Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รอยร้าว(ลึก)เศรษฐกิจรัสเซีย.!

    รอยร้าว(ลึก)เศรษฐกิจรัสเซีย.!

    การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตัวเลขภายนอก “ดูเป็นบวก” แต่เนื้อในกลับเต็มไปด้วย “รอยร้าว” สะท้อนสภาวะซับซ้อนของประเทศที่ตกอยู่ท่ามกลางสงครามยืดเยื้อและการถูกคว่ำบาตรอย่างหนักหน่วงจากชาติตะวันตก ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.3% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และภาพรวมครึ่งปีแรกเติบโต 0.6% แม้จะสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของ “ธนาคารกลางรัสเซีย” แต่กลับไม่ได้สะท้อนถึงสุขภาพทางการเงินและคุณภาพชีวิตที่แท้จริงของประชาชน “รัสเซีย” กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “เศรษฐกิจสองระดับ” อย่างเต็มรูปแบบ

    โครงสร้างเศรษฐกิจแบบ 2 ระดับนี้ แบ่งแยกความอยู่ดีกินดีออกจากกันอย่างชัดเจน ฟากหนึ่งคือกลุ่มภาคอุตสาหกรรมทางการทหาร การผลิตอาวุธ ตลอดจนโรงงานและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการทำสงคราม ซึ่งได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากการอัดฉีดเงินงบประมาณอุดหนุนของภาครัฐ ช่างฝีมือและพนักงานเครือข่ายนี้ มีรายได้ดีและมีความมั่นคงในอาชีพ ขณะที่อีกฟากหนึ่ง คือ ภาคเศรษฐกิจพลเรือนและธุรกิจทั่วไปที่ไม่ได้อิงกับกองทัพ กำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างหนัก เนื่องจากต้นทุนสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้น

    “สัญญาณรอยร้าว” ที่น่าวิตกที่สุดประการหนึ่ง คือ การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง มีการคาดการณ์ว่าปี 2569 รัสเซียจะเผชิญการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งปี 2568 มีการขาดดุลเพิ่มเป็นเท่าตัวจากปี 2567 อยู่แล้ว ภาวการณ์คลังที่ตึงตัวขึ้นนี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของรายได้จากพลังงานฟอสซิล ซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักของประเทศ แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลก จะมีการฟื้นตัวขึ้นบ้างบางช่วง แต่รายได้จากน้ำมันและก๊าซในครึ่งแรกปี 2569 กลับทำได้เพียง 64% ของระดับรายได้ที่เคยทำได้ในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อ 2 ปีก่อน

    สาเหตุสำคัญที่บั่นทอนรายได้ด้านพลังงานมาจากสองปัจจัยหลัก ปัจจัยแรกคือยุทธศาสตร์ใหม่ของยูเครนในการใช้โดรนพิสัยไกลเข้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน คลังเก็บเชื้อเพลิง และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานภายในแม่น้ำและดินแดนของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง จนสร้างความเสียหายเชิงโครงสร้างและการผลิต ปัจจัยที่สองคือการยกระดับมาตรการคว่ำบาตรจากสหภาพยุโรปและพันธมิตรตะวันตก ทั้งการปรับลดเพดานราคาน้ำมันให้ต่ำลง ตลอดจนการกวาดล้างและจำกัดการทำงานของเครือข่ายเรือขนส่งน้ำมันเถื่อนหรือ “เรือเงา” ที่รัสเซียใช้หลบเลี่ยงมาตรการก่อนหน้านี้

    ในระดับฐานราก ภาคประชาชนและครัวเรือน เริ่มได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่กลับมารุนแรงขึ้น ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และกำลังซื้อที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปสู่การประหยัดและเลือกซื้อสินค้าราคาถูก ข้อมูลจากผู้ค้าปลีกรายใหญ่สะท้อนว่าผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าแบรนด์ของร้านค้าและอาหารราคาประหยัดมากขึ้น เช่น ยอดขายคุกกี้ที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ 2.5 เท่า เนื่องจากเป็นขนมหวานที่ราคาจับต้องได้ง่ายกว่าช็อกโกแลต การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้เป็นดัชนีชี้วัดถึงแรงกดดันต่อรายได้ที่แท้จริงของประชาชนทั่วไปอย่างชัดเจน

    แม้รัฐบาลรัสเซียจะยังพอมีเครื่องมือทางการคลังในการประคองสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นภาษีบริษัทพลังงานการพยายามแสวงหาแหล่งกู้ยืมจากต่างประเทศ หรือการนำเงินสำรองของธนาคารกลางส่วนที่ยังไม่ถูกอายัดอีกราว 3 แสนล้านดอลลาร์ ออกมาใช้อุดช่องว่าง แต่กระนั้น นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ที่จะบีบให้ประธานาธิบดี “วลาดิเมียร์ ปูติน” ตัดสินใจยุติสงครามในยูเครนได้ เว้นเสียแต่ว่าราคาน้ำมันโลกจะตกลงไปอยู่ในระดับ 35-40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินหนึ่งปี

    ในทางกลับกัน ความตึงเครียดทางการเงินที่สะสมมากขึ้น อาจกลายเป็นชนวนเหตุที่อันตรายยิ่งขึ้น นักวิเคราะห์เตือนว่า แทนที่ปัญหาเศรษฐกิจจะทำให้ผู้นำรัสเซียยอมถอย มันกลับอาจเป็นแรงกระตุ้นให้รัสเซียตัดสินใจ “เร่งยกระดับสงคราม” และเพิ่มความรุนแรงในการบุกโจมตี เพื่อพยายามปิดเกมและจบศึกให้ได้ตามเงื่อนไขที่ตนเองต้องการโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ทรัพยากรทางการเงิน อุปทานพลังงาน และความอดทนทางเศรษฐกิจภายในประเทศจะถดถอย จนไม่เหลือทางเลือกในอนาคต

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/854990&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F2D9j9s7ehyydz6Vc5TYh

  • รัฐบาลหวัง GDP ทั้งปี 69 ทะลุ 2.2% นายกฯ ยันเศรษฐกิจ “โอเค”

    รัฐบาลหวัง GDP ทั้งปี 69 ทะลุ 2.2% นายกฯ ยันเศรษฐกิจ “โอเค”

    รัฐบาลหวัง GDP ทั้งปี 69 ทะลุ 2.2% นายกฯ ยันเศรษฐกิจ “โอเค”

    กรณีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในปี 2569 จาก 2% เป็น 2.2%

    ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่ติดตามภารกิจเยือนประเทศออสเตรเลีย เมื่อช่วงค่ำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่นครซิดนีย์ โดยนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าตัวเลขเศรษฐกิจตอนนี้คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้ 

    “ในเรื่องเศรษฐกิจตอนนี้โอเค แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4% 5% หรือ 6% คือโตมากขึ้นไปเรื่อย ๆ และมีคำว่าพอใจไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว 

    ผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีพอใจรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทินตอบสั้น ๆ ว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก”

    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่สภาพัฒน์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2% ส่งนตัวยังไม่พอใจ เพราะมีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติมคือเรื่องการลงทุนที่เป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนเพิ่มเติมอยู่แล้วเพราะตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยแล้วจึงต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น และหัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนคือเราหยุดแค่นี้ไม่ได้ ต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้ 

    สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวได้ 1.9% ตัวเลขนี้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.7% เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมาถูกทางในการตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีวัตถุประสง์เพื่อมาประคองเศรษฐกิจในส่วนแรกได้ใช้ไปกับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน และมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่เพราะสามารถช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มการใช้จ่ายให้กับประชาชน 

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า GDP ในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนและตอกย้ำว่าประเทศไทยเผชิญกับวิกฤต 3 ระลอก ที่กระทบต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน นั่นคือ

    1.วิกฤตพลังงาน ที่ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น และทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลในไตรมาสที่ 2 ถึง 17,000 ล้าน หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปริมาณมากเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและการขนส่ง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานโดยด่วน

    2.วิกฤตค่าครองชีพ เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ในไตรมาสที่ 2 ปรับเพิ่มขึ้นจากติดลบเป็นบวก 2.7% จากที่เคยติดลบในไตรมาสแรก ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งสะท้อนต้นทุนพุ่งสูงถึงเกือบ 9% ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ 

    3.วิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง โดยลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสที่ 1 เหลือเพียง1.9% ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ซึ่งการตัดสินใจออกมาตรการไทยช่วยไทยพลัสก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง

    ทั้งนี้ถ้าที่ผ่านมารัฐบาลไม่รีบทำรีบแก้ปัญหาวิกฤต 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้ แล้ววันนี้ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะสงครามยังไม่จบ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก ในเรื่องที่เราพึ่งพาน้ำมันกับก๊าซ ถ้าไม่เร่งทำ เร่งเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจะพึ่งพาและขาดดุลมากขึ้น

    ส่วนในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณที่ดีจากการลงทุนที่เติบโตแบบตัวเลขสองหลัก (Double Digit) ถึง 13% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI โดยตัวอย่างความสำเร็จจากการดึงดูดบริษัทชั้นนำที่เข้ามาลงทุนและมีการส่งออกเพิ่ม เช่น การลงทุนเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง อันดับ 1 ของโลกจากจีน ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะช่วยจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 คน และมีความร่วมมือด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่มีการลงทุนจริงและไม่ใช่มีเพียงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น

    รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังกล่าวด้วยว่าแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ว่าต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

    1.การประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเยียวยาเพื่อรักษาปัญหากำลังซื้อและปากท้องของประชาชน 

    2.เร่งเปลี่ยนผ่าน โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน 

    3.เร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/666724&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GxkfFqQ9HTyUP7EpMTC6t

  • ‘คลัง’กาง3แผน ดันเศรษฐกิจโต เที่ยวไทยทันต.ค.

    ‘คลัง’กาง3แผน ดันเศรษฐกิจโต เที่ยวไทยทันต.ค.

    “อนุทิน-เอกนิติ” ยังไม่พอใจจีดีพีขยับมาที่ 2.2% นายกฯ บอกโตได้มากกว่านี้ “คลัง”  กางแผนขับเคลื่อน 3 ด้าน “ประคองเศรษฐกิจ-เปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน-เร่งลงทุน” สุรศักดิ์บอกยังไม่ชงไทยเที่ยวไทยพลัสเข้า ครม. รอหารือให้สะเด็ดน้ำก่อน

    เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2% โดยนายอนุทินรับว่า  คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้

     “เศรษฐกิจตอนนี้โอเค แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4, 5 และ 6% โตมากขึ้นไปเรื่อยๆ มันมีคำว่าพอใจไม่ได้”  นายอนุทินกล่าว

    ถามว่านายกฯ พอใจรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ยิ่งกว่าพอใจอีก

    เมื่อถามนายเอกนิติว่าพอใจตัวเลขเศรษฐกิจที่สภาพัฒน์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2% หรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า ยังไม่พอใจ มีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติมคือการลงทุน เพราะตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทย แล้วต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งหัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนเราหยุดแค่นี้ไม่ได้ ต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้

    นายเอกนิติยังกล่าวว่า จีดีพีในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนการเผชิญวิกฤต 3 ระลอกของไทยอย่างชัดเจน ได้แก่ 1.วิกฤตพลังงาน 2.วิกฤตค่าครองชีพ และ 3.วิกฤตกำลังซื้อ ถ้าที่ผ่านมาหากเราไม่รีบทำ รีบแก้ปัญหาวิกฤต 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้ แล้ววันนี้ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะสงครามยังไม่จบ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก ในเรื่องที่เราพึ่งพาน้ำมันกับก๊าซ ถ้าเราไม่เร่งทำ เร่งเปลี่ยนผ่าน  ประเทศไทยก็จะพึ่งพาและขาดดุลมากขึ้น

    นายเอกนิติกล่าวด้วยว่า แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ว่าต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเยียวยาเพื่อรักษาปัญหากำลังซื้อและปากท้องของประชาชน 2.เร่งเปลี่ยนผ่านโดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน และ 3.เร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประโยชน์ตกอยู่กับเอสเอ็มอีไทยและคนไทย

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสว่า  กระทรวงยังไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่สภาพัฒน์ได้รายงานสภาพเศรษฐกิจ รวมถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปเงื่อนไขของการใช้เงินในโครงการดังกล่าว เพื่อให้ทันภายในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ตามที่ได้วางกรอบเอาไว้ โดยจะพิจารณาให้สมบูรณ์รอบด้าน ขณะเดียวกันเรารับฟังความเห็นจากสมาคมโรงแรมที่ต้องการให้ดำเนินการให้ทันภายในเดือน ก.ย.นี้

    รมว.การท่องเที่ยวฯ กล่าวว่า งบประมาณที่คาดว่าจะใช้ในเฟสแรก อยู่ที่ 1,750 ล้านบาท  หากโครงการประสบความสำเร็จจะพิจารณาในเฟสต่อไป เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ภายในประเทศด้านการท่องเที่ยวชะลอตัวลงบ้าง แต่หลังจากวิกฤตสงครามพลังงานมีตัวเลขที่ขยับขึ้น  ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 2-3% โดยคาดการณ์ตัวเลขในภาพรวมของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่กว่า 33 ล้านคน และเชื่อว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีตัวเลขจะเพิ่มขึ้น รวมถึงจะมีเปิดสายการบินใหม่จากประเทศต่างๆ คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพิ่มขึ้น

    ถามถึงการดำเนินโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสจะกระตุ้นเงินหมุนเวียนในประเทศได้มากน้อยแค่ไหน นายสุรศักดิ์กล่าวว่า คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไปในภาคบริการท่องเที่ยว โรงแรมที่พักผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยว 

    ขณะที่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการสำรวจผู้ตกหล่นที่เข้าเกณฑ์การรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ประชาชนที่ยื่นอุทธรณ์สามารถมาใช้ที่ศูนย์บริการ one stop service ในแต่ละจังหวัดได้ และได้สั่งการกรมการปกครองและผู้นำท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ลงพื้นที่ไปหาประชาชนถึงบ้าน หากติดปัญหาอุปสรรคในเงื่อนไขของยานพาหนะ ก็ให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูว่าสภาพใช้ได้หรือไม่   รวมถึงให้เจ้าหน้าที่กรมการปกครองเก็บข้อมูลหลักฐาน เพื่อเป็นพยานให้ประชาชนยื่นอุทธรณ์  ส่วนใครที่มีบัญชีม้า บ้านม้า หรือมีรายได้เพิ่มเติม ก็จะประสานให้กระทรวงการคลังหรือกระทรวงพาณิชย์เช็กเพิ่มเติม โดยได้เน้นย้ำให้กรมการปกครองลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชน

    เมื่อถามว่า ยอดการยื่นอุทธรณ์ไม่เคลื่อนไหว รวมถึงมีเสียงเรียกร้องว่าการเดินทางไปยังอำเภอยุ่งยาก กรณีนี้ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจมากแค่ไหน  นายพลพีร์กล่าวว่า ได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดควรบูรณาการในจังหวัด การที่ให้ประชาชนมาที่อำเภอที่เดียว บางที่ต้องเดินทางไป-กลับ 60 กิโลเมตร ซึ่งลำบาก ดังนั้น นายอำเภอก็สามารถใช้กำนันผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่ได้เลย ซึ่งได้เน้นย้ำไปแล้ว และคิดว่าจะมีผู้เข้ายื่นอุทธรณ์เพิ่มขึ้นก่อนหมดเขตในสิ้นเดือน  ส.ค.นี้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/1052783/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xM7jP1aWohsaFW5a055Bl

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 19 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 19 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/168435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw328uowCIdpAJ11Iw4g9Qrn

  • นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย “ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน” ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย “ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน” ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน Thailand–Australia Investment and Business Partnership Reception โดยมีนักธุรกิจชั้นนำจากออสเตรเลียมากกว่า 70 ราย ครอบคลุม 10 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งกลุ่มการผลิตขั้นสูง เกษตรและอาหาร ยานยนต์ ดิจิทัล เหมืองแร่ และพลังงานหมุนเวียน เช่น Canva, ARB Corporation, Cochlear และ NEXTDC พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจออสเตรเลียใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนและประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียน โดยเห็นโอกาสขยายความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมและอาหาร พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ การผลิตขั้นสูง และการศึกษา

    นายอนุทิน กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล แต่เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจให้เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานไปสู่การลงทุน การสร้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ โดยรัฐบาลมีหน้าที่เปิดประตูและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ขณะที่ภาคธุรกิจคือผู้ที่จะเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    ในระดับภูมิภาค ไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน และจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2571 มุ่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของภูมิภาค โดยไทยกำลังขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยง และสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงขนาดของตลาดภายในประเทศ แต่รวมถึงที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการค้าที่เชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ การลงทุนและผลิตในประเทศไทยจึงไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงตลาดไทยที่มีประชากรราว 66 ล้านคนเท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน และมีการบูรณาการด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    “การลงทุนและผลิตในประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงการเข้าสู่ตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่คือการเข้าสู่ทั้งภูมิภาค” นายกรัฐมนตรีกล่าว

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน คิดเป็นเงินไทยราว 1.87 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 23.47 บาท) ซึ่งเพียงช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วประมาณ 61,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอน นักลงทุนยังคงมองเห็นโอกาสและเลือกประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน

    *ชู Thailand Fast Pass ดึงลงทุน จ่อถกนายกฯ ออสเตรเลียเจรจาขยายวีซ่าทำงาน

    นายอนุทิน กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติให้การตอบรับอย่างล้นหลาม คือนโยบาย Thailand Fast Pass ของบีโอไอ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางคอยแก้ไขปัญหาและจุดติดขัด  ให้นักลงทุนแบบเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้กระบวนการต่างๆ มีความรวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยไม่มีนักลงทุนรายใดสะท้อนปัญหาในด้านลบเลย 

    “รัฐบาลเข้าใจดีว่าการดึงดูดการลงทุนจำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมที่ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมั่นใจ เราจึงเปิดตัว Thailand Fast Pass เพื่อช่วยให้นักลงทุนเคลื่อนไหวได้รวดเร็วขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนอนุมัติจนถึงเริ่มงาน พร้อมโปรแกรม Skill Bridge พัฒนาบุคลากรด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวที่ช่วยให้ธุรกิจจัดหาพลังงานหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น โดยประเทศไทยตั้งใจที่จะเป็นประเทศที่เปิดกว้าง มั่นคง และแข่งขันได้ เพื่อความสำเร็จของผู้ที่เลือกสร้างธุรกิจไปพร้อมกับเรา” นายอนุทิน กล่าว 

    นายอนุทิน กล่าวว่า ปัจจุบันออสเตรเลียมีความต้องการน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) เป็นจำนวนมาก ในขณะที่ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันอากาศยานสำรองส่วนเกิน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการผลิตน้ำมันดีเซลในปริมาณมาก ดังนั้น หากทางรัฐบาลออสเตรเลียแสดงเจตจำนง รัฐบาลไทยก็พร้อมที่จะพิจารณาคลายล็อกกฎระเบียบเพื่อส่งออกน้ำมันอากาศยานไปช่วยเหลือ ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการของออสเตรเลียแล้ว ยังเป็นการเพิ่มยอดการส่งออกและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทยอีกด้วย 

    ส่วนจะมีการหารือถึงประเด็นการผลักดันแรงงานไทยให้มาทำงานที่ออสเตรเลียเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันวีซ่าทำงานมีระยะเวลาที่สั้นลง นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า จะต้องมีการเจรจาในเรื่องนี้อย่างแน่นอน ภายหลังจากการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนย่านไทยทาวน์  และพบว่าธุรกิจร้านอาหารไทยกำลังเติบโต แต่กลับเผชิญปัญหาขาดแคลนเชฟ ซึ่งรัฐบาลจะต้องเข้าไปช่วยเจรจาแก้ไขข้อติดขัดตรงนี้ 

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/633607&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eV-w55Y3q3AmPwrR8fomr

  • เศรษฐกิจไทยวิกฤติกว่าที่คิด : ปักหมุด 5 โรดแมปก้าวพ้นกับดักถดถอย | TOPNEWS

    เศรษฐกิจไทยวิกฤติกว่าที่คิด : ปักหมุด 5 โรดแมปก้าวพ้นกับดักถดถอย | TOPNEWS

    สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย! นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โพสต์ข้อความวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2/2569 จาก สศช. ที่ขยายตัวเพียง 1.9% รั้งท้ายในภูมิภาคอาเซียน ชี้ชัดว่าประเทศไทยกำลังติดหล่มวิกฤตเชิงโครงสร้างอย่างหนัก ทั้งปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง การใช้กำลังการผลิตอุตสาหกรรมดิ่งต่ำสุดในรอบ 6 ปี ตลอดจนหนี้สาธารณะพุ่งแตะ 66.9% ต่อ GDP

    นายอลงกรณ์ ระบุว่า “…วันนี้ไม่มีเวลาสำหรับการแก้ปัญหาแบบปะผุ ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันผ่าตัดปฏิรูปใหญ่สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ให้กับประเทศอย่างแท้จริง…”

    ผมอ่านและวิเคราะห์รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)เพิ่งแถลงรายงานออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569 พบว่า เศรษฐกิจไทยทรุดหนักด้วยโรคอุบัติใหม่นอกเหนือจากการติดหล่มภาวะ “โตต่ำ โตช้า และศักยภาพในการแข่งขันถดถอยเชิงโครงสร้าง” อย่างน่าวิตกมากกว่าเดิม

    การที่ GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัวได้เพียง 1.9% (YoY) ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และเมื่อปรับผลทางฤดูกาลแล้วกลับติดลบ -0.2% (QoQ sa) จนทำให้ สศช. ต้องปรับกรอบประมาณการเศรษฐกิจทั้งปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 2.0 – 2.5% (ค่ากลาง 2.2%) สะท้อนว่าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญ “ตอใหญ่” เชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน

    เมื่อเปรียบเทียบในระดับภูมิภาคในไตรมาส 2/2569 ประเทศไทยขยายตัวรั้งท้ายอย่างเห็นได้ชัด (เวียดนาม 8.4%, มาเลเซีย 5.4%, อินโดนีเซีย 5.3%, สิงคโปร์ 5.9% และฟิลิปปินส์ 2.3%) ยิ่งตอกย้ำว่าเรากำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

    เจาะลึก 4 ปัญหาเชิงโครงสร้าง (ตัวเลขจริง Q2/2569)
    1. ภาพลวงตาส่งออก กับวิกฤต “ขาดดุลแฝง” สูงสุดในรอบ 8 ไตรมาส
    แม้ตัวเลขมูลค่าการส่งออกในไตรมาส 2 จะเติบโต 17.6% (99,079 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีสินค้าเทคโนโลยีอย่างอุปกรณ์โทรคมนาคม (+129.0%) และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ (+65.5%) เป็นตัวนำ แต่โครงสร้างการผลิตของไทยกลับขาดการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) ทำให้มูลค่าการนำเข้าพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 42.3% (111,155 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส)

    ผลลัพธ์คือดุลการค้าไตรมาส 2 ขาดดุลสูงถึง -12.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 3.92 แสนล้านบาท) และดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส ถึง -17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.75 แสนล้านบาท) ส่งผลให้ทั้งปี 2569 คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุล -1.2% ต่อ GDP (-7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

    2. ภาคอุตสาหกรรมชะงักงัน กำลังการผลิตดิ่งต่ำสุดในรอบ 6 ปี ภาคการผลิตอุตสาหกรรมในไตรมาส 2 ขยายตัวได้เพียง 0.1% จากการทรุดตัวของอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น การผลิตรถยนต์ (-7.2%) และปิโตรเคมี/พลาสติกขั้นต้น (-9.7%) ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ย (Capacity Utilization) ร่วงลงแตะ 57.47% ต่ำที่สุดในรอบ 24 ไตรมาส (นับตั้งแต่ Q2/2563) ประเทศไทยกำลังเผชิญช่องว่างระหว่างอุตสาหกรรมเก่าที่โรยรากับอุตสาหกรรมใหม่ที่ยังดึงดูดห่วงโซ่มูลค่าเข้ามาในประเทศไม่ทันการณ์

    3. ภาคเกษตรเผชิญความเสี่ยงสภาพอากาศและต้นทุนนำเข้า ภาคเกษตรกรรมชะลอตัวลงเหลือ 1.5% โดยผลผลิตพืชหลักลดลงอย่างรุนแรงจากสภาพอากาศร้อนจัดและภัยแล้ง โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันที่ผลผลิตดิ่งลง -35.8% และข้าว (-1.6%) แม้ดัชนีราคาสินค้าเกษตรจะปรับขึ้น 6.1% แต่เกษตรกรยังเผชิญความเปราะบางอย่างหนักจากต้นทุนปุ๋ยเคมี (โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย) และพลังงานที่มีความเสี่ยงสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    4. กำลังซื้อเปราะบาง การลงทุนรัฐสะดุด และหนี้สาธารณะตึงตัว
    4.1 ความเชื่อมั่นผู้บริโภค : ดัชนีความเชื่อมั่นร่วงลงมาอยู่ที่ 50.3 (ต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส ตั้งแต่ Q4/2565) การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวเหลือ 1.9%

    4.2 การลงทุนภาครัฐ : หดตัวลง -1.6% ในไตรมาส 2 (เครื่องจักร -6.8%, ก่อสร้าง -0.3%)

    4.3 การท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวต่างชาติไตรมาส 2 หดตัว -4.4% (เหลือ 6.557 ล้านคน) และอัตราการเข้าพักเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 68.97%

    4.4 พื้นที่ทางการคลัง : หนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 แตะระดับ 12.9 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.9% ของ GDP ซึ่งจำกัดความสามารถในการก่อหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    5 โรดแมปยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ข้อเสนอ 5 โรดแมปเพื่อ “ยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ”
    1. สร้างระบบ Local Content และเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ FDI ยุคใหม่ : แม้การลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวสูง 13.4% แต่ต้องเร่งขับเคลื่อนระบบ Thailand FastPass พร้อมปรับเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุน (BOI) บังคับและจูงใจให้โครงการ Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ AI มีการจัดซื้อชิ้นส่วน/วัตถุดิบและจ้างงานในประเทศ พร้อมกำหนดกติกาการใช้พลังงานสะอาดและน้ำของ Data Center ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ผลักภาระต้นทุนสาธารณูปโภคไปสู่ภาคประชาชน

    2. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพลังงานสะอาดและเบิกจ่ายงบ 4 แสนล้านบาท : เร่งรัดและตรวจสอบการเบิกจ่ายโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะแผนงานที่ 2 ให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส ควบคู่กับการใช้กลไก PPP และกองทุน Thailand Future Fund ลดภาระหนี้ภาครัฐ

    3. ปฏิรูปภาคเกษตรสู่ Precision Agriculture และความมั่นคงด้านปัจจัยการผลิต : บริหารจัดการน้ำเชิงรุกเพื่อรับมือภัยแล้งและเอลนีโญ ผลักดันเทคโนโลยีการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน (Site-Specific Nutrient Management) เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าปุ๋ยเคมี พร้อมยกระดับสู่เกษตรมูลค่าสูงและเกษตรแปรรูปเพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้แก่เกษตรกร

    4. การทูตเศรษฐกิจเชิงรุกและการปกป้องการค้า : เร่งสรุปการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) กับสหรัฐฯ เตรียมข้อมูลชี้แจงการไต่สวนมาตรา 301 (Section 301) ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน และตรวจเข้มกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ป้องกันการสวมสิทธิ์ ควบคู่กับการช่วยผู้ประกอบการรับมือมาตรการ CBAM และมาตรฐานคาร์บอนระดับโลก

    5. ปักหมุด “เศรษฐกิจใหม่และเศรษฐกิจสร้างสรรค์” (New & Creative Economy Engine):
    เร่งขับเคลื่อนคลัสเตอร์เศรษฐกิจใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้แห่งอนาคต โดยมุ่งเน้น 5 เสาหลัก

    5.1เศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ (Culture-Driven Creative Economy & Soft Power): ยกระดับทุนทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม อาหารไทย และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างแบรนด์สินค้า/บริการไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีมูลค่าสูงในตลาดโลก

    5.2เศรษฐกิจชีวภาพและวัสดุยั่งยืน (Bio-Economy & Sustainable Materials): ต่อยอดฐานการเกษตรไทยสู่อุตสาหกรรมชีวภาพมูลค่าสูง นวัตกรรมโปรตีนทางเลือก วัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง

    5.3เศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Digital & Deep-Tech): ขยายขีดความสามารถจากการเป็นเพียงศูนย์ข้อมูล (Data Center Hub) ไปสู่การพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม และบริการดิจิทัลขั้นสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทย

    5.4เศรษฐกิจผู้สูงวัยและสุขภาพครบวงจร (Silver & Wellness Economy): ยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์ นวัตกรรมเพื่อสังคมสูงวัย และการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูสุขภาพ เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรศาสตร์โลก

    5.5เศรษฐกิจทางทะเลและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน (Blue & Circular Economy): พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางน้ำ พลังงานหมุนเวียนนอกชายฝั่ง และระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรระยะยาว

    บทสรุป: เศรษฐกิจไทยในวันนี้ไม่สามารถพึ่งพาโมเดลรับจ้างผลิตเดิมๆ ได้อีกต่อไป หากเราไม่กล้าผ่าตัดโครงสร้าง ปรับเกณฑ์ดึงดูดการลงทุนเพื่อคนไทย และยกระดับสู่เศรษฐกิจนวัตกรรม ประเทศไทยจะติดอยู่ในวงจร “โตต่ำและถดถอย” อย่างถาวร การยกเครื่องครั้งใหญ่ต้องเริ่มลงมือปฏิรูปใหญ่ทันทีโดยเฉพาะต้องเปลี่ยนmindsetเก่าและยุทธศาสตร์เดิมจาก“ไทยพึ่งโลก”เป็น“โลกพึ่งไทย”.

    โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
    ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.
    อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการ ปฏิรูปประเทศและอดีตประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์
    สิงหาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1665107&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VLqgKQKCoG6BMywC25Tac

  • เศรษฐกิจครึ่งปีหลังเสี่ยง ‘ถดถอย’ ‘ศุภวุฒิ’ เตือนคุมวินัยการคลัง

    เศรษฐกิจครึ่งปีหลังเสี่ยง ‘ถดถอย’ ‘ศุภวุฒิ’ เตือนคุมวินัยการคลัง

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจากไตรมาสแรกที่เติบโต 2.8% และหากเทียบไตรมาสก่อนหน้าแบบปรับผลทางฤดูกาล (QoQ) หดตัวเล็กน้อย 0.2% แต่อัตราการเติบโต 1.9% ถือว่าสูงกว่าที่ สศช.เคยประเมินที่ 1.5%

    สศช.ระบุถึงแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากภาพรวมการลงทุนขยายตัว 9.1% โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนพุ่งถึง 13.4% สูงสุดรอบ 54 ไตรมาส ปัจจัยหลักมาจากการเร่งสั่งซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์

    ส่วนภาคการส่งออกขยายตัวต่อเนื่องที่ 12.5% โดยกลุ่มสินค้าโดดเด่นคือเทคโนโลยี และไอที ซึ่งเติบโตรับวัฏจักรเทคโนโลยีโลก เช่น อุปกรณ์โทรคมนาคมพุ่ง 129% สวนทางกับกลุ่มรถยนต์นั่งที่หดตัวหนัก 42.4%

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 2.0-2.5% (ค่ากลาง 2.2%) โดยมีปัจจัยหนุนจากการขยายตัวในเกณฑ์สูงของการลงทุนภาคเอกชน การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคภาคครัวเรือน การส่งออกสินค้า และแรงขับเคลื่อนการใช้จ่าย และการลงทุนภาครัฐ

    เศรษฐกิจครึ่งปีหลังเสี่ยง ‘ถดถอย’ ‘ศุภวุฒิ’ เตือนคุมวินัยการคลัง

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในงานสัมมนา FETCO x ThaiBMA Investment Forum 2026 : INVESTMENT IN THE STORM ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยยังเปราะบางซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขการเติบโต 

    รวมถึงปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เศรษฐกิจสะดุดช่วงครึ่งหลังปี 2569 แม้ GDP ไตรมาส 2 จะขยายตัว 1.9% ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์แต่มอง “เชิงเทคนิค” ถือว่าน่ากังวล เนื่องจากเทียบไตรมาสต่อไตรมาส พบว่าติดลบ และเติบโตน้อยลงเทียบไตรมาสแรก

    ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ การขยายตัวของการนำเข้าสูงถึง 24% ซึ่งมากกว่าการส่งออกที่โตเพียง 12% ถึงหนึ่งเท่าตัวทำให้ สศช.ปรับคาดการณ์จากเดิมจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาเป็น “ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด” สะท้อนชัดว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะ “ใช้จ่ายเกินตัว”

    เศรษฐกิจครึ่งปีหลังเสี่ยง ‘ถดถอย’ ‘ศุภวุฒิ’ เตือนคุมวินัยการคลัง

    ชี้ความเสี่ยงใหญ่ครึ่งหลัง

    ขณะเดียวกันความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังน่ากังวลสุด ขึ้นกับการเจรจาการค้ากับสหรัฐปลายเดือนก.ย.นี้ เนื่องจากไทยพึ่งการส่งออกไปสหรัฐสัดส่วนสูงถึง 25% ของการส่งออกรวม หรือคิดเป็น 12-14% ของจีดีพี ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลเทียบเท่ารายได้ภาษีที่รัฐจัดเก็บได้ทั้งปี โดยหากการส่งออกสะดุดจะกระทบ GDP รุนแรงทันที

    ดร.ศุภวุฒิ มีมุมมองข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่า รัฐบาลต้องทำทุกวิถีทางไม่ให้การค้าสหรัฐสะดุดช่วงครึ่งปีหลัง อีกทั้งต้องพิจารณาความคุ้มค่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทย” อย่างระมัดระวังเพื่อรักษาความแข็งแกร่งทางการคลัง

    รวมถึงเฝ้าระวังปัจจัยโลกยังต้องติดตามสถานการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) และการแก้ปัญหาค่าเงินเยนญี่ปุ่นใกล้ชิด เพราะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงตลาดเงิน และต้นทุนระดมทุนของไทย

    นอกจากนี้ ด้านนโยบายการเงิน และการคลังเผชิญข้อจำกัด โดยนโยบายการเงินภายใต้ภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ประกอบกับราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อที่สูงทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยไม่ได้เพราะไม่มีเหตุผลสนับสนุนให้ดำเนินนโยบายผ่อนคลาย

    ส่วนวินัยทางการคลัง มองว่ารัฐบาลไทยต้องรักษาความเข้มงวดทางการคลังอย่างยิ่ง เพราะรายจ่ายประจำปัจจุบันชนเพดานจนเหลือสัดส่วนงบลงทุนเพียง 20% หาก Bond Yield พุ่งสูงขึ้นตามทิศทางตลาดโลกจะยิ่งบีบคั้นงบประมาณของรัฐบาลให้ยากลำบากขึ้น

    นอกจากนี้ ติดตามสถานการณ์ Bond Yield สหรัฐ และการแก้ปัญหาค่าเงินเยนของญี่ปุ่นใกล้ชิด เพราะกระทบต่อเนื่องถึงตลาดเงิน และต้นทุนการระดมทุนของไทย

    ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า  แม้ไทยอยู่ขบวนลงทุน AI ทั่วโลก ท่ามกลางกระแสการไหลเข้าของ FDI เพื่อลงทุน Data Center และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ต้องระวังภาวะการลงทุนเกินความต้องการ (Over Investment) และปัญหาหนี้ที่สร้างขึ้นจากการลงทุนที่หากไม่มีผลตอบแทนคุ้มค่าในอนาคตอาจเกิดปัญหา “เจ๊ง” หรือฟองสบู่

    อีกทั้งความเสี่ยงต้นทุนพลังงาน ซึ่งแน่นอนว่าการส่งเสริม Data Center อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานของประเทศ หากต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเพื่อผลิตไฟฟ้าป้อนระบบที่มีความต้องการสูงอาจทำให้ราคาพลังงานทั้งประเทศแพงขึ้น

    “ไทยบีเอ็มเอ” จับตาเศรษฐกิจไตรมาส 3

    นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ให้มุมมองว่า แม้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ชะลอตัวลงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน แต่ปัจจุบันยังไม่เข้าภาวะถดถอย (Recession) เต็มตัวเพราะเศรษฐกิจยังขยายตัวเพียงแต่อัตราลดลง 

    ทั้งนี้ หากไตรมาส 3 ยังไม่ฟื้นตัวอาจทำให้ไทยเข้าภาวะการถดถอยทางเทคนิคได้นั้น แต่มองว่าช่วงที่ผ่านมานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมีส่วนสำคัญมากในการเร่งการเติบโต จึงต้องติดตามผลนโยบายรัฐบาลระยะยาว โดยเฉพาะงบประมาณ 200,000 ล้านบาท ที่ใช้ไปก่อนหน้านี้ และอีก 200,000 ล้านบาท สำหรับโครงการพลังงาน

    นอกจากนี้มีนโยบายใหม่ เช่น งบประมาณด้านพลังงานสะอาด (โซลาร์) และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นปัจจัยหลักช่วยหนุนบรรยากาศเศรษฐกิจดีขึ้น แม้มีปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศที่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด

    ห่วงไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

    ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัยเศรษฐกิจบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดเผยว่า แนวโน้มที่ไทยเข้าภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recessions) หรือ GDP หดตัวติดต่อกันอย่างน้อย 2 ไตรมาส เทียบกับไตรมาสก่อน ยังอยู่ระดับต่ำเพราะแม้ไตรมาส 2 ชะลออยู่ที่ 1.9% แต่ทั้งปี สศช.เพิ่มประมาณการเป็น 2.2% สอดคล้อง InnovestX ที่ให้ไว้ 2%

    ทั้งนี้เศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2569 หดตัวกว่าประเมินไว้ที่ 2.3% อยู่ที่เพียง 1.9% จากปัจจัยหลักการนำเข้าโตกว่า 24.2% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 21.4% เมื่อนำมาหักลบการส่งออกที่เติบโตเพียง 12.5% ทำให้การส่งออกสุทธิเพียงอย่างเดียวมีส่วนฉุดรั้ง GDP ถึง 7.7%

    สำหรับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 5.9 แสนล้านบาท มาจากตัวเลขมูลค่าการนำเข้าเติบโตขึ้นก้าวกระโดดมาจาก 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 

    1.การนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ 

    2.การนำเข้าเครื่องจักร และเครื่องมือเพื่อการลงทุนในภาคเอกชน ซึ่งในส่วนนี้อาจเป็นส่วนสำคัญที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจระยะยาว

    ชี้ GDP ไตรมาส 3 ปีที่แล้ว “ฐานต่ำ”

    ขณะที่ตัวเลขการลงทุนภาครัฐลดลงมาอยู่ที่ 1.6% จากการเร่งเบิกจ่ายไปในไตรมาส 1 ปี 2569 ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐส่วนของเงินเดือนข้าราชการประจำ และอื่นๆ โดยรวมชะลอลง อีกทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐเดือน มิ.ย.มีส่วนส่งเสริมการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนจำกัด โดยคาดว่าการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนที่เติบโต 1.9% ได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจถึง 1.2%

    ทั้งนี้ เมื่อมองไตรมาส 3 ปี 2569 ยังมีทิศทางดีขึ้นจากไตรมาส 2 จากฐานปีก่อนที่ค่อนข้างต่ำ และการรับรู้ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐเต็มไตรมาส แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดจะมีแนวโน้มขาดดุลต่อเนื่อง ตามแนวโน้มการลงทุนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และเอไอที่เติบโต ส่วนในไตรมาส 4 ปี 2569 คาดจะกลับมาชะลอตัวลงอีกครั้งจากภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และฐานสูงปีก่อน

    “เอกนิติ” ยืนยันกระตุ้นเศรษฐกิจถูกทาง

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สงครามในอิหร่านเป็นจุดเปลี่ยน และสัญญาณเตือนว่าไทยรอให้วิกฤติราคาพลังงานเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหาไม่ได้

    “ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งแรงกระเพื่อมยังต้นทุนพลังงาน การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพ โดยรัฐบาลต้องเร่งลงทุนให้ประเทศลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และราคาน้ำมันหรือก๊าซในตลาดโลกให้มากที่สุดในเวลาและงบประมาณจำกัด”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เศรษฐกิจไตรมาส 2 สะท้อนความจำเป็นที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นแหล่งเงินใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อประคองกำลังซื้อ และค่าครองชีพของประชาชน

    ส่วนจะดำเนินโครงการต่อหรือไม่ในไตรมาสสุดท้ายของปีขอพิจารณาผลโครงการระยะแรกที่จะจบไตรมาส 3 และงบประมาณที่เหลืออยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

    “ถึงแม้ว่า GDP ไตรมาส 2 ไม่ใช่ตัวเลขที่พอใจ แต่ยืนยันว่าการคาดการณ์ และมาตรการประคองเศรษฐกิจมาถูกทาง” นายเอกนิติ ระบุ

    ทั้งนี้ รัฐบาลเร่งส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนไตรมาส 2 เติบโต 13.4% หรือขยายตัวได้ถึง 2 หลัก โดยมีเงินการลงทุนจริง 2.55 แสนล้านบาท จากการเร่งผลักดันโครงการ Thailand Fast Pass ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) 

    รวมทั้งทำให้ไทยในมุมมองต่างชาติเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของประเทศเกิดใหม่ที่คว้าโอกาสจาก ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่’ ของโลกรอบนี้ และเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy โลก

    เศรษฐกิจครึ่งปีหลังเสี่ยง ‘ถดถอย’ ‘ศุภวุฒิ’ เตือนคุมวินัยการคลัง

    “คลัง”เร่งมาตรการรัฐสกัดเศรษฐกิจถดถอย

    นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อเทียบ GDP ไตรมาส 2 แบบไตรมาสต่อไตรมาส (QoQ) ที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลออกไป พบว่าติดลบแล้ว ดังนั้น เศรษฐกิจไตรมาส 3 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากหาก GDP ไตรมาส 3 ปรับตัวติดลบ QoQ อีกครั้ง จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคหรือ Technical Recession

    ด้วยเหตุนี้ เม็ดเงินที่จะประคองเศรษฐกิจช่วงนี้จึงสำคัญมาก โดยไตรมาส 2 ภาครัฐอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบไปแล้ว 5 หมื่นกว่าล้านบาท และคาดว่าไตรมาส 3-4 จะมีเม็ดเงินระลอกใหม่จาก พ.ร.ก.เงินกู้ ทยอยเข้ามาอัดฉีดเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ มาตรการประคองเศรษฐกิจยังป้องกันไม่ให้เกิดแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่จะสร้างความเสียหายระยะยาว โดยเฉพาะกับ SMEs ที่กำลังเจอภาวะบีบคั้น 2 ทาง (Double Squeeze) ซึ่งรายได้ลดลงในขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ซ้ำยังเผชิญอุปสรรคการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสินเชื่อ หากไม่มีมาตรการเยียวยาพยุงไว้ อาจทำให้มีผู้ประกอบการ SMEs ต้องปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1247841&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29jEEmcXwchWp_qyEd0Y8m

  • เศรษฐกิจไทยเสี่ยงถดถอย! ‘สันติธาร’ เตือน 3 คลื่นยักษ์ซัดแรง ไตรมาส 3 นี้

    เศรษฐกิจไทยเสี่ยงถดถอย! ‘สันติธาร’ เตือน 3 คลื่นยักษ์ซัดแรง ไตรมาส 3 นี้

    ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภาพเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 สะท้อนความท้าทายหลายด้าน โดยเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกระแทกจาก 3 คลื่นสำคัญ ได้แก่ พลังงานแพง เงินเฟ้อ และกำลังซื้อที่ชะลอตัว ซึ่งทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อป้องกันไม่ให้แรงกระแทกดังกล่าวลุกลามจนกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

    สัญญาณอันตราย 3 คลื่นยักษ์ที่ไทยต้องเจอ

    ขณะนี้เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ แต่กำลังเผชิญหน้ากับ “3 คลื่นความท้าทาย” ที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ได้แก่ วิกฤตพลังงานราคาแพง, ภาวะเงินเฟ้อข้าวของขึ้นราคา และ กำลังซื้อของประชาชนที่เริ่มหดตัวลง คลื่นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินในกระเป๋าของทุกคนในเวลานี้

    ไตรมาส 3 จุดชี้ชะตา ‘ถดถอยทางเทคนิค’

    ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือในไตรมาส 3 ปี 2569 นี้ หากตัวเลข GDP ของไทยยังคงหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 2 จะทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะ “Technical Recession” หรือการถดถอยทางเทคนิคทันที ซึ่งหมายถึงภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตติดลบติดต่อกันสองไตรมาส เป็นสัญญาณเตือนภัยที่รัฐบาลมองข้ามไม่ได้

    SME ไทยกระอัก เจอภาวะ ‘รวยยาก-จนเร็ว’

    กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) กำลังตกที่นั่งลำบากจากภาวะ “Double Squeeze” คือรายได้ลดลงแต่ต้นทุนกลับพุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเผชิญปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและแหล่งเงินทุนที่ยากลำบาก หากปล่อยให้ SME ล้มละลายเป็นวงกว้าง จะกลายเป็น “แผลเป็นทางเศรษฐกิจ” ที่ยากจะเยียวยาในระยะยาว

    การลงทุนภาคเอกชน ‘พระเอก’ ที่ยังพยุงไทยไว้

    ท่ามกลางข่าวร้าย ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง เมื่อการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวถึง 13.4% สูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, เศรษฐกิจสีเขียว และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ สะท้อนว่าเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจเริ่มทำงานแล้ว แม้เครื่องยนต์เดิมจะติดขัดก็ตาม

    ยุทธศาสตร์ ‘3 ประสาน’ ทางรอดเศรษฐกิจไทย

    ดร.สันติธาร เสนอแนวทางแก้ปัญหาด้วยหลักการ “ประคองวันนี้-เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้-ลงทุนเพื่ออนาคต” รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการลดค่าไฟฟ้าและเยียวยาประชาชน พร้อมกับปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเดิมไปสู่ระบบอัตโนมัติและพลังงานสะอาด เพื่อให้ธุรกิจไทยอยู่รอดได้ในเวทีโลก

    ลุ้นท่องเที่ยวไตรมาส 4 พลิกฟื้นสถานการณ์

    ความหวังสุดท้ายของปีอยู่ที่ไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว รวมถึงการที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกอย่าง IMF-World Bank และ World Economic Forum ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดผู้คนและเม็ดเงินมหาศาลเข้ามาพยุงเศรษฐกิจให้พ้นขีดอันตรายได้ในที่สุด

    ที่มา : thansettakij 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/864671&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_rKE816GuZqEswtQ6tNwI

  • “Policy Mix × ภูมิคุ้มกันรากฐาน” … สองกุญแจไขทางออกเศรษฐกิจไทย

    “Policy Mix × ภูมิคุ้มกันรากฐาน” … สองกุญแจไขทางออกเศรษฐกิจไทย

    ประเทศไทยเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ ไม่เพียงภาวะชะลอตัวระยะสั้น แต่มีรากลึกจาก “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่สะสมมานาน ทั้งขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง หนี้ครัวเรือนในระดับสูง และผลกระทบจากระเบียบโลกใหม่ การตอบโจทย์จึงไม่สามารถพึ่งพาเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง แต่ต้องบูรณาการผ่าน Policy Mix หรือชุดนโยบายที่สอดประสานกันอย่างใกล้ชิด และการสร้างภูมิคุ้มกันรากฐาน 

    1. การประสานนโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และ มาตรการเฉพาะจุด

    rn

     

    rn

    การฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของ 3 เครื่องมือหลัก คือ (1) นโยบายการคลัง ผ่านการจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การประคองกำลังซื้อ และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด ภายใต้ทรัพยากรทางการคลังที่จำกัด (2) นโยบายการเงิน โดย กนง. เน้นการรักษาเสถียรภาพด้านราคาในระยะปานกลางเป็นเป้าหมายหลัก ควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโต อย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน และ (3) มาตรการเฉพาะจุด

    rn

     

    rn

    ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร พูดถึงการดำเนิน 8 มาตรการเฉพาะจุด เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ประกอบด้วย (1) โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้ลูกหนี้รายย่อย (2) “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกลด credit cost ให้กับสินเชื่อใหม่ในธุรกิจกลุ่มศักยภาพ (3) “SMEs Secure+” หรือ “มีที่มีเงิน” เพื่อเติมสภาพคล่องให้ SMEs  โดย 3 มาตรการนี้ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนตัวเล็ก (4) การกำกับธุรกรรมทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และ (5) การติดตามธุรกรรมซื้อ/ ขาย USDT ของ non-resident ที่เป็นการดำเนินการร่วมกับ กลต. โดย 2 มาตรการนี้ ช่วยอุดรอยรั่ว ลดการเก็งกำไร และป้องกันความผันผวนของค่าเงินบาทในทางอ้อม (6) การกำกับธุรกรรม “ถอนเงินสด” ≥ 5 ล้านบาท ซึ่งช่วยสกัดธุรกรรมไม่พึงประสงค์ และทำให้ระบบการเงินโปร่งใสขึ้น (7) การสร้างมาตรฐานและลดค่าธรรมเนียม เพื่อลดภาระทางการเงินของประชาชนและ SMEs ช่วยให้เข้าถึงบริการทางการเงินด้วยค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมและเป็นธรรม  (8) การกำกับดูแลสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) โดยแบงก์ชาติอยู่ระหว่างพิจารณา การเข้าไปกำกับผู้ให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์ในการให้บริการ โดย 2 มาตรการนี้ เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (Consumer Protection)

    rn

     

    rn

    2. บทบาทเชิงรุกของแบงก์ชาติ: ใกล้ชิดท้องถิ่นผ่าน “กลไกสำนักงานภาค และ กนง. สัญจร”

    rn

     

    rn

    ปัญหาเศรษฐกิจมีความซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ไขด้วยยาขนานเดียว การลงพื้นที่รับฟังเสียงคนท้องถิ่น ผ่าน “กลไกสำนักงานภาค และ โครงการ กนง. สัญจร” ทำให้ผู้กำหนดนโยบายได้เห็น “ภาพจริง” รวมทั้งยังได้ประสานพลังจากผู้เชี่ยวชาญทั้งส่วนกลางและคนในพื้นที่ ผ่านงานสัมมนาภูมิภาค

    rn

     

    rn

    ผู้ว่าฯ กล่าวว่า แบงก์ชาติให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภูมิภาคมากขึ้น สนง. ภาคทั้ง 3 แห่ง จึงเป็นจุดเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจจริง การพูดคุย รับฟังเสียง และ Feedback จากคนในพื้นที่ ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบาย นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกจะไม่เกิดจากการรับรู้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลงมือทำด้วย  SMEs จึงควรปรับตัวเพิ่มมูลค่าผลผลิต และนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาช่วย ด้านแรงงานควรปรับตัวเรียนรู้ทักษะใหม่ ในส่วนของแบงก์ชาติเองก็ปรับตัวเช่นกัน
    rn โดยยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและระบบการเงินผ่านการดำเนินนโยบายการเงิน รวมถึงการดูแลค่าเงินบาทอย่างเต็มศักยภาพ แต่เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในมิติต่างๆ แบงก์ชาติจึงดำเนินมาตรการเฉพาะจุดเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยปัจจุบัน

    rn

     

    rn

    3. สร้างรากฐานจากภายใน: พัฒนา “ทุนมนุษย์” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน

    rn

     

    rn

    นอกเหนือจากการใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ และ มาตรการเฉพาะจุดแล้ว แบงก์ชาติยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวผ่านการสร้าง “ความรอบรู้ทางการเงิน” (Financial Literacy) เพื่อให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันและสามารถรับมือโจทย์เศรษฐกิจได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน

    rn

     

    rn

      rn

    • สร้างเครือข่ายครูและที่ปรึกษาหนี้: แบงก์ชาติมุ่งเน้นการสร้าง “ผู้เผยแพร่ความรู้” ที่ใกล้ชิดกับชุมชน ผ่านโครงการ “ครูสตางค์” ซึ่งเป็นการปลูกฝังวินัยทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน และการจัดตั้ง “หมอหนี้” ช่วยให้คำแนะนำกับประชาชนและ SMEs ในการจัดการหนี้สิน
    • rn

    • บูรณาการผ่านระบบการศึกษา: การแก้ปัญหาหนี้ที่ยั่งยืนที่สุด คือ การสร้างทักษะทางการเงิน (Financial Competency) ให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย โดยผลักดันให้ความรู้ด้านการเงินเข้าไปอยู่ในหลักสูตรการศึกษา เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมทางการเงินก่อนก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน
    • rn

    • ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา: ในมิติการพัฒนาสังคม แบงก์ชาติยังมุ่งลดความเหลื่อมล้ำผ่าน “มูลนิธิ 50 ปี ธปท.” โดยให้ทุนการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี
      rn 
    • rn

    rn

    การศึกษาถือเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุด และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยยกระดับ
    rnฐานะทางเศรษฐกิจของตนเองและครอบครัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย แต่ต้องควบคู่กับ
    rn “การใช้เงินเป็น”
    ด้วย แบบอย่างที่ดีล่าสุดที่สังคมไทยรับทราบกัน คือ เรื่องราวชีวิตของ “คุณฮลุน โซโล” ที่แม้เกิดในครอบครัวยากจน แต่ตั้งใจเรียนจนได้รับทุนการศึกษา “จุฬา-ชนบท” และตัวคุณฮลุนเองยังมีวินัยการใช้เงิน ทำงานและเก็บเงินเอง ก่อนนำไปใช้ทำงานตามความฝันได้สำเร็จ

    rn

     

    rn

    ภารกิจของแบงก์ชาติ มีทั้งบทบาทหลักด้านการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงิน และ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเฉพาะจุดทางการเงินและการทำงานร่วมกับภาคี ภาคการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงการเรียนรู้ทักษะทางการเงิน ตลอดจนการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กยากจน ผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ทั้งหมดนี้ คือ การประสานนโยบายควบคู่กับการร่วมสร้างภูมิคุ้มกันรากฐาน เพื่อไขทางออกเศรษฐกิจ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันลงมือทำของทุกฝ่าย เพื่อให้คนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนกันนะคะ

    rn”}}” id=”text-a3efbcfdf6″>

    1. การประสานนโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และ มาตรการเฉพาะจุด

    การฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของ 3 เครื่องมือหลัก คือ (1) นโยบายการคลัง ผ่านการจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การประคองกำลังซื้อ และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด ภายใต้ทรัพยากรทางการคลังที่จำกัด (2) นโยบายการเงิน โดย กนง. เน้นการรักษาเสถียรภาพด้านราคาในระยะปานกลางเป็นเป้าหมายหลัก ควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโต อย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน และ (3) มาตรการเฉพาะจุด

    ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร พูดถึงการดำเนิน 8 มาตรการเฉพาะจุด เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ประกอบด้วย (1) โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้ลูกหนี้รายย่อย (2) “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกลด credit cost ให้กับสินเชื่อใหม่ในธุรกิจกลุ่มศักยภาพ (3) “SMEs Secure+” หรือ “มีที่มีเงิน” เพื่อเติมสภาพคล่องให้ SMEs  โดย 3 มาตรการนี้ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนตัวเล็ก (4) การกำกับธุรกรรมทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และ (5) การติดตามธุรกรรมซื้อ/ ขาย USDT ของ non-resident ที่เป็นการดำเนินการร่วมกับ กลต. โดย 2 มาตรการนี้ ช่วยอุดรอยรั่ว ลดการเก็งกำไร และป้องกันความผันผวนของค่าเงินบาทในทางอ้อม (6) การกำกับธุรกรรม “ถอนเงินสด” ≥ 5 ล้านบาท ซึ่งช่วยสกัดธุรกรรมไม่พึงประสงค์ และทำให้ระบบการเงินโปร่งใสขึ้น (7) การสร้างมาตรฐานและลดค่าธรรมเนียม เพื่อลดภาระทางการเงินของประชาชนและ SMEs ช่วยให้เข้าถึงบริการทางการเงินด้วยค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมและเป็นธรรม  (8) การกำกับดูแลสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) โดยแบงก์ชาติอยู่ระหว่างพิจารณา การเข้าไปกำกับผู้ให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์ในการให้บริการ โดย 2 มาตรการนี้ เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (Consumer Protection)

    2. บทบาทเชิงรุกของแบงก์ชาติ: ใกล้ชิดท้องถิ่นผ่าน “กลไกสำนักงานภาค และ กนง. สัญจร”

    ปัญหาเศรษฐกิจมีความซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ไขด้วยยาขนานเดียว การลงพื้นที่รับฟังเสียงคนท้องถิ่น ผ่าน “กลไกสำนักงานภาค และ โครงการ กนง. สัญจร” ทำให้ผู้กำหนดนโยบายได้เห็น “ภาพจริง” รวมทั้งยังได้ประสานพลังจากผู้เชี่ยวชาญทั้งส่วนกลางและคนในพื้นที่ ผ่านงานสัมมนาภูมิภาค

    ผู้ว่าฯ กล่าวว่า แบงก์ชาติให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภูมิภาคมากขึ้น สนง. ภาคทั้ง 3 แห่ง จึงเป็นจุดเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจจริง การพูดคุย รับฟังเสียง และ Feedback จากคนในพื้นที่ ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบาย นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกจะไม่เกิดจากการรับรู้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลงมือทำด้วย  SMEs จึงควรปรับตัวเพิ่มมูลค่าผลผลิต และนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาช่วย ด้านแรงงานควรปรับตัวเรียนรู้ทักษะใหม่ ในส่วนของแบงก์ชาติเองก็ปรับตัวเช่นกัน
    โดยยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและระบบการเงินผ่านการดำเนินนโยบายการเงิน รวมถึงการดูแลค่าเงินบาทอย่างเต็มศักยภาพ แต่เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในมิติต่างๆ แบงก์ชาติจึงดำเนินมาตรการเฉพาะจุดเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยปัจจุบัน

    3. สร้างรากฐานจากภายใน: พัฒนา “ทุนมนุษย์” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน

    นอกเหนือจากการใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ และ มาตรการเฉพาะจุดแล้ว แบงก์ชาติยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวผ่านการสร้าง “ความรอบรู้ทางการเงิน” (Financial Literacy) เพื่อให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันและสามารถรับมือโจทย์เศรษฐกิจได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน

    • สร้างเครือข่ายครูและที่ปรึกษาหนี้: แบงก์ชาติมุ่งเน้นการสร้าง “ผู้เผยแพร่ความรู้” ที่ใกล้ชิดกับชุมชน ผ่านโครงการ “ครูสตางค์” ซึ่งเป็นการปลูกฝังวินัยทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน และการจัดตั้ง “หมอหนี้” ช่วยให้คำแนะนำกับประชาชนและ SMEs ในการจัดการหนี้สิน
    • บูรณาการผ่านระบบการศึกษา: การแก้ปัญหาหนี้ที่ยั่งยืนที่สุด คือ การสร้างทักษะทางการเงิน (Financial Competency) ให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย โดยผลักดันให้ความรู้ด้านการเงินเข้าไปอยู่ในหลักสูตรการศึกษา เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมทางการเงินก่อนก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน
    • ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา: ในมิติการพัฒนาสังคม แบงก์ชาติยังมุ่งลดความเหลื่อมล้ำผ่าน “มูลนิธิ 50 ปี ธปท.” โดยให้ทุนการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี
       

    การศึกษาถือเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุด และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยยกระดับ
    ฐานะทางเศรษฐกิจของตนเองและครอบครัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย แต่ต้องควบคู่กับ
    “การใช้เงินเป็น”
    ด้วย แบบอย่างที่ดีล่าสุดที่สังคมไทยรับทราบกัน คือ เรื่องราวชีวิตของ “คุณฮลุน โซโล” ที่แม้เกิดในครอบครัวยากจน แต่ตั้งใจเรียนจนได้รับทุนการศึกษา “จุฬา-ชนบท” และตัวคุณฮลุนเองยังมีวินัยการใช้เงิน ทำงานและเก็บเงินเอง ก่อนนำไปใช้ทำงานตามความฝันได้สำเร็จ

    ภารกิจของแบงก์ชาติ มีทั้งบทบาทหลักด้านการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงิน และ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเฉพาะจุดทางการเงินและการทำงานร่วมกับภาคี ภาคการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงการเรียนรู้ทักษะทางการเงิน ตลอดจนการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กยากจน ผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ทั้งหมดนี้ คือ การประสานนโยบายควบคู่กับการร่วมสร้างภูมิคุ้มกันรากฐาน เพื่อไขทางออกเศรษฐกิจ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันลงมือทำของทุกฝ่าย เพื่อให้คนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนกันนะคะ

    ** บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย
    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 18 สิงหาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260818.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08TXz1eo7-_bqsHXU75z3n

  • HSBC ฟันธง “ดอกเบี้ย 1% อยู่ยาว” แม้ GDP ไทยโตเกินคาด ห่วงปี 70 เศรษฐกิจแผ่ว

    HSBC ฟันธง “ดอกเบี้ย 1% อยู่ยาว” แม้ GDP ไทยโตเกินคาด ห่วงปี 70 เศรษฐกิจแผ่ว

    นายอาริส ดาคาเนย์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำภูมิภาคอาเซียน ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาส 1 แต่ยังสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย โดย HSBC คาดไว้ที่ 2.1% และ Bloomberg คาดที่ 1.8% ขณะที่เมื่อปรับฤดูกาล เศรษฐกิจหดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า จากที่ขยายตัว 0.6% ในไตรมาส 1 ทั้งนี้ การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการสะสมสินค้าคงคลัง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงการเติบโต

    สำหรับปัจจัยหนุนเศรษฐกิจในไตรมาส 2 มาจากการลงทุนและการส่งออกที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยความต้องการฮาร์ดแวร์ AI ทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การส่งออกของไทยขยายตัวในอัตราสองหลัก โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับระบบระบายความร้อน แผงวงจรพิมพ์ (PCB) และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นถึง 27.5% จากการเร่งนำเข้าสินค้าทุนและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อรองรับการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งผลให้ดุลการค้าพลิกกลับมาขาดดุล 509,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดเก็บข้อมูล ขณะที่มาตรการภาครัฐ เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ยังช่วยพยุงกำลังซื้อภาคครัวเรือน ท่ามกลางราคาพลังงานและค่าเดินทางที่สูงขึ้น

    HSBC คาดเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 จะขยายตัว 2.2% ได้แรงหนุนจากมาตรการการคลังและการส่งออก โดยมีโอกาสเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีจากการสะสมสินค้าคงคลัง อย่างไรก็ตาม การเติบโตยังมีลักษณะกระจุกตัว โดยการลงทุนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับภาคดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนและสินค้าทุนในสัดส่วนสูง สะท้อนจากประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่าดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 ขาดดุลสูงถึง 12% ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลในปี 2548 ทำให้การเติบโตยังไม่กระจายไปถึงครัวเรือนและผู้ประกอบการ SMEs อย่างทั่วถึง

    ทั้งนี้ HSBC มองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลาย แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดีกว่าคาดในช่วงที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ไปจนถึงอย่างน้อยปี 2570 เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2570 ยังอ่อนแอ โดยคาดจีดีพีปีหน้าขยายตัวเพียง 1.7% หลังแรงส่งจากมาตรการการคลังมีแนวโน้มลดลง ประกอบกับภาคครัวเรือนและ SMEs ยังเผชิญภาวะสินเชื่อที่ตึงตัว ขณะที่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้นอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ดังนั้น การรักษานโยบายการเงินแบบผ่อนคลายจึงยังมีความสำคัญต่อการประคองเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/855473&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0v6hzMwxwSWfXj3C_j1DQi