วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงวัฒนธรรม ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรมและกองเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ประสานความร่วมมือกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ด้วยการส่งเสริมค่านิยมการไม่สูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า และการสร้างพื้นที่ปลอดบุหรี่ในมิติของวัฒนธรรม โดยเฉพาะในเทศกาลสำคัญของไทย เช่น ประเพณีลอยกระทง ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ที่สะท้อนความกตัญญู ความงดงามของวิถีไทยและความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบ Green Tourism ที่มุ่งสร้างบรรยากาศงานเทศกาลที่ปลอดภัย สะอาด และเป็นมิตรกับทุกคน

นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) พร้อมให้ความร่วมมือกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สื่อและข้อมูลรณรงค์ให้เยาวชน และประชาชน ตระหนักถึงโทษของบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรม สื่อสร้างสรรค์ และเครือข่ายวัฒนธรรมทั่วประเทศ เพื่อปลูกฝังค่านิยมการไม่สูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างยั่งยืน อันจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของเทศกาลวัฒนธรรมไทยให้มีมาตรฐานปลอดบุหรี่ และเป็นต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ใส่ใจสุขภาพในระดับอาเซียนต่อไป
“ทั้งนี้ เพื่อให้การรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน รวดเร็ว และกว้างขวางครอบคลุม ทุกกลุ่มเป้าหมาย ที่ประชุมเห็นควรมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ด้วย เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กรุงเทพมหานคร เป็นต้น” นางยุถิกา กล่าว
ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวถึง การประชุมเมืองปลอดบุหรี่ ครั้งที่ 9 Seatca’s 9th Asia Pacific Smoke-free Meeting ‘Destination smoke-free: Transforming Tourism Across Asia Pacific’ จัดโดย กระทรวงสาธารณสุขเวียดนาม กองทุนควบคุมยาสูบเวียดนาม และมูลนิธิเพื่อสังคมอาเซียนปลอดบุหรี่ (SEATCA) เมื่อวันที่ 28-29 สิงหาคม 2568 ณ เมืองเว้ ประเทศเวียดนาม มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 160 คน จากกลุ่มประเทศอาเซียน มีเป้าหมายสนับสนุนให้แหล่งท่องเที่ยวในประเทศต่างๆ เป็นแหล่งท่องเที่ยวปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า เพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยว สอดคล้องกับแนวคิดการท่องเที่ยวแบบ Green tourism ที่ให้ความสำคัญผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงด้านสุขภาพ อันจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งนักท่องเที่ยว ชุมชน และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
“โดยในงานประชุมดังกล่าว ประเทศไทยซึ่งมีตัวแทนภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบเข้าร่วม ได้เสนอที่ประชุม จะผลักดันให้เกิดการส่งเสริมค่านิยมงานเทศกาล งานบุญประเพณีต่างๆ ของประเทศไทย ปลอดบุหรี่/ บุหรี่ไฟฟ้า เริ่มที่งานลอยกระทง ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศไทย รวมถึง มหกรรมกีฬาของอาเซียน ซีเกมส์ปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้” ศ.นพ.ประกิต กล่าว
ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า ควันบุหรี่มือสองเป็นภัยใกล้ตัวที่เป็นปัญหาใหญ่เพราะปัจจุบันมีคนไทยที่ไม่ได้สูบบุหรี่มากถึง 34 ล้านคน แต่ได้รับควันบุหรี่มือสอง จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 6 (พ.ศ. 2562) พบคนไทยถึง 70% ได้รับควันบุหรี่มือสอง ขณะที่การสำรวจของอังกฤษ คนอังกฤษได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่มือสองเพียง 30% เมื่อเปรียบเทียบกับอีก 57 ประเทศ พบว่าผู้หญิงไทยอายุ 15-49 ปี ได้รับควันบุหรี่มือสองสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เพราะปัจจุบันมีหลักฐานงานวิจัยที่ยืนยันแล้วว่าการสูดควันบุหรี่มือสองเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิงถึง 1.24 เท่า โดยความเสี่ยงจะเพิ่มตามปริมาณและระยะเวลาที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง ซึ่งมะเร็งเต้านมก็เป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย
“นอกจากนี้เด็กก็เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่มือสองมากกว่าผู้ใหญ่ ในประเทศไทยพบเด็กอายุ 1-5 ปี ที่อยู่อาศัยในบ้านที่มีคนสูบบุหรี่สูงถึง 55% โดยในกรุงเทพฯ พบมากที่สุด (62%) งานวิจัยโครงการบ้านปลอดบุหรี่ พบว่า เด็กในบ้านที่มีคนสูบบุหรี่จะป่วยด้วยอาการหอบหืดฉุกเฉินต้องเข้าห้องฉุกเฉินสูงถึง 67% และต้องนอนโรงพยาบาล ถึง 32% สูงกว่าของเด็กที่ไม่มีคนสูบบุหรี่ในบ้าน นอกจากนี้มีงานวิจัยเส้นผมของเด็กในบ้านที่มีคนสูบบุหรี่พบว่ามีปริมาณสารนิโคตินสูงกว่าค่ามาตรฐาน รวมทั้งพบว่ามีสารสื่อประสาท (GABA) ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาของสมองสูงขึ้นด้วย ทั้งนี้จากรายงานภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยง (Burden of Disease, BOD) ของประชากรไทย ปี 2562 พบว่าคนไทยเสียชีวิตจากควันบุหรี่มือสองสูงถึง 20,688 รายต่อปี โดยเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองมากที่สุด (44%) รองลงมาคือ โรคหัวใจขาดเลือด (20%) มะเร็งปอดและหลอดลม (9%) ส่วนต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของบุหรี่มือสอง สูงถึง 7,017 ล้านบาท (ร้อยละ 7 ของทั้งหมด) ดังนั้น การงดสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะที่มีคนมากๆ ที่มาร่วมประเพณีลอยกระทง จะเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมทางอากาศ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม และที่สำคัญคือความรับผิดชอบต่อสังคมในการปกป้องผู้ไม่สูบบุหรี่โดยเฉพาะเด็กและสตรี แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดคือเลิกสูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าเลย เพื่อสุขภาพของตัวท่านเองด้วย” ศ.พญ.สุวรรณา กล่าว
รายละเอียดติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หริสร์ ทวีพัฒนา นักวิชาการ ศจย. โทร: 061-7244411 Email: haris.taveeputtana@gmail.com
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/968607&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fvHlXqu-SIo_2q0PSHJsV


























Creativity shines brightest when everyone is free to be themselves. At Sripatum University (SPU), inclusivity is not just a value—it’s the foundation of learning and design.
At the Faculty of Architecture, students turned sustainability into art through the “Recycle Costume Design Show,” transforming discarded materials into imaginative creations. Yet the event’s true brilliance lay in its message of equality—offering a stage where all genders, including transgender students, could express identity, culture, and creativity without limits.
At SPU, design education celebrates diversity. Every thread, every color, and every identity contributes to a future woven with respect, equality, and sustainable creativity.



ภายใต้โครงการ “Recycle Costume Design Show” คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ได้เปิดเวทีให้นักศึกษานำวัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและแฟชั่นอย่างยั่งยืน แต่สิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ เวทีนี้เปิดกว้างให้นักศึกษาทุกเพศ รวมถึงผู้มีอัตลักษณ์ข้ามเพศ ได้แสดงออกอย่างอิสระและภาคภูมิใจในตัวตนของตนเอง
กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนนโยบายไม่เลือกปฏิบัติของ SPU ที่มุ่งสร้างโอกาสเท่าเทียมให้กับนักศึกษาทุกคน ทั้งในด้านการเรียนรู้ การแสดงออก และการพัฒนาอาชีพ พร้อมเชื่อมโยงแนวคิดด้านความยั่งยืนและความหลากหลายทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน
