Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นายก “อนุทิน” นำประชุม ครม.เศรษฐกิจ ดีใจประชาชนตอบรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส”

    นายก “อนุทิน” นำประชุม ครม.เศรษฐกิจ ดีใจประชาชนตอบรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส”

    3 พ.ย. 68 เวลา 14:10 น. ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 โดยมีรัฐมนตรี ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

    นาย อนุทิน เปิดเผยว่าทุกครั้งที่มีการประชุมก็มีมติต่างๆ ออกไป ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจ ได้เข้าร่วมการประชุมอาเซียน ซัมมิท ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และการประชุมเอเปค ที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยใช้โอกาสนี้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งในระดับผู้นำและภาคเอกชนเพื่อขยายฐานเศรษฐกิจของไทย โดยการเปิดตลาดใหม่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ลดการกีดกันทางการค้า ซึ่งไทยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี  เชื่อว่าไทยจะสามารถฟื้นตัวด้านภาคเศรษฐกิจขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ  

    นายอนุทิน ยังได้กล่าวขอบคุณนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มีการได้เริ่มดำเนินนโยบายคนละครึ่งพลัส ทำให้เกิดความรู้สึกหรือกำลังใจที่ดีกับประชาชน และเมื่อเราลงไปในพื้นที่ก็ได้รับเสียงตอบรับที่มีความสุข และความเต็มใจ รวมถึงดีใจที่ได้ใช้เงินคนละครึ่ง ตนก็รู้สึกว่าเป็นการสร้างความคึกคักเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ และจากการดูจากตัวเลขก็ได้เกิดการใช้เงินอยู่มากพอสมควร เมื่อรวมกับของภาครัฐที่ผสมเข้าไปอีกหนึ่งเท่าทำให้ระบบการหมุนเวียนของเม็ดเงินได้กระจายไปทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ ต้องขอฝากคณะทำงาน ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องหาวิธีแก้ไข คือการเข้าที่ประชาชนบางกลุ่มเข้าระบบไม่ได้ เพราะคำว่าทั่วถึงต้องกลับมาเป็นหลักการดำเนินการของรัฐบาล การทำแบบนี้เหมือนลักษณะเฟิร์สคัมเฟิร์สเสิร์ฟ คนที่มีความรู้ด้านการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเข้าใจในเรื่องของเทเลแบงค์กิ้งก็จะเข้าถึงการใช้คนละครึ่งพลัสก่อน ส่วนคนที่เป็นกลุ่มชายขอบหรือกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบได้ หากตนเป็นกลุ่มนี้ก็คงใจเสียเช่นกัน จึงขอฝากให้ได้รับการแก้ไข โดยจะต้องรวมกลุ่มที่พลาดการลงทะเบียนในครั้งแรก ให้ได้ใช้ในเฟสที่ 2 และได้รับการดูแลจากรัฐบาลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

    ก่อนจะฝากทางกระทรวงมหาดไทย ต้องขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ลงไปถึงระดับนายอำเภอที่จะต้องช่วยกันหาคำแนะนำหรือข้อแนะนำให้ประชาชนสามารถเข้าถึง และใช้สิทธิ์นี้ได้อย่างทั่วถึง สำหรับด้านพลังงานแสงอาทิตย์ไฟฟ้าชุมชนก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งต้องขอขอบคุณทางกระทรวงพลังงานที่ได้เร่งพัฒนา งานเหล่านี้ให้เกิดเป็นรูปธรรมและขอให้เร่งดำเนินการต่อไป นอกจากนี้ พืชผลทางการเกษตรก็ต้องฝากทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าติดตาม เพราะจากการลงพื้นที่ ได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชน ที่บ่นมาเรื่องราคาพืชผลเกษตร โดยเฉพาะราคามันสำปะหลัง

    ขณะที่ ภาระการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนที่เพิ่มเติมของกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นการตอบสนองของรัฐบาล และถือเป็นนโยบายที่สำคัญมากตั้งแต่เริ่มเข้ามาบริหารประเทศ ส่วนในเรื่องของการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมออนไลน์สแกมเมอร์ต่างๆ ทางรัฐบาลได้เร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ และได้แสวงหาความร่วมมือทั้งในระดับระหว่างประเทศ และหน่วยงานภายในประเทศที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60408&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19zvIXDZAC2KYI2A82s5id

  • ครม.เศรษฐกิจ เคาะแก้หนี้ต่ำแสน 3.4 ล้านราย มูลค่ารวมกว่า 1.22 แสนล้าน

    ครม.เศรษฐกิจ เคาะแก้หนี้ต่ำแสน 3.4 ล้านราย มูลค่ารวมกว่า 1.22 แสนล้าน

    นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ได้มีการประชุมหารือโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company : AMC) ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา 

    โดยกำหนดให้ “การแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชน” เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่จะต้องมีการแก้ไขโดยเร็ว เนื่องจากรัฐบาลได้พบว่า ปัจจุบันมีลูกหนี้รายย่อยบางส่วนกำลังประสบปัญหา ทั้งการมีภาระหนี้สูงโดยเฉพาะหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน การผ่อนชำระหนี้ไม่ไหวจนกลายเป็นหนี้ค้างชำระ การที่ลูกหนี้มีเจ้าหนี้หลายรายทำให้ถูกทวงหนี้จากเจ้าหนี้หลายแห่ง และทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถขอสินเชื่อเพิ่มเติมได้

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย และภาคสถาบันการเงิน จัดทำโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของ AMC ขึ้น โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) เพื่อผ่อนภาระให้กับลูกหนี้ ช่วยให้ลูกหนี้สามารถปิดจบหนี้ หลุดพ้นจากสถานะการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้โดยเร็ว และมีประวัติการชำระหนี้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต 

    นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    สำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชนในครั้งนี้ มุ่งแก้ไขปัญหาให้กับลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายที่มีภาระหนี้ NPLs ซึ่งเป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 กับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยมีจำนวนประมาณ 3.4 ล้านราย หรือ 4.76 ล้านบัญชี เป็นภาระหนี้จำนวนประมาณ 122,000 ล้านบาท โดยมีแนวทางการให้ความช่วยเหลือได้ ดังนี้

    กลุ่มที่ 1 แก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้โดย AMC 

    ลูกหนี้ที่อยู่กับธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) ลูกหนี้ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของ ธพ. และลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะได้รับการช่วยเหลือผ่านกลไกการขายและโอนหนี้ให้กับ AMC ที่ได้รับมอบหมาย ได้แก่ 

    • บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM)
    • บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) 

    และกำหนดให้ AMC นำหนี้ดังกล่าวมาปรับโครงสร้างหนี้ผ่านการเสนอเงื่อนไขการผ่อนชำระที่ผ่อนปรนและเหมาะกับความสามารถของคนกลุ่มนี้มากขึ้น เช่น การลดดอกเบี้ย ไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมการจ่ายชำระเพียงบางส่วนเพื่อปิดบัญชี เป็นต้น 

    กลุ่มที่ 2 ช่วยเหลือเพิ่มเติมโดย SFIs ดำเนินการเอง 

    SFIs จะมีมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นมาตรการเฉพาะของแต่ละธนาคาร เพื่อบริหารจัดการหนี้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้ SFIs เนื่องจากลูกหนี้ของ SFIs กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางมากกว่าลูกหนี้ของ ธพ. หรือได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐผ่านกลไกอื่นแล้ว ดังนั้น SFIs จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม เช่น 

    • มาตรการชำระบางส่วนเพื่อปิดบัญชี 
    • ลดเงินต้นยกเว้นดอกเบี้ยทั้งหมด มาตรการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ที่ผ่อนปรนมากกว่าเกณฑ์ปกติของธนาคาร
    • การปิดบัญชีและตัดเป็นหนี้สูญสำหรับลูกหนี้ขาดศักยภาพ เป็นต้น 

    “การดำเนินการในสองส่วนนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะทำให้ภาครัฐมีโครงการเพื่อช่วยลูกหนี้ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และช่วยเหลือลูกหนี้ให้หลุดพ้นจากภาระหนี้ต่าง ๆ ได้โดยเร็ว ซึ่งในการดำเนินการทั้งสองส่วนนี้คาดว่ามีบัญชีลูกหนี้ที่เข้าข่ายได้รับการช่วยเหลือทั้งสิ้นประมาณ 2.36 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ประมาณ 62,400 ล้านบาท” 

    นอกจากนี้ ในระยะต่อไปจะมีการพิจารณาขยายขอบเขตการช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ของผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Non-banks ตามหลักการเดียวกัน เพื่อให้นโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชนครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่ประสบปัญหาทั้งหมด

    นายเอกนิติ กล่าวว่า จากการดำเนินโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของ AMC ในครั้งนี้ รัฐบาลมั่นใจว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประชาชนรายย่อยซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาภาระหนี้จนกระทบต่อเนื่องเป็นปัญหาชีวิตและปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในภาพรวม สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

    ผ่านกลไกการให้ความช่วยเหลือของ AMC ได้รับการปรับโครงหนี้ด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรนและเหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จนกลับมาเป็นลูกหนี้ที่มีประวัติชำระปกติมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในอนาคต ไม่ต้องพึ่งพิงสินเชื่อนอกระบบที่อาจมีอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้โดยเร็วและยั่งยืน และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไปได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643084&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z28qtY8DkWh3gNP61vCyT

  • “เมรัยไทยแลนด์ 2025” ผลักดันเศรษฐกิจฐานราก พร้อมชูอัตลักษณ์ “เมรัยไทย” สู่เวทีโลก

    “เมรัยไทยแลนด์ 2025” ผลักดันเศรษฐกิจฐานราก พร้อมชูอัตลักษณ์ “เมรัยไทย” สู่เวทีโลก

    ไทยรัฐ เดินหน้าสานต่อ ผลักดันเศรษฐกิจฐานราก พร้อมชูอัตลักษณ์ “เมรัยไทย” สู่เวทีโลก กับการกลับมาอีกครั้งของ “เมรัยไทยแลนด์ 2025” ยกระดับเมรัยไทยจากท้องถิ่นสู่เวทีโลก ในมหกรรมสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ไทยครั้งยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 26–30 พฤศจิกายน 2568 ที่ The Emsphere

    ไทยรัฐ ในฐานะสื่อผู้นำของประเทศ เดินหน้าตอกย้ำบทบาทการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก พร้อมผนึกกำลังกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ผ่านการจัดงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” มหกรรมสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ไทยครั้งยิ่งใหญ่ ที่รวมพลังผู้ผลิตสุราไทยจากทุกภูมิภาค เพื่อเชิดชูภูมิปัญญาการหมักและการกลั่นท้องถิ่น พร้อมต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจระดับประเทศและระดับโลก ผ่านกิจกรรมครบทุกมิติ ทั้งธุรกิจ วัฒนธรรม และความบันเทิง ย้ำแนวคิด “สังสรรค์อย่างสร้างสรรค์ เม้าเหล้า เม้าเบียร์ เม้ามันส์” โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–30 พฤศจิกายน 2568 ณ EM WONDER & SPHERE HALL ชั้น 5, Emsphere กรุงเทพฯ เข้าฟรีตลอดงาน

    หลังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในปี 2024 ที่ผ่านมา “เมรัยไทยแลนด์” กลายเป็นปรากฏการณ์ของวงการสุราไทยที่รวมพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตสุราชุมชน คราฟต์เบียร์ไทย ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภครุ่นใหม่ที่สนใจวัฒนธรรมการดื่มอย่างมีสติ ซึ่งไทยรัฐเชื่อมั่นว่านี่คือส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรงและยั่งยืน

    5 โซนหลักของงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025”

    เตรียมพบกับประสบการณ์เต็มรูปแบบของวัฒนธรรม “เมรัยไทย” ผ่าน 5 โซนสุดพิเศษ ได้แก่

    • ร้านค้าเมรัย รวมสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์กว่า 50 แบรนด์จากทุกภาคทั่วไทย ให้เลือกเม้ากันครบทุกสไตล์
    • เสวนาร่ำเมรัย เวทีพูดคุยกับ “คนวงในของวงการสุราไทย” ทั้งภาครัฐและเอกชน มาร่วมถกอนาคตอุตสาหกรรมเมรัยไทย
    • เมรัยไทยแลนด์ Competition 2025 การแข่งขันเพื่อยกระดับวงการสุราไทย ทั้ง Craft Beer และ Thai White Spirits พร้อมไฮไลต์พิเศษ กับผลงานการประกวดจาก “เมรัย COMPETITION 2025 LOGO & LABEL DESIGN”
    • เสพดนตรีเมรัย เวทีคอนเสิร์ตจัดเต็มจากศิลปินและดีเจระดับแนวหน้า ที่จะมาปลุกทุกอารมณ์แห่งความมันส์ให้ล้นเวทีตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน ศิลปินและดีเจ อาทิ Paradise Bangkok Molam International, Yokee Playboy, Apartment Khunpa, Yellow Fang, Stoondio, H3F, Landokmai, Guncharlie, Cornboi, Rattanakosin Breakin Crew, DJ Freudonidas, DJ Daokanong, DJ Tob, DJ Arman, DJ Onra และวงดนตรีจาก ม่วน บางกอก
    • เมรัย MOODTAIL BAR ค็อกเทลบาร์สุดครีเอทีฟ ที่จะผสมเครื่องดื่มจากสุราไทยตาม “อารมณ์ของคุณ” เพียงกระซิบบอก Bartender ว่าวันนี้อยู่ใน Mood ไหน ก็ได้แก้วที่ใช่ในแบบของคุณ!

    และพิเศษสุดกับ “เมรัยไทยแลนด์ Business Matching Day” วันพิเศษสำหรับกลุ่มธุรกิจ HORECA (โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่) ที่สนใจร่วมสนับสนุนและต่อยอดสินค้าเมรัยไทย สามารถเจรจาธุรกิจกับผู้ผลิตชุมชนจากทั่วประเทศโดยตรง สร้างความร่วมมือทางการค้าเพื่อขับเคลื่อน “เมรัยไทย” ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต พร้อมดีลเด็ดเฉพาะในงานเท่านั้น จัดขึ้นวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00–17.00 น.

    “เมรัยไทยแลนด์ 2025” ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงศักยภาพของสุราและคราฟต์เบียร์ไทย แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนจิตวิญญาณ ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาไทยที่พร้อมส่งต่อสู่สายตาโลกภายใต้เจตนารมณ์ของ ไทยรัฐ ที่มุ่งมั่นใช้พลังของสื่อผลักดันเศรษฐกิจฐานรากและวัฒนธรรมไทยให้เติบโตอย่างมีคุณค่า

    สำหรับงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” จัดขึ้น ณ วันที่ 26–30 พฤศจิกายน 2568 ณ EM WONDER & SPHERE HALL ชั้น 5 ศูนย์การค้า The Emsphere กรุงเทพฯ งานนี้เข้าฟรีตลอดงาน สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
    www.meraithailand.com/ | Facebook: เมรัยไทยแลนด์ | IG: meraithailand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2893127&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c62_hy-FtkQWdbpLNp2yP

  • นายกฯ เผยในวง ครม.เศรษฐกิจ ลงพื้นที่ที่ไหนเสียงตอบรับประชาชน บอกดีใจได้ใช้คนละครึ่งพลัส สั่งคลังหาวิธีให้กลุ่มเปราะบาง-ตกหล่น ได้สิทธิเฟส 2 ก่อน

    นายกฯ เผยในวง ครม.เศรษฐกิจ ลงพื้นที่ที่ไหนเสียงตอบรับประชาชน บอกดีใจได้ใช้คนละครึ่งพลัส สั่งคลังหาวิธีให้กลุ่มเปราะบาง-ตกหล่น ได้สิทธิเฟส 2 ก่อน

    วันนี้ (3 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสรุปผลและมติที่ทำให้การดำเนินงานของรัฐบาลรวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้น

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ร่วมกับรัฐมนตรีพาณิชย์ ต่างประเทศ และสาธารณสุข เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ที่ประเทศมาเลเซีย และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก APEC ที่ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล เปิดโอกาสลงทุน ขยายตลาดเดิม และสร้างโอกาสตลาดใหม่ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

    “ประเทศพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์มองว่าไทยเป็นประเทศแห่งโอกาสและมีศักยภาพ หากเราปฏิบัติสิ่งที่หารือ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้การลงทุนและทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

    ทั้งนี้ สัปดาห์ที่แล้วก็ต้องขอบคุณ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ที่เริ่มดำเนินนโยบายคนละครึ่งพลัส ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกกำลังใจดี โดยเวลาลงไปพื้นที่ไหนก็ได้รับเสียงตอบรับว่ามีความสุขและเต็มใจ ดีใจที่ได้ใช้เงินคนละครึ่ง ซึ่งตนก็รู้สึกว่ามันเป็นเงินที่สร้างความคึกคักในระบบเศรษฐกิจ

    เมื่อดูจากตัวเลขมีการใช้เงินมากพอสมควรทำให้เม็ดเงินกระจายทั่วประเทศ แต่ฝากคณะทำงานสำหรับผู้ที่เข้าไม่ถึงหรือเข้าไม่ได้ อาจจะต้องนำมาดำเนินการเป็นหลัก รวมถึงกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงได้อย่างทั่วถึง หากตนเป็นเขาก็จะเสียใจเหมือนกัน

    ฉะนั้นขอฝากรองนายกฯ เอกนิติ กระทรวงมหาดไทย ไปหาวิธีแก้ไขและอาจจะให้กลุ่มที่พลาดในเฟส 1 ให้กลับมาในเฟส 2 โดยเน้นไปในกลุ่มเหล่านี้กลับเข้ามาเพื่อให้เขาได้รับการดูแลจากรัฐบาลให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยกระทรวงมาไทย อาจจะขอความร่วมมือผู้ว่าฯ นายอำเภอ หาคำแนะนำให้กับประชาชนให้เข้าถึงสิทธินี้ได้อย่างทั่วถึง

    ส่วนเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ ไฟฟ้าชุมชน ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งขอบคุณกระทรวงพลังงาน ที่ได้เร่งแผนงานให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างเร็วที่สุด รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรมเกษตร โดยในเรื่องพืชผลทางการเกษตรก็ขอฝากกระทรวงเกษตรฯ ในเรื่องปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร อาทิ มันสำปะหลัง ขอให้ทุกกระทรวงร่วมมือกันแก้ไข

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/vulnerable-phase-two-benefits-ordered/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Qc9CjGJUK_D4U82q5Pvxs

  • นายกฯ โวกลางวง ครม.เศรษฐกิจ ลงพื้นที่ที่ไหนเสียง ปชช.ดีใจได้ใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส”

    นายกฯ โวกลางวง ครม.เศรษฐกิจ ลงพื้นที่ที่ไหนเสียง ปชช.ดีใจได้ใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส”

    นายกฯ โวกลางวง ครม.เศรษฐกิจ ลงพื้นที่ที่ไหนเสียง ปชช.ดีใจได้ใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” สั่ง ก.คลัง หาวิธีให้กลุ่มเปราะบาง-ตกหล่น ได้สิทธิเฟส 2 ก่อน จี้ ก.เกษตรฯ แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร บอกชาวบ้านบ่นอุบ มันสำปะหลัง ราคาดิ่ง

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวช่วงต้นการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 โดยการประชุมทุกครั้งมติต่างๆที่ออกไปสามารถทำให้การดำเนินงานของรัฐบาลเป็นไปด้วยความรวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมาตนพร้อมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ที่ประเทศมาเลเซีย และประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเราได้ใช้โอกาสดังกล่าวนำเสนอขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลกับประเทศต่างๆ เพื่อขยายตลาดเดิมและเปิดโอกาสตลาดใหม่ แนะนำให้ประเทศไทยให้เขาได้รู้จักและสร้างโอกาสการลงทุน ลดการกีดกันทางการค้า ซึ่งประเทศไทย ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี รวมถึงเรื่องที่ต้องสานต่ออีกมากมาย โดยรัฐบาลชุดนี้ก็จะทำนโยบายควิกบิ๊กวิน เพื่อให้ส่งผลต่อเศรษฐกิจประเทศ

    นายกฯ กล่าวอีกว่า ประเทศต่างๆ ที่พบเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ เขาบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศแห่งโอกาสและมีศักยภาพ ซึ่งหากเรามีบทบาทในเวทีนานาชาติเช่นนี้ และนำสิ่งที่หารือมาปฏิบัติแก้ไขเพื่อให้เขาเกิดความสะดวกมั่นใจในการมาลงทุนทำธุรกิจในไทย และจะทำให้เราฟื้นตัวในเรื่องเศรษฐกิจขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

    ทั้งนี้ ตนเองและกระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับผู้นำหลายประเทศ อาทิ เรื่องการขายพืชผลทางการเกษตร การเจรจาเอฟทีเอที่จะต้องทำให้เรียบร้อยเร็วที่สุด

    และสัปดาห์ที่แล้วก็ต้องขอบคุณนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่เริ่มดำเนินนโยบายคนละครึ่งพลัส ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกกำลังใจดี โดยเวลาลงไปพื้นที่ไหนก็ได้รับเสียงตอบรับว่ามีความสุขและเต็มใจ ดีใจที่ได้ใช้เงินคนละครึ่ง ซึ่งตนเองก็รู้สึกว่ามันเป็นเงินที่สร้างความคึกคักในระบบเศรษฐกิจ เพราะดูจากตัวเลขมีการใช้เงินมากพอสมควรทำให้เม็ดเงินกระจายทั่วประเทศ แต่ฝากคณะทำงานสำหรับผู้ที่เข้าไม่ถึงหรือเข้าไม่ได้ อาจจะต้องนำมาดำเนินการเป็นหลัก รวมถึงกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงได้อย่างทั่วถึง หากตนเองเป็นเขาก็จะเสียใจเหมือนกันฉะนั้นขอฝากรองนายกฯ เอกนิติ กระทรวงมาไทย ไปหาวิธีแก้ไขและอาจจะให้กลุ่มที่พลาดในเฟส 1 ให้กลับมาในเฟส 2 โดยเน้นไปในกลุ่มเหล่านี้กลับเข้ามาเพื่อให้เขาได้รับการดูแลจากรัฐบาลให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยกระทรวงมาไทย อาจจะขอความร่วมมือผู้ว่าฯ นายอำเภอ หาคำแนะนำให้กับประชาชนให้เข้าถึงสิทธิ์ฃนี้ได้อย่างทั่วถึง

    ส่วนเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ ไฟฟ้าชุมชน ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งขอบคุณกระทรวงพลังงาน ที่ได้เร่งแผนงานให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างเร็วที่สุด

    รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรมเกษตร โดยในเรื่องพืชผลทางการเกษตรก็ขอฝากกระทรวงเกษตรฯ ในเรื่องปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร อาทิ มันสำปะหลัง ขอให้ทุกกระทรวงร่วมมือกันแก้ไข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/450816&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31GI1RZ8tDSES5tI79-1Vg

  • เริ่มขยายแล้ว ถนนหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก ‘มนพร’ มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    เริ่มขยายแล้ว ถนนหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก ‘มนพร’ มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    สส.มนพร เจริญศรี หนุนพัฒนาขยายถนน 4 เลน เส้นทางหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก โดยกระทรวงคมนาคม ได้อนุมัติงบฯเฟสแรก พร้อมผลักดันการพัฒนาต่อเนื่องระหว่างปี 2568- 2570 มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    สส.เดือน ‘มนพร เจริญศรี’ สส.เพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม ได้เผยผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันนี้ (2 พฤศจิกายน 2568) ว่า หนุนพัฒนาขยายถนน 4 เลน เส้นทางหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก นครพนม โดยกระทรวงคมนาคม ได้อนุมัติงบดำเนินการแล้วเฟสแรก พร้อมผลักดันการพัฒนาต่อเนื่องระหว่างปี 2568- 2570 มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    โครงการพัฒนาขยายถนน 4 เลน เส้นทางระหว่าง ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม เชื่อม กับ อ.นาแก นับเป็นอีกโครงการสำคัญ ในการผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เส้นทางคมนาคมสายหลัก สายรอง เชื่อมระหว่างจังหวัด อำเภอ ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้ขับเคลื่อนมาตลอดไม่ว่าจะเป็นขั้วรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน เนื่องจากเป็นเส้นทางหลัก ที่ประชาชน นักท่องเที่ยว สัญจรไปมา ระหว่างตัวจังหวัดนครพนม กับตัวอำเภอ เคยมีปัญหาเกิดอบัติเหตุบ่อย เพราะเดิมเป็นเส้นทางสองช่องการจราจร ล่าสุดในปี 2568 รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้สนับสนุนกระทรวงคมนาคม อนุมัติงบประมาณกว่า 450 ล้านบาท เริ่มดำเนินการพัฒนาในเฟสแรก ขยายถนน 4 เลน ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร พร้อมมีการผลักดันการวางแผนพัฒนา ต่อเนื่อง จนถึงปี 2570 จนกว่าจะแล้วเสร็จ ตลอดสาย โดยจะต้องใช้งบผูกพันต่อเนื่อง เพราะมีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ รวมถึงสถานการณ์ทางการเมือง แต่มั่นใจจะสามารถผลักดันการพัฒนา ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด รวมถึงเส้นทางหลักสายสำคัญ ในพื้นที่ของ นครพนม

    มั่นใจโครงการพัฒนาเส้นทางหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก นครพนม จะเป็นเส้นทางสำคัญที่จะรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ของนครพนม อีกทั้งยัง เป็นการเพิ่มความปลอดภัย ทางถนน แก่ประชาชน นักท่องเที่ยว ผลักดันสู่นครพนม เป็นเมืองหลัก แห่งการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/Rp2o_RWyr&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_qKbDYlIrdkteLUV0L43A

  • 6 พ.ย.นี้ ‘พิพัฒน์’  เคาะแพ็คเก็จลดค่าครองชีพ ‘รถไฟฟ้า-ทางด่วน’

    6 พ.ย.นี้ ‘พิพัฒน์’ เคาะแพ็คเก็จลดค่าครองชีพ ‘รถไฟฟ้า-ทางด่วน’

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เร่งดำเนินการศึกษาข้อมูลแนวทางรวมศูนย์การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) เพื่อให้บริการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน ครอบคลุมกับโครงการรถไฟฟ้าทุกสาย 

    ทั้งนี้นอกเหนือจากรถไฟฟ้าสายสีแดง และสายสีม่วง ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2568 – 30 พ.ย. 2569 โดย รฟม. จะต้องไปดำเนินการศึกษาข้อมูลให้ชัดเจน ทั้งเรื่องเงินชดเชย เรื่องการซื้อคืนสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าจากเอกชนกลับมาเป็นของรัฐบาล ซึ่งจะต้องไปหารือร่วมกับกระทรวงการคลังด้วย 
     

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า รฟม. ต้องสรุปผลการศึกษาเสนอกลับมายังกระทรวงคมนาคมในวันที่ 6 พ.ย.นี้ จากนั้นในวันที่ 11 พ.ย. 2568 จะเสนอไปยังที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ครั้งที่ 2/2568 ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 25 พ.ย. 2568 เพื่อให้เริ่มดำเนินการได้ทันภายในรัฐบาลชุดนี้

    “ส่วนการซื้อคืนสัมปทานโครงการรถไฟฟ้า เมื่อกลับมาเป็นของรัฐบาลแล้ว จะใช้วิธีว่าจ้างให้เอกชนเข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการและเดินรถ ส่วนการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับซื้อคืนสัมปทานนั้น ต้องไม่สร้างผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะ” นายพิพัฒน์ กล่าว 

    ขณะที่การจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติด (Congestion Chage) เพื่อนำเงินมาซื้อคืนสัมปทานถือเป็นอีกแนวทางหนึ่ง แต่มองว่า อาจจะต้องใช้ระเวลาในการดำเนินการนานเกินไป จึงอาจจะต้องใช้แหล่งเงินทุนจากช่องทางอื่น หรืออาจจะวิธีการกู้เงินมาดำเนินการก่อน
     

    สำหรับการปรับอัตราค่าโดยสาร 40 บาทตลอดสาย จะช่วยลดภาระค่าเดินทางของประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    รวมทั้งช่วยให้ระบบขนส่งมวลชนทางรางเป็นทางเลือกหลักของประชาชนมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล พร้อมทั้งช่วยลดมลภาวะทางอากาศ หรือฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ด้วย

    นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมยังมีนโยบายแพ็คเก็จลดค่าครองชีพในการเดินทางของประชาชน เบื้องต้นกระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงคมนาคม เร่งดำเนินการเตรียมลดค่าผ่านทางพิเศษ (ทางด่วน) ทุกเส้นทางในอัตราสูงสุดไม่เกิน 50 บาทตลอดสายต่อครั้ง 

    ทั้งนี้การลดค่าทางด่วน คาดว่าจะสามารถประกาศใช้เป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนได้ภายในสิ้นปี 2568  โดยแพ็คเก็จดังกล่าวยังไม่รวมโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) เนื่องจากมีโครงสร้างค่าผ่านทางที่แตกต่างกัน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.thansettakij.com/economy/megaproject/643068&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OsPHjqDgXR10c5WkdZ1Hw

  • “นฤมล” เปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” รำลึกคุณูปการผู้วางรากฐานคุรุสภา ย้ำคนดีไม่มีวันตาย พร้อมมอบทุนการศึกษาสานต่อเจตนารมณ์ สร้างครูคุณภาพ | TOPNEWS

    “นฤมล” เปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” รำลึกคุณูปการผู้วางรากฐานคุรุสภา ย้ำคนดีไม่มีวันตาย พร้อมมอบทุนการศึกษาสานต่อเจตนารมณ์ สร้างครูคุณภาพ | TOPNEWS

    3 พ.ย. 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานเปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสที่ท่านทวี บุณยเกตุ ถึงแก่อนิจกรรมมาแล้วครบ 54 ปี ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของท่านทวี บุณยเกตุ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนที่ 12 และผู้ก่อตั้งคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488 จัดงานโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ โดยมีนายสุชาติ กลัดสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ผู้บริหาร และพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน ณ หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน รับมอบเงินสมทบทุนมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จากผู้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิ และมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ประจำปีการศึกษา 2568 ให้แก่เด็กนักเรียนว่า ดิฉันขออนุญาตเรียกท่านว่า ‘อาจารย์ทวี’เพราะท่านได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับชาติไทยไว้อย่างมากมาย โดยเฉพาะด้านการศึกษา นอกจากนี้ท่านยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเมืองของประเทศ และถึงแม้ว่าท่านจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงระยะสั้น ๆ แต่ก็ถือว่าได้สร้างคุณูปการที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ตนอยากให้นักเรียนนักศึกษาทุกคนได้ตระหนักและภาคภูมิใจในทุนการศึกษาที่ได้รับในวันนี้ ซึ่งตั้งขึ้นตามชื่อของท่าน

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า คุรุสภาให้ความสำคัญกับมรดกทางความคิดของอาจารย์ทวีมาโดยตลอด เพราะท่านคือ ผู้วางรากฐานของสภาวิชาชีพครูที่ได้มาตรฐาน ไม่เพียงทำหน้าที่คัดกรองผู้มีคุณภาพเข้าสู่วิชาชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี

    “ดิฉันอยากฝากทาง คุรุสภา และ สกสค.ว่าในโอกาสต่อไป หากมีกิจกรรมเช่นนี้อีก ขอให้ประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ครูและผู้สนใจได้เข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้ให้มากที่สุด ปัจจุบันเรามีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกว่า 500,000 คน จึงอยากให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากกิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ แม้ไม่ได้รับชมสด ก็สามารถนำคลิปเผยแพร่ต่อได้เพื่อให้ความรู้ส่งต่อไปได้มากที่สุด”ศ.ดร.นฤมล ระบุ

    ในช่วงท้าย ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมสมทบทุนมูลนิธิฯ รวมถึงผู้บริหาร ข้าราชการ และผู้ร่วมงานทุกฝ่ายที่ช่วยกันจัดงานในครั้งนี้เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของอาจารย์ทวี บุณยเกตุ พร้อมกล่าวว่า “คนดีไม่มีวันตาย อาจารย์ทวีคือผู้วางรากฐานการพัฒนาวิชาชีพครูให้ได้มาตรฐานสากล และมีชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การศึกษาของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ดิฉันหวังว่าคุรุสภาและมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จะยังคงร่วมกันจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เช่นนี้ต่อไปในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1376671&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QYgG9yAW-iQI12BxCFsSF

  • รู้จัก “โอ๊ต ภาสกร”นักแสดงซีรีส์ดัง ฝีมือไม่ธรรมดา จากความพยายามคู่จิ้น

    รู้จัก “โอ๊ต ภาสกร”นักแสดงซีรีส์ดัง ฝีมือไม่ธรรมดา จากความพยายามคู่จิ้น

    รู้จัก

    รู้จัก “โอ๊ต ภาสกร”นักแสดงซีรีส์ดัง ฝีมือไม่ธรรมดา จากความพยายามคู่จิ้น

    ประวัติส่วนตัว

    • ชื่อ-นามสกุล : ภาสกร สารรัตนะ (ชื่อเล่น: โอ๊ต) 
    • วันเกิด : 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538
    • ส่วนสูง : ประมาณ 173 ซม. 
    • การศึกษา : คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี สาขาบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
    • ดีกรีนักกีฬา : เคยเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอล ตำแหน่งลิเบอโร่ ของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    • IG : Oatpasakorn
    • X :  Oatpasakorn

    รู้จัก  

    เส้นทางในวงการบันเทิง

    • โอ๊ตเริ่มมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น วัยเป้ง นักเลงขาสั้น, สตรีเหล็ก ตบโลกแตก, หอแต๋วแตก แหกนะคะ 
    • เขาได้เล่นซีรีส์ที่ได้รับความนิยม เช่น Projects The Series: SPIKE รับบท “เพชร” ซึ่งเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลในเรื่อง ซึ่งตรงกับจุดแข็งของเขาในชีวิตจริง 
    • ล่าสุดมีบทบาทนำในซีรีส์ ไหนเฮียบอกไม่ชอบเด็ก (My Stubborn) ร่วมกับ โบ๊ท ยงค์ยุทธ เติมต่อ โดยโอ๊ตรับบท “จวิ้น” ซึ่งได้รับการพูดถึงอย่างมากในหมู่แฟนคลับซีรีส์วาย

    รู้จัก

    จุดเด่น-ความสามารถ

    • ความสามารถด้านกีฬา: จากการเป็นนักวอลเลย์บอลชายหาดและในร่ม ส่งผลให้มีความเร็วในการเคลื่อนไหว รับลูกได้ดี — คุณสมบัติเหมาะกับตำแหน่งลิเบอโร่ ซึ่งทำให้เขาโดดเด่นในบทบาทละคร/ซีรีส์ที่เกี่ยวข้องกับกีฬา 
       
    • ความสามารถด้านการแสดง : แม้จะเริ่มจากภาพยนตร์และบทสมทบ แต่การได้รับบทนำในซีรีส์ My Stubborn ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับตัวเองในวงการ
       
    • ภาพลักษณ์: หนุ่มหล่อ หน้าใส สไตล์ “โอปป้าไทย” ทำให้มีฐานแฟนคลับทั้งในไทยและในกลุ่มผู้ชมซีรีส์วาย ขยายฐานผู้ชมไปยังกลุ่มต่างประเทศด้วย 

    สิ่งที่น่าสนใจ

    • แม้จะเรียนบัญชี แต่สามารถบาลานซ์ระหว่างการเรียน กีฬา และงานแสดงได้อย่างน่าชื่นชม 
    • การเลือกบทที่เกี่ยวข้องกับกีฬา (เช่น ซีรีส์ SPIKE) ถือว่าเป็นการใช้จุดแข็งของตนเองให้เป็นประโยชน์
    • การเติบโตจากบทสมทบไปเป็นบทนำแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ชัดเจน — สำหรับผู้ที่ติดตามวงการบันเทิงไทย ถือว่าเขาเป็นหนึ่งในนักแสดงหน้าใหม่ที่น่าจับตามอง

     รู้จัก

    รู้จัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/komchadluek-award/609367&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Aih6ZqU3zNxchgnMsi49W

  • กัมพูชาบุกปิดกาสิโน 4 แห่งในสีหนุวิลล์ เอี่ยวอาชญากรรมการฉ้อโกง

    กัมพูชาบุกปิดกาสิโน 4 แห่งในสีหนุวิลล์ เอี่ยวอาชญากรรมการฉ้อโกง

    กัมพูชาเข้าตรวจค้น-สั่งปิดกาสิโน 4 แห่งในสีหนุวิลล์ สงสัยทำผิดกฎหมาย-ลักลอบแฝงฉ้อโกงผ่านระบบไอที

    เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 68 สำนักเลขาธิการคณะกรรมการการพนันเชิงพาณิชย์กัมพูชา (CCGC) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชา ได้สั่งระงับการดำเนินธุรกิจและปิดสถานประกอบการกาสิโนแบรนด์ “จินเป่ย” และ “จีซี” รวม 4 แห่งในจังหวัดสีหนุวิลล์

    ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการตามคำสั่งรัฐบาลฉบับที่ 01 ว่าด้วยการรณรงค์ปราบปรามการฉ้อโกงทางเทคโนโลยีในประเทศ

    กาสิโนสี่แห่งในจังหวัดสีหนุวิลล์ที่ถูกระงับและสั่งปิดโดยคณะทำงาน ได้แก่ กาสิโน Jin Pei Group, กาสิโน Jin Pei, กาสิโน G.C. Casino และกาสิโน Jin Pei Casino 4

    ทั้งหมดถูกปิดเนื่องจากต้องสงสัยว่ากระทำความผิดฐานปกปิดและฉ้อโกงผ่านระบบเทคโนโลยี แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

    เรียบเรียงจาก Khmer Times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/260640/amp&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ewTVriUKIuwIWBRqBer7I