Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เตรียมตั้งรับ! เศรษฐกิจโลก กำลังเจอ 3 ความเสี่ยงใหญ่พร้อมกัน …

    เตรียมตั้งรับ! เศรษฐกิจโลก กำลังเจอ 3 ความเสี่ยงใหญ่พร้อมกัน …

    ในช่วงที่เหลือของปีนี้ เศรษฐกิจโลกอาจกำลังเผชิญ 3 ความเสี่ยงใหญ่ ได้แก่ สงครามกำแพงภาษีรอบใหม่ ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ภาวะฟองสบู่ AI และปัญหาหนี้สินทั่วโลกที่พุ่งสูงต่อเนื่อง

    จนถึงขณะนี้เศรษฐกิจโลกสามารถยืนหยัดต้านทานการถาโถมของมาตรการภาษีศุลกากรจากสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1930 ได้ เห็นได้จากผู้บริโภคชาวอเมริกันยังคงใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง หลังจากบริษัทต่างๆ ยอมดูดซับต้นทุนที่สูงขึ้นไป และกระแสความนิยมในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้จุดประกายความเชื่อมั่นของนักลงทุนขึ้นมา

    อย่างไรก็ตาม คำขู่รอบล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะบังคับใช้มาตรการทางภาษีครั้ง ‘มหาศาล’ กับสินค้าจากจีน ได้จุดประกายความกลัวระลอกใหม่ว่าจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ซ้ำเติมความกังวลเรื่องหนี้ภาครัฐที่พุ่งสูงขึ้นและภาวะฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

    โดยย้อนกลับไป เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาสหรัฐฯ) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า จะขึ้นภาษีกับจีนเพิ่มอีก 100% ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน

    อย่างไรก็ตาม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์ส่งสัญญาณไม่ต้องการให้ความขัดแย้งทางการค้ากับจีนบานปลาย โดยกล่าวผ่านโพสต์บน Truth Social ว่า “อย่ากังวลเรื่องจีนเลย ทุกอย่างจะเรียบร้อยดี”

    พร้อมระบุว่า “ประธานาธิบดีสีที่น่าเคารพ เพียงแค่กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ย่ำแย่ และเขาไม่ต้องการให้ประเทศของเขาเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Depression) และผมก็เช่นกัน”

    ความกังวลเหล่านี้คาดว่า จะเป็นหัวข้อหลักในการประชุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางต่างๆ ซึ่งจะเดินทางมารวมตัวกันที่กรุงวอชิงตันในสัปดาห์นี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (The World Bank and IMF Annual Meetings 2025)

    จับตา! หนี้สินทั่วโลกพุ่งสูง

    นอกจากนี้ หนี้สินที่พุ่งสูงขึ้นทั้งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ จะเป็นประเด็นสำคัญในการหารือที่วอชิงตัน โดยตามข้อมูลจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) ระบุว่า ยอดหนี้สินทั่วโลกโดยรวม (Total Global Debt) เพิ่มขึ้นมากกว่า 21 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เกือบ 338 ล้านล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 2

    โดยขนาดของการเพิ่มขึ้นนี้เทียบเคียงได้กับการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วที่เคยเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่มาตรการเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับการระบาดใหญ่จากโควิด ได้ขับเคลื่อนให้เกิดการก่อตัวของหนี้สินทั่วโลกในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

    ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้ส่งผลให้รัฐบาลหลายประเทศหันมานิยมการออกตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อธนาคารกลางให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

    หลายฝ่ายห่วง! ความเปราะบางของกลุ่มเทคโนโลยี

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกยังความกังวลในระยะสั้นอีกประการคือ การกลับตัวของกระแสความคลั่งไคล้ใน AI โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน คริสตาลินา กิออร์กิเอวา กรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพิ่งกล่าวเกี่ยวถึงภาวะที่ดูเหมือนจะอ้างอิงถึงภาวะฟองสบู่ดอทคอมเมื่อปี 2000

    โดยระบุว่า “การประเมินมูลค่าทรัพย์สินในปัจจุบันกำลังมุ่งไปสู่ระดับเดียวกับที่เราเคยเห็นท่ามกลางกระแสความนิยมอินเทอร์เน็ตเมื่อ 25 ปีก่อน หากเกิดการปรับฐานอย่างรุนแรง ภาวะการเงินที่ตึงตัวสูงขึ้นอาจฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก เผยให้เห็นความเปราะบาง และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรในประเทศกำลังพัฒนายากลำบากเป็นพิเศษ”

    โดยในแบบจำลองของ Oxford Economics กล่าวว่า การชะลอตัวของกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ จะทำให้เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกเข้าใกล้ภาวะถดถอย และฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้เหลือ 2% ในปี 2026 แทนที่จะเป็น 2.5% ตามที่คาดการณ์ไว้ และยังมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับผลกระทบหนักกว่านั้น

    ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์กำลังจับตาดูความเปราะบางในภาคเทคโนโลยีมากขึ้น ควบคู่ไปกับความไม่แน่นอนที่ยังคงเชื่อมโยงกับมาตรการภาษี อเล็กซิส โครว์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ PwC US กล่าวว่า กระแสความคลั่งไคล้ใน AI ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่กลไกการเติบโตในระยะยาวเสมอไป โดยระบุว่า “ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่ากระแสการลงทุนนี้จะนำไปสู่การปรับปรุงผลิตภาพอย่างยั่งยืน และส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่”

    ภาพ: Andriy Onufriyenko / GettyImages

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/three-global-economic-risks/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AlUbHzaWTw4T_XIBWwJzm

  • “สุชาติ” ชี้ 3 กับดักเศรษฐกิจไทย แนะรัฐบาลต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจึงจะฟื้นเศรษฐกิจได้

    “สุชาติ” ชี้ 3 กับดักเศรษฐกิจไทย แนะรัฐบาลต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจึงจะฟื้นเศรษฐกิจได้

    “สุชาติ” ชี้กับดักเศรษฐกิจไทยคือลงทุนต่ำ เทคโนโลยีต่ำ หนี้สูง ต้นเหตุจากเงินบาทแข็งมาก ดอกเบี้ยสูง เงินเฟ้อต่ำจนติดลบ แนะรัฐบาลต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจึงจะฟื้นเศรษฐกิจได้

    วันที่ 13 ต.ค. 2568 ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง กรณีที่รมว.คลัง ปัจจุบันพูดว่า เศรษฐกิจไทยติด 4 กับดัก ได้แก่ การลงทุนต่ำ, หนี้สูง, เทคโนโลยีต่ำ, และมีคนแก่จำนวนมากนั้น เป็นเรื่องจริงมานานแล้ว แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจ เป็นเรื่องของภาคเอกชนและภาคประชาชน รัฐบาลจะทำอย่างไร เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้

    3 กับดักเศรษฐกิจไทย

    โดย 3 เรื่องแรก คือลงทุนต่ำ, หนี้สูง และเทคโนโลยีต่ำนั้น “เป็นผลเบื้องต้นของปัญหา” ไม่ใช่เหตุแห่งปัญหา รัฐบาลควรแก้ที่อริยสัจแห่งปัญหา เหตุแห่งปัญหาของเศรษฐกิจไทยคือ ค่าเงินบาทแข็งเกินไป ดอกเบี้ยสูงไป เงินเฟ้อต่ำไป  ศ.สุชาติ กล่าวว่า ค่าเงินบาทแข็งมากเกินไปมานานกว่า 20 ปีแล้ว ทำให้การส่งออกและท่องเที่ยวเติบโตต่ำ จึงมาลดรายได้ประเทศ (GDP) ลดรายได้ประชาชน ผลคือ การลงทุนใหม่มีน้อย การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ก็น้อย เพราะไม่มีเงินและผลิตแล้วก็ขายไม่ได้ รายได้ประชาชนจึงต่ำไม่พอกิน จึงต้องกู้มากิน หนี้ประชาชนจึงสูงมาก รัฐบาลก็ได้ภาษีน้อย จึงไปกู้มามาก หนี้รัฐบาลจึงสูงมากด้วย

    แนะวิธีแก้ไขเพิ่มปริมาณเงินบาท

    ศ.สุชาติ กล่าวว่า วิธีการแก้ปัญหา จึงต้องเพิ่มปริมาณเงินบาทในระบบเศรษฐกิจก่อน ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นเท่าๆ เงินเฟ้อโลก เงินบาทจึงจะอ่อนค่าลง ทำให้การส่งออกและท่องเที่ยวเติบโตสูงขึ้น มีรายได้มากขึ้น มาเพิ่ม GDP เพิ่มรายได้ประชาชน หนี้ประชาชนจึงจะลดลง  เมื่อ GDP เพิ่มมากขึ้น จะทำให้ประเทศไทยดูมีอนาคต ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจึงกลับมา การลงทุนจึงจะเพิ่มขึ้น มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มากขึ้น  อัตราความเจริญเติบโต (GDP growth) ที่สูงขึ้น จะทำให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น ทำให้หนี้ครัวเรือนลดลง รัฐบาลก็เก็บภาษีได้มากขึ้น หนี้รัฐบาลก็ลดลงด้วย รัฐจึงจะมีงบประมาณมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและทุนมนุษย์มากขึ้น วิธีการตามข้างบนนี้ คือการแก้ตามอริยสัจแห่งปัญหา เป็นการแก้ปัญหาที่เหตุ

    ไม่ปรับค่าเงินบาทแก้ศก.ไม่ได้

    หากรัฐบาลไม่ปรับค่าเงินบาทให้เหมาะสมให้แข่งขันได้ ให้ส่งออกได้มากขึ้นก่อน แล้วไปประกาศฟื้นการลงทุนให้สูง ให้ลดหนี้ประชาชนลง และให้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ จะทำได้อย่างไร ในเมื่อเศรษฐกิจไม่เติบโต เอกชนและประชาชนไม่มีเงิน และค่าเงินของประเทศก็แพงเกินไป จะไปชักชวนคนต่างชาติมาลงทุน

    “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี เคยกล่าวไว้ว่าการทำราคาสิ่งของให้ถูกๆ จะมีประโยชน์อะไร เมื่อประชาชนไม่มีรายได้ไม่มีเงินซื้อ สู้ทำให้ประชาชนมีรายได้ มีฐานะดีขึ้น แม้ของแพงขึ้นหน่อย ก็มีเงินซื้อได้” ศ.สุชาติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2888736&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yx8rGD7dWNpZ0ta6B5YzW

  • เปิดลิสต์ ’21 มหาวิทยาลัยไทย’ ติดอันดับโลก สะท้อนศักยภาพเวทีสากล

    เปิดลิสต์ ’21 มหาวิทยาลัยไทย’ ติดอันดับโลก สะท้อนศักยภาพเวทีสากล

    เปิดลิสต์ '21 มหาวิทยาลัยไทย' ติดอันดับโลก สะท้อนศักยภาพเวทีสากล

    เปิดลิสต์ ’21 มหาวิทยาลัยไทย’ ติดอันดับโลก สะท้อนศักยภาพเวทีสากล

    Times Higher Education (THE) ประกาศผลจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกประจำปี 2026 มีมหาวิทยาลัยไทยถึง 21 แห่งติดอันดับ “จุฬาฯ” ขึ้นแท่นอันดับสูงสุดในประเทศ ขณะที่มหิดล, มจธ. และเชียงใหม่ ติดตามมาติด ๆ สะท้อนการศึกษาของไทยกำลังขยับตัวในเวทีนานาชาติ แต่ยังมีคำถามว่าพร้อมหรือยังในการแข่งขันระดับโลก

    เปิดลิสต์ '21 มหาวิทยาลัยไทย' ติดอันดับโลก สะท้อนศักยภาพเวทีสากล

    วงการการศึกษาไทยได้รับความสนใจอีกครั้ง เมื่อ Times Higher Education World University Rankings 2026 (THE WUR 2026) สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ได้ประกาศผลล่าสุด โดยมีมหาวิทยาลัยจาก 115 ประเทศกว่า 2,191 แห่งเข้าร่วม และน่าจับตาที่สุดคือ 21 มหาวิทยาลัยไทยสามารถติดอันดับโลกได้สำเร็จ

    ผลการจัดอันดับใช้ 5 ตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่

    • การเรียนการสอน (Teaching) 29.5%
    • สิ่งแวดล้อมเอื้อต่อการวิจัย (Research Environment) 29%
    • คุณภาพการวิจัย (Research Quality) 30%
    • ความเป็นนานาชาติ (International Outlook) 7.5%
    • การส่งเสริมอุตสาหกรรม (Industry) 4%

    เปิดลิสต์ '21 มหาวิทยาลัยไทย' ติดอันดับโลก สะท้อนศักยภาพเวทีสากล  

    โดยมหาวิทยาลัยไทยที่ติดอันดับโลก มีดังนี้:

    • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อันดับโลก 501-600)
    • มหาวิทยาลัยมหิดล (601-800)
    • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (801-1,000)
    • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (1,001-1,200)
    • มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ , มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (1,201-1,500)
    • มหาวิทยาลัยบูรพา, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม , มหาวิทยาลัยนเรศวร, มหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, มหาวิทยาลัยอุบสราชธานี, มหาวิทยาลัยพะเยา (1,501+)

    “จุฬาฯ” ยังคงรักษาสถานะผู้นำด้านการศึกษาของไทย ขณะที่มหิดลและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ยืนยันความแข็งแกร่งด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ส่วนมหาวิทยาลัยในภูมิภาค เช่น ขอนแก่น สงขลานครินทร์ และเชียงใหม่ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสถาบันการศึกษานอกกรุงเทพฯ ที่กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทในเวทีโลก

    การติดอันดับครั้งนี้แม้จะเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังสะท้อนคำถามเชิงโครงสร้างว่า การศึกษาของไทยพร้อมแข่งขันกับประเทศมหาอำนาจทางวิชาการหรือยัง? โดยเฉพาะด้านคุณภาพงานวิจัยและการพัฒนาสู่ความเป็นสากล ซึ่งยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกมหาวิทยาลัยต้องเร่งพัฒนา

    สรุปข่าวคมชัดลึก

    การที่มหาวิทยาลัยไทย 21 แห่งติดอันดับ THE WUR 2026 ถือเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเตือนให้ตระหนักถึงการแข่งขันด้านการศึกษาในเวทีโลก ที่ไม่เพียงแค่ “ติดอันดับ” แต่ต้องยกระดับคุณภาพงานวิจัย นวัตกรรม และความเป็นนานาชาติอย่างยั่งยืน

    #มหาวิทยาลัยไทย #THEWUR2026 #TimesHigherEducation #การศึกษาไทย #คมชัดลึก

    เปิดลิสต์ '21 มหาวิทยาลัยไทย' ติดอันดับโลก สะท้อนศักยภาพเวทีสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/608544&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rTKt797xRZIKsfxLA5ddg

  • ‘


    คอลัมน์ ‘คุยเฟื่องเรื่องใกล้ตัว’ โดย ‘วิฑูรย์ สิมะโชคดี’

    CEO หลายบริษัทในวันนี้ บอกกับผมอย่างไม่สบายใจว่า “บริษัทฯ ไม่รับเด็กจบใหม่ครับ”

    ข่าวที่กล่าวกันหนาหูในช่วงนี้ ก็คือ

    (1) “เด็กจบใหม่ “ว่างงาน” พุ่ง 18.9% ต่างหนุนรัฐให้ Upskill – Reskill รับเศรษฐกิจดิจิทัล” (“ว่างงาน” ในที่นี้ น่าจะรวมถึง “ตกงาน” ด้วย)

    (2) เด็กเจนใหม่ มีแค่ 30% ได้งานตรงสายที่เรียนจบมาอนาคตของประเทศไทยจึงดูน่าเป็นห่วงมากเพราะเด็กจบใหม่เหล่านี้ จะเป็นกำลังสำคัญของชาติในวันข้างหน้า และอีกไม่นานก็จะเติบโตเป็นผู้บริหารของประเทศต่อไปด้วย

    เด็กรุ่นที่ว่านี้ ส่วนใหญ่ คือ “เด็กรุ่น GenZ” (เกิด พ.ศ.2540 – 2555) ซึ่งจบการศึกษาในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังมีปัญหาพอดี

    ทุกวันนี้ ปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าสังคมไทย ไม่ใช่เพราะประชาชนมีกำลังซื้อลดลงเท่านั้นแต่บริษัทห้างร้านจำนวนมากยอดขายก็ไม่กระเตื้องขึ้นด้วย ตลาดก็ยังแข่งขันกันเดือด หนี้สินครัวเรือนก็สูง  บริษัททั่วไปจึงมีนโยบายไม่รับคนเพิ่ม และอีกหลายบริษัทก็ตัดสินใจใช้เทคโนโลยีและ AI มาทดแทนการทำงานของคน ตลาดแรงงานจึงหดตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด

    ปัจจุบันเด็กจบ(ปริญญาตรี)จำนวนมากที่จบมาแล้วหางานทำไม่ได้จึงเดินเตะฝุ่นตกงาน หลายคนเสียกำลังใจ ยิ่งนานวันก็ยิ่งท้อแท้และอยู่แบบเฉื่อยชาไปวันๆ อีกหลายคนจำใจต้องรับงาน “จ๊อบ” บ้างก็ทำงานแบบ “อาชีพอิสระ”(Freelance)ด้วยความจำเป็นปิดจ๊อบหมดงานก็หมดเงินโอกาสที่จะได้ใช้ความรู้ความสามารถที่ได้ศึกษาเรียนรู้มาก็น้อยลงทุกที

    เด็กๆ รุ่นนี้ที่ว่างงาน ส่วนหนึ่งจึงรู้สึกหมดหวังกับความพยายามที่หางานต่างๆ ทำแล้ว ได้แต่นั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้านหรือร้านกาแฟ และจมปลักอยู่กับโลก Social ไปวันๆ บ้างก็หลงทางไปสู่อบายมุขก็มี

    เพื่อนหลายคนรุ่นผม เล่าให้ฟังว่า หลานๆ ที่จบมานานเกือบปีแล้ว (จบนอกด้วย) ยังหางานทำไม่ได้ ต้องอยู่กับบ้านเฉยๆ และเริ่มหมดกำลังใจที่จะหางานทำอย่างจริงจังต่อไป พ่อแม่ก็กลุ้ม กลุ้มกันทั้งบ้าน ถ้าเป็นครอบครัวที่มีฐานะก็ค่อยยังชั่ว แต่ถ้าฐานะไม่ค่อยดี ก็จะลำบาก

    ยิ่งนานวันความรู้ความสามารถของเด็กว่างงานก็จะยิ่งล้าสมัยและศักยภาพลดน้อยถอยลงด้วยจนเด็กหลายคนรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า (ถึงหางานไม่ได้) และออกอาการน่าเป็นห่วง

    ขณะเดียวกัน เพื่อนๆ และผู้ใหญ่หลายท่านเชื่อกันว่า เด็กจบใหม่รุ่นนี้มักจะมีปัญหาเรื่อง ไม่ขยัน ไม่สู้งาน ไม่อดทนและกิริยามารยาทไม่เรียบร้อยเป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ สอนยาก หลายคนชอบเปลี่ยนงานบ่อยๆ เพื่อยกระดับเงินเดือน เป็นต้น  ซึ่งอาจเป็นความเชื่อผิดๆ ของผู้ใหญ่ ที่ได้รับฟังกันมา

    สถานการณ์เช่นนี้  ทำให้เราต้องพิจารณากันโดยด่วนว่า (1) เราควรจะทำใจยอมรับ (เมินเฉยต่อปัญหานี้)  (2) เราควรช่วยกัน Reskill, Upskill, Newskill เด็กจบใหม่และพนักงานที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน หรือ (3) เราควรช่วยกันสร้าง “โอกาส” ใหม่ๆ เพื่อให้เด็กได้ใช้ศักยภาพตนเองมากขึ้น

    เรื่องว่างงานที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นในวันนี้ จะกลายเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ในอนาคตอย่างแน่นอน

    ระบบการศึกษาจึงน่าจะเป็นด่านแรกที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วนนี้ (โดยเฉพาะเรื่องของ Reskill Upskill และ Newskill ที่ตอบโจทย์) พร้อมๆ กับการเร่งปรับเปลี่ยน วิชาความรู้ให้สอดคล้องเท่าทันความต้องการของตลาดแรงงาน และกระแสโลกกระแสสังคมด้วย

    ทุกวันนี้ เราต้องยอมรับกันว่า หลักสูตรที่เรียนที่สอนกันอยู่ยังไม่ตอบโจทย์เรื่องงานที่ตรงตามที่ตลาดต้องการจริงๆ และที่น่าเป็นห่วงมากขึ้นอีก ก็คือความกดดันที่เกิดจากระบบ Digital  AI  และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กล่าวอ้างกันว่าจะมาทำงานแทนคนและทำให้หลายอาชีพต้องสูญพันธุ์

    ทั้งหมดทั้งปวงของปัญหา “ว่างงาน – ตกงาน – ตรงงาน” นี้ จะต้องอาศัยความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดของภาครัฐราชการ  ภาคเอกชน  ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม  และภาคประชาสังคม เพื่อการ Upskill – Reskill – Newskill อย่างเร่งด่วน ครับผม !

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/36422&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw339kPEgI8PgQTDRp6W2lxt

  • สิ้นตำนานอดีตศูนย์หน้าทีมชาติไทยยุค 70 ชุดเมอร์เดก้า-กีฬาแหลมทอง | เดลินิวส์

    สิ้นตำนานอดีตศูนย์หน้าทีมชาติไทยยุค 70 ชุดเมอร์เดก้า-กีฬาแหลมทอง | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5198328/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T9-zrY7HP_1wIxEuMLReS

  • ‘สว.นพดล’ แฉ ‘กัมพูชา’ สร้างแนวดักตะกอน ทำชายฝั่งไทยถูกกัดเซาะ

    ‘สว.นพดล’ แฉ ‘กัมพูชา’ สร้างแนวดักตะกอน ทำชายฝั่งไทยถูกกัดเซาะ

    ‘สว.นพดล’ โต้ ‘พิธา’ ย้ำ กลไกสภายังศึกษา MOU 43-44 ยันเป็นกลาง ยึดผลประโยชน์ชาติ เผยลงพื้นที่ปลายสุดชายแดนตราด พบ ‘กัมพูชา’ สร้างแนวดักตะกอน ทำชายฝั่งไทยถูกกัดเซาะ แนะทัพเรือ กางแผนที่เทียบอดีต เสียหายแค่ไหน แฉเล่ห์ ปมไม่ยอมรับหลักหมุดที่ 73 พยายามขยับล้ำ แย้ม ‘อภิสิทธิ์’ มาให้ข้อมูลต่อ กมธ. 28 ต.ค.นี้ 

    12 ต.ค. 2568 นายนพดล อินนา สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา กล่าวถึงความคืบหน้าในการศึกษา MOU 2543-2544 ว่า เมื่อวันที่ 9-10 ต.ค. ที่ผ่านมา กมธ.ได้ลงพื้นที่จังหวัดตราด ไปดูหลักหมุดของเขตไทย-กัมพูชาที่ 73 ซึ่งเป็นหลักมุดสุดท้าย อยู่บนพื้นที่ No man land โดย กมธ. ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก จากนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เช่น ข้อมูลว่ามีการละเมิดของฝั่งกัมพูชาที่จังหวัดจันทบุรีและตราดหลายครั้งมาก ฝ่ายไทยก็ประท้วงไปหลายครั้ง ในครั้งนี้ กมธ. ได้ไปสุดชายแดน ซึ่งได้รับรายงานว่าฝ่ายกัมพูชายังไม่อยากยอมรับหลักหมุดที่ 73 ของเรา และพยายามจะเลื่อนมาทางฝั่งไทย นอกจากนี้ หลักหมุดที่ 72 ก็สูญหายไป ต้องใช้หลักหมุดชั่วคราวไป

    “เราลงไป ฝ่ายกัมพูชาก็ถ่ายรูปเราไปพอสมควร เราเห็นการสร้างอาคารที่จะทำเป็นแนวดักตะกอน ยื่นออกไปในทะเลตรงนั้น ตรงสุดปลายเขตของไทย ที่เชื่อมระหว่างกัมพูชากับตราด ทำให้มีการกัดเซาะพื้นที่ของประเทศไทย ผมเลยบอกว่าขอให้ทางทัพเรือลองเอาแผนที่ดาวเทียม แล้วเปรียบเทียบไปเรื่อยๆ จะได้รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันเซาะเท่าไหร่ ตรงนี้เราจะได้เก็บมาเป็นข้อมูลทั้งหมด“ นายนพดล กล่าว

    นายนพดล กล่าวต่อว่า ถ้า กมธ.ไม่มา เราจะไม่รู้เลยว่ากัมพูชาละเมิดกี่ครั้ง สถานการณ์เป็นอย่างไร ตอนนี้ตนให้นำข้อมูลการละเมิดทั้งหมด รวมถึงหลังประท้วงได้แก้ไขหรือไม่เข้าสู่ที่ประชุมแล้ว คงจะได้มีการถกเถียงกัน

    ส่วนที่มีการถกเถียงว่าควรยกเลิก MOU 2543-2544 หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ประชาชนยังขาดข้อมูลอยู่ โดยในปี ค.ศ. 1909-1910 หลังจาก 3 ปีที่มีไทยได้จันทบุรีและตราดคืนมาแล้ว ตอนนั้นก็มีการปักหลักไม้เกิดขึ้นตลอดแนวแล้ว หลังจากนั้น 10 ปี ก็มีการปักหลักปูน ที่สำคัญ ในปี พ.ศ. 2538 ช่วงที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ไปเจรจากับกัมพูชา แล้วตั้งคณะกรรมการ GBC และ RBC แล้วหลังจากนั้นจึงเกิด JBC ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดก่อน MOU 2543-2544 ตนมองว่าไม่ว่าจะมี MOU 2543-2544 หรือไม่ ก็มีคณะกรรมการเหล่านี้อยู่ดีที่รองรับได้ 

    “หลักหมุด 73 หลัก ที่ตกลงกันได้ 45 หลัก ถ้าทั้งสองฝ่ายจริงใจต่อกัน ผมคิดว่ายกเลิกหรือไม่ ตรงนั้นเขายอมรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมาจากพื้นฐานอะไร แต่นี่คือข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับอยู่แล้ว ถ้าทะเลาะกันมากๆ ถึงมี MOU อยู่ ถ้าเขาจะไม่ยอมรับขึ้นมา มันก็เป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับการเคารพของแต่ละฝ่าย อันนี้สำคัญ” นายนพดล กล่าว

    นายนพดล ระบุว่า ตนได้ประสานนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มาให้ข้อมูลกับ กมธ. ในวันที่ 28 ต.ค.นี้ เพราะขณะที่เป็นนายกฯ เคยนำเรื่องเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิก MOU 2544 แต่ยังไม่สำเร็จ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ก็ได้ตกลง และตนก็พร้อมพอดี 

    เมื่อถามว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกต ทำไมรัฐบาลไม่ใช้กลไกสภา ในการยกเลิก MOU 2543-2544 เหตุใดถึงใบ้ประชามติ นายนพดล กล่าวว่า ขณะนี้ อย่างน้อยก็มี กมธ.ของ สว.อยู่แล้ว ซึ่งตนได้เรียนกับ กมธ.ตั้งแต่วันแรกว่าเราจะไม่ยึดโยงกับเรื่องอื่น เราจะยึดผลประโยชน์ของชาติและแผ่นดินเป็นหลัก เป็นกลางจริงๆ เราอยากให้ข้อมูลกับประชาชน ศึกษาข้อดีข้อเสีย เราจะบอกและให้ข้อมูลเป็นระยะๆ ตนได้ประสานไปยังประธานวุฒิสภาแล้ว ว่าจะรายงานความคืบหน้า ไม่ประชุมลับ เปิดเผยได้ตลอด อยากให้ประชาชนได้เห็นด้วยว่าเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรต่อ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/877486/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XqQbxVIR-p3kEYoLrZZrT

  • หยุดยาวนักท่องเที่ยวทะลัก ‘เขาใหญ่’ สัมผัสธรรมชาติ-กางเต็นท์ค้างแรม | เดลินิวส์

    หยุดยาวนักท่องเที่ยวทะลัก ‘เขาใหญ่’ สัมผัสธรรมชาติ-กางเต็นท์ค้างแรม | เดลินิวส์

    หยุดยาวนักท่องเที่ยวทะลัก ‘เขาใหญ่’ สัมผัสธรรมชาติ-กางเต็นท์ค้างแรม

    นักท่องเที่ยวทะลัก “อุทยานฯ เขาใหญ่” วันหยุดกว่า 26,823 คน สัมผัสธรรมชาติ สูดอากาศหนาวเย็น นอนกางเต็นท์ค้างแรม จัดเก็บค่าบริการเข้าพื้นที่ได้กว่า 1,425,595 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5199304/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gy0KBcgoZ87T1gI2BBvso

  • ททท. นำสื่อมวลชนลงพื้นที่กระบี่ ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หลังคว้ารางวัลระดับโลก

    ททท. นำสื่อมวลชนลงพื้นที่กระบี่ ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หลังคว้ารางวัลระดับโลก

    ททท. นำสื่อมวลชนลงพื้นที่กระบี่ ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หลังคว้ารางวัลระดับโลก

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำสื่อมวลชนทั้งสายออนไลน์และออฟไลน์ ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์นโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของ ททท. โดยมีเป้าหมายให้สื่อได้สัมผัสประสบการณ์จริงจากพื้นที่และสะท้อนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพของจังหวัดกระบี่ในมุมที่หลากหลายมากขึ้น

    จังหวัดกระบี่ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งในแง่ทรัพยากรธรรมชาติและการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ให้ความสำคัญต่อแนวคิดนี้เป็นอย่างมาก ล่าสุดจังหวัดกระบี่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติผ่านรางวัล “Top 100 Stories by Green Destinations” จากโครงการ “คืนบ้านให้ปูเสฉวน” บนเกาะลันตา ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือของชุมชนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ ททท. ได้นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมกิจกรรมท่องเที่ยวในชุมชน เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน วิสาหกิจเลี้ยงผึ้งบ้านไหนหนัง ร่วมทำกิจกรรม Zero Waste Cooking Class ที่บ้านสวนวันสุข โคกหนองนา รวมถึงการล่องเรือชมธรรมชาติในทะเลกระบี่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    นายนิธีเปิดเผยว่า จังหวัดกระบี่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่นิยมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และเชิงนิเวศ (Ecotourism) เนื่องจากกระบี่มีแหล่งน้ำพุร้อน สปาคุณภาพ และบริการที่ครบครัน ปัจจุบันยังมีนักท่องเที่ยวจากตลาดใหม่ เช่น กลุ่มตะวันออกกลางและอินเดีย เดินทางมาเพิ่มขึ้นผ่านเที่ยวบินตรงจากหลายสายการบิน

    แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงเล็กน้อยราว 2-3% จากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจีน แต่รายได้จากการท่องเที่ยวยังคงทรงตัว แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนสำหรับช่วงปลายปี ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ของตลาดยุโรป จังหวัดกระบี่คาดว่าจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากนักท่องเที่ยวกลุ่มหลัก เช่น อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส กลุ่มสแกนดิเนเวีย และรัสเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาเป็นประจำทุกปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/59016&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RmPPhhCTHZR22kdqwxBmJ

  • ทายนิสัยจาก 10 สไตล์การเที่ยวที่ชอบ สะท้อนตัวตนของคุณผ่านทริปท่องเที่ยว

    ทายนิสัยจาก 10 สไตล์การเที่ยวที่ชอบ สะท้อนตัวตนของคุณผ่านทริปท่องเที่ยว

    การได้ออกเดินทางท่องเที่ยวในแต่ละครั้ง นอกจากจะช่วยพักผ่อนฮีลใจได้เป็นอย่างดีแล้ว สไตล์การท่องเที่ยวในแต่ละรูปแบบยังสะท้อนตัวตนของคนที่ชอบแตกต่างกันด้วย มาดูกันว่าตรงหรือไม่

    1. ทายนิสัยคนชอบเที่ยวชมธรรมชาติ

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock

    คนชอบเที่ยวสายธรรมชาติ อยากชมทะเลสวยๆ หรือสูดอากาศบริสุทธิ์บนยอดเขา มักเป็นคนรักอิสระ ลึกซึ้ง มองโลกในแง่ดี แต่ก็มีความแข็งแกร่งและอดทนสูงมาก เพราะการเดินป่า ปีนเขาต้องใช้ความมุ่งมั่นสุดๆ ไม่ใช่แค่ไปถ่ายรูป แต่คือการไปชาร์จพลังให้ตัวเอง มีความเป็น Introvert สูงหน่อยๆ แต่ถ้าสนิทแล้วคือเป็นเพื่อนที่จริงใจและมั่นคงที่สุด

    2. ทายนิสัยคนชอบเที่ยวในเมือง

    คนที่ชอบเที่ยวในเมืองเป็นหลัก นอกจากชอบความสะดวกสบายแล้วยังเป็นคนกระตือรือร้น ชอบอะไรใหม่ๆ ไม่ชอบความซ้ำซาก เป็นสาย “ช่างสังเกต” มีพลังงานเยอะ ชอบเข้าสังคม และมีสไตล์ที่ไม่ตกเทรนด์ การเดินในเมืองคือการได้อัปเดตชีวิต ได้เห็น “Vibe” ของผู้คนใหม่ๆ เป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ และพร้อมโดดเด่นในทุกสถานการณ์

    3. ทายนิสัยคนชอบเที่ยวต่างประเทศ

    ใครที่ชอบวางแผนทริปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ มักเป็นคนที่ชอบความท้าทาย ชอบเรียนรู้โลกใหม่ๆ เป็นคนฉลาด รอบคอบ และมีความรับผิดชอบสูงมากในการวางแผนทริป เป็นคนใจกว้าง พร้อมเปิดรับวัฒนธรรมที่แตกต่าง ไม่ติดอยู่กับคอมฟอร์ตโซน และมักจะมีความทะเยอทะยานที่อยากจะก้าวหน้าอยู่เสมอ

    4. ทายนิสัยคนชอบเที่ยวแบบผจญภัย

    คนที่ชอบเที่ยวแบบสายลุย บุกป่าฝ่าดง หรือไปในที่ยากๆ มีความอันตรายสูง ชอบความผจญภัยในสายเลือดมักมีนิสัยกล้าได้กล้าเสีย ชอบความตื่นเต้น และไม่ชอบทำตามกฎเกณฑ์ที่น่าเบื่อ เป็นคนเด็ดเดี่ยว มั่นใจในตัวเองสูง และมีทัศนคติที่ว่า “ชีวิตคือการเรียนรู้” ชอบที่จะทดสอบขีดจำกัดของตัวเองเสมอ ถ้าไปเที่ยวด้วยคือสนุกสุดเหวี่ยง แต่ก็ต้องใจถึงหน่อยนะ

    5. ทายนิสัยคนชอบเที่ยวแบบแคมปิ้งหรือเดินป่า

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock

    สไตล์การเที่ยวแบบแคมปิ้งยังคงมาแรง คนที่ชอบเที่ยวแนวนี้มักมีนิสัยคล้ายคนที่ชอบเที่ยวธรรมชาติ แต่เน้นความเรียบง่ายและรักการพึ่งพาตัวเอง เป็นคนติดดิน ไม่เรื่องมาก จัดการสถานการณ์เฉพาะหน้าเก่งมาก เป็นคนมีสติ ใจเย็น และชอบการอยู่กับตัวเองเพื่อคิดทบทวนสิ่งต่างๆ เป็นเพื่อนที่พึ่งพาได้ และมักจะมีความรู้เกี่ยวกับการเอาตัวรอดสูง

    6. ทายนิสัยคนชอบเที่ยวสวนสนุก

    ใครว่าสวนสนุกมีแต่เด็กๆ ที่ชอบ เพราะถึงแม้ว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว หลายคนก็ยังชอบการเที่ยวสวนสนุกอยู่ คนที่ชอบเที่ยวสไตล์นี้มักเป็นคนที่ชอบความสุข ความสนุกสนาน และเต็มไปด้วยพลังบวก เป็นคนสดใส ร่าเริงเหมือนเด็กๆ เป็นคนเข้ากับคนง่าย ชอบเป็นจุดสนใจ และพร้อมที่จะสร้างความทรงจำดีๆ ตลอดเวลา อาจจะมีความเพ้อฝันนิดๆ แต่ความน่ารักคือเต็มสิบไม่หัก

    7. ทายนิสัยคนชอบเที่ยวสายกิน

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock

    การไปท่องเที่ยวนอกจากได้เปิดหูเปิดตาแล้วยังเปิดต่อมรับรสชาติใหม่ๆ อีกด้วย คนที่ชอบเที่ยวสายกินในที่ต่างๆ มักจะเป็นคนเปิดใจ เปิดโลก ชอบลองอะไรใหม่ๆ มีความสุขกับอะไรง่ายๆ และเป็นคนช่างเลือกในเรื่องอาหาร เป็นเพื่อนร่วมทริปที่ขาดไม่ได้ เพราะมีความสามารถในการหาร้านเด็ดแบบจริงจังถ้ามีเพื่อนคนนี้คือรับรองว่าไม่อดตาย

    8. ทายนิสัยคนชอบเที่ยวสายช้อปปิ้ง

    เมื่อการไปเที่ยวทุกครั้งต้องได้ช้อปปิ้งของติดไม้ติดมือกลับมา คุณคือนักเที่ยวสายช้อป คนชอบเที่ยวสไตล์นี้มักเป็นคนตามเทรนด์ มีรสนิยมดี และให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และรายละเอียด เป็นคนฉลาดในการใช้เงิน แต่บางครั้งอาจจะใช้เก่งไปนิด เป็นคนมั่นใจในตัวเองสูง และชอบการดูแลตัวเอง เป็นสายที่พร้อมจะอวดของใหม่ๆ บนโซเชียล และพร้อมที่จะโดดเด่นทุกชุดในทุกที่ที่ไป

    9. ทายนิสัยคนชอบเที่ยววัดหรือชมโบราณสถาน

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock

    คนที่ชอบเที่ยวชมวัดหรือโบราณสถานต่างๆ นอกจากเป็นคนรักความสงบแล้ว ยังมีนิสัยที่น่าสนใจหลายอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งๆ นั้นด้วย เช่น ต้องการเวลาอยู่กับตัวเองเพื่อทบทวนความคิดและชาร์จพลัง  ชอบการค้นคว้า หาข้อมูล และเรียนรู้เรื่องราวในอดีต เป็นคนที่ใช้สมองมากกว่าอารมณ์ และมักจะเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นที่พึ่งพาให้กับเพื่อนๆ ในกลุ่มได้เสมอ  แม้ภายนอกจะดูเรียบร้อย แต่ลึกๆ แล้วเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง และอาจจะมีความหัวรั้นในเรื่องที่ตัวเองเชื่อและเห็นว่าถูกต้อง แต่เป็นความรั้นที่มาพร้อมเหตุผล จึงดูไม่ก้าวร้าว

    10. ทายนิสัยคนชอบเที่ยวหลายๆ รูปแบบผสมกัน

    การไปเที่ยวในหนึ่งทริปอาจมีสไตล์การเที่ยวหลายรูปแบบผสมผสานกัน ทั้งเที่ยวธรรมชาติ เที่ยวในเมือง เที่ยวสายกิน คนที่ชอบเที่ยวรูปแบบนี้มักเป็นคนปรับตัวเก่ง มีความยืดหยุ่น ไม่ติดอยู่กับอะไรเดิมๆ เป็นมิตร เข้าได้กับทุกคนในกลุ่ม และพร้อมจะซัพพอร์ตทุกแพลนของเพื่อนๆ เป็นคนที่สมดุลระหว่างการผ่อนคลายและการผจญภัย คือเพื่อนที่ครบเครื่องและทำให้ทริปไม่น่าเบื่อแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2888711&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1F5Y4-x7Nz3AKGqWul25vs

  • นักวิชาการชี้อาจเห็นราคาทองพุ่งถึง 65,000 บาทได้ในปลายปีนี้

    นักวิชาการชี้อาจเห็นราคาทองพุ่งถึง 65,000 บาทได้ในปลายปีนี้

    ผอ. DEIIT ม.หอการค้าไทย ชี้ความกังวลสงครามการค้าจีน-สหรัฐ กลับมาปะทุ อาจทำให้นักลงทุนเทเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ดันราคาทองมีโอกาสขยับไปทดสอบระดับ 65,000 บาทได้ในปลายปีนี้    

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุน และการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาที่คลี่คลายลงก่อนหน้านี้ ได้กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อจีนได้ออกมาตรการควบคุมส่งออกแร่หายากมายังสหรัฐอเมริกา ก่อให้เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมทางการทหารของสหรัฐฯ และรัฐบาลทรัมป์ได้ตอบโต้ ด้วยการขู่ว่าจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 100% ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดการเงินไม่ได้คาดการณ์ไว้

    มองว่าปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ทำให้นักลงทุนโยกเม็ดเงินจากสินทรัพย์เสี่ยง มายังสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ และพันธบัตร ดันราคาทองพุ่งทะลุ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และทำให้ราคาทองรูปพรรณในประเทศ ขายออกบาทละ 62,100 บาท และมีโอกาสทดสอบ 65,000 บาทปลายปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/449549&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09i7hB8uxNwxf4WanBXCN2