Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 11 ส.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 11 ส.ค. 2569

    | 67 view

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย ระหว่างวันที่ 12 – 15 สิงหาคม 2569 เพื่อเป็นประธานร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-รัสเซีย (Joint Commission on Bilateral Cooperation – JC) ครั้งที่ 9 และพบหารือบุคคลสำคัญของรัฐบาลและภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างรอบด้าน ตลอดจนขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนกับรัสเซีย

    รองนายกรัฐมนตรีฯ มีกำหนดพบหารือทวิภาคีกับนาย Alexander Novak รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย นาย Aleksey Chekunkov รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาภูมิภาคตะวันออกไกลและอาร์กติก นาย Bakytzhan Sagintayev ประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชียสำนักงานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย และนาย Ivan Demchenko ประธานสภาธุรกิจรัสเซีย – ไทย รวมถึงการหารือทวิภาคีกับนาย Sergey Lavrov รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย และร่วมลงนามในเอกสารแผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทย-รัสเซีย ฉบับที่ 6 (ค.ศ. 2026 – 2030) อีกทั้งจะนำคณะนักธุรกิจไทยจากภาคต่างๆ อาทิอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร พลังงาน ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสุขภาวะ ร่วมเดินทางเพื่อหาลู่ทางการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศ

    ประเทศไทยและสหพันธรัฐรัสเซียมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอย่างยาวนาน โดยรัสเซียเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย และมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเยือนประเทศไทยมากที่สุดในภูมิภาคยุโรป ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศจะเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2570

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dpm-fm-visit-russia-aug-2026-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15RFtPTn89A8_TkwlFRcFW

  • มอริเชียสอันดับ 1 ด้านความเจริญรุ่งเรืองในแอฟริกา

    มอริเชียสอันดับ 1 ด้านความเจริญรุ่งเรืองในแอฟริกา

    ดัชนี Legatum Prosperity Index 2026 ซึ่งจัดอันดับประเทศทั่วโลกจำนวน 167 ประเทศ ระบุว่า มอริเชียสได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในแอฟริกา และอยู่ในอันดับที่ 45 ของโลก โดยดัชนีดังกล่าวไม่ได้พิจารณาเฉพาะขนาดเศรษฐกิจหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แต่ประเมินความเจริญรุ่งเรืองของประเทศในหลายมิติที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชน แบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนา (Development) เสรีภาพ (Freedom) และสังคม (Society) ครอบคลุม 10 เสาหลัก อาทิ สุขภาพ การศึกษา สภาพความเป็นอยู่ ธรรมาภิบาล สภาพแวดล้อมด้านการลงทุน เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัย และทุนทางสังคม 

    ทั้งนี้ ในปี 2569 มีการนำวิธีคำนวณแบบใหม่ที่เรียกว่า “p-averaging” มาใช้ ซึ่งให้ความสำคัญกับความสมดุลของการพัฒนา โดยประเทศที่มีจุดอ่อนอย่างมากในด้านใดด้านหนึ่งจะได้รับผลกระทบต่อคะแนนโดยรวม แม้จะมีผลการประเมินที่โดดเด่นในด้านอื่นก็ตาม สำหรับอันดับโลก สวิตเซอร์แลนด์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด

    สำหรับทวีปแอฟริกา มอริเชียสมีผลการประเมินที่ค่อนข้างแข็งแกร่งในทั้ง 3 ด้าน โดยเฉพาะด้านเสรีภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม ทำให้มีอันดับสูงกว่าประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าหลายแห่ง ขณะที่บอตสวานาอยู่ในอันดับ 2 ของแอฟริกา โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากเสถียรภาพทางการเมืองและการบริหารเศรษฐกิจอย่างรอบคอบมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนประเทศในแอฟริกาเหนือมีอันดับค่อนข้างสูง โดยตูนิเซีย โมร็อกโก และแอลจีเรีย ล้วนติด 6 อันดับแรกของทวีป จากผลการประเมินด้านสถาบันและตัวชี้วัดทางสังคมที่ค่อนข้างสมดุล แม้ประเทศเหล่านี้ยังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

    แอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีภาคอุตสาหกรรมพัฒนามากที่สุดในแอฟริกา อยู่ในอันดับที่ 7 ของทวีป และอันดับที่ 86 ของโลก โดยมีผลการประเมินค่อนข้างดีในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ แต่ยังมีจุดอ่อนด้านตัวชี้วัดทางสังคม โดยเฉพาะความเข้มแข็งของครอบครัวและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม ขณะที่กานาเป็นประเทศที่มีอันดับสูงที่สุดในแอฟริกาตะวันตก โดยอยู่ในอันดับที่ 8 ของแอฟริกาและอันดับที่ 88 ของโลก ตามด้วยกาบองและเซเนกัลในอันดับที่ 9 และ 10 ตามลำดับ ทั้งนี้ ผลการจัดอันดับสะท้อนว่า ขนาดเศรษฐกิจไม่ได้เป็นปัจจัยกำหนดระดับความเจริญรุ่งเรืองเพียงอย่างเดียว เนื่องจากประเทศขนาดเล็กหลายแห่งในแอฟริกาสามารถมีอันดับสูงกว่าประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หากมีสถาบันที่เข้มแข็ง เสรีภาพของประชาชน และระบบสังคมที่มีความมั่นคง

    image.png

    ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ : ผลการจัดอันดับดังกล่าวสะท้อนว่า การประเมินศักยภาพของตลาดในแอฟริกา สำหรับแอฟริกาใต้ แม้จะมีฐานอุตสาหกรรมและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ค่อนข้างพัฒนา แต่ข้อจำกัดด้านสังคมยังส่งผลต่ออันดับโดยรวม ขณะที่มอริเชียสและบอตสวานามีความโดดเด่นด้านเสถียรภาพและสภาพแวดล้อมเชิงสถาบัน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยอาจพิจารณาผลการจัดอันดับดังกล่าว มาประกอบการประเมินโอกาสทางการค้าและการลงทุนในตลาดแอฟริกาแต่ละประเทศต่อไป

        ข้อมูลเพิ่มเติม ดัชนี Legatum Prosperity Index 2026 อันดับที่ 1 สวิสเซอร์แลนด์ อันดับที่ 2 นอร์เวย์ อันดับที่ 3 ไอร์แลนด์ อันดับที่  23 สิงคโปร์ อันดับที่ 46 มาเลเซีย อันดับที 64 อินโดนีเซีย อันดับที่ 68 ไทย อันดับที่ 79 ฟิลิปปินส์ อันดับที่ 81 เวียดนาม 

    เครดิตภาพและที่มาข่าว www.africa.businessinsider.com 

    www.prosperityindex.com

    ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย

    สิงหาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/gcjp98ct7438vo2fl9o0984e&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw013EdnU3_selqcPrpJdbUT

  • ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจออสเตรเลียลดลงเดือนก.ค. หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจออสเตรเลียลดลงเดือนก.ค. หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    เนชันแนล ออสเตรเลีย แบงก์ (NAB) เปิดเผยผลสำรวจในวันนี้ (11 ส.ค.) ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจลดลง 1 จุด สู่ระดับ -6 จุด ในเดือนก.ค. โดยดัชนีอ่อนแรงลงหลังจากที่เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน เนื่องจากภาคธุรกิจมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ

    ส่วนดัชนีภาวะธุรกิจ ซึ่งเป็นมาตรวัดความสามารถในการกำไร ยอดขาย และการจ้างงาน ขยับขึ้นเพียง 1 จุด สู่ระดับ 4 จุด

    NAB ระบุว่า แม้ผลสำรวจออกมาดีกว่าในช่วงที่วิกฤตตะวันออกกลางส่งผลกระทบรุนแรงที่สุด แต่ผลสำรวจล่าสุดนี้ก็แสดงให้เห็นว่าความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลางยังคงบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ โดยแรงกดดันด้านต้นทุนท่ามกลางแนวโน้มอุปสงค์ที่อ่อนแอลงนั้น แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันที่ยังคงมีต่ออัตรากำไร

    ผลสำรวจดังกล่าวได้รับการเปิดเผยก่อนที่ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) จะประชุมนโยบายการเงินในวันนี้ ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่า RBA จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 4.35% หลังจากที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว 3 ครั้งในปีนี้

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/629448&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39r_ZZcMv6R0yMtLt4Eke_

  • ‘ศุภจี’ ตั้ง 4 คณะทำงาน เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เร่ง Quick Big Win เห็นผลด่วน

    ‘ศุภจี’ ตั้ง 4 คณะทำงาน เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เร่ง Quick Big Win เห็นผลด่วน

    วันที่ 10 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ เข้าร่วมด้วย พร้อมผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม

    'ศุภจี' ตั้ง 4 คณะทำงาน เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เร่ง Quick Big Win เห็นผลด่วน

    การประชุมครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากนโยบายของนายกรัฐมนตรีในการวางโครงสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคณะอนุกรรมการชุดนี้รับผิดชอบด้านการค้าและการบริการ ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยว คุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการค้าปลีกค้าส่งและการค้าระหว่างประเทศ โดยจะวางทั้งกรอบแก้ปัญหาระยะสั้นและการปรับโครงสร้างระยะยาว เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    นอกจากนี้ จะเร่งกระจายตลาดและสร้างความร่วมมือ ใช้ประโยชน์จากกลไกที่มีอยู่ผ่านการส่งเสริมการค้าเชิงรุก พร้อมวางโครงสร้างระยะยาวให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและมีโครงสร้างการส่งออกที่สมดุลมากขึ้น โดยทั้ง 4 คณะจะทำงานเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง มีเจ้าภาพและเป้าหมายที่ชัดเจน ก่อนนำข้อเสนอเสนอต่อคณะอนุกรรมการและผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)

    'ศุภจี' ตั้ง 4 คณะทำงาน เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เร่ง Quick Big Win เห็นผลด่วน

    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ กล่าวว่า การทำงานจะมุ่งค้นหาโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy เป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันด้านการค้าระหว่างประเทศจะเร่งค้นหาพื้นที่และโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยและห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับตลาดโลก ท่ามกลางบริบทการแข่งขันของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

    'ศุภจี' ตั้ง 4 คณะทำงาน เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เร่ง Quick Big Win เห็นผลด่วน

    ด้าน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯกล่าวว่า จะรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนและนำปัญหาจากพื้นที่มาสู่การแก้ไขเชิงนโยบาย โดยภาคเกษตรจะมุ่งสู่เกษตรสมัยใหม่และมูลค่าสูง ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงตลาด ส่วนเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs จะดูแลทั้งระบบ ตั้งแต่ลดภาระใบอนุญาต เพิ่มองค์ความรู้ และสนับสนุนการ Scale Up เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

    'ศุภจี' ตั้ง 4 คณะทำงาน เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เร่ง Quick Big Win เห็นผลด่วน

    ขณะที่นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมพร้อมนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างมูลค่า อาชีพ และรายได้ให้ท้องถิ่น รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ผ่านประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย

    'ศุภจี' ตั้ง 4 คณะทำงาน เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เร่ง Quick Big Win เห็นผลด่วน

    ด้านนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การทำงานสอดคล้องกับภารกิจด้านการท่องเที่ยว ทั้งการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัย การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เมืองรอง และการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยจะหารือแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและการสนับสนุนภาคบริการ รวมถึงแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวเพื่อนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและดูแลความยั่งยืน

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนที่เข้าร่วมประชุม จากทั้งภาคการค้า ภาคท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาคธนาคาร ได้ให้ความเห็น อาทิ การมีส่วนรวมของ SMEs ในการขับเคลื่อนการทำงานทั้ง 4 คณะ การสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรองที่มีอยู่มากกว่า 50 จังหวัด รวมถึงการใช้กลไก กรอ.จังหวัดในการทำงานอย่างใกล้พื้นที่ และการดูแลผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้

    ทั้ง 4 คณะทำงานจะเร่งขับเคลื่อนตามกรอบเวลาที่กำหนด ให้เกิด Quick Big Win ที่ประชาชนและผู้ประกอบการสัมผัสได้ในระยะสั้น พร้อมวาง Big Win เพื่อปรับโครงสร้างในระยะยาว ก่อนนำข้อเสนอผ่านการกลั่นกรองเข้าสู่คณะอนุกรรมการและเสนอ กรอ. เพื่อผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/864568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35mEnrmpUybl0pItrED3FE

  • ตลาดหุ้นยุโรปบวกเล็กน้อย กลุ่มพลังงานเด้งรับน้ำมันแพง ตลาดจับตาข้อมูลเศรษฐกิจ-ดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปบวกเล็กน้อย กลุ่มพลังงานเด้งรับน้ำมันแพง ตลาดจับตาข้อมูลเศรษฐกิจ-ดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดบวกเล็กน้อยในการซื้อขายวันนี้ (11 ส.ค.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ขณะที่นักลงทุนรอติดตามการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจเพื่อหาทิศทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเติบโต ทิศทางเงินเฟ้อ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย

    • ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] เปิดตลาดที่ระดับ 660.56 จุด เพิ่มขึ้น 0.11 จุด หรือ +0.02%
    • ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดตลาดที่ระดับ 8,726.39 จุด เพิ่มขึ้น 0.36 จุด หรือ +0.004%
    • ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีเปิดตลาดที่ระดับ 26,378.00 จุด เพิ่มขึ้น 54.12 จุด หรือ +0.21%

    หุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 1% หลังราคาน้ำมันแตะระดับสูงสุดของเดือนนี้ แต่บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมยังคงถูกดดัน จากความกังวลว่าการหยุดชะงักของการขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้ออาจดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูง และทำให้ภาพรวมการผ่อนคลายนโยบายการเงินมีความไม่แน่นอน

    ขณะที่ข่าวสารในฝั่งภาคเอกชนค่อนข้างเบาบาง เนื่องจากฤดูกาลรายงานผลประกอบการของบริษัทในยุโรปมาถึงช่วงท้าย ๆ แล้ว โดยนักลงทุนจะจับตาตัวเลขการจ้างงานของยูโรโซน และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการรายงานข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของยูโรโซนด้วยเช่นกัน

    โดย กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์/ปนัยดา ปัทมโกวิท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/629834&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V-_QkHMIk_tGFj5o4PHom

  • ‘โลกร้อน’ เผา ‘ยุโรป’  กระทบเศรษฐกิจ เสียหายเป็นประวัติการณ์

    ‘โลกร้อน’ เผา ‘ยุโรป’ กระทบเศรษฐกิจ เสียหายเป็นประวัติการณ์

    อากาศร้อนทุบสถิติและความแห้งแล้งในฤดูร้อนปีนี้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์บอกว่าเป็นผลมาจากโลกร้อนนั้น ได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อการผลิตไฟฟ้า การขนส่ง และระบบสาธารณสุข ขณะที่ฤดูไฟป่าปีนี้อาจกลายเป็นฤดูไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดของยุโรป

    นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการ คาดการณ์ว่า เมื่อรวมปัจจัยเหล่านี้เข้าด้วยกัน ผลกระทบต่อเศรษฐกิของภูมิภาคอาจมีมูลค่าหลายแสนล้านยูโร แต่พวกเขาเตือนว่านี่เพิ่งเริ่มต้น และมูลค่าความเสียหายกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอุณหภูมิของอากาศเสียอีก

    ‘โลกร้อน’ เผา ‘ยุโรป’  กระทบเศรษฐกิจ เสียหายเป็นประวัติการณ์

    รอยเตอร์รายงานว่า สภาพภูมิอากาศในยุโรปกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วกว่าทวีปอื่นๆ และความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อการเงินของภาครัฐ ทำให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงในอัตราเงินเฟ้อ เปลี่ยนแปลงแผนการท่องเที่ยว และบีบให้ยุโรปต้องทบทวนวิธีการผลิตพลังงานและการขนส่งสินค้าใหม่ทั้งหมด

    “สิ่งที่ทำให้ปี 2026 น่ากังวลเป็นพิเศษ เมื่อมองในมุมเศรษฐกิจคือ มีเหตุการณ์สุดขั้วหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน” เซริช อุสมาน นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมันน์ไฮม์กล่าว

    “ยกตัวอย่างเช่น เกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ไฟป่า… เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกันและส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ทำให้ผลกระทบทวีความรุนแรงขึ้น”

    ‘โลกร้อน’ เผา ‘ยุโรป’  กระทบเศรษฐกิจ เสียหายเป็นประวัติการณ์

    เศรษฐกิจเสียหายเป็นประวัติการณ์

    นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า อุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือน มิ.ย. และ ก.ค. และความเสียหายทางเศรษฐกิจอาจทุบสถิติก่อนหน้านี้ทั้งหมด

    การจราจรในแม่น้ำไรน์และแม่น้ำดานูบ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญ สัญจรได้อย่างจำกัดมาก เนื่องจากระดับน้ำต่ำจนเห็นซากเรือรบโผล่ขึ้นกลางแม่น้ำ ขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกือบสิบแห่งต้องปิดตัวลง หรือลดกำลังการผลิตลง เนื่องจากมีปัญหาการระบายความร้อน ส่วนคาดการณ์เกี่ยวกับการผลผลิตทางการเกษตรก็ถูกปรับลดลง และพืชผลหลายชนิดต้องเก็บเกี่ยวล่าช้า อาทิ ข้าวโพดและทานตะวัน ซึ่งได้รับความเสียหายไปแล้ว 6-7% ในเดือน ก.ค.

    นอกจากนี้ อากาศร้อนยังลดทอนประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์และคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายหมื่นราย โดยเฉพาะในเยอรมนี มีรายงานผู้เสียชีวิตจากอากาศร้อนมากกว่า 10,000 ราย

    ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการรับมือกับเหตุฉุกเฉิน เช่น การดับเพลิง หรือการลดการใช้พลังงาน ยิ่งทำให้งบประมาณตึงเครียดมากขึ้น

    ไอเอ็นจี คาดการณ์ว่า หากการจราจรในแม่น้ำไรน์หยุดชะงักเพียงแห่งเดียว จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของเยอรมนี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก ลดลง 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ขณะที่ธนาคารเอ็มบีเอชของฮังการีมองว่า จีดีพีของประเทศเยอรมนีจะลดลง 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ในทุกๆ สัปดาห์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีกำลังการผลิตสูงสุดของประเทศปิดทำการ

    ด้านอลิอันซ์ บริษัทประกันของเยอรมนีคาดว่า คลื่นความร้อน 2 สัปดาห์ในเดือน มิ.ย. เพียงเดือนเดียว อาจฉุดจีดีพียุโรป 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ และสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอาจบั่นทอนการเติบโตของเศรษฐกิจยุโรป 5-7% ภายในปี 2030 และประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ สเปน ฝรั่งเศส และอิตาลี

    “ความเสียหายทั้งหมดในปีนี้จะสูงกว่านี้มาก” ฮาเซม คริเชเน นักเศรษฐศาสตร์จากอัลลิอันซ์กล่าว

    “ตัวเลขนี้ยังไม่รวมความเสียหายจากไฟป่า ภัยแล้ง เหตุการณ์น้ำท่วมต่างๆ หรือปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะเกิดขึ้น”

    รอยเตอร์ระบุ เมื่อพิจารณาว่ายูโรโซนอาจเติบโตเพียง 1% ในปีนี้ ผลกระทบดังกล่าวถือว่ามีขนาดใหญ่มาก

    “คุณอาจคาดว่าความเสียหายจะรุนแรงที่สุดในปีที่เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง และจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง แต่สิ่งที่เราพบกลับตรงกันข้าม” อุสมานกล่าว

    “ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นหลายปีหลังจากนั้น เพราะสภาพอากาศรุนแรงได้ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ค่อยๆ เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่”

    ‘โลกร้อน’ เผา ‘ยุโรป’  กระทบเศรษฐกิจ เสียหายเป็นประวัติการณ์

    ตอนใต้ยุโรปเสี่ยงกระทบหนัก

    ทางตอนใต้ยุโรปอาจได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากอากาศร้อนพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ฉุดรายได้ภาคการท่องเที่ยว ทำให้พืชผลเสียหายหนักขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการอพยพออกนอกพื้นที่

    “คุณคิดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินเที่ยวเล่นในภาคใต้ของอิตาลี หรือสเปน ในสภาพอากาศที่ร้อนจัดถึง 45 องศาได้ไหม? ผมว่าไม่ได้หรอก ผมคิดว่าลักษณะของการท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไป” คาร์สเทน เบรซสกี นักเศรษฐศาสตร์จากไอเอ็นจี กล่าว

    พร้อมแย้งว่า ทางตอนใต้อาจมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตลอดทั้งปี แต่ยอดนักท่องเที่ยวสูงสุดในฤดูร้อนจะลดลง เมื่อนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปเที่ยวทางเหนือมากขึ้น ซึ่งนั่นจะกระทบต่ออุตสาหกรรมการบริการทางตอนใต้ของยุโรป

    รอยเตอร์ระบุว่า ทางตอนใต้ของยุโรปอาจได้รับผลกระทบจากราคาอาหารที่สูงขึ้นอย่างมากจากสภาพอากาศที่รุนแรงด้วย ซึ่งยิ่งทำให้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่กำลังพยายามรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเป้าหมายนั้นยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก

    “คุณจะได้เห็นผลกระทบรุนแรงมากขึ้นต่อราคาอาหารในพื้นที่ที่มีอากาศร้อนอยู่แล้ว อันเนื่องมาจากอุณหภูมิสูงเกินไป ดังนั้นหากคุณอยู่ในยุโรปตอนใต้ คุณจะเห็นผลกระทบที่เพิ่มขึ้น” แม็กซิมิเลียน โคทซ์ นักวิจัยจากศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์บาร์เซโลนา กล่าว

    ทั้งนี้ อากาศร้อนรุนแรงในปี 2022 ทำให้แถบยุโรปมีอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น 0.34 จุดเปอร์เซ็นเนื่องจากราคาอาหารแพงขึ้น และโคทซ์คาดว่าทางตอนใต้อาจได้รับผลกระทบไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่

    ขณะที่การหยุดชะงักของการขนส่งในแม่น้ำกำลังทำให้พื้นที่ต่างๆ ของยุโรปเข้าถึงเชื้อเพลิงได้ยากมากขึ้น และส่งผลให้ราคาพลังงานในภูมิภาคแตกต่างกันขึ้นเรื่อยๆ

    อีซีบีอาจเข้าแทรกแซง

    อลิอันซ์ ระบุในรายงานวิจัยฉบับหนึ่งว่า ผลกระทบทางการคลังที่หนักที่สุดจะเกิดขึ้นกับประเทศที่มีความสามารถในการรับมือกับผลกระทบเหล่านั้นได้น้อยที่สุด และคาดการณ์ว่า การลดลงของรายได้ภาษีประจำปีจากการสูญเสียผลผลิตอาจแตะ 1.8% ในฝรั่งเศส และแตะ 1.3% ในอิตาลีและสเปน เนื่องจากระบบภาษีแบบอัตราก้าวหน้า ทำให้รายได้ภาษีลดลงในอัตราที่เร็วกว่าการลดลงของผลผลิตทางเศรษฐกิจ

    ขณะที่อัตรากำไรของธุรกิจอาจลดลงด้วย ส่งผลให้การลงทุนลดลงและทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันต้นทุนต่างๆ จะพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากรัฐบาลต้องจัดหาเงินทุนสนับสนุนการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และต้องลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อม เช่น การเตรียมความพร้อมด้านการผลิตไฟฟ้า หรือการสร้างเส้นทางขนส่งในอนาคต

    เฮเธอร์ แกร็บเบ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันคลังสมองบรูเกลเตือนว่า

    “ข้อกังวลสำคัญคือ ประเทศต่างๆ ยังคงพึ่งพาการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินแบบเฉพาะกิจมากเกินไป ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมาก และมักไม่มีประสิทธิภาพ”

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนอาจคัดค้านหากรัฐบาลพยายามใช้จ่ายมากขึ้น เนื่องจากบางประเทศเดิมทีมีระดับหนี้สินสูง โดยเฉพาะฝรั่งเศสและอิตาลี และประเทศต่างๆ จำเป็นต้องลงทุนด้านการป้องกันประเทศและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว

    ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้อาจดึงธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เข้ามามีบทบาท โดยในทศวรรษที่ผ่านมาอีซีบีได้ช่วยซื้อหนี้ หรือเข้าซื้อพันธบัตรของประเทศต่างๆ ในยุโรป มูลค่าหลายล้านล้านยูโร เพื่อรักษาระดับต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลต่างๆ ให้ต่ำลง

    “ด้วยรายการความต้องการใช้จ่ายที่ยาวเหยียด จึงมีแนวโน้มว่าหนี้ภาครัฐอาจสูงขึ้น และนั่นจะเพิ่มแรงกดดันต่ออีซีบีให้เข้ามาแทรกแซงและใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเพิ่มเติม หากเกิดการเทขายอย่างฉับพลันในตลาดพันธบัตร” เบรซสกีจากไอเเอ็นจีกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1246915&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tcwpH13KW48SpKey4XEGn

  • ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา  SME ได้สิทธิอะไรเพิ่มบ้าง ความแตกต่างสำคัญ ระหว่าง Promotion กับ Rights

    ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา SME ได้สิทธิอะไรเพิ่มบ้าง ความแตกต่างสำคัญ ระหว่าง Promotion กับ Rights

    ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีนโยบาย ‘ส่งเสริม SME’ อย่างต่อเนื่อง ทั้งหน่วยงานเฉพาะกิจ แผนแม่บท งบประมาณจำนวนมาก โครงการอบรม สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การค้ำประกัน งานแสดงสินค้า และแพลตฟอร์มสนับสนุนต่าง ๆ จนคำว่า SME ปรากฏอยู่ในแทบทุกยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ หากวัดจาก‘ปริมาณนโยบาย’ ประเทศไทยอาจเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้ความสำคัญกับ SME มากที่สุด

    แต่คำถามสำคัญคือ ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา SME ได้ ‘สิทธิ’ อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง

    คำตอบไม่ชัดเจน เพราะแม้ SME จะคิดเป็นกว่า 99% ของธุรกิจทั้งหมด แต่สถานะในระบบเศรษฐกิจไทยยังคงเป็นเพียง‘ผู้รับการส่งเสริม’ มากกว่า ‘ผู้ทรงสิทธิทางเศรษฐกิจ’

    นี่คือความต่างระหว่าง Promotion กับ Rights

    ที่ผ่านมา นโยบายรัฐมุ่งไปที่การช่วยเหลือผ่าน‘งบประมาณ’และ‘โครงการ’ โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า SME เป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการพยุงอย่างต่อเนื่อง แต่หากต้องช่วยเหลือแบบเดิมซ้ำทุกปี คำถามคือ ‘เราได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจริงหรือไม่’

    เพราะปัญหาหลักของ SME ไม่ได้มาจากการขาดอบรมหรือโครงการใหม่ แต่เกิดจาก ‘ความไม่สมดุลของอำนาจทางเศรษฐกิจ’

    SME จำนวนมากยังขาดอำนาจต่อรองกับคู่ค้ารายใหญ่ ห้างค้าปลีก แพลตฟอร์มดิจิทัล และระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หลายกรณีต้องเผชิญการจ่ายเงินล่าช้า เงื่อนไขสัญญาที่เปลี่ยนฝ่ายเดียว หรือระบบแพลตฟอร์มที่ไม่โปร่งใส

    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ปัญหาของ SME ไทยไม่ใช่ ‘การเข้าถึงความช่วยเหลือ’ แต่คือ ‘การเข้าถึงความเป็นธรรม’

    อย่างไรก็ตาม นโยบายส่วนใหญ่ยังวัดความสำเร็จจากจำนวนเงินกู้ จำนวนผู้เข้าอบรม หรือจำนวนโครงการ มากกว่าการวัดว่า SME ได้ ‘สิทธิ’ เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่

    คำถามพื้นฐานที่ยังไม่ถูกตอบคือ

    SME มีสิทธิได้รับการชำระเงินตรงเวลาและเป็นธรรมหรือไม่

    SME มีสิทธิเข้าถึงตลาดรัฐอย่างเท่าเทียมหรือไม่

    SME มีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมจากแพลตฟอร์มหรือไม่

    SME มีสิทธิมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายที่กระทบต่อธุรกิจของตนหรือไม่

    เมื่อคำถามเหล่านี้ไม่ถูกยกระดับเป็น ‘สิทธิ’ ความช่วยเหลือจึงกลายเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว ไม่ใช่โครงสร้างที่ยั่งยืน

    แม้งบประมาณจะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ความรู้สึกของผู้ประกอบการจำนวนมากกลับไม่ดีขึ้น เพราะสิ่งที่ต้องการไม่ใช่เงินอุดหนุนเพิ่ม แต่คือ ‘กติกาที่เป็นธรรม’

    ไม่ใช่โครงการใหม่  แต่คือสิทธิใหม่

    ไม่ใช่การช่วยเหลือรายปี แต่คืออำนาจในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

    หลังจาก 25 ปีของ ‘การส่งเสริม SME’ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่

    ‘ปีนี้ SME ได้งบเท่าไร’

    แต่คือ. ‘ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา SME ได้สิทธิอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง’

    และหากคำตอบยังไม่ชัดเจน บางทีประเทศไทยอาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนจาก ‘นโยบายส่งเสริม SME’ ไปสู่ ‘การสร้างสิทธิทางเศรษฐกิจให้ SME’ อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/sme-promotion-rights&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jnLZIQLA6AvC6SGVmSSXS

  • สมาพันธ์ SME ไทย ชงฟื้น ‘กรอ.จังหวัด’ ปลุกเศรษฐกิจฐานราก

    สมาพันธ์ SME ไทย ชงฟื้น ‘กรอ.จังหวัด’ ปลุกเศรษฐกิจฐานราก


    สมาพันธ์ SME ไทย ชงฟื้น ‘กรอ.จังหวัด’ ปลุกเศรษฐกิจฐานราก ดันสร้างแหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง 50 จังหวัด วงเงินหมื่นล้าน

    ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย เผยภายหลังเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) คณะอนุกรรมการด้านการค้าและบริการ (Trade & Service) ซึ่งมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานว่า การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่าย MSME ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    สมาพันธ์ SME ไทย เสนอให้ ฟื้นบทบาท กรอ.จังหวัด เพื่อเป็นกลไกเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในระดับพื้นที่ โดยเชื่อว่าจะช่วยให้การแก้ปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจสอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละจังหวัดมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิดพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในเมืองรอง 50 จังหวัด จังหวัดละ 200 ล้านบาท โดยให้กรอ.แต่ละจังหวัดเสนอแหล่งท่องเที่ยว Manmade ในพื้นที่ตัวเองขึ้นมาพิจารณา เพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ ที่กระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ

    อีกหนึ่งข้อเสนอคือการสนับสนุน E-commerce ของคนไทย เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้ MSME โดยสมาพันธ์ SME ไทย เตรียมเปิดตัวแพลตฟอร์ม “SME อวดดี” เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับตลาดและโอกาสทางธุรกิจ มุ่งสร้างอาชีพ สร้างงาน และสร้างรายได้ในวงกว้าง

    “SME ไทยไม่ได้ต้องการเพียงมาตรการช่วยเหลือ แต่ต้องการกลไกที่จะสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเติบโตได้ด้วยตัวเอง การเชื่อมโยงพลังจากภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่าย MSME คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าไปด้วยกัน” ดร.ณพพงศ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/45622&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T4ZpZHnS6qpec_37tDdFS

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569

    โดย

    nassareep@ditp.go.th

    •

    ลงเมื่อ

    10 สิงหาคม 2569 17:00

    สคต. ณ กรุงจาการ์ตา (อินโดนีเซีย) (TTC, Jakarta (Indonesia))

    2

    Economic Report – August 2026.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/sh6xzqb8lb552ks5gi0of8ja&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02OJj3mXonp9-JJQlwmsGB

  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกข

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกข

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล


    watermark

               นางศุภจีร่วมคณะนายกรัฐมนตรีในการหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อสานต่อและยกระดับความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาข้ามแดน
             ในส่วนของความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า ไทยได้ผลักดันให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Commission: JTC) ไทย–เมียนมา ครั้งที่ 8 ภายในปี 2569 หลังเว้นว่างมานานกว่า 10 ปี เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจและขยายมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2575 พร้อมเสนอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะการผ่อนปรนมาตรการเกี่ยวกับใบอนุญาตนำเข้า (Import License) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจและส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
              นอกจากนี้ ไทยยังเสนอให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน รวมถึงการพิจารณาเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติมในพื้นที่ที่สถานการณ์เอื้ออำนวย การจัดตั้งคณะทำงานด้านความเชื่อมโยงระหว่างไทยกับเมียนมา การผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนผ่านความร่วมมือระหว่างหอการค้าของทั้งสองประเทศทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น
              สำหรับประเด็นความร่วมมือด้านการค้า กระทรวงพาณิชย์ยังได้หารือเรื่องการผ่อนคลายมาตรการ Import Licensing ของเมียนมา โดยขอให้พิจารณาเพิ่มความสะดวกและความชัดเจนในการออกใบอนุญาตนำเข้า โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการผลิต เช่น เครื่องจักรกล วัสดุก่อสร้าง และปูนซีเมนต์ รวมทั้งได้ติดตามความร่วมมือด้านการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ภายหลังไทยขยายระยะเวลานำเข้าตามคำขอของเมียนมาจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมรับทราบข้อเสนอการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะพิจารณาภายใต้หลักผลประโยชน์ร่วมกันและความสอดคล้องกับกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ
              อีกทั้ง ไทยได้เสนอให้เมียนมาพิจารณาอนุญาตให้ใช้เงินบาทเป็นสกุลเงินสำหรับธุรกรรมด้านการลงทุนเพิ่มเติมจากการค้าสินค้า เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการลงทุนของภาคเอกชนไทย และสนับสนุนการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ พลังงาน อุตสาหกรรมการผลิต บริการทางการเงิน และเหมืองแร่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในระยะยาว
              ต่อมา เวลา 12.30 น. นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ จำนวน 3 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านแรงงาน การจัดการคุณภาพน้ำ และเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมาให้มีความใกล้ชิด เป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว
              ทั้งนี้ เมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับ 8 ของไทยในอาเซียน โดยในปี 2568 การค้ารวมระหว่างสองประเทศมีมูลค่า 7,392.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 การค้ารวมมีมูลค่า 3,884.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.21 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

     


    image รูปภาพ


    Line Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10321&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r5VCzU-_oSXtYAlIJjkqQ