Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ทวี จี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจชายแดน มูลค่า 1.2 แสนล้าน เหลือศูนย์ แนะมาตรการช่วย 

    ทวี จี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจชายแดน มูลค่า 1.2 แสนล้าน เหลือศูนย์ แนะมาตรการช่วย 

    ทวี จี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจชายแดน มูลค่า 1.2 แสนล้าน เหลือศูนย์ แนะมาตรการช่วย 

    วันที่ 19 สิงหาคม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เศรษฐกิจชายแดนสระแก้วหยุดชะงัก กระทบประชาชนหนัก ต้องเร่งช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู การค้าปีละ 120,000 ล้านบาท เหลือ 0 บาท

    ผ่านไปหนึ่งปีหลังเกิดความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา แม้การสู้รบจะสงบลงแล้ว แต่เศรษฐกิจชายแดนที่หยุดชะงักอย่างกะทันหันยังไม่ฟื้นตัว ประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกร และแรงงานยังต้องรับภาระจากวิกฤตที่ตนไม่ได้เป็นผู้ก่อ

    ระหว่างวันที่ 19–20 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อศึกษาผลกระทบด้านกฎหมาย ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสิทธิของประชาชน

    สิ่งที่พบคือ รายได้หาย ธุรกิจขาดสภาพคล่อง เกษตรกรเข้าไม่ถึงพื้นที่ทำกิน และความเดือดร้อนกำลังลุกลามไปถึงครอบครัว เด็ก และเยาวชน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีมาตรการที่ช่วยให้ประชาชนตั้งตัวและปรับตัวได้จริง

    ข้อมูลที่ได้รับฟังจากกรมศุลกากรระบุว่า ช่วงปี 2567 ถึงครึ่งแรกของปี 2568 มูลค่าการค้าผ่านด่านในพื้นที่เฉลี่ยเดือนละกว่า 10,000 ล้านบาท หรือประมาณ 120,000 ล้านบาทต่อปี แต่เมื่อมีข้อจำกัดการผ่านแดน มูลค่าการค้าผ่านด่านลดลงเหลือ 0 บาท

    ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ค้าระหว่างประเทศ แต่กระจายไปถึงธุรกิจขนส่ง ตลาด ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยว เกษตรกร ลูกจ้าง และแรงงานในชุมชน

    ลูกค้าและคำสั่งซื้อจากกัมพูชาลดลง สินค้าค้างสต็อก ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น และธุรกิจขาดเงินทุนหมุนเวียน ผู้ประกอบการบางส่วนต้องกู้ยืมทั้งในและนอกระบบ ลดการจ้างงาน หยุดลงทุน หรือเตรียมย้ายออกจากพื้นที่

    รายได้หยุดลง แต่ภาระหนี้ ค่าเช่า ค่าจ้าง ดอกเบี้ย ภาษี และค่าใช้จ่ายประจำยังคงอยู่ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ คนวัยทำงานและคนรุ่นใหม่อาจย้ายออก กำลังซื้อจะลดลง และเด็กบางส่วนอาจเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา

    ข่าวปลอมและความขัดแย้งทางความรู้สึกซ้ำเติมวิกฤต สถานการณ์ยังถูกซ้ำเติมด้วยความคิดเห็นที่รุนแรงในบางส่วนของทั้งสองประเทศ รวมถึงข่าวปลอม ข่าวลือ และข้อมูลออนไลน์ที่บิดเบือนหรือขยายความขัดแย้งเกินข้อเท็จจริง กระแสดังกล่าวลุกลามไปสู่การต่อต้านสินค้าไทยในกัมพูชา ทำให้คู่ค้าและผู้บริโภคบางส่วนลดหรือยกเลิกคำสั่งซื้อ ขณะที่นักลงทุนและนักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่นในการเดินทางเข้าพื้นที่

    ประชาชนในพื้นที่เรียกร้องให้รัฐต้องสื่อสารข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว เป็นเอกภาพ และตรวจสอบได้ พร้อมดำเนินการกับผู้จงใจเผยแพร่ข้อมูลเท็จ โดยไม่กระทบต่อการรายงานข่าว การวิพากษ์วิจารณ์ และการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
    เกษตรกรสูญเสียทั้งผลผลิตและพื้นที่ทำกิน

    ชาวบ้านและเกษตรกรให้ข้อมูลว่า ไร่อ้อยประมาณ 6,000 ไร่ได้รับความเสียหายจากการปะทะจนเกิดเพลิงไหม้ ขณะที่อีกประมาณ 1,800 ไร่ไม่สามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวได้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย แต่ความเสียหายจำนวนมากยังไม่ได้รับการเยียวยา

    เกษตรกรยังประสบปัญหาเงินช่วยเหลือตามมาตรการตัดอ้อยสดค้างจ่าย กฎเกี่ยวกับการเผาอ้อยของแต่ละหน่วยงานไม่เป็นเอกภาพ การขาดแคลนแรงงาน และการเข้าไม่ถึงแหล่งทุน บางรายไม่สามารถชำระหนี้จนถูกยึดรถไถหรือรถบรรทุกซึ่งเป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ

    ชาวบ้านยังแจ้งว่า มีวัตถุระเบิดตกค้างหรือวัตถุต้องสงสัยในพื้นที่ทำกิน ทำให้ไม่สามารถกลับไปทำการเกษตรได้ตามปกติ รัฐต้องเร่งตรวจสอบ สำรวจ และเก็บกู้วัตถุระเบิดให้ปลอดภัย ไม่ปล่อยให้ประชาชนเสี่ยงตรวจพื้นที่ด้วยตนเอง

    ปัญหาช้างป่ายังซ้ำเติมความเดือดร้อน ทั้งการทำลายพืชผล บ้านเรือน และทรัพย์สิน แต่เกษตรกรบางส่วนยังไม่ได้รับเงินชดเชย ปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการอนุรักษ์ แต่เป็นเรื่องความปลอดภัย อาชีพ และรายได้ของประชาชน

    ด่านศุลกากรอรัญประเทศแห่งใหม่ ณ บ้านป่าไร่ ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 525 ไร่ 3 งาน ใช้งบประมาณ 800 ล้านบาท และก่อสร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2563 แต่ยังไม่สามารถเปิดเป็นด่านได้ เนื่องจากฝั่งกัมพูชายังไม่มีพื้นที่รองรับและยังไม่ได้เปิดเป็นจุดผ่านแดนถาวร รวมถึงข้อกังวลเรื่องเขตแดนและการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

    กรณีนี้สะท้อนว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต้องคำนึงถึงความพร้อมของพื้นที่และความร่วมมือระหว่างประเทศ มิฉะนั้น งบประมาณจำนวนมากก็ไม่อาจสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมาย

    ประชาชนชายแดนต้องการทั้งมาตรการประคองตัวระยะสั้นและแผนฟื้นฟูระยะยาว การช่วยเหลือต้องครอบคลุมรายได้ที่สูญเสีย พืชผลและพื้นที่ทำกิน ภาระหนี้ เครื่องมือประกอบอาชีพ ปัญหาแรงงาน วัตถุระเบิดตกค้าง และความเสียหายจากช้างป่า

    ขอนำบทเรียนและมาตรการที่รัฐเคยใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา คือ จะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี มาเป็น “ตุ๊กตา” หรือกรอบตั้งต้น

    มาตรการดังกล่าวครอบคลุมการลดต้นทุน เสริมสภาพคล่อง ลดความเสี่ยง และจูงใจการลงทุน ตัวอย่างเช่น

    1. ลดภาษีบุคคลธรรมดาเหลือร้อยละ 0.1 และภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือร้อยละ 3

    2. ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือร้อยละ 0.01

    3. จัดสินเชื่อดอกเบี้ยร้อยละ 1.99 ต่อปี เพื่อเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ

    4. รัฐช่วยชดเชยเบี้ยประกันภัยบางประเภทร้อยละ 50

    5. ให้สิทธิส่งเสริมการลงทุนของ BOI โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่โครงการใหม่ 8 ปี และลดภาษีร้อยละ 50 ต่ออีก 5 ปี

    มาตรการเหล่านี้เป็นเพียง “กรอบตั้งต้น” ไม่ควรนำมาใช้กับจังหวัดสระแก้วทั้งหมด แต่ควรปรับตามพื้นที่และระดับความเสียหาย โดยเปิดให้ประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกร แรงงาน ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมออกแบบ
    ผ่านไปหนึ่งปีแล้ว รัฐบาลต้องเปลี่ยนจากการช่วยเหลือเฉพาะหน้าไปสู่การฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ เพราะความมั่นคงของประเทศไม่ได้หมายถึงเพียงการควบคุมชายแดน แต่ต้องรวมถึงความมั่นคงในชีวิต รายได้ อาชีพ การศึกษา ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5853127&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00Df61i9BD2hDsJPA0caxo

  • “สีหศักดิ์” เดินเกมการทูต ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ออสซี่ ดันแร่หายาก หนุน EV : อินโฟเควสท์

    “สีหศักดิ์” เดินเกมการทูต ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ออสซี่ ดันแร่หายาก หนุน EV : อินโฟเควสท์

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยระหว่างเดินทางเยือนประเทศออสเตรเลียในเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและออสเตรเลีย ว่า ได้มีการหารือในมิติทางการทูตเศรษฐกิจของ 2 ประเทศ ซึ่งได้มีการจัดทำคำแถลงระหว่างผู้นำ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ 

    นายสีหศักดิ์ ระบุว่า หนึ่งในเป้าหมายหลัก คือ การเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้มากขึ้น ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จในอดีตที่มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเคยขยายตัวมาแล้ว 3 เท่าจากการใช้ประโยชน์จากเขตการค้าเสรี (FTA) 

    ทั้งนี้ ไทยและออสเตรเลียมีสาขาความร่วมมือที่สำคัญหลายด้านได้แก่ ด้านเกษตรกรรมและอาหาร ที่มุ่งเน้นความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีการเกษตร (Ag-Tech) และเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) โดยออสเตรเลียมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบและเทคโนโลยีที่จะช่วยไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารของไทย

    นอกจากนี้ยังมีโอกาสในการขยายตลาดสินค้าอาหารไทยผ่านเครือข่ายร้านอาหารไทยจำนวนมากในเมืองสำคัญอย่างเช่นที่เมืองซิดนีย์ 

    ขณะที่ด้านพลังงานสะอาดและการบริหารทรัพยากร ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันในเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะเทคพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลมที่ออสเตรเลียมีเทคโนโลยี และองค์ความรู้อยู่มาก 

    นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ เช่น แร่หายาก (Rare Earth) ที่เป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ รวมทั้งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญของประเทศไทย 

    นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวว่า ไทยและออสเตรเลียยังมีความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนจากออสเตรเลียในด้านดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ออสเตรเลียมีความเชี่ยวชาญสูง

    ทั้งนี้ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงบทบาทของภาคเอกชนไทยในปัจจุบันที่มีความตื่นตัวในการออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น รวมถึงในออสเตรเลีย เพื่อขยายโอกาสจากเดิมที่มีตลาดในประเทศเพียง 60 ล้านคน

    โดยทางกระทรวงการต่างประเทศพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกในแง่ของกฎระเบียบและกติกาที่เป็นอุปสรรครวมถึงการผลักดันผ่านกรอบเขตการค้าเสรีต่างๆ เพื่อให้เอกชนไทยสามารถแข่งขันและดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น 

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/633916&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wNHX6Hg1F7_ChX7hbg3DD

  • ปมร้อนร่างมาตรฐานใหม่ “เลิก-ไม่เลิก เตาหลอมเหล็ก IF

    ปมร้อนร่างมาตรฐานใหม่ “เลิก-ไม่เลิก เตาหลอมเหล็ก IF

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-284&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TIdEDQcWixwa_BZQpfB6b

  • “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D ยกระดับเกษตร-SMEs

    “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D ยกระดับเกษตร-SMEs

    “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงานผนึกรัฐ-เอกชน ลุยแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยรับมือโลก 5D ดันเกษตร SMEs และ Visitor Economy สู่ตลาดโลก เน้นลงมือทำจริง วัดผลได้

    “ศุภจี” เปิดภาพใหญ่เศรษฐกิจไทยรับโลกเปลี่ยนผ่าน ชู 5D ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การกระจายความเสี่ยง เทคโนโลยีและ AI สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ย้ำไทยต้องเปลี่ยนจาก “เรามีอะไร” เป็น “ตลาดต้องการอะไร” พร้อมขับเคลื่อนผ่าน 4 คณะทำงานภายใต้แนวคิด Cluster ดึงรัฐ–เอกชนทำงานร่วมกัน มุ่งสร้างผลลัพธ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ขณะที่ “วีระศักดิ์” ชู Visitor Economy เปลี่ยนจากวัดจำนวนนักท่องเที่ยวสู่การสร้างประสบการณ์และมูลค่า “กอบศักดิ์” เดินหน้าต่อยอดข้อเสนอเกือบ 100 แนวทาง เน้นทำให้เกิดขึ้นจริง

    วันที่ 19 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติพร้อมกัน จึงไม่สามารถดำเนินเศรษฐกิจด้วยวิธีการแบบเดิมได้ โดยมองผ่าน 5D สำคัญ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย

    นางศุภจี กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ไทยต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เรามีอะไร” หรือ “เราจะผลิตอะไร” แต่ต้องถามว่า “ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร” พร้อมกระจายตลาด กระจายรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ลงไปถึงทุกระดับ

    ตั้ง 4 คณะทำงาน ลุยแก้ปัญหาแบบ “Cluster”

    สำหรับภารกิจด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชนที่รองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบ ได้จัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั้งระบบ ได้แก่

    1. คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

    2. คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs

    3. คณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy

    4. คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ

    “เราไม่ได้ตั้งใจเป็นคณะกรรมการเพิ่มขึ้นอีกคณะหนึ่งจากที่มีแล้ว 320 คณะ แต่ตั้งใจตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และสามารถวัดผลได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” นางศุภจี กล่าว

    สำหรับคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร นางศุภจี กล่าวว่า ต้องแก้ปัญหาเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรกรประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 30% ของครัวเรือนทั้งประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 8.8% ของ GDP จึงต้องยกระดับผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น

    ในส่วนต้นน้ำ ต้องยกระดับการผลิต เทคโนโลยี และข้อมูล ในส่วนกลางน้ำต้องเพิ่มการแปรรูปและการเก็บรักษา เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเร่งขายผลผลิตในช่วงที่มีผลผลิตออกมาก ขณะที่ปลายน้ำต้องขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากสามารถแปรรูปและเก็บรักษาผลผลิตได้ จะช่วยลดแรงกดดันจากฤดูกาลและทำให้รายได้ของเกษตรกรกระจายตัวได้ตลอดทั้งปี

    รองนายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่างว่า การส่งออกสินค้าเกษตรในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ยังติดลบประมาณ 3.2% แม้มีมูลค่ากว่า 800,000 ล้านบาท สะท้อนว่า ภาคเกษตรยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก หากสามารถยกระดับทั้งห่วงโซ่และเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปได้มากขึ้น

    ด้านเศรษฐกิจชุมชน และ SMEs จะใช้แนวคิด “SME Journey” ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ การขยายกิจการ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเป็น Regional Player โดยเน้นการยกระดับทักษะ เทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งทุน ช่องทางตลาด และการเชื่อมโยงเข้าสู่ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่

    ปัจจุบันประเทศไทยมี SMEs ประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 35% ของ GDP ดังนั้น เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้ SMEs “อยู่รอด” แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ผู้ประกอบการ เกิดง่าย โตง่าย และก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้

    นอกจากนี้ ยังต้องปลดล็อกอุปสรรคด้านกฎระเบียบและใบอนุญาต รวมถึงการพัฒนา SME ID และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถเข้าใจสถานะของผู้ประกอบการและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด

    ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy นางศุภจี กล่าวว่า ต้องเปลี่ยนจากการมองเพียง “จำนวนนักท่องเที่ยว” ไปสู่การมอง มูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ใด และออกแบบสินค้า บริการ และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์มากขึ้น

    ปัจจุบันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท หรือราว 8% ของ GDP ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและผู้มาเยือนสร้างรายได้ประมาณ 1.58 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา จึงมีโอกาสที่จะเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว สินค้า บริการ และการลงทุนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ จะมุ่งลดการกระจุกตัวของตลาดและผู้ประกอบการ โดยเดินหน้าขยายตลาดใหม่ ควบคู่กับรักษาตลาดเดิม เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และลดอุปสรรคทางการค้า รวมทั้งเพิ่ม Local Content และเชื่อม SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

    นางศุภจี กล่าวว่า แม้การส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เติบโตประมาณ 17% ถือว่าเป็นผลงานที่ดีท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ต้องมอง “ไส้ใน” ของตัวเลขด้วยว่าโครงสร้างการส่งออกมีความสมดุลเพียงใด โดยเฉพาะการกระจายตลาด การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของ SMEs

    “ด้านหนึ่งเราต้องนำสินค้าที่เรามีออกไปหาตลาด อีกด้านหนึ่งเราต้องนำตลาดเข้ามาหาสินค้าและบริการของเรา และแกนกลางที่สำคัญที่สุดคือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยต้องเติบโตไปพร้อมกัน” นางศุภจี กล่าว

    “วีระศักดิ์” ชู Visitor Economy เปลี่ยน “นักท่องเที่ยว” เป็น “ผู้มาเยือน” สร้างประสบการณ์–กระจายรายได้

    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องปรับมุมมองจากการนับจำนวน “นักท่องเที่ยว” ไปสู่การทำความเข้าใจว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาเพื่ออะไร เพราะผู้เดินทางจำนวนมากไม่ได้เข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่อาจเดินทางมาเพื่อสุขภาพ การทำงาน การศึกษา กีฬา การพักผ่อน หรือประสบการณ์เฉพาะด้าน

    ดังนั้น “Visitor Economy” จึงเป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจให้สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ของผู้มาเยือนแต่ละกลุ่ม และเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้รับให้กลายเป็นการใช้จ่าย การลงทุน การกลับมาเยือนซ้ำ และการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจของชุมชน

    นายวีระศักดิ์ ระบุว่า “การท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ” และจำนวนผู้มาเยือนก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ที่ประเทศไทยส่งมอบ และทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับชุมชน เศรษฐกิจ และประเทศไทย

    ทั้งนี้ ยังต้องกระจายโอกาสจากเมืองหลักไปสู่เมืองรอง รวมถึง “เมืองรองในเมืองหลัก” และสร้างกิจกรรมใหม่ที่ทำให้ผู้มาเยือนมีเหตุผลที่จะใช้เวลาและใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น โดยให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการ

    “กอบศักดิ์” เดินหน้าเกือบ 100 ข้อเสนอ เน้น “รู้ปัญหาแล้วต้องแก้ให้ได้”

    ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs กล่าวว่า คณะทำงานได้ประชุมมาแล้ว 2 ครั้ง และรวบรวมข้อเสนอได้เกือบ 100 ข้อเสนอ โดยจะไม่มุ่งจัดทำ “แผน” เพิ่มเติม แต่จะเน้นนำข้อเสนอที่มีอยู่ไปสู่การปฏิบัติ

    “ประเทศไทยมีแผนเยอะแล้ว แต่หัวใจ คือ เรามีอุปสรรคและปัญหาที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีคนลงมือแก้จุดนั้นให้ได้” นายกอบศักดิ์ กล่าว

    สำหรับภาคเกษตร จะมุ่งยกระดับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี พัฒนาเครื่องจักรที่เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรไทย การใช้โดรนและศูนย์บริการเครื่องจักรในชุมชน การยกระดับ Food Safety การพัฒนาฐานข้อมูลภาคเกษตรร่วมกัน การส่งเสริม Young Smart Farmer ตลอดจนการเพิ่มการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวทางสร้างตลาดให้เกษตรกรผ่านช่องทางใหม่ ทั้งการเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรม การพัฒนาช่องทาง E-commerce การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการเชื่อมตลาดต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขายมากขึ้น และลดการพึ่งพาตลาดเพียงช่องทางเดียว

    สำหรับ SMEs จะเน้นการสร้าง “SME Journey” ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนเติบโตเป็นผู้ประกอบการระดับโลก โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น การลดขั้นตอนใบอนุญาต การจัดทำ SME ID และฐานข้อมูล การพัฒนานักบัญชีชุมชน การสร้างระบบ “Big Brother” ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดเล็ก การเชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain การยกระดับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การใช้ AI และดิจิทัล ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดออนไลน์

    นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ข้อเสนอทั้งหมดจะถูกจัดลำดับตามความพร้อม โดยเรื่องที่สามารถทำได้เร็วจะเร่งดำเนินการทันที ขณะที่เรื่องที่ต้องใช้เวลาในการวางระบบ เช่น ฐานข้อมูล จะเดินหน้าเป็นระยะ เพื่อให้เกิดทั้ง Quick Big Win ในช่วงประมาณ 6 เดือน–1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะ 2–4 ปี

    นางศุภจี กล่าวสรุปว่า การทำงานของทั้ง 4 คณะทำงานจะไม่ใช่การทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องบูรณาการตั้งแต่การติดตามแนวโน้มโลก การกำหนดนโยบาย การลงมือปฏิบัติ ไปจนถึงการวัดผล โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น สามารถแข่งขันได้ และสร้างรายได้และโอกาสที่กระจายไปถึง เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทย

    “เราไม่ได้เดินจังหวะเดียว ต้องเดินทางไปหาตลาด ดึงตลาดเข้ามาหาเรา และแกนกลางที่เป็นแก่นของการทำงานทุกวันนี้ คือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยที่ต้องเติบโตไปพร้อมกัน”นางศุภจี กล่าว

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2953847&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dU4s4ScunosLvBWlIZCI6

  • ‘วีระยุทธ’ซัดรัฐบาลเดินเศรษฐกิจผิดทาง แขวนทุกอย่างไว้กับ ดาต้าเซ็นเตอร์-ขาดดุลนำเข้ามหาศาล | เดลินิวส์

    ‘วีระยุทธ’ซัดรัฐบาลเดินเศรษฐกิจผิดทาง แขวนทุกอย่างไว้กับ ดาต้าเซ็นเตอร์-ขาดดุลนำเข้ามหาศาล | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 ส.ค. ที่รัฐสภา พรรคประชาชน ประชุม ครม. เงา ครั้งที่ 10 นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ เรื่องประเมินผลงานเศรษฐกิจของรัฐบาลจากจีดีพีไตรมาสสอง และข้อเสนอแก้ปัญหาเศรษฐกิจและวิกฤติยานยนต์จากพรรคประชาชน

    นายวีระยุทธ กล่าวว่า สภาพัฒน์แถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% หากเทียบแบบปีต่อปี หรือเทียบไตรมาสต่อไตรมาสถือว่าหดตัว -0.2% ในภาพรวมสะท้อนสัญญาณที่ไม่ค่อยดี แต่ก็พอเข้าใจได้เพราะอยู่ในช่วงที่เผชิญกับสงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อวิกฤติพลังงาน แต่กังวลความเห็นของรองนายกฯ และรมว.คลังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยกำลังโตถูกทาง ซึ่งหากเดินไม่ถูกทางควรมีการปรับนโยบายอย่างไร

    หากดูไส้ในคือรัฐบาลปล่อยผีดาตาเซ็นเตอร์เข้ามาโดยไม่ทำ EIA ไม่มีเงื่อนไขโลคอลคอนเทนต์ (การใช้การผลิตในประเทศ) การลงทุนที่ขยายตัว 13% เกิดจากการนำเข้าเครื่องจักรแทบทั้งหมด ในช่วง 6 เดือนแรกทำให้ประเทศไทยขาดดุลการค้า -1 ล้านล้านบาท ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นเดอะแบกของเศรษฐกิจไทยตัวใหม่ เป็นการเอาเศรษฐกิจไทยในอนาคตไปแขวนไว้กับดาต้าเซ็นเตอร์ และการนำเข้าที่ขาดทุนมหาศาลขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่อุตสาหกรรมและแรงงานไทยกำลังแย่ลงจากปากเหวยังไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างจริงจัง เพราะกำลังการผลิตในไตรมาส 2 ลดเหลือ 57% ต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส ซึ่งต่ำตั้งแต่ที่มีโควิด สะท้อนได้จากกรณีว่างงาน อย่างผู้ประกันตนมาตรา 33 ในไตรมาส 2 ว่างงานเพิ่มกว่า 5 หมื่นคน  

    “ดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นเดอะแบกเศรษฐกิจไทย ชวนให้ตั้งคำถามว่า เราฝากอนาคตเศรษฐกิจไทย โดยรัฐบาลชุดนี้ไว้กับดาต้าเซ็นเตอร์ จะนำไปสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นได้จริงหรือไม่ เพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์ที่เห็นชัดคือผู้รับเหมากับเจ้าของที่ดิน ยังไม่เห็นการเชื่อมโยงไปสู่เศรษฐกิจไทยภาคอื่น ซึ่งเป็นความย้อนแย้ง ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการอื่น นอกจากไทยช่วยไทยพลัสที่เน้นกระตุ้นการบริโภค ต้องลงมือแก้ไขจริงจังเรื่องภาคอุตสาหกรรมไทยและแรงงานไทย” นายวีระยุทธ กล่าว และว่า ขอเรียกร้องรัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคแรงงานและอุตสาหกรรม ใช้เครื่องมือนโยบายที่มีให้ตรงจุด โดยเฉพาะการกล้าสู้กับต่างประเทศ จีโอโพลิติกและการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ (local content) ที่จะให้ประโยชน์กับคนในประเทศไทย

    นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ กล่าวว่า ในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราเห็นข่าวบริษัทโตโยต้า ออกมาพูดเรื่องการต่อสู้ที่ไม่เท่าเทียมกันกับผู้นำเข้ารถจากต่างประเทศ  เราเห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลหวั่นไหวอย่างมาก ทำให้เกิดมาตรการตามมาอย่างรวดเร็ว ว่าจะเตรียมขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งคัน ซึ่งแม้เป้าหมายของรัฐบาลจะเข้าใจได้ว่าต้องการสร้างแต้มต่อให้แบรนด์รถยนต์ที่มีโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศ ให้ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศสามารถต่อสู้กับรถยนต์แบรนด์ที่นำเข้าจากต่างประเทศได้ แต่นี่เป็นมาตรการที่ได้ผลจริงหรือไม่ เพราะอาจเป็นไปได้ว่ารถยนต์ต่างชาติบางยี่ห้อ ที่ไม่มีฐานผลิตรถยนต์ในประเทศไทยและไม่คิดจะมาผลิตในประเทศด้วยซ้ำ เมื่อเจอภาษีสรรพสามิตเข้าไป สุดท้ายแล้วอาจจะถอนตัวหรืออาจไม่เน้นทำตลาดในไทยมากนัก ดังนั้น ตนมองว่าการขึ้นภาษีสรรพสามิตอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรเลยด้วยซ้ำ

    รัฐบาลควรเลือกเครื่องมือให้ถูก ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่ใช้กำหนดประเภทของสินค้า เช่น เหล้า บุหรี่ หรือรถยนต์ แต่จริงๆ แล้วปัญหาที่เราเจอคือเรื่องการนำเข้ารถจากประเทศจีน ซึ่งเครื่องมือที่เหมาะสมกว่า น่าจะเป็นภาษีศุลกากร และที่มีข้อถกเถียงกันว่ารถที่เข้ามาขายราคาถูกเพราะการทำสัญญา FTA จีน-อาเซียน ซึ่งในอดีตไทยเคยได้ประโยชน์มากจากการส่งออกไปจีน หรือนำเข้าวัตถุดิบจากจีนเพื่อผลิตแล้วส่งออก แต่ปัจจุบันนี้กลายเป็น FTA นี้ทำให้ไทยเสียประโยชน์จากจีนทุกทาง เรื่องรถยนต์น่าจะเป็นกรณีที่เด่นที่สุด 

    “ดังนั้นต้องพูดกันเรื่องนี้ และแก้ภาษีศุลกากร รวมถึงกรณีรถจีนผลิตในไทยที่มีปัญหาการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ เพราะมาตั้งโรงงานในไทยจริง แต่ใช้ทรัพยากรจากจีนทั้งหมด นี่เป็นอีกเรื่องที่รัฐบางต้องตรวจสอบให้ละเอียด”

    นายอิสริยะ กล่าวว่า ทั้งนี้ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ฉบับปัจจุบันเริ่มใช้ 1 ม.ค. 2569 แต่ได้ประกาศล่วงหน้ามาตั้งแต่ปี 2565 เพื่อให้ภาคเอกชนได้ปรับตัว ซึ่งอธิบดีกรมสรรพสามิตในเวลานั้นคือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ แปลว่ารองนายกฯ เอกนิติ รู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร ทำไมเพิ่งมาตื่นเต้นตกใจเอาตอนนี้ พอเห็นข่าวโตโยต้าจะย้ายหนีก็รีบจะปรับกลับทันที ซึ่งในแง่กระบวนการภาครัฐเช่นนี้อาจไม่ได้แฟร์กับเอกชนในแง่เวลาเตรียมตัว ดังนั้นการขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ อาจจะเป็นเครื่องมือที่มันผิดฝาผิดตัวกับเป้าหมายของรัฐบาลที่อยากจะให้มีฐานการผลิตมาอยู่ในประเทศ

    เมื่อถามถึงกรณีสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่ทะลักเข้ามา กระทบอุตสาหกรรมในประเทศ ฝ่ายค้านมีข้อชี้แนะอย่างไร นายวีระยุทธ กล่าวว่า เรื่องสินค้านำเข้าที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ สะท้อนผ่านจากขาดดุลทางการค้า แต่ระลอกใหม่เป็นสินค้า อุปกรณ์ที่นำเข้ามาแล้วทำให้เกิดความไม่สามารถแข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจไทย จุดที่เราอยากให้เปลี่ยนแปลงคือมาตรฐาน ถ้าผลิตแล้วคุณภาพดี ราคาถูกก็ไม่มีปัญหา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคควรได้รับ แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือคุณภาพไม่ได้และขายเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์ม ที่รัฐส่วนกลางไม่เข้าไปตรวจสอบมาตรฐาน มีการปลอมแปลง หรือสวมมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เป็นต้น

    เมื่อถามว่าได้ติดตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 14 หรือไม่ เพราะถ้าบังคับใช้อาจมีผลกระทบกับ GDP นายวีระยุทธ กล่าวว่า เรื่องนี้เราติดตามใกล้ชิด ถ้าออกมาชัดเจนจะมีการแถลงอีกครั้ง แต่ปัจจุบันการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 4-5 ปีถือว่าไกล เราอยากเห็นมาตรการเฉพาะหน้า โดยเฉพาะเรื่องยานยนต์ที่สะท้อนได้ชัดเจนว่าไม่มีหลักคิดว่าจะพัฒนาอุตสาหกรรมนี้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้จะไม่อยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ แต่จะเป็นยุทธศาสตร์ของรัฐบาลว่าจะเอาอย่างไรและประเทศไทยจะไปต่ออย่างไร.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6120040/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1McsH6F4AMgPK0VRfpMBBy

  • ทักษิณคัมแบ็ก! โชว์กึ๋นความท้าทายใหม่สั่งออกแบบเศรษฐกิจรับ Gen Z-หั่นค่าไฟให้ถูกลง

    ทักษิณคัมแบ็ก! โชว์กึ๋นความท้าทายใหม่สั่งออกแบบเศรษฐกิจรับ Gen Z-หั่นค่าไฟให้ถูกลง

    ‘ทักษิณ’ ชี้โลกเปลี่ยน ภัยความมั่นคงไทยไม่ได้อยู่แค่ชายแดน ลามถึง AI-ไซเบอร์-เศรษฐกิจ-พลังงาน-แรงงาน จี้ ไทยเร่งเตรียมรับมือ ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ

    19 ส.ค.2569 – เมื่อช่วงค่ำวันที่ 18 ส.ค. ที่โรงแรมดุสิตธานี บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีแห่งการดำเนินธุรกิจ ภายใต้แนวคิด “Breaking Through the Global” โดยมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี และมีนายทักษิณ ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมแสดงความยินดี

    โดยนายทักษิณ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อความท้าทายด้านความมั่นคงในโลกยุคใหม่ เทคโนโลยีและความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยระบุว่า ปัจจุบันภัยคุกคามต่อประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภัยทางทหาร หรือความมั่นคงบริเวณชายแดนเท่านั้น แต่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี อาชญากรรมไซเบอร์ พลังงาน การจ้างงาน และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภารกิจด้านความมั่นคง

    “วันนี้เป็นห่วงเรื่องภัยคุกคามที่จะมีต่อประเทศไทยในทุกมิติ เพราะโลกเปลี่ยนไปเยอะมาก เช่น สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งภัยคุกคามยุคใหม่มีความซับซ้อนมากขึ้น และประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมรับมือทั้งการสู้รบรูปแบบเดิม และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่” นายทักษิณ กล่าว

    นายทักษิณ กล่าวอีกว่า การใช้โดรนในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลาดตระเวนหรือการใช้งานทางการเกษตร แต่สามารถนำมาใช้ในการตรวจการณ์ และโจมตีได้ ขณะที่การปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงของไทยหลายกรณียังต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมาก ทั้งที่เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานได้

    “ตอนที่ผมเป็นนายกฯ ผมไปเยี่ยมกองทัพบก และได้พูดถึงภัยคุกคามสมัยใหม่ว่า เราจะเตรียมอาวุธแบบเดิมๆคงไม่ได้แล้ว แต่วันนั้นยังไม่ค่อยมีความสนใจกัน เพราะเราไม่ได้เตรียมตัวกัน” นายทักษิณ กล่าว

    นายทักษิณ กล่าวอีกว่า ภัยคุกคามด้านเศรษฐกิจการเข้ามาของเอไอจะทำให้โครงสร้างการทำงาน และตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น ซึ่งเอไอสามารถเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้น ขณะที่แรงงานที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะมีความสำคัญมากขึ้น และใช้เอไอเข้ามาช่วยเป็นเสมือน พนักงานที่มีความสามารถ ช่วยทำงานในแต่ละแผนก ถ้าเราไม่ปรับตัว ก็จะเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่ออาชีพคนไทย ต่อการทำงาน และการจ้างงานของคนไทย ประเทศไทยต้องเตรียมคนให้พร้อมกับโลกการทำงานยุคใหม่ โดยเฉพาะการสร้างทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาด

    นายทักษิณ ยังกล่าวถึงความสำคัญของ ความมั่นคงปลอดภัยของไซเบอร์ ว่า ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบน้ำมัน และระบบสื่อสาร เพราะหากระบบเหล่านี้ถูกโจมตีทางไซเบอร์ ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง วันนี้ความมั่นคงทางด้านระบบไซเบอร์ของเรายังไม่ค่อยดี ก็เลยอยากให้ถึงเวลาที่ต้องตื่นตัวกันเรื่องนี้

    นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่และระบบการศึกษา ตนเห็นว่าโลกในอนาคตให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตมากขึ้น ขณะที่เอไอจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ ดังนั้นระบบการศึกษาต้องปรับตัวจากการมุ่งเน้นปริญญา ไปสู่การสร้างความรู้และทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

    “แม้ในประเทศไทยจะมีเสียงวิจารณ์ว่าคนรุ่นใหม่ เด็ก Gen Z ไม่อดทนและเปลี่ยนงานบ่อย แต่ในอีกมุมหนึ่ง คนรุ่นนี้มีความต้องการเป็นผู้ประกอบการและสร้างธุรกิจของตัวเองสูง จึงควรมีการออกแบบระบบเศรษฐกิจและการศึกษาเพื่อดึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่มาใช้ในการสร้างเศรษฐกิจของประเทศ” นายทักษิณ กล่าว

    ขณะเดียวกัน นายทักษิณ ยังมองว่า การเข้าสู่สังคมอายุยืน จะเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ โดยเทคโนโลยีชีวการแพทย์และการพัฒนาวิทยาศาสตร์อาจทำให้มนุษย์มีอายุยืนขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อระบบบำนาญ การจ้างงาน ที่อยู่อาศัย และโครงสร้างครอบครัวในอนาคต ถ้าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจริง จะทำอย่างไร จะอยู่กันอย่างไร บำนาญจะเป็นอย่างไร และระบบที่อยู่อาศัยจะเอาอย่างไร ประเทศไทยต้องเริ่มคิดถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวตั้งแต่วันนี้

    อีกประเด็นคือเทคโนโลยีการสื่อสาร ตนมองว่าการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือในอนาคตจะเชื่อมโยงกับระบบดาวเทียมมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายยุคใหม่ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ประเทศไทยจึงต้องติดตามเทคโนโลยีให้ทัน และวางแผนด้านความมั่นคงของระบบสื่อสารควบคู่กัน ขณะที่ด้านความมั่นคงทางพลังงาน ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับระบบไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น และสามารถรองรับแหล่งพลังงานที่หลากหลาย ทั้งพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีใหม่ โดยเห็นว่าต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    “ไฟฟ้าต้องถูกลง ถ้าไฟฟ้าไม่ถูกก็ไม่มีใครมาสร้างโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย” นายทักษิณ กล่าว

    นายทักษิณ ยังกล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ทั้งเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ระบบราชการ และกฎหมายจำนวนมากที่อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ โดยเห็นว่าภาครัฐต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยี และพิจารณานำเอไอเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมเสนอว่า ประเทศไทยควรทบทวนกฎหมายที่มีอยู่จำนวนมาก แทนที่จะมุ่งออกกฎหมายใหม่เพียงอย่างเดียว อาจพิจารณายกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย และเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาประเทศ เพื่อให้ระบบราชการมีความคล่องตัวมากขึ้น

    ทั้งนี้นายทักษิณ กล่าวว่า ภัยคุกคามในอนาคตจะครอบคลุมทั้งความมั่นคงชายแดน เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี ระบบราชการ พลังงาน และความมั่นคงทางไซเบอร์ ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวทั้งภายในประเทศและสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับประเทศต่างๆ เพื่อรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1052871/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XOCckhTo1dwL-5wZ7qAC5

  • ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    วันนี้ (19 ส.ค.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงทิศทางการทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลก ในหลายมิติพร้อมกัน ไม่สามารถดำเนินเศรษฐกิจด้วยวิธีการแบบเดิมได้ โดยมองผ่าน 5D สำคัญ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรง ต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์

    ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ไทยต้องมีความยืดหยุ่น และสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เรามีอะไร” หรือ “เราจะผลิตอะไร” แต่ต้องถามว่า “ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร” พร้อมกระจายตลาด กระจายรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ลงไปถึงทุกระดับ

    รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการทำงานแบบ Cluster หรือการบูรณาการข้ามกระทรวงและหน่วยงาน นำภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกัน เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถต่างคนต่างเดินได้ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน และแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์จริง

    ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย  โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    สำหรับด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชนที่รองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบ ได้จัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั้งระบบ ได้แก่ คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs คณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และ คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ การตั้ง 4 คณะทำงานก็เพื่อทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และสามารถวัดผลได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    รองนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การส่งออกสินค้าเกษตรในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ยังติดลบประมาณ 3.2% แม้มีมูลค่ากว่า 800,000 ล้านบาท สะท้อนว่าภาคเกษตรยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก หากสามารถยกระดับทั้งห่วงโซ่ และเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปได้มากขึ้น

    ส่วนด้านเศรษฐกิจชุมชน และ SMEs จะใช้แนวคิด SME Journey ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ ปัจจุบันประเทศไทยมี SMEs ประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 35% ของ GDP ดังนั้น เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้ SMEs อยู่รอด แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ผู้ประกอบการ เกิดง่าย โตง่าย และก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้

    ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย  โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    นอกจากนี้ ยังต้องปลดล็อกอุปสรรคด้านกฎระเบียบและใบอนุญาต รวมถึงการพัฒนา SME ID และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถเข้าใจสถานะของผู้ประกอบการและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด สำหรับการส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เติบโตประมาณ 17% ถือว่าเป็นผลงานที่ดีท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ต้องมอง ไส้ใน ของตัวเลขด้วยว่า โครงสร้างการส่งออกมีความสมดุลเพียงใด โดยเฉพาะการกระจายตลาด การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของ SMEs

    ด้านนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องปรับมุมมองจากการนับจำนวน นักท่องเที่ยว ไปสู่การทำความเข้าใจว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาเพื่ออะไร ดังนั้น Visitor Economy จึงเป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจ ให้สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ของผู้มาเยือนแต่ละกลุ่ม และเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้รับให้กลายเป็นการใช้จ่าย การลงทุน การกลับมาเยือนซ้ำ และการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจของชุมชน

    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    การท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือและจำนวนผู้มาเยือนก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ที่ประเทศไทยส่งมอบ และทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับชุมชน เศรษฐกิจ และประเทศไทยและยังต้องกระจายโอกาสจากเมืองหลักไปสู่เมืองรอง รวมถึง เมืองรองในเมืองหลัก และสร้างกิจกรรมใหม่ที่ทำให้ผู้มาเยือนใช้เวลา และใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น โดยให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการ

    ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย  โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร กล่าวว่า คณะทำงานได้ประชุมมาแล้ว 2 ครั้ง และรวบรวมข้อเสนอได้เกือบ 100 ข้อเสนอ โดยจะไม่มุ่งจัดทำแผน แต่จะเน้นนำข้อเสนอที่มีอยู่ไปสู่การปฏิบัติ เพราะประเทศไทยมีแผนเยอะแล้ว หัวใจหลัก คือ ไทยมีอุปสรรคและปัญหาที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีคนลงมือแก้จุดนั้นให้ได้

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

    สำหรับภาคเกษตร จะมุ่งยกระดับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี พัฒนาเครื่องจักรที่เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรไทย การใช้โดรนและศูนย์บริการเครื่องจักรในชุมชน การยกระดับ Food Safety การพัฒนาฐานข้อมูลภาคเกษตรร่วมกัน การส่งเสริม Young Smart Farmer ตลอดจนการเพิ่มการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวทางสร้างตลาดให้เกษตรกรผ่านช่องทางใหม่ ทั้งการเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรม การพัฒนาช่องทาง E-commerce การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการเชื่อมตลาดต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขายมากขึ้น และลดการพึ่งพาตลาดเพียงช่องทางเดียว สำหรับ SMEs จะเน้นการสร้าง SME Journeyตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนเติบโตเป็นผู้ประกอบการระดับโลก โดยมีแนวทางสำคัญ ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดออนไลน์

    ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย  โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    ชู 5D เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่ เร่งสร้างมูลค่ารับโลกเปลี่ยน

    โดยข้อเสนอทั้งหมดจะถูกจัดลำดับตามความพร้อม โดยเรื่องที่สามารถทำได้เร็วจะเร่งดำเนินการทันที ขณะที่เรื่องที่ต้องใช้เวลาในการวางระบบ เช่น ฐานข้อมูล จะเดินหน้าเป็นระยะ เพื่อให้เกิดทั้ง Quick Big Win ในช่วงประมาณ 6 เดือน–1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะ 2–4 ปี

    อ่านข่าว:

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    สภาพัฒน์ฯ ชี้ GDP Q2 โต 1.9% อานิสงส์ลงทุนเอกชน-ส่งออก ปรับเป้าทั้งปีขยายตัว 2.2%

    ตลาดหลักเร่งซื้อข้าวไทย ดันส่งออกครึ่งปีหลัง คาดแตะเป้า 7 ล้านตัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509619&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_EB5yLbjZlZck4ySWEFpm

  • ประเมิน ‘เศรษฐกิจไทย’ โตตามคาด แต่หลายปัจจัยน่าเป็นห่วง

    ประเมิน ‘เศรษฐกิจไทย’ โตตามคาด แต่หลายปัจจัยน่าเป็นห่วง

    ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินภาพเศรษฐกิจไทยในรายการ “สนามข่าว 96” หลังตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% ว่า ภาพดังกล่าวถือเป็นการเติบโตที่เป็นไปตามคาด แต่ในรายละเอียดมีหลายปัจจัยที่น่าเป็นห่วง

    โดยเฉพาะแรงฉุดจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการส่งออก การเบิกจ่ายภาครัฐที่ชะลอลง และการบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนตัวลง

    ลงทุนโตแรง 13.4% แต่การนำเข้าสูงกว่าการส่งออก

    ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า ปัจจัยที่ถือเป็นด้านบวกของเศรษฐกิจคือการลงทุนที่ขยายตัวถึง 13.4% ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนซึ่งขยายตัว 10.1% โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนในเครื่องมือ เครื่องจักร และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งสอดคล้องกับเมกะเทรนด์ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ โรงงานผลิตชิป ตลอดจนอุปกรณ์และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งยังมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม การลงทุนดังกล่าวนำไปสู่การนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบในระดับสูง โดยเฉพาะชิปและเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ไทยยังสามารถส่งออกสินค้าในบางส่วนของห่วงโซ่การผลิต เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่สินค้าที่มีมูลค่าสูงและเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงยังต้องพึ่งพาการนำเข้า ทำให้มูลค่าการนำเข้าสูงกว่าการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ

    อีกปัจจัยคือการนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ในไตรมาส 2 การส่งออกสุทธิหดตัวถึง 7.7 จุด โดยการส่งออกขยายตัว 12.5% ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 24.2% และไทยมีโอกาสขาดดุลการค้าประมาณ 510,000 ล้านบาท ถือเป็นแรงฉุดสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าว

    ภาครัฐชะลอเบิกจ่าย หลังเร่งใช้จ่ายไปก่อนหน้า

    ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวต่อว่า อีกแรงฉุดหนึ่งมาจากภาครัฐ ซึ่งการเบิกจ่ายมีแนวโน้มชะลอลง หลังจากช่วงก่อนหน้านี้มีการเร่งเบิกจ่าย โดยเฉพาะในช่วงก่อนการเลือกตั้งและช่วงที่เป็นรัฐบาลชั่วคราว เมื่อเข้าสู่ช่วงปัจจุบันจึงไม่ได้เร่งการเบิกจ่ายในระดับเดิม ส่งผลให้ภาครัฐกลายเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจประมาณ 0.1%

    ขณะเดียวกัน การบริโภคภาคเอกชนชะลอลงจาก 3.3% เหลือ 1.9% โดยชะลอตัวลงเกือบทุกหมวด ทั้งภาคบริการและการบริโภคสินค้าคงทนและไม่คงทน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ขณะที่มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพิ่งเริ่มดำเนินการได้ประมาณ 1 เดือน จึงยังมีผลต่อการกระตุ้นการบริโภคในวงจำกัด

    ทั้งนี้ ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็นตัวช่วยประคองการบริโภค โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 30% ในช่วงมีนาคม-พฤษภาคม หากไม่มีมาตรการดังกล่าว การบริโภคอาจหดตัวมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ถือว่าสดใสนัก

    ภาคผลิตชะลอเกือบทุกหมวด มีเพียงกลุ่มส่งออกเทคโนโลยีที่ยังโต

    สำหรับภาคการผลิต ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า การผลิตชะลอตัวลงเกือบทุกหมวด โดยกลุ่มที่ยังขยายตัวได้ดีคือการผลิตเพื่อส่งออกในกลุ่มคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ซึ่งเติบโตประมาณ 21% รวมถึงการผลิตปิโตรเลียม น้ำมันปาล์ม และเนื้อสัตว์

    ขณะที่ภาคเกษตรยังขยายตัว แต่ชะลอลงจากสภาพอากาศร้อนและภัยแล้ง ซึ่งกระทบต่อผลผลิต เช่น ข้าวและปาล์มน้ำมัน ส่วนภาคอุตสาหกรรมได้รับแรงกดดันจากการผลิตรถยนต์ที่หดตัว 7.2% เครื่องประดับหดตัว 3.8% และพลาสติกหดตัว 9.7%

    ด้านภาคบริการได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง 14.4% ทำให้การเติบโตของโรงแรมและภัตตาคารชะลอลงเหลือ 1.5% จากเดิม 2.2% ขณะที่ภาคก่อสร้างก็หดตัวตามการลงทุนภาครัฐที่ลดลง ส่งผลให้การก่อสร้างแทบไม่มีการขยายตัว

    AI โตเดี่ยว แต่โจทย์ใหญ่คือ “คน” และการสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

    ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า ภาพเศรษฐกิจในขณะนี้สะท้อนช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจรูปแบบเดิม หรือ Old Economy ที่กำลังชะลอตัว กับ New S-Curve โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งกำลังเติบโต แต่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นได้มากนัก จึงเกิดภาวะที่มีเพียงบางเซกเตอร์เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะที่เซกเตอร์อื่นยังไม่สามารถเติบโตตามได้

    ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่คำถามว่า การเติบโตของเซกเตอร์ AI เพียงด้านเดียวจะสร้างการจ้างงานได้มากน้อยเพียงใด โดย ดร.ปิยศักดิ์ เห็นว่า ต้องเข้าใจธรรมชาติของเทคโนโลยี AI ด้วย เพราะในภาพใหญ่ AI เข้ามาช่วยรับมือกับปัญหาการลดลงของกำลังแรงงานจากสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจเกิดความไม่ราบรื่น คนที่สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้จะมีโอกาสเดินหน้าต่อ ขณะที่แรงงานบางส่วนที่ทักษะไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีอาจถูก AI เข้ามาทดแทนมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม AI ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องการแรงงานทั้งหมด เพราะไทยยังมีโอกาสขยับขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน AI และเซมิคอนดักเตอร์ จากปัจจุบันที่ยังอยู่ในส่วนปลายของห่วงโซ่ เช่น ระบบทำความเย็นและแผงวงจร ไปสู่เทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตามยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ

    ขาดบุคลากรเซมิคอนดักเตอร์ 80,000 คน โจทย์ใหญ่ของไทย

    หนึ่งในแนวทางที่ไทยสามารถขยับขึ้นในห่วงโซ่ดังกล่าวคือเทคโนโลยี Advanced Packaging ซึ่งไม่จำเป็นต้องผลิตชิปขนาดเล็กมากเพียงอย่างเดียว แต่สามารถผลิตชิปขนาดกลางหลายตัวแล้วนำมาเชื่อมต่อกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงเทคโนโลยี Photonics หรือการส่งข้อมูลด้วยแสง ซึ่งเป็นอีกเทคโนโลยีสำคัญของอุตสาหกรรมในอนาคต

    แต่หัวใจสำคัญคือการพัฒนาบุคลากร เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องใช้ทั้งนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร โดยตามยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ไทยต้องการบุคลากรประมาณ 200,000 คนภายในปี 2030 ขณะที่การประเมินของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า สามารถผลิตหรือพัฒนาบุคลากรเข้าสู่สายงานดังกล่าวได้ประมาณ 80,000 คน ทำให้ยังมีช่องว่างด้านกำลังคนจำนวนมาก

    ดร.ปิยศักดิ์ เห็นว่า หากไทยต้องการให้ AI เข้ามาสร้างงานและเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจ จำเป็นต้องพัฒนาคนให้เข้าสู่ห่วงโซ่ดังกล่าว แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเทคโนโลยี Advanced Packaging และ Photonics ยังเป็นเทคโนโลยีที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางสูง จึงเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องหาช่องทางพัฒนาบุคลากร หากไม่สามารถขยับขึ้นไปได้ ไทยอาจยังอยู่เพียงส่วนปลายของวัฏจักรและห่วงโซ่อุปทาน AI

    รถยนต์สันดาปเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน ไทยต้องรักษาซัพพลายเชน

    เมื่อถูกถามถึงการเปลี่ยนผ่านจาก Old Economy โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาป ซึ่งโรงงานส่วนใหญ่ยังมีฐานการผลิตในระบบดังกล่าว ดร.ปิยศักดิ์ ยอมรับว่าเป็นโจทย์ที่ยาก เพราะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีสำคัญที่เห็นชัดคือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ AI ขณะที่เทคโนโลยีอื่น เช่น Metaverse ไม่ได้เติบโตในระดับเดียวกัน

    สำหรับ EV ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า การจ้างงานอาจไม่สูงเท่ากับอุตสาหกรรมรถยนต์แบบเดิม และหากเป็นรถ EV จากจีน ผู้ผลิตก็มีแนวโน้มที่จะนำซัพพลายเชนเข้ามาบางส่วนด้วย ดังนั้น หากไทยยังสามารถผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ ควรให้ความสำคัญกับการเป็นฐานผลิตรถยนต์ไฮบริดควบคู่ไปด้วย เนื่องจากรถ EV ยังมีข้อจำกัดและความกังวลบางประการ ขณะที่การใช้น้ำมันยังคงมีอยู่

    ดร.ปิยศักดิ์ เสนอว่า หากไทยต้องการดึงการลงทุน EV เข้ามา รัฐบาลควรกำหนดเงื่อนไขหรือแนวทางให้เกิดการเปลี่ยนผ่านในประเทศ ทั้งด้านการจ้างงานและการใช้ซัพพลายเชนของไทย เพื่อรักษาฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แม้ในระยะยาวโครงสร้างอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม

    จาก “Mechanical” สู่ “Electrical” โจทย์การศึกษาที่ไทยต้องเร่ง

    ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมท้ายที่สุดจะย้อนกลับมาที่เรื่อง “คน” เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยที่ผ่านมาไทยมีความแข็งแรงด้านบุคลากรสายวิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical) ขณะที่วิศวกรไฟฟ้า (Electrical) และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่อาจยังมีจำนวนไม่เพียงพอ

    ดังนั้น การศึกษาและการพัฒนาบุคลากรจึงเป็นทั้งจุดอ่อนและโอกาสสำคัญของไทยในเวลาเดียวกัน หากสามารถปรับทักษะและสร้างกำลังคนให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ได้ ก็จะเป็นช่องทางสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจและทำให้ไทยสามารถขยับขึ้นไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้น

    คงประมาณการเศรษฐกิจ 2% แต่มี Upside ถึง 2.5%

    สำหรับประมาณการเศรษฐกิจล่าสุด ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า InnovestX ยังคงประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ประมาณ 2% เช่นเดิม แต่ได้ปรับโครงสร้างภายในของประมาณการใหม่ โดยปรับเพิ่มคาดการณ์การลงทุนจาก 5% เป็น 11% สะท้อนการลงทุนที่ขยายตัวแรง ขณะเดียวกันปรับการเติบโตของการนำเข้าขึ้นจาก 12% เป็น 24% ซึ่งสอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการส่งออก

    ส่วนภาครัฐถูกปรับประมาณการลง เนื่องจากการเบิกจ่ายที่ชะลอตัว หลังจากมีการเร่งเบิกจ่ายไปก่อนหน้านี้ ทำให้ภาครัฐอาจไม่ได้เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจได้เหมือนเดิมในระยะต่อไป ขณะเดียวกันยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับวงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะ 2 แสนล้านบาทส่วนที่เหลือ ซึ่งยังไม่เห็นความชัดเจนของโครงการที่จะนำไปใช้

    ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา การเบิกจ่ายวงเงินดังกล่าวในไตรมาส 3 อาจเกิดขึ้นได้ไม่มาก และมีความเป็นไปได้ที่จะไปอยู่ในไตรมาส 4 หรือบางส่วนอาจเลื่อนไปถึงปีหน้า หากโครงการยังไม่ชัดเจน ขณะเดียวกันมีการพูดถึงการนำวงเงินดังกล่าวมาใช้กับมาตรการกระตุ้นการบริโภค เช่น “ไทยช่วยไทย” เฟส 2 หรือมาตรการลักษณะเดียวกัน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้เงินจากส่วนใด

    หากเงินส่วนที่เหลือถูกนำมาใช้กับมาตรการกระตุ้นการบริโภค ก็จะช่วยพยุงการบริโภคในระยะหนึ่ง แต่ในมุมของการลงทุนระยะยาวยังไม่มีความชัดเจนมากนัก ทั้งที่การลงทุนระยะยาวมีความจำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านของประเทศ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียน

    เศรษฐกิจยังโตได้ แต่โจทย์ใหญ่คือ “โตอย่างไร”

    ดร.ปิยศักดิ์ ย้ำว่า แม้ประมาณการเศรษฐกิจไทยจะยังคงไว้ที่ระดับ 2% แต่มี Upside สามารถขยับขึ้นไปถึง 2.5% หากการลงทุนเดินหน้าได้มากกว่าที่คาด อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่เพิ่มขึ้นก็ย่อมมาพร้อมกับการนำเข้าที่สูงขึ้น เนื่องจากไทยยังต้องนำเข้าเครื่องจักร เทคโนโลยี และสินค้าที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก จึงอาจทำให้การลงทุนไม่ได้สะท้อนเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ แต่ยังถือเป็นปัจจัยบวกได้ในระดับหนึ่ง

    ภาพรวมจากการประเมินจึงสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยยังสามารถเติบโตตามเป้าหมายได้ แต่โครงสร้างการเติบโตกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ขณะที่เศรษฐกิจเดิมเริ่มชะลอตัว แรงขับเคลื่อนใหม่อย่าง AI เซมิคอนดักเตอร์ และดาต้าเซ็นเตอร์กำลังเติบโตขึ้น แต่ไทยยังมีโจทย์สำคัญทั้งการสร้างบุคลากร การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเดิมให้สามารถอยู่ร่วมกับเศรษฐกิจยุคใหม่ได้

    ดังนั้น ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงการ “ทำให้เศรษฐกิจโต” แต่คือการทำให้การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงาน และห่วงโซ่อุปทานในประเทศได้มากขึ้น พร้อมกับเร่งพัฒนาทักษะคนให้ทันกับเทคโนโลยี หากทำไม่ได้ เศรษฐกิจไทยอาจเห็นการเติบโตเฉพาะบางเซกเตอร์ ขณะที่ภาคเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/analyze-thai-economy-grows-investment-rises-but-exports-weaken&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0buhIZARKi3djjlvJsCzS9

  • ทักษิณ เตือน “ค่าไฟแพง-ผูกขาด” จุดอ่อนเศรษฐกิจไทย อุตสาหกรรมเมินลงทุน

    ทักษิณ เตือน “ค่าไฟแพง-ผูกขาด” จุดอ่อนเศรษฐกิจไทย อุตสาหกรรมเมินลงทุน

    ทักษิณ เตือน

    ทักษิณ เตือน “ค่าไฟแพง-ผูกขาด” จุดอ่อนเศรษฐกิจไทย อุตสาหกรรมเมินลงทุน

    นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยในปาฐกถาพิเศษ โดยระบุว่าไทยกำลังติดกับดักการผูกขาดพลังงานโดยรัฐและการปฏิเสธเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศอยู่ในระดับสูง หากไม่เร่งปรับโครงสร้างและเปิดเสรีพลังงาน ประเทศไทยจะสูญเสียความน่าดึงดูดในการเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมยุคใหม่ทันที

    ทักษิณ เตือน

    “ทักษิณ” ชำแหละวิกฤตพลังงานในงานครบรอบ 30 ปี โสมาภาฯ

    นายทักษิณ ชินวัตร ได้เป็นแขกรับเชิญพิเศษในงาน พร้อมกับขึ้นปาฐกถาพิเศษครบรอบ 30 ปี บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เมื่อค่ำวันที่ 18 ส.ค.69 ภายใต้หัวข้อ “ความท้าทายด้านความมั่นคงในโลกยุคใหม่ เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างประเทศ” (Security Challenges in a Changing World: Technology and International Cooperation) ณ โรงแรมดุสิตธานี โดยมีประเด็นด้านพลังงานเป็นหนึ่งในประเด็นของการปาฐกถาจากเวลาทั้งหมด 20 นาที

    กับดักการผูกขาดและการปฏิเสธเทคโนโลยีใหม่

    นายทักษิณระบุว่า ในขณะที่โลกกำลังมุ่งสู่พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ความร้อนใต้พิภพ หรือแม้แต่พลังงานนิวเคลียร์ แต่ประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาการผูกขาดโดยรัฐและขาดการนำระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Digital Grid) รวมถึงมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) มาใช้

    ทักษิณ เตือน

    ค่าไฟฟ้าแพง จุดสลบของการลงทุนอุตสาหกรรม

    อดีตนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การไม่มีระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้ประชาชนไม่มีเสรีภาพในการเลือกใช้ไฟฟ้าจากแหล่งต่างๆ ที่มีราคาต่างกันตามความต้องการ ซึ่งส่งผลร้ายแรงต่อภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากต้นทุนค่าไฟฟ้าเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจตั้งโรงงาน

    ทางรอด: ต้องเปิดเสรีและลดราคาไฟฟ้า

    เพื่อความมั่นคงในอนาคต ประเทศไทยต้องวางยุทธศาสตร์ให้ค่าไฟฟ้าถูกลงและมีความหลากหลายของแหล่งที่มา เพื่อจูงใจให้เกิดการตั้งโครงการงานอุตสาหกรรมใหม่ๆ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ 

    ทักษิณ เตือน

    “วันข้างหน้าไฟฟ้าต้องถูกลง ถ้าไฟฟ้าไม่ถูก ก็ไม่มีใครมาตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ไฟฟ้ามันต้องถูกลง ไฟฟ้าต้องมีที่มาจากหลายแห่งเพื่อความมั่นคงของพลังงาน” นายทักษิณ ชินวัตร กล่าวทิ้งท้ายในประเด็นความเสี่ยงด้านพลังงานของไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/666832&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vTbNgMq-3DS5NWUDp7l-d

  • จังหวัดสมุทรสงคราม ประชุมคณะทำงานสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน พิจารณาคัดเลือกปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2570

    จังหวัดสมุทรสงคราม ประชุมคณะทำงานสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน พิจารณาคัดเลือกปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2570

    จังหวัดสมุทรสงคราม ประชุมคณะทำงานสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน พิจารณาคัดเลือกปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2570


    19/08/2569 | 19 |

    วันนี้ (19 ส.ค. 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมอัมพวา ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม นายรนัสถ์ชัย พุ่มเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดินจังหวัดสมุทรสงคราม ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะทำงานฯ และฝ่ายเลขานุการจากสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงคราม เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    การประชุมในครั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการฯ ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดินระดับจังหวัด รวมทั้งสรุปข้อมูลรายชื่อปราชญ์เกษตรของแผ่นดินจังหวัดสมุทรสงครามที่ได้รับการคัดเลือกในระดับประเทศในอดีต (ปี 2552 – 2569) อาทิ นายสุชล สุขเกษม ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเคยได้รับรางวัลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา

    นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาหลักเกณฑ์และวิธีการให้คะแนนการสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2570 ซึ่งแบ่งเกณฑ์ออกเป็น 3 หมวด ได้แก่

    1. คุณลักษณะส่วนบุคคล (30 คะแนน)

    2. ผลงานที่สร้างคุณประโยชน์ (40 คะแนน)

    3. การขยายผลงานและการยอมรับในระดับประเทศ (30 คะแนน) รวมคะแนนเต็ม 100 คะแนน โดยผู้ได้รับการเสนอชื่อจะต้องได้คะแนนหมวดแรกไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 (24 คะแนน) และมีคะแนนรวมทุกหมวดไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 (80 คะแนน)

    สำหรับวาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้ คือการพิจารณา การคัดเลือกปราชญ์เกษตรของแผ่นดินจังหวัดสมุทรสงคราม ประจำปี 2570 ใน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจังหวัดสมุทรสงครามได้ประกาศรับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหาตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569 และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการรับสมัคร มีผู้สนใจเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาจำนวน 1 ราย คือ นางถิรดา เอกแก้วนำชัย

    ฝ่ายเลขานุการฯ ได้นำเสนอสรุปประวัติ ผลงาน และสรุปผลการให้คะแนนของนางถิรดา เอกแก้วนำชัย โดยมีผลการประเมิน ดังนี้:

    • หมวดคุณลักษณะส่วนบุคคล: ได้ 30 คะแนน (ร้อยละ 100)

    • คะแนนรวมทุกหมวด: ได้ 98 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน (คิดเป็นร้อยละ 98)

    ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาประวัติ ผลงาน และมีมติเห็นชอบผลการให้คะแนนดังกล่าว พร้อมทั้งเห็นชอบให้ นางถิรดา เอกแก้วนำชัย เป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดินจังหวัดสมุทรสงคราม สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2570 เพื่อเสนอชื่อเข้าสู่กระบวนการสรรหาในระดับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป

    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม : ภาพ – ข่าว

    https://www.facebook.com/share/p/194TAasXNS/

    https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/2271295/?bid=1


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://samutsongkhram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3394/iid/533028&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LqITPW4VBtF1p-d7kVzri