Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • PLUS เร่งเครื่องโกยออเดอร์ส่งออกสหรัฐฯ มั่นใจยอดขายโต 10-15% เข้าเป้า

    PLUS เร่งเครื่องโกยออเดอร์ส่งออกสหรัฐฯ มั่นใจยอดขายโต 10-15% เข้าเป้า

    นายกิตติ วชิรจิรากร รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท โรแยล พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ PLUS เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานบริษัทในช่วงไตรมาส 4/2568 คาดว่ายังคงมีการขยายตัวที่ดีอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการบริโภคน้ำมะพร้าวที่ยังคงมีอยู่มาก

    นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาตลาดในแถบอเมริกาตอนใต้เพิ่มเติม คาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนภายในปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาสนับสนุนผลการดำเนินงานให้มีการเติบโตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    โดยในปัจจุบันบริษัทมีการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวไปยัง 7 ภูมิภาค 11 ประเทศทั่วโลก โดยน้ำหนักส่วนใหญ่กว่า 40 – 50% อยู่ในตลาดอเมริกาตอนเหนือ ขณะที่ 35 % อยู่ในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง 8% และกลุ่มยุโรปอีกประมาณ 8 – 9% ของยอดขายทั้งหมด

    ไป : FB / BD / X (ตั้งเวลายิงข่าว 07.30 น.)  https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/641259  คำในปก : PLUS เร่งเครื่องโกยออเดอร์ส่งออกสหรัฐฯ มั่นใจยอดขายโต 10-15% เข้าเป้า  แคปชั่น : 'กิตติ วชิรจิรากร' รองกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.โรแยล พลัส หรือ PLUS เผยกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4/68 จะยังเติบโตต่อเนื่อง จากความต้องการบริโภคน้ำมะพร้าวที่สูงในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ และเอเชียที่ยังขยายตัวดี  ปัจจุบัน PLUS ส่งออกไปกว่า 11 ประเทศ โดยสัดส่วนรายได้หลักกว่า 80% มาจากตลาดอเมริกาและเอเชีย ทำให้บริษัทตั้งเป้ายอดขายปี 2568 โต 10 - 15% แตะระดับ 1,500 - 1,600 ล้านบาท พร้อมรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 15- -20%  ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าขยายตลาดใหม่ใน “อเมริกาใต้” เพื่อสร้างฐานรายได้ระยะยาว และเตรียมเจรจาปรับราคาขายปลีกในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราว 10% รวมถึงทำสัญญาระยะยาวกับพันธมิตรหลัก เพื่อรักษาเสถียรภาพรายได้และลดความผันผวนของต้นทุน  นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสพัฒนา Co-Brand กับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นต่างประเทศ เพื่อขยายผลิตภัณฑ์ใหม่โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการตลาดเอง  ด้านผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ระดับ 19% บริษัทมองว่า “ไม่กระทบโดยตรง” ต่อผลประกอบการ เนื่องจากต้นทุนภาษีตกอยู่ที่ลูกค้าต่างประเทศ ขณะที่การปรับลดภาษีจาก 36% เหลือ 19% กลับเป็นปัจจัยบวกต่อราคาขายและกำลังซื้อของผู้บริโภค  โดย PLUS เตรียมกลยุทธ์ด้านขนส่งและพันธมิตรโลจิสติกส์รองรับไว้แล้ว เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและความต่อเนื่องของรายได้ในตลาดส่งออกหลัก

    ปัจจุบันบริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของยอดขายไว้ที่ 10-15% หรือแตะที่ระดับประมาณ 1,500 – 1,600 ล้านบาท จากปีก่อนที่ทำได้ราว 1,430 ล้านบาท โดยมองว่าความต้องการบริโภคน้ำมะพร้าวยังมีการขยายตัวที่ดี โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ ทำให้บริษัทยังได้รับออเดอร์ใหม่ๆ จากทั้งลูกค้ารายเดิมและรายใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ บริษัทยังคงมีความมั่นใจว่าการเติบโตของยอดขายรวมในปี 2568 จะทำได้ตามเป้าหมายที่ 10-15% จากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และคงความสามารถในการรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิไว้ที่ไม่น้อยกว่า 15 – 20% และ 5 – 10% ตามลำดับ

    พร้อมกันนี้ บริษัทได้เตรียมแผนรับมือด้วยการเจรจาปรับราคาขายปลีกในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 10% ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ และไม่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค พร้อมทั้งเจรจาปรับโครงสร้างราคากับลูกค้ารายใหญ่

    PLUS เร่งเครื่องโกยออเดอร์ส่งออกสหรัฐฯ มั่นใจยอดขายโต 10-15% เข้าเป้า

    รวมไปถึงการทำสัญญาระยะยาว (Long-Term Contract) กับพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพของรายได้ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดแต่ละประเทศผ่านการขยายตลาดในภูมิภาคอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกันบริษัทยังคงมีความสนใจและเปิดโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Co-Brand ร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น (Local Partner) ในต่างประเทศใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อดีคือบริษัทไม่ต้องลงแรงไปทำการตลาดเอง สามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้กับบริษัท อีกทั้งยังช่วยให้พาร์ทเนอร์ขยาย Secment ได้เพิ่มอีกด้วย

    สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 นั้น ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับแผนงานใหม่เพิ่มเติม โดยเดิมวางเป้าหมายการเติบโตของยอดขายไว้ที่ไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านบาท เบื้องต้นคาดว่าจะนำเรื่องเสนอต่อบอร์ดบริหารในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 นี้

    ด้านกำลังการผลิตเครื่องดื่มบรรจุขวดแก้วในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านขวดต่อปี และเครื่องดื่มบรรจุขวด PET ประมาณ 250 ล้านขวดต่อปี เมื่อรวมทั้งปีคาดว่ากำลังการผลิตจะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 65% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่มีประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตเครื่องดื่ม

    PLUS เร่งเครื่องโกยออเดอร์ส่งออกสหรัฐฯ มั่นใจยอดขายโต 10-15% เข้าเป้า

    ภาษีสหรัฐฯ ไม่กระทบ

    ประเด็นการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อประเทศไทยที่ระดับ 19% นั้น มองว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของบริษัท แม้ว่าสัดส่วนยอดขายกว่า 99% ของบริษัทจะมาจากการส่งออก แต่ผลจะตกกระทบโดยตรงกับลูกค้าต่างประเทศมากกว่า

    แต่อย่างไรก็ดี ปัจจัยดังกล่าวไม่ได้น่ากังวลนัก เนื่องจากด้วยค่าขนส่งสินค้า (Freight) ปรับตัวสูงขึ้นมากตั้งแต่ช่วงวิกฤตโรคระบาด แม้ในปัจจุบันจะปรับตัวลดลงแล้ว แต่ลูกค้าก็ยังมีกำไรจากส่วนต่างค่าระวางสินค้ามาชดเชยได้อยู่

    ทั้งนี้ บริษัทก็ไม่ได้นิ่งนอกใจและได้มีการวางแผนส่งเสริมการขาย รวมถึงการวางกลยุทธ์หาผู้ให้บริการขนส่งสินค้าที่หลากหลาย เพื่อช่วยเหลือลูกค้าในการลงต้นทุนร่วมด้วย

    การที่สหรัฐฯ ปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยจาก 36% เหลือ 19% ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อราคาขายและกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยบริษัทได้ประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าและเตรียมความพร้อมรับมือไว้แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/641259&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_UaDKJ5ksggFXYgmxIwEz

  • พณ. หารือเซียร์ราลีโอน-ซูดาน เดินหน้ารุกตลาดใหม่ ดันส่งออกสินค้าเกษตร-อาหารไทย สู่แอฟริกา

    พณ. หารือเซียร์ราลีโอน-ซูดาน เดินหน้ารุกตลาดใหม่ ดันส่งออกสินค้าเกษตร-อาหารไทย สู่แอฟริกา


    ‘พาณิชย์’ หารือ เซียร์ราลีโอน-ซูดาน กระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ  เดินหน้ารุกตลาดใหม่ ดันส่งออกสินค้าเกษตร-อาหารไทย สู่ภูมิภาคแอฟริกา

    นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เผย ได้พบหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเซียร์ราลีโอนประจำประเทศไทย (H.E. Mr. Abu Bakarr Karim) และเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐซูดานประจำประเทศไทย (H.E. Mr. Hassan Abdelsalam Omer)  เพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและหารือแนวทางส่งเสริมการค้าระหว่างไทยกับเซียร์ราลีโอนและซูดาน พร้อมทั้งดำเนินการเชิงรุกเดินหน้าเปิดตลาดใหม่ในภูมิภาคแอฟริกา 

    นายเอกฉัตร กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายการต่างประเทศเชิงรุก เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และมุ่งขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าไปยังตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคแอฟริกา ซึ่งมีศักยภาพการเติบโตสูงและมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในเศรษฐกิจโลก โดยเซียร์ราลีโอนเป็นประเทศในแอฟริกาตะวันตกที่มีศักยภาพเติบโต และมีความต้องการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจำนวนมาก โดยเฉพาะข้าว ขณะเดียวกัน เซียร์ราลีโอนก็อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ เพชร บอกไซต์ อะลูมิเนียม และทองคำ จึงมีศักยภาพเป็นแหล่งวัตถุดิบให้กับภาคอุตสาหกรรมของไทย ขณะที่ซูดานเป็นประเทศในแอฟริกาตอนเหนือที่สามารถเติบโตได้อีกมากในอนาคต โดยอยู่ติดกับทะเลแดง มีศักยภาพในภาคการเกษตรและการทำเหมือง อาทิ ข้าวฟ่าง ฝ้าย งา ทองคำ และทองแดง อีกทั้งยังมีที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่สามารถเป็นศูนย์กระจายสินค้าไปยังประเทศอื่นๆ ในทวีปแอฟริกา

    “ผมได้เชิญชวนให้เซียร์ราลีโอนและซูดานนำคณะผู้แทนการค้าเยือนประเทศไทย เพื่อร่วมงานแสดงสินค้าต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ อาทิ งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (Bangkok Gems & Jewelry Fair 2026) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-26 กุมภาพันธ์ 2569 และงานแสดงสินค้าอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย THAIFEX Anuga Asia 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 โดยทั้งสองประเทศเห็นตรงกับผมว่า การค้าระหว่างไทยกับเซียร์ราลีโอนและซูดานมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้อีกมาก หากทุกฝ่ายร่วมกันส่งเสริมและสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดให้กับผู้ประกอบการระหว่างกัน จึงเสนอให้ร่วมกันจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการไทยเกี่ยวกับประเทศเซียร์ราลีโอน และซูดาน โดยกระทรวงพาณิชย์มีสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงอาบูจา ที่รับผิดชอบการส่งเสริมการค้ากับเซียร์ราลีโอน และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไคโร ที่รับผิดชอบการส่งเสริมการค้ากับซูดาน” นายเอกฉัตร เสริม

    ทั้งนี้ ในปี 2567 เซียร์ราลีโอนเป็นคู่ค้าอันดับที่ 39 ของไทยในภูมิภาคแอฟริกา การค้าระหว่างไทยเเละเซียร์ราลีโอน มีมูลค่า 14.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปเซียร์ราลีโอน มูลค่า 10.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากเซียร์ราลีโอน มูลค่า 3.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ข้าว เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ อะลูมิเนียมและของทำด้วยอะลูมิเนียม เพชร และล็อบสเตอร์ สำหรับซูดานเป็นคู่ค้าอันดับที่ 31 ของไทยในภูมิภาคแอฟริกา การค้าระหว่างไทยและซูดาน มีมูลค่า 33.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปซูดาน มูลค่า 29.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากซูดาน มูลค่า 4.09 ดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยานยนต์และชิ้นส่วน และอัญมณีและเครื่องประดับ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ กัมอารบิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36428&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jH08xuLvrwGqBHIHmSRr7

  • เศรษฐกิจโลกจะถดถอยหรือไม่ สิ้นปีนี้หรือปีหน้า

    เศรษฐกิจโลกจะถดถอยหรือไม่ สิ้นปีนี้หรือปีหน้า

    เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจโลกจะถดถอยหรือไม่ สิ้นปีนี้หรือปีหน้า

    เศรษฐกิจโลกจะถดถอยหรือไม่ สิ้นปีนี้หรือปีหน้า

    สัปดาห์ที่แล้วมีหลายคนถามผมว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจหรือไม่ ทั้งนักธุรกิจในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งผมแปลกใจ แต่ก็เข้าใจดีว่ามาจากความรู้สึกที่เศรษฐกิจขณะนี้ไม่ดี ความไม่แน่นอนในต่างประเทศมีมาก

    และในประเทศเองภาระหนี้ของรัฐบาล ครัวเรือน รวมถึงภาคเอกชน ก็เป็นประเด็น ยิ่งช่วงเงินบาทแข็งค่านักธุรกิจและสื่อก็พูดถึงวิกฤติปี 40 แม้จะไม่เกี่ยวกัน คือปี 40 เป็นเรื่องเงินบาทอ่อนค่าไม่ใช่แข็งค่า 

    เหล่านี้สะท้อนความห่วงใยที่ภาคธุรกิจมีขณะนี้ ส่วนใหญ่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้น และจะแย่ไปกว่านี้หรือไม่ วันนี้จึงอยากให้ความเห็นเรื่องนี้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น มุ่งไปที่เศรษฐกิจโลกและความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย รวมถึงถ้าวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น อะไรจะเป็นตัวจุดประเด็น ทั้งหมดเพื่อสร้างความเข้าใจและลดความกังวลที่มี นี่คือประเด็นที่จะเขียน

    ขณะนี้หลายอย่างกำลังเกิดขึ้นและดูสับสน ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ เงินเฟ้อสหรัฐที่สูงแต่เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย ราคาหุ้น ราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนในนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐ ภูมิรัฐศาสตร์ที่ความขัดแย้งไม่เลิกลาแต่ยิ่งบานปลาย การประท้วงของประชาชนที่มีไปทั่ว ทั้งในประเทศอุตสาหกรรมเรื่องผู้อพยพ

    และการประท้วงของ Gen Z ในยุโรป เอเชีย แอฟริกา ลาตินอเมริกา เรื่องโอกาสทางเศรษฐกิจ การทุจริตคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำ ชี้ถึงความไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

    นางคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้อํานวยการไอเอ็มเอฟ ให้ความเห็นว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมของ 4 เรื่องใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน คือ เทคโนโลยี สังคมสูงวัย ภูมิรัฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม

    ในภาวะที่ความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลกและการทำนโยบายมีมาก เช่น ภาษีทรัมป็ ภูมิรัฐศาสตร์ ผลของเทคโนโลยีต่อการผลิต พฤติกรรมผู้บริโภค และการตอบสนองของนโยบาย 

    ดังนั้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ทั้งในระดับเศรษฐกิจ ธุรกิจ ตลาดการเงิน นโยบายภาครัฐ และความเป็นอยู่ของประชาชน โดยไอเอ็มเอฟมองว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวลดลงปีนี้และปีหน้า แต่ไม่ถดถอย เพราะความเข้มแข็งที่มีอยู่

    เรื่องนี้ ตลาดการเงินมีทั้งเห็นด้วยและมองต่างกับไอเอ็มเอฟ ที่เห็นด้วยคือความเห็นส่วนใหญ่ที่มองว่าเศรษฐกิจปีนี้จะชะลอ ไม่ถดถอย อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะแย่ลงก็เป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้ ส่วนที่มองต่างเช่น

    เจพี มอร์แกน มองว่ามีความเป็นไปได้ร้อยละ 40 ที่เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยสิ้นปีนี้ คือขยายตัวติดลบสองไตรมาสสุดท้าย ขณะที่ออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิค มองว่าโอกาสที่เศรษฐกิจโลกจะถดถอยปีหน้ามีมากถึง 35%

    สิ่งที่ต่างกันในสองมุมมองนี้ คือ การประเมินผลกระทบที่ความไม่แน่นอนที่มีขณะนี้จะมีต่อเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไปที่มองต่างกัน โดยกลุ่มที่มองว่าเศรษฐกิจโลกจะถดถอยมองผลกระทบเป็นลบและรุนแรงกว่ากลุ่มแรก ความไม่แน่นอนที่สำคัญขณะนี้คือ

    1.นโยบายเศรษฐกิจสหรัฐรวมถึงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ 2. ทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐ 3. ภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดทองคำ สามเรื่องนี้ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้นและส่งผลทางลบ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะมาก

    นโยบายเศรษฐกิจสหรัฐที่ภาคธุรกิจห่วงคือ การค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะรายละเอียดของภาษีทรัมป์ในเรื่องการเปิดตลาดและมาตรการกีดกันทางการค้าว่าจะมีอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ โดยเฉพาะถ้าข้อมูลเศรษฐกิจเริ่มออกมาว่าผลที่ฝ่ายการเมืองสหรัฐหวังจากการขึ้นภาษีนำเข้าไม่เป็นตามเป้า เช่น การลดการขาดดุลการค้า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกปรับตัวได้ดีจากอัตราภาษีที่สูงขึ้น 

    แต่ถ้าสหรัฐมีมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติม การค้าระหว่างประเทศและเศรษฐกิจโลกก็จะยิ่งถูกกระทบ นี่คือความไม่แน่นอนเช่นเดียวกับภูมิรัฐศาสตร์ ถ้าความขัดแย้งที่มีอยู่บานปลายหรือขยายวง กระทบอุปทานสินค้าและห่วงโซ่การผลิต เศรษฐกิจโลกก็จะถูกกระทบมากขึ้นเช่นกัน นี่คือความไม่แน่นอนที่หนึ่ง

    ในแง่นโยบายการเงิน ขณะนี้ธนาคารกลางหลายประเทศ เช่น กลุ่มยูโร อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ กำลังลดดอกเบี้ยเพื่อหลีกเลี่ยงการชะลอตัวของเศรษฐกิจ สหรัฐก็เพิ่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกเดือนที่แล้วและตลาดคาดว่าจะลดอีกสองครั้งก่อนสิ้นปี ที่ไม่ชัดเจนคือ อัตราเงินเฟ้อสหรัฐจะลดลงหรือไม่จากนี้ไปเพราะอัตราภาษีที่เพิ่มสูงขึ้น 

    ถ้าไม่ลงหรือเงินเฟ้อสูงขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐคงชะลอการปรับลงอัตราดอกเบี้ย ภาวะดังกล่าวจะไม่ดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ตลาดแรงงาน สภาพคล่อง และความสามารถในการชําระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ และถ้าอัตราดอกเบี้ยต้องยืนอยู่ในระดับสูงนาน ก็เป็นความเสี่ยงที่จะผลักให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย นี่คือความไม่แน่นอนที่สอง

    ความไม่แน่นอนที่สามคือ อะไรจะเกิดขึ้นในตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดทองคำที่ตอนนี้บูมมาก ตลาดหุ้นสหรัฐได้แรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงและภาวะบูมในธุรกิจเอไอและดิจิทัลเทคโนโลยี จนสถานการณ์ตลาดตอนนี้คล้ายฟองสบู่

    ส่วนราคาทองคำก็เป็นนิวไฮต่อเนื่อง ได้ประโยชน์จากการปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายย่อยและธนาคารกลางเพื่อลดความเสี่ยงเงินเฟ้อและการลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากทองคำเป็นตลาดเล็ก อุปทานมีจำกัด ราคาจึงปรับขึ้นเร็ว

    ความห่วงใยคือ การปรับขึ้นของราคาในทั้งสองตลาดอาจสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน และถ้าในที่สุด ราคาต้องกลับสู่ระดับที่เป็นพื้นฐาน การปรับตัวอาจรุนแรง สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน กระทบสภาพคล่องในระบบการเงินและเศรษฐกิจ

    นี่คือความไม่แน่นอนที่รออยู่ ที่ไม่มีใครรู้ว่าในที่สุดจะไปทางไหน เมื่อไร และอันไหนจะเกิดขึ้น แต่ที่แน่ๆ คือ ผลต่อเศรษฐกิจโลกจะมากถ้าออกมาลบ ความเห็นผมคือเศรษฐกิจถดถอยมีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้น และจะเป็นผลจากหลายปัจจัยพร้อมกัน และเมื่อเกิดขึ้นการปรับตัวจะรุนแรงแต่ยังไม่ใช่วิกฤติเศรษฐกิจ

    เพราะวิกฤติเศรษฐกิจจะโยงกับเรื่องความเป็นหนี้ในระบบเศรษฐกิจ ความสามารถในการชําระหนี้ และความเชื่อมั่นของตลาดการเงินเป็นสําคัญ ทำให้หนี้ภาครัฐในสหรัฐ อังกฤษและญี่ปุ่น ขณะนี้เป็นจุดอ่อนไหวกว่าในแง่วิกฤติเศรษฐกิจ เป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด

    เศรษฐกิจโลกจะถดถอยหรือไม่ สิ้นปีนี้หรือปีหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1202820&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KneA_2L0DRZD5zXGZ1m_j

  • “ดุสิตโพล” ชี้คนเชื่อมั่น “ภูมิใจไทย” แก้เศรษฐกิจได้มากสุด

    “ดุสิตโพล” ชี้คนเชื่อมั่น “ภูมิใจไทย” แก้เศรษฐกิจได้มากสุด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/103275&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10A_tWvWxA7iYm0Wm63ECq

  • เศรษฐกิจไทยป่วยเรื้อรัง! ดร.สมประวิณ ชี้ระเบิดหนี้เริ่มนับถอยหลัง ถ้า ‘ปฏิรูป’ ไม่เกิดใน 10ปีประเทศอาจล่มสลาย

    เศรษฐกิจไทยป่วยเรื้อรัง! ดร.สมประวิณ ชี้ระเบิดหนี้เริ่มนับถอยหลัง ถ้า ‘ปฏิรูป’ ไม่เกิดใน 10ปีประเทศอาจล่มสลาย

    ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่าง “ความทรงตัว” กับ “ความพังทลาย” แม้หลายฝ่ายยังเชื่อว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแรง แต่คำวินิจฉัยของผู้เชี่ยวชาญต่อเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มิใช่เพียงอาการเจ็บป่วยแบบฉับพลัน แต่เป็นการเผชิญหน้ากับโรคประจำตัวร้ายแรงที่สั่งสมมานาน และกับดักที่ผูกมัดประเทศไว้ด้วยความไม่เด็ดขาดในการลงมือปฏิบัติ

    กับดักที่แท้จริง: ความล้มเหลวในการปฏิรูป

    เมื่อถูกถามถึงปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทย ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน ชี้ให้เห็นว่า แม้หลายคนจะกล่าวถึง “กับดักรายได้ปานกลาง” แต่ต้นตอของปัญหานั้นคือการที่ประเทศไม่สามารถดำเนินการ “ปฏิรูป” ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดคุยกันมานานกว่า 10 ปี หรือ 20 ปีแล้ว ปัญหาในวันนี้ไม่ใช่ว่า “ไม่รู้” ว่าต้องทำอะไร แต่เป็น “รู้แล้วแต่ทำไม่ได้” 

    สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือเรื่องของ “ความ commitment” หรือความมุ่งมั่น เด็ดขาด ของผู้นำ การปฏิรูปเป็นเรื่องของ collective action หรือการดำเนินการร่วมกัน เป็นเหมือนการตัดสินใจร่วมกันของสังคม และหัวใจของการปฏิรูปคือ “การจัดสรรผลประโยชน์ใหม่ในสังคม” กระบวนการนี้มีความเสี่ยง เนื่องจากอาจทำให้คนหนึ่งถูกใจและอีกคนไม่ถูกใจ

    อย่างไรก็ตาม ดร.สมประวิณ เชื่อว่า ท้ายที่สุดแล้วทุกคนจะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น แต่ในช่วงระยะสั้นเท่านั้นที่อาจมีบางคนได้หรือบางคนเสีย

    ในปัจจุบัน ถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะคนในสังคมเริ่ม “พ้องต้องกัน” แล้วว่าจำเป็นต้องมีการปฏิรูปอย่างจริงจัง หากผู้นำที่ลุกขึ้นมามี commitment ที่ชัดเจน และชูประเด็นเรื่องการปฏิรูป จะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนค่อนข้างมาก และจะทำให้ล้อของการปฏิรูปสามารถเริ่มเคลื่อนหมุนไปได้

    เศรษฐกิจไทยป่วยเรื้อรัง! ดร.สมประวิณ ชี้ระเบิดหนี้เริ่มนับถอยหลัง ถ้า ‘ปฏิรูป’ ไม่เกิดใน 10ปีประเทศอาจล่มสลาย

    โรคร้ายแรงเรื้อรัง 

    คำถามที่ท้าทายที่สุดคือ วันนี้เราสามารถเรียกเศรษฐกิจไทยว่า “วิกฤติ” ได้แล้วหรือยัง ?

    ดร.สมประวิณ เปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยกับสุขภาพของร่างกาย เศรษฐกิจไทยวันนี้ไม่ได้กำลัง “ติดเชื้อ” แต่เปรียบเสมือนกำลังเป็น “โรคร้ายแรงเรื้อรัง” หากโรคร้ายแรงเรื้อรังนี้สามารถนำไปสู่ “การเสียชีวิต” ได้ และเราเรียกการเสียชีวิตนั้นว่าวิกฤติ คำตอบคือ “วันนี้เศรษฐกิจไทยเป็นวิกฤติแล้ว” 

    ความเสี่ยงระยะสั้น: ระเบิดหนี้ที่กำลังนับถอยหลัง 

    เมื่อมองไปยังความเสี่ยงในระยะสั้น ในปี 2569 ดร.สมประวิณชี้ว่าความเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจาก “ในประเทศเป็นหลัก” และเรื่องเดียวที่ใหญ่ที่สุดและน่ากังวลที่สุดคือ “เรื่องหนี้”

    หนี้ครัวเรือนที่เคยบวมขึ้นไปเรื่อยๆ อาจเริ่มชะลอตัวหรือทรงตัว แต่ไม่ใช่เพราะหนี้ถูกใช้คืน ปัญหาหนี้กำลังจะลามจากภาระ “ส่วนบุคคล” เป็น “สาธารณะ” เนื่องจากกลไกเศรษฐกิจไม่ทำงานให้ใช้หนี้ได้ รัฐจึงต้องเข้ามาใช้จ่าย ทำให้เกิดภาระทางการคลังที่สูงขึ้น

    นี่คือความเสี่ยงที่สำคัญ ดร.สมประวิณ ระบุว่า เรากำลังอยู่ในการนับถอยหลัง ที่ต้องแข่งกับเวลา เพราะหนี้ก้อนนี้คือ ระเบิดลูกอยู่แล้ว การปฏิรูปที่ขับเคลื่อนเร็วขึ้นเท่านั้นที่จะเป็นบันไดข้ามชนวนความเสี่ยงนี้ได้

    การเยียวยาและปฏิรูป

    แนวทางการแก้ไขปัญหาแบ่งออกเป็น 2 เฟสหลักคือระยะสั้นและระยะยาว

    1. ระยะสั้น: การเยียวยา (Healing)

    เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากการเปลี่ยนแปลงที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สิ่งที่จำเป็นในระยะสั้นคือ “การเยียวยา” แต่ไม่ควร “กระตุ้น” เศรษฐกิจ เพราะการกระตุ้นในวันนี้เปรียบเสมือน “กระสุนที่อยู่แล้วหมด” ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากร

    มาตรการอย่าง “คนละครึ่ง” ถูกตีความว่าเป็น การเยียวยา ซึ่งมีจุดประสงค์หลักคือการช่วยให้ผู้มีฐานะเปราะบาง (คนจน) มีเงินไปกิน เพื่อให้เศรษฐกิจ “ไม่ทรุด” ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้าง multiplier effect หรือต้องการให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่ม การเยียวยาจึงยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็น

    2. ระยะยาว: การขับเคลื่อนการปฏิรูป (Reform)

    สิ่งที่ควรทำในระยะยาวคือ “ปฏิรูป” ปัญหาที่แท้จริงคือเรื่องการสร้างขีดความสามารถ (Capacity Building) และการปฏิรูป ดร.สมประวิณย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้อง “จุดล้อหมุน จุดไฟ จุดประกาย ขับเคลื่อนการปฏิรูปกันอย่างเต็มที่” หากประเทศล้มเหลวในการทำเช่นนั้น

    ดร.สมประวิณ ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างหนักแน่นว่า ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยอาจประสบความเสียหายครั้งใหญ่ และสุดท้ายจะกลายเป็นวิกฤตทางสังคม.

    เศรษฐกิจไทยป่วยเรื้อรัง! ดร.สมประวิณ ชี้ระเบิดหนี้เริ่มนับถอยหลัง ถ้า ‘ปฏิรูป’ ไม่เกิดใน 10ปีประเทศอาจล่มสลาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/731717&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eVGdgdAeFQnzkjbSxMAt_

  • ผู้ว่าฯ นำทีมรณรงค์ ‘คนละครึ่ง พลัส’ เชิญชวนร่วมลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น – ข่าวภูเก็ต

    ผู้ว่าฯ นำทีมรณรงค์ ‘คนละครึ่ง พลัส’ เชิญชวนร่วมลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น – ข่าวภูเก็ต

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Lucky Escape From Phuket Car Fire, Phuket Seaplane Discussions Ongoing || Oct 10

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Lucky Escape From Phuket Car Fire, Phuket Seaplane Discussions Ongoing || Oct 10

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AF-%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B9%258C-%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B6%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587-%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25AA-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%258D%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2584%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%259E-%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B8%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%2590%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%2597-13589.php&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a4P_3U6TwGIvtkwYNkrej

  • โพลเผยปัญหาศก.-การเมือง ทำคนไทยทุกข์มากกว่าสุข เกินครึ่งยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด

    โพลเผยปัญหาศก.-การเมือง ทำคนไทยทุกข์มากกว่าสุข เกินครึ่งยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด

    โพลเผยปัญหาศก.-การเมือง ทำคนไทยทุกข์มากกว่าสุข เกินครึ่งยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด

    วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.50 น.

    โพลเผยปัญหาเศรษฐกิจ-การเมือง ทำคนไทยทุกข์มากกว่าสุข เกินครึ่งยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด 

    เมื่อวันที่ 12 ต.ค.2568 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง ความสุข ความทุกข์ และการเมืองของคนไทย วันนี้ จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,258 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 8 – 11 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    ผลการสำรวจเผยให้เห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่รู้สึก “ทุกข์มากกว่าสุข” ในชีวิตประจำวัน โดยร้อยละ 43.7 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า “วันนี้รู้สึกทุกข์มากกว่าสุข” ในขณะที่เพียงร้อยละ 18.9 รู้สึก “สุขมากกว่าทุกข์” และอีกร้อยละ 37.4 ระบุว่ามีความรู้สึกสุขและทุกข์พอ ๆ กัน สะท้อนถึงภาวะความรู้สึกของประชาชนที่โน้มเอียงไปทางด้านลบมากกว่าด้านบวก ซึ่งเป็นสัญญาณทางสังคมที่ควรให้ความสนใจอย่างยิ่ง เพราะความรู้สึก “ทุกข์” ในมิติทางจิตใจมักสัมพันธ์โดยตรงกับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในระบบการเมือง

    หากพิจารณาปัจจัยที่ทำให้คนไทยรู้สึก “มีความสุข” มากที่สุด จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวและมีความหมายเชิงคุณภาพชีวิตมากกว่าปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยร้อยละ 68.9 ระบุว่า “ครอบครัว” เป็นแหล่งความสุขสำคัญอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ “งาน” ร้อยละ 65.3 และ “เงิน” ร้อยละ 64.8 ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบของความมั่นคงในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ร้อยละ 61.1 ระบุว่า “เพื่อน” เป็นปัจจัยสำคัญ ขณะที่ “สุขภาพ” มีสัดส่วนร้อยละ 59.7 และอีก 53.2% ระบุถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความสำเร็จ ความรัก ความเป็นอิสระ การช่วยเหลือผู้อื่น และการปฏิบัติทางศาสนา เช่น การสวดมนต์ ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนอย่างเด่นชัดว่า ความสุขของคนไทยในวันนี้ผูกพันกับความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความสงบทางใจ มากกว่าการพึ่งพาระบบภายนอกหรือรัฐ

    ในทางตรงข้าม ปัจจัยที่สร้างความทุกข์ให้กับประชาชนสะท้อนภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยร้อยละ 68.1 ของกลุ่มตัวอย่างระบุว่า “ปัญหาเศรษฐกิจ” คือความทุกข์สำคัญอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ “การเมืองที่วุ่นวาย ขัดแย้ง เสียของ พัวพันผลประโยชน์” ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 64.9 และ “ความไม่มั่นคงในชีวิต” อยู่ที่ร้อยละ 62.7 ตามมาด้วย “ความเจ็บป่วย” ร้อยละ 52.9 “การตกงาน” ร้อยละ 33.4 และ “ปัจจัยอื่น ๆ” เช่น การสูญเสีย ความขัดแย้ง ความไม่เป็นธรรม และการถูกเอารัดเอาเปรียบ คิดเป็นร้อยละ 36.2 ปัจจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ความทุกข์ของคนไทยในวันนี้เป็น “ความทุกข์เชิงโครงสร้าง” ที่เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง และความเหลื่อมล้ำในสังคม มากกว่าความทุกข์ส่วนบุคคล นอกจากนี้การที่ “การเมือง” เป็นปัจจัยสร้างความทุกข์สูงถึงร้อยละ 64.9 ยังบ่งบอกถึงความไม่ไว้วางใจและความรู้สึกผิดหวังในระบบการเมืองปัจจุบันของประชาชนจำนวนมาก

    ในอีกมิติหนึ่งของการสำรวจ เมื่อสอบถามถึงลักษณะของผู้นำทางการเมืองที่คนไทยอยากเห็นเพื่อให้สังคมมีความสุขมากขึ้น พบว่าเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนให้ความสำคัญกับคุณภาพของผู้นำมากกว่าขั้วการเมือง โดยร้อยละ 84.7 ต้องการผู้นำที่ “ดี เก่ง และกล้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ผลดี” ซึ่งเป็นปัจจัยที่สะท้อนถึงความคาดหวังต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง ขณะที่ร้อยละ 81.5 ต้องการผู้นำที่ “โปร่งใส ซื่อสัตย์ ไม่คดโกง ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน” สะท้อนถึงความต้องการความเชื่อมั่นทางการเมือง ร้อยละ 76.3 ต้องการ “คนรุ่นใหม่ที่กล้าเปลี่ยนแปลง ล้างบางการเมืองเก่า” ร้อยละ 74.5 อยากเห็นผู้นำที่ “เป็นอิสระจากขั้วอำนาจเดิม” และร้อยละ 73.1 ต้องการผู้นำที่ “จริงใจ ทำงานเก่ง และเข้าถึงง่าย” ตัวเลขเหล่านี้ชี้ชัดว่า ประชาชนไทยมีความต้องการผู้นำที่ “โปร่งใส ทำงานได้จริง และแตกต่างจากการเมืองแบบเดิม” มากกว่าผู้นำที่เพียงแค่มีชื่อเสียงหรืออยู่ในระบบอำนาจเก่า

    ในส่วนของการตัดสินใจทางการเมือง พบว่า ประชาชนร้อยละ 51.9 ระบุว่ายัง “ไม่ตัดสินใจ” ว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด ขณะที่ร้อยละ 24.6 แม้จะ “ตัดสินใจแล้ว” แต่ก็ “อาจเปลี่ยนใจได้” และมีเพียงร้อยละ 23.5 เท่านั้นที่ “ตัดสินใจแน่นอน” ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 76.5 ยังเปิดกว้างต่อการตัดสินใจทางการเมือง และยังไม่เกิดการยึดโยงกับพรรคการเมืองใดอย่างมั่นคง นี่เป็นสัญญาณสำคัญสำหรับการสื่อสารเชิงนโยบายในอนาคต เพราะประชาชนกลุ่มนี้อาจเป็นฐานเสียงที่กำหนดทิศทางของการเมืองไทยในระยะยาวได้หากมีพรรคหรือผู้นำที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นทางการเมืองได้อย่างแท้จริง

    เมื่อนำผลการสำรวจทั้งหมดมาวิเคราะห์ร่วมกัน จะเห็นภาพที่ชัดเจนว่า ความสุขของคนไทยในวันนี้เกิดจาก “ความมั่นคงใกล้ตัว” เช่น ครอบครัว งาน รายได้ เพื่อน และสุขภาพ ขณะที่ความทุกข์กลับมีรากมาจาก “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” โดยเฉพาะเศรษฐกิจและการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ ความไม่มั่นคงในชีวิต และความเหลื่อมล้ำ ความรู้สึกไม่เชื่อมั่นในระบบการเมืองสะท้อนผ่านตัวเลขที่สูงถึงร้อยละ 64.9 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนเชิงสังคมอย่างสำคัญว่า ความเชื่อมั่นทางการเมืองกำลังอยู่ในภาวะเปราะบาง ขณะเดียวกัน ความหวังของประชาชนได้เคลื่อนมาสู่ “ผู้นำรุ่นใหม่ที่โปร่งใส เก่ง และกล้าปฏิรูป” มากกว่าผู้นำแบบเดิมที่ผูกพันอยู่กับขั้วอำนาจเก่า

    ข้อเสนอเชิงนโยบายจากผลสำรวจนี้จึงมีความชัดเจนว่า หากต้องการยกระดับความสุขของประชาชนอย่างยั่งยืน (1) รัฐและภาคการเมืองจำเป็นต้องลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ (2) สร้างระบบการเมืองที่โปร่งใสและเป็นธรรม (3) ปฏิรูปโครงสร้างการเมืองให้เปิดกว้างต่อคนรุ่นใหม่และการมีส่วนร่วมของประชาชน และ (4) สร้างความมั่นคงในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม

    “ความสุขของคนไทยไม่ได้อยู่ที่คำสัญญาทางการเมือง หากแต่อยู่ที่ความมั่นใจว่าระบบเศรษฐกิจและการเมืองสามารถตอบสนองต่อความต้องการจริง ๆ ได้ ความสุขของประชาชนจึงเป็นทั้งเป้าหมายและดัชนีวัดความสำเร็จของการพัฒนาประเทศที่แท้จริง” ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้ง ซูเปอร์โพล กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/920612&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DXeY5jx_Heqc0sTypS1pI

  • เช็กเงื่อนไข “คนละครึ่งพลัส” จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง ดูชัดๆ ซื้อสินค้า-บริการ อะไรได้ไม่ได้

    เช็กเงื่อนไข “คนละครึ่งพลัส” จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง ดูชัดๆ ซื้อสินค้า-บริการ อะไรได้ไม่ได้

    เช็กเงื่อนไข “คนละครึ่งพลัส” จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง ดูชัดๆ ซื้อสินค้า-บริการ อะไรได้ไม่ได้

    เช็กเงื่อนไข-คุณสมบัติเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” สแกนจ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง ดูชัดๆ ซื้อสินค้า-บริการ อะไรได้ไม่ได้

    ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไฟเขียวโครงการ “คนละครึ่งพลัส” อัดงบ 4.4 หมื่นล้าน เติมกำลังซื้อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี 2568 โดยภาครัฐจะร่วมจ่ายค่าสินค้าและบริการบางประเภทให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อลดรายจ่ายให้ประชาชนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และสร้างรายได้แก่ร้านค้ารายย่อย หวังกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย 

    โดยเปิดให้ประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป ลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง ตั้งแต่วันที่ 20-26 ตุลาคม 2568 เริ่มใช้สิทธิ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568

    คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส

    1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย

    2. มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

    3. มีบัตรประจำตัวประชาชน

    4. ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568

    5. ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ (1) โครงการคนละครึ่ง (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และ (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5

    ช่องทางลงทะเบียนสิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง

    ผู้ที่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง

    ผู้ที่ไม่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่าน SMS และแอปฯ เป๋าตัง

    เงื่อนไขการใช้สิทธิสำหรับประชาชน

    • ผู้ที่ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส ใช้สิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ก่อนเวลา 23:00 น. เพื่อไม่ให้โดนตัดสิทธิ์ตามเงื่อนไขโครงการ
    • ใช้จ่ายผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส กับร้านค้าที่ร่วมโครงการ ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06:00 – 23.00 น. โดยชำระผ่าน G Wallet

    สิทธิประโยชน์

    ภาครัฐจ่าย 50% (ไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน)

    • ประชาชนผู้ยื่นแบบภาษี : 2,400 บาท/คน ตลอดโครงการ
    • ประชาชนผู้ไม่ยื่นแบบภาษี: 2,000 บาท/คน ตลอดโครงการ

    สินค้าที่ร่วมโครงการ

    • อาหาร และ เครื่องดื่ม
    • สินค้าทั่วไป
    • บริการขนส่งสาธารณะ
    • บริการนวด
    • สปา
    • ทำเล็บทำผม

    สินค้าที่ไม่ร่วมโครงการ

    • สินค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล
    • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • ผลิตภัณฑ์ยาสูบ
    • บัตรกำนัล
    • บัตรเงินสด
    • บริการรูปแบบอื่นๆ ที่เป็นการชำระสินค้า หรือบริการล่วงหน้า

    อ้างอิง www.คนละครึ่งพลัส.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2888607&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Xqxca_QIbVHPMwzgGoiTo

  • จีนแถลงโต้สหรัฐฯ ทำลายบรรยากาศเจรจาการค้ารุนแรง หลังขึ้นภาษีอีก 100%

    จีนแถลงโต้สหรัฐฯ ทำลายบรรยากาศเจรจาการค้ารุนแรง หลังขึ้นภาษีอีก 100%

    สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า กระทรวงพาณิชย์จีน ออกแถลงการณ์ตอบโต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ หลังประกาศขึ้นภาษีสินค้าจีนอีก 100% และเตรียมใช้มาตรการควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญภายในเดือนพฤศจิกายน โดยระบุว่า การกระทำของทรัมป์นั้นกลับกลอก และเป็นความหน้าซื่อใจคด พร้อมย้ำว่ามาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากมีจุดประสงค์เพื่อความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่เพื่อตอบโต้ทางการค้า

    แถลงการณ์จากกระทรวงพาณิชย์จีน ถือเป็นการตอบสนองอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังทรัมป์โพสต์บน Truth Social กล่าวหาว่าจีนเป็นฝ่ายจุดชนวนความตึงเครียดทางการค้าอีกครั้ง ทั้งที่สองประเทศเพิ่งบรรลุข้อตกลงสงบศึกชั่วคราวเมื่อ 6 เดือนก่อน โดย ทรัมป์ ระบุว่า “ความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปได้ด้วยดี ดังนั้นการเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงน่าประหลาดใจมาก”

    จีน ชี้แจงว่า มาตรการควบคุมแร่หายาก เกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ เพิ่มชื่อบริษัทจีนในบัญชีดำทางการค้า และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมท่าเรือพิเศษจากเรือสินค้าจีน โดยมองว่าการกระทำเหล่านี้ “ทำลายบรรยากาศของการเจรจาการค้าอย่างรุนแรง” พร้อมยืนยันว่า การจำกัดการส่งออกแร่หายากมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการนำไปใช้ในด้านการทหาร ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทั่วโลกที่เกิดขึ้นถี่ขึ้น

    ภายหลังการดำเนินการของทรัมป์ในครั้งนี้ จีนยังไม่ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ในทันที ต่างจากช่วงต้นปีที่ทั้งสองฝ่ายผลัดกันขึ้นภาษีจนแตะระดับสูงสุดถึง 145% โดยระบุว่า “การข่มขู่จะขึ้นภาษีอย่างไร้เหตุผลไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการอยู่ร่วมกับจีน จีนไม่ต้องการสงครามภาษี แต่ก็ไม่เกรงกลัวหากจำเป็นต้องสู้”

    ด้านนักวิเคราะห์มองว่า การที่จีนยังไม่ตอบโต้ทันที อาจเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลปักกิ่งต้องการเปิดทางให้มีการเจรจาลดความตึงเครียด “จีนได้ชี้แจงเหตุผลของมาตรการอย่างชัดเจน ถือเป็นการเปิดช่องสำหรับการเจรจาในอนาคต” อัลเฟรโด มอนตูฟาร์-เฮลู กรรมการผู้จัดการบริษัท GreenPoint กล่าว

    Reuters/REUTERS
    จีนแถลงโต้สหรัฐฯ ทำลายบรรยากาศเจรจาการค้ารุนแรง หลังขึ้นภาษีอีก 100%

    กระทรวงพาณิชย์จีนยังย้ำว่า มาตรการควบคุมแร่หายาก ไม่ใช่การห้ามส่งออกโดยตรง แต่เป็นการบริหารจัดการเพื่อให้มั่นใจว่าแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการทหาร จะถูกนำมาใช้อย่างเหมาะสม ส่วนการส่งออกเพื่อการใช้พลเรือนที่เป็นไปตามกฎระเบียบจะได้รับอนุมัติ บริษัทไม่จำเป็นต้องกังวล

    ปัจจุบัน จีนเป็นผู้ผลิตแร่หายากกว่า 90% ของโลก ซึ่งล่าสุดได้เพิ่มรายชื่อแร่ภายใต้การควบคุมรวมทั้งหมด 12 ชนิด เช่น โฮลเมียม เออร์เบียม ทูเลียม ยูโรเปียม และอิตเทอร์เบียม

    ความตึงเครียดทางการค้ารอบใหม่นี้ สร้างแรงสั่นสะเทือนในตลาดวอลล์สตรีต หุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ร่วงหนัก และอาจส่งผลต่อการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่คาดว่าจะจัดขึ้นปลายเดือนนี้ด้วย

    ที่มา: Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/259052&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M8bTdhZ3fCItMRHcIg8HR

  • ​‘KMITL OPEN HOUSE 2025’ เปิดระบบ ‘iFolio’ สมัครเรียนต่อแบบใหม่

    ​‘KMITL OPEN HOUSE 2025’ เปิดระบบ ‘iFolio’ สมัครเรียนต่อแบบใหม่

    วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จัดกิจกรรม KMITL OPEN HOUSE 2025ภายใต้แนวคิด “KMITL : Living Lab” ทุกพื้นที่คือการเรียนรู้และลงมือทำ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ที่งาน Dek-D’s TCAS Fair  ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดยมีนักเรียนระดับมัธยศึกษา  ผู้ปกครอง และผู้สนใจเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก พร้อมเปิดตัวระบบการรับสมัครเข้าศึกษาต่อรูปแบบใหม่ “iFolio” สำหรับนักเรียนที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อในปีการศึกษา 2569

    รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า การจัดงานเปิดบ้าน KMITL OPEN HOUSE 2025 มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมและเข้ามาสอบถามแนวทางการศึกษาต่อที่บูธของ สจล. ในคณะต่างๆ เป็นจำนวนมาก และในงานนี้ สจล. ยังได้ทำการเปิดตัว “iFolio” เป็นการสมัครเข้าเรียนกับ สจล. รูปแบบใหม่ โดยที่นักเรียนที่เข้าศึกษาต่อในปีการศึกษา 2569 นั้น จะต้องเข้าสู่ระบบการสร้าง “iFolio” ด้วยตนเอง เป็นระบบที่ปรับให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและไลฟ์สไตล์ของเด็ก Gen Z มากยิ่งขึ้น

    สำหรับระบบ iFolio ที่ สจล.จัดทำขึ้นเป็นระบบการทำแฟ้มสะสมผลงานออนไลน์สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา หรือ ปวส. ปวช. หรือผู้ที่จะสมัครเข้าเรียน สจล. เท่านั้น เป็นการกรอกข้อมูลเพื่อใช้พิจารณาการรับเข้าศึกษาต่อรอบ TCAS1-4 เริ่มปีการศึกษา 2569 ซึ่งถือว่าเป็นแห่งแรกของประเทศ ทั้งนี้ ข้อดีคือจะทำให้ผู้สมัครประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย สะดวกในการจัดการ เข้าถึงได้ง่าย ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รองรับภาษาไทยและอังกฤษ

    ดังนั้น ผู้ที่จะสมัครเข้าเรียนต่อใน สจล. รอบ TCAS1-4 หรือ Portfolio นั้น จำเป็นที่จะต้องเข้าไปสร้างโปรไฟล์ของตัวเองไว้ก่อนเมื่อผู้สมัครเข้าสู่ระบบ จะได้กรอกข้อมูลส่วนตัว ผลการศึกษา ผลงานต่างๆ  กิจกรรมการแข่งขัน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่ให้แต่ละคณะสามารถเข้าไปดึงข้อมูลของผู้สมัครมาประกอบการพิจารณาได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องยื่นหรือส่งพอร์ตมาที่คณะ ซึ่งมีเพียง 2 ขั้นตอนเท่านั้น คือ 1.สร้างแฟ้มสะสมผลงาน iFolio ใน https://ifolio.kmitl.ac.th/ 2.สมัครเข้าเรียนที่ https://admission.reg.kmitl.ac.th/ ของสำนักทะเบียนและบริการการศึกษา สจล.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/920271&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ev9vu8UlIll_ILQhJaQxQ