Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘มีเทคนิค-มีกลยุทธ์’ น่าศึกษาจากปรากฏการณ์ ‘เทศกาลเจนนี่’ | เดลินิวส์

    ‘มีเทคนิค-มีกลยุทธ์’ น่าศึกษาจากปรากฏการณ์ ‘เทศกาลเจนนี่’ | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5234360/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pGwKqbyzZlYBeHOQdUg9A

  • ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดกิจกรรม Fix it-จิตอาสาและการส่งมอบบ้านพักอาศัย รถจักรยานยนต์ และรถแทรคเตอร์ให้กับครอบครัวนักเรียน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา  อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ 

    ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดกิจกรรม Fix it-จิตอาสาและการส่งมอบบ้านพักอาศัย รถจักรยานยนต์ และรถแทรคเตอร์ให้กับครอบครัวนักเรียน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา  อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ 

    ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดกิจกรรม Fix it-จิตอาสาและการส่งมอบบ้านพักอาศัย รถจักรยานยนต์ และรถแทรคเตอร์ให้กับครอบครัวนักเรียน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา  อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ 


    25/10/2568 | 143 |

    วันนี้(25 ต.ค 68) เวลา 09.30 น. นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดกิจกรรม Fix it-จิตอาสาและการส่งมอบบ้านพักอาศัย รถจักรยานยนต์ รถมอเตอร์พ่วงข้างและรถแทรคเตอร์ให้กับครอบครัวนักเรียน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี นางแสงดาว ศรีจันทร์เวียง รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์ รักษาราชการแทนนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์ ศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์ นายอำเภอกาบเชิง หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธีฯ

    โดยเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 9 ราย บาดเจ็บ 11 ราย หนึ่งในนั้นคือนาย บัณฑิต อุ่นจิตร และเด็กชายฐิติวัฒน์ บุญแต่ง ณ บ้านเลขที่ 159 หมู่ที่ 2 บ้านโจรก ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเสียชีวิตจากกระสุนปืนใหญ่ BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา จากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งนี้มีบ้านเรือนเสียหาย 231 หลัง ซ่อมแล้ว 229 เหลือ 2 หลังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม คิดเป็น 99.13 % มีโรงเรียน 1 แห่ง โรงพยาบาล 1 แห่ง วัด 3 แห่ง และพื้นที่การเกษตร ครอบคลุมทั้ง 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพนมดงรัก อำเภอบัวเชด อำเภอกาบเชิง อำเภอสังขะ และอำเภอปราสาท 

    ทั้งนี้ คณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้จัดกิจกรรม “Fix it – จิตอาสา” เพื่อมอบถุงยังชีพจำนวน 300 ถุง บริการอาหารกล่องพร้อมน้ำดื่มจำนวน 300 ชุด พร้อมมอบทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบการดำเนินการในวันนี้ สะท้อนให้เห็นถึง พลังแห่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ภายใต้การขับเคลื่อนของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงในชีวิตและอาชีพของประชาชน


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/434438&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Qs-A8apgLG_jHwg2Be9uZ

  • โหวตเว็บระดับโลก 10 เมืองที่ “อาหารอร่อยที่สุด” ไทยมีติดด้วย 1 จังหวัด และไม่ใช่กรุงเทพ!

    โหวตเว็บระดับโลก 10 เมืองที่ “อาหารอร่อยที่สุด” ไทยมีติดด้วย 1 จังหวัด และไม่ใช่กรุงเทพ!

    10 เมืองอาหารดีที่สุดในโลกปี 2025 การันตีจากโหวตผู้อ่าน Condé Nast Traveller “โตเกียว” ครองแชมป์ จังหวัดของไทยก็มีติดด้วย!

    เมืองเหล่านี้คือจุดหมายปลายทางที่มีอาหารอร่อยที่สุดในโลก ซึ่งได้รับการโหวตจากผู้อ่านในงาน Readers’ Choice Awards ประจำปีนี้ของนิตยสาร Condé Nast Traveller อาหารถือเป็นสิ่งที่คู่กับการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง นักเดินทางมักจดจำพิซซ่าชิ้นโตที่กินในบรู๊กลินได้ดีกว่าทิวทัศน์ที่มองเห็นจากตึกเอ็มไพร์สเตต และก่อนออกเดินทาง หลายคนก็ใช้เวลาค้นหา “ร้านอร่อย” บนโซเชียลมีเดียอย่างไม่รู้จบ

    ปีนี้วงการอาหารทั่วโลกคึกคักเป็นพิเศษ จนมีเพียงสองเมืองจากสิบอันดับของปีก่อนที่ยังติดโผอยู่ นั่นคือเคปทาวน์ที่อันดับลดลงเล็กน้อย และโตเกียวที่ความหลงใหลของนักชิมทั่วโลกช่วยผลักดันให้ขึ้นสู่อันดับสูงสุด บทความนี้จะพาไปชมว่าเมืองใดคือ “เมืองแห่งอาหารที่ดีที่สุดในโลก” ประจำปี 2025

    10. นิวยอร์ก (New York)

    ไม่มีที่ใดในสหรัฐอเมริกาหรือแม้แต่ทั่วโลกที่ทำให้นักชิมตื่นเต้นได้เท่านิวยอร์กอีกแล้ว ที่นี่เต็มไปด้วยร้านอาหารระดับตำนานควบคู่ไปกับร้านเปิดใหม่ที่ชื่อเสียงขึ้นอยู่กับรสนิยมของชาวนิวยอร์กผู้เร่งรีบ ทุกย่านเต็มไปด้วยพลังแห่งความทะเยอทะยานด้านอาหาร ตั้งแต่ร้านหรูอย่าง Carbone และ Nobu Downtown ไปจนถึงพุดดิ้งกล้วยจาก Magnolia Bakery ที่ใคร ๆ ก็พร้อมต่อคิวไม่ว่าจะอากาศแบบไหน นิวยอร์กจึงเป็นเมืองที่ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน สุดท้ายท้องของเราก็จะพากลับมาที่นี่เสมอ

    9. ปัลมา (Palma)

    ปัลมาคือเมืองในฝันริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่มีเมนูอาหารน่าหลงใหลพอ ๆ กับบรรยากาศริมฝั่งทะเล เชฟในเมืองนี้รังสรรค์อาหารแบบมาจอร์กันในรูปแบบใหม่ตามตรอกซอกซอยเก่าแก่ กลิ่นขนมอบลอยออกมาจากร้านเบเกอรี่ริมถนน ขณะที่นักท่องเที่ยวเลือกนั่งพักในมุมร่มเพื่อเพลิดเพลินกับของหวาน สดชื่นกับมื้อเที่ยงบนดาดฟ้าโรงแรม และเดินตลาดเช้าหรือร้านขายปลาเพื่อเลือกวัตถุดิบมาทำอาหารเองอย่างสนุกสนาน

    8. ซาน เซบัสเตียน (San Sebastián)

    ชื่อเสียงด้านอาหารของซาน เซบัสเตียนไม่ใช่ความลับ เมืองบาสก์แห่งนี้มีจำนวนร้านอาหารระดับมิชลินต่อประชากรสูงที่สุดในโลก จึงเป็นจุดหมายในฝันของนักชิมตัวจริง ทุกตรอกหินในเขตเมืองเก่าซ่อนร้านบาร์เล็ก ๆ ที่เสิร์ฟอาหารรสเลิศซึ่งไม่ค่อยมีในหนังสือท่องเที่ยว เพียงแค่นั่งดื่มเชอร์รีในบาร์แล้วพูดคุยกับคนท้องถิ่น คุณก็จะได้คำแนะนำที่ดีที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องจ่ายแพง

    7. ลิสบอน (Lisbon)

    ปลาซาร์ดีนย่าง ทาร์ตคัสตาร์ด และเหล้าเชอร์รีรสหวานอมเปรี้ยว คือสัญลักษณ์ของเมืองหลวงโปรตุเกสแห่งนี้ อาหารพื้นบ้านถ่ายทอดเรื่องราวของชาวลิสบอนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ตั้งแต่นักเดินเรือจนถึงคุณยายที่ทำอาหารด้วยรอยยิ้ม เมืองนี้อบอวลด้วยความจริงใจ และด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่ ทำให้คุณสามารถขอคำแนะนำร้านเด็ดจากคนท้องถิ่นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นไวน์บาร์หรูพร้อมวิวทะเล อาหารระดับมิชลินกลางแจ้ง หรือขนมพาสเทล เด นาตาที่ถือกินระหว่างทาง ทุกคำคือความอร่อยที่ควรลิ้มลอง

    6. เคปทาวน์ (Cape Town)

    แม้จะชื่อว่า “ทาวน์” แต่เมืองหลวงของแอฟริกาใต้แห่งนี้กลับกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยย่านหลากรสชาติ อาหารท้องถิ่นได้รับอิทธิพลจากแอฟริกัน ดัตช์ มลายู และอินเดีย จนกลายเป็นการผสมผสานที่โดดเด่น เดินเล่นริมท่าเรือพร้อมไวน์เย็น ๆ เคล้าเสียงสเต็กและอาหารทะเลสด ๆ บนเตา หรือไปเยี่ยมชมไร่องุ่นชื่อดัง Babylonstoren ในเขตไวน์แลนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

    5. กีโต้ (Quito)

    ถึงอากาศจะบางเพราะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล แต่รสชาติอาหารในเมืองหลวงของเอกวาดอร์กลับเข้มข้นอย่างน่าทึ่ง ตลาดเต็มไปด้วยผลไม้เมืองร้อนสีสดและกลิ่นหอมจากอาหารริมทางอย่างเอมปานาดาและมันฝรั่งย่าง เชฟรุ่นใหม่ของประเทศนี้กำลังสร้างนิยามใหม่ให้กับอาหารเอกวาดอร์ ด้วยการยกระดับวัตถุดิบพื้นบ้านให้กลายเป็นจานสวยที่น่าประทับใจ

    4. เชียงใหม่ (Chiang Mai)

    เสียงกระทะที่ดังฉ่าและกลิ่นพริกเผ็ดร้อนคือเอกลักษณ์ของถนนในเชียงใหม่ นักเดินทาง แบ็กแพ็กเกอร์ และคนท้องถิ่นนั่งกินเคียงกันในตลาดกลางคืนอันคึกคัก เมนูยอดนิยมในเมืองเหนือแห่งนี้ได้แก่ ข้าวซอย และไส้อั่วที่ทำจากหมูและสมุนไพรหลากชนิด ตั้งแต่ร้านก๋วยเตี๋ยวริมทาง ไปจนถึงร้านอาหารริมแม่น้ำภายใต้แสงโคม หรืออาหารเช้าท่ามกลางขุนเขามีหมอก เมืองนี้คือสวรรค์ของนักกินอย่างแท้จริง

    3. มาดริด (Madrid)

    ชาวมาดริดมีความมั่นใจในการกิน และไม่น่าแปลกใจเลยในเมืองที่มีอาหารน่าลิ้มลองทุกมุม ตั้งแต่ร้านดังอย่าง Restaurante Los Montes de Galicia และ Sobrino de Botín ไปจนถึงร้านลับที่คนท้องถิ่นหวงแหน ชูร์โรสจุ่มช็อกโกแลตร้อนในยามเช้า แฮมอิเบริโกถูกหั่นอย่างประณีต และเชฟเสิร์ฟทาปาสที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่จากตลาดประจำวันอย่างสร้างสรรค์

    2. ซานตาเฟ (Santa Fe)

    ซานตาเฟ เมืองหลวงที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา ใช้เวลาหลายศตวรรษในการหล่อหลอมรสชาติอาหารให้สมบูรณ์แบบ กลิ่นหอมของพริกย่างและข้าวโพดหวานลอยอยู่ในอากาศแห่งทะเลทรายสูง วัตถุดิบแต่ละอย่างสะท้อนถึงรากเหง้าของชนพื้นเมืองและประวัติศาสตร์ทางอาหาร ร้านอาหารผสมผสานรสเผ็ดร้อนกับความกลมกล่อมได้อย่างลงตัว ตั้งแต่ทาโก้ริมถนนไปจนถึงร้านเชฟชื่อดังที่ตีความอาหารดั้งเดิมในรูปแบบใหม่

    1. โตเกียว (Tokyo)

    มหานครที่มีประชากรมากที่สุดในโลกแห่งนี้ขึ้นสู่อันดับหนึ่ง คว้าตำแหน่ง “เมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับอาหาร” ประจำปี 2025 เราเคยยกย่องโตเกียวว่าเป็นจุดหมายในฝันของนักชิม และดูเหมือนว่าทั่วโลกจะเห็นด้วยแล้ว ชั่วโมงในมหานครนีออนแห่งนี้คือเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการลิ้มลองอาหารญี่ปุ่นแท้ ตั้งแต่ซาชิมิในตลาดสึกิจิ ไปจนถึงมื้อหรูแบบหลายคอร์สในร้านมิชลินมากมาย แม้จะมีตารางท่องเที่ยวแน่นขนัด ก็ยังมีเวลานั่งกินราเมงอุ่น ๆ หรือซูชิแบบซื้อกลับบ้าน ก่อนปิดท้ายคืนด้วยสาเกอย่างคนท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/travel/1453007/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EYE0yZsJDv_NxRMXxVXri

  • นักท่องเที่ยวและประชาชนกว่า 1,000 คน ร่วมงาน “กินเจ อิ่มบุญ” | TOPNEWS

    นักท่องเที่ยวและประชาชนกว่า 1,000 คน ร่วมงาน “กินเจ อิ่มบุญ” | TOPNEWS

    วันที่ 25 ต.ค. 2568 บรรยากาศงานประเพณีถือศีล “กินเจ อิ่มบุญ” ประจำปี 2568 ที่ศาลเจ้าบุนเท่าก๋ง ม.3 ตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา  มีนักท่องเที่ยวและประชาชนกว่า 1,000 คนเข้าร่วมงาน โดยมีนายพิชญพัทธ์ เรืองชาตรี นายอำเภอตะกั่วป่า เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วยนายสิริธร บัวแก้ว นายกเทศมนตรีตำบลคึกคัก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภาเทศบาล และชาวบ้านในพื้นที่ ร่วมสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามที่ปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนาน เพื่อส่งเสริมความสามัคคีและอนุรักษ์อัตลักษณ์ท้องถิ่นของชาวคึกคัก

    ภายในงานมีการจัดบูธอาหารและเครื่องดื่มเจกว่า 80 บูธ ให้ผู้เข้าร่วมได้ลิ้มลองอาหารเจหลากหลายเมนูโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน โรงแรม และสถานประกอบการในพื้นที่ รายได้จากการบริจาคทั้งหมดจะนำมอบให้ศาลเจ้าในตำบลคึกคัก เพื่อใช้ในการบำรุงศาสนสถานและกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในชุมชน

    นายพิชญพัทธ์ เรืองชาตรี นายอำเภอตะกั่วป่า กล่าวในพิธีเปิดว่า งานกินเจในครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่แสดงถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ที่ช่วยกันสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่คึกคัก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก โดยเฉพาะ “เขาหลัก” ที่กำลังจะเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวในเดือนพฤศจิกายนนี้ พร้อมฝากให้ชาวคึกคักทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีและสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน.

    จักรพันธ์ รัตนอาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พังงา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1368100&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sxX_cLiYfEf-LkWZPKLuQ

  • ‘อนุทิน’ เตรียมพบ ‘ทรัมป์’ ที่มาเลเซีย 26 ต.ค. หารือ ‘เศรษฐกิจ-ความมั่นคง’ | เดลินิวส์

    ‘อนุทิน’ เตรียมพบ ‘ทรัมป์’ ที่มาเลเซีย 26 ต.ค. หารือ ‘เศรษฐกิจ-ความมั่นคง’ | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5239006/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pRBHanfrGNolLEVx4UTct

  • “ชาติไทยพัฒนา” ชู” เศรษฐกิจ”เดินหน้า ‘ทุกคนต้องไปต่อ’ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    “ชาติไทยพัฒนา” ชู” เศรษฐกิจ”เดินหน้า ‘ทุกคนต้องไปต่อ’ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    เศรษฐกิจ

    “ชาติไทยพัฒนา” ชู” เศรษฐกิจ”เดินหน้า ‘ทุกคนต้องไปต่อ’ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    25 ต.ค. 2025 เวลา 16:36 น.

    “วราวุธ”  ชี้ ไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิด ต้องไม่รอ “แจก” ชู แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจทุกคนต้องเดินไปด้วยกันไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อแนวทางรับมือสังคมสูงวัย หนุนขยับอายุเกษียณเป็น  65 ปี 

    นายวราวุธ ศิลปอาชา  หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวในเวที  Bitkub Summit 2025 ในหัวข้อ Thailand Game Changer 2026 เศรษฐกิจ สังคม ประชาชน ประเทศไทย ว่า เราต้องเริ่มจากการเปลี่ยนที่ความคิดก่อน ถ้าคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่เฉพาะในห้องนี้ หรือเฉพาะที่อยู่ออนไลน์ เริ่มตั้งแต่พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นระดับรากหญ้า ถ้ายังคิดแบบเดิม ทำแบบเดิมอยู่ จะมีการเลือกตั้งอีกกี่ครั้ง จะเปลี่ยนอีกกี่รัฐบาลก็จะได้แบบเดิมดังนั้นนารที่จะเปลี่ยนวันนี้ มันเริ่มต้นที่วิธีคิดก่อน

    ถ้าเปรียบประเทศไทยเป็นรถยนต์จะใส่เครื่องยนต์ ใส่น้ำมันอ็อกเทน 100 ใส่เทอร์โบ จะใส่อะไรเข้าไปก็แล้วแต่ แต่รถคันนี้จะลากคาราวานอยู่ข้างหลัง ซึ่งคาราวาน เปรียบเสมือนสัมภาระ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคม เรื่องปัญหาเรื่องสูงอายุ สูงอายุ คนพิการต่างๆ  มันเป็นคาราวานลากฉุด รถคันนี้อยู่ ถ้าหากว่าไม่เอากลไก หรือว่าเครื่องยนต์ไปใส่ในคาราวานข้างหลังจะใส่อะไรลงเท่าไหร่ มันก็จะยังไม่ไป

    ดังนั้นการที่จะให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าจากนี้ ต้องเดินไปทุกคน ไม่ว่าจะเป็นระดับธุรกิจระดับใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพ่อใหญ่แม่ใหญ่ที่อยู่หัวไร่ปลายนา  ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นคนสูงอายุ ทุกคนจะต้องไปด้วยกัน เพราะถ้าเกิดไม่มีใครไปด้วยกันแล้ว เขาจะกลายเป็นเหมือนตัวที่คอยกินแรงคนอื่นๆอยู่ ดังนั้น แนวทางของรัฐบาลหลังจากการเลือกตั้งหน้า ต้องมองทุกด้าน ไม่ใช่มานั่งรอกันแต่ว่าจะแจกอะไร

     วันนี้มันเป็นวันที่ทุกคนจะต้องเอาเบ็ดตกปลาไปหาปลากันเอง เงินของประเทศไทยเราไม่ใช่ผลิตได้ทุกวัน ไม่ใช่ปั๊มเงินออกมาได้ แต่ว่าทุกคนจะต้องเรียนรู้ในการที่จะหาอาชีพ หาเงิน แล้วก็ยืนอยู่ในสังคมได้ด้วยศักยภาพของตัวเอง โดยที่ไม่ใช่วันๆเอาแต่รอของแจกจากภาครัฐ นี่คือการที่จะทำให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า

    นายวราวุธ กล่าวว่า หากพรรคชาติไทยพัฒนา ได้กลับมาเป็นรัฐบาล พรรคชาติไทยพัฒนาจะเสนอเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าด้วยกันทุกคนโดยไม่เอาเปรียบธรรมชาติหรือคนกลุ่มต่างๆ ในอดีตทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะป่าไม้ได้ลดลงอย่างมาก จึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างธรรมชาติกับคน เพื่อให้ประเทศเดินหน้าอย่างมั่นคงเน้นการพัฒนาคน ทั้งเรื่องการศึกษา และการทำให้คนตัวเล็กๆ เกษตรกร สามารถอยู่ได้ ชี้ให้เห็นว่าราชการมักเป็นผู้นำประชาชน แต่ถึงเวลาต้องเปลี่ยนให้ประชาชนนำ โดยราชการทำหน้าที่สนับสนุน ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงเกษตร ควรดึงปราชญ์ชาวบ้านที่มีองค์ความรู้ด้านการเกษตรที่ประสบความสำเร็จ เช่น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ มาเป็นแนวทางในการเพิ่มรายได้ให้ประชาชน

    การให้ความสำคัญกับการทำให้สถาบันที่เล็กที่สุดของประเทศคือสถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็ง และส่งเสริมสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของทุกคน พรรคชาติไทยพัฒนาเคยเสนอแนวคิดว่าหากประชาชนสุขภาพดี ไม่ต้องใช้ 30 บาทรักษาทุกโรค รัฐบาลจะประหยัดงบประมาณ และคนมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น เนื่องจากวันนี้คนให้ความสนใจกับการรักษาสุขภาพมากขึ้น

    นายวราวุธ กล่าวว่า   ปัญหาสังคมสูงวัยกำลังกระทบคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะ Gen Y และ Z ที่ต้องแบกรับภาระสวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบแล้ว และคาดว่าในไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า จะกลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด โดยจะมีผู้สูงอายุถึง 1 ใน 3 ของประชากรสำหรับแนวทางการแก้ไข ปัญหาอัตราการเกิดต่ำไม่ใช่ภาระของผู้หญิงเพียงอย่างเดียว และการให้เงินอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยพรรคเคยเสนอแนวคิดครอบคลุมถึง การดูแลคนทำงานให้มีศักยภาพในการดูแลครอบครัวและมีที่อยู่อาศัย การดูแลเด็กเล็กให้มีคุณภาพ

    การดูแลผู้สูงอายุผ่านโครงการนักดูแลผู้สูงอายุการเสริมพลังคนพิการให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้คนทุกวัยอยู่ร่วมกันได้อย่างมีคุณภาพ และควร ขยับเพดานอายุเกษียณราชการจาก 60 เป็น 65 ปี ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องทำในทันที แต่ให้ดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป และบางอาชีพ เช่น สายกระบวนการยุติธรรม ก็มีการเพิ่มอายุเกษียณไปแล้ว

    “แม้ในอนาคต AI อาจเข้ามาทำงานแทนคนได้ แต่ปัจจุบันควรเลือกพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งทำงานบนพื้นฐานความเป็นจริง ไม่ได้เพ้อฝัน และไม่เน้นการแจกจ่ายสิ่งของ พรรคฯ ต้องการสร้างความเข้มแข็งและศักยภาพให้กับคนไทย เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในสังคม โดยเปรียบเทียบว่าเป็นการสอนวิธีตกปลาแทนที่จะให้ปลา”นายวราวุธ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1204693&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kIBrPrf8D5NKx8GO5CUWS

  • “อภิสิทธิ์” ชี้! ไทยต้องหลุดจากหล่มเศรษฐกิจ 10 ปี เร่งเครื่องเศรษฐกิจ “ดิจิทัล-กรีน”

    “อภิสิทธิ์” ชี้! ไทยต้องหลุดจากหล่มเศรษฐกิจ 10 ปี เร่งเครื่องเศรษฐกิจ “ดิจิทัล-กรีน”

    เศรษฐกิจ

    25 ต.ค. 2025 เวลา 16:17 น.

    “อภิสิทธิ์” ชี้ไทยติดหล่มกับดักเศรษฐกิจ 10 ปี ถึงเวลาเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มุ่ง เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว พาไทยไปข้างหน้า ย้ำปชป. วางเป้าหมายสร้างบ้านเมืองที่สุจริต เศรษฐกิจดี มีความยุติธรรม

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรประชาธิปัตย์ กล่าวในเวที Bitkub Summit 2025 ในหัวข้อ Thailand Game Changer 2026 เศรษฐกิจ สังคม ประชาชน ประเทศไทย ว่า วันนี้เป็นโอกาสดี ที่ เรามากระตุ้นทุกคน ให้ทำตัวเป็น Game Changer ส่วนประเทศไทยจะไปอย่างไร ก็ต้องบอกว่า เป็นความเห็นของตน ถ้าเราอยากจะให้ มันมีการเปลี่ยนแปลงจริง ประเทศไทยต้องสามารถ หลุดจากหล่มของเศรษฐกิจ ที่เราติดอยู่มาเป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้ว ต้องสามารถเติบโตได้ด้วยเครื่องจักรใหม่ๆ ซึ่งมองไปแล้วจะต้องมาจากเศรษฐกิจดิจิทัลกับเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

    ควบคู่ไปกับการคืนความยุติธรรมทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย การเมือง และเศรษฐกิจ ให้กับประชาชนทั่วไป เพราะปัจจุบัน แม้แต่อัตราการเจริญเติบโตที่น้อยนิดเนี่ย ผลพวงหรือผลประโยชน์อันนั้นก็ไปตกอยู่กองอยู่ กับคนจำนวนยิ่งน้อยกว่า ฉะนั้น สิ่งที่เราอยากจะเห็นก็คือ การสร้างเครื่องยนต์ ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า เพื่อประโยชน์ของคนทุกคน

    ประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาโดยลำพังได้ จึงจำเป็นต้องกลับมามีบทบาทเชิงรุกในการต่างประเทศและการร่วมมือกับอาเซียน เพื่อรับมือกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน การผนึกกำลังกับอาเซียนในประเด็นที่โลกคาดหวัง ก็จะช่วยให้ไทยกลับมาเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวของไทยหายไปส่วนหนึ่งก็มาจากเรื่องของสแกมเมอร์ (Scammer)ที่อยู่รอบๆบ้านเรา และไม่มีการไม่มีการจัดการอย่างจริงจังก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมา ทั้งนี้ทั้งเรื่องคนและกติกาไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เชื่อมโยงไปถึงเรื่องอื่นๆ อย่างกว้างขวาง และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเมืองที่ต้องมีความสุจริต

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ะเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและอัตราการใช้เทคโนโลยีที่สูงมาก รวมถึงโซเชียลมีเดียและอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ แต่คนไทยกลับได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานและมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นน้อยมาก แม้มีการลงทุนไหลเข้าสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่เกิดคำถามว่าการลงทุนเหล่านั้นสร้างงานให้กับคนไทยหรือไม่ หรือเพียงแค่เข้ามาใช้ทรัพยากร จึงจำเป็นต้องมีการจัดระบบนิเวศธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แพลตฟอร์มการค้าขายอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่อยู่นอกการควบคุมของคนไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับปัญหาสินค้าจากต่างประเทศที่มีราคาถูกและมาตรฐานต่ำ รวมถึงแพลตฟอร์มที่ดึงเงินออกจากผู้ค้าชาวไทย

     ไทยจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนควบคู่ไปกับการเพิ่มทักษะและความพร้อมให้กับคนไทยนอกจากปัญหาหนี้สินและเงินเฟ้อแล้ว ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกนโยบายการเงินไม่ควรมุ่งเน้นเพียงเป้าหมายเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่ควรรวมถึงการเอื้อต่อการเติบโตด้วย นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ควรคำนึงถึงแต่ความมั่นคงของสถาบันการเงิน โดยละเลยปัญหาค่าธรรมเนียมที่แพง และช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินกู้ที่สูงเกินไป

    ปัจจุบัน AI ได้เข้ามาในหลายวงการ  แต่การใช้งาน AI ในระดับองค์กรกลับยังไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะในภาครัฐ เนื่องจากปัญหาการจัดเก็บข้อมูลที่ไม่สามารถเชื่อมโยงและใช้ร่วมกันได้ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่เป็นกฎหมายและกระบวนการภายในที่ล้าสมัย ทำให้แม้แต่การขอข้อมูลระหว่างกรมยังเป็นเรื่องยาก การจะใช้ AI เพื่อลดดุลพินิจจึงต้องรื้อระบบกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่ให้ข้าราชการมีอำนาจ เพื่อให้สามารถนำ AI มาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพประเด็นสำคัญอีกประการคือความปลอดภัยของข้อมูล

    หากประเทศไทยไม่สามารถรักษาความปลอดภัยได้ องค์กรต่างๆ อาจใช้ AI โดยไม่ทันระวัง ทำให้ข้อมูลภายในองค์กรไหลออกไป ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องสร้างความเข้าใจและระบบป้องกันผู้พูดเห็นด้วยกับการสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี แต่เน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของการศึกษาในอนาคตคือการเสริมทักษะความเป็นมนุษย์ เพราะเชื่อว่าในไม่กี่ปีข้างหน้า AI จะเก่งกว่ามนุษย์ในหลายด้าน ดังนั้น มนุษย์จะต้องมีทักษะบางอย่างที่ AI ไม่มี เพื่อที่จะอยู่รอดได้

    เป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์ในการสร้างบ้านเมืองที่สุจริต เศรษฐกิจดี มีความยุติธรรม และเป็นผู้นำในภูมิภาค ผมขอน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ใน 3 เรื่อง ได้แก่ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพที่ส่งเสริมทักษะและสินค้าท้องถิ่นมานานกว่า 50 ปี และพระราชดำรัสที่ว่า ‘ถ้าพระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า’ ซึ่งสะท้อนถึงพระราชกรณียกิจ และความสมเลด้านสิ่งแวดล้อม การแย้มการแย้มพระสรวล เป็นต้นแบบซอฟพาวเวอร์ของไทย”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1204691&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3W6snSy8wMiusNkhOSz0NJ

  • ‘สีหศักดิ์’ ประชุมรมต.อาเซียน และเวทีประชาคมการเมืองฯอาเซียน

    ‘สีหศักดิ์’ ประชุมรมต.อาเซียน และเวทีประชาคมการเมืองฯอาเซียน

    ‘สีหศักดิ์’ ประชุมรมต.อาเซียน และเวทีประชาคมการเมืองฯอาเซียน

    วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.41 น.

    ‘รมว.สีหศักดิ์‘ เข้าร่วมการประชุมร่วมรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน

    วันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมร่วมรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ในห้วงของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศจากประเทศสมาชิกอาเซียนและติมอร์เลสเตเข้าร่วม 

    ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน รวมถึงพิจารณารายงานด้านภูมิเศรษฐศาสตร์อาเซียน ค.ศ. 2025 (ASEAN Geoeconomics Report: AGR 2025) ซึ่งจัดทำโดยคณะทำงานด้านภูมิเศรษฐศาสตร์อาเซียน เพื่อประเมินผลกระทบเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์และเสนอ “ยุทธศาสตร์ภูมิเศรษฐศาสตร์อาเซียน” (ASEAN Geoeconomics Strategyไม่) 

    รัฐมนตรีฯ ชื่นชมรายงานด้านภูมิเศรษฐศาสตร์อาเซียน ค.ศ. 2025 และเห็นพ้องกับข้อเสนอแนะที่อาเซียนควรมุ่งเน้นระบบพหุภาคีนิยมและการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะการปรับปรุงความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) ความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่เจรจา และผลสรุปของข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ทั้งยังเน้นถึงความสำคัญในการผลักดันให้อาเซียนพิจารณาเศรษฐกิจใหม่ ๆ เช่น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งการมีส่วนร่วมของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) ในเศรษฐกิจภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก รัฐมนตรีฯ ยังเห็นว่า ควรให้มีการติดตามการพิจารณาข้อเสนอแนะและรับฟังความเห็นจากภาคธุรกิจ เนื่องจากเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/923468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DDbHmIPOtEgSNDaMaxEmO

  • ส่องเทรนด์ท่องเที่ยว GEN Z ไทย วางแผนทริปยาวและไกลมากขึ้น

    ส่องเทรนด์ท่องเที่ยว GEN Z ไทย วางแผนทริปยาวและไกลมากขึ้น

    นักเดินทาง Gen Z ไทยเป็นกลุ่มหลักที่ช่วยปลุกกระแสการท่องเที่ยวไทยช่วงปลายปีนี้ โดยเลือกที่จะเดินทางต่างประเทศและใช้เวลาเพื่อดื่มด่ำกับการท่องเที่ยวมากขึ้น ข้อมูลล่าสุดจาก Airbnb ระบุว่า Gen Z ไทยค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยนักเดินทางรุ่นใหม่หันมานิยมการเดินทางระยะไกลมากขึ้น ไม่ได้เน้นเที่ยวแบบเร่งรีบ

    Gen Z ค้นหาทริปต่างประเทศเฉลี่ย 4.3 คืนต่อทริป ซึ่งนานกว่ากลุ่มมิลเลนเนียล แสดงถึงแนวโน้มการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับการใช้เวลาและประสบการณ์ที่มีความหมายมากขึ้น

    ญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศยอดนิยมของ Gen Z ไทย โดยเป็นเมืองที่กำลังมาแรงมากที่สุด รวมถึงเมืองท่องเที่ยวชื่อดังในเอเชียอย่างไทเป (ไต้หวัน) และบาหลี (อินโดนีเซีย) ก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน ด้านฝั่งยุโรป เมืองหลัก ๆ อย่าง ปารีส โรม มิลาน และลอนดอน ก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักเดินทางรุ่นใหม่มองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่คุ้มค่า อยากใช้เวลาในทริปให้ยาวขึ้น สนุกกับกิจกรรมต่างๆ และดื่มด่ำไปกับการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการเข้าพักและเข้าร่วมกิจกรรมหรือเอ็กซ์พีเรียนบน Airbnb

    อมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไป ประจำอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า Gen Z ไทยกำลังสร้างนิยามการเดินทางรูปแบบใหม่ จากความสนใจในความหรูหราในราคาที่เอื้อมถึงได้และต้องการการท่องเที่ยวต่างประเทศให้ยาวนานขึ้น ไม่เร่งรีบและเลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางระยะไกล เช่น ญี่ปุ่น และยุโรป แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า มีความสนใจในด้านวัฒนธรรม ความคุ้มค่า และความสัมพันธ์ที่แท้จริง ไม่ว่าจะเดินทางในประเทศหรือต่างประเทศ

    ข้อมูลจาก Airbnb เผยว่า ญี่ปุ่นครองอันดับจุดหมายปลายทางที่กำลังมาแรงสำหรับ Gen Z ไทย3 ไม่ว่าจะเป็นเมืองคึกคักอย่างโอซาก้า หรือย่านดังในโตเกียวอย่าง อารากาวะ และโทชิมะ รวมถึงเกาะโอกินาวะ ไปจนถึงการสัมผัสความงดงามทางธรรมชาติอย่างภูเขาไฟฟูจิในจังหวัดชิซูโอกะ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มอบประสบการณ์หลากหลายไม่เหมือนใคร ตั้งแต่การท่องเที่ยวในยามราตรี การแช่ออนเซ็นแบบดั้งเดิม การตระเวนชิมสตรีทฟู้ด ไปจนถึงการเดินป่าเส้นทางธรรมชาติ ญี่ปุ่นจึงตอบโจทย์ Gen Z ชาวไทยที่มองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งด้านวัฒนธรรมและการผจญภัย

    นอกจากเอเชียแล้ว นักเดินทาง Gen Z ไทยยังสนใจยุโรปมากขึ้น โดย ปารีส โรม มิลาน และลอนดอน ที่ได้รับความนิยมสูง ด้วยเสน่ห์จากงานศิลปะ แฟชั่น ประวัติศาสตร์ และอาหารที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว4

    Gen Z ไทยหันกลับมาค้นพบเสน่ห์การท่องเที่ยวในประเทศ

    แม้ว่าการท่องเที่ยวต่างประเทศจะเป็นที่นิยม แต่ Gen Z ไทยก็ยังสนใจการท่องเที่ยวในประเทศ โดยเชียงใหม่ขึ้นแท่นจุดหมายปลายทางมาแรงที่สุด ด้วยเอกลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม คาเฟ่ และความคิดสร้างสรรค์ ในขณะที่กรุงเทพฯ สุราษฎร์ธานี หัวหิน และพัทยา ก็ยังคงเป็นเมืองยอดนิยมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทางรุ่นใหม่ ที่อยากสัมผัสความมีชีวิตชีวาของประเทศไทย5

    Gen Z ไทยนำเทรนด์นักเดินทางรุ่นใหม่ที่พิสูจน์ว่า “การท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องรีบร้อน” จากจุดหมายใกล้บ้านที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม ไปจนถึงทริปต่างประเทศในฝันครั้งหนึ่งในชีวิต การเดินทางของ Gen Z ไทยสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการในการท่องเที่ยวอย่างชาญฉลาด ใช้เวลามากขึ้น และสัมผัสกับโลกใบนี้ในมุมที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-travel-accommodation&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-pMpLpc6sB8qFJQDF5cPN

  • ปชป.เปิดเวที”ประเทศไทยต้องการอะไรจากพรรคการเมือง” ดึง 3 ผู้นำวงการเศรษฐกิจสะท้อนปัญหาใหญ่ : อินโฟเควสท์

    ปชป.เปิดเวที”ประเทศไทยต้องการอะไรจากพรรคการเมือง” ดึง 3 ผู้นำวงการเศรษฐกิจสะท้อนปัญหาใหญ่ : อินโฟเควสท์

    นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์ เตรียมจัดงานสำคัญใหญ่เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “ประเทศไทยต้องการอะไรจากพรรคการเมือง” โดยมีกำหนดจัดขึ้นในวันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์

    งานดังกล่าวถือเป็นเวทีเชิงนโยบายที่เปิดโอกาสให้คณะกรรมการบริหารพรรคและทีมนโยบายของพรรคได้เข้าถึงมุมมองและความคาดหวังของประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้นำทางความคิดในแวดวงเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ที่พรรคฯ ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มาร่วมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนมุมมองถึงสถานะและอนาคตประเทศไทยอย่างตรงไปตรงมา ประกอบด้วย

    • ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งมีความโดดเด่นในฐานะนักคิดและผู้นำเสนอแนวคิดการปฏิรูปการเมืองเชิงหลักการ ที่ยึดมั่นใน 3 เสาหลัก คือ นโยบายที่ดี (Good Policy) การเมืองที่ดี (Good Politics) และคนที่ดี (Good People) เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการเมืองไทย
    • นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เป็นนักการเงินและนักคิดนอกกรอบ ที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส และในส่วนของภาคธุรกิจเชิงโครงสร้าง
    • นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและซีอีโอกลุ่ม บมจ. คอร์ปอเรชั่น ]WHA] ที่เป็นผู้นำด้านนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์แห่งอนาคต เปลี่ยนธุรกิจสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยเฉพาะการพัฒนาระบบ นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ (SMART Eco Industrial Estate) และบุกเบิก WHA Mobility (Built-to-Suit EV Ecosystem) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตระดับโลกเข้าสู่ประเทศไทย

    โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า งานดังกล่าวเน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ ที่ต้องการให้สังคมได้เห็นถึงภารกิจที่สำคัญที่สุดของพรรคการเมือง คือการมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาของประเทศชาติบ้านเมืองเป็นหลักใหญ่ ซึ่งปัจจุบันพบว่ากลับมีพรรคการเมืองน้อยรายที่กล่าวถึงภาพใหญ่และมองเห็นสถานะที่แท้จริงของประเทศอย่างชัดเจน การเชิญผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 3 ท่านจึงเป็นการสะท้อนให้กรรมการบริหารพรรคเห็นว่าทิศทางของประเทศไทยควรเดินไปข้างหน้าอย่างไร ทั้งยังต้องการให้สังคมเห็นว่านักการเมืองก็สามารถเป็นผู้รับฟัง ที่จะเปลี่ยนเวทีการเมืองจากสนามของนักพูด ให้เวทีของการทำความเข้าใจร่วมและเป็นโอกาสให้นักการเมืองได้รับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ผ่านการสะท้อนความคาดหวังและบทบาทของพรรคการเมืองจากผู้นำทางความคิดในสังคม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/540047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xujeJ5U_PJw2NlXzBwFH5