Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ศุภจี” ลุยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ตั้ง 4 คณะทำงาน เดินหน้า 5 โจทย์ใหญ่ใน 1 ปี

    “ศุภจี” ลุยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ตั้ง 4 คณะทำงาน เดินหน้า 5 โจทย์ใหญ่ใน 1 ปี


    “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน ขับเคลื่อน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร SME ส่งออก เร่งปลดล็อกกฎกติกา ดันเศรษฐกิจชุมชนขึ้นเครื่องยนต์ใหม่ เห็นผลใน 6 เดือนถึง 1 ปี

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะแถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569  โดยระบุว่าอนุกรรมการชุดนี้ได้เริ่มเดินเครือ่ง เริ่มเดินเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจตามนโยบาลรัฐบาลกลุ่มที่ 2 ด้านการค้าและบริการ

    นางศุภจีกล่าวว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ ได้รับโจทย์ 5 ด้าน คือ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร ค้าปลีกค้าส่ง และการค้าระหว่างประเทศ แต่การทำงานจะไม่จำกัดกรอบเดิม เพราะโจทย์เศรษฐกิจวันนี้ต้องแก้ทั้งระยะสั้นและวางโครงสร้างระยะยาวไปพร้อมกัน

    โดยที่ประชุมฯ วันนี้จึงจัดตั้งคณะทำงาน 4 ชุด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ชัดเจน ไม่ใช่เพิ่มคณะกรรมการโดยไม่มีตัวขับเคลื่อนจริง ได้แก่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนและ SME และการค้าระหว่างประเทศ

    นางศุภจี กล่าวว่า แนวคิด Visitor Economy จะมองกว้างกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม ครอบคลุมผู้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งนักท่องเที่ยว ผู้เรียน ผู้ติดต่อธุรกิจ และผู้สนใจลงทุน เพื่อให้การเข้ามาในไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น เชื่อมกับวัฒนธรรม ประสบการณ์ บริการ เมืองรอง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SME จะยกระดับจากโจทย์ค้าปลีกค้าส่งไปสู่ฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ เพราะ SME และชุมชนมีสัดส่วนราว 35% ของรายได้รวมประเทศ จำเป็นต้องเพิ่มความสามารถแข่งขัน ควบคู่ดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    นายวีรศักดิ์ โค้วสุรัตน์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy กล่าวว่า คณะทำงานจะลงพื้นที่หารือภาคส่วนต่างๆ ทุกสัปดาห์ เพื่อค้นหา 4-5 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำภายใน 6-12 เดือนแรก ทั้งการสร้างโอกาสและขจัดอุปสรรค

    อุปสรรคสำคัญมีทั้งผู้ประกอบการแฝงตัวหรือนอมินีที่ใช้ความได้เปรียบกดทับธุรกิจไทย และกฎระเบียบภายในประเทศที่ถ่วงรั้งผู้ประกอบการไทยเอง จึงต้องปลดล็อกกติกาที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ธุรกิจไทยขยับไปแข่งขันในตลาดโลกได้เร็วขึ้น

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวว่า ภาคเกษตรต้องเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิมไปสู่เกษตรทันสมัยและมูลค่าสูง โดยดูครบตั้งแต่ต้นน้ำ การผลิต กลางน้ำ การแปรรูป และปลายน้ำ การตลาด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกมากเกินตลาด

    ส่วน SME ต้องปรับทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การเข้าสู่ธุรกิจ การขอใบอนุญาต การขยายกิจการ ไปจนถึงการก้าวสู่ตลาดโลก ปัญหาใบอนุญาตจำนวนมาก เช่น โรงแรมหรือร้านอาหาร เป็นภาระต้นทุนที่ต้องเร่งแก้

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy โดยใช้ทุนวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างประสบการณ์ใหม่ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าบริบทโลกเปลี่ยนเร็ว การค้าเชื่อมกับภูมิรัฐศาสตร์และกฎกติกาใหม่มากขึ้น จึงต้องใช้ FTA เปิดตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม และปรับสมดุลการค้า โดยเพิ่มบทบาท SME ในโครงสร้างส่งออก

    นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลจะเชื่อมงานนี้กับคณะเศรษฐกิจด้านอื่น โดยเฉพาะคณะของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพื่อปรับสมดุลการส่งเสริมการลงทุน ลดการพึ่งพานำเข้า เพิ่มการใช้วัตถุดิบ แรงงาน และผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การผลิต

    ภาพรวมการประชุมครั้งแรกจึงถือเป็นการเริ่มเดินเครื่องบอร์ดเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเป็นระบบ จากการตั้งโจทย์ใหญ่ สู่คณะทำงานเฉพาะด้าน พร้อมกรอบ 6-12 เดือนแรก เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปลดล็อกข้อจำกัด และวางฐานเศรษฐกิจการค้า บริการ เกษตร SME และชุมชนให้แข่งขันได้ระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/45594&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yGkxgGa_KsDtw4VyBnzll

  • ‘สุรศักดิ์’ ชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เข้าบอร์ดเศรษฐกิจ หาข้อสรุปแหล่งเงิน

    ‘สุรศักดิ์’ ชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เข้าบอร์ดเศรษฐกิจ หาข้อสรุปแหล่งเงิน

    “สุรศักดิ์” ชง “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เข้าบอร์ดเศรษฐกิจ เร่งเคาะแหล่งเงิน ระบบลงทะเบียน ลุ้นสรุปสัปดาห์หน้า

    10 สิงหาคม 2569 – เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส หลังนำเสนอเป็นวาระเพื่อทราบต่อคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้เสนอแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ หลังรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน เบื้องต้นเป็นมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน เพื่อกระตุ้นการเดินทาง สร้างรายได้ให้โรงแรม ร้านอาหาร ภาคบริการ และผู้ประกอบการในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมืองน่าเที่ยวและเมืองรอง สาระสำคัญของโครงการอยู่ระหว่างกำหนดเงื่อนไข ทั้งโรงแรมที่เข้าร่วม รูปแบบสนับสนุนภาคบริการอื่นนอกเหนือจากค่าอาหารและร้านอาหาร รวมถึงแพลตฟอร์มที่จะใช้ดำเนินการ เบื้องต้นมองระบบเป๋าตังของธนาคารกรุงไทยเป็นช่องทางหลัก

    นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนแหล่งเงินยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง จะพิจารณาว่า จะใช้เงินกู้หรืองบกลางให้เหมาะกับวัตถุประสงค์และสถานการณ์เศรษฐกิจ เมื่อได้ข้อสรุปเรื่องวงเงินแล้ว ยังต้องเตรียมระบบหลังบ้านของแอปพลิเคชัน เพื่อรองรับการลงทะเบียนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จึงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งให้รายละเอียดสมบูรณ์ก่อนเสนอเดินหน้า

    สำหรับจังหวะดำเนินโครงการ หากออกได้ทันช่วงกรีนซีซั่น ภาคเอกชนเห็นตรงกันว่าเหมาะสม เพราะช่วยเติมอุปสงค์ในช่วงท่องเที่ยวไม่หนาแน่น และกระจายรายได้ลงพื้นที่ได้ชัดกว่า แต่หากกระบวนการแล้วเสร็จล่วงเข้าใกล้ช่วงไฮซีซั่น อาจต้องกลับไปรับฟังความเห็นผู้ประกอบการอีกครั้ง เนื่องจากแต่ละช่วงเวลามีผลต่อรูปแบบมาตรการต่างกัน คาดว่า จะได้ข้อสรุปรายละเอียดโครงการ แหล่งเงิน และความพร้อมระบบภายในสัปดาห์นี้หรืออย่างช้าไม่เกินสัปดาห์หน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1047505/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Bj6_oGoMTFIwX16_ajTaI

  • ทรัมป์ใช้มาตรการเศรษฐกิจกดดันอิหร่าน – ไม้ตายหรือเสียของ? : อินโฟเควสท์

    ทรัมป์ใช้มาตรการเศรษฐกิจกดดันอิหร่าน – ไม้ตายหรือเสียของ? : อินโฟเควสท์

    สำนักข่าวอัลจาซีราออกรายงานเจาะลึกเบื้องหลังการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ  ประกาศใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน แทนการใช้ปฏิบัติการทางทหาร

    ทั้งนี้ หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านดำเนินมานานกว่า 23 สัปดาห์ ปธน.ทรัมป์ก็ได้ส่งสัญญาณว่า เขาต้องการใช้วิธีกดดันเศรษฐกิจของอิหร่านมากกว่าที่จะกลับไปใช้ปฏิบัติการทางทหาร แม้ว่าเขาเคยเตือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าสหรัฐจะเปิดฉากถล่มอิหร่านครั้งใหญ่ หากการเจรจาสันติภาพประสบความล้มเหลว

    *ทรัมป์กล่าวอย่างไรเกี่ยวกับการเปลี่ยนยุทธศาสตร์?

    “เรากำลังลดระดับการเจรจา” ทรัมป์กล่าวกับสำนักข่าว Axios ในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันอาทิตย์ เมื่อถูกถามถึงแนวทางของสหรัฐต่อการทำสงครามกับอิหร่าน

    คำกล่าวนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงจากคำพูดของเขาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งในเวลานั้นเขากล่าวหาอิหร่านว่า “หลอกลวง” และให้ “โอกาสสุดท้าย” แก่อิหร่านในการทำข้อตกลง มิฉะนั้นอิหร่านจะต้องเผชิญกับการโจมตีครั้งใหญ่จากสหรัฐที่จะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง

    ขณะนี้ ทรัมป์กล่าวว่า เขาต้องการโจมตีอิหร่านด้วยวิธีทางเศรษฐกิจแทน

    เขากล่าวว่า อิหร่านกำลังอยู่ในสถานการณ์ทางการเงินที่ย่ำแย่มาก โดยอ้างถึงภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูง และความยากลำบากในการจ่ายเงินเดือนให้กับทหารของตนเอง พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐ ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่เดือนเมษายนว่า มีส่วนทำให้แรงกดดันดังกล่าวเพิ่มขึ้น

    “เราแค่กำลังเฝ้าดูอิหร่านที่กำลังเผชิญกับเงินเฟ้ออย่างหนัก และข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาไม่มีเงิน” เขากล่าว

    ทรัมป์ยังอ้างว่า ราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งขณะนี้ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อผู้บริโภคชาวอเมริกันจากสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    “มันจะคลี่คลายไปได้ ทุกอย่างมักจะคลี่คลายได้เสมอ มันก็เหมือนกับเกมหมากรุก” เขากล่าว

    ด้านนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ว่า “เรากำลังอยู่ในระหว่างเกม และเรากำลังใช้เครื่องมือหลากหลายรูปแบบ ทั้งทางการทูต เศรษฐกิจ และการทหาร เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนชาวอเมริกัน”

    *การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐ ส่งผลกระทบต่ออิหร่านอย่างไร?

    สหรัฐยังคงปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งประเมินว่าอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยมาตรการดังกล่าวได้ลดรายได้จากน้ำมันของอิหร่านลงอย่างมาก

    เมื่อวันเสาร์ กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) รายงานว่า สามารถเปลี่ยนเส้นทางเรือพาณิชย์ 53 ลำ และขึ้นตรวจค้นเรือ 2 ลำ รวมทั้งโจมตีเรืออีก 2 ลำ ทำให้ไม่สามารถแล่นเรือได้

    ทรัมป์เรียกมาตรการดังกล่าวว่าเป็น “กำแพงเหล็ก” ที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านยืนยันว่า การส่งออกน้ำมันดิบลดลงจนเกือบเป็นศูนย์เนื่องจากการปิดล้อมของสหรัฐ

    ข้อจำกัดด้านการส่งออกน้ำมันกำลังซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิมของอิหร่าน ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงที่ดำเนินมายาวนานหลายปี

    โครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านยังได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามที่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยอิหร่านได้เรียกร้องให้สหรัฐชดเชยความเสียหายเหล่านี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำหรับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

    *สหรัฐกำลังขาดแคลนยุทโธปกรณ์หรือไม่?

    รายงานจากสื่อหลายแห่งในสหรัฐระบุว่า คลังอาวุธของกองทัพสหรัฐกำลังร่อยหรอลง เนื่องจากการสู้รบในตะวันออกกลางและยูเครน

    สำนักข่าว Axios รายงานว่า พลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐ ได้เตือนทรัมป์ และนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ว่า การขาดแคลนขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ อาจเป็นอุปสรรคต่อความสามารถของสหรัฐในการปกป้องกองกำลังและพันธมิตรในตะวันออกกลาง

    หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานโดยอ้างบันทึกจากกระทรวงกลาโหมว่า ทางกระทรวงฯได้แจ้งให้อุตสาหกรรมผลิตอาวุธของสหรัฐเร่งการผลิตและส่งมอบอาวุธอย่างรวดเร็ว รวมทั้งยุทโธปกรณ์บางประเภทที่กำลังขาดแคลนอย่างหนักเนื่องจากสงครามกับอิหร่าน

    อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐรายหนึ่งยืนยันว่า สหรัฐมียุทโธปกรณ์เพียงพอที่จะดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อไป

    “เรามียุทโธปกรณ์เพียงพอสำหรับภารกิจที่อยู่ตรงหน้า กระทรวงกลาโหมมีทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำสงครามในวันนี้” จาเร็ด คอนลีย์ รองผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมกลาโหมของทางกระทรวงฯ กล่าวกับอัลจาซีราในการให้สัมภาษณ์พิเศษ

    ทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันภายในประเทศจากสงครามอิหร่านหรือไม่?

    ทรัมป์เริ่มต้นวาระที่สองในทำเนียบขาวเมื่อต้นปีที่แล้ว โดยให้คำมั่นว่าจะหลีกเลี่ยงการทำ “สงครามโง่ ๆ”

    ปัจจุบัน สงครามอิหร่านกำลังส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงของรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่ทรัมป์และพรรครีพับลิกันกำลังพยายามรักษาเสียงข้างมากที่มีอยู่อย่างฉิวเฉียดในสภาคองเกรสก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

    ผลสำรวจล่าสุดของรอยเตอร์/อิปซอสระบุว่า มีชาวอเมริกันเพียงประมาณ 35% เท่านั้นที่เห็นด้วยกับการทำสงคราม

    เมื่อถามว่าพรรคการเมืองใดมีแนวทางที่ดีกว่าในการจัดการกับสงครามและการก่อการร้าย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนแล้วเลือกพรรคเดโมแครตมากกว่าพรรครีพับลิกัน โดยมีคะแนนอยู่ที่ 37% ต่อ 36%

    ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พรรคเดโมแครตมีคะแนนนำพรรครีพับลิกัน นับตั้งแต่รอยเตอร์/อิปซอสเริ่มถามคำถามนี้ในการสำรวจเมื่อเดือนธันวาคมในปี 2567 ซึ่งในเวลานั้นพรรครีพับลิกันมีคะแนนนำที่ 39% ขณะที่พรรคเดโมแครตอยู่ที่ 28%

    *มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจจะใช้ได้ผลต่ออิหร่านหรือไม่?

    เมห์ราน คัมราวา ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ในกาตาร์ กล่าวว่า การเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐกำลังดำเนินไปอย่างเชื่องช้า และตั้งข้อสงสัยว่าแผนการใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจของวอชิงตันจะประสบความสำเร็จหรือไม่

    เขากล่าวว่า อิหร่านสามารถสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อประเทศต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐ ด้วยการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน

    “สิ่งที่เราเห็นคือ อิหร่านกำลังพยายามสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศอย่างกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต เพื่อให้ประเทศเหล่านี้หันไปกดดันสหรัฐให้เจรจากับอิหร่าน”

    “ขณะเดียวกัน สหรัฐก็กำลังใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจึงไม่ยอมเป็นฝ่ายแรกที่จะยื่นมือออกมาและพูดว่า ‘มานั่งลงเจรจากันเถอะ’” เขากล่าว

    คัมราวากล่าวว่า เขาไม่มั่นใจว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะได้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการที่ผู้นำอิหร่านไม่ได้เผชิญแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศในระดับเดียวกับรัฐบาลทรัมป์

    “เตหะรานกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่เราต้องคำนึงด้วยว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ระบบการเมืองของอิหร่านเป็นระบบที่กดขี่อย่างมาก ไม่ใช่ว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจจะใส่ใจโดยตรงต่อความเดือดร้อนของชนชั้นกลาง”

    “พวกเขาต้องการอยู่ในอำนาจ ดังนั้น ผมจึงไม่แน่ใจว่ากลยุทธ์นี้จะใช้ได้ผลในเวลานี้” เขากล่าว

    *สหรัฐบรรลุเป้าหมายสงครามที่ประกาศไว้หรือไม่?

    คำตอบคือ “แทบจะไม่”

    สหรัฐและอิสราเอลได้เปลี่ยนแปลงหรือขยับเป้าหมายของสงครามครั้งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับตั้งแต่เปิดฉากสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่พวกเขาสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

    ในช่วงเริ่มต้น สหรัฐระบุว่า สงครามครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อจำกัดไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และทำให้อิหร่านเกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ซึ่งต่อมาทรัมป์ก็ได้ลดความสำคัญของเป้าหมายดังกล่าวลง

    สหรัฐยังมีข้อเรียกร้องอื่น ๆ เช่น การจำกัดโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน และการยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่านในภูมิภาค เช่น ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน กลุ่มฮูตีในเยเมน และกลุ่มอื่น ๆ ในอิรักและซีเรีย

    ขณะที่สงครามดำเนินต่อไป ต้นทุนที่ประเทศต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซียต้องแบกรับ รวมถึงวิกฤตพลังงานโลกที่เกิดขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลสหรัฐให้บรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน

    อิหร่านได้ยื่นเงื่อนไขหลายประการสำหรับการยุติสงคราม ซึ่งรวมถึงการที่สหรัฐจะต้องยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน รวมทั้งการปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน

    บันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ที่อิหร่านและสหรัฐลงนามเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งและเริ่มต้นช่วงเวลาเจรจา 60 วัน กลับล้มเหลวภายในเวลาไม่กี่วัน โดยมีสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งเกี่ยวกับการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ

    แม้บันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะกล่าวถึงการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่ออิหร่าน รวมทั้งการจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูอิหร่าน แต่ไม่ได้ระบุอย่างเฉพาะเจาะจงถึงข้อเรียกร้องของสหรัฐเกี่ยวกับโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน หรือกลุ่มติดอาวุธที่เป็นตัวแทนของอิหร่านในภูมิภาค

    นอกจากนี้ บันทึกดังกล่าวยังดูเหมือนจะแสดงให้เห็นว่า สหรัฐได้ล้มเลิกความหวังที่จะบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/629263&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qgX89oF00qWOwK0Lc0qyf

  • “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน ขับเคลื่อนบอร์ดเศรษฐกิจของรัฐบาล ดันเศรษฐกิจชุมชนขึ้นเครื่องยนต์ใหม่

    “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน ขับเคลื่อนบอร์ดเศรษฐกิจของรัฐบาล ดันเศรษฐกิจชุมชนขึ้นเครื่องยนต์ใหม่

    “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน ขับเคลื่อนบอร์ดเศรษฐกิจของรัฐบาล เร่งปลดล็อกกฎกติกา ตั้งกรอบ 6-12 เดือน แก้ปัญหาเฉพาะหน้า วางฐานเศรษฐกิจการค้า บริการ เกษตร SME และชุมชนให้แข่งขันได้ระยะยาว

    เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 10 สิงหาคม  2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะแถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569  โดยระบุว่าอนุกรรมการชุดนี้ได้เริ่มเดินเครื่อง เริ่มเดินเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาลกลุ่มที่ 2 ด้านการค้าและบริการ

    นางศุภจีกล่าวว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ ได้รับโจทย์ 5 ด้าน คือ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร ค้าปลีกค้าส่ง และการค้าระหว่างประเทศ แต่การทำงานจะไม่จำกัดกรอบเดิม เพราะโจทย์เศรษฐกิจวันนี้ต้องแก้ทั้งระยะสั้นและวางโครงสร้างระยะยาวไปพร้อมกัน

    โดยที่ประชุม วันนี้จึงจัดตั้งคณะทำงาน 4 ชุด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ชัดเจน ไม่ใช่เพิ่มคณะกรรมการโดยไม่มีตัวขับเคลื่อนจริง ได้แก่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนและ SME และการค้าระหว่างประเทศ

    นางศุภจี กล่าวว่า แนวคิด Visitor Economy จะมองกว้างกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม ครอบคลุมผู้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งนักท่องเที่ยว ผู้เรียน ผู้ติดต่อธุรกิจ และผู้สนใจลงทุน เพื่อให้การเข้ามาในไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น เชื่อมกับวัฒนธรรม ประสบการณ์ บริการ เมืองรอง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SME จะยกระดับจากโจทย์ค้าปลีกค้าส่งไปสู่ฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ เพราะ SME และชุมชนมีสัดส่วนราว 35% ของรายได้รวมประเทศ จำเป็นต้องเพิ่มความสามารถแข่งขัน ควบคู่ดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    ขณะที่นายวีรศักดิ์ โค้วสุรัตน์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy กล่าวว่า คณะทำงานจะลงพื้นที่หารือภาคส่วนต่างๆ ทุกสัปดาห์ เพื่อค้นหา 4-5 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำภายใน 6-12 เดือนแรก ทั้งการสร้างโอกาสและขจัดอุปสรรค

    อุปสรรคสำคัญมีทั้งผู้ประกอบการแฝงตัวหรือนอมินีที่ใช้ความได้เปรียบกดทับธุรกิจไทย และกฎระเบียบภายในประเทศที่ถ่วงรั้งผู้ประกอบการไทยเอง จึงต้องปลดล็อกกติกาที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ธุรกิจไทยขยับไปแข่งขันในตลาดโลกได้เร็วขึ้น

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวว่า ภาคเกษตรต้องเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิมไปสู่เกษตรทันสมัยและมูลค่าสูง โดยดูครบตั้งแต่ต้นน้ำ การผลิต กลางน้ำ การแปรรูป และปลายน้ำ การตลาด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกมากเกินตลาด

    ส่วน SME ต้องปรับทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การเข้าสู่ธุรกิจ การขอใบอนุญาต การขยายกิจการ ไปจนถึงการก้าวสู่ตลาดโลก ปัญหาใบอนุญาตจำนวนมาก เช่น โรงแรมหรือร้านอาหาร เป็นภาระต้นทุนที่ต้องเร่งแก้

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy โดยใช้ทุนวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างประสบการณ์ใหม่ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าบริบทโลกเปลี่ยนเร็ว การค้าเชื่อมกับภูมิรัฐศาสตร์และกฎกติกาใหม่มากขึ้น จึงต้องใช้ FTA เปิดตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม และปรับสมดุลการค้า โดยเพิ่มบทบาท SME ในโครงสร้างส่งออก

    นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลจะเชื่อมงานนี้กับคณะเศรษฐกิจด้านอื่น โดยเฉพาะคณะของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพื่อปรับสมดุลการส่งเสริมการลงทุน ลดการพึ่งพานำเข้า เพิ่มการใช้วัตถุดิบ แรงงาน และผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การผลิต

    ภาพรวมการประชุมครั้งแรกจึงถือเป็นการเริ่มเดินเครื่องบอร์ดเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเป็นระบบ จากการตั้งโจทย์ใหญ่ สู่คณะทำงานเฉพาะด้าน พร้อมกรอบ 6-12 เดือนแรก เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปลดล็อกข้อจำกัด และวางฐานเศรษฐกิจการค้า บริการ เกษตร SME และชุมชนให้แข่งขันได้ระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2951835&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VJ_o4UG2uQimBHQttW-j4

  • เนเธอร์แลนด์ตั้งคณะกรรมการผลิตภาพ เร่งยกระดับเศรษฐกิจท่ามกลางแรงงานขาดแคลนและสังคมสูงวั

    เนเธอร์แลนด์ตั้งคณะกรรมการผลิตภาพ เร่งยกระดับเศรษฐกิจท่ามกลางแรงงานขาดแคลนและสังคมสูงวั

    รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ยกระดับการเพิ่มผลิตภาพให้เป็นหนึ่งในวาระสำคัญของประเทศ โดยจัดตั้ง คณะกรรมการผลิตภาพ (Productivity Council) ซึ่งเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่เสนอคำแนะนำแก่รัฐบาลและรัฐสภาเกี่ยวกับนโยบายเพิ่มผลิตภาพแรงงานทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อจำกัดจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยและการเพิ่มขึ้นของจำนวนแรงงานอย่างจำกัด

    ปัญหาสำคัญของเนเธอร์แลนด์ไม่ได้อยู่ที่ผลิตภาพแรงงานลดลงทุกปี แต่อยู่ที่อัตราการเติบโตของผลิตภาพในระยะยาวชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ข้อมูลที่สำนักงานสถิติแห่งชาติเนเธอร์แลนด์ (CBS) เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน 2569 ระบุว่า ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.7 ต่อปีในช่วงปี 2539 – 2548 ก่อนชะลอลงเหลือร้อยละ 0.7 ในช่วงปี 2549 – 2558 และประมาณร้อยละ 0.3 ในช่วงปี 2559 – 2568 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ยังสามารถสร้างมูลค่าต่อชั่วโมงทำงานได้เพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้ากว่าในอดีตมาก

    การจัดตั้งคณะกรรมการผลิตภาพจึงเกิดขึ้นในช่วงที่เนเธอร์แลนด์กำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างหลายด้านพร้อมกัน ทั้งสังคมสูงวัย การขาดแคลนแรงงานในหลายสาขา ข้อจำกัดด้านการลงทุน ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น และความแตกต่างด้านความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาใช้ระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รัฐบาลมองว่าการเพิ่มจำนวนแรงงานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แต่จำเป็นต้องทำให้แรงงานและองค์กรสามารถสร้างมูลค่าได้มากขึ้นจากเวลาและทรัพยากรที่มีอยู่ ผ่านการพัฒนาทักษะ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การปรับปรุงกระบวนการทำงาน ตลอดจนการจัดสรรเงินทุนและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

    คณะกรรมการผลิตภาพเป็นองค์กรที่ปรึกษาอิสระ ทำหน้าที่เสนอคำแนะนำแก่รัฐบาลและรัฐสภาเกี่ยวกับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผลิตภาพแรงงาน โดยอาศัยข้อมูล งานวิจัย และองค์ความรู้จากหลายสาขา พร้อมพิจารณาว่าข้อเสนอเพื่อเพิ่มผลิตภาพจะส่งผลต่อเป้าหมายนโยบายด้านอื่นอย่างไร เช่น คุณภาพของงาน ความมั่นคงในการจ้างงาน ความเป็นธรรมทางสังคม สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข และการศึกษา 

    คณะกรรมการจะจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง การดำเนินงานในลักษณะนี้จะทำให้เรื่องผลิตภาพได้รับการติดตามและทบทวนอย่างต่อเนื่องในกระบวนการกำหนดนโยบายของประเทศ ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการเฉพาะกิจที่นำมาใช้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวเท่านั้น นอกจากนี้ คณะกรรมการยังสามารถจัดทำข้อเสนอเฉพาะเรื่องเพิ่มเติมได้ โดยครอบคลุมแนวทางดำเนินงานทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง รวมทั้ง การพิจารณาว่านโยบายและเครื่องมือของรัฐบาลที่ใช้อยู่ ส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มผลิตภาพอย่างไร

    Pauline van der Meer Mohr ประธานคณะกรรมการ ระบุว่า การเพิ่มผลิตภาพไม่ได้เกิดขึ้นจากภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง คณะกรรมการจะพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ทั้งในมุมของธุรกิจและแรงงาน ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกับบริษัทขนาดใหญ่ ตลอดจนภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงการรักษาความเป็นอยู่ของประชาชน การสนับสนุนนวัตกรรม การยกระดับคุณภาพและคุณค่าของงาน และการรักษาคุณภาพของบริการสาธารณะ เช่น สาธารณสุข การศึกษา และความปลอดภัยในระยะยาว

    ขณะที่คณะกรรมการผลิตภาพอยู่ระหว่างพิจารณาหัวข้อที่จะนำมาจัดทำข้อเสนอ รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ประกาศ Productiviteitsagenda ฉบับที่ 2 ซึ่งกำหนดแนวทางดำเนินงานไว้ 6 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาการศึกษาและทักษะของกำลังแรงงาน การปรับปรุงการทำงานของตลาดแรงงาน การส่งเสริมนวัตกรรมและการนำเทคโนโลยีมาใช้ การเพิ่มการแข่งขันของภาคธุรกิจ การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐควบคู่กับการลดภาระกฎระเบียบ

    ด้านการศึกษาและทักษะ รัฐบาลมุ่งให้การศึกษา การฝึกอบรม และการพัฒนาทักษะระหว่างการทำงานสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและเพิ่มจำนวนบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัล เนื่องจากการนำ AI และเทคโนโลยีคลาวด์มาใช้จะช่วยเพิ่มผลิตภาพได้จริงต่อเมื่อองค์กรมีบุคลากรที่สามารถเลือกใช้และประยุกต์เทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม

    ด้านตลาดแรงงาน รัฐบาลมุ่งส่งเสริมให้แรงงานสามารถเปลี่ยนไปสู่งานที่เหมาะสมกับทักษะและมีโอกาสเติบโตมากขึ้น โดยพัฒนาบริการ Werkcentrum เพื่อเป็นช่องทางกลางให้ผู้หางาน ผู้มีงานทำ และนายจ้างเข้าถึงคำปรึกษาและความช่วยเหลือด้านการหางาน การสรรหาบุคลากร การเปลี่ยนอาชีพ การฝึกอบรม และการพัฒนาทักษะ นอกจากนี้ ยังนำ CompetentNL ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางในการจัดหมวดหมู่และอธิบายทักษะมาใช้ เพื่อจับคู่คนกับงานโดยพิจารณาจากทักษะที่บุคคลมีและทักษะที่ตำแหน่งงานต้องการ แทนการพิจารณาเฉพาะวุฒิการศึกษาหรือประสบการณ์จากตำแหน่งงานเดิม

    ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี รัฐบาลให้ความสำคัญทั้งกับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่และการทำให้เทคโนโลยีที่มีอยู่ถูกนำไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเงินทุน บุคลากร และความรู้ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน การเพิ่มผลิตภาพจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคิดค้นนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของธุรกิจในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

    ด้านการเพิ่มการแข่งขันของภาคธุรกิจ รัฐบาลต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเริ่มต้นและการเติบโตของธุรกิจใหม่ พร้อมสนับสนุนให้แรงงาน เงินทุน และทรัพยากรเคลื่อนย้ายไปสู่กิจการที่มีนวัตกรรมและสามารถสร้างมูลค่าได้สูงขึ้น เนื่องจากการเริ่มต้น การเติบโต และการออกจากตลาดของธุรกิจอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจปรับตัวและเพิ่มผลิตภาพได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลมุ่งลดกฎระเบียบและอุปสรรคต่อการให้บริการข้ามพรมแดนภายในสหภาพยุโรป เพื่อให้ธุรกิจเนเธอร์แลนด์เข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น ขยายกิจการได้สะดวก และแข่งขันภายใต้เงื่อนไขที่เป็นธรรมมากขึ้น

    ด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รัฐบาลต้องการช่วยให้ธุรกิจระยะเริ่มต้น ธุรกิจนวัตกรรม และกิจการที่กำลังขยายตัวสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกขึ้น โดยมีแผนจัดตั้งสถาบันการลงทุนแห่งชาติ และพัฒนาเครื่องมือทางการเงินภายใต้ Invest-NL ซึ่งใช้เงินทุนภาครัฐร่วมกับเงินลงทุนจากภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่มีศักยภาพ แต่ยังระดมทุนจากตลาดได้ไม่เพียงพอ ให้สามารถลงทุน พัฒนานวัตกรรม และขยายกิจการได้ต่อไป 

    ด้านประสิทธิภาพภาครัฐและภาระกฎระเบียบ รัฐบาลตั้งเป้ายกเลิกหรือปรับปรุงกฎระเบียบสำหรับผู้ประกอบการจำนวน 500 รายการให้เข้าใจง่ายและปฏิบัติตามได้สะดวกขึ้น พร้อมปรับปรุงการทำงานของหน่วยงานภาครัฐผ่านการลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน การปรับกระบวนการและระบบข้อมูลให้เป็นมาตรฐาน การพัฒนาบริการดิจิทัล และการนำ AI มาใช้ในงานที่เหมาะสม เนื่องจากขั้นตอนราชการที่ซับซ้อนและบริการภาครัฐที่ล่าช้าสามารถเพิ่มต้นทุนและลดประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้เช่นกัน

    บทวิเคราะห์และความเห็น สคต.

    การจัดตั้งคณะกรรมการผลิตภาพสะท้อนว่า เนเธอร์แลนด์มองการเติบโตของผลิตภาพที่ชะลอลง การขาดแคลนแรงงาน และข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุน เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงปัญหาชั่วคราวในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ประกอบกับภายใต้ข้อจำกัดจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย และอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว ทำให้การเพิ่มจำนวนแรงงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสามารถทำได้อย่างจำกัด เนเธอร์แลนด์จึงต้องมุ่งสร้างมูลค่าให้ได้มากขึ้นจากแรงงาน เงินทุน และทรัพยากรที่มีอยู่ ผ่านการพัฒนาทักษะ การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการปรับปรุงกระบวนการทำงานและการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    ทิศทางดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มความต้องการเทคโนโลยีและบริการที่ช่วยให้ธุรกิจทำงานได้รวดเร็ว แม่นยำ และใช้แรงงานอย่างคุ้มค่ามากขึ้น เช่น ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ AI ซอฟต์แวร์บริหารจัดการ ระบบวิเคราะห์ข้อมูล และเทคโนโลยีคลังสินค้าและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในภาคเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมการผลิต การขนส่งและโลจิสติกส์ การดูแลสุขภาพ และบริการธุรกิจ ซึ่งเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากร

    สำหรับผู้ส่งออกไทย แนวโน้มการเพิ่มผลิตภาพอาจทำให้ผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของเนเธอร์แลนด์ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของคู่ค้ามากขึ้น ทั้งด้านความตรงต่อเวลา ความสม่ำเสมอของปริมาณและคุณภาพสินค้า ความถูกต้องของข้อมูล การตรวจสอบย้อนกลับ และการแลกเปลี่ยนเอกสารในรูปแบบดิจิทัล ผู้ประกอบการไทยจึงควรพัฒนาระบบข้อมูลและกระบวนการทำงานควบคู่กับการรักษาคุณภาพสินค้า เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบของคู่ค้า ตอบสนองต่อคำสั่งซื้อได้รวดเร็ว และส่งมอบสินค้าได้อย่างน่าเชื่อถือ 

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก

    สิงหาคม  2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/xo5lqvco6vtb1whs3jzvj7jj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DdhG7xWRyiSfge4JSV1ts

  • ธปท. ชี้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังฟื้น รับงบรัฐ-ท่องเที่ยว ลุ้นจีดีพี Q2

    ธปท. ชี้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังฟื้น รับงบรัฐ-ท่องเที่ยว ลุ้นจีดีพี Q2

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ยังมีโอกาสขยายตัวได้ดี ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก เนื่องจากในช่วงไตรมาส 3/2569  เศรษฐกิจไทยยังคงมีแรงส่งจากการเบิกจ่ายของมาตรการภาครัฐ

    ทั้งนี้ในช่วงไตรมาส 4/2569 ยังต้องรอดูสถานการณ์การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะประเด็นความกังวลเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อาจไม่ได้โดดเด่นมากในปีนี้ ส่วนเศรษฐกิจจีนน่าจะยังประคองตัวได้ เนื่องจากสามารถบริหารจัดการด้านซัพพลายได้ดี

    ขณะที่ก่อนหน้านี้ทาง ธปท. ได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 2/2569 น่าจะเป็นจุดต่ำสุดนั้น เบื้องต้นมองว่าแม้ไตรมาส  3/2569 เศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วแบบเบ็ดเสร็จ เนื่องจากเศรษฐกิจยังมีความผันผวนตลอดเวลา

    “การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2569 ยังมีปัจจัยบวกสนัลสนุน ทั้งมาตรการภาครัฐ และปัจจัยตามช่วงไฮซีวั่นของภาคการท่องเที่ยวไทย อย่างไรก็ตามทาง ธปท. ยังไม่ได้หารือกันอย่างเป็นทางการ และอยู่ระหว่างรอพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)” นางสาวชญาวดี กล่าว

    นอกจากนี้ทาง ธปท.คาดการณ์ว่าในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 จะเริ่มเห็นการประกาศตัวเลขของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ(GDP)ของไตรมาส 2 ออกมา และในส่วนของทาง ธปท. จะมีการประกาศทิศทางเศรษฐกิจ และปรับตัวเลขGDP อีกครั้งในวันที่ 26 สิงหาคม 2569

    ด้านสถานการณ์เงินเฟ้อพบว่าตัวเลขออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจส่งผลให้ภาพรวมทั้งปีต่ำกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย แต่ยังต้องเฝ้าระวังปัญหาด้านซัพพลายอย่างใกล้ชิด ส่วนภาคการส่งออกค่อนข้างดี ตามกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัว แต่ภาคการนำเข้าที่สูงควบคู่กันไป ทำให้ผลลบสุทธิอาจไม่ได้ช่วยผลักดันตัวเลข GDP ให้เพิ่มขึ้นมากนัก

    ขณะเดียวกันสถานการณ์ค่าเงินบาทที่มีความผันผวนในปัจจุบันน่าจะเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก และ ธปท. ยังคงทำหน้าที่ดูแลความผันผวน เพื่อให้ภาคธุรกิจปรับตัวได้ ส่วนประเด็นตลาดแรงงาน และการเปิด-ปิดโรงงานนั้นในภาพรวมยังไม่ได้มีความน่าเป็นห่วง

    สำหรับ ประเด็นกำแพงภาษีมาตรา 301 ของสหรัฐอเมริกาภายใต้เหตุผลการบังคับใช้แรงงาน (Forced Labor) นั้น ประเทศไทยโดนเรียกเก็บภาษีที่ระดับ 12.5% ซึ่งถือว่าดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 19% โดย ตัวเลข 12.5% ยังใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคที่โดนเรียกเก็บภาษีประมาณ 10% ทำให้ต้นทุนสินค้าไทยไม่ได้เสียเปรียบจนเกินไป พร้อมมองว่าภาคส่งออกไทยยังได้รับผลกระทบในวงจำกัด และแข่งขันได้

    อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาดูการประกาศภายในเดือนสิงหาคม 2569 เกี่ยวกับเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ว่าไทยจะถูกบวกภาษีเพิ่มเท่าไร และเมื่อรวมกับภาษีเดิมจะกดดันต้นทุนแพงกว่าประเทศคู่แข่งจนเสียความสามารถในการแข่งขันหรือไม่

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/853083&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jvtmHqVjlZvFTfziTTb0S

  • “คลัง” ลั่นรื้อเศรษฐกิจ 5-10 ปี งัดอินฟราฟันด์ปั๊มไฟสะอาด

    “คลัง” ลั่นรื้อเศรษฐกิจ 5-10 ปี งัดอินฟราฟันด์ปั๊มไฟสะอาด

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในช่วงระยะ 5-10 ปีข้างหน้า รัฐบาลชุดปัจจุบันต้องการเร่งสร้าง “บุญใหม่” เนื่องจากวันนี้ไทยกิน “บุญเก่า” ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังสนใจประเทศไทย เป็นมีโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคที่เพียบพร้อมที่สุดในภูมิภาค

    โดยการวางโครงสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในอดีต ได้วางรากฐานไว้ค่อนข้างดี แต่ถือเป็นบุญเก่าที่ถูกสร้างมา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคเก่า ดังนั้นรัฐบาลจึงมีหน้าที่ต้องทำบุญใหม่ เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้ามาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ทั้งนี้ในปัจจุบันงบประมาณของภาครัฐมีค่อนข้างจำกัด ทางรัฐบาลจึงไม่สามารถลงทุนเพียงลำพังได้ และจำเป็นต้องร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnership) ซึ่งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะการนำมาใช้ระดมทุนในโครงการเกี่ยวกับ “พลังงานสะอาด” ซึ่งเป็นโครงการที่สามารถสร้างรายได้ และนำเงินกลับมาลงทุนต่อได้

    นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เปิดเผยว่า รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และรัฐบาลชุดมีความมุ่งหวังและให้กำลังใจบริหารงานไปจนครบวาระ เพราะจะเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่จังหวะทางการเมืองเริ่มมีความลงตัวพอสมควร และความขัดแย้งทางความคิดเริ่มลดน้อยลง ถือเป็นโอกาสที่ในการช่วยกันผลักดันประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

    ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาทางกระทรวงการคลังได้มีการเดินสายเจรจากับกองทุนระดับโลก และนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจประเทศไทยสูงมากในขณะนี้ เนื่องจากอยู่ในช่วงจุดเปลี่ยนที่สำคัญของโลก ซึ่งต่างจากอดีตที่นักลงทุนมองประเทศไทยเพียงแค่การท่องเที่ยว

    ดังนั้นประเทศไทยต้องออกไปมองขอบฟ้าใหม่ (New Horizon) นอกประเทศ เนื่องจากอนาคตมาถึงแล้ว และต้องเร่งสร้างจุดแข็งใหม่ให้กับประเทศ ผ่านสมการ “3S” ได้แก่ 1. ความมั่นคง (Security) ของการค้าโลก เนื่องจากไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อทั้งด้าน Food Security, Health Security และ Energy Security ส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการลงทุนมายังภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น

    1. เสถียรภาพ (Stability) ถือเป็นจุดแข็งสำคัญในสายตานักลงทุนต่างชาติ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในระดับเดียวกัน แม้คนในประเทศจะมีความกังวลเรื่องหนี้สิน หรือดุลการค้า อีกทั้งประเทศไทยยังมีระดับหนี้สาธารณะที่รับมือได้ มีความผันผวนของค่าเงินบาทน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Reserve) อยู่ในระดับสูง

    และ 3. การเติบโตใหม่ (S-Curve) ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ประเทศไทยยังคงขาดหายไป เนื่องจากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth) ของไทยยุคหลังโควิด-19 ยังคงขยายตัวไม่ถึง 3% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เติบโตได้ถึง 4-6% ดังนั้นต้องเร่งสร้าง S-Curve ด้วยการยกระดับรากฐานสิ่งที่มีอยู่เดิม และเดินหน้าสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อผลิตในสิ่งที่ตลาดโลกต้องการ

    สำหรับอุตสาหกรรมใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยประกอบด้วย 4 กระแสหลัก ได้แก่ 1. พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) 2. AI และ Digital Economy 3. พื้นที่เชื่อมโยงที่ปลอดภัย (Trusted Connector) ซึ่งไทยสามารถเป็นจุดเชื่อมโยง (Connector) ให้กับทุกฝ่ายได้ และ 4. สังคมสูงวัยและเศรษฐกิจสุขภาพ (Demographics) ซึ่งไทยมีจุดแข็ง และนำไปต่อยอดทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/853080&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PG-YH9ToJ9KKFCNBMIDyW

  • โรงเรียนเอกชน กทม. ขอปิดกิจการแล้ว 4 แห่ง จากสภาพเศรษฐกิจ อัตราการเกิดลดลง  – ข่าวสด

    โรงเรียนเอกชน กทม. ขอปิดกิจการแล้ว 4 แห่ง จากสภาพเศรษฐกิจ อัตราการเกิดลดลง – ข่าวสด

    รมว.ศึกษาฯ เผย โรงเรียนเอกชน กทม. ขอปิดกิจการแล้ว 4 แห่ง จากสภาพเศรษฐกิจ อัตราการเกิดลดลง ชี้ถือเป็นเรื่องภายใน ศธ. เข้าไปช่วยเหลือไม่ได้มาก

    10 ส.ค. 69 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.)

    ที่ประชุมได้หารือ กรณีครูต่างชาติขอส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ซึ่งที่ประชุมยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน เนื่องจากระเบียบปัจจุบันกำหนดให้ผู้ส่งเงินสมทบต้องส่งต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 10 ปี จึงจะได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนฯ

    แต่ปัจจุบันครูต่างชาติส่วนใหญ่อาศัยและทำงานในประเทศไทยเฉลี่ยเพียง 6-7 ปี อีกทั้งผู้ที่ยื่นขอส่งเงินสมทบเข้ากองทุนยังมีไม่มาก ที่ประชุมจึงเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม พิจารณาข้อดีและข้อเสียรอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินใจต่อไป

    ส่วนปัญหาโรงเรียนเอกชนขอปิดกิจการ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและอัตราการเกิดที่ลดลงนั้น ล่าสุดมีโรงเรียนเอกชนในกรุงเทพฯ ยื่นขอปิดกิจการแล้ว 4 แห่ง ซึ่งถือเป็นเรื่องภายในของโรงเรียน ศธ. ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้มาก เว้นแต่โรงเรียนจะร้องขอความช่วยเหลือ

    อย่างไรก็ตาม หากโรงเรียนปิดกิจการและนักเรียนย้ายไปศึกษาในสถานศึกษาอื่นได้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้เรียน โดยพร้อมมอบหมายให้มีการสำรวจเพิ่มเติม ว่าจะมีโรงเรียนเอกชนขอปิดกิจการเพิ่มอีกหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10355244&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw287FojkNs5OrZ7NMw3gdbo

  • ทองคำทะลุ $4,180 สิ้นสุด ขาลง!! – InterGold

    ทองคำทะลุ $4,180 สิ้นสุด ขาลง!! – InterGold

    เมื่อหยวนแข็งค่าท้าทายระบบดอลลาร์เสื่อม! เจาะลึกสัญญาณทองคำผ่านจุด Bottom สวนทาง Bond Yield พุ่ง

    .

    สวัสดียามเย็นครับนักลงทุนทุกท่าน! หลังลุยงานหนักมาทั้งวันได้เวลามาเจาะลึกความไหวติงของตลาดการเงินกัน ค่ำนี้มีตัวเลขทางเศรษฐกิจชุดสำคัญที่เพิ่งเขย่าวงการและกำลังกลายเป็นตัวแปรเปลี่ยนเกมของทองคำ มาดูกันครับ!

    .

    1. ตัวเลขจ้างงาน Non-Farm ติดลบหนัก สะท้อนวิกฤต AI & ดอลลาร์เสื่อมค่า

    ตัวเลขการจ้างงานช็อกตลาด Non-farm Payroll ล่าสุดปรับตัว ติดลบกว่า 20,000 ตำแหน่ง ซึ่งแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ว่าจะบวกกว่า 80,000 ตำแหน่ง สะท้อนถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างจากเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์อย่างรวดเร็ว

    ปัจจัยหนุนทองคำรอบทิศ ปัญหาความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากการโจมตีเรือน้ำมันซาอุฯ ยังกดดันให้ต้นทุนการค้าพุ่งสูง ขณะที่เงินหยวนแข็งแกร่งขึ้น จากการดันเป็นสินทรัพย์สำรองระดับโลกสวนทางกับดอลลาร์สหรัฐฯที่เสื่อมค่าลงเรื่อยๆ จากภาระหนี้กลาโหมและการพิมพ์เงิน ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าหาทองคำในฐานะ Safe Haven ที่แท้จริง

    .

    1. Real Yield พุ่งแตะระดับปี 2008 แต่ทองคำกลับกดไม่ลง

    สภาวะการเงินตึงตัว อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง(Real Yield)สหรัฐฯ พุ่งสูงถึง 2.44% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีฟองสบู่

    ผ่านจุด Bottom เรียบร้อย แม้ Bond Yield จะทรงตัวสูง แต่ราคาทองคำไม่หลุดทำ New Low สะท้อนว่าแรงขายเรื่องดอกเบี้ยเหือดแห้งไปแล้ว หาก Bond Yield ดันไปแตะระดับ 4.8% – 5.0% ตลาดหุ้นจะปรับตัวลงแรง จนบีบให้ Fed ต้องชะลอการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อประคองระบบการเงินและนั่นจะเป็นจุดชนวนดันทองคำทะยานขึ้นรุนแรง

    .

    1. กลยุทธ์การลงทุนระยะยาว&ระยะสั้น(Healthy Investment)

    สายสะสมระยะยาว ถือครองต่อไปอย่างสบายใจ ไม่ต้องรีบร้อนขายทำกำไรเพราะรอบการขึ้นครั้งนี้เพิ่งเริ่มต้นขึ้น โดยมีเป้าหมายขั้นต่ำที่จะขึ้นไปยืนเหนือ$4,400 – $4,600

    สำหรับเงินสดสำรอง 10% สุดท้ายที่เคยตั้งรับไว้แถว$3,900 คาดว่าราคาจะย่อตัวลงไปไม่ถึงแล้ว

    .

    สายเก็งกำไรระยะสั้น 

    ไม้ที่ 1 (50%) เข้าซื้อสะสมทันทีในราคาปัจจุบันเพื่อไม่ให้ตกขบวน เนื่องจากราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อ

    ไม้ที่ 2 (50%) รอจังหวะตั้งรับในวันพุธ หากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาดจนกดดันให้ทองคำโลกย่อตัวลงชั่วคราว$20 – $50 

    จุดตัดขาดทุน (Stop Loss) กำหนดจุดตัดขาดทุนอย่างเด็ดขาดหากราคาทะลุหลุดต่ำกว่า$4,180

    .

    สรุปภาพรวมค่ำนี้นะครับ ตลาดกำลังส่งสัญญาณเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญ ตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มฟ้องความเปราะบางและทองคำกำลังเตรียมเข้าสู่รอบวิ่งครั้งใหม่ วางแผนเทรดอย่างมีสติและคุมความเสี่ยงตามกรอบครับ ค่ำนี้พักผ่อนสมองแล้วพบกันใหม่รอบหน้า สวัสดีครับ!

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD  

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/G6zDiPpiYvI

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold 

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-10-08-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13E8iFI-C9xwOBr3C0sRmx

  • “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน ดันการค้า-ท่องเที่ยว-เกษตร-SMEs เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

    “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน ดันการค้า-ท่องเที่ยว-เกษตร-SMEs เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

    “ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน ดันการค้า-ท่องเที่ยว-เกษตร-SMEs เชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ


    10/08/2569 | 99 |

    10 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม  นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ เข้าร่วมด้วย พร้อมผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม

    นางศุภจี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากนโยบายของนายกรัฐมนตรีในการวางโครงสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคณะอนุกรรมการชุดนี้รับผิดชอบด้านการค้าและการบริการ ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยว คุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการค้าปลีกค้าส่งและการค้าระหว่างประเทศ โดยจะวางทั้งกรอบแก้ปัญหาระยะสั้นและการปรับโครงสร้างระยะยาว เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    สำหรับการขับเคลื่อน ได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะด้าน 4 คณะ ได้แก่ 1) ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน มุ่งต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และประสบการณ์ของไทย สร้างมูลค่าเพิ่มจากผู้มาเยือน เชื่อมโยงเมืองรอง ชุมชน สินค้าและบริการ

    2) ด้านสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และเกษตรมูลค่าสูง มี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน มุ่งยกระดับภาคเกษตรตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน และสร้างความมั่นคงทางอาหาร

    3) ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs มี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน มุ่งดูแลระบบนิเวศของผู้ประกอบการ ตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจ ลดภาระและปรับปรุงใบอนุญาต เพิ่มองค์ความรู้ ยกระดับสินค้าและบริการ ตลอดจนส่งเสริมการ Scale Up และการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยมีการค้าปลีกค้าส่งเป็นหนึ่งในมิติที่เชื่อมโยงอยู่ด้วย

    4) ด้านการค้าระหว่างประเทศ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน มุ่งสร้างสมดุลทางการค้า ขยายตลาดใหม่ ใช้ประโยชน์จาก FTA รับมือบริบทการค้าโลกและแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเพิ่มสัดส่วน SMEs ในโครงสร้างการส่งออก และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง

    นางศุภจีกล่าวว่า หัวใจสำคัญของทั้ง 4 คณะ คือการจัดทำ Quick Big Win ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใน 6 เดือน–1 ปี โดยเน้นการทบทวนและปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ควบคู่กับการวาง Big Win สำหรับการปรับโครงสร้างและยกระดับศักยภาพในระยะ 2–4 ปี

    นอกจากนี้ จะเร่งกระจายตลาดและสร้างความร่วมมือ ใช้ประโยชน์จากกลไกที่มีอยู่ผ่านการส่งเสริมการค้าเชิงรุก พร้อมวางโครงสร้างระยะยาวให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและมีโครงสร้างการส่งออกที่สมดุลมากขึ้น โดยทั้ง 4 คณะจะทำงานเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง มีเจ้าภาพและเป้าหมายที่ชัดเจน ก่อนนำข้อเสนอเสนอต่อคณะอนุกรรมการและผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)

    นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า การทำงานจะมุ่งค้นหาโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy เป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันด้านการค้าระหว่างประเทศจะเร่งค้นหาพื้นที่และโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยและห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับตลาดโลก ท่ามกลางบริบทการแข่งขันของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

    ด้าน ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า จะรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนและนำปัญหาจากพื้นที่มาสู่การแก้ไขเชิงนโยบาย โดยภาคเกษตรจะมุ่งสู่เกษตรสมัยใหม่และมูลค่าสูง ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงตลาด ส่วนเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs จะดูแลทั้งระบบ ตั้งแต่ลดภาระใบอนุญาต เพิ่มองค์ความรู้ และสนับสนุนการ Scale Up เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

    ขณะที่นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมพร้อมนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างมูลค่า อาชีพ และรายได้ให้ท้องถิ่น รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ผ่านประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย

    ด้านนายสุรศักดิ์ กล่าวว่า การทำงานสอดคล้องกับภารกิจด้านการท่องเที่ยว ทั้งการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัย การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เมืองรอง และการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยจะหารือแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและการสนับสนุนภาคบริการ รวมถึงแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวเพื่อนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและดูแลความยั่งยืน

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนที่เข้าร่วมประชุม จากทั้งภาคการค้า ภาคท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาคธนาคาร ได้ให้ความเห็น อาทิ การมีส่วนรวมของ SMEs ในการขับเคลื่อนการทำงานทั้ง 4 คณะ การสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรองที่มีอยู่มากกว่า 50 จังหวัด รวมถึงการใช้กลไก กรอ.จังหวัดในการทำงานอย่างใกล้พื้นที่ และการดูแลผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้

    นางศุภจี ระบุว่า ทั้ง 4 คณะทำงานจะเร่งขับเคลื่อนตามกรอบเวลาที่กำหนด ให้เกิด Quick Big Win ที่ประชาชนและผู้ประกอบการสัมผัสได้ในระยะสั้น พร้อมวาง Big Win เพื่อปรับโครงสร้างในระยะยาว ก่อนนำข้อเสนอผ่านการกลั่นกรองเข้าสู่คณะอนุกรรมการและเสนอ กรอ. เพื่อผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2086&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YlvBJ45VCTFWLe3WA97zQ