Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อนุทิน รอผลศึกษา กมธ.สภา ยกเลิก MOU หรือไม่ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่  13 ต.ค.68

    อนุทิน รอผลศึกษา กมธ.สภา ยกเลิก MOU หรือไม่ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 13 ต.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/raNLC8vu8TQ&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CUTJygF3ZTkpoIz6rjO2r

  • “ข่าวดี” ของธุรกิจท่องเที่ยว “กรุงเทพฯ” ยังเป็น “1” เอเชีย

    “ข่าวดี” ของธุรกิจท่องเที่ยว “กรุงเทพฯ” ยังเป็น “1” เอเชีย

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    “ข่าวดี” ของธุรกิจท่องเที่ยว “กรุงเทพฯ” ยังเป็น “1” เอเชีย

    14 ต.ค. 2568 04:25 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2888778&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0X8pmfMv2qdFWAUKWoLJTy

  • ททท.รับเป้าดันต่างชาติเที่ยวไทย 4 เดือน 12 ล้านคน ชู 6 บิ๊กอีเว้นท์บูมเที่ยวไฮซีซัน

    ททท.รับเป้าดันต่างชาติเที่ยวไทย 4 เดือน 12 ล้านคน ชู 6 บิ๊กอีเว้นท์บูมเที่ยวไฮซีซัน

    นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า แผนการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของททท.ภายใต้นโยบายของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในช่วง 4 เดือนนี้ (ต.ค.68-ม.ค.69) ตั้งเป้าให้ททท.ผลักดันนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 12 ล้านคน (-7%) สร้างรายได้ 5.8 แสนล้านบาท (-3%) 

    ถือเป็นเป้าหมายท้าทาย ที่ต้องทำงานหนักขึ้น ท่ามกลางนักท่องเที่ยวกระแสหลัก อย่าง นักท่องเที่ยวจีนลดลง แม้จะมีอินเดียเข้ามาเสริม แต่ค่าใช้จ่ายไม่สูง เพราะไม่ได้ช้อปปิ้งสูงเหมือนจีน ททท.จึงเน้นกระตุ้นตลาดตะวันออกกลาง เพราะแม้จะจำนวนนักท่องเที่ยวไม่มาก แต่มีการใช้จ่ายสูงมาก

    รวมถึงเน้นกระตุ้นตลาดระยะใกล้ เพราะกระตุ้นการเดินทางได้เร็วกว่าตลาดระยะไกล ประกอบการในช่วงดังกล่าวเป็นไฮซีซันซึ่งนักท่องเที่ยวระยะไกล และยุโรปเดินทางมาเที่ยวไทยอยู่แล้ว

    ณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท.

    โดยภาพรวมการท่องเที่ยวในปี 2568 ททท.จะมีต่างชาติเที่ยวไทย 33.4 ล้านคน (-6%) สร้างรายได้ 1.51 ล้านล้านบาท (-5%) ตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศ 204.57 ล้านคน-ครั้ง (+2%) สร้างรายได้ 1.15 ล้านล้านบาท (+2%) ส่วนแนวโน้มในปี 2569 คาดว่าต่างชาติเที่ยวไทย 34.9 ล้านคน (+4%) สร้างรายได้ 1.63 ล้านล้านบาท (+8%)

    ส่วนตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศ (ไทยเที่ยวไทย) 210.43 ล้านคน-ครั้ง(+3%) สร้างรายได้ 1.16 ล้านล้านบาท (+1%) คาดว่าจะสร้างรายได้รวม 2.79 ล้านล้านบาท (+5%)

    โดยในส่วนของการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวในแบบบิ๊กอีเว้นท์ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันนี้ ต่อเนื่องทั้งปีหน้า จะมีไฮไลท์ใน 6 กิจกรรม ภายใต้งบประมาณราว 217 ล้านบาท ได้แก่

    1.อเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ ดีวาลี ตลอดเดือนต.ค.นี้ ที่คลองโอ่งอ่าง วันที่ 16-20 ต.ค.นี้ และย่านพาหุรัด (18-20 ต.ค.นี้) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวร่วมงาน 1 แสนคน สร้างรายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท

    2. มหาลอยกระทง เวิล์ด เฟสติวัล 2025 ยกระดับเทศกาลลอยกระทง เป็น “มหาลอยกระทง” ในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย (27 ต.ค.-5 พ.ย.นี้) และที่วัดพระราม จ.พระนครศรีอยุธยา (1-5 พ.ย.นี้) ใช้งบราว 30 ล้านบาท เน้นยกระดับประเพณีสู่งานเทศกาลระดับนานาชาติ ด้วยการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม การจัดแสดงแสงสีเสียง รวมถึงร่วมสนับสนุนการจัดงานลอยกระทงในพื้นที่อัตลักษณ์ เช่น ตาก สมุทรสงคราม อยุธยา กรุงเทพฯ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 4.5 แสนคน สร้างรายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท

    3.วิจิตรเจ้าพระยา 2025 (1 พ.ย.-15 ธ.ค.นี้) มหาปรากฏการณ์แสดง แสง สี เสียง สุดยิ่งใหญ่ ปีนี้จัดยิ่งใหญ่ขยายเวลาการจัดงานจากเดิม 30 วัน เป็น 45 วัน ใช้งบลงทุนราว 50 ล้านบาท ซึ่งในขณะนี้ผู้ประกอบการเรือ และโรงแรมริมน้ำเจ้าพระยา ได้รับการตอบรับการจองล่วงหน้าจากนักท่องเที่ยวแล้วเป็นจำนวนมาก บางแห่งเรือถูกจองเต็มล่วงหน้าแล้ว งานนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวร่วมงานไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

    4. อเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน 2025 โดยงานนี้การลงทุนหลักจะเป็นภาคเอกชน ลงทุนกว่า 60 ล้านบาท ททท.สนับสนุนงบ 12 ล้านบาท คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันไม่น้อยกว่า 3.6 หมื่นคน สร้างเงินหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 894 ล้านบาท

    5. อเมซิ่ง ไทยแลนด์ เคาท์ดาวน์ 2026 ซึ่งปีนี้ททท.จะจัดกิจกรรมที่เชียงใหม่ และพะเยา ใช้งบลงทุนรวม 25 ล้านบาท คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงาน ที่เชียงใหม่ ราว 7-8 หมื่นคน และที่พะเยา 5 หมื่นคน รวมถึงการสนับสนุนการจัดงานเคาท์ดาวน์ในหลายพื้นที่ทั่วไทย อาทิ ไอคอนสยาม เซ็นทรัลเวิล์ด วันแบงค็อก กรุงเทพฯ เป็นต้น เพื่อตอกย้ำการเป็นโกลเบิ้ล เคาท์ดาวน์ เดสติเนชั่น

    6.งานมหาสงกรานต์ 2569 โดยจะจัดอย่างยิ่งใหญ่และน่าสนใจกว่าเดิม เนื่องจากการจัดงานมหาสงกรานต์ที่สนามหลวงต่อเนื่องมา 2 ปี มีการรับรู้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มสูงขึ้น และสนับสนุนการจัดงานในหลายพื้นที่ทั่วไทย คาดว่าจะใช้งบราว 100 ล้านบาท คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานเพิ่มขึ้น 5-10% จากในปีที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมงาน 1.1 ล้านคน รายได้หมุนเวียนราว 4 พันกว่าล้านบาท

    หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,140 วันที่ 16 – 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/641314&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sPGDIxdM2uJPC-rK55O1g

  • อุทยานฯ หมู่เกาะสิมิลัน จัดอบรมบริษัทนำเที่ยว 170 คน เตรียมพร้อมเปิดฤดูกาล 15 ต.ค.

    อุทยานฯ หมู่เกาะสิมิลัน จัดอบรมบริษัทนำเที่ยว 170 คน เตรียมพร้อมเปิดฤดูกาล 15 ต.ค.

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันจัดโครงการฝึกอบรมเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรบริษัทนำเที่ยว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ก่อนเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว 15 ตุลาคม 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมฝึกอบรมทั้งสิ้น 170 คน จาก 31 บริษัท เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย

    นายศิริวัฒน์ สืบสาย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เปิดเผยว่า การจัดอบรมในครั้งนี้มุ่งเน้นสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะความชำนาญในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยครอบคลุมหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่ กฎและข้อปฏิบัติของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน การให้ความรู้เรื่องสัญลักษณ์ทุ่นประเภทต่างๆ พื้นฐานการรักษาความปลอดภัยในเรือ ขั้นตอนการแจ้งเหตุฉุกเฉิน และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

    กิจกรรมดังกล่าวดำเนินการตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “ท่องเที่ยวสุขใจ ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” โดยมีเป้าหมายหลักในการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพและไม่กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติภายใต้พื้นฐานของความปลอดภัย

    นายศิริวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การท่องเที่ยวในฤดูกาลนี้มีความพร้อมทั้งด้านความปลอดภัย ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งสิ่งก่อสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ พร้อมขอขอบคุณนายกฤษณ์วิกรม แกล้วกล้า และเจ้าหน้าที่จากศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติที่ 6 จังหวัดภูเก็ต ที่ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ รวมถึงขอบคุณผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกท่านที่ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม

    ทั้งนี้ ทางอุทยานแห่งชาติอย่างได้มีการปฏิบัติงานตามข้อสั่งการของรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ให้ความสำคัญและเน้นย้ำในประเด็นสำคัญ ของ โครงการ “อนุรักษ์ ทะเล”ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ราชกัญญา ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลไทยผ่านการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยได้มีการสำรวจทรัพยากรทางทะเลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของสัตว์ทะเลหายาก และการติดตามสถานการณ์ปะการังฟอกขาว เพื่อประเมินผลกระทบและวางแผนการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน พร้อมดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนเรื่องการจัดการขยะ โดยเฉพาะขยะอาหาร (Food Waste) เพื่อบรรลุเป้าหมาย “ประเทศไทยไร้ขยะอาหาร”

    การจัดอบรมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่จะมาเยือนหมู่เกาะสิมิลันได้รับประสบการณ์ที่ปลอดภัย ประทับใจ และเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติอันงดงามให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

    พบกันอีกครั้ง 15 ตุลาคมนี้ ที่หมู่เกาะสิมิลัน สวรรค์กลางทะเลอันดามัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000097889&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HSChORy9CSDy58ykM9SiP

  • ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการเป็นประธานทำบุญตักบาตร เนื่องใน“วันนวมินทรมหาราช” ณ ลานพระบรมรูปทรงงาน สวนสุขภาพลัดโพธิ์ | TOPNEWS

    ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการเป็นประธานทำบุญตักบาตร เนื่องใน“วันนวมินทรมหาราช” ณ ลานพระบรมรูปทรงงาน สวนสุขภาพลัดโพธิ์ | TOPNEWS

    สำหรับ “วันนวมินทรมหาราช” เป็นวันแห่งการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย ผู้ทรงอุทิศพระวรกายและพระสติปัญญาเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมาตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีแห่งการครองราชย์ ที่พระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างของ “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา” ที่ลงพื้นที่ทรงงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เพื่อเข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรในทุกภูมิภาคของประเทศ จากภูเขาสูงถึงปลายน้ำ พระองค์ทรงใช้พระปรีชาสามารถคิดค้นและพัฒนาโครงการพระราชดำริกว่าหลายพันโครงการ ครอบคลุมด้านการเกษตร แหล่งน้ำ ป่าไม้ การศึกษา การแพทย์ และสิ่งแวดล้อม แนวพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ยังคงเป็นหลักการสำคัญที่หน่วยงานและประชาชนไทยน้อมนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพราะพระองค์ทรงเชื่อมั่นว่า “ความเจริญที่แท้จริง ต้องเกิดจากพื้นฐานชีวิตของประชาชน”


    พระราชจริยวัตรอันงดงาม ความเรียบง่าย สมถะ และความเสียสละของพระองค์ ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนยึดถือเป็นแบบอย่างแห่งความพอเพียง ซื่อสัตย์ และตั้งใจทำความดีเพื่อส่วนรวม ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ได้พระราชทานไว้

    ในวันนวมินทรมหาราชนี้ ชาวจังหวัดสมุทรปราการ จึงใช้สวนสุขภาพลัดโพธิ์ ซึ่งมีพระบรมรูปทรงงาน และยังเป็นสถานที่ตั้ง สะพานภูมิพล และประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ที่เป็นโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อปี พ.ศ. 2538 เพื่อแก้ปัญหาจราจรและส่งเสริมการขนส่ง โดยสะพานนี้เปิดให้สัญจรได้ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2549 และได้รับพระราชทานนามว่า “สะพานภูมิพล” อย่างเป็นทางการในวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ชาวจังหวัดสมุทรปราการ จึงน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ พร้อมสำนึกในพระเมตตาอันล้นพ้น และตั้งมั่นที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธาน เพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน และความมั่นคงของชาติไทย

    นอกจากนี้ยังมี นาย อัครวุธ ไกรศรีสมบัติ หรือเต้ อาชีวะ อายุ 40 ปี แกนนำกลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบัน ที่จะทำความดีตอบแทนแผ่นดิน ในนามกลุ่ม “ไทยไม่ทน” พร้อมคณะกว่า 10 คน ได้นำพวงมาลา มาวางที่อนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงงานอีกด้วย

    นางสาวปรางค์ทิพย์ จินดามรกฎ / ธนวัต นาคขำ   ผู้สื่อข่าว topnewsทั่วไทย  จ.สมุทรปราการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1354589&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B9nG5MEp3oVAxdlVHU6bQ

  • กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

    กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

    (ภาพจาก AKP News Agency homepage /Yonhap)

    ทางการกัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ที่ถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัย ลักพาตัวและฆาตกรรมนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ จนจุดชนวนปัญหาระหว่างประเทศ

    สำนักข่าว โชซอน อิลโบ (Chosun Ilbo) ของเกาหลีใต้ รายงานว่า ทางการกัมพูชาจับกุมตัวสมาชิก 3 คนขององค์กรอาชญากรรมชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (voice phishing) ในประเทศกัมพูชา พร้อมตั้งข้อหาในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุทรมานและฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน

    หนึ่งผู้ถูกจับกุม ถูกสงสัยว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง “คดีเครื่องดื่มยาเสพติดกังนัม” ในปี 2566 ที่คนร้ายแจกเครื่องดื่มยาเสพติดให้นักเรียน 13 คน ในย่านการศึกษา แดชี-ดง เขตคังนัม กรุงโซล โดยอ้างว่าเป็นการให้ชิมฟรี ซึ่งตอนนี้ตำรวจเกาหลีใต้ได้เริ่มทำการสืบสวนแล้ว

    แก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนที่ตั้งฐานอยู่ในกัมพูชา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังมุ่งเป้าหมายโจมตีไปที่ชาวเกาหลีใต้และทำให้จำนวนคดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    สำนักงานอัยการของศาลประจำจังหวัดกำปอต ในกัมพูชา เปิดเผยว่า ชาวจีน 3 คนถูกจับตัวได้ต่อเนื่องกัน และถูกตั้งข้อหาเมื่อวันที่ 11 ต.ค. จากกรณีการฆาตกรรมนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ นามสมมติว่านาย “เอ” อายุ 22 ปี ผู้ถูกพบเป็นศพภายในรถยนต์คันหนึ่ง ใกล้ภูเขาบกกอร์ (Bokor Mountain) จังหวัดกำปอต เมื่อวันที่ 8 ส.ค.

    ในเดือนเดียวกันนั้น ตำรวจท้องถิ่นจับกุมตัวชาวจีน 2 คนได้ในที่เกิดเหตุ โดยอยู่ในรถยนต์ที่พบศพของนาย เอ นอกจากนั้น ระหว่างการสืบสวนคดีในอาคารที่พักอาศัยในพื้นที่ภูเขาบกอร์ ซึ่งเป็นที่ที่นาย เอ ถูกขังเอาไว้ก่อนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่จับกุมชาวจีนได้เพิ่มอีก 1 คน และการสอบสวนยังคงดำเนินมาจนถึงเมื่อไม่นานมานี้

    ตำรวจกัมพูชาได้ค้นพบหลักฐานว่าสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมชาวจีนกลุ่มนี้ได้ก่ออาชญากรรมต่างๆ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (voice phishing) และการหลอกให้รัก หรือ โรแมนซ์สแกม (romance scams) อยู่ที่อาคารที่พักอาศัยดังกล่าว ต่อมาตำรวจท้องถิ่นได้ปิดล้อมอาคารและเข้ายึดหลักฐาน ซึ่งระหว่างนั้น มีชาวเกาหลีใต้ 14 คนที่ถูกจับตัวไว้ ได้รับความช่วยเหลือ

    ผู้เสียหายอีกราย นามสมมติว่านาย บี ถูกจับไว้ที่อาคารเดียวกับนาย เอ ให้ข้อมูลกับสำนักงานของ ส.ส. พัค ชัน-แด แห่งพรรคประชาธิปัตย์เกาหลี ซึ่งติดตามคดีของนาย เอ หลังจากได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากครอบครัวของเหยื่อ

    นาย บี ระบุว่า “นาย เอ ถูกทำร้ายอย่างรุนแรงจนหายใจแทบไม่ไหว ผมได้ยินมาว่าเขาเสียชีวิตในรถขณะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล”

    ทั้งนี้ นาย เอ จากเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ ได้เดินทางไปกัมพูชาเมื่อวันที่ 17 ก.ค. โดยบอกครอบครัวว่าจะไปร่วมงานเทศกาล แต่ราว 1 สัปดาห์หลังจากนั้น ครอบครัวของเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลปริศนา เรียกค่าไถ่เป็นจำนวน 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) โดยอ้างว่านักศึกษาคนนี้ “ก่อปัญหา” แต่ไม่ระบุว่าปัญหาดังกล่าวคืออะไร

    แต่การติดต่อก็ถูกตัดขาดไปใน 4 วันต่อมา และสุดท้าย นาย เอ ก็ถูกพบเป็นศพในวันที่ 8 ส.ค. โดยการชันสูตรเบื้องต้นชี้ว่า เขาเสียชีวิตเนื่องจากหัวใจวายเพราะความเจ็บปวดจากการถูกทรมาน

    ร่างของนาย เอ ถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญมานานร่วม 2 เดือนแล้ว และเกาหลีใต้วางแผนจะส่งตำรวจไปยังกัมพูชาภายในเดือนนี้ เพื่อดำเนินการชันสูตรศพของนาย เอ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กัมพูชา

    เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางท่ามกลางการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา

    ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ที่ยื่นต่อ ส.ส. พัค ชาน-แด จากพรรคประชาธิปไตยเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล พบว่าระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมของปีนี้ เกิดคดีลักพาตัวหรือการกักขังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาถึง 330 คดี เพิ่มขึ้นจาก 221 คดีในปี 2567, 21 คดีในปี 2566, 11 คดีในปี 2565 และ 4 คดีในปี 2564

    จำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจุดชนวนปัญหาทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา โดยเมื่อวันศุกร์ กระทรวงต่างประเทศเรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวล และขอให้รัฐบาลกัมพูชาร่วมมือกับทางการเกาหลีใต้ในการจัดตั้ง แผนกเกาหลี เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย

    กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังประกาศยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ และอีกหลายเมืองในกัมพูชา จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ให้เป็นระดับ “พิเศษ” ซึ่งหมายความว่า ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองที่ถูกประกาศ หรือให้พลเรือนออกจากเมืองดังกล่าวหากอยู่ที่นั่น โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น. วันศุกร์ (10 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : chosun

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2888844&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K7DfoV5QEAz34779YEm-I

  • “รมว.ธรรมนัส” ลุย จ.สมุทรสงคราม ติดตาม 2 ภารกิจกรมประมงปราบ “ปลาหมอคางดำ” และ “นำเรือประมงออกนอกระบบ”มุ่งสร้างสมดุลทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน

    “รมว.ธรรมนัส” ลุย จ.สมุทรสงคราม ติดตาม 2 ภารกิจกรมประมงปราบ “ปลาหมอคางดำ” และ “นำเรือประมงออกนอกระบบ”มุ่งสร้างสมดุลทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน

    วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น. ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อติดตามความก้าวหน้า “โครงการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ” ผ่าน 7 มาตรการ ซึ่งปัจจุบันสามารถกำจัดได้แล้วกว่า 7.3 ล้านกิโลกรัม และ “โครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน” จำนวน 923 ลำ ตามที่ ครม. เห็นชอบวงเงิน 1,622,605,300 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้กับพี่น้องชาวประมง โดยมีนางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมประมง ชี้แจงรายละเอียดความคืบหน้าของทั้งสองโครงการ และมีนายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ให้การต้อนรับ ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ เกษตรกร ชาวประมง และประชาชนในพื้นที่

    นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมประมง ชี้แจงถึงความคืบหน้าการดำเนินงานของกรมประมงในทั้งสองโครงการ ว่า สำหรับโครงการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ กรมประมงได้เร่งเดินหน้าขับเคลื่อน “แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570” อย่างต่อเนื่อง ผ่าน 7 มาตรการสำคัญ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 จนถึงปัจจุบัน มีความคืบหน้าในแต่ละมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

    มาตรการที่ 1 การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด กรมประมงได้เร่งรัดการกำจัดปลาหมอคางดำอย่างเต็มรูปแบบผ่านกิจกรรมต่าง ๆ จนสามารถกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมถึงบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร รวมยอดสะสมเป็นจำนวน 7,325,234.50 กิโลกรัม ซึ่งจากที่พบการแพร่ระบาดในแหล่งน้ำธรรมชาติจำนวน 19 จังหวัด ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 17 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา ส่วนจังหวัดที่ไม่พบการระบาดแล้ว คือ ปราจีนบุรี และพัทลุง อีกทั้งในภาพรวมของสถานการณ์ในหลายพื้นที่เริ่มบรรเทาลง โดยพบความชุกชุมในระดับน้อยถึง 9 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี และสงขลา พบความชุกชุมในระดับปานกลาง 8 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และนครศรีธรรมราช (ข้อมูล ณ วันที่ 29 กันยายน 2568)

    มาตรการที่ 2 การกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ กรมได้สำรวจความชุกชุมการแพร่ระบาดเป็นประจำทุกเดือน รวมทั้งมีการสำรวจและศึกษาพันธุ์ปลาผู้ล่าให้มีความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เพื่อปล่อยให้สอดคล้องกับระบบนิเวศเดิม สำหรับเป็นแหล่งอาหารและแหล่งสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยได้มีการปล่อยปลาผู้ล่ารวมแล้วกว่า 1,130,600 ตัว ประกอบด้วย ปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลาช่อน ปลากราย ปลากดเหลือง และปลากินเนื้ออื่น ๆ

    นอกจากนี้ กรมประมงยังได้ริเริ่ม โครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรนำปลาผู้ล่าไปปล่อยในบ่อเพาะเลี้ยง หลังจากนั้น 3 เดือน เมื่อปลาได้ขนาดโตเต็มศักยภาพ จะแบ่งปลาร้อยละ 10 เพื่อนำไปปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการกำจัดอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

    มาตรการที่ 3 การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ ได้ร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย และกรมพัฒนาที่ดิน นำปลาหมอคางดำที่ถูกกำจัดไปผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางภายใต้โครงการแปลงใหญ่นำไปใช้เพิ่มธาตุอาหารและเพิ่มผลผลิตยางพารา ซึ่งมีปริมาณถึง 4,938,740.50 กิโลกรัม พร้อมส่งเสริมการบริโภคโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะการผลิตเป็นปลาร้า รวมกว่า 385,425 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนภาคเอกชนนำไปผลิตเป็นปลาป่นเพื่อใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ได้ปริมาณถึง 2,001,069 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 34 ล้านบาท

    มาตรการที่ 4 การสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายของประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่กันชน ได้จัดทำระบบแจ้งเตือนตำแหน่ง สำหรับให้ประชาชนแจ้งพิกัดการพบปลาหมอคางดำได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้สามารถตรวจจับการบุกรุกและรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที พร้อมออกประกาศที่เกี่ยวข้องกับการห้ามเพาะเลี้ยง ห้ามเคลื่อนย้ายปลาหมอคางดำ โดยมีผลบังคับใช้แล้ว 7 ฉบับ

    มาตรการที่ 5 สร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำ ได้มีการบูรณาการและสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่น กรมราชทัณฑ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมจัดทำคลิปวีดิโอและคู่มือประชาสัมพันธ์การป้องกันและกำจัดปลาหมอคางดำ

    มาตรการที่ 6 การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ขณะนี้กรมประมงกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาผลการทดลองเลี้ยงปลาหมอคางดำ 4n ในระบบเลียนแบบธรรมชาติ และหากได้ผลเป็นที่น่าพอใจจะกระจายการเพาะเลี้ยงไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำของกรมประมงทั่วประเทศ เพื่อเร่งผลิตปลาหมอคางดำ 4n และปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติต่อไป

    มาตรการที่ 7 การฟื้นฟูระบบนิเวศ แบ่งเป็นระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว โดยในระยะแรกนี้ กรมฯ ได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลคุณภาพน้ำและองค์ประกอบความหลากหลายทางชีวภาพในแต่ละแหล่งน้ำ เพื่อวางแผนและดำเนินการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความหลากหลายเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศต่อไป เช่น กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย ปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลานวลจันทร์ทะเล หอยหวาน หอยตลับ หอยลาย และปูม้า เป็นต้น ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2568 มีแผนการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน 78,815,000 ตัว โดยสามารถปล่อยได้แล้วจำนวน 75,705,980 ตัว คิดเป็น 96.6% ของแผนทั้งหมด

    จากนั้น รองอธิบดีกรมประมง ได้กล่าวถึงความก้าวหน้าของโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 สำหรับการชดเชยเรือประมงที่จะนำออกนอกระบบทั่วประเทศจำนวน 923 ลำ วงเงินรวม 1,622,605,300 บาท เพื่อบริหารกองเรือให้มีความสมดุลกับทรัพยากรประมงทะเล และเกิดความยั่งยืนในการใช้ประโยชน์จากสัตว์น้ำ โดยวิธีการลดจำนวนเรือประมงให้เหมาะสมกับปริมาณทรัพยากรประมงทะเลส่งผลให้ทรัพยากรประมงทะเลฟื้นคืนสู่ระดับที่สามารถให้ผลผลิตสูงสุดที่ยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ชาวประมงสามารถนำเรือประมงไปใช้ในกิจการอื่นนอกภาคประมงได้ ซึ่งมีเรือประมงที่ประสงค์จะออกนอกระบบ จำนวน 804 ลำ โดยไม่ประสงค์ออกนอกระบบจำนวน 119 ลำ และทำการเบิกจ่ายไปแล้วจำนวน 726 ลำ รวมจำนวน วงเงิน 1,004,956,850 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2568)

    ทั้งนี้ จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาต่อไป โดยโอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการมอบป้ายโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน ให้กับชาวประมงที่เข้าร่วมโครงการฯ ดังกล่าวด้วย

    รองอธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า การติดตามภารกิจกรมประมงของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพให้กับพี่น้องเกษตรกร ชาวประมง อย่างจริงจังเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำ เพื่อปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำของไทย และการบริหารกองเรือประมงให้มีความสมดุลกับศักยภาพของทรัพยากรทางทะเลเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนสืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248745&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fAyRnXcM1UOkcTEqWHWxg

  • “เท้ง” ไม่หวั่นผลโพลภูมิใจไทยแซงพรรคประชาชน รอถกแก้ รธน. ใช้ร่างไหนเป็นหลัก

    “เท้ง” ไม่หวั่นผลโพลภูมิใจไทยแซงพรรคประชาชน รอถกแก้ รธน. ใช้ร่างไหนเป็นหลัก

    “เท้ง” ไม่หวั่นผลโพลภูมิใจไทยแซงพรรคประชาชน รอถกแก้ รธน. ใช้ร่างไหนเป็นหลัก

    “เท้ง ณัฐพงษ์” ไม่หวั่นผลโพล ภูมิใจไทยแซงหน้าพรรคประชาชน ปมแก้เศรษฐกิจระยะสั้น ชี้ว่ารอถกแก้รัฐธรรมนูญใช้ร่างพรรคไหนเป็นหลัก และต้องอาศัยทุกฝ่าย ไม่ใช่จุดตัดฝ่ายค้าน-รัฐบาล

    วันที่ 13 ตุลาคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจพบว่าคะแนนของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แซงหน้าพรรคประชาชน โดยประชาชนมองว่าพรรคภูมิใจไทยสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ ว่า ตนได้ดูผลโพลที่ออกมาแล้ว ก็ไม่ได้คิดว่าผลโพลตรงนี้น่าเป็นห่วงอะไร เป็นข้อคิดเห็นของประชาชน และเห็นตรงกันว่าประชาชนโดยส่วนใหญ่ก็มองเห็นว่ามาตรการต่างๆ ของรัฐบาลในช่วงนี้เป็นการแก้ปัญหาในระยะสั้นจริง

    ส่วนปัญหาใหญ่ๆ ของประเทศในตอนนี้เราอาจจะใช้การแก้ปัญหาระยะสั้นอย่างเดียวไม่พอ แต่จำเป็นจะต้องใช้การลงทุนที่ถูกจุดในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และแก้ปัญหาระยะยาวมากกว่านี้เช่นเดียวกัน ซึ่งแต่ละพรรครวมถึงคนที่เป็นรัฐบาลเขาก็มีสิทธิ์จะทำนโยบายต่างๆ ในมุมหนึ่งก็อาจจะเป็นนโยบายที่ช่วยเหลือประชาชนจริง แต่ในอีกมุมหนึ่งตนก็เชื่อว่าสังคมและประชาชนก็รู้เท่าทัน เฝ้ามองอยู่ว่าการดำเนินนโยบายบางอย่างของรัฐบาลในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์พุ่งเป้าไปเพื่อการหาเสียงคะแนนนิยมอย่างเดียวเท่านั้น หรือว่าจริงๆ แล้วต้องการแก้ไขปัญหาของประเทศในระยะยาว

    นายณัฐพงษ์ เผยต่อไปว่า ซึ่งการเลือกตั้งครั้งหน้าถ้ามีการรณรงค์หาเสียง มีการนำเสนอนโยบาย หรือถึงวันที่ประชาชนได้ไปใช้อำนาจของพวกเขาผ่านคูหาเลือกตั้ง ทุกคนก็จะไม่ได้มุ่งหวังแต่การแก้หรือกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างเดียวเท่านั้น เพราะว่านโยบายแจกเงินที่ผ่านมาอย่างดิจิทัลวอลเล็ต เราก็เห็นว่ามันก็ไม่ได้ช่วยในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้จริง ดังนั้นเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนคนไทยจะเลือกรัฐบาลที่เขาเชื่อมั่นว่าแก้ปัญหาได้ทั้งระยะสั้นและแก้ปัญหาประเทศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

    ขณะที่ประเด็นการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เรื่องของรูปแบบที่มาหรือสูตรของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ทิศทางตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หรือสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือรับทุกร่าง เพียงแต่ว่าจะใช้ร่างใครเป็นร่างหลักที่เวลานี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเท่าใด

    เมื่อถามต่อไปว่าพรรคภูมิใจไทยจะใช้ร่างของพรรคเขาเป็นร่างหลัก พรรคประชาชนยอมรับได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แต่ละพรรคก็น่าจะต้องชูร่างของตัวเองเป็นร่างหลักอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญกว่าคือเราต้องมีผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ซึ่งคงต้องมีการให้เหตุผล มีการพูดคุยกับฝ่ายกลไกของวิปในช่วง 2 วันนี้ว่าจะเอาอย่างไร แต่สุดท้าย แต่ละส่วนเขาก็คงมีสิทธิ์ที่จะเสนอร่างของตัวเองเป็นร่างหลักและให้ลงมติกันไปตามนั้น

    ทางด้านถามว่าฝั่งพรรคเพื่อไทย (พท.) แสดงความกังวลว่าพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยอาจจะรวมกันแล้วผลักร่างพรรคเพื่อไทยออกนั้น นายณัฐพงษ์ คิดว่าไม่น่าจะมีข้อห่วงใยอะไรในตรงนั้น เพราะตอนนี้เอาเฉพาะในส่วนของพรรคประชาชนเองเท่าที่มีการพูดคุยหารือก็เห็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมที่พรรคอื่นๆ หรือแม้แต่ สว.บางส่วน ก็มีการสะท้อนความเห็นออกมาแล้วว่าควรจะต้องรับไปทุกร่างของทุกคน เพื่อที่จะได้ไปพูดคุยในรายละเอียดและข้อแตกต่างในวาระ 2 และ 3 เพียงแต่ที่อาจจะยังเห็นไม่ค่อยตรงกันก็คือในเรื่องที่ว่าจะใช้ร่างของใครเป็นร่างหลัก

    หากเสียงของรัฐบาลเพิ่มขึ้นจาก 146 เสียงเดิม จะส่อขัดต่อ MOA ที่ทำไว้หรือไม่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยระบุจะไปห้ามคนที่มาโหวตให้ไม่ได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องเสียงของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไรนั้นก็อาจจะต้องดูเป็นวาระหรือดูเป็นเรื่องๆ ไป อย่างเรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อันนั้นเป็นการแบ่งได้ชัดที่สุดว่าใครเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลกันแน่

    “แต่เรื่องของรัฐธรรมนูญบางทีมันก็อาจจะไม่ได้เป็นประเด็นวาระที่อาจจะใช้ในการแบ่งระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลขนาดนั้น เพราะเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยเสียงของทุกภาคส่วนในการผลักดัน ถ้าเราดูในเรื่องเงื่อนไขของการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งในวาระ 1 และ วาระ 3 นอกจากจะใช้เสียงของ สว. 1 ใน 3 แล้ว ก็อาจจะต้องอาศัยเสียงของฝ่ายค้านด้วย จึงทำให้วาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจจะไม่ได้เป็นวาระที่ใช้เป็นจุดตัดว่าใครเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เพราะต้องอาศัยเสียงของทุกคนจึงจะสามารถเดินหน้าแก้ไขได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2888810&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Qgc3UGF3jaOX1AGOyDxIW

  • ธ.ก.ส. เปิดตัว ‘เงินฝากทองนพคุณ’ รับดอกเบี้ยขั้นบันไดทุกเดือน สูงสุดร้อยละ 2.15 ต่อปี

    ธ.ก.ส. เปิดตัว ‘เงินฝากทองนพคุณ’ รับดอกเบี้ยขั้นบันไดทุกเดือน สูงสุดร้อยละ 2.15 ต่อปี

    ธ.ก.ส. เปิดตัว ‘เงินฝากทองนพคุณ’ ฝากขั้นต่ำครั้งละ 10,000 บาท วงเงินฝากรวมสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย รับดอกเบี้ยทุกเดือนแบบขั้นบันได สูงสุดถึงร้อยละ 2.15 ต่อปี เปิดรับฝากที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่ 13 ตุลาคม 2568 ถึง 15 พฤศจิกายน 2568

    นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เปิดตัวเงินฝากทองนพคุณ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการออมให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เมื่อฝากเงินแล้วรับดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดสูงสุดร้อยละ 2.15 ต่อปี ระยะเวลาฝาก 10 เดือน แบ่งอัตราดอกเบี้ยเป็น 3 ช่วง ประกอบด้วยช่วงที่ 1 ตั้งแต่ 13 ตุลาคม 2568 ถึง 15 เมษายน 2569 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.30 ต่อปี ช่วงที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 – 15 กรกฎาคม 2569 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.35 ต่อปี และช่วงที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 – 13 สิงหาคม 2569 รับดอกเบี้ยสูงสุดถึงร้อยละ 2.15 ต่อปี เฉลี่ยทั้งโครงการ ร้อยละ 1.40 ต่อปี (เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ร้อยละ 1.65 ต่อปี) ฝากขั้นต่ำครั้งละ 10,000 บาท วงเงินฝากรวมสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย สำหรับบุคคลธรรมดาไม่เสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากอีกด้วย

    ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่ 15 ของทุกเดือน โดยจ่ายดอกเบี้ยงวดแรกวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเปิดบัญชีและฝากเงินได้ที่สาขาของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2568 – 15 พฤศจิกายน 2568 หรือธนาคารแจ้งปิดการรับฝาก นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์เงินฝาก ที่ให้ผลตอบแทนเป็นการจ่ายดอกเบี้ยทันที สามารถฝากเงินฝากทองชมพูนุชที่มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.40 ต่อปี ระยะเวลาฝาก 7 เดือน ฝากได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึง 4 ธันวาคม 2568 หรือธนาคารแจ้งปิดการรับฝาก

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 02 555 0555 หรือ Facebook ธกส BAAC Thailand

    ธกส เงินฝากทองนพคุณ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/2knUykp9N&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hnxEXP3Esu939iEfPbFP4