Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สอวช. เปิดยุทธศาสตร์ปั้น “กำลังคนทักษะสูง” รับเศรษฐกิจอนาคต

    สอวช. เปิดยุทธศาสตร์ปั้น “กำลังคนทักษะสูง” รับเศรษฐกิจอนาคต


    สอวช. เปิดยุทธศาสตร์ปั้น “กำลังคนทักษะสูง” รับเศรษฐกิจอนาคต ชู AI–Skill Mapping–Skill Bridge พลิกระบบผลิตกำลังคนไทยตลอดทุกช่วงวัยทั่วประเทศ

    ศ.ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เปิดวิสัยทัศน์การปฏิรูประบบพัฒนากำลังคนของประเทศ เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร เทคโนโลยี และเศรษฐกิจโลก โดยชี้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่จากอัตราการเกิดที่ต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิตต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนแรงงานในอนาคตมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ความต้องการแรงงานทักษะสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า ทางออกของประเทศไม่ใช่การเพิ่มจำนวนแรงงาน แต่คือการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labour Productivity) ผ่านการยกระดับแรงงานให้มีทักษะสูง พร้อมใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย

    “จากข้อมูลสถิติปี 2568 ประเทศไทยมีกำลังแรงงานประมาณ 40.13 ล้านคน โดยมีสัดส่วนกำลังแรงงานทักษะสูงเพียง 4.45 ล้านคน เท่านั้น (คิดเป็น 13.6%) ซึ่ง สอวช. ได้ตั้งเป้าผลักดันแรงงานทักษะสูงให้เพิ่มเป็นประมาณ 25% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด และในระยะยาวต้องการเห็นแรงงานไทยอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของประเทศเป็นแรงงานทักษะสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าว

    ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า AI และเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่ภัยคุกคามที่ทำให้คนตกงาน แต่เป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพการทำงาน คนรุ่นใหม่สามารถใช้เทคโนโลยีสร้างรายได้จากหลายอาชีพ ทำงานได้หลายบทบาท และพัฒนาทักษะของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องสร้างระบบสนับสนุนให้ประชาชนสามารถ Reskill และ Upskill ได้ตลอดชีวิต

    ในด้านการศึกษา รองผู้อำนวยการ สอวช. มองว่า ระบบการศึกษาไทยไม่ได้ล้มเหลว แต่อาจยังปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิด Skill Gap หรือช่องว่างระหว่างทักษะที่ผู้เรียนมี กับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ จึงจำเป็นต้องปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย ครอบครัว และภาคธุรกิจ เพื่อพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

    “เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สอวช. ได้พัฒนาแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงและเชื่อมโยงกลไก Skill Mapping ร่วมกับมหาวิทยาลัย โดยใช้เทคโนโลยี AI และ Big Data วิเคราะห์ข้อมูลตลาดแรงงานจากทั่วโลก เพื่อเชื่อมโยงทักษะที่ผู้เรียนมีอยู่กับทักษะที่อาชีพในอนาคตต้องการ พร้อมระบุช่องว่างของทักษะที่ควรพัฒนาเพิ่มเติม ช่วยให้ทั้งประชาชน มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจสามารถวางแผนพัฒนากำลังคนได้แบบเรียลไทม์ ระบบดังกล่าวยังช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพิ่มทั้ง Hard Skills และ Soft Skills ขณะที่ประชาชนสามารถใช้วางแผน Reskill และ Upskill ของตนเอง รวมถึงเลือกเส้นทางอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพมากที่สุดได้“ ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าว

    นอกจากนี้ สอวช. ยังมีการสำรวจข้อมูลความต้องการบุคลากรทักษะสูงรายอุตสาหกรรมใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (Talent Landscape) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มกำลังคนและตำแหน่งงานแห่งอนาคต ก่อนเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ระบบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ช่วยให้นักเรียนและผู้ปกครองเห็นแนวโน้มตลาดแรงงานก่อนเลือกคณะและสาขาวิชา เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เลือกเรียนในสาขาที่ประเทศต้องการ

    ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ Skill Bridge หรือ “สะพานทักษะ” ซึ่งเป็นระบบเชื่อมแรงงานจากอุตสาหกรรมเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ โดยใช้ AI วิเคราะห์ล่วงหน้าว่าแรงงานกลุ่มใดมีความเสี่ยงตกงาน และสามารถย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมใดได้ พร้อมออกแบบหลักสูตรเฉพาะเพื่อเติมเต็มทักษะที่ขาด ยกตัวอย่างแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กลับมีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นจำนวนมาก หากสามารถเชื่อมสะพานทักษะ ให้แรงงานเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้ ก็จะช่วยลดปัญหาการว่างงานและรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    พร้อมกันนี้ สอวช. ยังได้เสนอมาตรการภาษีเป็นแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมพัฒนากำลังคน ทั้งการสนับสนุนการฝึกอบรม การออกแบบหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัย และการจ้างงานผู้ที่ผ่านการ Reskill หรือ Upskill เพื่อลดต้นทุนการพัฒนาบุคลากรของภาคธุรกิจ และเพิ่มการลงทุนด้านคนแทนการแก้ปัญหาเมื่อเกิดการว่างงานแล้ว
    ในมุมของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ศ. ดร.สุรินทร์ เสนอว่า ประเทศไทยควรขยายแนวคิดจาก Lifelong Learning ไปสู่ Long Life Learning เพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่ประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น โดยผู้สูงอายุยังสามารถเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และทำงานตามศักยภาพได้ เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ใช้ประสบการณ์ของผู้สูงอายุเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ

    สอวช. จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศผลักดันการสร้าง Marketplace ด้านการเรียนรู้ รวบรวมหลักสูตรเด่นของแต่ละมหาวิทยาลัยไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงองค์ความรู้และเรียนรู้ได้ฟรีตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ เทคโนโลยี วิศวกรรม หุ่นยนต์ หรือสาขาเฉพาะทางอื่น ๆ

    อีกหนึ่งโครงการสำคัญคือ Higher Education Sandbox ซึ่งเป็นการรวมเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากหลายมหาวิทยาลัยร่วมกันพัฒนาหลักสูตรในสาขาที่ประเทศต้องการเร่งด่วน โดยเริ่มจากหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ที่ปัจจุบันมีเครือข่ายมหาวิทยาลัยเข้าร่วมแล้ว 13 แห่ง เพื่อเร่งผลิตกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งประเทศไทยยังขาดแคลนแรงงานจำนวนมาก และเตรียมขยายไปสู่สาขาอาหาร เกษตร และอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อื่น ๆ

    ในด้านการพัฒนางานวิจัย สอวช. มีการศึกษาวิจัยเชิงนโยบายและจัดทำข้อเสนอเพื่อยังผลักดันให้มีการสนับสนุนการผลิตนักวิจัยระดับปริญญาโทและปริญญาเอกให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยให้มหาวิทยาลัยสามารถจ้างนักวิจัยเข้ามาทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง สร้างฐานกำลังคนวิจัยรองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยี พร้อมต่อยอดงานวิจัยสู่สิทธิบัตร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างรายได้จากการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) ได้ในอนาคต

    พร้อมกันนี้ สอวช. ยังผลักดันนโยบาย University Holding Company เปิดทางให้มหาวิทยาลัยสามารถร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพของนักศึกษาและอาจารย์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ช่วยเร่งการนำผลงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์ และสร้างให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมภายในมหาวิทยาลัย
    รองผู้อำนวยการ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกโครงการที่อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนคือ โรงเรียนในโรงงาน ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าไปทำงานจริงในสถานประกอบการตั้งแต่ชั้นปีที่ 2–3 เพื่อเรียนรู้ทักษะจากสถานการณ์จริง ก่อนกลับมาพัฒนาตนเองในมหาวิทยาลัย ทำให้การเรียนการสอนเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

    “เป้าหมายสูงสุดของการดำเนินงานทั้งหมด คือการใช้การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นกลไกยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเชื่อว่า “การศึกษาสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้” หากประเทศไทยสามารถสร้างกำลังคนทักษะสูงได้อย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยเพิ่มรายได้ของประชาชน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมที่เติบโตอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต“ ศ. ดร.สุรินทร์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/45667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AhWIQ4E2w3_c1GwvnkQgC

  • รื้อใหญ่ ‘แบงก์ชาติ’ ยุค ‘วิทัย’  ในรอบ 27 ปี  เปิด 3 สายงาน ‘นอนแบงก์-คุ้มครองผู้บริโภค-ระบบชำระเงิน’ รับโลกใหม่

    รื้อใหญ่ ‘แบงก์ชาติ’ ยุค ‘วิทัย’ ในรอบ 27 ปี เปิด 3 สายงาน ‘นอนแบงก์-คุ้มครองผู้บริโภค-ระบบชำระเงิน’ รับโลกใหม่

    ตลอด 9 เดือนนับตั้งแต่ “วิทัย รัตนากร” เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) การเปลี่ยนแปลงไม่จำกัดเพียงนโยบายการเงินหรือการกำกับดูแลสถาบันการเงิน

    แต่กำลังขยายถึง “บทบาท” ธนาคารกลางต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการปรับเปลี่ยนภายในรั้วบางขุนพรหมครั้งสำคัญ

    จากเดิมบทบาทหลัก ธปท.ถูกวางอยู่บนการดูแลเสถียรภาพด้านราคา เสถียรภาพระบบการเงินและเสถียรภาพสถาบันการเงิน แต่ภายใต้ยุควิทัย ภาพที่เห็นชัดขึ้นเป็นความพยายามทำให้บทบาท ธปท. “ใกล้เศรษฐกิจและประชาชนมากขึ้น”

    และหากย้อนตั้งแต่รับตำแหน่งสิ่งที่เกิดขึ้นช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนแนวคิดสำคัญว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่สามารถแยกจากระบบการเงินได้

    ทำให้บทบาทของ ธปท.ยุคนี้เริ่มขยับจากการ “รักษาเสถียรภาพ” อย่างเดียวไปสู่การจัดการ “ต้นตอ” ปัญหาในระบบการเงินมากขึ้น

    หนึ่งในภาพชัดเจนสุด คือทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาต่ำสุดระดับ 1% หากไม่นับช่วงเศรษฐกิจได้รับผลกระทบรุนแรงจากโควิด-19 เพื่อต้องลดภาระการเงินประชาชนและภาคธุรกิจ และพยุงเศรษฐกิจภายใต้แรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ หนี้ครัวเรือนสูง และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ยังเผชิญข้อจำกัดการเข้าถึงสินเชื่อ และจากผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

    ยังรวมถึงการดูแลปัญหา “เงินบาท” แข็งค่าที่ต้นตอส่วนหนึ่งมาจาก “ทองคำ” ผ่านการคุมการซื้อขายทองคำผ่านช่องทางดิจิทัลและการชำระธุรกรรมด้วยเงินบาท รวมถึงการลดค่าธรรมเนียมในระบบธนาคารพาณิชย์ลง เพื่อเป็นมาตรฐานและลดภาระการเงินประชาชนมากขึ้น

    อีกโจทย์ใหญ่ที่พยายามเข้าไปแก้ คือปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ภายใต้ ผ่าน SME Boost เพื่อให้ธนาคารสามารถรับความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ขณะที่เอสเอ็มอีก็มีโอกาสเข้าถึงเงินทุนเพื่อประคองและขยายธุรกิจ

    หรือบทบาทในการจัดการกับธุรกรรมทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับ “ทุนเทา” ทั้งเข้ามาคุมธุรกรรมเงินสดจำนวนมาก นำเงินสดไปแลกเปลี่ยน นำเงินสดฝากเข้าระบบ แลกเงินเป็นสกุลต่างประเทศ ล่าสุดการจับตาใกล้ชิดสำหรับธุรกรรมที่ใช้เงินสดซื้อ “อสังหาฯ” 

    • จับตารื้อโครงสร้าง ธปท.ครั้งใหญ่

    จนมาถึงบทบาทล่าสุดภายใต้ “วิทัย” ที่กำลังปรับเปลี่ยนธปท. อย่างมากนับจากนี้ ผ่านการรื้อโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่

    แหล่งข่าวจากสถาบันการเงิน กล่าวว่า การรื้อโครงสร้างองค์กร การเพิ่มหน่วยงานภายใต้ผู้ว่าการ ธปท.เป็นการขยับครั้งใหญ่เพื่อดูแลด้านต่าง ๆ ของ ธปท.ใกล้ชิดกับปัญหามากขึ้น

    หากย้อนดูโครงสร้างเดิมปัจจุบันของ ธปท.มีรากฐานและโครงสร้างที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2542 การปรับโครงสร้าง ธปท.ครั้งนี้มีเหตุผลสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงภารกิจ โดยเฉพาะงานด้านการกำกับสถาบันการเงิน จากเดิมโจทย์หลักการกำกับเป็นการดูแลให้ธนาคารพาณิชย์แข็งแรง มีเงินกองทุนเพียงพอ มีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดี และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะวิกฤติสถาบันการเงินเหมือนปี 2540

    นอกจากธนาคารพาณิชย์แล้วยังมี Non-Bank จำนวนมากมีบทบาทให้บริการการเงินทั้งสินเชื่อรายย่อย บริการชำระเงิน และบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากไม่ได้ใช้บริการธนาคารเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

    ดังนั้นการดูแลเพียง “ความแข็งแรงของธนาคาร” จึงไม่เพียงพอ และโจทย์ใหม่ทำให้ผู้ใช้บริการการเงินได้รับความเป็นธรรม หรือ Customer Protection เป้าหมายการกำกับสถาบันการเงินยุคใหม่ต้องขยายจากการป้องกันความเสี่ยงที่ทำให้สถาบันการเงินล้ม ไปสู่การป้องกันประชาชนไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากบริการทางการเงิน

    โดยเฉพาะกลุ่ม Non-Bank ซึ่งมีรูปแบบธุรกิจต่างจากธนาคารพาณิชย์ และมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายขึ้น

    ประเด็นที่ต้องจับตา เช่น การคิดดอกเบี้ย การกำหนดเงื่อนไขสินเชื่อ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ตลอดจนผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Buy Now Pay Later (BNPL) ซึ่งกำลังเป็นตัวอย่างสำคัญของการเปลี่ยนแปลงโลกการเงิน เพราะเป็นบริการที่เชื่อมระหว่างการชำระเงินกับสินเชื่อและเข้าถึงผู้บริโภคได้เร็วผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลรวมทั้ง ธปท.กำลังมีบทบาทกำกับ BNPL มากขึ้น และจะมีหลักเกณฑ์ออกมาก่อนสิ้นปี 2569

    ทั้งหมดนี้สะท้อน “พื้นที่กำกับดูแล” ของ ธปท.กำลังขยายออกจากธนาคารไปสู่ผู้ให้บริการการเงินรูปแบบใหม่มากขึ้น

    • โครงสร้างใหม่คุม “นอนแบงก์-ระบบชำระเงิน”

    สำหรับจุดเปลี่ยนสำคัญสุดเป็นการจัดโครงสร้างใหม่กำหนดให้มีด้านเสถียรภาพระบบชำระเงินและกำกับบริการทางการเงินให้เป็นสายงานสำคัญ 

    รวมทั้งภายใต้โครงสร้างนี้จัดตั้งสายงานใหม่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการคุ้มครองประชาชนและการกำกับธุรกิจสินเชื่อรายย่อย ทั้งสายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินและกำกับธุรกิจสินเชื่อรายย่อย ซึ่งจะรับผิดชอบภารกิจที่เกี่ยวกับการคุ้มครองประชาชน

    โดยประกอบด้วย ฝ่ายนโยบายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ฝ่ายกำกับและวิเคราะห์ธุรกิจสินเชื่อรายย่อย ฝ่ายตรวจสอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อย

    ทั้งนี้การแยกสายงานออกมาชัดเจนเป็นสัญญาณสำคัญว่า Customer Protection กำลังถูกยกระดับจากภารกิจประกอบ ไปเป็นภารกิจหลักของ ธปท.โดยเฉพาะธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่กำลังขยายตัวผ่านช่องทางดิจิทัลและ Non-Bank

    อีกสายงานใหม่คือ สายนโยบายและกำกับผู้ให้บริการการชำระเงิน ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ฝ่ายกำกับและตรวจสอบผู้ให้บริการการชำระเงิน สายนโยบายและกำกับผู้ให้บริการการชำระเงิน

    ขณะที่อีกสายงานใหม่คือ สายนโยบายและกำกับผู้ให้บริการการชำระเงิน ซึ่งประกอบด้วย ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ฝ่ายกำกับและตรวจสอบผู้ให้บริการการชำระเงิน

    เหล่านี้เป็นอีกภารกิจที่จะมีความสำคัญขึ้น เพราะระบบการชำระเงินไทยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ดิจิทัลเร็ว โดยเมื่อการชำระเงินกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ ความเสี่ยงจากระบบดังกล่าวจึงไม่จำกัดเพียงความเสี่ยงของผู้ให้บริการ แต่ขยายไปเป็นความเสี่ยงต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจรวม

    ดังนั้น การยกระดับผู้ดูแลงานด้านนี้ขึ้นมาอยู่ระดับรองผู้ว่าการ จึงสะท้อนว่า ธปท.มองว่า “ระบบชำระเงิน” ไม่ใช่งานสนับสนุนอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากการกำกับผู้ให้บริการแล้ว ยังมีสายโครงสร้างพื้นฐานและบริการระบบการชำระเงิน ซึ่งประกอบด้วย ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการ ฝ่ายจัดการธนบัตรและบริการระบบการชำระเงิน โรงพิมพ์ธนบัตร

    • “นอน-แบงก์” ถูกยกขึ้นเป็นภารกิจหลัก

    แหล่งข่าวจากสถาบันการเงิน มองต่อว่า โครงสร้างปัจจุบันของ ธปท.ออกแบบมาตั้งแต่ปี 2542 ในช่วงที่ระบบการเงินมีธนาคารพาณิชย์เป็นแกนหลัก แต่กว่า 27 ปีที่ผ่านมา ระบบการเงินเปลี่ยนไปมาก

    วันนี้มีผู้ให้บริการทางการเงินนอกเหนือจากธนาคารจำนวนมาก ขณะที่ประชาชนไม่ผูกติดกับธนาคารอย่างเดียว

    แต่โครงสร้างการกำกับในอดีตไม่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับโลกการเงินที่มี Non-Bank จำนวนมากเช่นปัจจุบัน ผลที่เกิดขึ้นทำให้ภารกิจ ธปท.ในการกำกับดูแลจึงมีลักษณะ “ไม่สมดุล” ระหว่างธนาคารกับ Non-Bank ธนาคารพาณิชย์ถูกกำกับเข้มข้นมีการตรวจสอบทั้งเงินกองทุน ความเสี่ยง สินเชื่อ เทคโนโลยีและการดำเนินงาน แต่ Non-Bank บางส่วนอยู่ในพื้นที่ที่ ธปท.เข้าไปกำกับดูแลได้จำกัดกว่า

    ทั้งที่ประชาชนจำนวนมากใช้บริการสินเชื่อจาก Non-Bank และความเสี่ยงบางประเภทกำลังเพิ่มขึ้น ดังนั้น การตั้งสายงานใหม่จึงเป็นความพยายามแก้ “ช่องว่างการกำกับ” ให้แคบลง

    ขณะที่มีสายงานใหม่ ธปท.ยังรักษาโครงสร้างหลักด้านเสถียรภาพสถาบันการเงินไว้ เพื่อทำหน้าที่ตามภารกิจดั้งเดิมดูแลความแข็งแรงระบบธนาคาร

    สะท้อนว่าภารกิจ “เสถียรภาพสถาบันการเงิน” ไม่ถูกลดทอนความสำคัญแต่ถูกจัดวางให้ทำงานควบคู่ภารกิจใหม่ Customer Protection และ Non-Bank

    ทั้งนี้ ภารกิจบริหารบางส่วนจัดวางในโครงสร้างใหม่ ขณะเดียวกันมีการจัดตั้งตำแหน่งรองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพระบบการชำระเงินและกำกับบริการทางการเงิน เพื่อรับผิดชอบภารกิจใหม่ที่สำคัญขึ้น ซึ่งสะท้อนทิศชัดเจนว่า ธปท.กำลัง “ย้ายทรัพยากร” จากงานบริหารทั่วไป เพื่อไปสู่งานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงระบบการเงิน

    นอกจากการตั้งสายงานใหม่แล้วยังมีสัญญาณว่า ธปท.กำลังปรับโครงสร้างระดับผู้บริหารด้วย ทั้งการขยับขยายตำแหน่ง การจัดวางบุคลากรใหม่ และการเตรียมรองรับตำแหน่งที่ว่างจากการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร และอาจพิจารณาบุคคลภายนอกมารับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง เพื่อรองรับภารกิจใหม่ของ ธปท.ซึ่งถือเป็นอีกสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นการแต่งตั้งบุคคลภายนอกดังกล่าวยังเป็นเพียงกระแสข่าว และต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก ธปท.โดยสิ่งที่เห็นชัดไม่ใช่เพียง “ใครมานั่งตำแหน่งใด” แต่คือการที่โครงสร้างใหม่กำลังถูกออกแบบให้รองรับภารกิจที่แตกต่างจากอดีต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1247059&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aNUipGfxxipLTILQHredu

  • เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธเช้านี้ คาดตกนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น : อินโฟเควสท์

    เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธเช้านี้ คาดตกนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น : อินโฟเควสท์

    กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเปิดเผยว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัว (Ballistic Missile) อย่างน้อยหนึ่งลูกไปทางทิศตะวันออกในช่วงเช้าวันนี้ (12 ส.ค.) โดยเชื่อว่าขีปนาวุธดังกล่าวได้ตกนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของญี่ปุ่น

    กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นระบุว่า ขีปนาวุธได้ถูกยิงเมื่อเวลาประมาณ 05.59 น.ตามเวลาท้องถิ่น จากบริเวณใกล้ชายฝั่งตะวันออกของเกาหลีเหนือ โดยขีปนาวุธเคลื่อนที่เป็นระยะทางประมาณ 690 กิโลเมตร และมีเพดานบินสูงสุดประมาณ 90 กิโลเมตร โดยยังไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ

    ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมระบุเพิ่มเติมว่า ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ กำลังประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในการวิเคราะห์รายละเอียดของขีปนาวุธ

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่น ได้สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลดำเนินการอย่างเต็มกำลังในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมทั้งอัปเดตข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน และดูแลความปลอดภัยของอากาศยานและการเดินเรือ

    ด้านชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นได้ประณามการยิงขีปนาวุธดังกล่าวของเกาหลีเหนือในระหว่างแถลงข่าว โดยเขากล่าวว่า ญี่ปุ่นได้ยื่นคำคัดค้านอย่างรุนแรงไปยังเกาหลีเหนือแล้ว

    “การยิงขีปนาวุธทิ้งตัวของเกาหลีเหนือถือเป็นการละเมิดมติคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และการกระทำดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงของทั้งญี่ปุ่น ภูมิภาค และประชาคมโลก” โคอิซูมิกล่าว

    ทั้งนี้ การยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการซ้อมรบร่วมประจำปีภายใต้รหัส “Ulchi Freedom Shield” ในช่วงปลายเดือนนี้

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/630147&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P89d7VCp9U6S0ACN6yGp4

  • “ทรัมป์” ลอบกัด ปรับกุลยุทธใหม่ ใช้สงครามเศรษฐกิจกดดัน “อิหร่าน” เงินเฟ้อพุ่งพรวด | TOPNEWS

    “ทรัมป์” ลอบกัด ปรับกุลยุทธใหม่ ใช้สงครามเศรษฐกิจกดดัน “อิหร่าน” เงินเฟ้อพุ่งพรวด | TOPNEWS

    “ทรัมป์” ลอบกัด ปรับกุลยุทธใหม่ ใช้สงครามเศรษฐกิจกดดัน “อิหร่าน” เงินเฟ้อพุ่งพรวด

    • เผยแพร่ : 12/08/2026 08:33

    “ทรัมป์” ลอบกัด ปรับกุลยุทธใหม่ ใช้สงครามเศรษฐกิจกดดัน “อิหร่าน” เงินเฟ้อพุ่งพรวด “ชาวมะกัน” รับกรรมเต็มๆ

    #topnewstv #โดนัลด์ทรัมป์ #อิหร่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1659302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xODPigUSOBx9YCE1rHg9L

  • ถอดรหัสธุรกิจไทยจาก ‘ปีเผาเกรียม’สู่ยุค ‘กระสุนน้อย’  พร้อมเปิด 4 รหัสลับเพื่อเป็นผู้รอด

    ถอดรหัสธุรกิจไทยจาก ‘ปีเผาเกรียม’สู่ยุค ‘กระสุนน้อย’ พร้อมเปิด 4 รหัสลับเพื่อเป็นผู้รอด

    เป็นคำนิยามที่ ‘ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล’ หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ให้เศรษฐกิจและธุรกิจไทยในปีนี้

    เหตุผลเพราะสภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจของประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Shockwave ซึ่งเป็นการสั่นสะเทือนที่รุนแรงและต่อเนื่องจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งระดับโลก การแข่งขันที่ดุเดือด เทคโนโลยี AI และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

    โดยเฉพาะความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่ไม่รู้ว่า จะจบลงเมื่อไร ซึ่งทำให้เกิดความไม่แน่นอนเป็นอย่างมาก 

    ‘สั้น-เร็ว-ชัด-เล็ก’ รหัสเพื่อความอยู่รอด

    เพื่อให้ผู้ประกอบการและธุรกิจอยู่รอดได้ในยุคที่นิยามว่าเป็น ‘ปีเผาเกรียม’ และอยู่ภายใต้แรงกดดันจากความไม่แน่นอนอย่างมหาศาล ‘ผศ.ดร.เอกก์ ได้แชร์ 4 รหัสลับที่ธุรกิจต้องมี นั่นคือ ‘สั้น-เร็ว-ชัด-เล็ก’ 

    .

    สั้น : ทำงานให้สั้น แม้จะวางแผนระยะยาวได้ แต่ปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคนี้ ดังนั้น การวางกลยุทธ์ต้องมีกิจกรรมระยะสั้น เพื่อทดสอบตลาดอยู่เสมอ โดยเน้นเกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันแบบ Real-time

    เร็ว : ต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่อง AI ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในเวลาอันสั้น โดยธุรกิจควรเริ่มใช้ AI ทันทีตั้งแต่วันนี้ อย่าลังเลหรือกลัวเพื่อให้เกิดความคุ้นชิน และปรับตัวให้ทันก่อนที่ความฉลาดของ AI จะทิ้งห่างความสามารถของมนุษย์ไปไกล

    “การเข้าไปทำความรู้จักและหัดใช้ AI ตั้งแต่ตอนนี้ในขณะที่มันยังไม่น่ากลัวจนเกินไป จะเป็นผลดีต่อธุรกิจมากกว่าการรอไปเริ่มศึกษาในวันที่ AI พัฒนาไปจนถึงขั้นที่น่ากลัวหรือตามไม่ทันแล้ว

    อย่างตอนนี้ AI มีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ เปรียบเทียบว่ามันกำลังพัฒนาจากเด็กโตเข้าสู่ วัยรุ่น และจะกลายเป็นผู้ใหญ่ในเวลาอันสั้น ซึ่งจะทำให้ AI ฉลาดกว่าที่หลายคนคาดคิด”

    อีกประเด็น ต้องปรับตัวให้เร็วเท่าทันคู่แข่ง เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขัน

    ชัด : กลุ่มเป้าหมายต้องชัดเจนที่สุด เพื่อป้องกันการงบประมาณแบบ ‘ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ’

    เล็ก : ทำงานให้เล็ก สอดคล้องกับความชัดเจน คือการมุ่งเน้นไปที่ Super Niche Market หรือกลุ่มเป้าหมายขนาดเล็กหลาย ๆ กลุ่มที่มีศักยภาพ แทนการหว่านแหจับกลุ่มใหญ่เพียงกลุ่มเดียว

    นิยามปีหน้า ‘ปีแห่งกระสุนน้อย’ กลยุทธ์ต้อง ‘แม่น-หมอบ-มุ่ง-มอบ’

    สำหรับในปีหน้า ทางนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยให้นิยามว่า เป็น  ‘ปีแห่งกระสุนน้อย’ ธุรกิจจะตกอยู่ในสภาวะที่มีงบประมาณจำกัด แต่ยังต้องสู้ในสงครามที่ดุเดือด และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

    ด้วยเงินทุนไม่ได้มีจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน การใช้จ่ายทุกอย่างจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและคุ้มค่าที่สุด

    เพื่อให้รอดพ้นจากปีแห่งสงครามที่มีกระสุนจำกัด ธุรกิจต้องใช้กลยุทธ์  ‘แม่น-หมอบ-มุ่ง-มอบ’

    แม่น: ต้องใช้ Data เป็นเหมือน ‘เรดาร์’ ในการนำทางเพื่อให้ทุกการตัดสินใจและการตลาดแม่นยำที่สุดท่ามกลางงบประมาณที่น้อยลง

    หมอบ: ต้องรู้จักเลือก ‘สิ่งที่จะไม่ทำ’ หากสถานการณ์รุนแรงหรือมีความเสี่ยงสูง การรู้จักหมอบหรือถอยออกมาในจังหวะที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ

    มุ่ง: ยังคงเน้นย้ำที่การมุ่งสู่ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Super Niche) อย่างจริงจัง เพื่อโฟกัสเป้าหมายให้ชัดในยุคที่อะไรๆก็ไม่แน่นอนชัดเจน

    มอบ: เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการ ‘มอบคืนสู่สังคม’ และ ‘ใส่ใจสิ่งแวดล้อม’ เพราะถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ นำมาตัดสินใจเลือกหรือซื้อแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ดังนั้น แม้จะมีงบประมาณน้อย แต่การทำความดีจะสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ในวันที่คู่แข่งรายอื่นอาจหยุดทำ

    จุดเปลี่ยนระบบการเงิน จาก Credit Score สู่ Green Credit

    นอกจากกลยุทธ์การตลาดแล้ว แหล่งเงินทุนของธุรกิจกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเดิมที่ธนาคารพิจารณาเงินกู้จาก ‘เครดิตในอดีต’ กำลังจะเปลี่ยนไปสู่ระบบ ‘Green Credit Score’

    ระบบใหม่นี้จะไม่ดูเพียงแค่ว่า ‘มีประวัติการชำระเงินเป็นอย่างไร’ หรือ ‘มีการเบี้ยวหนี้หรือไม่’ แต่จะดูว่า ‘ธุรกิจมีแผนในอนาคตอย่างไร’ และ ‘รักษ์โลก ใส่ใจสังคมหรือไม่’

    สอดคล้องกับกฎระเบียบของโลกและแนวโน้มของธนาคารในไทย ที่เริ่มให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีแผนงานดีและมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าแค่ตัวเลขในบัญชีเพียงอย่างเดียว

    แม้สถานการณ์ของธุรกิจไทยต่อจากนี้จะเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ทางนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย อยากฝากกำลังใจให้ผู้ประกอบ

    เพราะถ้าผ่านยุคโควิด ซึ่งถือว่าสถานการณ์รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา สิ่งที่เกิดขึ้นข้างหน้าก็จะสามารถผ่านไปได้ เพียงต้องขยับและปรับตัวให้ทัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/strategic-move/114870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Zrlqev0yuXjjjy9TRw4H0

  • ‘ธปท.’ ห่วงเศรษฐกิจครึ่งหลังไม่แน่นอน ภาษีสหรัฐ-เลิกจ้างแรงงานกระทบ

    ‘ธปท.’ ห่วงเศรษฐกิจครึ่งหลังไม่แน่นอน ภาษีสหรัฐ-เลิกจ้างแรงงานกระทบ

    “ธปท.” ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569 ไม่แน่นอนสูง รับแรงกดดันมาตรการภาษีสหรัฐ และเกณฑ์กำลังการผลิตส่วนเกินเพิ่มเติมเดือน ส.ค. รวมถึงปัญหาโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม จ้างแรงงานต่ำ-ภาคเกษตรดูดซับได้จำกัด เน้นย้ำดูแลค่าเงินบาทใกล้ชิด

    วันที่ 10 ส.ค. 2569 นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ที่กระทรวงการคลัง โดยเปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังภาพรวมยังมีความไม่แน่นอนสูง มีทั้งปัจจัยบวกและลบให้ต้องคำนึงถึง แม้ก่อนหน้านี้ ธปท. จะมีการปรับประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจหรือจีดีพีเพิ่มขึ้น

    โดยระบุว่าทิศทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 3 จะดีกว่าไตรมาสที่ 2 เนื่องจากได้รับแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐช่วงเดือน มิ.ย. ถึง ก.ย. 2569 แต่เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ยังคงขึ้นอยู่กับภาคการท่องเที่ยวซึ่งคาดว่าจะฟื้นตัวตามปัจจัยฤดูกาลหรือการเข้าสู่ “ไฮซีซั่น”

    “ต่อข้อซักถามที่ว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วหรือยัง ธปท. ไม่ได้ยืนยันว่า ไตรมาส 2 คือจุดต่ำสุด บอกแค่ว่า ไตรมาส 3 จะดีกว่าไตรมาส 2 แต่ไม่ได้บอกว่าผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว เพราะว่ามันยังมีความผันผวนอยู่สูง”

    ทั้งนี้ ธปท. กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงและทบทวนสมมติฐานทางเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และคาดว่าจะมีการประกาศทิศทางหรือตัวเลขประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหรือจีดีพีใหม่ในวันพุธที่ 26 ส.ค. นี้

    ชี้ผลกระทบภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 ยังจำกัด จับตาเกณฑ์ ‘กำลังการผลิตส่วนเกิน’

    สำหรับความกังวลเรื่องการบังคับใช้มาตรการภาษีตามมาตรา 301 (Section 301) ของสหรัฐฯ ในประเด็นความล้มเหลวในการบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงาน (Force Labor) นั้น

    ปัจจุบันประเทศไทยถูกจัดเก็บภาษีอยู่ที่อัตรา 12.5% ขณะที่ประเทศอื่นโดนจัดเก็บที่ 10% ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกันและต่ำกว่าอัตรา 19% ที่เคยคาดการณ์ไว้ในตอนแรก ทำให้ภาษีในส่วนนี้ยังไม่ส่งผลกระทบที่รุนแรง และศักยภาพในการแข่งขันของไทยยังสามารถรับมือได้

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือเกณฑ์เกี่ยวกับ กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ที่สหรัฐฯ มีกำหนดจะประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมภายในเดือน ส.ค. นี้ ซึ่งต้องติดตามว่าไทยจะโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเท่าใดเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

    ขณะที่ภาพรวมการส่งออกในปัจจุบันยังขยายตัวได้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ทำให้ยอดการนำเข้าสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ในท้ายที่สุดจึงอาจไม่ได้หนุนการเติบโตของจีดีพีมากนัก

    เงินเฟ้อต่ำคาด แต่เจอปัญหาอุปทาน-แรงงานแทนที่

    ด้านสถานการณ์เงินเฟ้อ ธปท. คาดการณ์ว่าแนวโน้มเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีอาจจะต่ำกว่าประมาณการเดิมเล็กน้อย โดยนักวิเคราะห์บางกลุ่มได้เริ่มเปลี่ยนประเด็นความกังวลจากเรื่องเงินเฟ้อไปสู่ปัญหาด้านอุปทานมากขึ้น เช่น ปัญหาประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

    ส่วนสถานการณ์ตลาดแรงงานที่มีอัตราการปิดตัวของโรงงานมากกว่าการเปิดตัวใหม่ ยังมีความจำเป็นต้องเข้าไปติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากโรงงานที่เปิดใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มีแนวโน้มหันมาใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีในการผลิตมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้จำนวนการจ้างงานลดลง และหันไปเน้นแรงงานทักษะสูงมากขึ้น

    ในภาพรวม แรงงานจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรองรับทักษะใหม่เหล่านี้ ขณะเดียวกัน ธปท. ยังต้องจับตาดูว่าภาคเกษตรกรรมจะสามารถดูดซับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากภาคอุตสาหกรรมได้ดีเหมือนในอดีตหรือไม่ ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าจะดูดซับได้ไม่ดีเท่าที่ผ่านมา

    สำหรับทิศทางค่าเงินบาทที่มีความผันผวนสูง โดยชี้ว่ามีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยทาง ธปท. ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

    “ตอนนี้ความผันผวน(ของค่าเงินบาท)มันสูงขึ้นจริงๆ และมาจากปัจจัยภายนอกค่อนข้างเยอะ เราก็จะดูแลไม่ให้มันวิ่งเร็วเกินไป โดยจะพิจารณาเรื่องของความผันผวนเป็นหลัก ให้คนปรับตัวได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1246947&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hn5zxofre3b75hD6qXqjU

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 12 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 12 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/166896&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BZ9ppS8eIHXWMlN6a29c5

  • ประเทศที่มี ‘ครม.เศรษฐกิจ’ แต่ไร้เงา ‘ครม.สังคม’ ถอดรหัสเยาวชนกระทำผิดซ้ำ กับข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูทุนชีวิตเด็กไทย

    ประเทศที่มี ‘ครม.เศรษฐกิจ’ แต่ไร้เงา ‘ครม.สังคม’ ถอดรหัสเยาวชนกระทำผิดซ้ำ กับข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูทุนชีวิตเด็กไทย

    มากกว่า 50,000 ชีวิต คือจำนวนของเด็กและเยาวชนที่ก้าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

    ตัวเลขที่มหาศาลนี้ทิ้งคำถามตัวโตๆ ไว้ให้สังคมว่า “พวกเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้าง?” บาดแผลแบบไหนที่ผลักไสให้เด็กคนหนึ่งถลำลึกสู่วงจรความรุนแรง และเพราะเหตุใด แม้จะผ่านกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูแล้ว เด็กจำนวนไม่น้อยยังคงวนเวียนกลับไปกระทำผิดซ้ำ

    แม้คดียาเสพติด จะยังคงครองสถิติอันดับหนึ่ง แต่ที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ คดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ที่ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันบาดแผลแห่งความรุนแรงนี้มักเชื่อมโยงกับการที่เด็กเข้าถึงอาวุธปืน ได้ง่ายดายอย่างเหลือเชื่อ สิ่งนี้กำลังเปลี่ยนความขัดแย้งเล็กๆ ใกล้ตัว ให้ยกระดับสู่โศกนาฏกรรมและความสูญเสียที่ไม่อาจหวนคืน… ได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที

    จากสถิติคดีอาญาย้อนหลัง 5 ปี ระหว่างปี 2565-2569 ข้อมูล ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ปี 2565 มีเด็กและเยาวชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม 12,202 ราย ปี 2566 จำนวน 13,140 ราย และเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในปี 2567 จำนวน 14,737 ราย ก่อนลดลงเหลือ 11,808 รายในปี 2568 ส่วนปี 2569 มีจำนวน 1,550 ราย

    เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่า ปี 2565 มีเด็กชาย 11,099 ราย และเด็กหญิง 1,103 ราย ปี 2566 มีเด็กชาย 11,963 ราย และเด็กหญิง 1,177 ราย ปี 2567 มีเด็กชาย 13,187 ราย และเด็กหญิง 1,550 ราย ปี 2568 มีเด็กชาย 10,546 ราย และเด็กหญิง 1,262 ราย ส่วนปี 2569 มีเด็กชาย 1,367 ราย และเด็กหญิง 183 ราย โดยเด็กชายมีจำนวนมากกว่าเด็กหญิงในทุกปี และในช่วงปีที่มีข้อมูลครบปีมีจำนวนประมาณ 11,000-15,000 รายต่อปี

    ด้านอายุขณะกระทำความผิด พบว่า กลุ่มอายุ 17 ปีมีจำนวนสูงที่สุด รวม 18,041 ราย รองลงมาคืออายุ 16 ปี จำนวน 14,816 ราย และอายุ 15 ปี จำนวน 10,448 ราย

    สำหรับฐานความผิดสูงสุด เมื่อรวมสถิติระหว่างปี 2565-2569 พบว่า คดียาเสพติดมีจำนวนมากที่สุด 14,331 คดี รองลงมาคือคดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 11,827 คดี และคดีเกี่ยวกับทรัพย์ 10,791 คดี

    เมื่อพิจารณาเป็นรายปี พบว่า ปี 2565 คดียาเสพติดเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 4,399 คดี ขณะที่ปี 2566 และ 2567 ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 3,338 คดี และ 3,861 คดีตามลำดับ ก่อนที่ในปี 2568 คดียาเสพติดจะกลับมาอยู่ในอันดับหนึ่ง จำนวน 3,004 คดี ส่วนปี 2569 คดียาเสพติดยังคงเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 393 คดี รองลงมาคือความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 357 คดี

    ส่วนคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนหรือสังคมในช่วง 3 ปีงบประมาณ พบว่า ปี 2566 มีทั้งหมด 33 คดี โดยความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 15 คดี มีเด็กและเยาวชนเกี่ยวข้อง 29 ราย ปี 2567 มี 35 คดี โดยความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายเป็นอันดับหนึ่ง 17 คดี มีเด็กและเยาวชนเกี่ยวข้อง 30 ราย ขณะที่ปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 48 คดี โดยความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายเป็นอันดับหนึ่ง 15 คดี มีเด็กและเยาวชนเกี่ยวข้อง 29 ราย

    ลักษณะการก่อเหตุในคดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายส่วนใหญ่เกิดจากการแก้แค้น บันดาลโทสะ และการทะเลาะวิวาท จนนำไปสู่การทำให้อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต ขณะที่คดียาเสพติดมักพบพฤติการณ์รับขน จำหน่าย หรือนำขบวนรถขนยาเสพติดปริมาณมาก

    ด้าน โกมล พรมเพ็ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ระบุว่า สาเหตุหลักที่พบในเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด อันดับหนึ่งคือครอบครัวแตกแยกหรือพ่อแม่หย่าร้าง รองลงมาคือความยากจน และการอยู่ภายใต้การดูแลของญาติแทนพ่อแม่ ซึ่งอาจทำให้เด็กไม่ได้รับความรักและความอบอุ่นอย่างเพียงพอ

    นอกจากสภาพครอบครัวแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต การแสดงออก และความสามารถในการยับยั้งชั่งใจของเด็ก หากผู้ปกครองพบพฤติกรรมผิดปกติ ไม่ควรรู้สึกอายที่จะพาเด็กไปพบจิตแพทย์ เพื่อประเมินความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงควรยกระดับการดูแลการเข้าถึงเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียที่อาจไม่เหมาะสมกับเด็กด้วย

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถิติเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วกลับมากระทำผิดซ้ำ รวมถึงเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาหลายแห่ง คำถามสำคัญอาจไม่ได้อยู่เพียงว่า เด็กเหล่านี้ควรได้รับบทลงโทษหนักเพียงใด แต่อยู่ที่ว่า หลังผ่านกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูแล้ว พวกเขาต้องกลับไปใช้ชีวิตท่ามกลางครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสภาพแวดล้อมแบบใด

    เมื่อ ‘บ้าน’ เป็นได้ทั้งพื้นที่ปลอดภัยและต้นเหตุของปัญหา

    นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารแพทย์เด็กและวัยรุ่น วิเคราะห์ว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กมากที่สุดคือ ‘บ้าน’ เพราะเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือสถานพินิจฯ ล้วนมีบาดแผลทางใจ เพียงแต่บาดแผลของแต่ละคนมีระดับความลึกแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า ‘ทุนชีวิต’

    ทุนชีวิตในความหมายนี้ไม่ใช่เงินหรือทรัพย์สิน แต่หมายถึงระบบนิเวศทั้งหมดที่เด็กอาศัยอยู่ ตั้งแต่ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ความรู้สึกที่มีต่อบ้าน โรงเรียน ชุมชน และกลุ่มเพื่อน โดยเฉพาะครอบครัวซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่อยู่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด และสามารถผลักให้เด็กพัฒนาไปในทิศทางที่ดี หรือในอีกด้านหนึ่งก็อาจกลายเป็นต้นเหตุของปัญหาได้เช่นกัน

    ดังนั้น เมื่อเด็กเข้าสู่สถานพินิจฯ กระบวนการแก้ไขฟื้นฟูจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงตัวเด็ก แต่พ่อแม่หรือผู้ดูแลใกล้ชิดต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพราะหากเด็กได้รับการปรับพฤติกรรมภายในสถานพินิจฯ แต่เมื่อออกมาแล้วต้องกลับไปอยู่ในครอบครัว ชุมชน และระบบนิเวศแบบเดิม โอกาสที่พฤติกรรมจะเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนย่อมเกิดขึ้นได้ยาก

    การพาเด็กเข้าอบรม เข้าค่าย หรือสั่งสอนด้วยวิธีการเดิม โดยไม่ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัว จึงอาจไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ เพราะเมื่อรากของปัญหายังอยู่ที่เดิม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็กเพียงฝ่ายเดียวย่อมไม่อาจต้านทานแรงกดทับจากสภาพแวดล้อมเดิมได้ตลอดไป

    เครื่องมือมีอยู่ แต่ไม่ถูกนำมาใช้

    ประเทศไทยมีเครื่องมือสำหรับประเมินความเสี่ยงและสังเกตสภาวะของเด็กอยู่แล้ว ทั้งแบบประเมินทุนชีวิต แบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน หรือ SDQ ของกรมสุขภาพจิต ตลอดจนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และแบบประเมินความเครียดสะสมซึ่งจำแนกความเสี่ยงออกเป็นระดับสีเขียว เหลือง และแดง

    แบบประเมินทุนชีวิตแบ่งออกเป็นส่วนที่ให้เด็กประเมินตัวเองและสภาพแวดล้อมรอบตัว กับส่วนที่ให้ผู้ปกครองประเมินเด็ก หากผลการประเมินของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันมาก ย่อมเป็นสัญญาณว่าความสัมพันธ์หรือการรับรู้ภายในครอบครัวอาจกำลังมีปัญหา

    นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือประเมินรูปแบบการเลี้ยงดูที่ใช้การลงโทษหรือความรุนแรง รวมถึงเครื่องมือคัดกรองเด็กเปราะบางหรือเด็กที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนและระบบการศึกษาได้

    ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยไม่มีเครื่องมือ แต่อยู่ที่เครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้รับการเผยแพร่และนำไปใช้อย่างจริงจังในวงกว้าง แม้บางส่วนจะบรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาแล้วก็ตาม ขณะที่ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนซึ่งเคยดำเนินการอย่างเข้มข้นกลับอ่อนแอลงในปัจจุบัน

    ‘ทุนชีวิต’ ของเด็กไทยกำลังอ่อนแอลง

    งานวิจัยที่ติดตามพลังบวกของเด็กไทยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าสถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเด็กในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่เริ่มส่งสัญญาณน่ากังวล ทั้งความรู้สึกที่มีต่อบ้าน โรงเรียน ชุมชน และกลุ่มเพื่อน ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของทุนชีวิต

    เมื่อทุนชีวิตอ่อนแอลง เด็กย่อมมีโอกาสแสดงพฤติกรรมเสี่ยงได้หลายรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องปรากฏออกมาเป็นความรุนแรงเสมอไป เด็กบางคนอาจเก็บกดจนเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า บางคนอาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีพฤติกรรมเกเร ผลการเรียนตกต่ำ หรือประสบปัญหาในการคบเพื่อน

    รูปแบบของปัญหาจะแตกต่างกันไปตามประสบการณ์และต้นทุนเดิมของเด็กแต่ละคน แต่สิ่งที่พบร่วมกันคือ ทุนชีวิตของเด็กไทยในปัจจุบันอ่อนแอลงอย่างมาก และทำให้ความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่

    การเพิ่มทุนชีวิตจึงต้องเริ่มจากการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกภายในครอบครัว ก่อนขยายไปสู่โรงเรียนและชุมชน ตัวอย่างหนึ่งคือโครงการครอบครัวพลังบวก ซึ่งเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของพ่อแม่ สร้างระบบพี่เลี้ยงในชุมชน และทำให้คนในพื้นที่สามารถเฝ้าระวัง ส่งต่อ ขอความช่วยเหลือ หรือให้คำปรึกษาเบื้องต้นแก่กันได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งนักจิตวิทยาในทุกกรณี

    ชุมชนยังสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จัดกิจกรรมสร้างสรรค์และสร้างเครือข่ายดูแลเด็ก ขณะที่โรงเรียนสามารถปรับพฤติกรรมของคนทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้บริหาร ครู บุคลากร ไปจนถึงนักเรียน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระยะยาว

    คำว่า ‘คุณธรรม’ ในบริบทนี้จึงไม่ได้หมายถึงพิธีกรรมทางศาสนา แต่หมายถึงพฤติกรรมที่ดีซึ่งสามารถวัด ติดตาม และประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    เมื่อผู้ใหญ่ไม่ใช่แบบอย่าง

    อีกหนึ่งข้อค้นพบที่น่ากังวลคือ ปัญหาด้านพฤติกรรมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็ก แต่คนรุ่นพ่อแม่กลับมีดัชนีคุณธรรมอ่อนแอกว่า โดยเฉพาะด้านวินัยและความรับผิดชอบ เช่น วินัยจราจร ตลอดจนความซื่อสัตย์สุจริต

    สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า หากผู้ใหญ่ซึ่งควรทำหน้าที่เป็นต้นแบบยังมีปัญหาด้านพฤติกรรม ต่อให้เด็กผ่านกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูในสถานพินิจฯ แล้ว เมื่อกลับไปอยู่ในครอบครัวและชุมชนเดิม พฤติกรรมของเด็กอาจไม่ดีขึ้น และในบางกรณีอาจเลวร้ายลงกว่าเดิม

    ข้อมูลดัชนีคุณธรรมยังพบว่า พฤติกรรมที่ดีของคนไทยลดลงเกือบร้อยละ 5 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2565 ครอบคลุมทั้งด้านวินัย ความซื่อสัตย์สุจริต ความกตัญญู และความพอเพียง โดยข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปจำแนกได้ว่า พื้นที่หรือประชากรรุ่นใดกำลังมีปัญหา และควรได้รับการแทรกแซงด้วยยุทธศาสตร์แบบใด

    แม้แนวทางดังกล่าวจะผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่หน่วยงานปฏิบัติกลับยังไม่มีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ทำให้ข้อเสนอและเครื่องมือจำนวนมากจบลงอยู่เพียงในเอกสาร ทั้งที่มีคำตอบและรูปแบบการดำเนินงานอยู่แล้ว

    ระยะสั้นต้องคุมปืน ระยะยาวต้องฟื้นฟูพื้นที่เสี่ยง

    สำหรับมาตรการเร่งด่วน รัฐควรเริ่มจากกลุ่มและพื้นที่ที่กำลังมีความเสี่ยง โดยเฉพาะการควบคุมอาวุธปืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความขัดแย้งพัฒนาไปสู่ความสูญเสีย

    แม้รัฐบาลจะประกาศปราบปรามอาวุธปืน แต่ปัญหาของประเทศไทยคือการบังคับใช้กฎหมายที่ยังมีข้อยกเว้น โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีอำนาจ ช่องว่างดังกล่าวทำให้คำสั่งของรัฐไม่สามารถเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างเต็มที่

    หากรัฐสามารถจัดการอาวุธปืนได้ทั้งหมด ทั้งปืนผิดกฎหมาย การซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ และการสะสมอาวุธ โดยไม่ยกเว้นให้บุคคลหรือกลุ่มใด อย่างน้อยย่อมช่วยลดความเสี่ยงของเหตุกราดยิงและการใช้อาวุธประหัตประหารกัน รวมถึงลดโอกาสที่เด็กจะเข้าถึงอาวุธได้

    ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสร้างระบบเฝ้าระวังในกลุ่มเปราะบาง โดยกำหนดพื้นที่ โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาที่เกิดข้อพิพาทบ่อยครั้งให้เป็นพื้นที่เสี่ยง และจัดทำแผนฟื้นฟูเฉพาะพื้นที่อย่างจริงจัง ตั้งแต่การสำรวจปัญหา ลงพื้นที่ กำกับติดตาม ไปจนถึงการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

    ส่วนในระยะยาว รัฐควรนำโมเดลที่มีผลลัพธ์แล้วไปขยายผลผ่านกลไกท้องถิ่น ควบคู่กับกลไกระดับประเทศ เพราะหน่วยงานขนาดเล็กที่มีกำลังคนเพียงหลักสิบไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นทั่วประเทศได้ หากกระทรวงและหน่วยงานส่วนกลางไม่รับช่วงนำไปดำเนินการต่อ

    ประเทศที่มี ‘ครม.เศรษฐกิจ’ แต่ไม่มี ‘ครม.สังคม’

    อีกหนึ่งข้อเสนอคือการจัดตั้ง ‘คณะรัฐมนตรีด้านสังคม’ โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อสร้างเอกภาพในการกำหนดนโยบายและบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวง

    ที่ผ่านมา ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น แต่ในเวลาเดียวกัน ปัญหาความรุนแรง สุขภาพจิต และคุณภาพพลเมืองกำลังทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่หน่วยงานด้านสังคมยังทำงานแยกส่วน แม้แต่หน่วยงานภายในกระทรวงเดียวกันยังขาดการบูรณาการ และเมื่อเป็นการทำงานข้ามกระทรวง ความร่วมมือจำนวนมากกลับไปไม่ถึงระดับปฏิบัติการ

    การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการด้านสังคม อาจทำให้ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานต่างๆ ไม่เข้าร่วมด้วยตนเอง แต่ส่งผู้แทนที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจมาแทน นโยบายด้านสังคมจึงขาดเอกภาพและไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    รัฐจึงไม่ควรมุ่งพัฒนาเฉพาะมิติทางเศรษฐกิจ เพราะแม้เศรษฐกิจจะเติบโต แต่หากสังคมเต็มไปด้วยความรุนแรงและคุณภาพชีวิตของผู้คนถดถอย การพัฒนานั้นย่อมไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้

    บทลงโทษหนักไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

    สำหรับข้อเสนอให้เพิ่มความรุนแรงของบทลงโทษเด็กที่กระทำผิด นพ.สุริยเดวมองว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง เพราะผู้ใหญ่ยังไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดี ขณะที่ฐานรากสำคัญของประเทศ ได้แก่ บ้าน ชุมชน และโรงเรียน ยังไม่ได้รับการแก้ไข

    การเพิ่มบทลงโทษหรือทำให้กฎหมายเข้มข้นขึ้นจึงไม่อาจเป็นคำตอบสุดท้าย หากเด็กยังต้องกลับไปอยู่ท่ามกลางระบบนิเวศเดิมที่ผลักให้เกิดปัญหา

    ทุกครั้งที่เกิดเหตุรุนแรง รัฐมักออกมาตรการเพื่อรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า จนถูกตั้งคำถามว่าเป็นการทำงานแบบ ‘วัวหายล้อมคอก’ แม้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่รัฐจะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ หากแผนปฏิบัติการและโมเดลที่มีอยู่ไม่เคยถูกหยิบมาใช้หรือขยายผลอย่างจริงจัง

    ทางออกจึงไม่ใช่เพียงการซ่อมปัญหาเป็นจุดๆ แต่ต้องยกเครื่องการบริหารจัดการด้านสังคมทั้งระบบ กล้าจัดการกับผลประโยชน์และอิทธิพลที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลง และประเมินผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในระดับพื้นที่

    “ท้ายที่สุด สังคมอาจต้องหยุดตัดสินเด็กผ่านเหตุการณ์เพียงด้านเดียว และกลับมาช่วยกันเพิ่มทุนชีวิตให้พวกเขา ทุนชีวิตไม่ใช่การนำเงินหรือวัตถุไปมอบให้ แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับครอบครัว สร้างความรู้สึกปลอดภัยในโรงเรียนซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง และฟื้นฟูชุมชนให้ผู้คนสามารถดูแลกันได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่”

    แม้โลกจะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แต่รากฐานสำคัญของประเทศยังคงอยู่ที่ ‘คุณภาพพลเมือง’ และคุณภาพดังกล่าวไม่ได้เริ่มต้นจากบทลงโทษ หากเริ่มจากครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษาที่ไม่ปล่อยให้เด็กคนหนึ่งต้องเผชิญกับบาดแผลเพียงลำพัง

    ท้ายที่สุด ปัญหาเด็กกระทำผิดซ้ำอาจไม่ใช่คำถามว่า เราควรลงโทษเด็กให้หนักขึ้นเพียงใด แต่อาจเป็นคำถามว่า หลังจากเด็กคนหนึ่งได้รับโอกาสให้เริ่มต้นใหม่แล้ว สังคมได้เปลี่ยนโลกที่เขาต้องกลับไปเผชิญมากแค่ไหน หากบ้านยังเต็มไปด้วยบาดแผล โรงเรียนยังไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย ชุมชนยังมองไม่เห็นความเปราะบาง และกลไกของรัฐยังทำงานเมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นแล้ว การแก้ไขฟื้นฟูเพียงตัวเด็กก็อาจไม่เพียงพอที่จะหยุดวงจรเดิม เพราะต่อให้เราพาเด็กออกมาจากสถานพินิจฯ ได้ แต่หากสุดท้ายยังส่งเขากลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมที่เคยผลักให้เขาหลุดออกจากระบบ โอกาสที่บาดแผลเดิมจะย้อนกลับมาเปลี่ยนเป็นความรุนแรงครั้งใหม่ก็ยังคงอยู่

    สังคมอาจหยุดเด็กคนหนึ่งจากการกระทำผิดได้ด้วยกฎหมาย แต่การหยุดเขาไม่ให้กลับไปผิดซ้ำ อาจต้องใช้มากกว่าบทลงโทษ นั่นคือการทำให้บ้านกลับมาเป็นบ้าน โรงเรียนกลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัย และชุมชนกลับมาเป็นพื้นที่ที่เด็กคนหนึ่งยังรู้สึกว่าเขามีที่ยืน เพราะหากเรายังเลือกซ่อมเด็กเพียงคนเดียว โดยไม่เคยซ่อมโลกที่อยู่รอบตัวเขา วงจรความรุนแรงก็อาจไม่ได้เริ่มต้นใหม่ที่ตัวเด็ก แต่อาจเริ่มต้นซ้ำจากบาดแผลเดิมที่สังคมยังไม่เคยแก้ไขเลยต่างหาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-youth-crime-life-capital/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YRpVzlFmDi0YkXG97zFXG

  • เติมน้ำกว่า 2,500 ไร่ แหล่งผลิต “ทุเรียน” ส่งออกของไทย พืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

    เติมน้ำกว่า 2,500 ไร่ แหล่งผลิต “ทุเรียน” ส่งออกของไทย พืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เติมน้ำกว่า 2,500 ไร่ พื้นที่จังหวัดจันทบุรี แหล่งผลิต “ทุเรียน” ส่งออกของไทย พร้อมจัดหาแหล่งน้ำให้สัตว์ป่า

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ และคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก เร่งเพิ่มน้ำต้นทุนให้ภาคการเกษตร รองรับทั้งฤดูแล้งและฤดูน้ำหลาก ควบคู่กับการจัดหาแหล่งน้ำให้สัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่า เพื่อให้น้ำถึงประชาชน น้ำถึงภาคเกษตร และน้ำถึงสัตว์ป่า อย่างทั่วถึงและยั่งยืน โดยมีนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับ

    นายสุชาติ กล่าวว่า จันทบุรีถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการเกษตร และเป็นแหล่งผลิตทุเรียนที่สำคัญของประเทศ ซึ่งสร้างรายได้จากการส่งออกและเชื่อมโยงเศรษฐกิจตั้งแต่เกษตรกร สวนทุเรียน โรงคัดบรรจุ การขนส่ง ไปจนถึงตลาดต่างประเทศ โดยข้อมูลปีการผลิต 2569 จังหวัดจันทบุรีมีพื้นที่ปลูกทุเรียนกว่า 478,000 ไร่ และคาดว่าจะมีผลผลิตกว่า 683,000 ตัน 

    ขณะที่ทุเรียนไทยมีตลาดส่งออกหลักอยู่ที่จีน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศกว่า 200,000 ล้านบาท ดังนั้นน้ำจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการอุปโภคบริโภค แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจและรายได้ของพี่น้องเกษตรกรด้วย การบริหารจัดการน้ำต้องคิดล่วงหน้า ต้องมีน้ำต้นทุนเพียงพอ และต้องทำให้เกษตรกรมั่นใจว่าสามารถประกอบอาชีพได้ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกทุเรียนซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

    โอกาสนี้ นายสุชาติ เป็นประธานเปิดโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำสระทุ่งใหญ่ พร้อมระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ตำบลทุ่งเบญจา อำเภอท่าใหม่ ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำได้ดำเนินการขุดลอกเพิ่มความจุแหล่งน้ำ พร้อมติดตั้งระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ สามารถเพิ่มความจุเก็บกักน้ำได้ 0.28 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรกว่า 2,500 ไร่ และประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 200 ครัวเรือน ช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนในฤดูแล้ง รองรับน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก และลดต้นทุนด้านพลังงานในการกระจายน้ำ

    นายสุชาติ กล่าวว่า การพัฒนาแหล่งน้ำในวันนี้ต้องตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจ ประชาชน และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงการสร้างหรือขุดแหล่งน้ำ แต่ต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงน้ำและใช้ประโยชน์ได้จริง ขณะเดียวกัน การนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ยังช่วยลดต้นทุนการสูบน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และสร้างความมั่นคงให้ชุมชนในระยะยาว

    จากนั้น นายสุชาติ พร้อมคณะ ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลเขาแก้ว อำเภอท่าใหม่ เพื่อพบปะประชาชนและรับฟังปัญหาในพื้นที่ โดย อบต.เขาแก้ว ขอรับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำจากกรมทรัพยากรน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัย สอดคล้องกับนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้ทุกหน่วยงานทำงานเชิงรุก เตรียมพร้อมรับมือทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง และลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

    จากนั้น นายสุชาติ พร้อมคณะ เดินทางไปติดตามโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำช้างป่าซากตาเนียม ตำบลจันทเขลม อำเภอเขาคิชฌกูฏ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่สนับสนุนโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ ในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ระยอง ชลบุรี และสระแก้ว

    สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อช้างป่าและสัตว์ป่า กรมทรัพยากรน้ำดำเนินการแล้ว 66 โครงการ และอยู่ระหว่างเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีก 6 โครงการ รวม 72 โครงการ เพื่อเพิ่มแหล่งน้ำในพื้นที่ป่า ลดปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อประชาชน

    ส่วนแหล่งน้ำช้างป่าซากตาเนียม สามารถเพิ่มปริมาณน้ำได้อีก 0.22 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำหรับช้างป่าและสัตว์ป่าโดยตรง ช่วยให้สัตว์ป่ามีแหล่งน้ำเพียงพอในพื้นที่ธรรมชาติ ลดแรงกดดันจากการออกนอกพื้นที่ป่า และช่วยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ

    นายสุชาติ ย้ำว่า การลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีครั้งนี้สะท้อนแนวทางบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลที่ต้องทำก่อนเกิดปัญหา โดยวางระบบน้ำให้ครอบคลุมตั้งแต่พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างสวนทุเรียนและพื้นที่เกษตร ชุมชนที่ต้องเตรียมรับมืออุทกภัย ไปจนถึงพื้นที่ป่าและแหล่งน้ำสำหรับช้างป่า

    อย่างไรก็ตาม ต้องบริหารน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด น้ำต้องไปถึงเกษตรกร ช่วยรักษารายได้และพืชเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกันต้องมีน้ำในป่าเพื่อดูแลช้างและสัตว์ป่า เพราะการดูแลประชาชนกับการดูแลธรรมชาติสามารถเดินไปด้วยกันได้ นี่คือการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างสมดุลและยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/agriculture/agricultural-policy/2951972&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_h5TLuKew39sa0YcoxgIV

  • ส่องเก้าอี้ 5 ปลัด ‘หัวเรือใหญ่’ คุมกลไกภาครัฐ อายุราชการยาวนาน 5-10 ปี | เดลินิวส์

    ส่องเก้าอี้ 5 ปลัด ‘หัวเรือใหญ่’ คุมกลไกภาครัฐ อายุราชการยาวนาน 5-10 ปี | เดลินิวส์

    จากกรณี ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม คนใหม่ แทน นายชยธรรม์ พรหมศร ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. นี้ ส่งผลให้ นายปิยพงษ์ ในวัยเพียง 50 ปี ผู้ซึ่งเคยสร้างประวัติศาสตร์เป็นอธิบดีกรมทางหลวง ที่อายุน้อยที่สุดมาแล้ว กลายเป็นว่าที่ปลัดกระทรวงคมนาคม ที่มีอายุน้อยที่สุดอีกด้วย

    สำหรับตำแหน่ง “ปลัดกระทรวง” ถือเป็นจุดสูงสุดในสายงานข้าราชการประจำ (เทียบเท่าระดับ 11 เดิม) ทำหน้าที่เป็น “หัวเรือใหญ่” บริหารงานประจำและนำนโยบายจากฝ่ายบริหารไปปฏิบัติ แม้ในอดีตมักจะเป็นพื้นที่ของข้าราชการอาวุโสวัยใกล้เกษียณ แต่ปัจจุบันกลับพบภาพสะท้อนของการบริหารยุคใหม่ ที่มีข้าราชการระดับสูงช่วงอายุ 50 ปีต้นๆ ขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญหลายกระทรวง

    เปิดรายชื่อ 5 อันดับ “ปลัดกระทรวงอายุน้อย” ที่ยังมีอายุราชการเหลือยาวนาน ได้แก่

    นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ว่าที่ปลัดกระทรวงคมนาคม

    • เริ่มดำรงตำแหน่ง : ต.ค. 2569
    • อายุราชการคงเหลือ : 10 ปี

    นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.)

    • ดำรงตำแหน่ง : พ.ศ. 2569
    • อายุราชการคงเหลือ : 8 ปี (เกษียณอายุราชการ พ.ศ. 2578)

    นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ว่าที่ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.)

    • เริ่มดำรงตำแหน่ง : ต.ค. 2569
    • อายุราชการคงเหลือ : 7 ปี (เกษียณอายุราชการ พ.ศ. 2576)

    นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.)

    • ดำรงตำแหน่ง : พ.ศ. 2567
    • อายุราชการคงเหลือ : 5 ปี (เกษียณอายุราชการ พ.ศ. 2574)

    นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

    • ดำรงตำแหน่ง : พ.ศ. 2568
    • อายุราชการคงเหลือ : 5 ปี (เกษียณอายุราชการ พ.ศ. 2574)

    การปรับทัพข้าราชการระดับสูงในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการใช้ข้าราชการที่มีความเชี่ยวชาญและมีอายุราชการเหลือยาวนาน เข้ามากำกับดูแลกระทรวงสำคัญ เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบายและการพัฒนาระบบราชการไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6099193/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0msi-r-u-O9xIgg2SjaIpx