Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘รมว.ศึกษาฯ’ สั่งสถานศึกษา-หน่วยงานในสังกัด งดจัดงานที่มีบรรยากาศสนุกสนานทุกประเภท เป็นเวลา 1 ปีเต็ม

    ‘รมว.ศึกษาฯ’ สั่งสถานศึกษา-หน่วยงานในสังกัด งดจัดงานที่มีบรรยากาศสนุกสนานทุกประเภท เป็นเวลา 1 ปีเต็ม

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106153&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sGw9SqkqAw70DctJ8aF8Q

  • โพลเผยผลสำรวจปัญหาการศึกษาไทย ปชช.ชี้หลักสูตรล้าสมัย ขาดทักษะจำเป็น

    โพลเผยผลสำรวจปัญหาการศึกษาไทย ปชช.ชี้หลักสูตรล้าสมัย ขาดทักษะจำเป็น

    โพลเผยผลสำรวจปัญหาการศึกษาไทย ปชช.ชี้หลักสูตรล้าสมัย ขาดทักษะจำเป็น

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง ต้อนรับรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาการศึกษาไทย กรณีปัญหาในระบบการศึกษาไทยที่ประชาชนต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการรีบแก้ไข พบว่า ร้อยละ 49.31 ระบุหลักสูตรล้าสมัย ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน รองลงมา ร้อยละ 48.09 หลักสูตรการเรียนขาดการฝึกทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต ร้อยละ 38.78 ปัญหาความปลอดภัยในโรงเรียน เช่น การบูลลี่ การล่วงละเมิด ยาเสพติด แก๊งเด็กเกเร ร้อยละ 37.33 คุณภาพโรงเรียน/ ครู ไม่เท่ากันในแต่ละโรงเรียน ร้อยละ 31.30 ระบุว่า เรียนฟรีไม่มีจริง เพราะมีค่าใช้จ่ายแอบแฝง ร้อยละ 26.49 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูมากเกินไป ร้อยละ 17.33 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนขาดความโปร่งใสในการบริหาร ร้อยละ 16.49 ระบุว่า การเรียนเพื่อสอบมากกว่าการได้ความรู้ไปใช้จริงร้อยละ 16.41 ระบุว่า ระบบการวัดผล เน้นที่คะแนนสอบมากเกินไป ไม่ให้ความสำคัญกับความสามารถอื่น ๆ ร้อยละ 14.35 ระบุว่า การแข่งขันกันทำให้ยิ่งเรียน ยิ่งเครียด และส่งผลต่อสุขภาพจิตนักเรียน ร้อยละ 14.27 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนที่ไม่มีสมรรถนะในการบริหารและพัฒนาโรงเรียน ร้อยละ 8.78 ระบุว่า หลักสูตรจากส่วนกลางไม่สอดคล้องกับลักษณะนักเรียนและพื้นที่ตั้งของโรงเรียน ร้อยละ 5.95 ระบุว่า คนเก่งไม่อยากมาเป็นครู และร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000102126&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pgy9d5c_mp4SZFSlbAtCe

  • ทุกฝ่ายหนุน แก้กฎหมายผู้บริโภค ดันสิทธิให้ทันยุค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ทุกฝ่ายหนุน แก้กฎหมายผู้บริโภค ดันสิทธิให้ทันยุค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ทุกฝ่ายหนุน แก้กฎหมายผู้บริโภค ดันสิทธิให้ทันยุค

    เวทีเสวนาระดมเสียงจากภาครัฐ ภาคประชาชน และนักวิชาการ ชี้ถึงเวลาต้อง แก้กฎหมายผู้บริโภค ปรับโครงสร้างกฎหมาย 4 ฉบับเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคทั้งระบบ ให้เท่าทันโลกดิจิทัล พร้อมผลักดันสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของผู้บริโภคกับอำนาจของธุรกิจ

    เวทีเสวนา “กฎหมายเพื่อการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคยุคใหม่ กับการผลักดันแก้ไข 4 กฎหมายสำคัญ” ที่จัดโดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เปิดพื้นที่ให้หน่วยงานรัฐ นักวิชาการ ฝ่ายนิติบัญญัติ และภาคประชาชน ได้แลกเปลี่ยนแนวทางปรับปรุงกฎหมายผู้บริโภคให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล โดยทุกฝ่ายเห็นพ้องว่ากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคต้องไม่ล้าหลังและต้องคุ้มครองผู้บริโภคได้จริง

    เสียงประชาชนต้องมีที่ยืนในกฎหมาย

    สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า หน้าที่สำคัญของสภาผู้บริโภคตามกฎหมายคือการเสนอและผลักดันนโยบายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ทำให้ที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคได้จัดทำร่างกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นมาแล้วอย่างน้อย 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค, ร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า (หรือที่เรียกว่า Lemon Law) และร่าง พ.ร.บ.อาหาร ซึ่งทั้งหมดมาจากการรวบรวมรายชื่อประชาชน จำนวนมากกว่า 70,000 รายชื่อเพื่อยื่นเข้าสู่กระบวนการของรัฐสภา

    สารีชี้ว่า พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ที่ใช้เป็นเวลากว่า 40 ปี จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิผู้บริโภคในระดับสากล เช่น สิทธิขั้นพื้นฐานที่องค์การสหประชาชาติรับรองไว้ ซึ่งกฎหมายไทยยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด และยังขาดโครงสร้างที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ดังนั้น การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้จึงมุ่งเปลี่ยนโครงสร้างการคุ้มครองผู้บริโภคให้ผู้บริโภคมีอำนาจร่วมตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงผู้ร้องเรียน โดยคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคควรเพิ่มสัดส่วนตัวแทนจากภาคประชาชนให้มากขึ้น และให้อำนาจคณะกรรมการเฉพาะด้านสามารถออกคำสั่ง เยียวยา หรือระงับปัญหาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอศาล ทั้งยังต้องขยายอำนาจให้ครอบคลุมสภาพเศรษฐกิจยุคใหม่ เช่น พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และบริการดิจิทัล

    เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภคยังกล่าวถึงปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ล่าช้า โดยยกตัวอย่าง ร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า หรือกฎหมายเลมอน ลอว์ (Lemon Law) ที่อยู่ในชั้นกฤษฎีกามานานหลายปี ทั้งที่หลักการของกฎหมายนี้ง่ายและเป็นธรรม คือ สินค้าที่ชำรุดบกพร่อง ซ่อมแล้วไม่หาย ต้องคืนเงินหรือเปลี่ยนสินค้าใหม่ ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์และสิงคโปร์มีกฎหมายลักษณะนี้บังคับใช้มานานแล้ว โดยการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ใช่อุปสรรคของภาคธุรกิจ แต่เป็นเครื่องมือสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม เพราะเมื่อผู้บริโภคมีอำนาจต่อรอง ธุรกิจย่อมต้องพัฒนาคุณภาพและความโปร่งใสมากขึ้น ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมเข้มแข็งขึ้น

    นอกจากนี้ สารียังเสนอให้การแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ต้องถือเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของการคุ้มครองผู้บริโภค โดยหากมีกฎหมายอื่นที่คุ้มครองน้อยกว่าฉบับนี้ไม่สามารถใช้แทนได้ พร้อมย้ำว่ากฎหมายข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมควรเป็นการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานของระบบกฎหมายไทยทั้งหมด

    ขณะเดียวกันยังสนับสนุนให้การโฆษณาและการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ต้องมีความโปร่งใส และต้องให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคให้ครบถ้วนซึ่งเป็นไปตามสิทธิผู้บริโภค เช่น การระบุว่าอินฟลูเอนเซอร์ใช้สินค้าจริงหรือไม่ และการควบคุมสินค้าที่อาจส่งผลต่อสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มบำรุงกำลังที่ควรกำหนดคำเตือนชัดเจน

    สารี ยังตั้งคำถามต่อการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลข้ามชาติ เช่น เฟซบุ๊กที่จดทะเบียนในไทยในฐานะเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทั้งที่มีลักษณะเป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความล่าช้าของภาครัฐในการปรับตัวกับเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปรับปรุงกติกาให้ทันสมัย โดยชี้ว่าปัญหาไม่ใช่เพราะผู้บริโภคไม่รู้สิทธิ แต่เพราะรัฐไม่บังคับใช้กฎหมาย

    “เราต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ว่าการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ใช่การขัดขวางทุน แต่คือการทำให้ทุนแข็งแรงและแข่งขันได้บนความเป็นธรรม ผู้บริโภคต้องมีอำนาจ มีเสียง และมีที่ยืนในกฎหมายอย่างแท้จริง” สารี กล่าวย้ำ

    มุมมองจากหน่วยงานรัฐ แก้กฎหมายให้ทันโลก

    ศิระณัฐ วิทยาธรรมธัช ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวถึง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งเคยทันสมัยในยุคนั้น แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถรองรับสภาพสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ โดยเฉพาะยุคที่ธุรกิจออนไลน์ การตลาดผ่านแพลตฟอร์ม และการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการโฆษณากลายเป็นเรื่องปกติ สคบ. จึงเสนอให้ร่างกฎหมายใหม่ต้องยืดหยุ่นและเท่าทัน พร้อมเพิ่มกลไกเฉพาะด้าน เช่น ช่องทางร้องเรียนออนไลน์ ระบบตรวจสอบสินค้าในตลาดอิเล็กทรอนิกส์ และการเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่สามารถระงับการกระทำที่ไม่เป็นธรรมได้ทันที

    สำหรับการดำเนินการผลักดันกฎหมายเลมอน ลอว์ (Lemon Law) ศิระณัฐ ระบุว่าการขับเคลื่อนยังติดอยู่ในเชิงหลักการ โดยเฉพาะการตีความขอบเขตการใช้บังคับว่าจะครอบคลุมเฉพาะธุรกรรมระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภค (B2C) หรือรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่ซื้อสินค้าไปผลิตหรือจำหน่ายต่อด้วย เช่น ผู้ซื้อเครื่องอบขนมเพื่อทำขาย ซึ่งต้องกำหนดให้ชัดว่าอยู่ในข่ายได้รับความคุ้มครองหรือไม่ รวมถึงการพิจารณาว่าสินค้าประเภทใดควรอยู่ภายใต้กฎหมาย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ หรือสินค้าที่มีอายุการใช้งานยาวนาน

    สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง ประภัทรพงศ์​ ชาญชิต​ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ระบุว่า ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการปรับปรุงกฎหมายและจะมีการประชุมพิจารณาในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ เพื่อรวบรวมข้อเสนอจากหน่วยงานต่าง ๆ และภาคประชาชน โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นจากการไลฟ์สดขายสินค้า ซึ่งผู้บริโภคมักไม่ทราบข้อมูลของสินค้าอย่างครบถ้วน เช่น ไม่มีฉลากภาษาไทย ไม่ระบุรายละเอียดส่วนผสม หรือแหล่งผลิตอย่างชัดเจน สคบ. จึงควรมีกลไกกำกับให้ผู้ขายเปิดเผยข้อมูลสินค้าทั้งหมดก่อนหรือระหว่างการไลฟ์ เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ

    สำหรับอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ที่มีบทบาทสำคัญในการตลาดยุคใหม่ สคบ. กำลังพิจารณาการกำหนดนิยามทางกฎหมายเพื่อควบคุมพฤติกรรมการรีวิวและโฆษณา แบ่งเป็น 2 กรณีหลัก คือ อินฟลูเอนเซอร์ที่ได้รับค่าจ้างหรือสิ่งตอบแทนจากแบรนด์โดยตรง และอินฟลูเอนเซอร์ที่ไม่ได้รับสินค้าหรือเงินโดยตรง แต่ได้รับรายได้จากยอดวิวหรือการมีส่วนร่วม (Engagement) บนแพลตฟอร์มแทน ทั้งสองกรณีอาจต้องพิจารณาว่ากรณีใดต้องอยู่ภายใต้การกำกับ หรือต้องกำกับอย่างไรเพื่อให้ผู้บริโภครับรู้ได้ว่าเนื้อหาที่เห็นเป็นการโฆษณาหรือการแสดงความเห็นส่วนตัว

    ประภัทรพงศ์ ยังกล่าวถึง ปัญหาสินค้านำเข้าและสินค้าควบคุมฉลากที่มักหลุดรอดเข้าสู่ตลาดโดยไม่มีฉลากภาษาไทย ทั้งที่ตามกฎหมายกำหนดให้สินค้าทุกชิ้นที่ผลิตในประเทศหรือนำเข้ามาจำหน่าย ต้องแสดงฉลากภาษาไทยที่ถูกต้องและครบถ้วน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันพบว่า ผู้ค้าส่งจำนวนมากกระจายสินค้าไปยังร้านรายย่อยทันทีโดยไม่ติดฉลาก ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าของราคาถูกหรือไม่มี มอก. เป็นเรื่องปกติ ซึ่ง สคบ. เตรียมกำหนดแนวทางให้ผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายมีความรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อป้องกันการรั่วไหลของสินค้าที่ไม่มีฉลากและยกระดับความปลอดภัยของผู้บริโภค

    ขณะเดียวกัน สคบ. อยู่ระหว่างการหารือเพื่อปรับปรุงกฎเกณฑ์การจดทะเบียนธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้ารายย่อยที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมักหลีกเลี่ยงการจดทะเบียนเพราะมองว่าเป็นภาระมากเกินไป ร่างกฎหมายใหม่จึงมีแนวทางลดโทษปรับให้เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ เช่น ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และปรับรายวันไม่เกิน 10,000 บาท เพื่อให้คนขายรายย่อยเข้ามาอยู่ในระบบได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันยังคงมาตรการกำกับแพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น แอมะซอน (Amazon) ให้ต้องจดทะเบียนอย่างถูกต้องในไทย เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค

    ด้าน ยอดฉัตร ตสาริกา ผู้อำนวยการกองกฎหมาย รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมกำลังประเมินประสิทธิผลของ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เพื่อพิจารณาว่ายังสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบันหรือไม่ ตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้หน่วยงานของรัฐต้องทบทวนกฎหมายในความรับผิดชอบอย่างน้อยทุก 5 ปี โดยได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน ภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐ ศาล อัยการ และนักวิชาการ เพื่อให้เห็นภาพการบังคับใช้จริงในสังคมไทย

    ทั้งนี้ผลการศึกษาพบว่า ตั้งแต่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ มีคดีที่อ้างอิงโดยตรงเพียงไม่ถึง 5 คดี ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอื่น ๆ นายยอดฉัตรตั้งข้อสังเกตว่า การที่แทบไม่มีการใช้กฎหมาย อาจสะท้อนว่ากฎหมายดีจนไม่เกิดปัญหา แต่ประชาชนและหน่วยงานรัฐไม่รู้จักและไม่หยิบมาใช้ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นที่ต้องสร้างความเข้าใจให้กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นกลไกสุดท้ายที่ช่วยสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบการในกรณีที่อำนาจต่อรองไม่เท่ากัน

    ยอดฉัตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้ศาลสามารถปรับข้อสัญญาให้เป็นธรรมได้ โดยหากพบว่ามีเงื่อนไขเอาเปรียบผู้บริโภคเกินสมควร โดยแม้จะไม่ถึงขั้นยกเลิกสัญญาทั้งฉบับ แต่ทางปฏิบัติศาลยังใช้กลไกนี้ค่อนข้างน้อย เพราะเกรงว่าจะเป็นการเปลี่ยนเจตนาของคู่สัญญา ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ยังมีความจำเป็น เพราะเป็นแนวป้องกันสุดท้ายของผู้บริโภคและมีแนวทางสอดคล้องกับต่างประเทศ เช่น อังกฤษและสหภาพยุโรป ที่ให้ศาลมีอำนาจปรับข้อสัญญาให้เป็นธรรมได้ โดยรายงานผลการประเมินฉบับเต็มเผยแพร่แล้วบนเว็บไซต์ law.go.th เพื่อเปิดให้ประชาชนร่วมให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

    เสียงจากรัฐสภาสู่การคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นรูปธรรม

    กันต์พงษ์ ประยูรฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประธานอนุกรรมการพิจารณาศึกษากฎหมาย ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า การแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับถ้อยคำ แต่ต้องปรับแนวคิดเชิงโครงสร้างให้สิทธิของผู้บริโภคเป็นหัวใจหลัก โดยร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างผลักดันในสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า เพื่อให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ารับผิดโดยอัตโนมัติเมื่อสินค้ามีข้อบกพร่อง ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค เพิ่มช่องทางการร้องเรียนและระบบตรวจสอบในยุคดิจิทัล ร่าง พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง ปรับให้ครอบคลุมธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับสัญญาเช่าซื้อและบริการออนไลน์ ทั้งนี้ กันต์พงษ์ ยังย้ำว่า จะเปิดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน เพื่อให้กฎหมายไม่ถูกเขียนจากบนลงล่าง แต่เกิดจากการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

    ถึงเวลาปฏิรูปกฎหมายผู้บริโภคทั้งระบบ

    ผศ.ดร.เอมผกา เตชะอภัยคุณ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า ปัญหาหลักของกฎหมายผู้บริโภคไทยคือความกระจัดกระจาย และความล่าช้าในการบังคับใช้ แม้มีหลายหน่วยงานดูแล แต่ยังขาดกลไกกลางในการประสานงาน ดังนั้น จึงมีข้อเสนอเชิงระบบ อาทิ การรวมฐานข้อมูลคดีและข้อร้องเรียนผู้บริโภคไว้ในระบบเดียว การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงาน หรือการกำหนดให้ทุกหน่วยงานต้องเปิดเผยข้อมูลเชิงสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้

    ผศ.ดร.เอมผกา ย้ำว่า กฎหมายต้องไม่เป็นเพียงเครื่องมือของรัฐ แต่ต้องเป็นเครื่องมือของประชาชนในการปกป้องสิทธิของตนเอง และเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับมาตรฐานสิทธิผู้บริโภคไทยให้ทัดเทียมสากล

    อย่างไรก็ตามจากความคิดเห็นของเวทีเสวนาในครั้งนี้ ทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่า การปรับปรุงกฎหมายผู้บริโภค 4 ฉบับ เป็นก้าวสำคัญของการคุ้มครองสิทธิประชาชนในยุคใหม่ โดยเฉพาะในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคซับซ้อนขึ้น ซึ่งกฎหมายใหม่นี้ไม่เพียงเพิ่มอำนาจการบังคับใช้ให้รัฐ แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบการ เพื่อให้เกิดตลาดที่เป็นธรรม โปร่งใส และยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/support-4-consumer-laws/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw283FgCk0E_PUAUkXmVvk2S

  • DSI ลุยสอบเครือข่าย ‘Prince Group’ กัมพูชา หวั่นคนไทยถูกค้ามนุษย์

    DSI ลุยสอบเครือข่าย ‘Prince Group’ กัมพูชา หวั่นคนไทยถูกค้ามนุษย์

    วันนี้ (26 ตุลาคม) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้สั่งการให้เร่งรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติของ เฉิน จื้อ ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ในประเทศไทย หลังพบหลักฐานว่ามีคนงานชาวเกาหลีใต้ 59 คน ถูกช่วยเหลือออกมาจาก นิคมไท่จื่อ (TAI ZHI) จังหวัดตาแก้ว ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ที่ใช้แรงงานจากการค้ามนุษย์

    กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ตำรวจกัมพูชาได้เข้าตรวจสอบอาคารในนิคมไท่จื่อ เครือ Prince Group ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของกัมพูชา เนื่องจากเป็นจุดต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งหลอกลวงเหยื่อทั่วโลก และมีการใช้แรงงานที่ถูกค้ามนุษย์

    พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีความเห็นว่า น่าเชื่อว่าอาจมีคนไทยถูกหลอกลวงไปบังคับใช้แรงงานในลักษณะของการค้ามนุษย์ในสถานที่ดังกล่าวรวมอยู่ด้วย จึงได้สั่งการให้ DSI ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องทันที

    ด้าน พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้ กองคดีการค้ามนุษย์ ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายและขยายผลไปยังเครือข่ายในประเทศไทยต่อไป

    กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนที่ เคยถูกหลอกลวงให้เดินทางไปทำงานในนิคมไท่จื่อ (TAI ZHI) จังหวัดตาแก้ว หรือมีญาติพี่น้องที่เคยเดินทางไปทำงานในสถานที่ดังกล่าว ให้เข้าแจ้งข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายและขยายผลเครือข่ายในประเทศต่อไป โดยสามารถแจ้งเบาะแสและขอความช่วยเหลือได้ที่:

    • กองคดีการค้ามนุษย์ DSI ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
    • เว็บไซต์ DSI: www.dsi.go.th
    • แชทบอท Line Official: @dsi.th
    • โทรสายด่วน DSI 1202 ตลอด 24 ชั่วโมง

    ทั้งนี้ DSI ยืนยันว่าจะรักษาข้อมูลของผู้ร้องไว้เป็นความลับทุกราย

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/dsi-investigates-prince-trafficking/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0u3BBCjrRGN_FA4sbCZJPI

  • “ผอ.ททท.ตราด” ยกเลิกและเลื่อนกิจกรรมกระตุ้นท่องเที่ยวตราดที่ร่วมท้องถิ่น

    “ผอ.ททท.ตราด” ยกเลิกและเลื่อนกิจกรรมกระตุ้นท่องเที่ยวตราดที่ร่วมท้องถิ่น

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106165&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Wbw27qnfeSUqxRBPSiXA4

  • ม.ขอนแก่นจัด “สีฐานเฟสติวัล 2568” ยิ่งใหญ่ ผสานวัฒนธรรม 5 ชาติ

    ม.ขอนแก่นจัด “สีฐานเฟสติวัล 2568” ยิ่งใหญ่ ผสานวัฒนธรรม 5 ชาติ

    วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.31 น.

    ม.ขอนแก่นจัด “สีฐานเฟสติวัล 2568” ยิ่งใหญ่ ผสานวัฒนธรรม 5 ชาติ

    มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับจังหวัดขอนแก่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานขอนแก่น จัดแถลงข่าว “งานสีฐานเฟสติวัล นานาชาติ บุญสมมาบูชานาค ประจำปี 2568” (SITHAN INTERNATIONAL FESTIVAL 2025) ภายใต้ธีม “สีฐาน นวธารา หิมาลายัน” โดยมี นายคารม  คำพิทูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น, นางสาวธนวัน กาสี ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานขอนแก่น นายทศพล วงษาลี องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น และ รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมแถลงข่าว ในการนี้มีคณาจารย์ นักศึกษา สื่อมวลชน และผู้สนใจ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ หอศิลป์ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    นายคารม  คำพิทูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นมีความภาคภูมิใจที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดงานสีฐานเฟสติวัล นานาชาติ บุญสมมาบูชานาค ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นการสืบทอดและต่อยอดวัฒนธรรมไทยและคติความเชื่อที่บรรพบุรุษได้สั่งสมสืบต่อกันมา งานนี้ไม่เพียงสะท้อนเอกลักษณ์ของภาคอีสานที่ยึดถือประเพณีตามฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ แต่ยังเป็นการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์งานลอยกระทงให้ตระการตาและยิ่งใหญ่ขึ้นในระดับนานาชาติ

    “จากข้อมูลการประเมินผลปีที่ผ่านมา งานสีฐานเฟสติวัลสามารถสร้างเงินสะพัดให้จังหวัดขอนแก่น   กว่า 701 ล้านบาท และดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมตลอดทั้ง 3 วันกว่า 300,000 คน จังหวัดขอนแก่น มีความพร้อมในทุกมิติ ทั้งที่พัก แหล่งท่องเที่ยว และระบบรักษาความปลอดภัย โดยได้รับความร่วมมือ จากตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น ค่ายศรีพัชรินทร์ และกรมทหารราบที่ 8 ค่ายสีหราชเดโชไชย เพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์ ‘ขอนแก่น เมืองน่าอยู่ มุ่งสู่มหานครแห่งอาเซียน’ เราพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่าน ที่จะมาร่วมงานในวันที่ 3-5 พฤศจิกายน 2568 นี้”

    ด้าน นางสาวธนวัน กาสี ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานขอนแก่น กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เทศบาลนครขอนแก่น รวมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ ได้ร่วมกันจัดงานสีฐานเฟสติวัล นานาชาติ บุญสมมาบูชานาค ประจำปี 2568 ขึ้น

    “กิจกรรมสีฐานเฟสติวัล นานาชาตินี้ เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการนำวัฒนธรรมดั้งเดิมมาประยุกต์กับวัฒนธรรมสมัยใหม่ กลายเป็นกิจกรรมร่วมสมัยที่ตระการตา เป็นการเปลี่ยนงานลอยกระทงในรูปแบบเดิม  ให้น่าติดตาม และทำให้ประชาชนหันมาสนใจวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เป็นกิจกรรมที่การท่องเที่ยว  แห่งประเทศไทยควรสนับสนุนและน่ายกย่อง เนื่องจากเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับจังหวัดขอนแก่นและภาคอีสาน”

    รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 62 ปี มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐานในการจัดการศึกษาและพัฒนาภาคอีสาน  พร้อมทั้งบูรณาการศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกและภูมิปัญญาของท้องถิ่นให้เข้ากับรายวิชาและกิจกรรมต่างๆ  ปีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นยกระดับการจัดงานจากภูมิภาคสู่ระดับสากล ภายใต้ธีม“สีฐาน นวธารา หิมาลายัน” ซึ่งหมายถึง “เถือกเขาแห่งสายน้ำอันบริสุทธิ์ ณ สีฐาน”

    “แนวคิดของการจัดงานนานาชาติในปีนี้คือ ‘การเดินทางของสายน้ำและศรัทธา’ จากดินแดนปลายน้ำ                     สู่ดินแดนต้นน้ำ จากน้ำที่ละลายจากหิมะศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขาหิมาลัยเกิดเป็นแม่น้ำโขงที่เป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของวัฒนธรรมอีสาน มีต้นกำเนิดจากที่ราบสูงทิเบตในเทือกเขาหิมาลัย เดินทางผ่านหลายประเทศ  เข้ามาหล่อเลี้ยงแผ่นดินอีสานของไทย ก่อเกิดวัฒนธรรมแห่งดินแดนลุ่มน้ำ การยกระดับการจัดงานในครั้งนี้  มีกิจกรรมใหม่และหลากหลายขึ้น เพื่อให้ชาวมหาวิทยาลัยขอนแก่น ชาวจังหวัดขอนแก่น และชาวไทยทั่วประเทศ ได้มีโอกาสมาสัมผัสกลิ่นอายงานศิลปวัฒนธรรมอันงดงามของดินแดนปลายน้ำและดินแดนต้นน้ำ”

    “เราภูมิใจที่ได้ความร่วมมือจากนานาชาติในครั้งนี้ ประกอบด้วย 5 ประเทศ ได้แก่ ราชอาณาจักรไทย สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ทำให้งานสีฐานเฟสติวัล 2568 นี้เป็นมากกว่างานประเพณี แต่เป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศและการสร้างมิตรภาพระหว่างประชาชนในภูมิภาค”

    สำหรับ งานสีฐานเฟสติวัล นานาชาติ บุญสมมาบูชานาค ประจำปี 2568 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 พฤศจิกายน 2568 ณ บึงสีฐาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น เต็มรูปแบบ 3 วัน 3 คืน โดยมีไฮไลท์สำคัญ อาทิ ภูเขาหิมาลัยจำลอง ความสูง 8 เมตร กว้าง 40 เมตร, มณฑลพิธีประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ แบบผสมผสานศิลปะไทยและภูฏาน, ขบวนแห่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ แบบศิลปะร่วมธิเบต ภูฏาน และไทย, การแสดงพิเศษจากผู้ชนะเลิศการประกวด KKU DANCE TROUPE เริงระบำอีสานร่วมสมัย ครั้งที่ 1 ถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, การแสดงร่วมสมัยผีบักฮวด กว่า 100 ชีวิต, การประกวดขบวนแห่กระทงสุดอลังการ กว่า 22 คณะ, หอศิลป์เที่ยงคืน กิจกรรม CREATIVE ECONOMY อีสานมูเตลู, การแสดงโขน และนาฏศิลป์ร่วมสมัย, เทศกาลหน้ากากและการแสดงหุ่นนานาชาติ ครั้งแรกของอีสาน, เรือไฟหิมาลายัน ยาวกว่า 20 เมตร ลอยกลางบึงสีฐาน, กระทงยักษ์หิมาลายัน ยาวกว่า 20 เมตร ออกแบบตามศิลปะธิเบต ภูฏาน และของมงคล 8 ประการ, การจุดประทีปกระทงบก กว่า 15,000 ดวง, ทิวโคมไฟ กว่า 16,000 ดวง และการประกวดต่างๆ มากมาย รวมทั้งมี นางนพมาศ Special Guest แอนนา เสืองามเอี่ยม MISS UNIVERSE THAILAND 2022 และหมูแฮม โชตินภา แก้วจรูญ นางสาวไทย ประจำปี 2568 มาร่วมงานด้วย  ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊คแฟนเพจ Sithan KKU Festival สีฐานเฟสติวัล

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com    และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/451760&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ekR5pLun5O0EKn3GKeqRV

  • ต้องรู้ก่อนไป! “น้ำตกแม่สุรินทร์-ดอยปุยหลวง” ประกาศมาตรการเข้ม! เพื่อความปลอดภัยนักท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ธรรมชาติยั่งยืน

    ต้องรู้ก่อนไป! “น้ำตกแม่สุรินทร์-ดอยปุยหลวง” ประกาศมาตรการเข้ม! เพื่อความปลอดภัยนักท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ธรรมชาติยั่งยืน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106163&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KvyfbB8DERE9ICpgxD01P

  • นครบาลผนึกกำลัง บช.ปส. ปลอมตัวเป็นช่างปูน เปิดปฏิบัติการทลายเงามืดนานา

    นครบาลผนึกกำลัง บช.ปส. ปลอมตัวเป็นช่างปูน เปิดปฏิบัติการทลายเงามืดนานา

    วันนี้ (26 ตุลาคม) เวลา 00.00 น. หลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบกระทู้ในเพจดัง ThailandTourism ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีสมาชิกทั่วโลก 430,000 คน ได้แจ้งเตือนถึงพฤติกรรมของ กลุ่มชายผิวสีชาวแอฟริกา ย่านนานา ทั้งการขายยาเสพติด การหลอกลวง และพยายามล้วงกระเป๋า ซึ่งสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยอย่างรุนแรง

    พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. จึงสั่งการให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) จัดชุดลาดตระเวน Online และประสาน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เปิดปฏิบัติการ ทลายเงามืดนานา (Take Down Black-Shadow Nana) บริเวณริมถนนฟุตบาท ซอยสุขุมวิท 11 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ

    จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีทักษะในการต่อต้านเจ้าหน้าที่สูง จะไม่สนทนากับคนไทย แต่จะพูดคุยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น และหากพบคนไทยหรือคนต้องสงสัยว่าเป็นตำรวจจะวิ่งหนีทันที ที่น่าตกใจคือมีทักษะพิเศษในการ อมยาเสพติดไว้ในปาก เมื่อมีลูกค้าจะคายออกมาส่งมอบ และหากเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบจะ กลืนยาเสพติดลงท้อง เพื่อทำลายหลักฐาน

    เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงวางแผนสุดแยบยล โดย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. นำกำลังกว่า 40 นาย ปลอมตัวเป็นช่างปูน กว่า 20 ชีวิต ขึ้นรถสองแถวเข้าไปจอดใกล้จุดเกิดเหตุ เพื่อให้กลุ่มคนร้ายตายใจว่าเป็นคนงานก่อสร้างจริง และบางส่วนปลอมเป็นสาวกลางคืน เข้าไปตีเนียนในพื้นที่ กระทั่งพบชาวต่างชาติ 2 รายเข้าพูดคุยและรับมอบสิ่งของบางอย่างจากกลุ่มคนร้ายซึ่งคายออกมาจากปาก

    เมื่อได้จังหวะ ชุดสืบสวนที่อำพรางในชุดช่างก่อสร้างกว่า 20 ชีวิต จึงลงจากรถสองแถวเข้าจู่โจมทันที ทำให้กลุ่มคนร้ายวิ่งหนีและพยายามกลืนยาเสพติดลงท้อง แต่เจ้าหน้าที่สามารถไล่ล่าติดตามจับกุมตัวไว้ได้ทั้งหมด

    ปฏิบัติการครั้งนี้ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งสิ้น 9 ราย เป็นชาวไนจีเรีย 8 ราย และคนไทย 1 ราย คือภาณุวัฒน์ อายุ 36 ปี พร้อมตรวจยึดของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) บรรจุหีบห่อพันด้วยเทปสีดำ จำนวน 2 ถุง น้ำหนักรวม 4 กรัม และอีกจำนวนมากอยู่ระหว่างรอผู้ต้องหาถ่ายท้องเพื่อพิสูจน์ทราบ รวมถึงโทรศัพท์มือถือ 11 เครื่อง ซึ่งพบข้อมูลการซื้อขายยาเสพติดจำนวนมาก

    ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกตั้งข้อหา ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชาชน นำส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.1 ดำเนินคดีตามกฎหมาย

    พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. กล่าวว่า กลุ่มผู้ต้องหาชาวแอฟริกานิยมลักลอบนำยาเสพติดประเภทโคเคนเข้ามาในไทยด้วยการกลืน และนำมาจำหน่ายตามแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งการจับกุมครั้งนี้เป็นขบวนการที่ใช้ยุทธวิธีซับซ้อนในการหลบหนี อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างการให้ผู้ต้องหาดื่มนมและถ่ายท้องเพื่อพบของกลางเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/cement-workers-bust-drug-gang/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bpqmv5j7priiSkZufvKec

  • ประชาชนร่วมถวายน้ำสรงพระบรมศพ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ” ณ ศาลาสหทัยสมาคม

    ประชาชนร่วมถวายน้ำสรงพระบรมศพ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ” ณ ศาลาสหทัยสมาคม

    ขอเชิญประชาชนร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยการเข้าร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง  

    วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 12.00 น.

    ▪️เปิดให้เข้าพื้นที่เต็นท์พักคอย ตั้งแต่เวลา 06.00 น. 

    ▪️ใช้เส้นทางเดินถนนกลางสนามหลวง เพื่อเข้าสู่เต็นท์พักคอย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสนามหลวงฝั่งด้านหน้าศาลฎีกา (สามารถเข้าได้ทั้งฝั่ง ม.ธรรมศาสตร์และฝั่งศาลฎีกา)

    ▪️ทุกท่านต้องผ่านจุดคัดกรองและรอคิวบริเวณเต็นท์พักคอย (เตรียมบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงหรือพาสปอร์ตตัวจริง เพื่อแสดงตน)

    ▪️การแต่งกาย : ชุดสุภาพไว้ทุกข์สีขาวหรือสีดำ (ไม่สวมกางเกงขาสั้น ไม่สวมเสื้อแขนกุด ไม่สวมรองเท้าแตะ)

    ▪️ แนะนำใช้รถโดยสารสาธารณะ (ไม่มีที่จอดรถ) 

    ▪️สิ่งของที่ควรนำติดตัว : ยาประจำตัว, อุปกรณ์กันแดด (สีสุภาพ), เขียนชื่อเบอร์โทรญาติใส่ในกระเป๋าเด็กและผู้สูงอายุ (ป้องกันการพลัดหลง)สมาคม พระบรมมหาราชวัง วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2568 เวลา 08.30–12.00 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/special-report/N9kEepMJD&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WM45rh2OzTE94iXIZklyq

  • ยกระดับ! จุลกฐินไทลื้อ “ผ้าทันใจ” มหากุศลรวมใจชุมชน สู่ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเชียงราย

    ยกระดับ! จุลกฐินไทลื้อ “ผ้าทันใจ” มหากุศลรวมใจชุมชน สู่ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเชียงราย

    จุลกฐินโบราณคืนชีพ อบจ.เชียงราย-ชุมชนผนึกกำลัง เปลี่ยนประเพณีเป็นทุน สร้างรายได้ยั่งยืน

    เชียงราย, 25 ตุลาคม 2568 — แสงไฟยามค่ำเริ่มทอดเงาบนลำน้ำโขง เงาคนงาน ผู้เฒ่า แม่เครือทอผ้า และเยาวชนในชุดไทลื้อสีครามเข้มกำลังขยับมือ ทำงานแข่งกับเวลา ในศาลาวัดบ้านหาดบ้าย ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ไม่มีใครพูดถึงคำว่า “การจัดงาน” ทุกคนพูดถึงคำเดียวคือ “บุญ”

    นี่คือบรรยากาศของ “งานทอสายบุญ จุลกฐิน ถิ่นไทลื้อโบราณ” ประเพณีบุญที่กำลังได้รับการฟื้นคืนให้มีชีวิตอย่างจริงจังจากการร่วมมือของชุมชนไทลื้อบ้านหาดบ้าย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) และองค์การบริหารส่วนตำบลริมโขง (อบต.ริมโขง) พร้อมการสนับสนุนของอำเภอเชียงของ ในช่วงวันที่ 25–26 ตุลาคม 2568

    พิธีเปิดจัดขึ้น ณ วัดบ้านหาดบ้าย โดยมีนายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอเชียงของ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ขณะที่ อบจ.เชียงรายซึ่งนำโดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย มอบหมายให้ นายญาณาฤทธิ์ หนสมสุข รองปลัด อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยนายวสุพล จตุรคเชนทร์เดชา รองประธานสภา อบจ.เชียงราย รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมในนามตัวแทนของจังหวัด เพื่อยืนยันว่า เรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงงานประเพณี หากแต่เป็นวาระเชิงยุทธศาสตร์ของจังหวัดเชียงราย

    จุลกฐิน” มหากุศลแห่งการรวมใจ

    แก่นกลางของงานนี้ คือ “จุลกฐิน” หรือที่ชาวไทลื้อบ้านหาดบ้ายเรียกว่า “ผ้าทันใจ” ซึ่งเป็นพิธีบุญโบราณที่สืบทอดกันมายาวนานในชุมชนไทลื้อทางล้านนา จุลกฐินถือเป็นงานบุญพิเศษที่ไม่ใช่การทอดกฐินแบบทั่วไป หากแต่เป็นการ “ทอผ้า เพื่อถวายผ้าไตรแด่พระภิกษุภายในเวลาจำกัด” คือ ต้องเก็บฝ้าย ฟั่นเส้น กรอ ปั่น ทอ เย็บ ตัด จนกลายเป็นผ้าไตรจีวร ถวายพระเสร็จสิ้นภายในหนึ่งวาระบุญต่อเนื่อง โดยปกติทำกันภายในช่วงเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง

    ในทางปฏิบัติ นั่นหมายถึง “ทั้งหมู่บ้านต้องตื่นพร้อมกัน”

    นายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอเชียงของ กล่าวในพิธีเปิดว่า งานจุลกฐินไม่ใช่เพียงพิธีทางศาสนาหรือการอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่เป็น “มหากุศลที่หาชมได้ยากยิ่ง” และยิ่งไปกว่านั้น ความหมายแท้จริงของงาน ไม่ได้อยู่แค่ผืนผ้าที่จะถวายพระ แต่อยู่ที่ “พลังรวมใจของคนทั้งชุมชน”

    “ประเพณีนี้ ไม่สามารถสำเร็จลงได้ด้วยคนเพียงกลุ่มเดียว ต้องอาศัยการรวมแรงของทั้งชุมชน ทำทุกขั้นตอนให้เสร็จภายในเวลาที่จำกัด” นายอุดมกล่าวระหว่างเปิดงาน พร้อมย้ำว่า ความพร้อมเพรียงของคนในพื้นที่บ้านหาดบ้ายและบ้านหาดทรายทอง ต.ริมโขง ไม่เพียงเป็นสิ่งน่าประทับใจในมิติของศรัทธา แต่กำลังขยายบทบาทไปสู่ “การบูรณาการและต่อยอดมรดกอันล้ำค่านี้ ให้กลายเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม”

    การทอผ้าจุลกฐินตามคติความเชื่อดั้งเดิมของไทลื้อ ไม่ใช่แค่การทำผ้า แต่เป็นการ “ร่วมทำบุญใหญ่” ที่มีคุณค่าทางศาสนาใกล้เคียงกับการบวชของชายหนุ่ม ตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนาและกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ เนื่องจากสตรีไม่มีโอกาสบวชในเชิงพุทธศาสนาอย่างผู้ชาย การทอผ้ากฐินภายในกำหนดเวลาศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นพื้นที่บุญสำคัญของผู้หญิงในชุมชน

    ดังนั้น ในคืนก่อนวันถวายผ้า “ผู้หญิงไทลื้อจำนวนมากในชุมชนจะชำระร่างกาย ทำความสะอาดทุกส่วน รักษาศีล ตั้งจิตให้สงบ” ก่อนเริ่มภารกิจที่กินเวลาข้ามคืนตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนจนถึงค่ำของวันเดียวกัน — ไม่ใช่เพื่อความสวยงามของผืนผ้าเท่านั้น แต่เพื่อความบริสุทธิ์ของการทำบุญ

    นี่คืออัตลักษณ์วัฒนธรรมที่ยืนยันเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งว่า ผู้หญิงในชุมชน ไม่ได้อยู่ในบทบาท “สนับสนุน” หากแต่เป็น “หัวใจของพิธีกรรม”

    ประเพณีเก่าที่ไม่ยอมเก่า ความทรงจำของชุมชนไทลื้อบ้านหาดบ้าย

    บ้านหาดบ้าย เป็นชุมชนไทลื้อที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ในเขตตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย พื้นที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในด่านสำคัญของวัฒนธรรมไทลื้อที่โยกย้ายตั้งถิ่นฐานลงมาจากตอนบนของลุ่มน้ำโขงในอดีต พร้อมขนเอาวิถีชีวิต ภาษา การแต่งกาย การกิน และภูมิปัญญาการทอผ้าลงมาด้วย

    ปราชญ์ท้องถิ่นของชุมชนเล่าว่า “จุลกฐิน” หรือที่เรียกกันติดปากในหมู่บ้านว่า “ทอผ้าทันใจ” มีมาตั้งแต่จำความได้ แม้ว่าในอดีตจะไม่ได้จัดทุกปีเสมอไป บางช่วงเว้นห่างทุก 3 ปี และในระยะก่อนหน้า พิธีมักจัดกันในลักษณะชุมชนเล็ก ๆ บนพื้นที่กลางหมู่บ้าน โดยมีครอบครัวและกลุ่มแม่หญิงในแต่ละกลุ่มมารวมตัวกัน ทำงานเงียบ ๆ แต่ตั้งใจมาก

    รูปแบบในอดีตนั้นเรียบง่าย ไม่มีเวที ไม่มีไฟส่อง ไม่มีป้ายประชาสัมพันธ์ การทำบุญเป็นกิจกรรมภายในหมู่บ้าน คนเฒ่าคนแก่สอนคนรุ่นลูก คนรุ่นลูกสอนคนรุ่นหลาน ต่อเนื่องกันไป นี่จึงเป็นทั้ง “พิธีกรรมทางศาสนา” “กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้” และ “กิจกรรมสร้างความสมัครสมาน” ในคราวเดียวกัน

    แตกต่างจากหลายพื้นที่ในล้านนาที่ประเพณีจุลกฐินเริ่มเลือนหายไป บ้านหาดบ้ายกลับรักษาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และในรอบ 3 ปีหลัง ประเพณีนี้ได้รับการสนับสนุนในระดับนโยบายท้องถิ่นที่ชัดเจนขึ้น ผ่านการผลักดันของ อบต.ริมโขง และ อบจ.เชียงราย จนเปลี่ยนจากงานบุญท้องถิ่น ไปเป็น “เวทีวัฒนธรรมสาธารณะ” ในความหมายที่ยังเคารพรากเดิม

    กล่าวได้ว่า บ้านหาดบ้ายไม่ได้เพียงรักษาประเพณีเก่าเอาไว้ แต่กำลัง “ใช้ประเพณีเป็นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจ” อย่างเป็นรูปธรรม

    วัฒนธรรมไม่ใช่ของโชว์ แต่คือเครื่องมือพัฒนาชุมชน

    นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ได้มอบหมายให้คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ อบจ.ลงพื้นที่ร่วมเปิดงาน พร้อมสนับสนุนการจัดกิจกรรมในปีนี้อย่างต่อเนื่อง โดย อบจ.เชียงรายอธิบายกรอบการขับเคลื่อนงานไว้ภายใต้นโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ซึ่งเป็นหนึ่งในกรอบยุทธศาสตร์ที่ตั้งใจจะกระจายการท่องเที่ยวจากจุดหลักที่คนทั่วไปคุ้นเคย (ตัวเมืองเชียงราย, ดอยแม่สลอง, วัดร่องขุ่น) ไปสู่ชุมชนชายแดนและชุมชนวัฒนธรรมชาติพันธุ์

    เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มนักท่องเที่ยว แต่เป็นการทำให้ “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” กลายเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมจริง ไม่ใช่การนำวัฒนธรรมไปจัดแสดงแบบแยกออกจากเจ้าของวัฒนธรรม

    ในรายละเอียด การสนับสนุนโครงการ “ทอสายบุญ จุลกฐิน ถิ่นไทลื้อโบราณ” มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการที่ อบจ.เชียงรายและ อบต.ริมโขงระบุชัด ได้แก่

    1. ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตพื้นบ้าน
      ไม่ใช่การสร้างแหล่งท่องเที่ยวจำลอง แต่ชวนให้ผู้มาเยือนได้เห็น “วิถีจริง” ของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นอาหารพื้นถิ่น การแต่งกายไทลื้อ การทอผ้า การล่องเรือชมโขง หรือการใช้ชีวิตริมชายแดนไทย-ลาว
    2. สร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายรายได้สู่ประชาชนในท้องที่
      งานจุลกฐินนำโอกาสทางเศรษฐกิจมาสู่คนในหมู่บ้านอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการจำหน่ายผ้าทอไทลื้อของชุมชนหาดบ้าย การจำหน่ายอาหารพื้นบ้าน ผลิตภัณฑ์พื้นถิ่น และงานหัตถกรรมของกลุ่มแม่บ้านและกลุ่มเยาวชน
      เป้าหมายชัดเจน ให้การท่องเที่ยวเป็น “รายได้จริง” ไม่ใช่ “ภาพจำ” ว่าจังหวัดสวย
    3. สร้างความภาคภูมิใจและความร่วมมือในชุมชน
      การทำบุญร่วมกัน การทำงานร่วมกันแบบข้ามช่วงวัย การได้เห็นว่าทักษะฝีมือ (เช่นการทอผ้า) ถูกยอมรับในฐานะทุนของหมู่บ้าน ล้วนเป็นกลไกสร้างขวัญกำลังใจให้คนในพื้นที่เชื่อมั่นว่า “คุณค่าของเรา มีคนเห็น และมีคนพร้อมสนับสนุน”

    นายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอเชียงของ กล่าวในพิธีเปิดว่า งานครั้งนี้เป็นภาพสะท้อน “พลังของพี่น้องท้องถิ่นรวมใจ” ที่สอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวนโยบายของภาครัฐที่ผลักดันเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยย้ำว่า “พลังแห่งศรัทธาและความสามัคคี ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในขอบเขตของประเพณี แต่กำลังถูกต่อยอดเป็นรูปธรรมไปสู่การสร้างรายได้ให้ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน”

    เชียงของ ไม่ใช่แค่เมืองชายแดน แต่คือพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ

    อำเภอเชียงของตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ติดชายแดน สปป.ลาว เป็นจุดที่แม่น้ำโขงไหลเข้าสู่ประเทศไทยตอนเหนือ พร้อมบทบาทด้านเศรษฐกิจเชื่อมการค้าไทย–ลาว–จีน และเส้นทางสัญจรของผู้เดินทางระหว่างอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

    เชียงของเคยถูกมองว่าเป็น “เมืองทางผ่าน” สำหรับนักเดินทางไป–กลับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในปัจจุบันกำลังถูกออกแบบใหม่ให้เป็นจุดหมายในตัวเอง ผ่านการยกระดับสินค้าการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เช่น

    • การท่องเที่ยวแม่น้ำโขงทั้งทางเรือและทางจุดชมวิว
    • การท่องเที่ยววิถีชาติพันธุ์
    • การเดินถนนคนเดินชุมชน
    • การท่องเที่ยวสืบสานงานบุญและประเพณีท้องถิ่น

    พื้นที่ตำบลริมโขงมีชนเผ่าและกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันหลายกลุ่ม ทั้งชาวไทลื้อ ไทยลาว ม้ง อาข่า ขมุ และคนพื้นเมืองล้านนา แต่ละกลุ่มมีทั้งภาษา อาหาร การแต่งกาย และขนบธรรมเนียมที่ต่างกัน งานจุลกฐินจึงไม่ใช่แค่พิธีทางพุทธศาสนา แต่ยังทำหน้าที่เป็น “เวทีแสดงตัวตน” ของคนในพื้นที่ชายแดน โดยเปิดให้คนนอกได้เข้ามาเรียนรู้ด้วยความเคารพ

    ในมิติพื้นที่ การจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมในชุมชนหาดบ้าย–หาดทรายทองยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัดเชียงราย (พ.ศ. 2566–2570) และยุทธศาสตร์ของ อบจ.เชียงราย ที่มุ่ง “สร้างมูลค่าเพิ่มด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โดยดำรงฐานวัฒนธรรมล้านนา” รวมถึงแนวนโยบายด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในระดับชาติที่เน้นให้ชุมชนท้องถิ่นบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมของตนเอง เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ยืนได้ด้วยกำลังของชุมชน

    กล่าวในเชิงกฎหมายและนโยบายท้องถิ่น การดำเนินโครงการดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2552 ตลอดจนกรอบอำนาจตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ที่มอบหมายให้ท้องถิ่น “พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของพื้นที่” รวมถึง “คุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” และ “บำรุงและส่งเสริมการประกอบอาชีพของราษฎร”

    กล่าวอีกแบบ นี่ไม่ใช่งานเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการใช้เครื่องมือทางกฎหมายและอำนาจของท้องถิ่นเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างตรงเป้า

    จุลกฐิน ไม่ใช่แค่การสืบสาน แต่คือการต่อยอดอนาคต

    ในเวทีเปิดงาน นายอุดม ปกป้องบวรกุล กล่าวถึงความหมายของโครงการครั้งนี้ว่า “ขอเชิญทุกท่านอิ่มบุญไปกับมหากุศลจุลกฐิน และอิ่มใจไปกับไมตรีจิตและวิถีวัฒนธรรมอันงดงามของชาวเชียงของ” พร้อมกล่าวขอบคุณหัวหน้าส่วนราชการ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพี่น้องประชาชนที่ร่วมมือกันสนับสนุนการจัดงาน โดยย้ำว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือพลังของพี่น้องท้องถิ่นรวมใจ ที่ไม่เพียงอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่กำลังสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง”

    สาระสำคัญนี้สะท้อนเป้าหมายที่ชัดเจนของงาน “ทอสายบุญ จุลกฐิน ถิ่นไทลื้อโบราณ” นั่นคือ

    • สร้างพื้นที่บุญของชุมชน ผ่านการทอผ้าจุลกฐินหรือ “ผ้าทันใจ” ซึ่งตามคติของชุมชนถือเป็นบุญใหญ่ และเป็นพื้นที่แสดงบทบาทนำของสตรีไทลื้อ
    • สร้างความสามัคคีในหมู่คนทุกเพศ ทุกวัย ในชุมชนหาดบ้ายและหาดทรายทอง ผ่านกระบวนการลงแรงร่วมกัน
    • ยืนยันอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มไทลื้อ และทำให้คนภายนอกเข้าใจวัฒนธรรมด้วยสายตาที่ “เห็นคุณค่า” ไม่ใช่ “มองเป็นของแปลกตา”
    • ปูรากฐานชุมชนให้กลายเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ยั่งยืนในอนาคต สร้างอาชีพ สร้างรายได้ เสริมศักดิ์ศรีความเป็นเจ้าของพื้นที่

    ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทใหม่ของเศรษฐกิจไทย ที่กำลังมุ่งพึ่งพาการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า ไม่ใช่เพียงเชิงปริมาณ และกำลังส่งเสริมบทบาทของเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานทุนทางวัฒนธรรม เพื่อพยุงรายได้ของประชาชนในยุคที่สภาพเศรษฐกิจฐานรากเผชิญความผันผวน

    บุญที่ไม่ใช่แค่ศรัทธา แต่คือการพัฒนาที่ยืนบนเท้าของคนในพื้นที่

    สิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านหาดบ้าย ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ ในค่ำคืนวันที่ 25 ตุลาคม 2568 จึงไม่ใช่แค่การฟื้นฟูประเพณีโบราณ แต่คือแบบจำลองของการพัฒนาเชิงวัฒนธรรมที่มีเจ้าของคือชุมชนเอง

    ในภาพกว้าง นี่คือการเชื่อมต่อ “ศรัทธา–อัตลักษณ์–เศรษฐกิจ–การท่องเที่ยว” เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนอย่างมีกลไกรองรับในเชิงนโยบาย ตั้งแต่ อบต.ริมโขง ที่ดูแลพื้นที่อย่างใกล้ชิด จนถึง อบจ.เชียงราย ที่มองภาพรวมทั้งจังหวัดผ่านยุทธศาสตร์ “เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” และฝ่ายปกครองอำเภอเชียงของที่ยืนยันบทบาทความร่วมมือของหน่วยงานรัฐท้องถิ่นและประชาชน

    ท่ามกลางโลกที่การพัฒนามักถูกวัดด้วยตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด หรือจำนวนนักท่องเที่ยวต่อปี “งานทอสายบุญ จุลกฐิน ถิ่นไทลื้อโบราณ” เสนอเกณฑ์วัดอีกแบบหนึ่ง — นั่นคือ ความสามารถของชุมชนในการยืนยันคุณค่าของตนเอง และเปลี่ยนคุณค่านั้นให้เป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่ไม่ทิ้งรากเหง้า

    หรือพูดให้ชัดในภาษาของคนท้องถิ่น บุญครั้งนี้ ไม่ใช่แค่บุญของวัด แต่เป็นบุญของทั้งหมู่บ้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-tai-lue-kathina-culture-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZuTjhjq40vR0MVWgk8As1