Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (14 ต.ค. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (14 ต.ค. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (14 ต.ค. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 50 สตางค์ต่อลิตร

    เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับลดลลง 50 สตางค์ เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 68

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 43.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 31.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 46.14 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 31.44 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (14 ต.ค. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2565 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/641282&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08spK2q9pUlJF_ij5-Ir_p

  • ผักขึ้นราคา คนละครึ่งหนุนตลาด | TOPNEWS

    ผักขึ้นราคา คนละครึ่งหนุนตลาด | TOPNEWS

    วันที่ 13 ต.ค. 2568 ที่ยะลา ช่วงใกล้เทศกาลกินเจ ราคาผักสดในตลาดสดเทศบาลเมืองเบตงปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 10-20 บาทต่อกิโลกรัม จากสภาพอากาศแปรปรวนและฝนตกต่อเนื่อง ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ขณะที่ยอดจำหน่ายผักลดลงกว่า 50% พ่อค้าแม่ค้าเผยไม่กล้าสั่งผักจำนวนมาก เนื่องจากประชาชนยังมีภาระหนี้ครัวเรือนสูง แต่ยังพออุ่นใจจากโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ช่วยกระตุ้นการซื้อขายได้ดีในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้

    ประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของในตลาดต่างเห็นตรงกันว่า “คนละครึ่ง” เป็นโครงการที่มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะในช่วงผักแพงแบบนี้ หากได้รับสิทธิ ก็สามารถซื้อมากินได้ต่อเนื่องทุกวัน ซึ่งเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้จริง เช่นเดียวกับพ่อค้าในตลาดอย่างนายสมบุญ จรัสจินดาลาภ ที่เห็นด้วยกับการขยายโครงการและให้ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภทมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้เด็กอายุ 16 ปีขึ้นไปสามารถเข้าร่วมได้ เพื่อสร้างวินัยทางการเงินและลดภาระผู้ปกครอง

    นอกจากช่วยลดค่าครองชีพแล้ว พ่อค้าแม่ค้าในเมืองเบตงยังมองว่าโครงการคนละครึ่งช่วยหนุนภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้อีกด้วย หากควบรวมกับโครงการเที่ยวคนละครึ่ง จะทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีขึ้นทั้งร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจในท้องถิ่น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลกินเจที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากขึ้น ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวมของเมืองเบตงอย่างชัดเจน

    เจษฎา สิริโยทัย ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ยะลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1355012&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Qtlmv7harBL01p4_pHIeu

  • ทรัมป์อ่อนท่าที ส่งสัญญาณเปิดทางเจรจา หลังจีนขู่ตอบโต้เด็ดขาด : อินโฟเควสท์

    ทรัมป์อ่อนท่าที ส่งสัญญาณเปิดทางเจรจา หลังจีนขู่ตอบโต้เด็ดขาด : อินโฟเควสท์

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะ “เป็นไปด้วยดี” แม้ความตึงเครียดทางการค้ากลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่เขาขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 100% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พ.ย.

    ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเมื่อวันอาทิตย์ (12 ต.ค.) ว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ “ยอดเยี่ยม” กับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน

    “เขาเป็นคนที่แกร่งมาก เป็นคนที่ฉลาดมาก เขาเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่สำหรับประเทศของพวกเขา” ทรัมป์กล่าวหลังจากขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางเยือนอิสราเอลและอียิปต์

    คำกล่าวของผู้นำสหรัฐฯ มีขึ้นหลังจากที่เขาได้ออกมาขู่ว่าจะใช้มาตรการภาษีใหม่กับจีนเมื่อวันศุกร์ เพื่อตอบโต้มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีน ซึ่งรัฐบาลจีนก็ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้การขู่ขึ้นภาษีของทรัมป์อย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ โดยระบุว่าพร้อมที่จะใช้มาตรการตอบโต้ที่เด็ดขาด “เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมายของตน”

    เมื่อถูกถามว่าการเก็บภาษีเพิ่มเติมดังกล่าวยังคงเป็นแผนการอยู่หรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ใช่ในตอนนี้” แต่ “มาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น” พร้อมทั้งกล่าวต่อไปว่า สำหรับหลายคน วันที่ 1 พ.ย. ซึ่งเขากำหนดให้เป็นวันที่ภาษีอัตราใหม่จะมีผลบังคับใช้นั้น อาจฟังดูเหมือนใกล้เข้ามาแล้ว แต่สำหรับตัวเขาเอง กลับมองว่า มันเป็นเวลาที่ยาวนานมาก ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ายังมีช่องว่างให้ทั้งสองประเทศสามารถถอยออกจากความขัดแย้งได้

    ก่อนหน้านั้นในวันอาทิตย์ ทรัมป์ยังได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่าไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับจีน โดยระบุว่า ผู้นำจีน “เพิ่งมีช่วงเวลาที่แย่ เขาไม่ต้องการภาวะเศรษฐกิจตกต่ำสำหรับประเทศของเขา และผมก็ไม่ต้องการเช่นกัน สหรัฐฯ ต้องการช่วยจีน ไม่ใช่ทำร้าย”

    ท่าทีของทรัมป์ที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปสู่แนวทางที่ลดการเผชิญหน้ากับจีนลงนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ดัชนีหุ้นสำคัญของสหรัฐฯ ปิดร่วงลงอย่างรุนแรงเมื่อวันศุกร์ เนื่องจากความกังวลว่าสงครามการค้าจะปะทุขึ้นอีกครั้ง

    ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 45,479.60 จุด ลดลง 878.82 จุด หรือ -1.90%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,552.51 จุด ลดลง 182.60 จุด หรือ -2.71% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,204.43 จุด ลดลง 820.20 จุด หรือ -3.56%

    สถานการณ์ความตึงเครียดล่าสุดระหว่างสองชาติมหาอำนาจเกิดขึ้นหลังจากที่เมื่อวันพฤหัสบดี จีนได้ประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกเพิ่มเติมสำหรับแร่หายาก และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตสินค้าไฮเทค

    หลังจากนั้น ทรัมป์ได้ออกมากล่าวหาจีนในวันศุกร์ว่า มีท่าที “เป็นปรปักษ์อย่างยิ่ง” และกำลังจับสหรัฐฯ และทั่วทั้งโลก “เป็นตัวประกัน” ด้วยการเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออก พร้อมประกาศว่า สหรัฐฯ จะเริ่มเก็บภาษี 100% ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. หรือเร็วกว่านั้น ขึ้นอยู่กับการดำเนินการใด ๆ ของจีน ทั้งยังเปรยด้วยว่า อาจยกเลิกการประชุมกับสี จิ้นผิง ที่เกาหลีใต้ในปลายเดือนนี้

    ทรัมป์ยังขู่ว่า สหรัฐฯ วางแผนที่จะใช้มาตรการควบคุมการส่งออกผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ที่สำคัญทั้งหมด โดยเริ่มในวันเดียวกันด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n9_3DTpMGvMkUxgQvAbg9

  • รมว.อุตฯ สั่ง กสอ.ผลักดันธุรกิจรายย่อยร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส : อินโฟเควสท์

    รมว.อุตฯ สั่ง กสอ.ผลักดันธุรกิจรายย่อยร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส : อินโฟเควสท์

    นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ พร้อมสนับสนุนการดำเนินการตามแนวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส” วงเงิน 44,000 ล้านบาทของรัฐบาล ซึ่งจะมีระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.-31 ธ.ค.68 โดยมอบให้ น.ส.ณัฐฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เร่งสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยในเครือข่ายมากกว่า 30,000 ราย เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Payment และขยายฐานลูกค้า

    สำหรับนักธุรกิจรายย่อยในเครือข่าย DIPROM เช่น นักธุรกิจใหม่ นักธุรกิจ และวิสาหกิจชุมชน ร้านอาหารถิ่น และ SME รายย่อย กระทรวงฯ จะดำเนินการผ่าน 3 ยุทธ์ศาสตร์สำคัญ คือ 1.เชิญชวน โดยประชาสัมพันธ์ให้นักธุรกิจรายย่อยในเครือข่ายดีพร้อม สมัครและใช้งานแอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน” เพื่อรับชำระค่าสินค้าและบริการ กระตุ้นยอดขายและกระแสเงินสด ผ่านกำลังซื้อที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ 2.กลั่นกรอง โดยคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบนิเวศดีพร้อม (DIPROM Ecosystem) เพื่อนำดิจิทัลแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ เน้นการทำตลาดออนไลน์ (Online Marketing) และการบริหารจัดการ ร้านค้าผ่านระบบ e-Payment เพื่อขยายช่องทางการตลาดหลังสิ้นสุดโครงการรัฐ และ 3.สนับสนุน โดยเชื่อมกลไกสนับสนุนต่อเนื่องให้ธุรกิจที่เข้าสู่ระบบดิจิทัล สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

    โดยกระทรวงฯ พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ด้วยการเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และช่วยเหลือผ่านโครงการยกระดับผลิตภาพ (Productivity Improvement) อาทิ ระบบบริหารจัดการธุรกิจ ระบบบัญชีการเงิน และการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขีดความสามารถ ทั้งนี้เพื่อมาตรฐานกระบวนการผลิตที่ดี และยกระดับภาคอุตสาหกรรมของไทยในอนาคต

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536772&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw203UjjIiu0ttMfHBZYgzn1

  • วงจรปิดจับชัด!พนักงานไฟฟ้าโยนบิลลงถังขยะ แทนเสียบหน้าบ้าน คาดทำเพื่อให้มีการถอดมิเตอร์ | เดลินิวส์

    วงจรปิดจับชัด!พนักงานไฟฟ้าโยนบิลลงถังขยะ แทนเสียบหน้าบ้าน คาดทำเพื่อให้มีการถอดมิเตอร์ | เดลินิวส์

    วงจรปิดจับชัด!พนักงานไฟฟ้าโยนบิลลงถังขยะ แทนเสียบหน้าบ้าน คาดทำเพื่อให้มีการถอดมิเตอร์

    ชาวบ้านอำเภอประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ร้องสื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมพนักงานการไฟฟ้า หลังพบใช้เครื่องยิงค่าไฟฟ้าแล้วเอาบิลไปทิ้งขยะ แทนที่จะวางหน้าบ้าน ทำให้เกิดความสงสัยว่ามีมิจฉาชีพแฝงตัวหรือไม่ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ อาจเป็นขั้นตอนที่พนักงานรับเหมาวางแผนเองเพื่อเก็บค่าถอดมิเตอร์ตามกำหนด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5200502/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Toat3P_VMv0nM_lo2ztvt

  • Wellness Tourism เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00น.

    Wellness Tourism เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00น.

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/ershnLMeBiA&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SWiI1rPLsXMirRIvAjtrM

  • 3 นักเศรษฐศาสตร์คว้ารางวัลโนเบลด้วยงานวิจัยเทคโนโลยีกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    3 นักเศรษฐศาสตร์คว้ารางวัลโนเบลด้วยงานวิจัยเทคโนโลยีกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดนประกาศมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2025 แก่ 3 นักวิชาการชั้นนำ ได้แก่ โจเอล โมคีย์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน-อิสราเอลวัย 79 ปี จากมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น ฟิลิปป์ อากีออน นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสวัย 69 ปี และปีเตอร์ โฮวิตต์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวแคนาดาวัย 79 ปี จากงานวิจัยที่อธิบายผลกระทบของเทคโนโลยีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ผลงานวิจัยพื้นฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    โมคีย์ ได้รับรางวัลครึ่งหนึ่งสำหรับงานที่ระบุปัจจัยสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ขณะที่อากีออน และโฮวิตต์แบ่งรางวัลครึ่งหนึ่งที่เหลือจากทฤษฎีการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่าน ‘การทำลายสร้างสรรค์’

    จอห์น แฮสส์เลอร์ ประธานคณะกรรมการรางวัล กล่าวว่า งานวิจัยของพวกเขาตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับวิธีที่นวัตกรรมทางเทคโนโลยีขับเคลื่อนการเติบโต และการรักษาการเติบโตให้ยั่งยืน

    ประวัติศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจ

    แฮสส์เลอร์อธิบายว่า ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเกือบทั้งหมด มาตรฐานการครองชีพไม่เปลี่ยนแปลงจากรุ่นสู่รุ่น การเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยเป็นศูนย์ และภาวะซบเซาเป็นสิ่งปกติ

    แต่ในช่วง 2 ศตวรรษที่ผ่านมา โลกได้เห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เคอร์สติน เอฟโล สมาชิกคณะกรรมการรางวัล กล่าวว่า ระยะเวลา 200 ปียังคงเป็นช่วงสั้นเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ยาวนานของภาวะซบเซา

    แนวคิดการทำลายสร้างสรรค์

    อากีออน และโฮวิตต์สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์สำหรับ ‘การทำลายสร้างสรรค์’ ซึ่งหมายถึงกระบวนการที่เมื่อผลิตภัณฑ์ใหม่และดีกว่าเข้าสู่ตลาด บริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์เก่าจะสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาด

    อากีออน กล่าวว่า ‘ไม่สามารถหาคำพูดมาอธิบายความรู้สึกได้ และยังพูดไม่ออก มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก’

    คำเตือนเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    อากีออน เตือนถึงภัยคุกคามการเติบโตจากการเก็บภาษีนำเข้าสูงตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์กลับเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ‘ความเปิดกว้างเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโต สิ่งใดที่ขัดขวางความเปิดกว้างคืออุปสรรคต่อการเติบโต’ เขากล่าว

    นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ยังเตือนยุโรปไม่ปล่อยให้สหรัฐฯ และจีนครองความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ประเทศยุโรปต้องตระหนักว่าไม่ควรปล่อยให้สหรัฐฯ และจีนเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีและแพ้พวกเขา

    รายละเอียดรางวัล

    รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ประกอบด้วยประกาศนียบัตร เหรียญทอง และเงินรางวัล 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผู้ได้รับรางวัลจะรับมอบรางวัลในพิธีการอย่างเป็นทางการที่สตอกโฮล์มและออสโลในวันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งตรงกับวันครบรอบการเสียชีวิตของอัลเฟรด โนเบล นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนผู้ก่อตั้งรางวัลในปี 1896

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/nobel-economics-2024-technology-economic-growth&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cPNZ14BHTvthhLaS0Uwqu

  • นักวิเคราะห์ชี้สหรัฐฯขู่ทำสงครามการค้ากับจีนทำลายบรรยากาศประชุมประจำปี IMF-ธนาคารโลก

    นักวิเคราะห์ชี้สหรัฐฯขู่ทำสงครามการค้ากับจีนทำลายบรรยากาศประชุมประจำปี IMF-ธนาคารโลก

    วันนี้, 17:00น.

               รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมประชุมประจำปีระหว่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF)และธนาคารโลกที่สำนักงานใหญ่ของ IMFและธนาคารโลกในกรุงวอชิงตันดี.ซี.ระหว่าง 13-18 ต.ค.นี้ มีผู้ร่วมประชุมกว่า 10,000 คน เพื่อหารือเรื่องเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวได้อย่างเข้มแข็ง แม้จะเผชิญกับมาตรการตอบโต้ทางภาษีจากรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ตามรายงานจากนางคริสตาลิน่า จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ IMF

              นายมาร์ติน มูห์ลไลเซน อดีตเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)ซึ่งในปัจจุบันเป็นนักวิเคราะห์จาก สภาแอตแลนติก (Atlantic Council) องค์กรเอ็นจีโอด้านกิจการระหว่างประเทศของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การที่สหรัฐฯและจีน สองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก พักทำสงครามการค้าในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา พร้อมทั้งปรับลดภาษีจากตัวเลข 3 หลักลงมาอยู่ที่ 2 หลักในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของจีนมาอยู่ที่ร้อยละ 3.0 ในปีนี้ จากตัวเลขคาดการณ์ครั้งก่อนในเดือนเม.ย.ที่ร้อยละ 2.8 พร้อมคาดว่า เศรษฐกิจจีนจะเติบโตที่ร้อยละ 3.1 ในปีหน้า(2569)จากคาดการณ์เดิมร้อยละ 3.0 

            จนกระทั่ง นายทรัมป์ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว(10 ต.ค.) ขู่จะทำสงครามภาษีรอบใหม่กับจีน โดยปรับขึ้นภาษีศุลกากรกลับมาที่ตัวเลข 3 หลัก สร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงการเทขายของนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯเมื่อวันศุกร์ก่อน โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า คำถามสำคัญที่ที่ประชุมจะหารือกันในที่ประชุมคือ การที่นายทรัมป์ประกาศตอบโต้ หลังจากทางการจีนประกาศมาตรการคุมเข้มการส่งออกแร่หายากเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว จะนำไปสู่สงครามการค้าอย่างเต็มรูปแบบระหว่างสหรัฐฯกับจีน หรือไม่

             ในตอนแรก นายทรัมป์มีแผนจะประชุมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน นอกรอบการประชุมผู้นำเอเปค 2025 ที่เมืองคยองจู เกาหลีใต้ ปลายเดือนนี้ ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่า ผู้นำทั้งสองจะปรับความสัมพันธ์ทวิภาคีในทางบวก แต่ความหวังดังกล่าวพังครืนลงเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว หลังนายทรัมป์ขู่จะยกเลิกการนัดประชุมกับผู้นำจีน และจะเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนและมาตรการอื่นๆเพื่อตอบโต้จีน กรณีห้ามส่งออกแร่หายากสู่สหรัฐฯ อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนว่า นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน จะประชุมกับเจ้าหน้าที่จีนในกรุงวอชิงตันดี.ซี.ในสัปดาห์นี้ เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับจีน หรือไม่ โดยโฆษกกระทรวงการคลังสหรัฐฯปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นในเรื่องกำหนดการประชุมทวิภาคีของรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ

    #สหรัฐ

    #ประชุมร่วมIMFธนาคารโลก

    #เศรษฐกิจโลก

    ที่มา: reuters

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155453&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GsTGyicLiVSenTgvNbySN

  • Wellness Tourism เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    Wellness Tourism เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    Thai Senses จุดแข็งของไทยในตลาดโลก

    สอดคล้องกับนายปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปุริ จำกัด ที่ระบุว่า ประเทศไทยมีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมที่ผูกโยงกับ 5 Senses – กลิ่น รส สัมผัส เสียง และบรรยากาศ ซึ่งปัญญ์ปุริได้นำมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์และ Wellness Experience ที่แตกต่าง เช่น กลิ่นหอมจากพืชพันธุ์ธรรมชาติและภูมิปัญญาโบราณที่ช่วยบำบัดความเหนื่อยล้าได้จริง และยังเป็นกระจายสู่ท้องถิ่น จุดแข็งเหล่านี้คือ Top of Mind ที่สามารถต่อยอด และสร้างรายได้ในระดับโลก 

    ปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปุริ จำกัด

    โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการไทยในตลาด Wellness โลก

    ตลาด Wellness กำลังเปิดกว้างต่อประสบการณ์ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่ตลาดโลกยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งเรื่องมาตรฐานสากลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการสื่อสารแบรนด์ให้ร่วมสมัย การพัฒนาตลาด Wellness จึงไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังเสริมพลัง Soft Power ไทย และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    อาหารเป็นยา คืนคุณค่าโภชนาการและสมุนไพรสู่จานอาหาร

    ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network กล่าวว่า อาหารไทยมีความพร้อมอย่างมากในการเป็นหนึ่งในหัวใจของ Wellness Tourism เพราะเรามีภูมิปัญญาเรื่องสมุนไพร เครื่องแกง และการผสมรสที่สะท้อนหลัก อาหารเป็นยา (Food as Medicine) อย่างแท้จริง หากเรายกระดับความเข้าใจเรื่องคุณค่าอาหารไทย และสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง รสชาติ สุขภาพ และ วัฒนธรรม ก็จะสามารถต่อยอดอาหารไทยให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของ Wellness Tourism ได้ ทั้งในแง่เศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และคุณค่าทางใจของผู้มาเยือน 

    ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network

    เธอกล่าวเสริมว่า ข้อมูล GWI ยังระบุอีกว่าอุตสาหกรรม Wellness Tourism จะเติบโตเป็น1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 51 ล้านล้านบาท ภายในปี 2027 ซึ่งเติบโตเร็วกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปประมาณ 1,886 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 68,000 บาท สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 56% ขณะเดียวกันประเทศไทยยังครองอันดับ 1 ด้านการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ระหว่างปี 2022 – 2023 จากบรรดา 25 ตลาดสุขภาพชั้นนำของโลก

    “ด้วยจุดแข็งด้านอาหาร สมุนไพร และภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากที่จะก้าวสู่ ‘Wellness Hub แห่งเอเชีย โดยเฉพาะหากเรานำแนวคิดอาหารเป็นยา และ Wellness on a Plate มาต่อยอดเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทั้งอร่อย ดีต่อสุขภาพ และสะท้อนคุณค่าความเป็นไทยได้อย่างร่วมสมัย”ผศ.ดร. จุฑามาศ วิศาลสิงห์ กล่าวทิ้งท้าย

    The Sukhothai Spa สะท้อนแก่นแท้ Wellness Tourism ไทย

    มิสเตอร์ริชาร์ด ดอยท์ล ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ กล่าวว่า The Sukhothai Spa ถือเป็นตัวอย่างการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่นำเอกลักษณ์เรือนไทยโบราณผสานกับศาสตร์การบำบัดสมัยใหม่อย่างกลมกลืน จนกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างทั้งการพักผ่อนและการเยียวยาแบบองค์รวม เชื่อมโยงประสบการณ์ทางวัฒนธรรมเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่น นอกจากนี้การได้รับรางวัล Michelin Keys 2 ดอก สะท้อนมาตรฐานการบริการระดับโลกของโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Destination ชั้นนำของโลก ได้อย่างยั่งยืน

    มิสเตอร์ริชาร์ด ดอยท์ล ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ

    เทรนด์ท่องเที่ยวสุขภาพมาแรง สะท้อนการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี เปิดเผยว่า สมาชิก เคทีซีมีพฤติกรรมลงทุนด้านสุขภาพควบคู่กับการท่องเที่ยวมากขึ้นโดยยอดใช้จ่ายในโรงแรมที่ตอบโจทย์ Wellness มียอดต่อครั้งสูงกว่าโรงแรมทั่วไป 1.88 เท่า และยังเห็นสัญญาณการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพของกลุ่มคนอายุ 30–35 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เคทีซีมองว่าการท่องเที่ยวในอนาคตคือการสร้าง Travel Ecosystem ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและคุณภาพชีวิตในทุกขั้นตอน ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์เฉพาะสำหรับ Customer Journey เช่น แพลตฟอร์ม KTC Wellness Hub ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์มากกว่า 60 พันธมิตร ครอบคลุมรีสอร์ทสุขภาพ โรงพยาบาล สปา และร้านอาหารสุขภาพ มอบสิทธิพิเศษที่ไม่ใช่แค่ส่วนลด แต่เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าถึงบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐาน สะดวก และคุ้มค่าอย่างแท้จริง

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี

    “บทบาทของเคทีซีไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการบัตรเครดิตแต่คืออีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผู้ประกอบการเชื่อมต่อกับฐานลูกค้าคุณภาพกว่า 2.8 ล้านราย และสร้างโอกาสใหม่ในตลาด Wellness Tourism ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ Wellness Destination ชั้นนำของโลก” นางสาววริษฐา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378968030&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27aYI_Y04dUHrN3I388GH4

  • เศรษฐกิจทรุด สรรพากรปิดหีบเก็บรายได้ปีงบ 68 ต่ำเป้า 3.7 หมื่นล้าน

    เศรษฐกิจทรุด สรรพากรปิดหีบเก็บรายได้ปีงบ 68 ต่ำเป้า 3.7 หมื่นล้าน

    นายภาณุวัฒน์ เหลืองวิไล รองอธิบดีกรมสรรพากร และโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ผลจัดเก็บรายได้กรมสรรพากร ปีงบประมาณ 68 (ต.ค. 67 – ก.ย. 68) สามารถจัดเก็บรายได้ 2.335 ล้านล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 67,104 ล้านบาท แต่ต่ำกว่าเป้าหมาย 37,200 ล้านบาท  

    อย่างไรก็ตาม หากแบ่งเป็นส่วนที่กรมสรรพากรได้รับมอบหมายให้ จัดเก็บภาษีโดยตรงทำได้ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล ทำได้ 1.873 ล้านล้านบาท จัดเก็บได้สูงกว่าปีก่อนถึง 4.9% และทำได้ใกล้เคียงเอกสารงบประมาณที่ตั้งไว้ 1.874 ล้านล้านบาท  

    “ปัจจัยสำคัญมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม จากการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจัดเก็บได้  992,829 ล้านบาท เกินกว่าเป้าหมายในเอกสารงบประมาณที่ 969,000 ล้านบาท ธุรกิจสำคัญที่ชำระภาษีเพิ่มขึ้น ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ธุรกิจบริการทางการเงิน ธุรกิจไฟฟ้า ก๊าซ ไอน้ำ และธุรกิจโทรคมนาคม”  

    ส่วนภาษีที่หน่วยงานอื่นจัดเก็บให้แทนกรมสรรพากร จัดเก็บได้ 461,895 ล้านบาท  ต่ำกว่าเป้าหมาย 7.3%  หรือ 36,565 ล้านบาท โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าที่ลดลง ต่อเนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าและราคาน้ำมันดิบที่ลดลง

    นอกจากนี้ ภาษีอสังหาริมทรัพย์ที่จัดเก็บโดยกรมที่ดินก็ต่ำกว่าเป้าหมายเช่นกัน เนื่องจากกำลังซื้อที่อยู่อาศัยลดลง และสถาบันการเงินยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ แม้จะมีมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ จากภาครัฐแล้วก็ตาม

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การจัดรายได้ภาษีกรมสรรพากรที่ต่ำกว่าเป้าหมาย ส่วนใหญ่มาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่ยังสามารถทำรายได้สูงกว่าปีที่แล้ว ได้แก่

    • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเก็บได้ 432,353 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 3,547 ล้านบาท แต่สูงกว่าปีก่อนหน้า 16,929 ล้านบาท
    • ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บ 797,100 ล้านบาท ต่ำกว่า 39,000 ล้านบาท แต่สูงกว่าปีก่อน 13,714 ล้านบาท
    • ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม จัดเก็บได้ 27,414 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 11,186 ล้านบาท
    • ภาษีธุรกิจเฉพาะ 66,872 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 6,428 ล้านบาท
    • อากรแสตมป์ 16,877 ล้านบาท ต่อกว่าเป้าหมาย 1,273 ล้านบาท 

    ส่วนภาษีที่สรรพากรเก็บได้เกินเป้าหมายเป็นกอบเป็นกำ ได้แก่  ภาษีมูลค่าเพิ่ม 992,829 ล้านบาท เกินเป้าหมาย 23,829 ล้านบาท และสูงกว่าเป้าหมาย 45,509 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้แยกเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มบริโภคในประเทศ 616,623 ล้านบาท เกินเป้าหมาย 53,623 ล้านบาท และสูงกว่าปีก่อน 64,556 ล้านบาท แต่ภาษีจากนำเข้าทำได้ 376,206 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 29,794 ล้านบาท

    ขณะที่ภาษีมรดกเก็บได้ 1,186 ล้านบาท เกินเป้าหมาย 386 ล้านบาท ขณะที่ปีงบ 69 สรรพากรถูกตั้งเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ที่ 2.44 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี68 ถึง 7.46 หมื่นล้านบาทโดยถือเป็นความท้าทาย เนื่องจากอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641295&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Yz_TYUDlqUNMf43WFjUsn