Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พฤกษา โฮลดิ้ง ส่ง “IHC” เสริมทัพ ปักธงบุกตลาดก่อสร้าง-รับสร้างบ้านครบวงจร พร้อมเดินหน้าเปิดตัวธุรกิจให้เช่า

    พฤกษา โฮลดิ้ง ส่ง “IHC” เสริมทัพ ปักธงบุกตลาดก่อสร้าง-รับสร้างบ้านครบวงจร พร้อมเดินหน้าเปิดตัวธุรกิจให้เช่า

    “พฤกษา โฮลดิ้ง” เดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจตามกลยุทธ์ธุรกิจ เปิดตัวบริษัท “อินโน โฮม คอนสตรัคชั่น จำกัด” (IHC) อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “สร้างการอยู่อาศัย ที่ยั่งยืน ด้วยความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรม” (Building sustainable living through innovation) เจาะกลุ่มธุรกิจก่อสร้างและธุรกิจพัฒนาอสังหาฯด้วยแบรนด์ IHC (ไอเอชซี) และธุรกิจรับสร้างบ้าน ด้วยแบรนด์ Plantnery by PRUKSA มุ่งยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างด้วยนวัตกรรมและประสบการณ์กว่า 30 ปี พร้อมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินในระยะยาวด้วยธุรกิจให้เช่า สร้างรายได้ประจำ เปิดตัวครั้งแรกภายใต้แบรนด์ iPlearn ในไตรมาส 4 นำร่อง 3 แห่ง ในย่านลำลูกกา, รังสิต-คลอง 2,  และ บ่อวิน จ.ระยอง ตอกย้ำความเป็นผู้นำการส่งมอบการอยู่อาศัย “ที่อยู่ดี ทั้งชีวิต” ผ่านนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญกว่า 30 ปีของเครือพฤกษา

    นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโน โฮม คอนสตรัคชั่น จำกัด

    นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโน โฮม คอนสตรัคชั่น จำกัด เปิดเผยว่า การเปิดตัว IHC ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมกลยุทธ์สร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนของพฤกษา เพื่อต่อยอดพอร์ตธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงเติมเต็ม Ecosystem ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำของการอยู่อาศัยที่ครอบคลุมตั้งแต่วัสดุ การก่อสร้าง ที่อยู่อาศัย ไปจนถึงการลงทุนในอนาคต ปักหมุด New S-Curve ที่จะต่อยอดธุรกิจจากผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สู่การเป็นผู้นำที่ให้บริการด้านการก่อสร้างและที่อยู่อาศัยครบวงจร สร้างการเติบโตระยะยาว

    ภายใต้แบรนด์ IHC เจาะกลุ่มลูกค้า B2B และ SME พร้อมให้บริการแบบครบวงจร  ครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility) แนะนำโมเดลธุรกิจ การตั้งราคาสินค้า การกำหนดต้นทุน ประเมินผลกำไร ที่เหมาะสมกับการแข่งขันในตลาด การออกแบบงานสถาปัตยกรรม ไปจนถึงการบริหารงานก่อสร้าง และบริการหลังการขาย ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการคิดค้นและนำนวัตกรรมด้านการก่อสร้างใหม่ ๆ มาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพงานก่อสร้างให้ดียิ่งขึ้น ทั้งอพาร์ตเมนต์ โรงแรม หอพัก โฮมออฟฟิศ คลังสินค้า และโรงงานฯ โดยมีทีมก่อสร้างที่มีศักยภาพสูงและมีประสบการณ์กว่า 30 ปี มากกว่า 60 ทีม ที่พร้อมให้บริการลูกค้า พร้อม capacity ในการก่อสร้างทาวน์เฮ้าส์ หรือบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ได้ถึง 700 หลังต่อเดือน

    ส่วนธุรกิจรับสร้างบ้าน ภายใต้แบรนด์ Plantnery by PRUKSA เจาะกลุ่มลูกค้า B2C ระดับกลางถึงบน ในราคา 3 ถึง 20 ล้านบาท โดยมีจุดเด่น คือ ทีมช่างมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในการสร้างบ้านมาแล้วกว่า 200,000 หลัง พร้อมการรับประกันงานโครงสร้างนานถึง 20 ปี มีราคาชัดเจนไม่บานปลาย สร้างเสร็จเร็วภายใน 6 เดือน การันตีไม่ทิ้งงาน รวมถึงมีบริการ One-Stop Service และแบบบ้านที่มีให้เลือกกว่า 100 แบบ ตั้งแต่แบบบ้านมาตรฐาน การ Customize ปรับเปลี่ยนแบบบ้านมาตรฐาน การออกแบบใหม่ ไปจนถึงการก่อสร้างตามแบบของลูกค้า ในราคาเริ่มต้น 10 ล้านบาท อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยนวัตกรรม Inno-Tech ที่มุ่งยกระดับคุณภาพบ้านและคุณภาพการอยู่อาศัยของทุกครอบครัว ให้ได้บ้านที่ก่อสร้างด้วยระบบพรีคาทส์ที่แข็งแรง ทนทาน เสริมด้วยเทคโนโลยีเพื่อบ้านอยู่สบายและปลอดภัย ที่จะช่วยตอบโจทย์การใช้ชีวิต ภายใต้คอนเซ็ปต์ Building Homes, Crafting dream, Made Possible สร้างบ้าน สร้างฝัน สร้างได้

    “เรามองเห็นศักยภาพของตลาดรับสร้างบ้านที่มีโอกาสเติบโตสูง จากข้อมูลของสมาคมไทยรับสร้างบ้านและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดรวมของธุรกิจรับสร้างบ้านในปี 2568 จะสูงถึง 130,000 ล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ครองสัดส่วนเพียง 10% หรือประมาณ 15,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงโอกาสมหาศาลสำหรับผู้พัฒนาอสังหาฯ รายใหม่ที่ต้องการสร้างมาตรฐานการก่อสร้างและการบริหารจัดการที่เป็นมืออาชีพ” นายปิยะ กล่าว

    นอกจากสองธุรกิจหลักแล้ว IHC ยังเตรียมเดินหน้าสู่การสร้างรายได้ประจำที่มั่นคงและยั่งยืน ด้วยการขยายสู่ธุรกิจให้เช่า เปิดตัวครั้งแรก ภายใต้แบรนด์ iPlearn เป็นที่อยู่อาศัยให้เช่า รองรับการอยู่อาศัยยุคใหม่ ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น ทันสมัย และฟังก์ชั่นห้องพร้อมเฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งาน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ระบบเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยออนไลน์ 24 ชม. ด้วยราคาค่าเช่าที่คุ้มค่า โดยนำร่อง 3 ทำเลแรก ได้แก่ ลำลูกกา, รังสิต–คลอง 2, และบ่อวิน (จ.ระยอง) ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวในไตรมาส 4 ปีนี้ และมีแผนขยายสู่ 10,000 ห้องใน 3 ปี จับกลุ่มผู้เช่าหลากหลายตั้งแต่ พนักงานโรงงาน นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ ไปจนถึงเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในเมือง เน้นทำเลใกล้แหล่งงานและสถาบันการศึกษา รองรับดีมานด์เช่าที่เติบโตต่อเนื่อง โดยพื้นที่นำร่องมีอัตราเช่าสูงกว่า 90% แล้วในปัจจุบัน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.baanlaesuan.com/367990/news-update/psh-ihc/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NaAitQ0wp1MyGiiOUWqLS

  • ฉลาดซื้อเผยผลทดสอบ “ผ้าอนามัย” 20 ตัวอย่าง พบส่วนใหญ่ผ่านมาตรฐาน

    ฉลาดซื้อเผยผลทดสอบ “ผ้าอนามัย” 20 ตัวอย่าง พบส่วนใหญ่ผ่านมาตรฐาน

    ฉลาดซื้อเผย

    สภาผู้บริโภค ร่วมกับนิตยสารฉลาดซื้อ เผยผลทดสอบ ผ้าอนามัย แบบแถบกาว 9 ยี่ห้อ 20 ตัวอย่าง ทั้งชนิดซึมซับน้อย ปานกลาง และมาก พบว่าผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ผ่านมาตรฐานเกือบทั้งหมด สะท้อนภาพรวมความปลอดภัยของสินค้าจำเป็นสำหรับผู้หญิงไทย พร้อมเสนอให้ยกระดับมาตรฐานให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 สภาผู้บริโภค ร่วมกับนิตยสารฉลาดซื้อ เผยผลทดสอบผ้าอนามัย ใช้ภายนอกแบบแถบกาวทั้งชนิดซึมซับน้อย ชนิดซึมซับปานกลางและชนิดซึมซับมากตรวจหาปริมาณการซึมซับ พบส่วนใหญ่ผ่านมาตรฐาน

    การทดสอบครั้งนี้ดำเนินการในเดือนกรกฎาคม 2568 โดยสุ่มเก็บตัวอย่างผ้าอนามัยจากร้านค้าออนไลน์ 10 ตัวอย่าง และร้านจัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีก 10 ตัวอย่าง รวม 20 รายการ จาก 9 ยี่ห้อ โดยนำตัวอย่างผลิตภัณฑ์ผ้าอนามัยส่งตรวจยังห้องปฏิบัติการทดสอบที่ได้รับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และทดสอบตามมาตรฐาน ตามมาตรฐาน มอก. 295-2560

    ฉลาดซื้อเผย

    สำหรับผ้าอนามัยทั้ง 20 ตัวอย่างที่นำมาทดสอบ ได้แก่ ผ้าอนามัยสำหรับกลางวัน 9 ตัวอย่าง ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ผ้าอนามัยที่แสดงฉลากยี่ห้อ ดังนี้  1.โซฟี แบบกระชับ สลิม แบบกลางวัน ไม่มีปีก 2.ลอรีเอะ ซอฟท์แอนด์เซฟ สลิม แบบกลางวัน มีปีก 3.โมลเพด ซอฟท์แอนด์ดราย สลิม แบบกลางวัน มีปีก 4.แซนนิต้า ผ้าอนามัย ซอฟท์ & ฟิต ผิวสัมผัสนุ่ม แม็กซี่ แบบกลางวัน มีปีก  5.แซนนิต้า พรีเมี่ยม ผิวสัมผัสนุ่ม แม็กซี่ แบบกลางวัน มีปีก 6.เฟลิเซีย ผ้าอนามัยแบบแผ่นรุ่น ซอฟท์แอนด์สลิม แบบกลางวัน มีปีก 7.เอลิส ผ้าอนามัย แฟรี่ วิงส์ แบบกลางวัน มีปีก 8.โมเดส ผ้าอนามัย คอตตอนนี่ซอฟ เฮฟวี่ โฟลว แบบกลางวัน ไม่มีปีก 9.DONNA Day แบบกลางวัน มีปีก

     ผ้าอนามัยสำหรับกลางคืน 10 ตัวอย่าง  ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ผ้าอนามัยที่แสดงฉลากยี่ห้อ ดังนี้ 10.โซฟี หลับสนิทตลอดคืน ผ้าอนามัยสำหรับกลางคืน มีปีก 11.ลอรีเอะ ซอฟท์แอนด์เซฟ แบบกลางคืน มีปีก 12.ลอรีเอะ ซูเปอร์ เจนเทิล พลัส แบบกลางคืน มีปีก 13.โมลเพด ซูเปอร์ไนท์ แบบกลางคืน มีปีก 14.แซนนิต้า ผ้าอนามัย ซอฟท์ แอนด์ ฟิต ผิวสัมผัสนุ่ม แบบกลางคืน มีปีก 15.เฟลิเซีย ผ้าอนามัยแบบแผ่นรุ่น ซอฟท์แอนด์สลิม แบบกลางคืน มีปีก 16.เอลิส แฟรี่วิงส์ แบบกลางคืน มีปีก (ขนาด 35 ซม.) 17.โมเดส คอตตอนนี่ สลิม ไนท์ แบบกลางคืน มีปีก 18. วิสเปอร์ ผ้าอนามัยแบบกลางคืน มีปีก 19. DONNA Night แบบกลางคืน มีปีก  

    และผ้าอนามัยสำหรับกลางวัน – กลางคืน 1 ตัวอย่าง คือ 20.เอลิส แฟร์รี่วิงส์ แบบกลางคืน มีปีก (ขนาด 30 ซม.)

    ทั้งนี้ จากผลการทดสอบพบว่า ผ้าอนามัยทั้ง 20 ตัวอย่างผ่านเกณฑ์การซึมซับและค่าความเป็นกรด-ด่างครบส่วนเกณฑ์ระยะเวลาการซึมซับนั้น มีเพียง 1 ตัวอย่าง ที่ไม่ผ่าน คือ “โซฟี แบบกระชับ สลิม แบบกลางวัน ไม่มีปีก” ใช้เวลาในการซึมซับเกิน 60 วินาที มากกว่าที่มาตรฐานกำหนดไว้ คือ ไม่เกิน 15 วินาที

    อ่านผลทดสอบฉบับเต็มได้ที่ www.ฉลาดซื้อ.com

    ผ้าอนามัย = สินค้าจำเป็น ควรตรวจสอบมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

    โสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค ระบุว่า หนึ่งในบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายของสภาผู้บริโภค คือการสนับสนุนและดำเนินการ ตรวจสอบ เฝ้าระวังสถานการณ์ปัญหาสินค้าและบริการ แจ้งหรือโฆษณาข่าวสารหรือเตือนภัยเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ที่อาจกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคด้วย นอกจากนี้ ยังมีอำนาจตามกฎหมาย ในการรวบรวม และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก

    โสภณ กล่าวเพิ่มเติมว่าผ้าอนามัยถือเป็นสินค้าจำเป็นสำหรับผู้หญิงเพื่อรักษาความสะอาดและสุขอนามัยส่วนบุคคล ลดความเสี่ยงของการเกิดกลิ่นหรือการติดเชื้อต่าง ๆ ที่อาจตามมา การเฝ้าระวังคุณภาพสินค้าจึงเป็นภารกิจสำคัญ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ

    “ผลิตภัณฑ์ที่สภาผู้บริโภคเลือกตรวจสอบ ล้วนเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยโดยตรงของผู้บริโภค ผ้าอนามัยในฐานะสินค้าจำเป็นควรถูกทดสอบอย่างสม่ำเสมอ และหากมาตรฐานยังไม่เข้มงวดเพียงพอ ก็ควรยกระดับเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง” โสภณกล่าว

    มอก. ผ้าอนามัย เป็นเพียงมาตรฐานสมัครใจ

    ทัศนีย์ แน่นอุดร รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และบรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ เปิดเผยว่า มาตรฐานผ้าอนามัยตาม มอก. 295-2560 เป็นมาตรฐานแบบสมัครใจ ผู้ผลิตจึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามเสมอไป ต่างจากมาตรฐานแบบบังคับที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

    ทัศนีย์ระบุอีกด้วยว่า มาตรฐานในบางประเทศ เช่น จีนและญี่ปุ่น กำหนดเกณฑ์ที่เข้มงวดกว่าของไทย ทั้งด้านขนาด ความเป็นกรด – ด่าง และความคลาดเคลื่อนของผลิตภัณฑ์ ขณะที่ราคาผ้าอนามัยในไทยเฉลี่ยอยู่ที่ชิ้นละ 4 บาท ซึ่งอาจเป็นภาระต่อกลุ่มวัยรุ่นหรือผู้มีรายได้น้อย

    “แม้ผลทดสอบจะผ่านมาตรฐานทั้งหมด แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายจะไม่เกิดอาการระคายเคือง จึงควรมีการยกระดับมาตรฐานและการทดสอบเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้มากขึ้น” ทัศนีย์กล่าว

    ยืนยันตรวจเฝ้าระวังผ้าอนามัยต่อเนื่อง

    ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย. มีการตรวจสอบผ้าอนามัยอย่างต่อเนื่องในมิติของความปลอดภัยและการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่พบเชื้อที่เป็นอันตราย โดยผู้บริโภคที่พบการแพ้หรือระคายเคืองจากการใช้ผลิตภัณฑ์ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน อย. 1556

    ภญ.สุภัทรา ยังเน้นว่า การทำงานเฝ้าระวังร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน เป็นหัวใจสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภคและการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์สุขภาพ

    อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคใช้ผลิตภัณฑ์ผ้าอนามัย พบการผื่นแพ้ ระคายเคือง หรือพบการติดเชื้อจากการใช้ผลิตภัณฑ์ผ้าอนามัย สามารถแจ้งข้อมูลมายังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สายด่วน อย.1556 ได้เช่นกัน

    “ราคาแพง” ไม่ได้แปลว่าดีกว่า

    จิตติมา ภาณุเตชะ นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลทดสอบพบว่าผ้าอนามัยทุกยี่ห้อมีคุณสมบัติการซึมซับใกล้เคียงกัน แม้จะมีขนาดและราคาแตกต่างกัน โดยราคาที่สูงมักมาพร้อมกับการโฆษณาด้านความบางหรือเทคโนโลยีการผลิต แต่ไม่ได้หมายความว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่า

    ประเด็นสำคัญอีกประการคือ เรื่องการเข้าถึงผ้าอนามัยของผู้หญิง  นโยบายด้านสุขภาพระบบสุขภาพและสวัสดิการ ควรมุงสู่การส่งเสริมเรื่องสุขภาพและอนามัยเจริญพันธ์ให้กับผู้หญิง  การทำให้ผ้าอนามัยเป็นสิทธิสุขภาพ เป็นหนึ่งในรูปธรรมสำคัญของการสนับสนุนการดูแลสุขภาพอนามัยสำหรับผู้หญิง

    นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา เรียกร้องให้รัฐพิจารณา “ผ้าอนามัยเป็นสิทธิด้านสุขภาพ” เช่นเดียวกับถุงยางอนามัยหรือผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ซึ่งอยู่ในสิทธิตามหลักประกันสุขภาพ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้หญิง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและแม่วัยรุ่นที่ต้องใช้ผ้าอนามัยในปริมาณมากหลังคลอด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/03112568_sanitary-napkin_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tYMWAFuV72W4K7Tef0brm

  • จุฬาฯ – กระทรวงกลาโหม ผนึกกำลังยกระดับความมั่นคงด้วยความรู้

    จุฬาฯ – กระทรวงกลาโหม ผนึกกำลังยกระดับความมั่นคงด้วยความรู้

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมมือกระทรวงกลาโหม ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อยกระดับการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมด้านความมั่นคง พร้อมเสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลผ่านหลักสูตร ฝึกอบรม และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่ออนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนของประเทศ

    พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกระทรวงกลาโหม จัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์  โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นสักขีพยาน และแถลงถึงความร่วมมือในการส่งเสริมพัฒนาการศึกษาของบุคลากรและกำลังพลกระทรวงกลาโหม

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจ พร้อมด้วย รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ ศ.ดร.สถิรกร พงศ์พานิช ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาฯ พล.อ. ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กองทัพบก พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ กองทัพเรือ และ พล.อ.อ.ศเอก อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ กองทัพอากาศ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจในฐานะพยาน เเละมี พล.อ อัฐพงศ์ พิชญาภรณ์ เจ้ากรมเสมียนตรา เเละ พล.อ. สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

    ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกระทรวงกลาโหม ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศในทุกมิติ ทั้งสองหน่วยงานจึงได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับภารกิจด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการยกระดับทักษะและสมรรถนะของบุคลากรและกำลังพลผ่านการจัดหลักสูตร ฝึกอบรม และการวิจัยร่วม เพื่อให้เกิดการพัฒนาเชิงบูรณาการทั้งในเชิงวิชาการและการปฏิบัติจริง นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนากองทัพและประเทศชาติอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวถึงโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนี้ว่าเพื่อยกระดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านความมั่นคงของชาติเพราะความมั่นคงของชาติเริ่มจากความมั่นคงของคน และคนในชาติคือทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ วันนี้จุฬาฯ พร้อมร่วมเสริมทัพด้วยองค์ความรู้จากทุกศาสตร์ เพื่อให้ทหารทุกระดับมีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนเองในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยภายใต้ความร่วมมือนี้จุฬาฯ ได้ออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ที่หลากหลายทั้งรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อเปิดโอกาสให้ทหารกองประจำการกว่า 90,000 – 100,000 นายทั่วประเทศ ได้รับการพัฒนาในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การบริหารจัดการและเศรษฐศาสตร์ การสื่อสาร การพัฒนาบุคลิกภาพและภาวะผู้นำ รวมถึงความรู้ด้านสุขภาพและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อสร้างโอกาสให้ทุกคน เมื่อปลดประจำการออกไปจะมีความรู้ มีทักษะ และมีใบรับรองคุณวุฒิที่สามารถต่อยอดสู่อาชีพและชีวิตที่มั่นคงได้ ทั้งนี้ความร่วมมือในครั้งนี้คือการเสริมทัพด้วยปัญญาและนวัตกรรม เพื่อให้กองทัพไทยก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

    พล.อ.สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับระบบการบริหารจัดการทางการศึกษาของกองทัพให้มีมาตรฐานและมีความทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งจุฬาฯ เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ จะเป็นที่ปรึกษาและต้นแบบในการจัดการเรียนรู้ของสถาบันทหาร ในอดีตการศึกษาของเรามุ่งเน้นเฉพาะด้านการรบ แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไป เทคโนโลยีและองค์ความรู้ทางพลเรือนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการทหาร การได้เรียนรู้จากจุฬาฯ ทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย วิศวกรรม และเทคโนโลยี จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาแผนยุทธศาสตร์และการปฏิบัติการได้อย่างรอบด้านมากขึ้น ความรู้ด้านนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์จากจุฬาฯ จะช่วยให้กองทัพมีศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมและจุฬาฯ จึงไม่ใช่เพียงการฝึกอบรมเชิงวิชาการ แต่เป็นการยกระดับแนวคิดด้านความมั่นคงให้ก้าวพ้นจากการมองเพียงมิติทางทหาร สู่การสร้างพลังความมั่นคงทางปัญญาที่หล่อหลอมคน สังคม และประเทศให้แข็งแกร่งไปพร้อมกัน

    ศ.ดร.สถิรกร พงศ์พานิช ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาฯ กล่าวว่า จุฬาฯ และกระทรวงกลาโหมจะร่วมมือกันในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อเสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลทุกระดับของกระทรวงฯ ให้เท่าทันโลกดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์ม Chula MOOC ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมและอาชีพยุคใหม่ อุตสาหกรรมเฉพาะทาง และสุขภาพ โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริงในภารกิจของกองทัพและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมบูรณาการองค์ความรู้และการวิจัยเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับกำลังพลของชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/268558/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FgYCD49ct4P17y1U_AJMg

  • ปิดน้ำตกแม่เตี๊ยะชั่วคราว! หลังน้ำป่าไหลหลาก-นักท่องเที่ยว 25 คนติดค้าง

    ปิดน้ำตกแม่เตี๊ยะชั่วคราว! หลังน้ำป่าไหลหลาก-นักท่องเที่ยว 25 คนติดค้าง

    อุทยานแห่งชาติออบหลวงประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกแม่เตี๊ยะเป็นการชั่วคราว หลังเกิดสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากทำให้นักท่องเที่ยวที่กางเต็นท์พักแรมติดค้าง 25 คน ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งให้ความช่วยเหลือ

    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 นางสาวนิภาพร ไพศาล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติออบหลวง รายงานว่า วันนี้ (3 พฤศจิกายน 2568) เกิดสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากบริเวณน้ำตกแม่เตี๊ยะ อุทยานแห่งชาติออบหลวง ทำให้มีนักท่องเที่ยวที่กางเต็นท์พักแรมติดค้างบริเวณลานกางเต็นท์จำนวน 25 คน

    ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ชุดกู้ภัยอุทยานแห่งชาติออบหลวง ร่วมกับเทศบาลตำบลดอยแก้ว ชมรมตอบโต้ภัยพิบัติเชียงใหม่ และมูลนิธิเทวฤษธิ์ รวม 50 นาย ได้เข้าให้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวดังกล่าว

    ทั้งนี้ ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศในช่วงระหว่างวันที่ 1-3 พฤศจิกายน 2568 ว่าประเทศไทยตอนบนมีสภาพอากาศแปรปรวนและมีฝนตกหนักต่อเนื่องในบางพื้นที่ ทำให้บริเวณพื้นที่ตำบลดอยแก้ว อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับอิทธิพลมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง น้ำในลำห้วยแม่เตี๊ยะมีปริมาณน้ำมากเกิดน้ำป่าไหลหลาก ส่งผลให้บริเวณน้ำตกแม่เตี๊ยะมีปริมาณน้ำมากและไหลเชี่ยว ขึ้นท่วมทางเดินเท้าเข้าชมน้ำตกแม่เตี๊ยะ

    อุทยานแห่งชาติออบหลวงพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่เกิดจากน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 25 และมาตรา 35 (4) แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยว “น้ำตกแม่เตี๊ยะ” อุทยานแห่งชาติออบหลวง เป็นการชั่วคราว โดยปิดให้บริการเข้าท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ หากสถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติแล้ว อุทยานแห่งชาติออบหลวงจะประกาศให้ทราบอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60405&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-_vDh_SRqxkjnOLDUKpCq

  • รัฐบาลขยายสิทธิลดหย่อนภาษีในอำเภอ ‘เมืองหลัก’ เทียบเท่าเมืองรองได้ถึง 15 ธ.ค.68

    รัฐบาลขยายสิทธิลดหย่อนภาษีในอำเภอ ‘เมืองหลัก’ เทียบเท่าเมืองรองได้ถึง 15 ธ.ค.68

    รัฐบาลขยายสิทธิลดหย่อนภาษีให้บุคคลธรรมดาท่องเที่ยว “เมืองหลัก” ในอำเภอที่ได้สิทธิเทียบเท่าเมืองรอง ใช้สิทธิได้ถึง 15 ธันวาคม 2568

    วันที่ 3 พ.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ  ล่าสุด กรมสรรพากรได้ออก ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 456) เพื่อขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่ บุคคลธรรมดาที่เดินทางท่องเที่ยวในอำเภอของจังหวัดเมืองหลักที่ได้รับสิทธิเทียบเท่าเมืองรอง ซึ่งสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวมาหักลดหย่อนภาษีได้ในอัตราเท่ากับเมืองรอง

    เที่ยวเมืองหลักหักภาษีเท่าเมืองรอง

    พื้นที่ที่อยู่ในเกณฑ์ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีครอบคลุมอำเภอในเมืองท่องเที่ยวหลักหลายจังหวัด เช่น

    กระบี่ (เขาพนม, ปลายพระยา, ลำทับ)

    เชียงใหม่ (แม่แตง, แม่วาง, ดอยสะเก็ด, สันทราย, สารภี, อมก๋อย ฯลฯ)

    นครราชสีมา (วังน้ำเขียว, ปักธงชัย, พิมาย, สีคิ้ว, ด่านขุนทด, เสิงสาง ฯลฯ)

    ชลบุรี (บ้านบึง, พานทอง, พนัสนิคม, หนองใหญ่ ฯลฯ)

    สุราษฎร์ธานี (กาญจนดิษฐ์, ดอนสัก, พุนพิน, ไชยา, วิภาวดี ฯลฯ)

    รวมถึง กาญจนบุรี, เพชรบุรี, พังงา, ระยอง, พระนครศรีอยุธยา, สระบุรี, ขอนแก่น, ฉะเชิงเทรา และสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เพิ่มเติมที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและบริการรองรับครบถ้วน มีผลตั้งแต่ 28 ต.ค.-15 ธ.ค.2568

    หวังใช้สิทธิปลายปีได้คุ้มค่า

    รองโฆษกรัฐบาล ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม ถึง 15 ธันวาคม 2568 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิท่องเที่ยวในช่วงปลายปีได้คุ้มค่ามากขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคและกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่าการขยายสิทธิลดหย่อนภาษีในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ เพิ่มการจับจ่ายในธุรกิจบริการรายย่อย และเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2893137&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vq7AeryVyzwIZd_HC8kgH

  • เช็คเลย! ท่องเที่ยว “อำเภอในเมืองหลัก” ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเทียบเท่า “เมืองรอง” : อินโฟเควสท์

    เช็คเลย! ท่องเที่ยว “อำเภอในเมืองหลัก” ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเทียบเท่า “เมืองรอง” : อินโฟเควสท์

    น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยล่าสุด กรมสรรพากร ได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 456) เพื่อขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่บุคคลธรรมดาที่เดินทางท่องเที่ยวใน “อำเภอของจังหวัดเมืองหลัก” ที่ได้รับสิทธิเทียบเท่า “เมืองรอง” ซึ่งสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวมาหักลดหย่อนภาษีได้ในอัตราเท่ากับเมืองรอง

    โดยพื้นที่ที่อยู่ในเกณฑ์ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี ครอบคลุม “อำเภอในเมืองท่องเที่ยวหลัก” หลายจังหวัด เช่น

    – กระบี่ (เขาพนม, ปลายพระยา, ลำทับ)

    – เชียงใหม่ (แม่แตง, แม่วาง, ดอยสะเก็ด, สันทราย, สารภี, อมก๋อย ฯลฯ)

    – นครราชสีมา (วังน้ำเขียว, ปักธงชัย, พิมาย, สีคิ้ว, ด่านขุนทด, เสิงสาง ฯลฯ)

    – ชลบุรี (บ้านบึง, พานทอง, พนัสนิคม, หนองใหญ่ ฯลฯ)

    – สุราษฎร์ธานี (กาญจนดิษฐ์, ดอนสัก, พุนพิน, ไชยา, วิภาวดี ฯลฯ)

    รวมถึง กาญจนบุรี, เพชรบุรี, พังงา, ระยอง, พระนครศรีอยุธยา, สระบุรี, ขอนแก่น, ฉะเชิงเทรา และสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เพิ่มเติมที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและบริการรองรับครบถ้วน

    รองโฆษกรัฐบาล ระบุว่า มาตรการดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.-15 ธ.ค.68 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิท่องเที่ยวในช่วงปลายปีได้คุ้มค่ามากขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น

    “รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การขยายสิทธิลดหย่อนภาษีในครั้งนี้ จะช่วยกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ เพิ่มการจับจ่ายในธุรกิจบริการรายย่อย และเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน” น.ส.ลลิดา กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/542312&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S_124YcO7MWzUUN2Jthes

  • งานสภาเต็มที่-งานพื้นที่ทำถึง! “พรรคประชาชน” โชว์ผลงาน 2 ปี สส.ภูเก็ต

    งานสภาเต็มที่-งานพื้นที่ทำถึง! “พรรคประชาชน” โชว์ผลงาน 2 ปี สส.ภูเก็ต

    “พรรคประชาชน” โชว์ผลงาน 2 ปี สส.ภูเก็ต งานสภาเต็มที่-งานพื้นที่ทำถึง ลั่นภูเก็ตต้องไปต่อ 3 สส.เดินหน้าทำงานต่อเนื่อง

    พรรคประชาชนได้จัดกิจกรรม “ประชาชนภูเก็ตไปต่อ เพื่อเขียนภาพฝันให้กลายเป็นจริง คนละไม้คนละมือเพื่อภูเก็ตของเราทุกคน” เพื่อนำเสนอผลงานการทำงานตลอด 2 ปีที่ผ่านมาของ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชนทั้ง 3 เขต ประกอบด้วย

    – สมชาติ เตชถาวรเจริญ (เขต 1)

    – เฉลิมพงศ์ แสงดี (เขต 2)

    – ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล (เขต 3)

    รวมถึงรับฟังความเห็นจากประชาชน โดยมีแกนนำพรรคและ สส.ในพื้นที่ภาคใต้เข้าร่วม ได้แก่

    – ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรค

    – วิจักษณ์ พฤกษ์สุริยา รองเลขาธิการพรรค สัดส่วนภาคใต้

    – ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สส.บัญชีรายชื่อ

    – รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ

    – เดชรัต สุขกําเนิด ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต

    ทั้งนี้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชน ทีมงานพรรคในจังหวัด และสมาชิกพรรคเข้าร่วม

    ในช่วงนำเสนอผลงาน สส.ภูเก็ตทั้ง 3 คนได้กล่าวถึงการทำงานตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ที่ขับเคลื่อนงานทั้งในสภาและในพื้นที่ ครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ที่ดิน การท่องเที่ยว เป็นการพิสูจน์ความมุ่งมั่นตั้งใจลงมือทำจริง โดยอาศัยกลไกต่างๆ ในสภา เช่น กรรมาธิการ การเสนอกฎหมายที่สำคัญต่อการพัฒนาจังหวัดภูเก็ตอย่างร่าง พ.ร.บ.ภูเก็ตมหานคร การตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี

    พร้อมยืนยันว่าในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ทั้ง 3 เขตจะเดินหน้าทำงานต่อ เชื่อมั่นว่าประชาชนจะให้ความไว้วางใจ โดยขอให้ประชาชนออกมาแสดงพลังผ่านการเลือกตั้งเช่นเดียวเมื่อปี 2566

    งานสภาเต็มที่-งานพื้นที่ทำถึง!

    ด้านเดชรัตกล่าวว่า ภูเก็ตเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ แต่ขณะเดียวกันมีปัญหาอีกมากที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้
    นโยบายของพรรคประชาชน เราจะเอาจริงกับ 4 เรื่องสำคัญของภูเก็ต

    (1) เอาจริงด้านความปลอดภัย เพื่อให้ภูเก็ตมีการท่องเที่ยวที่ดี ลดอัตราการก่ออาชญากรรมและอุบัติเหตุทางถนน

    (2) เอาจริงด้านเศรษฐกิจ ภูเก็ตไม่ควรพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ต้องทำให้เศรษฐกิจด้านอื่นของภูเก็ตเติบโตด้วย เช่น ด้านดิจิทัล ด้านการดูแลสุขภาพความเป็นอยู่ (wellness)

    (3) เอาจริงด้านพัฒนาคุณภาพชีวิต

    (4) เอาจริงเรื่องการปฏิรูปภาครัฐ ผู้บริหารสูงสุดในจังหวัดภูเก็ตควรมาจากการเลือกตั้งของคนภูเก็ต

    ขณะที่ ภคมน กล่าวว่า ช่วงนี้หากประชาชนติดตามข่าว จะเห็นว่าหลายพรรคการเมืองเปิดตัวผู้สมัครจังหวัดภูเก็ต ประกาศจะทวงคืนจังหวัดภูเก็ต ดังนั้นวันนี้ตนต้องย้ำว่าจังหวัดภูเก็ตนั้น พรรคประชาชนมี สส. อยู่สามเขตสามคน เรายืนยันเจตจำนงกับพี่น้องประชาชน ว่าทุกคนยังไปต่อ ทำงานเข้มข้นเหมือนเดิม 

    “พี่น้องลองคิดดูว่า สส. ที่เราเลือกไป ตลอดสองปีที่ผ่านมา โทรหาแล้วเขารับโทรศัพท์หรือไม่ เขาโทรกลับหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ยืนยันได้ว่าผู้แทนที่เราต้องการ คือคนที่เราจับต้องได้ ประชาชนคือเจ้าของอำนาจ ส่งให้เขาไปทำงานแทน ไม่ใช่เมื่อมีอำนาจแล้วประชาชนติดต่อไม่ได้”

    รองโฆษกพรรคประชาชนกล่าวต่อว่า ตนขอขอบคุณพี่น้องชาวภูเก็ตทุกคน ที่ช่วยยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ ที่ผ่านมาคนใต้เติบโตมาพร้อมมายาอคติที่ว่า ถ้าไม่เป็นลูกหลานคนใหญ่คนโต คุณไม่ต้องคิดฝันเรื่องจะเป็น สส.

    ที่มีคนบอกว่าภาคใต้มีเจ้าของ จนถึงวันนี้ตนก็ยังไม่เคยเห็นเจ้าของที่ว่า ดังนั้นวันนี้เรารู้แล้วว่าคนแบบไหนที่เราฝากความหวังไว้ได้ พรรคการเมืองแบบไหนที่เราคาดหวังความเปลี่ยนแปลงได้

    งานสภาเต็มที่-งานพื้นที่ทำถึง!

    หากย้อนไปผลการเลือกตั้ง 2566 ข่าวออกมาว่าพรรคก้าวไกลได้ สส.ภูเก็ต ทั้ง 3 เขต คนข้างนอกปรามาสว่าเราชนะเพราะกระแส ชนะเพราะทำโซเชียลมีเดียเก่ง แต่ตนอยากบอกว่าคนที่พูดแบบนั้นกำลังดูถูกประชาชน เพราะไม่มีทางที่ประชาชนจะดูคลิปในโซเชียลมีเดียแล้วเกิดความไว้วางใจให้คนไปเป็นผู้แทน

    “ภายใต้คลิปเหล่านั้น เรามีนโยบายที่จับต้องได้ เป็นระบบ มีฐานข้อมูลชัดเจน ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่เราจะชนะกันเพียงเพราะการทำโซเชียลมีเดีย การเลือกตั้งในอีกสามเดือนข้างหน้า นี่คือการเลือกตั้งที่ยืนยันว่าพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เลือกพรรคประชาชนเพราะต้องการการเปลี่ยนแปลง”

    “วันนี้สิ่งที่เราแตกต่างที่สุด ไม่ใช่การทำโซเชียลมีเดียเก่งหรือการหาคนรุ่นใหม่ เพราะตอนนี้พรรคอื่นก็ทำได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครมีแบบเราได้คือความกล้าหาญทางการเมือง วันนี้ทำไมพรรคประชาชนจึงเดินหน้าตรวจสอบทุนเทา วันนี้ทำไม สส.พรรคประชาชนกล้าต่อสู้กับนายทุน นั่นเพราะเราไม่มีเบื้องหลังที่ต้องตอบแทนบุญคุณของใคร นอกจากประชาชน”

    ภคมน ทิ้งท้ายว่า ปัญหาความท้าทายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทั้งหมดวันนี้ ต้องการคนที่มีความกล้าหาญทางการเมืองเข้ามาจัดการ พวกตนเป็นลูกชาวบ้าน ไม่มีต้นทุนทางการเมือง ที่เป็นผู้แทนได้เพราะความไว้ใจจากประชาชน ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่เราทำให้ประชาชนคาดหวังไม่ได้ เมื่อนั้นเราต้องเดินออกไปแล้วให้คนอื่นเข้ามาทำแทน นี่คือสิ่งที่เรายึดถือมาตลอดและเรามั่นใจว่าจะเดินกันแบบนี้ต่อไป 

    “ขอให้พี่น้องชาวภูเก็ตทุกคนไว้ใจพวกเรา เคียงข้างพวกเรา และสร้างความเปลี่ยนแปลงไปพร้อมพวกเรา ประกาศให้รู้ว่าภาคใต้เปลี่ยนได้ ภูเก็ตเปลี่ยนได้ รับรองเปลี่ยนทั้งภาค”

    งานสภาเต็มที่-งานพื้นที่ทำถึง!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732864&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16m-0NLp19i5ykWbp1IuJP

  • ‘น่าน’จัดกิจกรรมยกระดับองค์ความรู้‘สล่าเรือ’ภูมิภาคอาเซียน สู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง 14-23 พ.ย.นี้

    ‘น่าน’จัดกิจกรรมยกระดับองค์ความรู้‘สล่าเรือ’ภูมิภาคอาเซียน สู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง 14-23 พ.ย.นี้

    วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.30 น.

    ‘น่าน’จัดกิจกรรมยกระดับองค์ความรู้‘สล่าเรือ’ภูมิภาคอาเซียน สู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง 14-23 พ.ย.นี้

    3 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน มีการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรม “การยกระดับองค์ความรู้ของสล่าเรือของภูมิภาคอาเซียน” ภายใต้โครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดน่านสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    ทั้งนี้ มีนายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายทางวัฒนธรรม เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่านได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวัฒนธรรมระดับภูมิภาค และยกระดับภูมิปัญญา “สล่าเรือ” ของจังหวัดน่านให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ผ่านกิจกรรมหลัก 3 ส่วน ได้แก่

    พิธีเปิดเครือข่ายองค์ความรู้สล่าเรือและเครือข่ายภูมิภาคอาเซียน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 23 พฤศจิกายน 2568 ณ ข่วงน้อย ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน

    กิจกรรม Workshop ถ่ายทอดองค์ความรู้ของสล่าเรือในภูมิภาคอาเซียน มีผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน อาทิ สปป.ลาว เวียดนาม และเมียนมา รวมถึงผู้แทนจากจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทย เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมเกี่ยวกับเรือ เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือทางวัฒนธรรมร่วมกัน

    การประชุมวิชาการ “การยกระดับองค์ความรู้สล่าเรือในเครือข่ายภูมิภาคอาเซียน” จัดขึ้นในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมดิอิมเพรสน่าน อำเภอเมืองน่าน

    กิจกรรมทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อ ส่งเสริมการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวน่าน ให้คงอยู่ต่อไป พร้อมสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัด และพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางวัฒนธรรมในระดับอาเซียน เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดน่านให้ก้าวสู่การเป็น “เมืองท่องเที่ยวคุณภาพสูงในระดับภูมิภาค” อย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/925321&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GacVo-QlzgU4zeT_H-Oof

  • “พิพัฒน์” เดินหน้าแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรเรื้อรัง สั่งจัดแผนอัตรากำลังใหม่ ใช้ไอทีเสริม จ้างคนนอกช่วย ลั่นต้องทำให้ รฟท. แข็งแกร่ง ยั่งยืน ไม่ขาดทุน

    “พิพัฒน์” เดินหน้าแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรเรื้อรัง สั่งจัดแผนอัตรากำลังใหม่ ใช้ไอทีเสริม จ้างคนนอกช่วย ลั่นต้องทำให้ รฟท. แข็งแกร่ง ยั่งยืน ไม่ขาดทุน

    กระทรวงคมนาคม (คค.) วันที่ 3 พ.ย. – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) โดยมีนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่า รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ผู้แทน รฟท. นายสราวุธ สราญวงศ์ ประธานสหภาพฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

    นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอัตรากำลังของ รฟท. ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะตำแหน่งด้านความปลอดภัยในการเดินรถ เช่น พนักงานขับรถจักร ช่างเครื่อง พนักงานควบคุมการเดินรถ และเจ้าหน้าที่รักษารถ ที่ปัจจุบันต้องทำงานหนักต่อเนื่อง ไม่มีวันหยุด และปฏิบัติงานล่วงเวลาอย่างต่อเนื่อง

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ได้รับฟังข้อเสนอจาก สร.รฟท. ซึ่งขอให้รัฐบาลทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 ที่กำหนดให้ รฟท. สามารถรับพนักงานเพิ่มได้ไม่เกินร้อยละ 5 จากจำนวนผู้เกษียณอายุ ซึ่งไม่เพียงพอกับภารกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 เปิดให้บริการแล้ว และทางคู่ระยะที่ 2 รวมถึงทางคู่สายใหม่ จะทยอยเปิดใช้งานในช่วงปี 2572

    “ได้มอบให้ รฟท. และสหภาพแรงงานฯ ร่วมกันจัดทำแผนอัตรากำลังให้เหมาะสมกับภารกิจ พร้อมนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยเสริม ลดภาระงานซ้ำซ้อน และควบคุมให้การทำงานเป็นไปตามกฎหมายแรงงาน เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร” นายพิพัฒน์ กล่าว

    นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำให้ รฟท. พิจารณานำค่าล่วงเวลาของพนักงานไปใช้ในการจ้างบุคคลภายนอกเพิ่มเติม เพื่อแบ่งเบาภาระงาน และให้บรรจุนักเรียนที่จบจากโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟเข้าทำงานครบทุกปีการศึกษา เพื่อเสริมกำลังคนรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของทรัพยากร เช่น รถจักร รถพ่วง และตู้โดยสาร นายพิพัฒน์ ได้สั่งการให้ รฟท. เร่งจัดทำแผนบริหารจัดการธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ โดยต้องมองเห็นแนวทางที่ทำให้กิจการ “มีกำไรและไม่ขาดทุน” พร้อมยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมพร้อมสนับสนุนการจัดหาทรัพยากรที่จำเป็น โดยไม่ให้กระทบต่อหนี้สาธารณะของประเทศ

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ได้เน้นให้ รฟท. พิจารณาราคาเช่าทรัพย์สินให้สอดคล้องกับราคาตลาดและแนวโน้มในอนาคต เพื่อเพิ่มรายได้ และนำกลับมาพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เราต้องทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทยกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ทั้งในด้านบุคลากรและการบริหารจัดการ เพื่อให้พนักงานมีขวัญกำลังใจ และให้กิจการเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน ไม่ต้องพึ่งพาการกู้เงินจากรัฐอีกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/254196&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YD1yzpTIsBkcZNz5SmcS9

  • รัฐบาล ชวนกิน-ชวนเที่ยว ลดหย่อนภาษี กระตุ้นท่องเที่ยวปลายปี

    รัฐบาล ชวนกิน-ชวนเที่ยว ลดหย่อนภาษี กระตุ้นท่องเที่ยวปลายปี


    รัฐบาลเชิญชวนประชาชน กิน-เที่ยวลดหย่อนภาษี 2568 กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงปลายปี เป้าหมาย สร้างเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง คนไทยมีรายได้ทุกพื้นที่

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการทุกหน่วยงาน เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ด้วยมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยมุ่งให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนเวียนลงสู่จังหวัดเมืองรองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “เที่ยวดี มีคืน” และเป้าหมาย “เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง คนไทยมีรายได้ทุกพื้นที่”

    โดยมอบสิทธิ์ด้านภาษี สำหรับประชาชนทั่วไป ที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ดังนี้

    • นำ ค่าที่พักและค่าอาหาร หักลดหย่อนภาษี ได้ สูงสุด 20,000 บาท

    • หากเดินทางไป จังหวัดเมืองรอง สามารถ หักลดหย่อนได้ 1.5 เท่า (ลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท)

    “มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว รัฐบาลตั้งเป้าสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและสร้างความสุข สร้างความคึกคักให้บรรยากาศท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปี ให้พี่น้องชาวไทยทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม  ถือเป็นการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยมุ่งให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยจนถึงธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ และเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบ “พาเงินออกนอกเมืองใหญ่” สู่พื้นที่ที่ยังมีศักยภาพรอการค้นพบ ซึ่งไม่ใช่แค่ทริป แต่เป็นการ “ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตจากมือของเราเอง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/37125&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VGupwezhID3Q8kxDd6CDX