Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • Green tourism ลอยกระทงไทย “ปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า”

    Green tourism ลอยกระทงไทย “ปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า”

    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงวัฒนธรรม ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรมและกองเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ประสานความร่วมมือกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ด้วยการส่งเสริมค่านิยมการไม่สูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า และการสร้างพื้นที่ปลอดบุหรี่ในมิติของวัฒนธรรม โดยเฉพาะในเทศกาลสำคัญของไทย เช่น ประเพณีลอยกระทง ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ที่สะท้อนความกตัญญู ความงดงามของวิถีไทยและความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบ Green Tourism ที่มุ่งสร้างบรรยากาศงานเทศกาลที่ปลอดภัย สะอาด และเป็นมิตรกับทุกคน

    นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) พร้อมให้ความร่วมมือกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สื่อและข้อมูลรณรงค์ให้เยาวชน และประชาชน ตระหนักถึงโทษของบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรม สื่อสร้างสรรค์ และเครือข่ายวัฒนธรรมทั่วประเทศ เพื่อปลูกฝังค่านิยมการไม่สูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างยั่งยืน อันจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของเทศกาลวัฒนธรรมไทยให้มีมาตรฐานปลอดบุหรี่ และเป็นต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ใส่ใจสุขภาพในระดับอาเซียนต่อไป

    “ทั้งนี้ เพื่อให้การรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน รวดเร็ว และกว้างขวางครอบคลุม ทุกกลุ่มเป้าหมาย ที่ประชุมเห็นควรมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ด้วย เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กรุงเทพมหานคร เป็นต้น” นางยุถิกา กล่าว

    ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวถึง การประชุมเมืองปลอดบุหรี่ ครั้งที่ 9 Seatca’s 9th Asia Pacific Smoke-free Meeting ‘Destination smoke-free: Transforming Tourism Across Asia Pacific’ จัดโดย กระทรวงสาธารณสุขเวียดนาม กองทุนควบคุมยาสูบเวียดนาม และมูลนิธิเพื่อสังคมอาเซียนปลอดบุหรี่ (SEATCA) เมื่อวันที่ 28-29 สิงหาคม 2568 ณ เมืองเว้ ประเทศเวียดนาม มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 160 คน จากกลุ่มประเทศอาเซียน มีเป้าหมายสนับสนุนให้แหล่งท่องเที่ยวในประเทศต่างๆ เป็นแหล่งท่องเที่ยวปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า เพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยว สอดคล้องกับแนวคิดการท่องเที่ยวแบบ Green tourism ที่ให้ความสำคัญผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงด้านสุขภาพ อันจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งนักท่องเที่ยว ชุมชน และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
    “โดยในงานประชุมดังกล่าว ประเทศไทยซึ่งมีตัวแทนภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบเข้าร่วม ได้เสนอที่ประชุม จะผลักดันให้เกิดการส่งเสริมค่านิยมงานเทศกาล งานบุญประเพณีต่างๆ ของประเทศไทย ปลอดบุหรี่/ บุหรี่ไฟฟ้า เริ่มที่งานลอยกระทง ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศไทย รวมถึง มหกรรมกีฬาของอาเซียน ซีเกมส์ปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้” ศ.นพ.ประกิต กล่าว

    ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า ควันบุหรี่มือสองเป็นภัยใกล้ตัวที่เป็นปัญหาใหญ่เพราะปัจจุบันมีคนไทยที่ไม่ได้สูบบุหรี่มากถึง 34 ล้านคน แต่ได้รับควันบุหรี่มือสอง จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 6 (พ.ศ. 2562) พบคนไทยถึง 70% ได้รับควันบุหรี่มือสอง ขณะที่การสำรวจของอังกฤษ คนอังกฤษได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่มือสองเพียง 30% เมื่อเปรียบเทียบกับอีก 57 ประเทศ พบว่าผู้หญิงไทยอายุ 15-49 ปี ได้รับควันบุหรี่มือสองสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เพราะปัจจุบันมีหลักฐานงานวิจัยที่ยืนยันแล้วว่าการสูดควันบุหรี่มือสองเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิงถึง 1.24 เท่า โดยความเสี่ยงจะเพิ่มตามปริมาณและระยะเวลาที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง ซึ่งมะเร็งเต้านมก็เป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย

    “นอกจากนี้เด็กก็เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่มือสองมากกว่าผู้ใหญ่ ในประเทศไทยพบเด็กอายุ 1-5 ปี ที่อยู่อาศัยในบ้านที่มีคนสูบบุหรี่สูงถึง 55% โดยในกรุงเทพฯ พบมากที่สุด (62%) งานวิจัยโครงการบ้านปลอดบุหรี่ พบว่า เด็กในบ้านที่มีคนสูบบุหรี่จะป่วยด้วยอาการหอบหืดฉุกเฉินต้องเข้าห้องฉุกเฉินสูงถึง 67% และต้องนอนโรงพยาบาล ถึง 32% สูงกว่าของเด็กที่ไม่มีคนสูบบุหรี่ในบ้าน นอกจากนี้มีงานวิจัยเส้นผมของเด็กในบ้านที่มีคนสูบบุหรี่พบว่ามีปริมาณสารนิโคตินสูงกว่าค่ามาตรฐาน รวมทั้งพบว่ามีสารสื่อประสาท (GABA) ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาของสมองสูงขึ้นด้วย ทั้งนี้จากรายงานภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยง (Burden of Disease, BOD) ของประชากรไทย ปี 2562 พบว่าคนไทยเสียชีวิตจากควันบุหรี่มือสองสูงถึง 20,688 รายต่อปี โดยเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองมากที่สุด (44%) รองลงมาคือ โรคหัวใจขาดเลือด (20%) มะเร็งปอดและหลอดลม (9%) ส่วนต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของบุหรี่มือสอง สูงถึง 7,017 ล้านบาท (ร้อยละ 7 ของทั้งหมด) ดังนั้น การงดสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะที่มีคนมากๆ ที่มาร่วมประเพณีลอยกระทง จะเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมทางอากาศ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม และที่สำคัญคือความรับผิดชอบต่อสังคมในการปกป้องผู้ไม่สูบบุหรี่โดยเฉพาะเด็กและสตรี แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดคือเลิกสูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าเลย เพื่อสุขภาพของตัวท่านเองด้วย” ศ.พญ.สุวรรณา กล่าว

    รายละเอียดติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หริสร์ ทวีพัฒนา นักวิชาการ ศจย. โทร: 061-7244411 Email: haris.taveeputtana@gmail.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/968607&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fvHlXqu-SIo_2q0PSHJsV

  • รถ นทท.จำนวนมากติดโคลนเลน เส้นทางขึ้นแหล่งท่องเที่ยวกลอเซโล

    รถ นทท.จำนวนมากติดโคลนเลน เส้นทางขึ้นแหล่งท่องเที่ยวกลอเซโล

    นายก อบต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ออกมาเตือนนักท่องเที่ยว หลังฟ้าฝนแปรปรวนขอให้ระมัดระวังในการสัญจร เผยมีรถนักท่องเที่ยวจำนวนมากติดโคลนเลนเส้นทางขึ้นแหล่งท่องเที่ยวกลอเซโล ต้องเร่งให้การช่วยเหลือ

    เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ได้รับแจ้งมีเหตุรถของนักท่องเที่ยว จำนวนมากติดบนถนนทางขึ้นไปแหล่งท่องเที่ยวดอยกลอเซโล เนื่องจากเกิดฝนตกหนักเมื่อคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้ถนนเต็มไปด้วยโคลนเลนและร่องหลุมลึกทำให้รถนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ดอยกลอเซโลติดบนถนน จึงได้นำรถของ อบต.และระดมชาวบ้านเข้าไปให้การช่วยเหลือ

    นายกอบต.แม่สามแลบ กล่าวต่อไปว่า นึกว่าฝนจะหยุดแล้ว ปรับเกลี่ยถนนพึ่งเสร็จ เพื่อเตรียมเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยว แต่มาเจอฝนหลงฤดู จนได้ ทำให้รถนักท่องเที่ยวติดกันเป็นแถว แต่ล่าสุดก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ จนนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางถึงดอยกลอเซโลอย่างปลอดภัย

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3811592/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02QFUfbtwaZPLtfJzhpNly

  • เช็คพื้นที่ท่องเที่ยวเมืองหลักรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี 1.5 เท่าเทียบเมืองรอง

    เช็คพื้นที่ท่องเที่ยวเมืองหลักรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี 1.5 เท่าเทียบเมืองรอง

    เที่ยวดี มีคืน 2568” มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศช่วงปลายปีจากรัฐบาลกำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ

    ทั้งนี้ เนื่องจากสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 30,000 บาทจากการท่องเที่ยวเมืองหลัก – เมืองรอง เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569

    โดยเป็นมาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว มาตรการนี้ให้สิทธิลดหย่อนสำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง 1.5 เท่า ส่วนเมืองหลัก 1 เท่า เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568

    ซึ่งครอบคลุมจังหวัดท่องเที่ยวรอง 55 จังหวัด และบางอำเภอในอีก 15 จังหวัด โดยมาตรการนี้มุ่งหวังสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวให้คึกคักช่วงสิ้นปี พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นทั่วประเทศให้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” พบว่ามีบางอำเภอในเมืองหลักที่สามารถลดหย่อนภาษีได้เทียบเท่าเมืองรอง ประกอบด้วย

    • กระบี่ (เขาพนม, ปลายพระยา, ลำทับ)
    • เชียงใหม่ (แม่แตง, แม่วาง, ดอยสะเก็ด, สันทราย, สารภี, อมก๋อย ฯลฯ)
    • นครราชสีมา (วังน้ำเขียว, ปักธงชัย, พิมาย, สีคิ้ว, ด่านขุนทด, เสิงสาง ฯลฯ)
    • ชลบุรี (บ้านบึง, พานทอง, พนัสนิคม, หนองใหญ่ ฯลฯ)
    • สุราษฎร์ธานี (กาญจนดิษฐ์, ดอนสัก, พุนพิน, ไชยา, วิภาวดี ฯลฯ)

    รวมถึง กาญจนบุรี, เพชรบุรี, พังงา, ระยอง, พระนครศรีอยุธยา, สระบุรี, ขอนแก่น, ฉะเชิงเทรา และสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เพิ่มเติมที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและบริการรองรับครบถ้วน

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า กรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 456) เพื่อขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่บุคคลธรรมดาที่เดินทางท่องเที่ยวในอำเภอของจังหวัดเมืองหลักที่ได้รับสิทธิเทียบเท่าเมืองรองซึ่งสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวมาหักลดหย่อนภาษีได้ในอัตราเท่ากับเมืองรอง

    มาตรการดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.-15 ธ.ค.68 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิท่องเที่ยวในช่วงปลายปีได้คุ้มค่ามากขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/643077&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WMRWg1UFpfRAWaRGhF7wW

  • ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว Quick Big Win พาณิชย์ ปูพรมสอบนอมินี

    ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว Quick Big Win พาณิชย์ ปูพรมสอบนอมินี

    วันนี้ (3 พฤศจิกายน 2568) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือครม.เศรษฐกิจ เห็นชอบแนวทาง มาตรการ และโครงการของกระทรวงพาณิชย์ภายใต้นโยบาย Quick Big Win 

    ทั้งนี้เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ ในการรับมือกับมาตรการภาษี Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ โดยสามารถรักษาตลาดส่งออกไปสหรัฐฯ สกัดปัญหาการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า เพิ่มการใช้ Local content ตลอดจนป้องกันและปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย 

    โดยกระทรวงพาณิชย์จึงได้จัดทำแนวทางและมาตรการต่าง ๆ ดังนี้

    1.โครงการเพิ่ม LOCAL CONTENT ไทย เพื่อรองรับการปรับปรุงกฎถิ่นกำเนิดสินค้าใหม่ของสหรัฐฯ และรักษาความเชื่อมั่นต่อสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ

    2.มาตรการตรวจสอบนิติบุคคล (นอมินี) ทั้งนี้ ปัญหานอมินีส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ แต่การตรวจสอบมีข้อจำกัดต้องการการบูรณาการ เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถที่หน่วยงานต้นทางในการตรวจสอบ

    ขณะเดียวกันครม.เศรษฐกิจ ยังเห็นชอบในหลักการแนวทางการดำเนินการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าและการป้องกันการสวมสิทธิ และเห็นชอบในหลักการมาตรการตรวจสอบนิติบุคคล และมอบหมายกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นผู้ประสานการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

    นายกฯ กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เข้าร่วมการประชุม ASEAN และ APEC ซึ่งรัฐบาลได้ใช้โอกาสดังกล่าวในการนำเสนอและขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจของไทยต่อประเทศต่างๆ ทั้งในเวทีระดับผู้นำประเทศและผู้นำภาคเอกชน เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ เปิดตลาดใหม่ แนะนำประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และสร้างโอกาสการลงทุน รวมถึงลดอุปสรรคการกีดกันทางการค้า

    นายกฯ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีเรื่องสำคัญที่ต้องสานต่อจำนวนมาก และได้ย้ำให้ประเทศต่างๆ ทราบว่า รัฐบาลชุดนี้ดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจแบบ Quick Big Win เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ประเทศต่าง ๆ ที่ได้พบ ถือเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความน่าเชื่อถือ 

    ทั้งนี้มองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีโอกาสและศักยภาพสูง เราได้มีบทบาทของเราบนเวทีระหว่างประเทศและได้นำสิ่งที่หารือมา ปฏิบัติแก้ไขปัญหาเพื่อที่จะทำให้เกิดความสะดวกความมั่นใจในการมาลงทุน หรือมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ

    อย่างไรก็ตามนายกฯ และกระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับผู้นำหลายประเทศในเรื่องการขยายตลาด การส่งออกพืชผลทางการเกษตร และการผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้สำเร็จเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด พร้อมขอบคุณรองนายกรัฐมนตรีเอกนิติ ที่ได้ดำเนินนโยบายคนละครึ่งพลัส ซึ่งสร้างกำลังใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เมื่อลงพื้นที่ไปที่ไหน ก็ได้รับเสียงสะท้อนว่าประชาชนมีความสุขและดีใจที่ได้ใช้สิทธิคนละครึ่ง เป็นการสร้างความคึกคักเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ ทำให้เม็ดเงินกระจายไปในทั่วประเทศ 

    “ขอฝากคณะทำงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาการเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน ต้องดำเนินการให้ครอบคลุมและทั่วถึง เนื่องจากระบบที่เป็นลักษณะ “first come, first serve” ทำให้ยังมีกลุ่มเปราะบางจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสิทธิได้ ต้องรวบรวมกลุ่มประชาชนที่ตกหล่นจากครั้งแรกกลับมาในเฟสสอง ให้ได้รับการดูแลจากรัฐบาลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้” นายกฯ กล่าว

    ทั้งนี้ นายกฯ ยังฝากกระทรวงมหาดไทย ประสานความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ลงไปถึงในระดับนายอำเภอ เพื่อช่วยเหลือ แนะนำและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบและใช้สิทธิได้อย่างทั่วถึง พร้อมสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัด “หน่วยเคลื่อนที่ครบวงจร” เพื่อขยายฐานร้านค้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ 

    ขณะเดียวกันยังขอให้กระทรวงพาณิชย์ติดตาม กำกับ และดำเนินคดี อย่างเด็ดขาดกับร้านค้าที่ทุจริต รับแลกเงิน หรือขึ้นราคาสินค้า ซึ่งรวมถึงชุดมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ขอให้ช่วยในการสื่อสารและประชาสัมพันธ์โครงการให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น 

    นอกจากนี้ยังขอให้ดูแลหน่วยงานในกำกับให้ดำเนินการตามมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่าย (Front Load) อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่เศรษฐกิจ และนำพาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้ เรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง ขอบคุณทางกระทรวงพลังงานที่เร่งพิจารณาแผนงานเหล่านี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ขอให้เร่งดำเนินการต่อไป และขอให้ทุกกระทรวงบูรณาการร่วมมือกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643102&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1daFwd9fMVAQzuDeLKP8Ck

  • สมเด็จพระพันปีหลวง กับแนวคิดความยั่งยืน: พระราชจริยวัตรแห่งการพัฒนาที่สมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ

    สมเด็จพระพันปีหลวง กับแนวคิดความยั่งยืน: พระราชจริยวัตรแห่งการพัฒนาที่สมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ

    “ความยั่งยืน” หรือ Sustainability กลายเป็นเป้าหมายร่วมของมวลมนุษยชาติในปัจจุบัน ท่ามกลางการหาทางออกร่วมกันของนานาประเทศนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลกที่ทรงวางรากฐานแนวคิดนี้ไว้ล่วงหน้าเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ ปรากฏในพระราชกรณียกิจนานัปการของพระองค์ที่ไม่เพียงมุ่งสู่การพัฒนาประชาชนให้พ้นจากความยากจน หากแต่ยังทรงผสานความเจริญทางเศรษฐกิจเข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กอปรกับสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น จนกลายเป็นต้นแบบของ “ความยั่งยืนแบบไทย” ที่โลกยกย่อง

    her-majesty-the-queen-mother-and-the-concept-of-sustainability-SPACEBAR-Photo01.jpg

    วิสัยทัศน์แห่งความยั่งยืน

    พระราชดำริของสมเด็จพระพันปีหลวง ตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า “การพัฒนาใดๆ จะยั่งยืนได้ ต้องไม่ทำลายรากฐานชีวิตของคนและธรรมชาติ”

    พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า การช่วยเหลือประชาชนจะเกิดผลแท้จริงก็ต่อเมื่อประชาชน “พึ่งพาตนเองได้” และสามารถดำรงชีวิตอย่างกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ดังนั้น พระองค์จึงทรงวางแนวทางการพัฒนาที่มีลักษณะองค์รวม (Holistic development) ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม

    แนวพระราชดำริเหล่านี้ถูกหลอมรวมอยู่ในรากฐานของ “เศรษฐกิจพอเพียง” หลักปรัชญาในรัชกาลที่ 9 ซึ่งเน้นความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นจิตวิญญาณของคำว่า Sustainability อย่างแท้จริง

    her-majesty-the-queen-mother-and-the-concept-of-sustainability-SPACEBAR-Photo02.jpg

    พลังแห่ง “ศิลปาชีพ” เศรษฐกิจยั่งยืนจากฐานรากด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น

    หนึ่งในพระราชกรณียกิจที่เป็นรูปธรรม  คือทรงก่อตั้ง “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในพระบรมราชินูปถัมภ์” เมื่อปี พ.ศ. 2519 ภายใต้แนวพระราชดำริที่ว่า “ให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ โดยไม่ต้องทำลายธรรมชาติ”

    มูลนิธิศิลปาชีพจึงเป็นทั้งโรงเรียนฝึกอาชีพ และสถาบันพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน พระองค์ทรงส่งเสริมให้ราษฎรในชนบทนำภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น การทอผ้าไหม การปักผ้า การจักสาน การทำเครื่องเงิน หรือเครื่องปั้นดินเผา มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นในตลาด ทว่ายังคงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยไว้อย่างครบถ้วน

    ปัจจุบันมี ศูนย์ศิลปาชีพกว่า 141 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมเกือบทุกภูมิภาค ซึ่งไม่เพียงสร้างรายได้ให้ครัวเรือนนับแสน แต่ยังช่วยหยุดวงจรการทำลายทรัพยากร เช่น การตัดไม้หรือการเกษตรเชิงเดี่ยว เพราะชาวบ้านมีอาชีพเสริมที่มั่นคงจากงานฝีมือแทน ผลลัพธ์คือ เศรษฐกิจหมุนเวียนแบบไทย (Thai Circular Economy) ที่ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างรู้คุณค่า และเปลี่ยน “ของเหลือ” ให้เป็น “ของมีค่า” ผ่านมรดกทางภูมิปัญญาและศิลปะ

    her-majesty-the-queen-mother-and-the-concept-of-sustainability-SPACEBAR-Photo03.jpg

    การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    พระองค์ทรงตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่าง “ชีวิตของคน” กับ “สุขภาพของธรรมชาติ” ตั้งแต่ก่อนที่คำว่า “Climate Change” จะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง พระราชกรณียกิจหลายประการจึงมุ่งสู่การฟื้นฟูและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาและป่าต้นน้ำ

    ตัวอย่างโครงการสำคัญ

    โครงการ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” พระราชดำริให้จัดที่ดินทำกินในเขตป่าต้นน้ำโดยไม่รุกล้ำป่า สร้างรูปแบบการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่าอย่างสมดุล ชุมชนสามารถปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น กาแฟหรือพืชสมุนไพร ร่วมกับการปลูกไม้ยืนต้นพื้นถิ่น ทำให้เกิดระบบนิเวศฟื้นกลับมาสมบูรณ์

    โครงการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าและพืชพรรณ พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าในถิ่นอาศัยเดิม อาทิ สมเสร็จ นกเงือก หรือสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อื่นๆ เพื่อรักษาสมดุลธรรมชาติ

    โครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำภาคเหนือและภาคใต้ ทรงเน้นให้ปลูกพันธุ์ไม้ท้องถิ่นและพืชเศรษฐกิจร่วมกัน เพื่อสร้างรายได้และปกป้องดินน้ำในเวลาเดียวกัน เป็นแนวทาง Agroforestry หรือเกษตรผสมผสานอย่างยั่งยืนในบริบทไทย

    ผลลัพธ์ของโครงการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่า แต่ยังช่วยให้ประชาชนเข้าใจคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง

    her-majesty-the-queen-mother-and-the-concept-of-sustainability-SPACEBAR-Photo04.jpg

    การสืบสานวัฒนธรรมไทย ความยั่งยืนทางจิตวิญญาณ

    อีกด้านหนึ่งของความยั่งยืนที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญ คือ “วัฒนธรรม” พระองค์ทรงฟื้นฟู ศิลปะการทอผ้าไทย ซึ่งเกือบสูญหายไปในหลายท้องถิ่น ให้กลับมาเป็นที่ภาคภูมิของชาติ โดยเฉพาะผ้าไหมไทย ผ้าฝ้ายพื้นเมือง และลวดลายดั้งเดิมของแต่ละภูมิภาค

    ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (Queen Sirikit Museum of Textiles) ภายในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมผ้าไทยในระดับนานาชาติ

    “ผ้าไทย” จึงกลายเป็นทั้งอัตลักษณ์และพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พระองค์ทรงทำให้ผ้าไหมไทย เป็นสัญลักษณ์แห่งความงามและความยั่งยืน เพราะทุกเส้นไหมเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้าน และทุกลวดลายสะท้อนจิตวิญญาณของชุมชนไทย

    การพัฒนาที่สมดุลระหว่าง “คน–ชุมชน–สิ่งแวดล้อม”

    สิ่งที่ทำให้แนวพระราชดำริของสมเด็จพระพันปีหลวงโดดเด่น คือการมอง “การพัฒนา” ไม่ใช่การนำสิ่งใหม่เข้าไปแทนของเดิม แต่เป็นการเสริมพลังให้คนในท้องถิ่นได้เติบโตจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว

    พระองค์เคยมีพระราชดำรัสว่า “เราต้องรู้จักธรรมชาติ รู้จักความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น แล้วช่วยเขาในสิ่งที่เหมาะกับเขา”ประโยคนี้สะท้อนแนวคิด “Sustainability from within” ความยั่งยืนที่เกิดจากภายในจิตใจและความเข้าใจในบริบทของตนเองไม่ใช่การพัฒนาแบบยัดเยียดหรือเลียนแบบจากภายนอก

    แนวทางนี้ทำให้หลายโครงการพัฒนาในพระราชดำริกลายเป็นแบบอย่างระดับนานาชาติ และได้รับการยกย่องจากองค์กรสิ่งแวดล้อมทั่วโลกว่าเป็น “รูปแบบการพัฒนาที่มีหัวใจมนุษย์เป็นศูนย์กลาง”

    her-majesty-the-queen-mother-and-the-concept-of-sustainability-SPACEBAR-Photo05.jpg

    สายธารแห่งน้ำพระราชหฤทัย เชื่อมโยงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

    พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวง ในการริเริ่มและก่อตั้งมูลนิธิและโครงการต่างๆ ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ทรงงาน ล้วนสอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติในหลายมิติ อาทิ

    ขจัดความยากจน

    พระองค์ทรงเริ่มจากการวางรากฐานการพัฒนาคนเพื่อลดความยากจน ซึ่งเป็นหัวใจของ SDG 1: ขจัดความยากจน (No Poverty) โดยมุ่งให้ประชาชน “พึ่งพาตนเองได้” ผ่านการส่งเสริมอาชีพและการฝึกฝนทักษะในท้องถิ่น โครงการศิลปาชีพในพระบรมราชินูปถัมภ์ที่พระองค์ทรงริเริ่มจึงเป็นแบบอย่างของเศรษฐกิจฐานราก ที่ให้ชาวบ้านสร้างรายได้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยไม่ต้องทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ความยากจนจึงถูกขจัดด้วยการเสริมศักยภาพและศักดิ์ศรีของประชาชน มิใช่เพียงการให้ความช่วยเหลือชั่วคราว

    ขจัดความหิวโหย

    โครงการ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” คือพระราชดำริที่สะท้อนถึง SDG 2: ขจัดความหิวโหย (Zero Hunger) อย่างชัดเจน พระองค์ทรงวางแนวทางให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุล โดยให้ปลูกพืชเศรษฐกิจควบคู่กับไม้ยืนต้นในพื้นที่ต้นน้ำ ส่งผลให้ราษฎรมีอาหารเพียงพอและมีรายได้อย่างยั่งยืน ทั้งยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาสมบูรณ์

    ความเท่าเทียมทางเพศ

    ในด้านสังคม พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับบทบาทของสตรีเป็นอย่างยิ่ง โครงการศิลปาชีพจำนวนมากเปิดโอกาสให้ผู้หญิงในชนบทได้ใช้ความสามารถด้านหัตถศิลป์ เช่น การทอผ้า ปักผ้า และจักสาน กลายเป็นอาชีพที่มั่นคงและได้รับการยอมรับในสังคม นี่คือแบบอย่างของ SDG 5: ความเท่าเทียมทางเพศ (Gender Equality) ที่เกิดจากการยกระดับศักดิ์ศรีและคุณค่าของผู้หญิง ผ่านภูมิปัญญาและวัฒนธรรมที่พวกเธอเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

    การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ในมิติทางเศรษฐกิจ โครงการศิลปาชีพยังสะท้อนถึง SDG 8: การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Decent Work and Economic Growth) เพราะเป็นการสร้างงานที่มีคุณค่า มีรายได้มั่นคง และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม พระองค์ทรงเน้นให้ประชาชนประกอบอาชีพด้วยความภาคภูมิใจในรากเหง้า นำไปสู่เศรษฐกิจพึ่งพาตนเองที่มั่นคงและยั่งยืน

    อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน

    พระราชดำริด้านการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น การออกแบบผ้าไหมร่วมสมัย การสร้างผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรม เป็นการผสานอดีตกับปัจจุบันอย่างงดงาม ซึ่งสอดคล้องกับ SDG 9: อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน (Industry, Innovation and Infrastructure) พระองค์ทรงพิสูจน์ให้เห็นว่า “นวัตกรรม” ไม่จำเป็นต้องเกิดจากเทคโนโลยีเท่านั้น แต่อาจเริ่มจาก “หัวใจที่เห็นคุณค่าในสิ่งเดิม”

    การบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน

    แนวพระราชดำริของพระองค์ยังเชื่อมโยงกับ SDG 12: การบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) โดยทรงส่งเสริมแนวคิด “ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า” และ “เศรษฐกิจหมุนเวียนแบบไทย” ผ่านการนำของเหลือจากธรรมชาติมาแปรรูปเป็นของมีค่า เกิดเป็นวงจรเศรษฐกิจฐานรากที่เคารพสิ่งแวดล้อม

    การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    การที่พระองค์ทรงริเริ่มโครงการอนุรักษ์ป่าและฟื้นฟูต้นน้ำทั้งภาคเหนือและภาคใต้ เพื่อป้องกันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ก่อนที่คำว่า Climate Change จะเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย สอดคล้องกับ SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) ซึ่งพระราชกรณียกิจเหล่านี้เป็นต้นแบบของแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในระดับโลก

    เมืองและชุมชนยั่งยืน

    แนวพระราชดำริของพระองค์ยังสะท้อนถึง SDG 11: เมืองและชุมชนยั่งยืน (Sustainable Cities and Communities) ด้วยการสร้างชุมชนเข้มแข็งจากฐานราก ที่คนสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุล

    ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    นอกจากนี้ พระราชกรณียกิจหลายด้าน เช่น โครงการพัฒนาอาชีพ การอนุรักษ์ทรัพยากร และการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ล้วนเป็นผลของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับ SDG 17: ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Partnerships for the Goals) ที่เน้นการสร้างเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายร่วมกัน

    นับว่าแนวพระราชดำริของสมเด็จพระพันปีหลวง มิได้เป็นเพียงการพัฒนาที่มองเห็นได้ในรูปธรรมเท่านั้น หากยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งความยั่งยืนให้กับประชาชนทุกระดับ พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า ความยั่งยืนที่แท้จริงเริ่มจากภายในจิตใจของคน เมื่อคนรู้จักคุณค่าของตนเอง ชุมชนก็จะมั่นคง และธรรมชาติก็จะได้รับการปกป้องอย่างยั่งยืน นี่คือหัวใจของแนวคิด “Sustainability from within” หรือความยั่งยืนจากภายในที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ที่วันนี้กลายเป็นรากฐานของการพัฒนาไทยในศตวรรษที่ 21 และเป็นแรงบันดาลใจให้ทั่วโลกยกย่องพระองค์ในฐานะ “ต้นแบบแห่งความยั่งยืน” อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/royal-house/her-majesty-the-queen-mother-and-the-concept-of-sustainability&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CFxyBWObaHUxi0aFlLzsG

  • วิริยะประกันภัย ร่วมจุดประกายโอกาสทางการศึกษา มอบทุนเด็กเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ พื้นที่ภาคใต้ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    วิริยะประกันภัย ร่วมจุดประกายโอกาสทางการศึกษา มอบทุนเด็กเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ พื้นที่ภาคใต้ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นางเสาวคนธ์ วงศ์กองแสง ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 5 (ภาคใต้) ด้านสาขา บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนมอบทุนการศึกษา จำนวน 200 ทุน เป็นเงิน 214,900 บาท ภายใต้โครงการ “สุขที่ให้…เพื่อน้องได้เรียน” ปีที่ 6 เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เริ่มต้นจัดพิธีมอบทุนการศึกษา จำนวน 60 ทุน เป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมนำกลุ่มวิริยะจิตอาสา สาขาหาดใหญ่ จัดเลี้ยงอาหารกลางวัน พร้อมมอบอุปกรณ์การเรียนแก่เด็กนักเรียนในพื้นที่จังหวัดพัทลุงทั้งหมด 12 โรงเรียน โดยมี นายภัค ฤทธิเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดหัวควน เป็นผู้แทนรับมอบ ณ โรงเรียนวัดหัวควน ต.ประดู่ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง

    นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้สนับสนุนทุนการศึกษาแก่โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี จำนวน 50 ทุน เป็นเงิน 50,000 บาท จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 40 ทุน เป็นเงิน 40,000 บาท จังหวัดภูเก็ต จำนวน 25 ทุน เป็นเงิน 25,000 บาท และจังหวัดกระบี่ จำนวน 25 ทุน เป็นเงิน 25,000 บาท

    สำหรับ โครงการ “สุขที่ให้…เพื่อน้องได้เรียน” บริษัทฯ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ด้วยความตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม มิติด้านการส่งเสริมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน จึงได้ประสานความร่วมมือกับผู้บริหารและพนักงานฝ่ายปฏิบัติการภาค 1-6 รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจ ในการกระจายโอกาสทางการศึกษาให้สามารถเข้าถึงนักเรียนแต่ละภูมิภาคได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มอบทุนการศึกษาไปแล้วกว่า 9,282 ทุน ใน 542 โรงเรียนทั่วประเทศ เป็นงบประมาณรวมทั้งสิ้น 11,256,678 บาท

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/03/590887/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zkctfqDoVDgrQAQQmiVxA

  • 6 พ.ย.นี้ ‘พิพัฒน์’  เคาะแพ็คเก็จลดค่าครองชีพ ‘รถไฟฟ้า-ทางด่วน’

    6 พ.ย.นี้ ‘พิพัฒน์’ เคาะแพ็คเก็จลดค่าครองชีพ ‘รถไฟฟ้า-ทางด่วน’

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เร่งดำเนินการศึกษาข้อมูลแนวทางรวมศูนย์การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) เพื่อให้บริการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน ครอบคลุมกับโครงการรถไฟฟ้าทุกสาย 

    ทั้งนี้นอกเหนือจากรถไฟฟ้าสายสีแดง และสายสีม่วง ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2568 – 30 พ.ย. 2569 โดย รฟม. จะต้องไปดำเนินการศึกษาข้อมูลให้ชัดเจน ทั้งเรื่องเงินชดเชย เรื่องการซื้อคืนสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าจากเอกชนกลับมาเป็นของรัฐบาล ซึ่งจะต้องไปหารือร่วมกับกระทรวงการคลังด้วย 
     

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า รฟม. ต้องสรุปผลการศึกษาเสนอกลับมายังกระทรวงคมนาคมในวันที่ 6 พ.ย.นี้ จากนั้นในวันที่ 11 พ.ย. 2568 จะเสนอไปยังที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ครั้งที่ 2/2568 ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 25 พ.ย. 2568 เพื่อให้เริ่มดำเนินการได้ทันภายในรัฐบาลชุดนี้

    “ส่วนการซื้อคืนสัมปทานโครงการรถไฟฟ้า เมื่อกลับมาเป็นของรัฐบาลแล้ว จะใช้วิธีว่าจ้างให้เอกชนเข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการและเดินรถ ส่วนการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับซื้อคืนสัมปทานนั้น ต้องไม่สร้างผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะ” นายพิพัฒน์ กล่าว 

    ขณะที่การจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติด (Congestion Chage) เพื่อนำเงินมาซื้อคืนสัมปทานถือเป็นอีกแนวทางหนึ่ง แต่มองว่า อาจจะต้องใช้ระเวลาในการดำเนินการนานเกินไป จึงอาจจะต้องใช้แหล่งเงินทุนจากช่องทางอื่น หรืออาจจะวิธีการกู้เงินมาดำเนินการก่อน
     

    สำหรับการปรับอัตราค่าโดยสาร 40 บาทตลอดสาย จะช่วยลดภาระค่าเดินทางของประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    รวมทั้งช่วยให้ระบบขนส่งมวลชนทางรางเป็นทางเลือกหลักของประชาชนมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล พร้อมทั้งช่วยลดมลภาวะทางอากาศ หรือฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ด้วย

    นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมยังมีนโยบายแพ็คเก็จลดค่าครองชีพในการเดินทางของประชาชน เบื้องต้นกระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงคมนาคม เร่งดำเนินการเตรียมลดค่าผ่านทางพิเศษ (ทางด่วน) ทุกเส้นทางในอัตราสูงสุดไม่เกิน 50 บาทตลอดสายต่อครั้ง 

    ทั้งนี้การลดค่าทางด่วน คาดว่าจะสามารถประกาศใช้เป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนได้ภายในสิ้นปี 2568  โดยแพ็คเก็จดังกล่าวยังไม่รวมโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) เนื่องจากมีโครงสร้างค่าผ่านทางที่แตกต่างกัน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/643068&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cxjggeem9ZRyhjOkSQOcB

  • ‘อสส.-อดีต อสส.’มอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรหลานบุคลากร สนง.อัยการสูงสุดที่เรียนดี-รายได้น้อย

    ‘อสส.-อดีต อสส.’มอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรหลานบุคลากร สนง.อัยการสูงสุดที่เรียนดี-รายได้น้อย

    ‘อสส.-อดีต อสส.’มอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรหลานบุคลากร สนง.อัยการสูงสุดที่เรียนดี-รายได้น้อย

    วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.58 น.

    ‘อสส.-อดีต อสส.’มอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรหลานบุคลากร สนง.อัยการสูงสุดที่เรียนดี-รายได้น้อย พร้อมให้โอวาท รักษาวินัยความดีเป็นบุคลากรที่ดีชาติ

    3 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุม ก.อ. ชั้น 8 สำนักงานอัยการสูงสุด  ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่  29 ตุลาคมที่ผ่านมา  นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาประจำปี 2568 ของมูลนิธิอัยการ โดยมี ศ.พิเศษ อรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานกรรมการ มูลนิธิอัยการ นายชัยชนะ พันธุ์ภักดีดิสกุล รองอัยการสูงสุด ในฐานะรองประธานกรรมการ และคณะกรรมการมูลนิธิอัยการ ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

    ทั้งนี้อัยการสูงสุด ได้แสดงความยินดีและให้โอวาทแก่บุตรหลานของบุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุดที่ได้รับทุนการศึกษาของมูลนิธิอัยการในครั้งนี้ว่า การที่ได้รับทุนนี้เป็นเพราะความดี มีวินัย มีความพยายาม และความหมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียนของทุกคน ขอให้รักษาวินัยที่ดีนี้ต่อไปเพื่อจะได้รับในสิ่งที่ดียิ่งๆ ขึ้นไปในภายภาคหน้า

    สำหรับทุนการศึกษาดังกล่าว มูลนิธิอัยการ ได้มีมติอนุมัติทุนการศึกษาระดับประถมศึกษา ประจำปี 2568 แก่บุตรหลานข้าราชการธุรการ ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ และลูกจ้าง(จ้างเหมาบริการ) ของสำนักงานอัยการสูงสุด จำนวน 30 ทุน ทุนละ 5,000 บาท และศ.พิเศษ อรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานกรรมการมูลนิธิอัยการ ได้มอบทุนการศึกษาเพิ่มอีก 10 ทุน ทุนละ 5,000 บาท รวมเป็นทุนการศึกษาระดับประถมศึกษาทั้งสิ้นจำนวน 40 ทุน แบ่งเป็นประเภทมีผลการเรียนดีและประเภทผู้มีรายได้น้อย โดยต้องไม่เป็นผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาจากสหกรณ์ออมทรัพย์สำนักงานอัยการสูงสุดหรือได้รับทุนจากสมาคมภริยาอัยการ

    ในช่วงท้าย นายชัยชนะ พันธุ์ภักดีดิสกุล รองอัยการสูงสุด ซึ่งพึ่งได้รับเลือกเป็นประธานชมรมฟุตบอลอัยการได้มอบเสื้อกรรมการชมรมฟุตบอลอัยการ ในโอกาสพิเศษให้กับ ศ.พิเศษ อรรถพล ใหญ่สว่าง เป็นที่ระลึกด้วย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/925200&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g81emPIBA5AYfjZQ7z1LY

  • D

    D

    Creativity shines brightest when everyone is free to be themselves. At Sripatum University (SPU), inclusivity is not just a value—it’s the foundation of learning and design.

    At the Faculty of Architecture, students turned sustainability into art through the “Recycle Costume Design Show,” transforming discarded materials into imaginative creations. Yet the event’s true brilliance lay in its message of equality—offering a stage where all genders, including transgender students, could express identity, culture, and creativity without limits.
    This initiative reflects SPU’s non-discrimination policy that ensures every student, regardless of gender identity, enjoys equal opportunity to learn, perform, and thrive. By merging sustainability, inclusivity, and Thai cultural expression, SPU empowers its learners to become designers of both fashion and a fairer world.

    At SPU, design education celebrates diversity. Every thread, every color, and every identity contributes to a future woven with respect, equality, and sustainable creativity.

    #SPUSDGs #GenderEquality #InclusiveEducation #SustainableDesign #TransRights

    ดีไซน์ไร้ขอบเขต: เวทีแห่งความเท่าเทียมของทุกเพศที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    ความคิดสร้างสรรค์จะเปล่งประกายที่สุดเมื่อทุกคนได้เป็นตัวของตัวเอง ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) ความเท่าเทียมไม่ใช่แค่ค่านิยม แต่เป็นรากฐานของการเรียนรู้และการออกแบบอย่างแท้จริง

    ภายใต้โครงการ “Recycle Costume Design Show” คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ได้เปิดเวทีให้นักศึกษานำวัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและแฟชั่นอย่างยั่งยืน แต่สิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ เวทีนี้เปิดกว้างให้นักศึกษาทุกเพศ รวมถึงผู้มีอัตลักษณ์ข้ามเพศ ได้แสดงออกอย่างอิสระและภาคภูมิใจในตัวตนของตนเอง
    กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนนโยบายไม่เลือกปฏิบัติของ SPU ที่มุ่งสร้างโอกาสเท่าเทียมให้กับนักศึกษาทุกคน ทั้งในด้านการเรียนรู้ การแสดงออก และการพัฒนาอาชีพ พร้อมเชื่อมโยงแนวคิดด้านความยั่งยืนและความหลากหลายทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

    ที่ SPU การศึกษาด้านการออกแบบคือพื้นที่แห่งการเฉลิมฉลองความหลากหลาย ทุกผลงานคือการถักทออนาคตที่เต็มไปด้วยความเคารพ ความเท่าเทียม และความคิดสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

    #SPUSDGs #ความเท่าเทียมทางเพศ #การศึกษาเพื่อทุกคน #ออกแบบอย่างยั่งยืน #สิทธิเพื่อทุกเพศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/sdgs/archives/3261&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ug82Jq0ibmhOA67RqUUS-

  • ทีดีอาร์ไอ ห่วงเศรษฐกิจโตช้า กระทบปากท้อง-คนไทยหมดหวังย้ายประเทศ

    ทีดีอาร์ไอ ห่วงเศรษฐกิจโตช้า กระทบปากท้อง-คนไทยหมดหวังย้ายประเทศ

    ทีดีอาร์ไอ ห่วงเศรษฐกิจโตช้า กระทบปากท้องประชาชน ชี้หากไม่เปลี่ยนแนวทางการพัฒนาประเทศใหม่ เสี่ยงเป็นประเทศที่ถูกลืม คนไทยหมดหวังย้ายออกนอกประเทศ เตรียมเสนอโมเดลการพัฒนาใหม่ ผ่าน 5 โจทย์ท้าทาย

    วันนี้ (3 พ.ย.2568) ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนจากสงครามการค้าว่า ในสภาพแวดล้อมการค้าโลกที่เปิดกว้างในอดีต ประเทศไทยเคยประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการส่งออก แต่ปัจจุบันทุกประเทศทั่วโลกต่างต้องเผชิญกับสงครามการค้าจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยในระดับที่สูง ดังนั้นหากไทยไม่ปรับโมเดลการพัฒนาประเทศใหม่ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจะช้าลงเรื่อย ๆ ตามที่มีการคาดการณ์ว่าในปี 2568-2569 นี้เศรษฐกิจจะโตไม่ถึง 2 % และอาจจะเติบโตต่ำที่สุดในเอเซียรองจากญี่ปุ่น

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    หากไทยมีอัตราการเติบโตเศรษฐกิจที่ช้าลง ในขณะที่จำนวนผู้สูงอายุในประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้ประเทศเกิดความเสี่ยงที่จะไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับสวัสดิการผู้สูงอายุ การรักษาพยาบาล และการยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ นอกจากนี้การทำมาหากินของประชาชนยังจะฝืดเคือง กลุ่มคนที่จะได้รับผลกระทบเร็วที่สุดภายใต้โครงสร้างที่มีความเหลื่อมล้ำมาก คือกลุ่มคนที่มีได้น้อย ซึ่งที่ผ่านมาก็รับผลกระทบกันไปบ้างแล้วจนวันนี้ปัญหาลามไปถึงกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมทั้งกลุ่มคนชั้นกลาง

    เสียงบ่นดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่ารายได้ไม่พอกับรายจ่าย ธุรกิจเงียบเหงา ทำมาค้าขายไม่ค่อยดี สุดท้ายจะหนีไม่พ้นที่จะกระทบกับคนทุกกลุ่มในประเทศ หากเราไม่ทำอะไรเลย จะไม่ฟื้นจากเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง ตลาดหุ้นที่อยู่ในภาวะซบเซาก็จะซบเซาต่อไป ประเทศไทยก็จะกลายเป็นประเทศอีกประเทศหนึ่งที่ถูกลืมไป เป็นสิ่งที่คนไทยคงไม่อยากเจอ และประชาชนคนไทยจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นความหวังทางเศรษฐกิจก็อาจจะย้ายออกไปทำมาหากินที่ต่างประเทศแทน

    โจทย์ใหญ่ “คนไทย” อยู่รอดอย่างไร ท่วมกลางสงครามการค้า

    โจทย์สำคัญคือ คนไทยจะทำมาหากินต่อไปในอนาคตกันอย่างไรท่ามกลางสงครามการค้า และการทะลักเข้ามาตีตลาดไทยของสินค้าจากต่างประเทศ จากโจทย์ดังกล่าว ทีดีอาร์ไอจึงจัดงานสัมมนาสาธารณะประจำปีในหัวข้อ Reimagining Thailand’s Development Model: ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะมีการนำเสนอโมเดลใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปได้มากกว่านี้ กลับไปยืนในอัตราการเติบโตอยู่ที่ 4-5% ไม่ติดกับดักรายได้ปานกลางอย่างที่เป็นอยู่ วันที่ 17 พ.ย.นี้

    โดยทีมวิจัยทีดีอาร์ไอ เตรียมนำเสนอทางออกต่อ 5 ประเด็นท้าทายในโลกที่ไม่เหมือนเดิม ประกอบด้วย 1. การสร้างเครื่องจักรการเติบโตใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ย้อนกลับ 2. การสร้างนโยบายอุตสาหกรรมใหม่เพื่อสร้างการเติบโต 3. การกำหนดนโยบายการค้า-การลงทุนใหม่เพื่อสร้างการเติบโต 4. การพัฒนาทักษะและนวัตกรรมสู่โมเดลการพัฒนาใหม่ และ 5. การปรับบทบาทภาครัฐไทยในโลกใหม่ รวมถึงมีเวทีเสวนา ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โมเดลใหม่ในการพัฒนา

    อ่านข่าว:

     ลุ้นสงครามการค้า 2 มหาอำนาจ คลี่คลายดันเศรษฐกิจทั่วโลกฟื้นตัว

    จับตาเจรจาหยุดโลก “ทรัมป์ – สี จิ้นผิง” 30 ต.ค. ชี้ชะตาทิศทางสงครามการค้าโลก

    สงครามการค้าระอุอีกรอบ ทรัมป์ ขู่เก็บภาษีจีนเพิ่ม 100% เริ่ม 1 พ.ย.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358176&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26p6AqyQrP4LSamn3D1Mie