Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันว่า ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จะไม่มีการเลื่อนหรือยกเลิก แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนพิธีเปิดให้เหมาะสม

    อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันว่า ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จะไม่มีการเลื่อนหรือยกเลิก แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนพิธีเปิดให้เหมาะสม

    โดย Main Stand

    เขียนเมื่อ 25/10/2025 17:20 | อัพเดทล่าสุด 25/10/2025 17:20 136

    เนื่องจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568

    ล่าสุด นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังสำนักพระราชวังมีประกาศเรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของปวงชนชาวไทย และย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจของประชาชน รวมทั้งนักกีฬาไทยเป็นอย่างมาก

    อย่างไรก็ตาม การจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ที่ประเทศไทยจะรับบทบาทเป็นเจ้าภาพ ในวันที่ 9-20 ธันวาคม ยังคงต้องดำเนินการต่อไปให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

    ทั้งนี้ จากมติคณะรัฐมนตรีที่มีมติให้ลดและงดกิจกรรมรื่นเริงในช่วงนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะดำเนินการปรับรูปแบบพิธีเปิดและพิธีปิดการแข่งขันให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการแข่งขันกีฬาที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ อาทิ ฟุตบอลไทยลีก ยืนยันว่าจะไม่มีการงดหรือเลื่อนการแข่งขันแต่อย่างใด แต่จะมีการปรับรูปแบบการจัดกิจกรรม โดยเพิ่มกระบวนการร่วมแสดงความอาลัย และลดกิจกรรมหรือองค์ประกอบที่มีลักษณะบันเทิงลง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความเหมาะสมในช่วงเวลานี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mainstand.co.th/index.php/th/news/9/article/23182&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AEnIngtZnEz9frh47y4mz

  • คนละครึ่งพลัส รัฐบาลสมทบ 2,000-2,400 บาท ซื้อของเต็มวงเงินที่เดียวได้ไหม

    คนละครึ่งพลัส รัฐบาลสมทบ 2,000-2,400 บาท ซื้อของเต็มวงเงินที่เดียวได้ไหม

    คนละครึ่งพลัส รัฐบาลสมทบให้ 2,000-2,400 บาท ซื้อสินค้าเต็มวงเงินภายในวันเดียวได้ไหม

    หลังจากลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ผ่านแอปฯ เป๋าตัง และได้รับสิทธิ 2,000-2,400 บาท ขั้นตอนต่อไปคือการใช้สิทธิ โดยการใช้จ่ายจะต้องเป็นการร่วมจ่ายระหว่างรัฐบาล และประชาชน ในสัดส่วน 50:50 คือ ประชาชนทั่วไป รัฐบาลช่วย 2,000 บาท ประชาชนจ่าย 2,000 บาท รวมเป็นวงเงินสูงสุด 4,000 บาท ส่วนกลุ่มเสียภาษีรัฐบาลจ่าย 2,400 บาท ประชาชนจ่ายอีก 2,400 บาท รวมเป็น 4,800 บาท

    แน่นอนว่าบางคนอาจเกิดข้อสงสัยว่า คนละครึ่งพลัสสามารถใช้ซื้อของมูลค่าหลายพันบาท สามารถใช้สิทธิร่วมกับรัฐบาลภายในวันเดียว ทีเดียว วงเงินก้อนเดียวได้หรือเปล่า

    คำตอบ คือ ไม่ได้ เพราะรัฐบาลกำหนดวงเงินต่อวันไว้ชัดเจนว่ารัฐบาลจะร่วมจ่ายสูงสุด 200 บาทเท่านั้น หากจะซื้อของที่มีมูลค่าหลายพัน รัฐบาลก็จะสมทบให้วันละ 200 บาท ตามที่กำหนด ส่วนที่เหลือจะเป็นฝั่งประชาชนที่จะต้องจ่ายเอง เช่น ซื้อของ 4,800 บาท รัฐช่วยจ่าย 200 บาทต่อวัน ประชาชนออกเอง 3,800 บาท เป็นต้น

    สรุป คนละครึ่งพลัสรัฐบาลร่วมจ่ายสูงสุดต่อวัน 200 บาท หากราคาสินค้าเกินวงเงิน 200 บาท ส่วนที่เกินประชาชนต้องจ่ายเอง

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/944516/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02CwiJUVb9hthX8Ug6j_ri

  • ประกาศสำนักพระราชวัง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต

    ประกาศสำนักพระราชวัง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต

    ประกาศสำนักพระราชวัง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต

    ตามที่คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน พุทธศักราช 2562 เพื่อติดตามพระอาการทางระบบต่างๆ

    ความทราบทั่วกันแล้วนั้น ในช่วงที่ประทับที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระประชวรหลายครั้ง และคณะแพทย์ตรวจพบ ความผิดปรกติทางระบบต่าง ๆ ทำให้คณะแพทย์ต้องถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง

    ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระประชวรจากภาวะติดเชื้อในกระแสพระโลหิต แม้ว่าคณะแพทย์จะถวาย การรักษาอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับถึงวันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 เวลา 21 นาฬิกา 21 นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 93

    ประกาศสำนักพระราชวัง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักพระราชวัง จัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ในราชสำนักไว้ทุกข์ถวาย มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันสวรรคตเป็นต้นไป

    สำนักพระราชวัง

    24 ตุลาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/royal/642309&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w2nt5DnuH7P4T3n4Kil2a

  • “NSM” น้อมรำลึก “พระพันปีหลวง” ผู้พระราชทาน “พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี” สืบสานพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่

    “NSM” น้อมรำลึก “พระพันปีหลวง” ผู้พระราชทาน “พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี” สืบสานพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106102&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kv5MEIZ1f9yBzA_qJm83S

  • กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเปิดงานประชุมวิชาการ

    กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเปิดงานประชุมวิชาการ

    วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.20 น.

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีเปิด “การประชุมวิชาการ บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ครบรอบ 15 ปี สู่การศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESD) เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ณ อาคารนวัตกรรม ศ.ดร.สาโรช บัวศรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยมี นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM พร้อมด้วย    ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ ก่อนเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร   นิทรรศการ “โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ครบรอบ 15 ปี ฯ” เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่บุคลากรทางการศึกษา

    การประชุมวิชาการฯ ดังกล่าวจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 22 – 23 ตุลาคม 2568 มีเป้าหมายสำคัญเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โดยเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้บุคลากรทางการศึกษาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์อย่างเข้มข้น ประกอบด้วย การบรรยายพิเศษจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติ อาทิ Dr. Tobias Ernst ประธานมูลนิธิ Stiftung Kinder Forscher จากสหพันธ์สาธาราณรัฐเยอรมนี ในหัวข้อ “Little Scientists in Germany: Why Early STEM Education Matters” และ “From Curiosity to Competence: How Early STEM Education for Sustainable Development Shapes a Better Future”

    นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนองานวิจัยภาคบรรยายใน 4 ห้องย่อย ได้แก่ การบริหารโครงการและพัฒนาบุคลากร, การบริหารสถานศึกษา, การจัดการเรียนรู้ระดับปฐมวัยและการจัดการเรียนรู้ระดับประถมศึกษา ซึ่งปีนี้มีงานวิจัยจำนวน 92 ผลงาน ต่อเนื่องด้วยวันที่ 23 ตุลาคม มีการบรรยายพิเศษโดย Prof. Dr. Ching-Ting Hsin จาก National Tsing Hua University, ไต้หวัน ในหัวข้อ “Equity in Action: Building Culturally Relevant and Sustaining Pathways in Early STEM Education” ตลอดจน เสวนา “การจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย” และการนำเสนอผลงานวิจัยภาคโปสเตอร์และภาคบรรยาย เสวนา “เด็กสร้างถิ่น: เรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพ วัฒนธรรม และภูมิปัญญา เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” และปิดท้ายด้วยพิธีมอบเกียรติบัตร

    โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการดำเนินงานครบรอบ 15 ปี ด้วยการขยายผลครอบคลุมสถานศึกษากว่า 27,366 แห่ง ในระดับปฐมวัย และกว่า 16,872 แห่ง ในระดับประถมศึกษา ซึ่งขับเคลื่อนโดยความร่วมมืออันแข็งแกร่งของ 8 หน่วยงานหลัก ได้แก่ มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ, บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.), มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

    NSM มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ผลักดันหลัก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยมีผู้บริหารและนักวิชาการร่วมเป็นกลไกสำคัญ อาทิ ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ NSM ในตำแหน่งวิทยากรหลักอาวุโส (SCT) และคณะเจ้าหน้าที่ NSM ที่เป็นวิทยากรหลัก (Core Trainer: CT) ได้แก่ ดร.สุภรา กมลพัฒนะ, นางสาวรักชนก บุตตะโยธี, นางสาวพิมลพรรณ จันทรพิมล, ดร.ศิรประภา ศรีสุพรรณ, ดร.จิตติกานต์ อินต๊ะโมงค์ และนางทัศนา นาคสมบูรณ์ โดยมีภารกิจครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตร การจัดอบรมวิทยากรเครือข่ายท้องถิ่น ไปจนถึงการจัดพิธีรับตราพระราชทาน การจัดงานเทศกาลและการผลิต “รายการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย” โดยร่วมมือกับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    สำหรับก้าวต่อไป โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย มุ่งเน้นการพัฒนาและต่อยอด พร้อมขยายแนวทางการจัดการเรียนรู้สู่การศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Education for Sustainable Development – ESD) ส่งเสริมให้โรงเรียนจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับ บริบทท้องถิ่นพัฒนาเนื้อหาใหม่ ๆโดยมีการอบรมครูรุ่นใหม่ผ่านสื่อออนไลน์และวิดีโอทางไกล ผ่านกิจรรมและนวัตกรรมการเรียนรู้ กล่องบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย และสื่อการสอนออนไลน์ เพื่อสนับสนุนครูทั่วประเทศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทยรักการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตั้งแต่วัยเยาว์ พัฒนาครู นักเรียน และเครือข่ายท้องถิ่น ให้ร่วมขับเคลื่อนการศึกษาเพื่อความยั่งยืน ยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้เชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ของโลก (UN SDGs)

    -(016)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/923418&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CwCLsTDCKs2y-oABxjp_9

  • ประชาชนชาวไทยและต่างชาติ วอล์คกิ้งสตรีทพัทยา ร่วมแสดงความอาลัย สมเด็จพระพันปีหลวง สวรรคต | TOPNEWS

    ประชาชนชาวไทยและต่างชาติ วอล์คกิ้งสตรีทพัทยา ร่วมแสดงความอาลัย สมเด็จพระพันปีหลวง สวรรคต | TOPNEWS

    ประชาชนชาวไทยและต่างชาติ วอล์คกิ้งสตรีทพัทยา ร่วมแสดงความอาลัย สมเด็จพระพันปีหลวง สวรรคต

    • เผยแพร่ : 26/10/2025 01:17

    วันที่ 25 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่วอล์คกิ้งสตรีท เมืองพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

    2

    S__7536888

    “ราชินีแห่งราชินี” ผู้ทรงเป็น “พระแม่แห่งแผ่นดิน”

    นักท่องเที่ยวและประชาชนกว่า 1,000 คน ร่วมงาน “กินเจ อิ่มบุญ”

    “OCEAN CHUMPHON Soft Power Runway” ฉลองครบรอบ 42 ปี ปลุกพลัง Soft Power

    ชาวระนองร่วมแสดงความอาลัย “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในพิธีแห่พระใหญ่ เทศกาลถือศิลกินผัก

    อวสาน“เสือเหลือง” สายแว้นเมืองคอน

    ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 แถลงการณ์จับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 2 คดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1368177&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PMvt9XHQ2Zb9mkLa7808T

  • ออกบูธประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการขายการท่องเที่ยว พื้นที่สุโขทัยกำแพงเพชร ปี 2569

    ออกบูธประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการขายการท่องเที่ยว พื้นที่สุโขทัยกำแพงเพชร ปี 2569

    ผอ.ททท.สุโขทัย นำทีมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและอินฟลูเอนเซอร์ ออกบูธประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการขายการท่องเที่ยว พร้อมนำเสนอแนวทางการส่งเสริมการตลาด การท่องเที่ยวพื้นที่สุโขทัยกำแพงเพชร ปี 2569

    ว่าที่ร้อยตรีภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้อำนวยการสำนักงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุโขทัย นำผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและอินฟลูเอนเซอร์ด้านการท่องเที่ยว ออกบูธประชาสัมพันธ์เผยแพร่แหล่งท่องเที่ยวและส่งเสริมการขาย เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยวในภาคเหนือ 17 จังหวัด ร่วมกับ ททท.ภูมิภาคภาคเหนือ และ ททท.สำนักงานในภาคเหนือทั้ง 11 แห่ง พร้อมขึ้นเวทีนำเสนอทิศทางแนวทางส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวประจำปี 2569 ของพื้นที่รับผิดชอบ ได้แก่ จังหวัดสุโขทัยและจังหวัดกำแพงเพชร ในงาน “เปิดฤดูกาลท่องเที่ยว ภาคเหนือ” ในศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลา 17.30 น. ณ เวทีลานสนามหญ้า ร้านอาหาร Le Coq d’or จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 ราย โดยมีนายอภิชัย ฉัตรเฉลืมกิจ รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ด้านตลาดในประเทศเป็นประธาน และมีนายนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับคณะฯ ภายในงาน

    ว่าที่ร้อยตรีภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผอ. ททท.สำนักงานสุโขทัย กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2569 จะดำเนินการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนและสื่อมวลชน ในพื้นที่รับผิดชอบ ดำเนินการบริหารจัดการ การท่องเที่ยว ทั้งด้านการพัฒนาและส่งเสริมการตลาดโดยเน้นผลักดันให้เกิดการพัฒนาสินค้าเดิมและเพิ่มเติมสินค้าใหม่ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ มีความเข้มแข็งและสร้างโอกาสให้สามารถแข่งขันในตลาด อีกทั้งยังยกระดับการจัดกิจกรรมให้เป็นสินค้าทางการท่องเที่ยวที่น่าสนใจและเพิ่มมูลค่าได้ โดยมุ่งเน้นให้เกิดความสมดุลย์และความต่อเนื่องของตลาดการท่องเที่ยว ภายใต้แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมในมิติของเศรษฐกิจ สังคม-วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะขับเคลื่อนการ ดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์สร้างกระแสให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวและเพิ่มค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ตลอดจนให้เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวในเชิงพื้นที่และเชิงช่วงเวลา ตามกรอบแผนงานส่งเสริมการตลาด จำนวน 4 โครงการ เจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพในเชิงของการใช้จ่าย ได้แก่
    1.) โครงการสุโขไทม์ โดยนำเสนอสินค้าและบริการทางด้านการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย
    2.) โครงการสร้างแรงบันดาลใจจากการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองมรดกโลก นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของแหล่งมรดกโลกเชื่อมโยงเส้นทางสุโขทัยกำแพงเพชร ผนวกกับกิจกรรมเทศกาลงานประเพณีที่เชื่อมโยงกับความเชื่อความศรัทธา
    3.) โครงการสุโขทัยกำแพงเพชร เที่ยวตลอดปี (All Year Round) ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวในเชิงวัฒนธรรมในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของตลาดโดยนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยและกำแพงเพชรรวมทั้งเสริมกิจกรรมทางด้านการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย กับการท่องเที่ยวในเชิงดนตรี กีฬา ศิลปะ
    4.) โครงการฟู้ดฟินถิ่นสุโขทัย-กำแพงเพชร นำเสนออาหารถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์รวมถึงสินค้าจีไอสอดแทรกกับงานประเพณีที่มีเอกลักษณ์ของชุมชนในพื้นที่

    นอกจากนี้ ผอ.ททท.สำนักงานสุโขทัยยังได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้มาท่องเที่ยวงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 ที่จะจัดขึ้น ในวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ อุทยาน ประวัติศาสตร์สุโขทัย รวมทั้งงานประเพณีลอยกระทงจังหวัดกำแพงเพชร ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม 5 พฤศจิกายน 2568

    นักท่องเที่ยวผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานสุโขทัย 0 5561 6228 – 9 เพจ Facebook ททท. สำนักงานสุโขทัย

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/maehongson/3804392/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YKmQo_uePj-HLspFBxVcd

  • “พิพัฒน์” กำชับทุกหน่วยอำนวยความสะดวกประชาชนร่วมถวายสักการะ เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง

    “พิพัฒน์” กำชับทุกหน่วยอำนวยความสะดวกประชาชนร่วมถวายสักการะ เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106097&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CiT7JVNssBrj2oJPjZSre

  • 9 เดือนแรกปี 68 เด็กเกิดใหม่ลด 10% ประชากรไทยเสี่ยงต่ำกว่า 66 ล้านคน

    9 เดือนแรกปี 68 เด็กเกิดใหม่ลด 10% ประชากรไทยเสี่ยงต่ำกว่า 66 ล้านคน

    ประเทศไทยกำลังหดเล็กลงจากภายใน “เกิดน้อยลง ตายมากขึ้น” ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ แต่คือแนวโน้มถาวร

    เชียงราย / ประเทศไทย, 25 ตุลาคม 2568 — ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่จุดเปลี่ยนทางโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ หลายคนอาจรู้สึกว่าเรื่อง “คนเกิดน้อยลง” เป็นเพียงประเด็นข่าวเชิงสังคม แต่หากมองลึกลงไปในตัวเลข จะพบว่านี่ไม่ใช่เรื่องของอนาคตที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นแล้ว กำลังขยายตัว และเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคมของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ปี 2568 มีแนวโน้มจะเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันที่ “จำนวนคนเกิดใหม่ของไทยน้อยกว่าจำนวนผู้เสียชีวิต” โดยกระแสนี้เริ่มเด่นชัดตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ความหมายของปรากฏการณ์นี้คือ ประชากรไทยโดยกำเนิดกำลังหดตัวลงเรื่อย ๆ ไม่ได้เกิดจากการย้ายถิ่นออกต่างประเทศ หรือการเปลี่ยนแปลงการนับสถิติ แต่เกิดจากธรรมชาติของสังคมไทยเอง นั่นคือ เกิดใหม่น้อยกว่าเสียชีวิต ซ้ำต่อเนื่อง

    สิ่งที่หลายฝ่ายกังวล คือปรากฏการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนแค่เรื่องจำนวนคน แต่สะท้อนถึงเสถียรภาพของกำลังแรงงานฐานราก ความสามารถในการบริโภคภายในประเทศ ความสามารถในการจัดเก็บภาษีของรัฐ ตลอดจนภาระด้านสุขภาพและสวัสดิการผู้สูงอายุที่กำลังเร่งตัวขึ้นในอัตราที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ประชากรไทย

    คนไทย “เกิดน้อย ตายมากขึ้น” ตัวเลขที่ไม่มีใครอยากได้ยิน แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่ที่ลงทะเบียนจำนวน 309,644 คน โดยลดลงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสถิติ แต่เป็นสัญญาณเตือนเชิงโครงสร้างว่าอัตราการเกิด (fertility) ของไทยยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีตัวชี้วัดว่ากำลังจะฟื้นตัว

    ในเวลาเดียวกัน จำนวนผู้เสียชีวิตยังคงอยู่ในระดับสูง และในหลายจังหวัดกลับมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดที่มีช่องว่างสูงสุด ได้แก่

    1. นครราชสีมา
    2. ขอนแก่น
    3. ร้อยเอ็ด

    พื้นที่เหล่านี้เคยเป็นฐานประชากรหลักของภูมิภาคอีสานที่สร้างแรงงานให้ทั้งภาคอุตสาหกรรมและบริการของประเทศ แต่วันนี้กำลังส่อสัญญาณการหดตัวทางประชากรในระดับโครงสร้าง นั่นหมายความว่า “คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ไม่ได้มีจำนวนเพียงพอที่จะแทนที่คนรุ่นก่อน”

    สัญญาณอีกประการหนึ่งที่ชี้ว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่ในบางพื้นที่ คือความเสี่ยงที่จำนวนประชากรไทยทั้งประเทศอาจลดลงต่ำกว่า 66 ล้านคนภายในปี 2568 หากแนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อไปโดยไม่มีมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ

    วิกฤตที่ไม่ใช่แค่ “สังคมสูงวัย” แต่เป็น “ประเทศที่เล็กลงจากภายใน”

    ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยมาหลายปีแล้ว แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในช่วง 4-5 ปีหลัง คือการเปลี่ยนผ่านจาก “สังคมสูงวัย” ไปสู่ “สังคมที่หดตัวทางประชากร” (Population Shrinkage) นั่นหมายถึงไม่ใช่แค่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่จำนวนประชากรทั้งระบบกำลังหายไปช้า ๆ ทุกปี

    ในเชิงโครงสร้าง ประชากรไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างน้อย 3 มิติพร้อมกัน ได้แก่

    1. คนวัยทำงานสัดส่วนลดลง
      สัดส่วนประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15-59 ปี) ค่อย ๆ ลดลง ในขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และอาจแตะระดับกว่าหนึ่งในสามของทั้งประเทศในระยะไม่กี่สิบปีข้างหน้า
      แนวโน้มนี้สอดคล้องกับฉากทัศน์ที่ระบุว่า สัดส่วนผู้สูงอายุของไทยมีโอกาสเพิ่มขึ้นจนถึงระดับราว 36% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่แรงงานวัยทำงานอาจลดลงเหลือใกล้เคียงครึ่งเดียวของประเทศภายในช่วงไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ซึ่งหมายถึงฐานผู้เสียภาษีและผู้ผลิตสินค้า-บริการจะเล็กลง เมื่อเทียบกับจำนวนผู้พึ่งพิงระบบสวัสดิการ
    2. จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่อปีลดลงต่อเนื่อง
      คนรุ่นใหม่จำนวนมากแต่งงานช้าลง มีลูกช้าลง หรือเลือกไม่มีบุตรเลย ปัจจัยที่ผลักดันการตัดสินใจเหล่านี้มีทั้งด้านเศรษฐกิจ (ค่าครองชีพสูง ค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูบุตร) ด้านโอกาสทางอาชีพ (ผู้หญิงอยู่ในตลาดแรงงานยาวนานขึ้น) และด้านความไม่แน่นอนทางสังคม (ภาวะหนี้ครัวเรือน ความไม่มั่นคงทางรายได้)
      ผลลัพธ์คือ อัตราเกิดหยาบ (Crude Birth Rate: CBR) ลดลงแบบต่อเนื่อง ไม่ใช่ลดลงชั่วคราว
    3. จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างอายุ
      จำนวนผู้เสียชีวิตต่อปีเพิ่มขึ้น ไม่ได้เกิดจากวิกฤตสุขภาพเฉียบพลันเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากข้อเท็จจริงว่าโครงสร้างประชากรของประเทศ “แก่แล้ว” คนจำนวนมากเข้าสู่วัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตตามธรรมชาติในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ
      หรือกล่าวอีกแบบได้ว่า ระบบของเรากำลังเดินหน้าไปสู่ภาวะที่คนรุ่นใหญ่ทยอยออกจากระบบเร็วกว่าอัตราที่คนรุ่นใหม่เข้ามาแทน

    ผลของทั้งสามมิติข้างต้นเมื่อรวมกัน นำไปสู่สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์แรงงานและนักประชากรศาสตร์เตือนมานาน ประเทศไทยไม่เพียงแก่ตัวลง แต่กำลัง “บางลง” ทางเศรษฐกิจ

    ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ แรงงานหาย การบริโภคลด ภาระรัฐเพิ่ม

    ตัวเลขประชากรไม่ใช่เพียงข้อมูลเชิงสังคม แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    จากการวิเคราะห์เชิงนโยบาย สามารถสรุปแรงกดดันหลักที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอย่างน้อย 3 ประการ ดังนี้

    1. การขาดแคลนแรงงาน
      เมื่อแรงงานวัยทำงาน (15-59 ปี) มีสัดส่วนลดลง และคนรุ่นใหม่เข้าระบบแรงงานน้อยลงเรื่อย ๆ ภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการจะต้องแข่งขันกันบนฐานแรงงานที่เล็กลงอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้จะยิ่งหนักในจังหวัดที่ประชากรวัยทำงานย้ายออกไปทำงานต่างพื้นที่หรือเดินทางไปต่างประเทศ
      ความเสี่ยงที่ตามมาคือธุรกิจภาคการผลิตต้นน้ำและกลางน้ำอาจเริ่มพบปัญหาแรงงานขาดแคลนเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เป็นช่วงสั้น ๆ ตามวัฏจักรเศรษฐกิจอีกต่อไป
    2. แนวโน้มการบริโภคภายในประเทศชะลอลง
      ประชากรสูงอายุมีแนวโน้มใช้จ่ายในรูปแบบที่แตกต่างจากคนวัยทำงาน โดยเฉพาะการใช้จ่ายสินค้าคงทนและการลงทุนเพื่ออนาคตของครอบครัว (เช่น ค่าเล่าเรียนลูก ค่าที่อยู่อาศัยใหม่) ซึ่งเป็นหมวดใช้จ่ายที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ
      เมื่อสัดส่วนครัวเรือนที่อยู่ในวัยขยายครอบครัวลดลง เศรษฐกิจในประเทศเผชิญแรงเสียดทานต่อการเติบโตในเชิงโครงสร้าง แม้จะไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจฉับพลันก็ตาม
    3. ภาระทางการคลังเพิ่มขึ้น
      ประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัวจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณด้านรายได้พื้นฐานผู้สูงอายุ การดูแลสุขภาพระยะยาว (Long-Term Care) และการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มากขึ้นทุกปี
      ในบริบทไทย แนวโน้มนี้ปรากฏชัดเจน โดยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการด้านรายได้และสุขภาพผู้สูงอายุมีอัตราเร่งตัวสูงกว่าการเติบโตของฐานภาษี ในระยะยาว ภาระนี้อาจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องปีละประมาณ 7% ตามประมาณการการขยายตัวของค่าใช้จ่ายในหมวดสวัสดิการและการแพทย์สำหรับผู้สูงอายุ (อัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี หรือ CAGR ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง)
      กล่าวได้ว่า รัฐต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อดูแลคนที่อยู่ในวัยพึ่งพาระบบ ในขณะที่ฐานผู้จ่ายภาษีมีแนวโน้มเล็กลง

    เชียงรายในภาพใหญ่ โครงสร้างประชากรชายแดนกับความจริงที่ซับซ้อนกว่า “จำนวนคนในทะเบียนบ้าน”

    หากมองลึกลงไปที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนภาคเหนือและเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนสำคัญ เราจะเห็นภาพอีกชั้นหนึ่งของวิกฤตโครงสร้างประชากรที่ซับซ้อนกว่าการ “เกิดน้อย ตายมาก” แบบตรงไปตรงมา

    การวิเคราะห์ข้อมูลประชากร การเกิด และการตายในจังหวัดเชียงราย ระหว่างปีงบประมาณ 2564–2567 พบว่า จังหวัดกำลังเคลื่อนเข้าสู่จุดที่ “อัตราเพิ่มตามธรรมชาติ” (Rate of Natural Increase: RNI) ใกล้ศูนย์หรืออาจติดลบในอนาคตอันใกล้ กล่าวคือ จำนวนการตายเริ่มเข้าใกล้หรือเทียบเท่ากับจำนวนการเกิดแล้ว

    แรงผลักดันสำคัญของสถานการณ์นี้มาจาก 2 ปัจจัยหลัก

    1. ภาวะเจริญพันธุ์ลดลงอย่างต่อเนื่อง
      แนวโน้มการเกิดมีชีพในเชียงรายลดลงตามโครงสร้างเดียวกันกับทั้งประเทศ และสอดคล้องกับพฤติกรรมประชากรวัยทำงานที่มีแนวโน้มสร้างครอบครัวช้าลง รวมทั้งต้องเผชิญภาระค่าครองชีพของครัวเรือนที่สูงขึ้น
    2. อัตราการตายเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างอายุที่สูงขึ้น
      จังหวัดเชียงรายมีสัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้จำนวนการตายที่ลงทะเบียนขยับสูงขึ้นในช่วงปี 2564–2567 ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เดียวกับหลายจังหวัดในภาคเหนือที่เข้าสู่สังคมสูงอายุแบบก้าวกระโดด

    อย่างไรก็ตาม จุดที่ทำให้เชียงรายแตกต่างจากหลายจังหวัดอื่น คือ “ประชากรที่อยู่อาศัยจริง” ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ “ประชากรตามทะเบียนบ้าน”

    ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ชี้ว่า ในหลายพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะอำเภอแม่สาย มีประชากรที่พำนักระยะยาวจำนวนมากซึ่งไม่ได้ปรากฏในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรตามระบบของกรมการปกครอง (DOPA) ประชากรกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยเป็นแรงงานข้ามชาติ โดยพบว่ามีรูปแบบการอยู่อาศัยระยะยาวในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา บางส่วนอยู่อาศัยในพื้นที่ 2-19 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติ พวกเขาใช้สาธารณูปโภค การบริการสาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานของท้องถิ่นเหมือนคนไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

    ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิด “ความคลาดเคลื่อนเชิงนโยบาย” อย่างน้อย 2 ประการ

    • หนึ่ง การจัดสรรงบประมาณภาครัฐส่วนใหญ่ โดยเฉพาะงบสาธารณสุขและการศึกษา มักอ้างอิงจำนวนประชากรตามทะเบียนบ้าน (de jure) ไม่ใช่จำนวนคนที่ใช้บริการจริง (de facto) นั่นหมายความว่า ในพื้นที่อย่างแม่สาย เทศบาลและหน่วยบริการสุขภาพอาจต้องรองรับคนจำนวนมากกว่าที่ได้รับงบประมาณมารองรับจริง
    • สอง การนับสถิติการเกิดและการตายอาจไม่ครอบคลุมกลุ่มประชากรที่พำนักจริงเหล่านี้ได้ครบถ้วน ส่งผลให้ภาพรวมทางสถิติของจังหวัดดูเหมือนว่ามีเด็กเกิดน้อยมาก แต่ความต้องการด้านสาธารณสุขแม่และเด็กยังคงอยู่ หรือดูเหมือนมีการตายสูง แต่ไม่ได้สะท้อนภาระบริการระยะยาวทั้งหมดต่อหน่วยงานพื้นที่

    กล่าวอีกแบบคือ จังหวัดเชียงรายต้องเผชิญ “โจทย์คู่ขนาน” โจทย์หนึ่งคือการจัดการประชากรตามทะเบียน ซึ่งกำลังสูงวัยอย่างรวดเร็ว และอีกโจทย์หนึ่งคือการรองรับประชากรที่พำนักจริงในพื้นที่ชายแดน ซึ่งมักเป็นแรงงานและครอบครัวแรงงานข้ามชาติที่ยังอยู่ในวัยทำงานและวัยเด็ก

    เชียงราย ความเปราะบางที่เริ่มต้นตั้งแต่ปฐมวัย

    นอกจากปริมาณประชากรที่ลดลงแล้ว จังหวัดเชียงรายยังเผชิญโจทย์สำคัญในเชิงคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์รุ่นถัดไป

    ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข (อ้างอิงจากระบบติดตามตัวชี้วัดด้านอนามัยแม่และเด็กในปี 2567) ระบุว่า ร้อยละของเด็กอายุ 0–5 ปี ในจังหวัดเชียงรายที่มีพัฒนาการ “สมวัย” อยู่เพียง 46.35% เมื่อเทียบกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ในระดับ ≥87%

    ความหมายของตัวเลขนี้รุนแรงกว่าที่เห็นในบรรทัดเดียว เพราะมันสะท้อน “วิกฤตซ้อน” ดังนี้

    • จำนวนเด็กเกิดใหม่ในจังหวัดลดลง
    • แต่ในบรรดาเด็กที่เกิดขึ้นมาจำนวนไม่มากนั้น เกือบครึ่งหนึ่งมีพัฒนาการไม่เป็นไปตามวัยในเกณฑ์ที่กระทรวงฯ คาดหวัง

    กล่าวอีกแบบคือ ไม่ใช่แค่ “เรามีเด็กน้อยลง” แต่ “เรากำลังเสี่ยงจะมีเด็กที่เริ่มต้นชีวิตด้วยข้อจำกัดมากขึ้น” ซึ่งจะส่งผลในระยะยาวต่อสมรรถนะการเรียนรู้ ความพร้อมเข้าสู่ระบบการศึกษา ความสามารถในการแข่งขันทางอาชีพ และท้ายที่สุดคือศักยภาพแรงงานของจังหวัดและของประเทศ

    นี่คือเหตุผลว่าทำไมการแก้ปัญหาเชิงประชากรในวันนี้ ไม่อาจจำกัดความหมายแค่การส่งเสริม “ให้มีลูกมากขึ้น” เท่านั้น แต่ยังต้องลงทุนเชิงรุกใน Early Childhood Intervention Programs หรือมาตรการแทรกแซงพัฒนาการเด็กปฐมวัย อาทิ โภชนาการ การกระตุ้นพัฒนาการ การดูแลด้านสุขภาพแม่และเด็ก รวมถึงการสนับสนุนครอบครัวเปราะบางทางเศรษฐกิจ

    เพราะถ้าประเทศไทยกำลังจะมีเด็กน้อยลงจริง เด็กทุกคนจึงยิ่ง “มีความหมายทางเศรษฐกิจและสังคม” มากขึ้นเป็นทวีคูณ

    โครงสร้างการตายและภาระสุขภาพระยะยาว สัญญาณเตือนจากผู้สูงอายุ

    การที่จำนวนผู้เสียชีวิตในจังหวัดเชียงรายและทั่วประเทศเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงปี 2564–2567 ไม่ได้เป็นหลักฐานของความล้มเหลวทางการแพทย์ แต่เป็นผลตามธรรมชาติของโครงสร้างประชากรสูงวัย สิ่งที่สะท้อนอยู่ใต้ตัวเลขนี้คือ “ภาระด้านระบบสุขภาพ” ที่กำลังเปลี่ยนทิศ

    เมื่อคนสูงวัยเพิ่มขึ้นจำนวนมากขึ้นพร้อมกัน ความต้องการบริการสุขภาพระยะยาว การดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ) และบริการดูแลระยะท้ายชีวิต (palliative care) จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่า ระบบสาธารณสุขระดับจังหวัดจำเป็นต้องโยกทรัพยากรจากบริการมารดาและทารก — ที่ความต้องการลดลงตามจำนวนการเกิด — ไปสู่บริการดูแลผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ

    ในระบบประเมินผลของกระทรวงสาธารณสุข ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพของการดูแลชีวิต เช่น อัตราการตายมารดาต่อการเกิดมีชีพแสนคน (Maternal Mortality Ratio: MMR) ยังคงถูกติดตามอย่างเข้มงวด โดยตั้งเป้าให้ต่ำกว่า 16 ต่อการเกิดมีชีพแสนคน การที่หน่วยงานระดับจังหวัดต้องรายงานตัวเลขเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ สะท้อนความเที่ยงตรงของฐานข้อมูลการตายและคุณภาพการดูแลเคสที่เสี่ยงสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของตัวเลขการตายโดยรวม

    กล่าวในเชิงนโยบาย นี่คือจุดเปลี่ยนของระบบสาธารณสุขในจังหวัดอย่างเชียงราย จากระบบที่เคยถูกออกแบบเพื่อ “รองรับการเกิดใหม่จำนวนมาก” ไปสู่ระบบที่ต้อง “ดูแลประชากรสูงอายุจำนวนมาก ที่มีชีวิตยืดยาวขึ้น แต่ต้องการการดูแลที่ซับซ้อนขึ้น”

    ปี 2568 จุดวัดทิศทางอนาคตผ่าน “สำมะโนประชากร”

    การคาดการณ์ประชากรเชียงรายและของประเทศสำหรับปี 2568 เป็นการประมาณการเบื้องต้นโดยต่อแนวโน้มจากปี 2564–2567 โดยใช้ข้อมูลการเกิด การตาย และโครงสร้างอายุจากแหล่งข้อมูลหลักของกรมการปกครอง (DOPA) และกระทรวงสาธารณสุข (MOPH) อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านประชากรย้ำว่าปี 2568 ไม่ใช่ “ปีปกติ” เพราะจะมีหมุดหมายสำคัญด้านข้อมูล นั่นคือ “การสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568” ที่มีกำหนดเริ่มเก็บข้อมูลในวันที่ 1 เมษายน 2568

    การสำมะโนประชากรมีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลอย่างน้อย 3 ประการ

    1. เป็นโอกาสในการ “อัปเดตความจริง” เกี่ยวกับจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่จริง (de facto population) เทียบกับจำนวนประชากรตามทะเบียน (de jure population) ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย
    2. เป็นโอกาสในการตรวจสอบโครงสร้างอายุจริงในระดับพื้นที่ เพื่อประเมินแรงกดดันด้านภาระการดูแลผู้สูงอายุและความต้องการบริการสุขภาพ
    3. เป็นจุดตั้งต้นของการคำนวณฐานภาษีและการจัดสรรงบประมาณในระยะถัดไป ซึ่งหมายความว่า “งบประมาณของจังหวัดหลังปี 2568” อาจสะท้อนสภาพจริงของประชากรมากขึ้น หากข้อมูลสำมะโนสะท้อนจำนวนคนที่อาศัยอยู่จริง ไม่ใช่เพียงจำนวนคนที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน

    กล่าวอีกอย่าง ปี 2568 เป็นปีที่ข้อมูลจริงจะเริ่มไล่ทันความเป็นจริงทางสังคม และข้อมูลดังกล่าวจะกลับมามีผลต่อการจัดสรรทรัพยากรของภาครัฐในระดับจังหวัดและประเทศ

    ทางออกเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่ชวนมีลูก แต่ต้อง “ลงทุนกับคนทุกวัย”

    เมื่อพิจารณาปัญหาทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัดอย่างเชียงราย ภาพรวมชี้ไปที่ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ 3 มิติต่อไปนี้

    1. ยกระดับศักยภาพแรงงาน (Upskill / Reskill) แทนการหวังเพียงจำนวนแรงงาน
      ในบริบทที่แรงงานวัยทำงานลดลงต่อเนื่อง ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (productivity) ของคนที่ยังอยู่ในระบบ มากกว่าหวังเพียงว่าจำนวนคนทำงานจะกลับมาเพิ่มขึ้นเอง
      นโยบายการยกระดับทักษะ (upskill) และปรับทักษะใหม่ (reskill) โดยเฉพาะในสาขาที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เป็นหนึ่งในแนวทางที่ถูกพูดถึงในระดับนโยบายเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้แรงงานรวมจะลดลง
    2. พิจารณานโยบายขยายอายุเกษียณอย่างรอบด้าน
      การขยับอายุเกษียณเป็นประเด็นที่เริ่มถูกหยิบขึ้นมาหารือในนโยบายสาธารณะมากขึ้น โดยมีโจทย์ที่ต้องตอบให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น อายุเกษียณที่เหมาะสมคือเท่าใด? จะทยอยปรับอย่างไร? ภาคธุรกิจพร้อมหรือไม่? และระบบสวัสดิการแรงงานปัจจุบันรองรับแรงงานสูงอายุที่ยังต้องการทำงานได้หรือไม่?
      ประเด็นนี้มีความสำคัญโดยเฉพาะในจังหวัดที่แรงงานวัยกลางคนยังเป็นฐานหลักของเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น เชียงราย ซึ่งมีบทบาทเป็นจังหวัดการค้าชายแดนและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม-การเกษตร
    3. ลงทุนในช่วงปฐมวัยอย่างเข้มข้นในพื้นที่เสี่ยง
      กรณีเชียงรายเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าประชากรเด็กไม่ได้มีเพียง “น้อยลง” แต่ยังมีสัดส่วนพัฒนาการไม่สมวัยสูง โดยมีเพียงราว 46.35% ของเด็กอายุ 0–5 ปี ที่อยู่ในเกณฑ์พัฒนาการตามวัย เทียบกับเป้าหมายระดับนโยบายที่ตั้งไว้มากกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ
      หากไม่เร่งลงทุนในระบบสนับสนุนปฐมวัย วันนี้ เราอาจกำลังปล่อยให้ “คนรุ่นต่อไป” เริ่มต้นชีวิตด้วยเงื่อนไขเชิงพัฒนาการที่ถดถอย ทั้งในเชิงการเรียนรู้ สุขภาพกาย-ใจ และความพร้อมในตลาดแรงงานในอีก 15-20 ปีข้างหน้า

    วิกฤตประชากรไม่ใช่วิกฤตของอนาคตอีกต่อไป แต่มาถึงแล้ว

    ปี 2568 ไม่ใช่แค่ปีที่ตัวเลขเด็กเกิดใหม่ลดลงอีก 10% จนเหลือ 309,644 คนในช่วง 9 เดือนแรกของปีเท่านั้น ไม่ใช่แค่ปีที่ประเทศไทยอาจมีประชากรต่ำกว่า 66 ล้านคนเป็นครั้งแรก แต่เป็นปีที่ประเทศไทยต้องยอมรับความจริงว่า “วิกฤตโครงสร้างประชากร” คือประเด็นเศรษฐกิจ การคลัง สาธารณสุข และความมั่นคงทางสังคมในระดับชาติ

    จังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายยิ่งตอกย้ำความซับซ้อนของปัญหา เมื่อจำนวนประชากรตามทะเบียนกำลังแก่ตัวและเติบโตช้า ขณะที่จำนวนผู้อยู่อาศัยจริงในพื้นที่ โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติและครอบครัว กลับสร้างภาระเชิงบริการสาธารณะจริง แต่ไม่ได้สะท้อนในฐานงบประมาณอย่างเต็มที่

    ในอีกด้าน เรากำลังเห็นปรากฏการณ์ที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ คุณภาพของประชากรรุ่นต่อไป ซึ่งในบางพื้นที่ ตัวเลขเด็กเล็กที่มีพัฒนาการสมวัยอยู่เพียงราวครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่กำหนด นี่ไม่ใช่เพียงตัวเลขด้านสาธารณสุข แต่คือสัญญาณล่วงหน้าของความสามารถในการแข่งขันของจังหวัด ของภูมิภาค และของประเทศทั้งระบบ

    กล่าวโดยสรุป ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ประชากรสองชุดในเวลาเดียวกัน คนเกิดใหม่น้อยลง คนสูงวัยมากขึ้น และความต้องการบริการสาธารณะในพื้นที่ชายแดนที่ซับซ้อนขึ้น ในเงื่อนไขเช่นนี้ การแก้ไขปัญหาไม่อาจเป็นเพียงการรณรงค์ “ให้มีลูกเยอะขึ้น” อย่างในอดีต แต่ต้องเป็นการปรับโครงสร้างนโยบายทั้งระบบ ตั้งแต่การยกระดับแรงงานไปจนถึงการดูแลเด็กตั้งแต่วัยแรกเกิด และการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับจำนวนคนที่อาศัยอยู่จริงในพื้นที่

    และในที่สุด คำถามสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ “เรามีคนเหลืออยู่กี่ล้านคน” แต่อาจเป็น “เราพร้อมหรือยังกับการอยู่ในประเทศที่เล็กลง สูงวัยขึ้น และแข่งขันได้ยากขึ้น — หากไม่เร่งปรับวันนี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/thai-population-shrinkage-birth-rate-crisis/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RVHCyMwCMNguX1sdgPwhS

  • ขสมก. จัดเดินรถปกติ 18 เส้นทาง รถ Shuttle Bus (ฟรี) เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้า 6 เส้นทาง – สถานีขนส่ง 8 เส้นทาง ถวายน้ำสรงพระบรมศพ พระพันปีหลวง

    ขสมก. จัดเดินรถปกติ 18 เส้นทาง รถ Shuttle Bus (ฟรี) เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้า 6 เส้นทาง – สถานีขนส่ง 8 เส้นทาง ถวายน้ำสรงพระบรมศพ พระพันปีหลวง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106098&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TrjuqC-CEschZw_mDudoF