 ให้ได้ราว 1 ใน 3 ของงบประมาณภายในสิ้นปีนี้ กระตุ้นนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศให้ไปถึง 34 ล้านคน 

    กกร. หวั่นบาทแข็ง กดส่งออก หวังรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ ดัน GDP โต

    โดยควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคนละครึ่งพลัส สนับสนุน SMEs และ Made In Thailand ตามแนวทาง Quick Big Win ของรัฐบาล จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 68 ให้โตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่โต 2.5%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ziyrPVQlNKj4y0q5gGmmy