© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5238752/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VtYOOvMtIcebs-Z6cphZC

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5238752/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VtYOOvMtIcebs-Z6cphZC

อันวาร์ อิบราฮิม กล่าวเปิดการประชุมอาเซียน ระบุว่า อาเซียนกำลังกระชับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ขยายการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต้อนรับติมอร์-เลสเตเข้าสู่ “ครอบครัว”
เมื่อ 26 ต.ค. 2568 นายอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานเวียนของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (ASEAN) กล่าวเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนวันแรกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยระบุว่า อาเซียนจะต้องมีความกล้าหาญในการสร้างความร่วมมือใหม่ ๆ และกระชับความร่วมมือที่มีอยู่ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ท่ามกลางการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน
“สันติภาพและความมั่งคั่งที่ค่อนข้างมั่นคงซึ่งอาเซียนได้รับมาตลอดเกือบหกทศวรรษนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง” นายอันวาร์กล่าว “สิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับการฟื้นฟูผ่านความร่วมมือ และแข็งแกร่งขึ้นด้วยการมีเป้าหมายร่วมกัน นั่นคือเหตุผลที่อาเซียนกำลังกระชับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ขยายการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”
นักวิเคราะห์ได้ยกให้การประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในปีนี้ เป็นการประชุมที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี เนื่องจากมีบุคคลสำคัญมากมายเข้าร่วมการประชุม ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน
นอกจากผู้นำอาเซียนแล้ว ผู้เข้าร่วมยังรวมถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเดินทางมาถึงในช่วงเช้าวันอาทิตย์ และได้รับการต้อนรับจากนายอันวาร์ที่สนามบิน, นายกรัฐมนตรีจีน หลี่ เฉียง, นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ, ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ซีริล รามาโฟซา และประธานาธิบดีบราซิล ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา
“ปี 2025 เป็นปีที่ต้องการสิ่งต่าง ๆ จากเรามากขึ้น โลกดูไม่มั่นคง – ระเบียบเก่าไม่แน่นอนอีกต่อไป ขณะที่ระเบียบใหม่ยังไม่ได้ถูกกำหนด” นายอันวาร์กล่าว “ทั่วทุกภูมิภาค เราเห็นการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนที่ขยายตัว ลมปะทะเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทดสอบเศรษฐกิจของเราเท่านั้น แต่ยังทดสอบความมุ่งมั่นโดยรวมของเราที่จะรักษาศรัทธาในความร่วมมือ และความเชื่อที่ว่า ความเข้าใจและการเจรจายังคงสามารถมีชัยได้ในยุคที่แตกแยกนี้”
นายอันวาร์ยังยกตัวอย่างความร่วมมือใหม่ๆ ที่อาเซียนได้สร้างขึ้นและการกระชับความร่วมมือที่มีอยู่แล้วให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยชี้ไปที่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ครั้งที่ 2 และการประชุมสุดยอดอาเซียน-GCC-จีน เมื่อต้นปีนี้
ประธานอาเซียนกล่าวด้วยว่า การประชุมสุดยอดผู้นำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ครั้งที่ 5 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันจันทร์นี้ ก็จะส่งเสริมเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ ให้บรรลุศักยภาพสูงสุดอย่างเต็มที่
นอกจากนั้น ในการประชุมอาเซียนครั้งนี้จะมีการยกระดับ “ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน” (ATIGA) ด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างตลาดระดับภูมิภาคที่ราบรื่นยิ่งขึ้นสำหรับภาคธุรกิจและแรงงาน
อนึ่ง ATIGA มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรีระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ส่งผลให้ต้นทุนทางธุรกิจลดลง การค้าเพิ่มขึ้น และมีตลาดที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงเกิดการประหยัดจากขนาดที่ใหญ่ขึ้น (economies of scale) สำหรับภาคธุรกิจ
นับจนถึงปี 2563 ที่ผ่านมา ATIGA ได้ยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ค้าขายกันภายในอาเซียนไปแล้ว 98.6 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่ประชุมอาเซียนมีเป้าหมายที่จะลดภาษีศุลกากรลงภายใต้ข้อตกลง ATIGA ลงอีก และขจัดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรระหว่างประเทศสมาชิก
นายอันวาร์ยังกล่าวต้อนรับติมอร์-เลสเต เข้าเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า การรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นประวัติการณ์ครั้งนี้ ทำให้อาเซียนเป็น “ครอบครัวที่สมบูรณ์” โดยเป็นการยืนยันชะตากรรมร่วมกันของเราและความรู้สึกผูกพันในภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง
“ภายใต้ประชาคมนี้ การพัฒนาและความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ของติมอร์-เลสเตจะได้รับการสนับสนุนอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายอันวาร์กล่าว
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cna
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2891394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3flosXt1-pF6kiHpeFQhUG

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เตือนประชาชนระวังมิจฉาชีพส่ง SMS ปลอม แอบอ้าง ‘ธนาคารกรุงไทย’ ชวนกดลิงก์ลงทะเบียนโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ หลังตรวจสอบแล้วพบว่าเป็น ข่าวปลอม หวั่นประชาชนถูกหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว หรือถูกดูดเงินจากบัญชี
สุชาดา ซางแทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ระหว่างวันที่ 17–23 ตุลาคม 2568 พบข้อความต้องตรวจสอบกว่า 755 ข้อความ จากทั้งหมดกว่า 1 ล้านข้อความ โดยข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุดคือ
“กรุงไทยส่ง SMS แนบลิงก์ให้กรอกข้อมูลลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสทางเว็บไซต์”
ซึ่งกระทรวงดีอี ได้ประสานกับธนาคารกรุงไทยและกระทรวงการคลังแล้ว ยืนยันว่าโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ไม่มีการส่ง SMS หรือให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ใดๆ ทั้งสิ้น การลงทะเบียนที่ถูกต้องต้องทำผ่านแอปฯ ‘เป๋าตัง’ เท่านั้น
นอกจากนี้ ยังพบข่าวปลอมรูปแบบอื่น เช่น เพจหลอกแจกต้นปาล์มฟรี เพจลงทุนทองคำปลอม หรือเพจปลอมของหน่วยงานรัฐที่อ้างคืนเงินผู้เสียหาย โดยดีอีระบุว่าข่าวปลอมเหล่านี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ “นโยบายรัฐ-โครงการเงินช่วยเหลือ” ที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกลวงเพื่อขโมยข้อมูลและทรัพย์สิน
ดีอีจึงขอเตือนประชาชน อย่ากดลิงก์จาก SMS หรือเพจที่ไม่น่าเชื่อถือ และควรตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานจริงก่อนแชร์ต่อ เพื่อป้องกันความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/de-half-and-half-plus-fraud-click-link-scammer-suck-money&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw390Q4ugwQ1lq0eFdogudQC

เมื่อโลกเปลี่ยนเร็ว ความมั่นคงจึงต้องออกแบบใหม่
ในช่วงเวลาไม่ถึง 5 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญกับเหตุการณ์เหนือความคาดหมายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก ไปจนถึงเงินเฟ้อที่พุ่งสูง และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า โลกยุคใหม่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน
ในปี 2025 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกให้เติบโตที่ 3.0% สูงกว่าที่เคยประเมินไว้ แต่สำหรับเศรษฐกิจไทย ธนาคารโลกกลับปรับลดคาดการณ์ GDP เหลือเพียง 1.8% จากแรงกดดันด้านการส่งออกที่เปราะบาง การท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และอุปสงค์ภายในประเทศที่ชะลอตัว
ขณะเดียวกัน องค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) เตือนว่า ผลกระทบเชิงลบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจโลกยังไม่ปรากฏครบถ้วน ซึ่งอาจส่งผลต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานในระยะถัดไป
แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ มีกลุ่มคนที่ไม่เพียงแต่อยู่รอดได้ แต่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง จากรายงานอินไซต์พฤติกรรมผู้บริโภคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของ PWC ปี 2024 พบว่าคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ยืดหยุ่นและปรับตามการใช้ชีวิตจริงได้ ชี้ให้เห็นว่า ‘การสร้างหลักประกันความมั่นคง’ กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญทั้งสำหรับผู้คนและธุรกิจในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
กลยุทธ์ใหม่สำหรับเกมที่เศรษฐกิจเปลี่ยนไป
เมื่อกติกาเปลี่ยน กลยุทธ์จึงต้องปรับ การบริหารความเสี่ยงในยุคนี้ไม่ใช่แค่การ ‘ป้องกัน’ แบบเดิม แต่เป็นการ ออกแบบระบบความมั่นคงทางการเงิน ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์อนาคต

ในบรรดาเสาหลักเหล่านี้ ‘ประกันชีวิต’ คือกลไกที่น่าสนใจ เพราะไม่ใช่เพียงเครื่องมือป้องกัน แต่ยังเป็น ฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจในภาพรวม
รายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และ World Bank ชี้ว่า ประเทศที่มีอัตราการทำประกันชีวิตและสุขภาพสูง มักมีความสามารถในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าในยามวิกฤติ ทั้งในแง่การกลับมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของตลาดแรงงาน
สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะเบี้ยประกันที่จ่ายเข้าไป ไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทประกัน แต่จะ หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ บางส่วนถูกนำไปลงทุนในตลาดทุน บางส่วนกันไว้เป็นเงินสำรองเพื่อจ่ายสินไหม และอีกส่วนหนึ่งกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่สร้างรายได้ให้ผู้คนในระบบ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘Economic Shock Absorber’ หรือ กันชนเศรษฐกิจ ที่ช่วยให้ประเทศสามารถรับแรงกระแทกจากวิกฤติและฟื้นตัวได้เร็วกว่า
แนวคิดเรื่อง ‘กันชนเศรษฐกิจ’ ไม่ได้หยุดอยู่ในเชิงทฤษฎี แต่ปรากฏเป็นรูปธรรมในหลายประเทศ โดยหนึ่งในกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดคือ ญี่ปุ่น ประเทศที่เผชิญความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ หรือสภาพอากาศที่รุนแรง สิ่งเหล่านี้ทำให้การวางแผนรับมือกลายเป็นวัฒนธรรมที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการทำ ประกันชีวิต

ญี่ปุ่นถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบประกันชีวิตเข้มแข็งที่สุด
และที่สำคัญ นอกจากประกันชีวิตแบบดั้งเดิมแล้ว คนญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับประกันที่ครอบคลุมการรักษาพยาบาลและการประกันรายได้หลังเกษียณ สะท้อนว่าการทำประกันไม่ใช่เพียงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงระยะสั้น แต่เป็น ‘วัฒนธรรมการวางแผนชีวิต’ ที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย
เมื่อเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ในปี 2011 ที่สร้างความเสียหายกว่า 210 พันล้านดอลลาร์ บริษัทประกันญี่ปุ่นจ่ายค่าสินไหมกว่า 1.2 ล้านล้านเยน เงินจำนวนมหาศาลนี้ถูกอัดฉีดกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ขณะที่ในระดับครัวเรือน ประชาชนที่มีประกันสามารถเข้าถึงเงินชดเชยเพื่อใช้ฟื้นฟูชีวิตได้ทันที
และในวิกฤตโควิด-19 การมีระบบประกันที่ครอบคลุมยังช่วย ลดภาระการใช้จ่ายของรัฐบาล ทำให้รัฐสามารถนำงบประมาณไปจัดการปัญหาสำคัญด้านอื่นๆ ได้ ขณะเดียวกัน ประชาชนก็ยังมั่นใจที่จะจับจ่ายและลงทุนต่อเนื่อง
นี่คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Systemic Financial Resilience หรือ ความยืดหยุ่นเชิงระบบ ที่เกิดขึ้นเมื่อทั้งประชาชนและสถาบันการเงินมี ‘เกราะป้องกัน’ ร่วมกันทั้งประเทศ
ญี่ปุ่นอาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของประเทศที่ใช้ ‘วัฒนธรรมประกัน’ เป็นฐานในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แต่หากมองในระดับโลก จะพบรูปแบบที่น่าสนใจไม่แพ้กัน – ตลอดกว่า 80 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีประเทศใดที่มีอัตราการทำประกันสูงกว่า 8% ของ GDP แล้วต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจาก IMF
ตัวอย่างเช่น สวิตเซอร์แลนด์ (9.3%) ที่ผ่านทุกวิกฤตเศรษฐกิจโดยไม่ถดถอย, เนเธอร์แลนด์ (8.9%) ที่ฟื้นตัวจากวิกฤติการเงินโลกปี 2008 ได้เร็วที่สุดใน EU และ เดนมาร์ก (8.1%) ที่ครองอันดับต้นๆ ของ World Happiness Index ต่อเนื่องหลายปี
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น รูปแบบแห่งความสำเร็จ ที่พิสูจน์มาแล้วว่า:
นักเศรษฐศาสตร์จึงนิยามปรากฏการณ์นี้ว่า Insurance-Led Economic Stability — เสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยระบบประกัน ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่แค่การป้องกันรายบุคคล แต่ยังเสริมความแข็งแรงให้เศรษฐกิจในภาพรวม
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บน ‘จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ’ ปัจจุบัน Insurance Penetration ของไทยอยู่ที่ประมาณ 5.3% ของ GDP (ข้อมูล UNDP 2020) ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีสัดส่วน 8-12% ช่องว่างนี้ คือ ‘โอกาส’ ที่รอการเติมเต็ม
แผนพัฒนาการประกันภัยฉบับที่ 4 (2021-2025) ของ คปภ. กำหนดทิศทางชัดเจนว่าจะผลักดันให้ไทยขยับไปสู่ระดับดังกล่าว ข้อมูลจาก Statista (2022) พบว่า ประมาณ 40% ของคนไทยยังไม่มีประกันใดๆ ขณะที่การสำรวจของ Peak Re ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (2023) พบว่า insurance awareness มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ ownership rate หรือ อัตราการถือครองกรมธรรม์ประกัน อย่างชัดเจน
The Mindset Revolution: จากการป้องกัน สู่การลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่ออนาคต
สิ่งที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านนี้เกิดขึ้นได้จริง คือการ เปลี่ยนวิธีคิด ของคนไทยต่อประกันชีวิต จากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็น ‘การป้องกัน’ ไปสู่การเป็น Strategic Life Investment หรือการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่ออนาคต ซึ่งสร้างผลตอบแทนหลายมิติ ไม่ใช่เพียงความคุ้มครอง
และเมื่อมองจากระดับบุคคลไปสู่ระดับเศรษฐกิจมหภาค จะยิ่งเห็นชัดว่า ‘การลงทุนผ่านประกันชีวิต’ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างความมั่นคงให้เจ้าของกรมธรรม์ แต่ยังขยายผลกลับสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้างด้วย
งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ค้นพบว่า การลงทุนในระบบประกันสามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจในระยะยาว เบี้ยประกันหมุนเข้าสู่ตลาดทุน → ธุรกิจมีสภาพคล่อง → เกิดการจ้างงานและนวัตกรรม → รายได้เพิ่มขึ้น → เศรษฐกิจเติบโต → กลับมาสนับสนุนให้ประชาชนสามารถทำประกันได้มากขึ้นอีก
นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลหลายประเทศเลือกส่งเสริมการทำประกัน ไม่ใช่เพียงเพื่อสนับสนุนบริษัทประกัน แต่เพื่อสร้าง Economic Immune System หรือ ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้ทั้งประเทศยืนหยัดได้ในยุคแห่งความผันผวน
เมื่อความผันผวนกลายเป็นความปกติใหม่ (the new normal) การมีประกันชีวิตคือการลงทุนใน ‘ระบบเศรษฐกิจแห่งอนาคต’ ที่ช่วยให้ทั้งบุคคล ครอบครัว และประเทศเดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ประสบการณ์จากหลายประเทศพิสูจน์แล้วว่า ระบบประกันที่แข็งแรง ทำให้สังคมไม่เพียงแต่อยู่รอดในยามวิกฤติ แต่ยังสามารถใช้ช่วงเวลาแห่งความท้าทายเป็นโอกาสในการเติบโตและสร้างเสถียรภาพระยะยาว
สำหรับประเทศไทย วันนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญ คนรุ่นใหม่มีทางเลือกสองเส้นทาง:
เพราะการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สามารถเริ่มได้ทันที จากการออกแบบการเงินของเราในวันนี้ เพื่อให้อนาคตมั่นคงอย่างที่ต้องการ
ภาพ: SvetaZi/Getty Images
อ้างอิง:
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-gdp-imf-worldbank-economic-forecast/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0X-tFgN6nsDhM_wnPqKH9c

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการอนุรักษ์และสืบสานงานศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดิน โดยทรงส่งเสริมการพัฒนางานศิลปะและหัตถกรรมพื้นบ้านทั่วประเทศ ทั้งงานทอผ้าไหม งานจักสาน งานเครื่องเงิน และศิลปะเครื่องแต่งกายของไทย เพื่อยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก พร้อมต่อยอดผลงานเหล่านี้ให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชน เพื่อให้ภูมิปัญญาไทยได้รับการคุ้มครอง และเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอย่างยั่งยืน
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์การทอผ้าพื้นเมือง และส่งเสริมให้ชาวบ้านรักษาลวดลาย สีสัน และกรรมวิธีดั้งเดิม เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น และต่อยอดเป็นทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญลักษณ์นกยูงไทย 4 สี ให้เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ผ้าไหมแท้ที่ผลิตจากประเทศไทย ประกอบด้วย 1) นกยูงสีทอง (Royal Thai Silk) สำหรับการรับรองผ้าไหมไทยแท้ระดับพรีเมียม ซึ่งผลิตด้วยเส้นไหมและกรรมวิธีดั้งเดิมตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน 2) นกยูงสีเงิน (Classic Thai Silk) สำหรับการรับรองผ้าไหมไทยแท้ที่ทอขึ้นตามภูมิปัญญาพื้นบ้านผสมผสานกับการใช้เครื่องมือในบางขั้นตอน 3) นกยูงสีน้ำเงิน (Thai Silk) สำหรับการรับรองผ้าไหมไทยแท้ที่ผลิตด้วยภูมิปัญญาของไทยแบบประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีการผลิตให้เข้ากับสมัยนิยมและเป็นเชิงธุรกิจ และ 4) นกยูงสีเขียว (Thai Silk Blend) สำหรับการรับรองผ้าไหมไทยแท้ที่ผลิตด้วยกระบวนการผลิตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยใช้เส้นไหมแท้ผสมผสานกับเส้นใยอื่นที่ได้จากธรรมชาติหรือเส้นใยสังเคราะห์รูปแบบต่างๆ ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน โดยเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายรับรองตรานกยูงพระราชทานต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตามบทบัญญัติมาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และต่อมาได้มีการโอนสิทธิเครื่องหมายรับรองตรานกยูงพระราชทาน มายังกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2553 เพื่อเป็นหน่วยงานกำกับดูแลคุณภาพมาตรฐานการรับรองผ้าไหมไทย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้เครื่องหมายรับรองดังกล่าว ให้แพร่หลายทั่วโลก จึงได้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายรับรองตรานกยูงพระราชทานในต่างประเทศอีก 35 ประเทศ ได้แก่ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (27 ประเทศ) สหรัฐอเมริกา จีน ฮ่องกง อินเดีย นอร์เวย์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งสะท้อนมาตรฐานการผลิตและความพิถีพิถันของช่างทอผ้าไทยที่สืบทอดภูมิปัญญา
มาจากรุ่นสู่รุ่น และยังเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการผ้าไหมทั่วประเทศพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ให้ผลิตภัณฑ์ไทย และปกป้องชื่อเสียงและภูมิปัญญาของไทยในเวทีโลก
นางอรมน กล่าวว่า ตรานกยูงพระราชทาน ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพของผ้าไหมไทย แต่ยังเป็นเครื่องหมายแห่งพระเมตตาและพระวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ที่ทรงมุ่งมั่นยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่ระดับนานาชาติ โดยส่งเสริมให้มีการออกแบบ สร้างสรรค์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเป็น “สินค้าทางวัฒนธรรม” ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์และอัตลักษณ์ของความเป็นไทย ถือเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมของประเทศ โดยสินค้าทางวัฒนธรรมตามแนวพระราชดำริของพระองค์ ที่ได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามีอยู่หลากหลายประเภท โดยเฉพาะผลงานภายใต้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเป็นผลงานลิขสิทธิ์ รวม 209 ผลงาน ได้แก่ งานศิลปกรรม (ประติมากรรมและศิลปะประยุกต์) 200 ผลงาน เช่น รูปปั้นคุณทองแดง เรือพระที่นั่งศรีประภัศรไชยจำลอง เชิงเทียนรูปดอกบัว เป็นต้น งานวรรณกรรม (งานนิพนธ์) 1 ผลงาน ได้แก่ บทร้อยกรอง “ศิลป์แผ่นดิน” คร่ำทอง งานโสตทัศนวัสดุ 1 ผลงาน ได้แก่ พระราชกรณียกิจสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ “สืบสานตำนานไทย” งานอื่นๆ (กล่องถมเครื่องเงิน) 7 ผลงาน เช่น ฉากปักไหมน้อย เรื่อง อิเหนา ลายโคมหงสมณฑล
นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่ได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ 8 ฉบับ เช่น สบู่ไหมชนิดก้อนที่ใช้ผงไหมเซริซินที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยกำจัดจุลินทรีย์บางชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง (สิทธิบัตรฉบับแรกที่ได้รับการจดทะเบียน เมื่อปี 2546) วิธีการผลิตวัสดุตกแต่งผิวปีกแมลงทับ เพื่อนำปีกแมลงทับมาประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับชนิดต่างๆ (ปี 2547) องค์ประกอบข้าวปรุงหลายชนิด โดยมีส่วนผสมของข้าวกล้องขาวดอกมะลิ ข้าวกล้องหอมแดง ข้าวเหนียวกล้องและข้าวเจ้าขาวดอกมะลิ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
(ปี 2548) เครื่องผลิตเส้นไหมขัดฟัน (ปี 2555) เป็นต้น รวมทั้งจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 31 ฉบับ เช่น งานออกแบบขัน ถาด จานรอง เชิงเทียน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาและสินค้าทางวัฒนธรรมที่ช่วยเพิ่มพูนรายได้ สร้างอาชีพและความมั่นคงทางวัฒนธรรมได้อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ร่วมสืบสานพระราชปณิธาน และน้อมนำแนวพระราชดำริมาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนภารกิจด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะการส่งเสริมสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งสินค้าที่มีความพิเศษ เป็นชื่อเสียงหรืออัตลักษณ์ของชุมชน โดยมีการขึ้นทะเบียนผ้า GI ไทยกว่า 17 รายการ อาทิ ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นผ้าไหมที่ทอประดิษฐ์ลวดลายด้วยการขิดและการจก ใช้เส้นไหมตีเกลียวเป็นทั้งเส้นยืนและเส้นพุ่ง และมีเส้นไหมเพิ่มพิเศษในการทำให้เกิดลวดลายเป็นเอกลักษณ์ตามกรรมวิธีการผลิตที่สืบทอดกันมา ผ้าไหมยกดอกลำพูน ซึ่งเป็นผ้าไหมที่ทอยกลวดลายให้สูงกว่าผืนผ้า โดยการเลือกยกบางเส้นและข่มบางเส้นเพื่อให้เกิดลวดลาย โดยใช้ตะกอลอยและใช้เส้นไหมตีเกลียวเป็นทั้งเส้นยืนและเส้นพุ่ง รวมทั้งใช้เส้นไหมพิเศษทอยกลวดลายอย่างปราณีต เป็นต้น นอกจากนี้ กรมยังส่งเสริมการทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI เพื่อรักษามาตรฐานการผลิต ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าได้รับของดีมีคุณภาพที่มาจากแหล่งผลิตโดยตรง รวมทั้งต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้า GI และผลักดันแหล่งผลิตให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนการส่งเสริมช่องทางการตลาดสินค้า GI ทั้งในและต่างประเทศ เช่น การจัดงาน GI Market การจำหน่ายสินค้าในห้างสรรพสินค้าชั้นนำและแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมสร้างการรับรู้สินค้า GI ในต่างประเทศ โดยนำผ้าไหมยกดอกลำพูนและผ้าตีนจกแม่แจ่ม (เชียงใหม่) มาออกแบบชุดสวมใส่ให้กับประติมากรรมแมนเนแกน พิส ซึ่งเป็นรูปปั้นเด็กสัญลักษณ์ประจำกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เป็นต้น
ทั้งนี้ ปัจจุบันสินค้าผ้า GI ทั้ง 17 รายการ กลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดต่างๆ มีปริมาณการผลิตรวมกว่า 280,000 ชิ้นต่อปี และสามารถสร้างรายได้สู่ชุมชนรวมกว่า 490 ล้านบาทต่อปี ตอกย้ำภาพลักษณ์สินค้า GI ซึ่งถือเป็นสินค้าคุณภาพที่มีเอกลักษณ์ เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ช่วยสร้างอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน
ในโอกาสนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน และทรงเป็นต้นแบบในการสืบสานและเผยแพร่คุณค่าของงานหัตถศิลป์ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยตราบนานเท่านาน อีกทั้งยังทรงเป็นแรงบันดาลใจให้กับช่างฝีมือและนักออกแบบรุ่นใหม่ในการพัฒนาและต่อยอดการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความเจริญมั่นคงของประเทศชาติสืบไป นางอรมน กล่าวทิ้งท้าย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/966785&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3snr18mFxYMknWCy7_eGyA

การลงนามในระดับทวิภาคี หมายถึง การลงนามเพื่อให้มีผลผูกพันระหว่างรัฐหนึ่งกับรัฐอีกฝ่ายหนึ่งให้มีผลผูกพันระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ความมั่นคงระหว่างประเทศ และการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างประเทศ ก็ได้
หากพูดภาษาชาวบ้าน คือ การลงนามสันติภาพ เป็นความจริงใจในการแก้ปัญหาชายแดนร่วมกันทั้งสองประเทศเพื่อให้จบปัญหาโดยเร็ว จึงใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ให้คนกลางมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ร่วมกันเป็นสักขีพยาน จะได้มีน้ำหนัก
แต่การลงนามมีผลผูกพันประเทศไทยเพียงใด มิใช่ว่าจะกระทำได้ตามอำเภอใจ ต้องพิจารณาตามกฎหมายมหาชนระหว่างประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึกและสัญญาอื่นใดกับนานาประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
แต่เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ในระบบรัฐสภาเป็นฝ่ายบริหารไปลงนามในฐานะผู้นำประเทศ ย่อมมีอำนาจลงนามแทนรัฐได้เพราะกระทำในฐานะผู้นำฝ่ายบริหารและมีอำนาจเต็ม แต่ต้องพิจารณาว่า ข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา ฉบับดังกล่าว มีเนื้อหา เพียงใด จะเหมือนกับ MOU 43/44 หรือไม่ หากหนังสือสัญญาสันติภาพ มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือจะต้องออก พรบ.เพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญาและอาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม การค้า การลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง ต้องได้รับความเห็นชอบของ “รัฐสภา” ในการนี้ รัฐสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง หากรัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178 วรรคสองและวรรคสาม
พูดภาษาชาวบ้านว่า การลงนามสันติภาพระหว่างไทยกัมพูชาที่มาเลเซียต่อหน้า ปธ.ทรัมป์ นายอนุทิน สามารถกระทำได้ แต่ต้องดูเนื้อหาที่ไปลงนาม มีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตหรือผลกระทบต่อความมั่งคงทางเศรษฐกิจ สังคม การค้า การลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวางหรือไม่ หากเนื้อหาไปพัวพัน ต้องนำข้อตกลงสันติภาพ ไปขอความเห็นจากรัฐสภาอีกครั้ง เมื่อรัฐสภาเห็นชอบ ถึงจะมีผลผูกพันประเทศไทย หากรัฐสภาไม่เห็นชอบ ทำให้ข้อตกลงนั้นตกไป หรือสิ้นผลไป

แต่โดยหลักข้อตกลงสันติภาพ จะมีเนื้อหาเพียงสงบศึกกันชั่วคราว ร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน ไม่ท้ารบกันอีกต่อไป แต่จะเชื่อถือได้หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หลักเกณฑ์ในการสงวนอำนาจไว้ในการทำสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก ได้บัญญัติให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้หลายฉบับ เป็นการให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรง
แต่ในรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560 ได้บัญญัติเพิ่ม ได้แก่ หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือจะต้องออก พรบ.เพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญาและสัญญาอื่นใดที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม การค้า การลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง เช่น สัญญาการค้าเสรี เขตศุลกากรร่วม หรือการให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือทำให้ประเทศต้องสูญเสียสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดหรือบางส่วนหรือหนังสือสัญญาอื่นใดที่กฎหมายบัญญัติ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะระบบรัฐสภาให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบฝ่ายบริหารในเรื่องสัญญาหรือข้อตกลงอื่นใดที่จะผูกพันรัฐที่ทำให้รัฐเสียดินแดน เสียประโยชน์ ในอดีตสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ประกาศร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ร่วมกับญี่ปุ่นหรือฝ่ายอักษะ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ทำให้ตกเป็นโมฆะ ทำให้ประเทศไทยพ้นจากเชลยศึกและรับผิดชอบค่าปฏิกรรมสงคราม ตามมาตรา 231 แห่งสนธิสัญญาแวร์ซาย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1368256&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tiegQ3qn9efup1cW5hxzs

วันนี้ (26 ตุลาคม) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP)เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง ต้อนรับรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาการศึกษาไทย โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17-21 ตุลาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,310 คน ทั่วประเทศ
เมื่อสอบถามถึงปัญหาในระบบการศึกษาไทยที่ประชาชนต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งแก้ไขมากที่สุด พบว่า หลักสูตรล้าสมัย ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ถูกระบุมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็น ร้อยละ 49.31 ตามมาด้วย หลักสูตรขาดการฝึกทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต ที่ ร้อยละ 48.09 และ ปัญหาความปลอดภัยในโรงเรียน (เช่น การบูลลี่, การล่วงละเมิด, ยาเสพติด) ที่ ร้อยละ 38.78
นอกจากนี้ ประเด็น คุณภาพโรงเรียน/ครู ไม่เท่ากัน (ร้อยละ 37.33) และ เรียนฟรีไม่มีจริง เพราะมีค่าใช้จ่ายแอบแฝง (ร้อยละ 31.30) ก็เป็นอีกปัญหาที่ประชาชนให้ความสำคัญ
ในประเด็นสิ่งที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย ทันที พบว่า ความต้องการสูงสุดใกล้เคียงกันคือ
1. ปรับหลักสูตรและการเรียนรู้ให้ทันสมัย สามารถนำไปใช้ได้จริง (ร้อยละ 44.27)
2. ลดค่าใช้จ่ายทางการศึกษา เรียนฟรีจริงถึง ม.6 (ร้อยละ 44.05)
ตามด้วยการ ปรับหลักสูตรให้นักเรียนได้ฝึกทักษะและมีประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต (ร้อยละ 37.86) และ เพิ่มโอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษาให้เด็กทุกกลุ่ม (ร้อยละ 35.95)
ผลสำรวจยังสะท้อนถึงปัญหาภาระงานของครู โดยประชาชนส่วนใหญ่ถึง ร้อยละ 57.40 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักมากเกินไป
นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นสูงว่า การลดภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูจะช่วยพัฒนาการศึกษาไทย โดยมีผู้ที่ระบุว่า ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นแน่นอน สูงถึง ร้อยละ 55.19 และระบุว่า ค่อนข้างช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น อีกร้อยละ 25.50
สำหรับความรู้สึกของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาการศึกษาของรัฐบาลชุดใหม่ พบว่า ร้อยละ 30.84 ระบุว่า กังวล แต่ก็มีความหวัง ขณะที่ ร้อยละ 25.11 ระบุว่า ไม่กังวล แต่ไม่มีความหวัง ส่วนผู้ที่ ไม่กังวล และมีความหวัง มีอยู่ร้อยละ 21.99
ท้ายที่สุด ประชาชนแสดงความต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยส่วนใหญ่ ร้อยละ 30.76 ระบุว่าต้องการ ให้ความร่วมมือในการฝึกทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต
ดูผลสำรวจฉบับเต็มได้ที่ https://nidapoll.nida.ac.th
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/new-government-must-fix-education/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gPBzel8E2nTGBaUdG9-hF


นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้เข้าร่วมและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 แบบเต็มคณะ (Plenary) โดยมีผู้นำและผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน นายกรัฐมนตรีแคนาดา นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ประธานคณะมนตรียุโรป และกรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ร่วมประชุมด้วย
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีมาเลเซียสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น โดยการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ถือเป็นเวทีการประชุมพหุภาคีครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีภายหลังเข้ารับตำแหน่ง ตลอดจนแสดงความยินดีที่ได้ต้อนรับติมอร์-เลสเต เป็นสมาชิกอาเซียน โดยไทยพร้อมสนับสนุนติมอร์-เลสเต ในการดำเนินการตามกระบวนการเข้าสู่อาเซียนต่อไป
นายกรัฐมนตรีย้ำบทบาทของอาเซียนในการเป็นเสาหลักของนโยบายต่างประเทศของไทย โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิก เพื่อผลักดันประโยชน์ที่แท้จริงมาสู่ประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1.การสร้างประชาคมอาเซียนที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับประชาชน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนมากขึ้น นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวัน ทั้งอาชญากรรมทางไซเบอร์ การหลอกลวงทางออนไลน์ และการค้ามนุษย์ โดยไทยพร้อมทำงานกับประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับภัยคุกคามร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการปฏิบัติการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งปกป้องคุณภาพชีวิตของประชาชนจากมลพิษข้ามพรมแดน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และโรคระบาด ผ่านการเร่งเสริมศักยภาพของศูนย์อาเซียนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะศูนย์อาเซียนด้านภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ (ASEAN Centre for Public Health Emergencies and Emerging Diseases: ACPHEED)
2.การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและยั่งยืน ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยนายกรัฐมนตรียินดีที่อาเซียนสามารถลงนามในความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) ฉบับปรับปรุง และความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ฉบับที่ 3 ได้ในระหว่างการประชุมสุดยอดครั้งนี้ พร้อมหวังว่าอาเซียนจะสามารถลงนามในกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ได้ภายในปีหน้า นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการลงทุนในพลังงานสะอาด โครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) รวมถึงการเงินสีเขียว เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน
3.การเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพ โดยยึดมั่นต่อระบบที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ เพื่อรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมทั้งส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์กับภาคีภายนอก ภายใต้มุมมองอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก (ASEAN Outlook on the Indo-Pacific: AOIP) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) ของอาเซียน เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมบทบาทของอาเซียนในเวทีโลก ในฐานะพลังแห่งสันติภาพ ความมั่งคั่ง และความก้าวหน้า
นายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีต่อความสำเร็จในการเป็นประธานอาเซียนของมาเลเซียในปีนี้ และพร้อมสนับสนุนฟิลิปปินส์ในการเป็นประธานอาเซียนปีหน้า ซึ่งเป็นปีที่อาเซียนจะขับเคลื่อน “วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ.2045” ร่วมกัน
ทั้งนี้ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 แบบเต็มคณะ ที่ประชุมได้ร่วมกันรับรองเอกสารการประชุมสุดยอดอาเซียนจำนวน 16 ฉบับ และมาเลเซียได้ออกแถลงการณ์ของประธานการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 (Chairman’s Statement of the 47th ASEAN Summit) จำนวน 1 ฉบับ หลังจากนั้นผู้นำอาเซียนได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานในพิธีส่งมอบสารแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) ฉบับที่ 2
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ต.ค. 68)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/540137&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oeqU9olnEHfplJO3-uaSO

เชียงราย, 25 ตุลาคม 2568 — แสงไฟยามค่ำเริ่มทอดเงาบนลำน้ำโขง เงาคนงาน ผู้เฒ่า แม่เครือทอผ้า และเยาวชนในชุดไทลื้อสีครามเข้มกำลังขยับมือ ทำงานแข่งกับเวลา ในศาลาวัดบ้านหาดบ้าย ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ไม่มีใครพูดถึงคำว่า “การจัดงาน” ทุกคนพูดถึงคำเดียวคือ “บุญ”
นี่คือบรรยากาศของ “งานทอสายบุญ จุลกฐิน ถิ่นไทลื้อโบราณ” ประเพณีบุญที่กำลังได้รับการฟื้นคืนให้มีชีวิตอย่างจริงจังจากการร่วมมือของชุมชนไทลื้อบ้านหาดบ้าย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) และองค์การบริหารส่วนตำบลริมโขง (อบต.ริมโขง) พร้อมการสนับสนุนของอำเภอเชียงของ ในช่วงวันที่ 25–26 ตุลาคม 2568
พิธีเปิดจัดขึ้น ณ วัดบ้านหาดบ้าย โดยมีนายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอเชียงของ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ขณะที่ อบจ.เชียงรายซึ่งนำโดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย มอบหมายให้ นายญาณาฤทธิ์ หนสมสุข รองปลัด อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยนายวสุพล จตุรคเชนทร์เดชา รองประธานสภา อบจ.เชียงราย รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมในนามตัวแทนของจังหวัด เพื่อยืนยันว่า เรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงงานประเพณี หากแต่เป็นวาระเชิงยุทธศาสตร์ของจังหวัดเชียงราย
“จุลกฐิน” มหากุศลแห่งการรวมใจ
แก่นกลางของงานนี้ คือ “จุลกฐิน” หรือที่ชาวไทลื้อบ้านหาดบ้ายเรียกว่า “ผ้าทันใจ” ซึ่งเป็นพิธีบุญโบราณที่สืบทอดกันมายาวนานในชุมชนไทลื้อทางล้านนา จุลกฐินถือเป็นงานบุญพิเศษที่ไม่ใช่การทอดกฐินแบบทั่วไป หากแต่เป็นการ “ทอผ้า เพื่อถวายผ้าไตรแด่พระภิกษุภายในเวลาจำกัด” คือ ต้องเก็บฝ้าย ฟั่นเส้น กรอ ปั่น ทอ เย็บ ตัด จนกลายเป็นผ้าไตรจีวร ถวายพระเสร็จสิ้นภายในหนึ่งวาระบุญต่อเนื่อง โดยปกติทำกันภายในช่วงเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง
ในทางปฏิบัติ นั่นหมายถึง “ทั้งหมู่บ้านต้องตื่นพร้อมกัน”
นายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอเชียงของ กล่าวในพิธีเปิดว่า งานจุลกฐินไม่ใช่เพียงพิธีทางศาสนาหรือการอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่เป็น “มหากุศลที่หาชมได้ยากยิ่ง” และยิ่งไปกว่านั้น ความหมายแท้จริงของงาน ไม่ได้อยู่แค่ผืนผ้าที่จะถวายพระ แต่อยู่ที่ “พลังรวมใจของคนทั้งชุมชน”
“ประเพณีนี้ ไม่สามารถสำเร็จลงได้ด้วยคนเพียงกลุ่มเดียว ต้องอาศัยการรวมแรงของทั้งชุมชน ทำทุกขั้นตอนให้เสร็จภายในเวลาที่จำกัด” นายอุดมกล่าวระหว่างเปิดงาน พร้อมย้ำว่า ความพร้อมเพรียงของคนในพื้นที่บ้านหาดบ้ายและบ้านหาดทรายทอง ต.ริมโขง ไม่เพียงเป็นสิ่งน่าประทับใจในมิติของศรัทธา แต่กำลังขยายบทบาทไปสู่ “การบูรณาการและต่อยอดมรดกอันล้ำค่านี้ ให้กลายเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม”
การทอผ้าจุลกฐินตามคติความเชื่อดั้งเดิมของไทลื้อ ไม่ใช่แค่การทำผ้า แต่เป็นการ “ร่วมทำบุญใหญ่” ที่มีคุณค่าทางศาสนาใกล้เคียงกับการบวชของชายหนุ่ม ตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนาและกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ เนื่องจากสตรีไม่มีโอกาสบวชในเชิงพุทธศาสนาอย่างผู้ชาย การทอผ้ากฐินภายในกำหนดเวลาศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นพื้นที่บุญสำคัญของผู้หญิงในชุมชน
ดังนั้น ในคืนก่อนวันถวายผ้า “ผู้หญิงไทลื้อจำนวนมากในชุมชนจะชำระร่างกาย ทำความสะอาดทุกส่วน รักษาศีล ตั้งจิตให้สงบ” ก่อนเริ่มภารกิจที่กินเวลาข้ามคืนตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนจนถึงค่ำของวันเดียวกัน — ไม่ใช่เพื่อความสวยงามของผืนผ้าเท่านั้น แต่เพื่อความบริสุทธิ์ของการทำบุญ
นี่คืออัตลักษณ์วัฒนธรรมที่ยืนยันเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งว่า ผู้หญิงในชุมชน ไม่ได้อยู่ในบทบาท “สนับสนุน” หากแต่เป็น “หัวใจของพิธีกรรม”
ประเพณีเก่าที่ไม่ยอมเก่า ความทรงจำของชุมชนไทลื้อบ้านหาดบ้าย
บ้านหาดบ้าย เป็นชุมชนไทลื้อที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ในเขตตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย พื้นที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในด่านสำคัญของวัฒนธรรมไทลื้อที่โยกย้ายตั้งถิ่นฐานลงมาจากตอนบนของลุ่มน้ำโขงในอดีต พร้อมขนเอาวิถีชีวิต ภาษา การแต่งกาย การกิน และภูมิปัญญาการทอผ้าลงมาด้วย
ปราชญ์ท้องถิ่นของชุมชนเล่าว่า “จุลกฐิน” หรือที่เรียกกันติดปากในหมู่บ้านว่า “ทอผ้าทันใจ” มีมาตั้งแต่จำความได้ แม้ว่าในอดีตจะไม่ได้จัดทุกปีเสมอไป บางช่วงเว้นห่างทุก 3 ปี และในระยะก่อนหน้า พิธีมักจัดกันในลักษณะชุมชนเล็ก ๆ บนพื้นที่กลางหมู่บ้าน โดยมีครอบครัวและกลุ่มแม่หญิงในแต่ละกลุ่มมารวมตัวกัน ทำงานเงียบ ๆ แต่ตั้งใจมาก
รูปแบบในอดีตนั้นเรียบง่าย ไม่มีเวที ไม่มีไฟส่อง ไม่มีป้ายประชาสัมพันธ์ การทำบุญเป็นกิจกรรมภายในหมู่บ้าน คนเฒ่าคนแก่สอนคนรุ่นลูก คนรุ่นลูกสอนคนรุ่นหลาน ต่อเนื่องกันไป นี่จึงเป็นทั้ง “พิธีกรรมทางศาสนา” “กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้” และ “กิจกรรมสร้างความสมัครสมาน” ในคราวเดียวกัน
แตกต่างจากหลายพื้นที่ในล้านนาที่ประเพณีจุลกฐินเริ่มเลือนหายไป บ้านหาดบ้ายกลับรักษาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และในรอบ 3 ปีหลัง ประเพณีนี้ได้รับการสนับสนุนในระดับนโยบายท้องถิ่นที่ชัดเจนขึ้น ผ่านการผลักดันของ อบต.ริมโขง และ อบจ.เชียงราย จนเปลี่ยนจากงานบุญท้องถิ่น ไปเป็น “เวทีวัฒนธรรมสาธารณะ” ในความหมายที่ยังเคารพรากเดิม
กล่าวได้ว่า บ้านหาดบ้ายไม่ได้เพียงรักษาประเพณีเก่าเอาไว้ แต่กำลัง “ใช้ประเพณีเป็นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจ” อย่างเป็นรูปธรรม
วัฒนธรรมไม่ใช่ของโชว์ แต่คือเครื่องมือพัฒนาชุมชน
นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ได้มอบหมายให้คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ อบจ.ลงพื้นที่ร่วมเปิดงาน พร้อมสนับสนุนการจัดกิจกรรมในปีนี้อย่างต่อเนื่อง โดย อบจ.เชียงรายอธิบายกรอบการขับเคลื่อนงานไว้ภายใต้นโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ซึ่งเป็นหนึ่งในกรอบยุทธศาสตร์ที่ตั้งใจจะกระจายการท่องเที่ยวจากจุดหลักที่คนทั่วไปคุ้นเคย (ตัวเมืองเชียงราย, ดอยแม่สลอง, วัดร่องขุ่น) ไปสู่ชุมชนชายแดนและชุมชนวัฒนธรรมชาติพันธุ์
เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มนักท่องเที่ยว แต่เป็นการทำให้ “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” กลายเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมจริง ไม่ใช่การนำวัฒนธรรมไปจัดแสดงแบบแยกออกจากเจ้าของวัฒนธรรม
ในรายละเอียด การสนับสนุนโครงการ “ทอสายบุญ จุลกฐิน ถิ่นไทลื้อโบราณ” มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการที่ อบจ.เชียงรายและ อบต.ริมโขงระบุชัด ได้แก่
นายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอเชียงของ กล่าวในพิธีเปิดว่า งานครั้งนี้เป็นภาพสะท้อน “พลังของพี่น้องท้องถิ่นรวมใจ” ที่สอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวนโยบายของภาครัฐที่ผลักดันเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยย้ำว่า “พลังแห่งศรัทธาและความสามัคคี ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในขอบเขตของประเพณี แต่กำลังถูกต่อยอดเป็นรูปธรรมไปสู่การสร้างรายได้ให้ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน”
เชียงของ ไม่ใช่แค่เมืองชายแดน แต่คือพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ
อำเภอเชียงของตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ติดชายแดน สปป.ลาว เป็นจุดที่แม่น้ำโขงไหลเข้าสู่ประเทศไทยตอนเหนือ พร้อมบทบาทด้านเศรษฐกิจเชื่อมการค้าไทย–ลาว–จีน และเส้นทางสัญจรของผู้เดินทางระหว่างอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
เชียงของเคยถูกมองว่าเป็น “เมืองทางผ่าน” สำหรับนักเดินทางไป–กลับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในปัจจุบันกำลังถูกออกแบบใหม่ให้เป็นจุดหมายในตัวเอง ผ่านการยกระดับสินค้าการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เช่น
พื้นที่ตำบลริมโขงมีชนเผ่าและกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันหลายกลุ่ม ทั้งชาวไทลื้อ ไทยลาว ม้ง อาข่า ขมุ และคนพื้นเมืองล้านนา แต่ละกลุ่มมีทั้งภาษา อาหาร การแต่งกาย และขนบธรรมเนียมที่ต่างกัน งานจุลกฐินจึงไม่ใช่แค่พิธีทางพุทธศาสนา แต่ยังทำหน้าที่เป็น “เวทีแสดงตัวตน” ของคนในพื้นที่ชายแดน โดยเปิดให้คนนอกได้เข้ามาเรียนรู้ด้วยความเคารพ
ในมิติพื้นที่ การจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมในชุมชนหาดบ้าย–หาดทรายทองยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัดเชียงราย (พ.ศ. 2566–2570) และยุทธศาสตร์ของ อบจ.เชียงราย ที่มุ่ง “สร้างมูลค่าเพิ่มด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โดยดำรงฐานวัฒนธรรมล้านนา” รวมถึงแนวนโยบายด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในระดับชาติที่เน้นให้ชุมชนท้องถิ่นบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมของตนเอง เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ยืนได้ด้วยกำลังของชุมชน
กล่าวในเชิงกฎหมายและนโยบายท้องถิ่น การดำเนินโครงการดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2552 ตลอดจนกรอบอำนาจตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ที่มอบหมายให้ท้องถิ่น “พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของพื้นที่” รวมถึง “คุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” และ “บำรุงและส่งเสริมการประกอบอาชีพของราษฎร”
กล่าวอีกแบบ นี่ไม่ใช่งานเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการใช้เครื่องมือทางกฎหมายและอำนาจของท้องถิ่นเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างตรงเป้า
จุลกฐิน ไม่ใช่แค่การสืบสาน แต่คือการต่อยอดอนาคต
ในเวทีเปิดงาน นายอุดม ปกป้องบวรกุล กล่าวถึงความหมายของโครงการครั้งนี้ว่า “ขอเชิญทุกท่านอิ่มบุญไปกับมหากุศลจุลกฐิน และอิ่มใจไปกับไมตรีจิตและวิถีวัฒนธรรมอันงดงามของชาวเชียงของ” พร้อมกล่าวขอบคุณหัวหน้าส่วนราชการ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพี่น้องประชาชนที่ร่วมมือกันสนับสนุนการจัดงาน โดยย้ำว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือพลังของพี่น้องท้องถิ่นรวมใจ ที่ไม่เพียงอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่กำลังสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง”
สาระสำคัญนี้สะท้อนเป้าหมายที่ชัดเจนของงาน “ทอสายบุญ จุลกฐิน ถิ่นไทลื้อโบราณ” นั่นคือ
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทใหม่ของเศรษฐกิจไทย ที่กำลังมุ่งพึ่งพาการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า ไม่ใช่เพียงเชิงปริมาณ และกำลังส่งเสริมบทบาทของเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานทุนทางวัฒนธรรม เพื่อพยุงรายได้ของประชาชนในยุคที่สภาพเศรษฐกิจฐานรากเผชิญความผันผวน
บุญที่ไม่ใช่แค่ศรัทธา แต่คือการพัฒนาที่ยืนบนเท้าของคนในพื้นที่
สิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านหาดบ้าย ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ ในค่ำคืนวันที่ 25 ตุลาคม 2568 จึงไม่ใช่แค่การฟื้นฟูประเพณีโบราณ แต่คือแบบจำลองของการพัฒนาเชิงวัฒนธรรมที่มีเจ้าของคือชุมชนเอง
ในภาพกว้าง นี่คือการเชื่อมต่อ “ศรัทธา–อัตลักษณ์–เศรษฐกิจ–การท่องเที่ยว” เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนอย่างมีกลไกรองรับในเชิงนโยบาย ตั้งแต่ อบต.ริมโขง ที่ดูแลพื้นที่อย่างใกล้ชิด จนถึง อบจ.เชียงราย ที่มองภาพรวมทั้งจังหวัดผ่านยุทธศาสตร์ “เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” และฝ่ายปกครองอำเภอเชียงของที่ยืนยันบทบาทความร่วมมือของหน่วยงานรัฐท้องถิ่นและประชาชน
ท่ามกลางโลกที่การพัฒนามักถูกวัดด้วยตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด หรือจำนวนนักท่องเที่ยวต่อปี “งานทอสายบุญ จุลกฐิน ถิ่นไทลื้อโบราณ” เสนอเกณฑ์วัดอีกแบบหนึ่ง — นั่นคือ ความสามารถของชุมชนในการยืนยันคุณค่าของตนเอง และเปลี่ยนคุณค่านั้นให้เป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่ไม่ทิ้งรากเหง้า
หรือพูดให้ชัดในภาษาของคนท้องถิ่น บุญครั้งนี้ ไม่ใช่แค่บุญของวัด แต่เป็นบุญของทั้งหมู่บ้าน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-tai-lue-kathina-culture-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZuTjhjq40vR0MVWgk8As1

เนื้อหาน่าอ่าน
แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106131&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0b8PO6X9FHg9lbBHE4v-jM