Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน ชู 5

    นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน ชู 5

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ThailandAustralia Investment and Business Partnership Reception โดยมีนักธุรกิจชั้นนำจากออสเตรเลียมากกว่า 70 ราย ครอบคลุม 10 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งกลุ่มการผลิตขั้นสูง เกษตรและอาหาร ยานยนต์ ดิจิทัล เหมืองแร่ และพลังงานหมุนเวียน เช่น Canva, ARB Corporation, Cochlear และ NEXTDC พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจออสเตรเลียใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนและประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียน โดยเห็นโอกาสขยายความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมและอาหาร พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ การผลิตขั้นสูง และการศึกษา

    นายอนุทิน กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล แต่เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจให้เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานไปสู่การลงทุน การสร้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ โดยรัฐบาลมีหน้าที่เปิดประตูและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ขณะที่ภาคธุรกิจคือผู้ที่จะเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    ในระดับภูมิภาค ไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน และจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2571 มุ่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของภูมิภาค โดยไทยกำลังขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยง และสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงขนาดของตลาดภายในประเทศ แต่รวมถึงที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการค้าที่เชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ การลงทุนและผลิตในประเทศไทยจึงไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงตลาดไทยที่มีประชากรราว 66 ล้านคนเท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน และมีการบูรณาการด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    การลงทุนและผลิตในประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงการเข้าสู่ตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่คือการเข้าสู่ทั้งภูมิภาค นายกรัฐมนตรีกล่าว

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน คิดเป็นเงินไทยราว 1.87 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 23.47 บาท) ซึ่งเพียงช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วประมาณ 61,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอน นักลงทุนยังคงมองเห็นโอกาสและเลือกประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน

    *ชู Thailand Fast Pass ดึงลงทุน จ่อถกนายกฯ ออสเตรเลียเจรจาขยายวีซ่าทำงาน

    นายอนุทิน กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติให้การตอบรับอย่างล้นหลาม คือนโยบาย Thailand Fast Pass ของบีโอไอ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางคอยแก้ไขปัญหาและจุดติดขัด ให้นักลงทุนแบบเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้กระบวนการต่างๆ มีความรวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยไม่มีนักลงทุนรายใดสะท้อนปัญหาในด้านลบเลย

    รัฐบาลเข้าใจดีว่าการดึงดูดการลงทุนจำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมที่ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมั่นใจ เราจึงเปิดตัว Thailand Fast Pass เพื่อช่วยให้นักลงทุนเคลื่อนไหวได้รวดเร็วขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนอนุมัติจนถึงเริ่มงาน พร้อมโปรแกรม Skill Bridge พัฒนาบุคลากรด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวที่ช่วยให้ธุรกิจจัดหาพลังงานหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น โดยประเทศไทยตั้งใจที่จะเป็นประเทศที่เปิดกว้าง มั่นคง และแข่งขันได้ เพื่อความสำเร็จของผู้ที่เลือกสร้างธุรกิจไปพร้อมกับเรา นายอนุทิน กล่าว

    นายอนุทิน กล่าวว่า ปัจจุบันออสเตรเลียมีความต้องการน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) เป็นจำนวนมาก ในขณะที่ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันอากาศยานสำรองส่วนเกิน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการผลิตน้ำมันดีเซลในปริมาณมาก ดังนั้น หากทางรัฐบาลออสเตรเลียแสดงเจตจำนง รัฐบาลไทยก็พร้อมที่จะพิจารณาคลายล็อกกฎระเบียบเพื่อส่งออกน้ำมันอากาศยานไปช่วยเหลือ ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการของออสเตรเลียแล้ว ยังเป็นการเพิ่มยอดการส่งออกและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทยอีกด้วย

    ส่วนจะมีการหารือถึงประเด็นการผลักดันแรงงานไทยให้มาทำงานที่ออสเตรเลียเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันวีซ่าทำงานมีระยะเวลาที่สั้นลง นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า จะต้องมีการเจรจาในเรื่องนี้อย่างแน่นอน ภายหลังจากการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนย่านไทยทาวน์ และพบว่าธุรกิจร้านอาหารไทยกำลังเติบโต แต่กลับเผชิญปัญหาขาดแคลนเชฟ ซึ่งรัฐบาลจะต้องเข้าไปช่วยเจรจาแก้ไขข้อติดขัดตรงนี้

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12837961&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QaECSvC6CkCRGm-S35UV8

  • ไต้หวันเตรียมแจกเงิน 10,000 ดอลลาร์ หลังเศรษฐกิจครึ่งปีแรกโต 14.15%

    ไต้หวันเตรียมแจกเงิน 10,000 ดอลลาร์ หลังเศรษฐกิจครึ่งปีแรกโต 14.15%

    ไต้หวันเตรียมแจกเงินสด 10,000 ดอลลาร์ อานิสงส์เศรษฐกิจ AI โตพุ่ง

    ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ประกาศเตรียมบรรจุโครงการแจกเงินสด 235.7 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน ในงบประมาณปี 2027 เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับเงินสนับสนุน 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หวังกระจาย “ผลประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์” สู่มือประชาชน พร้อมเดินหน้าผลักดันมาตรการช่วยเหลือครอบครัวและงบกลาโหมทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวันเป็นครั้งแรก

    เจาะลึกมาตรการแจกเงินสด 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน และทิศทางงบประมาณไต้หวัน 2027

    • แจกเงินสดถ้วนหน้า: รัฐบาลเตรียมจัดสรรงบประมาณ 235.7 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน แจกเงินสด 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันให้ประชาชนทุกคน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยประชาชนสามารถนำไปใช้จ่ายตามความจำเป็น เช่น การศึกษา การดูแลผู้สูงอายุ หรือค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
    • อานิสงส์เศรษฐกิจ AI บูม: การแจกเงินครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจของไต้หวัน ที่คาดว่าจะพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 39 ปี จากความต้องการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ และบริการคลาวด์ระดับโลก
    • 5 วาระงบประมาณสำคัญ: นอกจากเงินเยียวยาแล้ว งบประมาณปี 2027 ยังมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนครอบครัว (373 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน), งบกลาโหมรวมทะลุ 1.1225 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (เกิน 3% ของ GDP), การพัฒนาเทคโนโลยี, โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ และการสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลท้องถิ่น

    อ้างอิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9904143/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E8AzvMlZo_8HEzHsLd1dv

  • นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย “ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน” เปิดตลาดเกือบ 700 ล้านคน ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

    นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย “ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน” เปิดตลาดเกือบ 700 ล้านคน ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

    นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย “ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน” เปิดตลาดเกือบ 700 ล้านคน ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ


    18/08/2569 | 101 |

    วันนี้ (วันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569) เวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Crown Towers นครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาในงาน “Thailand–Australia Investment and Business Partnership Reception” หัวข้อ “Thailand and Australia, A Strategic Partnership for Growth” โดยมีผู้แทนภาครัฐและภาคธุรกิจของไทยและออสเตรเลียเข้าร่วม พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจออสเตรเลียใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนและประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในปี 2570 ไทยและออสเตรเลียจะครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งทั้งด้านการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน การเยือนครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล แต่เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจให้เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานไปสู่การลงทุน การสร้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ โดยรัฐบาลมีหน้าที่เปิดประตูและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ขณะที่ภาคธุรกิจคือผู้ที่จะเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เข้มแข็ง การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยและภูมิภาคสามารถเติบโตได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

    ในระดับภูมิภาค ไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน และจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2571 มุ่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของภูมิภาค โดยไทยกำลังขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยง และสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงขนาดของตลาดภายในประเทศ แต่รวมถึงที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการค้าที่เชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ การลงทุนและผลิตในประเทศไทยจึงไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงตลาดไทยที่มีประชากรราว 66 ล้านคนเท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน และมีการบูรณาการด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    “การลงทุนและผลิตในประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงการเข้าสู่ตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่คือการเข้าสู่ทั้งภูมิภาค” นายกรัฐมนตรีกล่าว

    สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–ออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลียที่มีผลบังคับใช้มานานกว่า 2 ทศวรรษ ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีจุดแข็งที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ โดยเห็นโอกาสขยายความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมและอาหาร พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ การผลิตขั้นสูง และการศึกษา

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 จากปีก่อน คิดเป็นเงินไทยราว 1.87 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 23.47 บาท) ซึ่งเพียงช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วประมาณ 61,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอน นักลงทุนยังคงมองเห็นโอกาสและเลือกประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังเร่งทำให้การลงทุนในประเทศไทยสะดวกและแข่งขันได้มากขึ้น โดย Thailand FastPass ช่วยให้นักลงทุนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถเดินหน้าจากขั้นตอนการอนุมัติไปสู่การดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่ Skill Bridge มุ่งพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ และการผลิตขั้นสูง ส่วน Utility Green Tariff นั้น เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนและความยั่งยืน

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเชิญชวนภาคธุรกิจไทยและออสเตรเลียใช้ประโยชน์จากความไว้วางใจที่สั่งสมมาเกือบ 75 ปี และรากฐานจากความตกลงการค้าเสรีที่มีมานานกว่า 2 ทศวรรษ เพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน ขยายการลงทุน และสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมองประเทศไทยเป็นทั้งฐานการลงทุนและจุดเชื่อมต่อสู่โอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน

    ทั้งนี้ ในการจัดงานครั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้เชิญบริษัทชั้นนำของออสเตรเลียกว่า 53 แห่งเข้าร่วม ครอบคลุมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนของไทย ทั้งเทคโนโลยี ดิจิทัล เกษตรและอาหาร ยานยนต์ การผลิตขั้นสูง เหมืองแร่ และการศึกษา อาทิ ANCA บริษัทด้านการผลิตขั้นสูงซึ่งมีฐานการดำเนินธุรกิจและผลิตเครื่องจักรในประเทศไทย Canva บริษัทเทคโนโลยีด้านการออกแบบที่ให้ความสนใจต่อศักยภาพเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย และ Hastings ซึ่งดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเหมืองแร่  ส่วนเอกชน ได้แก่  ไทยเบฟเวอเรจ  กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์   ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล  บี.กริม เพาเวอร์ จำกลุ่มมิตรผล เป็นต้น

    ภาคธุรกิจออสเตรเลียและไทยที่เข้าร่วมงานยังสะท้อนว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศได้พบปะและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจโดยตรง ขณะเดียวกัน การได้พบกับนายกรัฐมนตรีและผู้กำหนดนโยบายสำคัญของไทย ทำให้ภาคธุรกิจออสเตรเลียได้รับทราบทิศทางนโยบายและโอกาสการลงทุนของประเทศไทยอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถมองเห็นสาขาที่จุดแข็งของออสเตรเลียสามารถเชื่อมโยงกับความต้องการและทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยได้ในอนาคต

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/167787


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/532889&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vRmfzvoQ86XbFIXTWmcN7

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 18 สิงหาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 18 สิงหาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 10.19 น.


    กลยุทธ์ : Bond Yield กดทอง ลุ้นขาขึ้น
    แนวต้าน : $4,460 , 69,500 บาท
    แนวรับ : $4,360 , 68,500 บาท
    .

    ทองคำเผชิญแรงกดดันจาก Bond Yield แต่ยังมีแรงหนุนจากความเสี่ยงตะวันออกกลาง ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบ Hormuz ที่กลับมาเพิ่มขึ้น กระตุ้นแรงซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ตลาดยังให้น้ำหนักว่า Fed มีโอกาสคงดอกเบี้ยต่อ หลังเศรษฐกิจและตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัว ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าและช่วยพยุงทอง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่พุ่งเหนือ $90 ต่อบาร์เรล กลับเพิ่มความกังวลเงินเฟ้อและดัน Bond Yield 10 ปีขึ้นสู่ 4.73% กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดการปรับขึ้นของทองคำในระยะสั้น
    .

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลงยังเพิ่มแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย หลังราคาพลังงานและ Bond Yield ที่สูงขึ้นกดดันหุ้นกลุ่มเติบโต นักลงทุนจึงเริ่มลดความเสี่ยงและกระจายเงินบางส่วนเข้าสู่ทองคำ ขณะที่ภาพระยะยาวยังมีปัจจัยสนับสนุนจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจผ่อนคลายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาเป็นประเด็นกดดันตลาดและจำกัด Upside ของทองคำในช่วงนี้
    .

    ด้านเทคนิค ทองคำเริ่มส่งสัญญาณพักตัว หลังถูกปฏิเสธบริเวณแนวต้าน $4,460 หรือ 69,500 บาท ขณะที่ RSI เกิด Bearish Divergence สะท้อนแรงซื้อที่เริ่มชะลอ หากย่อตัวลงมา แนวรับแรกอยู่ที่ $4,360 หรือ 68,500 บาท หากยืนได้ มีโอกาสฟื้นกลับขึ้นทดสอบ $4,460 อีกครั้ง แต่หากหลุด แนวรับถัดไปอยู่บริเวณ $4,300–4,320 กลยุทธ์ช่วงนี้จึงเน้นรอย่อ ไม่ไล่ราคา และติดตาม Bond Yield กับสถานการณ์ Hormuz อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางทองคำระยะสั้น ขณะที่ภาพระยะยาวยังมีโอกาสเป็นขาขึ้นได้หากแรงกดดันด้านดอกเบี้ยคลี่คลาย

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-18-aug-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M7o3ugaFK1bI1IpFClK70

  • บล.เอเซีย พลัส เตือนความเสี่ยง “เศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค” กดดันหุ้นไทย

    บล.เอเซีย พลัส เตือนความเสี่ยง “เศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค” กดดันหุ้นไทย


    บล.เอเซีย พลัส เตือนความเสี่ยง “เศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค” คลานเข่ากดดันหุ้นไทย หลัง GDP Q2 โตแผ่ว สวนทางดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลรอบ 8 ไตรมาส — ชู PTTEP-CPF-DELTA ตั้งรับตลาดเปราะบาง

    บล.เอเซีย พลัส ประเมินสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางตลาดการลงทุนชี้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยเริ่มเผชิญความผันผวนรอบใหม่ โดยฝั่งตลาดโลกได้รับแรงกดดันจากวิกฤตตะวันออกกลางและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่พุ่งสูง ขณะที่เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 โตแผ่วและเผชิญความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคในไตรมาสถัดไป แนะกลยุทธ์ลงทุนแบบเจาะจงรายตัว (Selective Buy) ในกลุ่มหุ้นพื้นฐานดีที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและราคา Laggard พร้อมถือทองคำเพื่อบริหารความเสี่ยง

    มรสุมดอกเบี้ยสูงและวิกฤตตะวันออกกลางพ่นพิษ – ดันน้ำมัน Brent ทะลุ 90 เหรียญฯ ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรทั่วโลกต่างปรับตัวลดลงจากความกังวลว่าราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงจะส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น จนอาจบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้

    ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะยานยืนเหนือระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาทองคำพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน ปัจจัยผลักดันหลักมาจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่กลับมาลุกลามในหลายพื้นที่ตลอดช่วงเดือนสิงหาคม 2569 อาทิ เหตุอิสราเอลสังหารผู้บัญชาการระดับสูงของกลุ่ม Hezbollah ในเลบานอน, การโจมตีทางอากาศในกาซาและปาเลสไตน์, กลุ่มฮูตีโจมตีเรือในทะเลแดง และการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งไปกว่านั้น ความหวังในการสร้างสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านต้องสะดุดลงหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธที่จะขยายข้อตกลงหยุดยิง (ซึ่งหมดอายุไปเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569) และส่งสัญญาณขู่โจมตีทางทหารต่อโอมานหากเข้ามาขัดขวางแผนการเจรจาในประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ

    นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี (Bond Yield 30Y) ได้พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 (สูงสุดในรอบ 19 ปี) สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สินและการขาดวินัยทางการคลังของสหรัฐฯ จากการใช้จ่ายภาครัฐที่สูงขึ้นและการออกพันธบัตรรุ่นระยะยาวจำนวนมหาศาล สอดคล้องกับข้อมูล Foreign Holdings ล่าสุดในเดือน มิ.ย. ที่ระบุว่ายอดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของต่างชาติปรับตัวลดลงเหลือ 9.299 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ลดการถือครองลง -2.3% MoM เหลือ 1.116 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และจีนลดลงถึง -4.0% MoM เหลือเพียง 6.334 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2008

    จับตาผลประกอบการ Big Tech จีน – ปลื้มงบ SMIC เข้าสู่ Earnings Upgrade ในฝั่งตลาดหุ้นต่างประเทศ สัปดาห์นี้ (17-21 ส.ค. 2569) จะเป็นสัปดาห์สำคัญของการประกาศผลประกอบการของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในจีน (Big Tech จีน) ได้แก่

    • วันอังคาร: Baidu, Xiaomi 
    • วันพุธ: Biren Technology, Kuaishou
    • วันพฤหัสบดี: Alibaba, Netease, Pop Mart

    ฝ่ายวิจัยระบุว่า ในกลุ่มหุ้นจีนที่จะประกาศงบสัปดาห์นี้ ชื่นชอบ DR: BABA80 (Alibaba) มากที่สุด เนื่องจากคาดหวังผลการดำเนินงานกลุ่มธุรกิจ Cloud ที่มีโอกาสโตดีกว่าคาดตามความต้องการทั่วโลก และธุรกิจ Food Delivery ที่มีแนวโน้มขาดทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากนี้ยังแนะนำเก็งกำไรใน DR: NETEASE80 (Netease) จากกลุ่มธุรกิจเกมที่ยังแข็งแกร่ง และ DR: XIAOMI80 (Xiaomi) ที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2 จะผ่านจุดต่ำสุดของปีและพร้อมฟื้นตัวเด่นในช่วงครึ่งปีหลัง สำหรับหุ้นเทคโนโลยีจีนที่โดดเด่นในเวลานี้คือ SMIC (981 HK) ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปของจีน ที่รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ดีกว่าตลาดคาดการณ์ไว้มาก (Positive Surprise) โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 3.01 พันล้านหยวน (+36% YoY) สูงกว่าคาด 5% และมีกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 0.06 หยวน (+200% YoY) สูงกว่าคาดถึง 74% รับแรงหนุนสำคัญจากอุปสงค์ชิ้นส่วนชิปที่แข็งแกร่ง ส่งให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ทะยานขึ้นแตะ 25.3% (สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 21.4%)

    บล.เอเซีย พลัส ยังคงแนะนำเก็งกำไรต่อเนื่องใน DR: SMIC23 และยกให้เป็น Top Pick หุ้นจีนประจำไตรมาส 3 เนื่องจากบริษัทกำลังอยู่ในวัฏจักรการปรับเพิ่มประมาณการกำไร (Earnings Upgrade Cycle) และมีสัญญาณเติบโตต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังจากการปรับเพิ่มราคาสินค้าขึ้น 

    เศรษฐกิจไทย Q2 โตแผ่ว เสี่ยงเกิด Technical Recession ในไตรมาส 3 หลังขาดดุลเดินสะพัดรอบ 8 ไตรมาส สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ชี้ว่าภาพรวม GDP ในไตรมาส 2 ปี 2569 (2Q69) เติบโตแผ่วลงและอยู่ในสภาวะ “โตน้อย YoY ลดลง QoQ” โดยขยายตัวเพียง +1.9% YoY แต่หดตัวลดลง -0.2% QoQ เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โครงสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจภายในประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันหนักใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่

    1.การใช้จ่ายภาคเอกชนชะลอตัว: มีการปรับลดลงทั้งในกลุ่มสินค้าคงทน สินค้าไม่คงทน รวมถึงภาคบริการในหมวดภัตตาคาร โรงแรม และการขนส่ง 

    2.การใช้จ่ายภาครัฐปรับลดลง: เกิดจากการลดลงของการจัดซื้อสินค้าและบริการ การโอนเพื่อสวัสดิการสังคม และค่าตอบแทนแรงงาน

    3.การลงทุนภาครัฐหดตัว: แม้การลงทุนของรัฐบาลกลางจะขยายตัวได้ดี แต่อัตราการลงทุนในภาพรวมกลับลดลงตามการชะลอตัวของการลงทุนจากฝั่งรัฐวิสาหกิจ 
    อย่างไรก็ดี เครื่องยนต์ฝั่งการค้าระหว่างประเทศยังเป็นจุดเด่นที่ขยายตัวอย่างชัดเจน โดยการส่งออกในไตรมาส 2 เติบโตโดดเด่นถึง +12.5% YoY นำโดยอุปกรณ์โทรคมนาคม (+129.0%), ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ (+65.5%), รถกระบะและรถบรรทุก (+55.8%) และเครื่องจักร (+23.1%) แต่ในทางกลับกัน มูลค่าการนำเข้าก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน อาทิ ชิ้นส่วนแผงวงจรนำเข้าพุ่งขึ้น +131.8%, แผ่นวงจรพิมพ์ +79.8% และการนำเข้าน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นถึง +117.3% ผลกระทบจากการที่มูลค่านำเข้าเติบโตสูงกว่าส่งออก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส (ขาดดุลทั้งดุลการค้าและดุลบริการ) ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ ยิ่งไปกว่านั้น จากตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ที่ติดลบ -0.2% QoQ ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Technical Recession (เศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคจากการติดลบต่อกัน 2 ไตรมาส) ในช่วงไตรมาสถัดไป ดังนั้น ในช่วงไตรมาส 3/2569 ประเทศไทยจำเป็นต้องผลักดันให้ GDP เติบโตอย่างน้อย +2.2% YoY (ภายใต้สมมติฐาน QoQ เติบโตที่ 0%) เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย และประคองให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ +2.3% 

    กลยุทธ์การลงทุน: สู้ตลาดเปราะบาง ดัชนีชนแนวต้าน 1,630 จุด ชู PTTEP-CPF-DELTA หลบภัย ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน ภาพรวมตลาดเริ่มส่งสัญญาณความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ข้อมูลจาก CFTC ระบุว่า กลุ่มนักเก็งกำไรได้เร่งตัวทำสถานะขายสุทธิ (Net Short) ในดัชนี NASDAQ100 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 9.9K สัญญา พุ่งแตะระดับ 42.9K สัญญา (ณ วันที่ 11 ส.ค. 2569) หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าตัวภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นสัปดาห์ที่มีการ Net Short สูงสุดของปีนี้ สะท้อนความระมัดระวังต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET Index) เผชิญความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีมีแนวต้านสำคัญที่ระดับ 1,630 จุด ซึ่งเสี่ยงที่จะเผชิญแรงขายทำกำไร ขณะที่การปรับตัวขึ้นของตลาดในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างกระจุกตัวอยู่เฉพาะหุ้นบางรายที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวหรืองบไตรมาส 2 ออกมาดี (เช่น HANA, PLANB, CRC, CK) เท่านั้น บ่งชี้ว่าตลาดยังขาดเสถียรภาพและไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอ 

    ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” คัดเลือกซื้อหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว เด่นทั้งด้านมูลค่าและโมเมนตัมการเติบโตประจำวัน ได้แก่

    1.PTTEP: ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตอบรับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงรุมเร้า (แนวรับ 135.00 บาท / แนวต้าน 141.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 132.25 บาท)

    2.CPF: แนวโน้มผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีหลัง (2H69) จะฟื้นตัวอย่างชัดเจนตามทิศทางราคาเนื้อสัตว์ที่ปรับขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี และมีการจ่ายปันผลระหว่างกาล (1H69) ที่จูงใจในอัตรา 0.45 บาทต่อหุ้น (คิดเป็น Dividend Yield ราว 2%) (แนวรับ 22.30 บาท / แนวต้าน 23.50 บาท / จุดตัดขาดทุน 21.80 บาท)

    3.DELTA: คาดรายได้ครึ่งปีหลังเติบโตเด่นจากการขยายตัวของกลุ่มยอดขายสินค้า AI และ Data Center ขณะเดียวกัน ราคาหุ้น DELTA ไทยยังมีความน่าสนใจสูงเนื่องจากราคายังตามหลัง (Laggard) หุ้นบริษัทแม่ที่ไต้หวันอยู่ถึง 17% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา (แนวรับ 273.00 บาท / แนวต้าน 290.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 254.00 บาท)

    4.BABA80: ได้รับผลดีเชิงจิตวิทยาจากยอดดาวน์โหลดโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในตระกูล “QWEN” ที่ทะลุระดับ 3 พันล้านครั้งไปเรียบร้อยแล้ว (แนวรับ 5.05 บาท / แนวต้าน 5.35 บาท / จุดตัดขาดทุน 4.85 บาท)

    5.ZIJIN80: ได้รับปัจจัยบวกจากทิศทางราคาทองคำโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นสินทรัพย์หลบภัย ท่ามกลางความตึงเครียดของสหรัฐฯ และอิหร่านที่แม้จะพอมีสัญญาณผ่อนคลายบ้างในบางขณะ (แนวรับ 15.50 บาท / แนวต้าน 17.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 15.10 บาท)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/45852&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MrfITCFQhBjgl2nt0GzgF

  • นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย ลงทุนไทย ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

    นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย ลงทุนไทย ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

    นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย “ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน” เปิดตลาดเกือบ 700 ล้านคน ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

    18 สิงหาคม 2569 – เวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Crown Towers นครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาในงาน “Thailand–Australia Investment and Business Partnership Reception” หัวข้อ “Thailand and Australia, A Strategic Partnership for Growth” โดยมีผู้แทนภาครัฐและภาคธุรกิจของไทยและออสเตรเลียเข้าร่วม

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในปี 2570 ไทยและออสเตรเลียจะครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งทั้งด้านการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน การเยือนครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล แต่เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจให้เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานไปสู่การลงทุน การสร้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ โดยรัฐบาลมีหน้าที่เปิดประตูและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ขณะที่ภาคธุรกิจคือผู้ที่จะเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เข้มแข็ง การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยและภูมิภาคสามารถเติบโตได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ในระดับภูมิภาคไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน และจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2571 มุ่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของภูมิภาค โดยไทยกำลังขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยง และสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

    นายกรัฐมนตรี กล่าวเน้นย้ำว่า จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงขนาดของตลาดภายในประเทศ แต่รวมถึงที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการค้าที่เชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ การลงทุนและผลิตในประเทศไทยจึงไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงตลาดไทยที่มีประชากรราว 66 ล้านคนเท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน และมีการบูรณาการด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    “การลงทุนและผลิตในประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงการเข้าสู่ตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่คือการเข้าสู่ทั้งภูมิภาค” นายกรัฐมนตรีกล่าว

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–ออสเตรเลีย ทั้งสองประเทศมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลียที่มีผลบังคับใช้มานานกว่า 2 ทศวรรษ ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีจุดแข็งที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ โดยเห็นโอกาสขยายความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมและอาหาร พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ การผลิตขั้นสูง และการศึกษา

    นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 จากปีก่อน คิดเป็นเงินไทยราว 1.87 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 23.47 บาท) ซึ่งเพียงช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วประมาณ 61,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอน นักลงทุนยังคงมองเห็นโอกาสและเลือกประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังเร่งทำให้การลงทุนในประเทศไทยสะดวกและแข่งขันได้มากขึ้น โดย Thailand FastPass ช่วยให้นักลงทุนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถเดินหน้าจากขั้นตอนการอนุมัติไปสู่การดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่ Skill Bridge มุ่งพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ และการผลิตขั้นสูง ส่วน Utility Green Tariff นั้น เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนและความยั่งยืน

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวเชิญชวนภาคธุรกิจไทยและออสเตรเลียใช้ประโยชน์จากความไว้วางใจที่สั่งสมมาเกือบ 75 ปี และรากฐานจากความตกลงการค้าเสรีที่มีมานานกว่า 2 ทศวรรษ เพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน ขยายการลงทุน และสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมองประเทศไทยเป็นทั้งฐานการลงทุนและจุดเชื่อมต่อสู่โอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน

    ทั้งนี้ ในการจัดงานครั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้เชิญบริษัทชั้นนำของออสเตรเลียกว่า 53 แห่งเข้าร่วม ครอบคลุมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนของไทย ทั้งเทคโนโลยี ดิจิทัล เกษตรและอาหาร ยานยนต์ การผลิตขั้นสูง เหมืองแร่ และการศึกษา อาทิ ANCA บริษัทด้านการผลิตขั้นสูงซึ่งมีฐานการดำเนินธุรกิจและผลิตเครื่องจักรในประเทศไทย Canva บริษัทเทคโนโลยีด้านการออกแบบที่ให้ความสนใจต่อศักยภาพเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย และ Hastings ซึ่งดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ส่วนเอกชน ได้แก่ ไทยเบฟเวอเรจ กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.กริม เพาเวอร์ จำกลุ่มมิตรผล เป็นต้น

    ภาคธุรกิจออสเตรเลียและไทยที่เข้าร่วมงานยังสะท้อนว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศได้พบปะและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจโดยตรง ขณะเดียวกัน การได้พบกับนายกรัฐมนตรีและผู้กำหนดนโยบายสำคัญของไทย ทำให้ภาคธุรกิจออสเตรเลียได้รับทราบทิศทางนโยบายและโอกาสการลงทุนของประเทศไทยอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถมองเห็นสาขาที่จุดแข็งของออสเตรเลียสามารถเชื่อมโยงกับความต้องการและทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1052332/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RsPzcMdr30LurAjxPA2xA

  • ทวี ชูหลักนิติธรรม-ฟังเสียงท้องถิ่น หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจการค้าด่านสะเดา 3แสนล้าน

    ทวี ชูหลักนิติธรรม-ฟังเสียงท้องถิ่น หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจการค้าด่านสะเดา 3แสนล้าน

    กมธ.กฎหมาย สภาฯ ลงพื้นที่สะเดารับฟังความเห็น ‘พ.ต.อ.ทวี’ ชูหลักนิติธรรม-ฟังเสียงท้องถิ่น หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจการค้าด่านสะเดา 3 แสนล้าน

    เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2569 ที่ศาลพระโพธิสัตว์กวนอิม ด่านนอก ซอย 4 ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายรังสิมันต์ โรม ประธานกมธ. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กมธ.และที่ปรึกษา อดีตรมว.ยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล โฆษกกมธ.และ นายรอมฎอน ปันจอร์ เลขานุการกมธ.

    ได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและรับฟังความคิดเห็นในหัวข้อ “การบังคับใช้กฎหมาย การอำนวยความยุติธรรม และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพื่อสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ภาคใต้”

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ มุ่งเน้นการรับฟังผลกระทบเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ภายหลังการเปิดใช้งานด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลสำนักขาม (เมืองด่านนอก) ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ปริมาณนักท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัด

    โดยมี ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่สงขลา, นายนิรันดร์ สุเจตวงศ์ ว่าที่นายกเทศมนตรีตำบลสำนักขาม พร้อมทีมผู้บริหาร ตัวแทนเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ประกอบการ และภาคประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกว่า 100 คน

    พ.ต.อ.ทวี เปิดเผยถึงสถานการณ์หลังเปิดด่านใหม่มาได้ราว 2 เดือนว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสัญจรและการค้าขายในพื้นที่ด่านเดิม โดยชี้ให้เห็นถึงเงื่อนปม 3 ด้านหลัก ปัญหาเชิงนโยบายความมั่นคงและการเจรจาระหว่างประเทศ มีการอ้างข้อกำหนดจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่าทางการมาเลเซียประสงค์ให้เปิดใช้งานเพียงด่านเดียว ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงในระดับทวิภาคีเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่เดิม

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและสัญญาประชาคม ทิศทางการระบายคนและสินค้าเทไปยังด่านใหม่ทั้งหมด และดึงนักท่องเที่ยวตรงเข้าสู่อำเภอหาดใหญ่ทันที ส่งผลให้พื้นที่ด่านนอกซบเซา ทั้งที่ตามเป้าหมายเดิมควรส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวแวะพัก 2–3 คืน ซึ่งขัดต่อสัญญาประชาคมที่เคยตกลงกันไว้ตั้งแต่เริ่มผลักดันโครงการ

    และการขาดการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น การบริหารจัดการไม่เปิดโอกาสให้ตัวแทนภาคประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้รู้ปัญหาจริงเข้ามามีส่วนร่วมในการวางระบบ

    พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า โครงการสร้างด่านใหม่ดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต. ซึ่งเดิมวางเป้าหมายให้ด่านใหม่รองรับระบบโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้า ส่วนด่านเดิมจะเน้นรองรับการท่องเที่ยวและประชาชน แต่โครงการติดปัญหาข้อกฎหมายเรื่องที่ดิน ส.ป.ก. กระทั่งในปี 2558 มีการใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ปลดล็อกข้อกฎหมายและดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา

    “ด่านสะเดาถือเป็นด่านที่มีมูลค่าการค้าชายแดนมากที่สุดของประเทศ เกือบ 300,000 ล้านบาทต่อปี และนักท่องเที่ยวมาเลเซียก็เป็นอันดับหนึ่งของไทย พื้นที่ชายแดนเปรียบเสมือนประตูด่านหน้า แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ใช่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นปัญหาการบริหารจัดการที่ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญา แทนที่จะแบ่งแยกระบบ กลับให้ไปใช้ด่านเดียวจนทิ้งผู้ประกอบการไว้ข้างหลัง”

    พ.ต.อ.ทวี ยังสะท้อนถึงภาพรวมการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจประมงทะเลที่ไทยแปรสภาพจากผู้ผลิตเป็นผู้ซื้อ รวมถึงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่ตั้งเป้าจะยุติเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ภายในปี 2570

    พ.ต.อ.ทวี ย้ำว่า การยุติปัญหาภาคใต้หากใช้วิธีเดิมคงทำได้ยาก ต้องนำกลุ่มผู้ถืออาวุธมาเจรจาพูดคุย ควบคู่ไปกับการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนทุกคน และหัวใจสำคัญคือการยึดถือ หลักนิติธรรม

    “การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดและเป็นการลงทุนที่น้อยที่สุดแต่ได้ประโยชน์สูงสุด คือการยึดหลักนิติธรรมและขจัดการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ เพราะหากมีทุจริต ประชาชนจะอยู่ลำบาก ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ กมธ.จะทำหน้าที่เป็นท่อเชื่อมสะท้อนปัญหาจริงของประชาชนไปยังรัฐบาลเพื่อเร่งแก้ไข พร้อมทั้งให้ความสำคัญและคุ้มครองผู้ที่ร่วมชี้เบาะแสการทุจริตอย่างจริงจัง” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10364907&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dVSrEbvwO7kC-utWIOWPw

  • “อลงกรณ์” ชี้เศรษฐกิจไทยวิกฤติกว่าที่คิด เสนอ 5 โรดแมปผ่าตัดใหญ่ พ้นกับดักถดถอย

    “อลงกรณ์” ชี้เศรษฐกิจไทยวิกฤติกว่าที่คิด เสนอ 5 โรดแมปผ่าตัดใหญ่ พ้นกับดักถดถอย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/168363&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14B0MAyCxTp82ZBO2lKOtX

  • ‘ธนิต’ มองเศรษฐกิจ Q3 ฟื้นตัวเปราะบาง หวั่น NPL SME พุ่ง-หนี้ครัวเรือนซ้ำเติม

    ‘ธนิต’ มองเศรษฐกิจ Q3 ฟื้นตัวเปราะบาง หวั่น NPL SME พุ่ง-หนี้ครัวเรือนซ้ำเติม

    ดร.ธนิต โสรัตน์ ประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ และรองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 ว่า มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ตั้งอยู่บนสภาวะ “ความเปราะบาง” และมีความไม่แน่นอนสูง

    โดยได้รับผลกระทบโดยตรงจากพลวัตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ขยายตัวเป็นสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนและทรงตัวในระดับสูง โดยน้ำมันดิบตลาดดูไบซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าหลักอยู่ที่ 85.31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    วิกฤตพลังงานพ่นพิษ-กองทุนน้ำมันอ่วม

    ดร.ธนิต ระบุว่า สงครามที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงต้นทุนวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และค่าระวางเรือระหว่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่ต้องแลกด้วยการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าอุดหนุนมหาศาล

    โดยล่าสุดสถานะกองทุนน้ำมันติดลบสะสมมากกว่า 72,260 ล้านบาท สภาวะดังกล่าวนำไปสู่การเกิด “บาดแผลเงินเฟ้อ” (Inflation Pain Point) โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 เงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 1.21% ซึ่งสวนทางกับความรู้สึกของประชาชนที่พบว่าเงินสุทธิในกระเป๋า (Net Income) ลดลงอย่างมาก กระทบต่อกำลังซื้อในประเทศจนเกิดสภาวะร้านค้าและห้างสรรพสินค้าเงียบเหงา

    เตือนสภาวะ “Profit Squeeze” ธุรกิจรายย่อยจมกองหนี้

    ภาพรวมเศรษฐกิจที่ซึมตัวทำให้เกิดสภาวะ “Profit Squeeze” หรือสภาวะบีบคั้นจากยอดขายที่ลดลงแต่ต้นทุนพุ่งสูงขึ้น นำไปสู่การขาดสภาพคล่องทั้งในระดับครัวเรือนและธุรกิจรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่พบว่ามีอัตราหนี้เสีย (NPL) สูงถึง 9.5% ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งระบบอยู่ที่ 2.95%

    นอกจากนี้ ข้อมูลในเดือนพ.ค. 2569 พบตัวเลขหนี้เสียครัวเรือนในกลุ่มมูลหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาทที่น่าวิตก โดยกลุ่มที่อยู่ระหว่างบังคับคดีมีจำนวนกว่า 4.12 แสนคน (มูลหนี้ 2.1 หมื่นล้านบาท) และกลุ่มที่เป็น NPL ในกระบวนการกฎหมายสูงถึง 1.132 ล้านคน (มูลหนี้ 5.8 แสนล้านบาท) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นกับดักสำคัญที่ลดทอนการจับจ่ายใช้สอย

    เปิดภาพการฟื้นตัวแบบ “K-Shaped” แบ่งชัด 3 กลุ่ม

    ดร.ธนิต วิเคราะห์ว่า การฟื้นตัวของภาคธุรกิจมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน หรือที่เรียกว่า “K-Shaped Economic Recovery” โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

    กลุ่มธุรกิจขยายตัว (Business Expanded): ได้แก่ อุตสาหกรรมส่งออกและซัพพลายเชนที่ขยายตัวสูงถึง 17.57% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ขยายตัวถึง 21.6%

    กลุ่มธุรกิจคงที่ (Consistent Cluster): กลุ่มที่ค้าขายกับราชการ ธุรกิจสุขภาพ การศึกษา หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตพลังงาน

    กลุ่มธุรกิจดิ้นรน (Struggling Business): กลุ่มที่ผลิตเพื่อขายในประเทศซึ่งไม่สามารถส่งต่อต้นทุนได้ มีสต็อกสินค้าสูง และเป็นกลุ่มธุรกิจที่ตกยุค

    ภาคส่งออก-การลงทุน ปูพรม “ภูมิคุ้มกันแรงงาน”

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยบวกจากภาคการส่งออกที่ขยายตัวเฉลี่ย 17.57% ในช่วงครึ่งปีแรก และการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตต่อ (Re-Export) ที่ขยายตัวสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 38.03% นอกจากนี้ ภาคการลงทุนยังขยายตัวสูงสุดเท่าที่เคยมีมา สะท้อนจากการนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้น 33.8%

    ปัจจัยบวกเหล่านี้ได้กลายเป็นภูมิคุ้มกันสำคัญให้กับตลาดแรงงาน โดยในช่วงครึ่งปีแรกพบว่าผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นถึง 9.15 แสนคน ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.9% นอกจากนี้ จำนวนแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายยังพุ่งสูงถึง 4.374 ล้านคน และผู้ประกันตนมาตรา 33 มีจำนวน 12.231 ล้านคน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งสองกลุ่ม

    ดร.ธนิต กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้การเก็บภาษีของรัฐในช่วง 9 เดือนแรกจะสูงกว่าประมาณการ 2.4% แต่ความท้าทายสำคัญคือการแก้ปัญหาภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ขาดดุลต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนประชากรกลุ่มเปราะบางที่ลงทะเบียนขอสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มขึ้นในจำนวนที่น่าวิตก

    การที่เศรษฐกิจไทยจะฝ่าฟันวิกฤตโลกไปได้ จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการจัดการสภาวะสภาพคล่องและหนี้สินที่พุ่งสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1247938&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ktd8NS0EzkQRHtPQRm7E9

  • ไต้หวันใจป้ำ! รัฐบาลแจกเงินสดประชาชนใช้คนละ 10,000 หลังเศรษฐกิจแข็งแกร่งจากอุตสาหกรรมเอไอ

    ไต้หวันใจป้ำ! รัฐบาลแจกเงินสดประชาชนใช้คนละ 10,000 หลังเศรษฐกิจแข็งแกร่งจากอุตสาหกรรมเอไอ

    ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.) ว่า “ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2027 ของรัฐบาลกลาง จะมีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 2.35 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 2.44 แสนล้านบาท) เพื่อเป็นทุนสำหรับมาตรการแจกเงินสดถ้วนหน้าคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 10,373 บาท)”  โดยอ้างอิงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเฟื่องฟู

    “ประมาณการรายได้ของรัฐบาลกลางสำหรับปี 2027 ได้รับการปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.92 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 4.07 ล้านล้านบาท)” แถลงการณ์ของทำเนียบประธานาธิบดีระบุ 

    รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถบรรจุมาตรการแจกเงินสดดังกล่าวเข้าไป โดยยังคงรักษาดุลยภาพของงบประมาณไว้ได้ และเป็นสิ่งที่ไล่ ชิงเต๋อ อธิบายว่า “แทบจะไม่มีการกู้ยืมเงินก้อนใหม่เพิ่มขึ้นเลย” 

    “รัฐบาลจะเพิ่มงบประมาณรายจ่ายอีก 2.35 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 2.44 แสนล้านบาท) เพื่อมอบเงินสดให้ประชาชนทุกคน คนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 10,373 บาท) ในปีหน้า เพื่อเป็นการกระจายกำไรจากธุรกิจ AI คืนให้กับประชาชนอย่างแท้จริง”

    — ประธานาธิบดีไล่ กล่าว 

    ทั้งนี้ ประชาชนชาวไต้หวันและครอบครัวต่าง ๆ จะมีอิสระอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจว่าจะนำเงินจำนวนนี้ไปใช้จ่ายอย่างไร เช่น นำไปใช้เพื่อการศึกษา การดูแลผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน หรือการใช้จ่ายที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่น  

    แต่ทำเนียบประธานาธิบดียังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเกณฑ์ผู้มีสิทธิ์ วิธีการแจกจ่าย หรือช่วงเวลาที่แน่ชัดในการจ่ายเงินสดดังกล่าว 

    ก่อนหน้านี้ ไต้หวันเคยเปิดตัวโครงการแจกเงินสดถ้วนหน้าคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่มาแล้วในปี 2025 ภายใต้งบประมาณพิเศษ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการรับมือกับมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และภาวะเงินเฟ้อ โดยในรอบนั้น ผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินครอบคลุมทั้งพลเมืองไต้หวัน ชาวต่างชาติที่มีถิ่นที่อยู่ถาวร (Permanent Residents) รวมถึงคู่สมรสชาวต่างชาติของพลเมืองไต้หวันที่มีใบอนุญาตพำนัก 

    การประกาศแจกเงินดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่สำนักงานงบประมาณ บัญชี และสถิติกลาง (DGBAS) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไต้หวันในปี 2026 ขึ้นเป็น 11.05% จากเดิมที่ 9.64% เมื่อวันศุกร์ (14 ส.ค.) ที่ผ่านมา 

    ประธานาธิบดีไล่กล่าวว่า “เศรษฐกิจของไต้หวันเติบโตถึง 14.15% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ในขณะที่การเติบโตตลอดทั้งปีคาดว่าจะพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 39 ปี” 

    “เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งนี้ เป็นผลมาจากความต้องการเทคโนโลยี AI, ระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูง, และบริการคลาวด์ที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้ช่วยกระตุ้นยอดสั่งซื้อ การส่งออก รวมถึงเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมชิป (เซมิคอนดักเตอร์) กลุ่มไอที (ICT) และภาคการผลิตของไต้หวันอย่างก้าวกระโดด”

    — ประธานาธิบดีไล่ อธิบาย 

    อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีไล่ยอมรับว่า “ผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งนี้ยังกระจายไปไม่ทั่วถึง เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังคงทำงานอยู่นอกภาคเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นในภาคบริการ อุตสาหกรรมดั้งเดิม หรือกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากกระแส AI ที่กำลังเติบโต” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/universal-10000-new-taiwan-dollar-cash-handout-to-be-included-in-2027-budget&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GJWYVzjVIJUL-oiX-0e8p