Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ไต้หวันใจป้ำ! รัฐบาลแจกเงินสดประชาชนใช้คนละ 10,000 หลังเศรษฐกิจแข็งแกร่งจากอุตสาหกรรมเอไอ

    ไต้หวันใจป้ำ! รัฐบาลแจกเงินสดประชาชนใช้คนละ 10,000 หลังเศรษฐกิจแข็งแกร่งจากอุตสาหกรรมเอไอ

    ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.) ว่า “ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2027 ของรัฐบาลกลาง จะมีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 2.35 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 2.44 แสนล้านบาท) เพื่อเป็นทุนสำหรับมาตรการแจกเงินสดถ้วนหน้าคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 10,373 บาท)”  โดยอ้างอิงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเฟื่องฟู

    “ประมาณการรายได้ของรัฐบาลกลางสำหรับปี 2027 ได้รับการปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.92 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 4.07 ล้านล้านบาท)” แถลงการณ์ของทำเนียบประธานาธิบดีระบุ 

    รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถบรรจุมาตรการแจกเงินสดดังกล่าวเข้าไป โดยยังคงรักษาดุลยภาพของงบประมาณไว้ได้ และเป็นสิ่งที่ไล่ ชิงเต๋อ อธิบายว่า “แทบจะไม่มีการกู้ยืมเงินก้อนใหม่เพิ่มขึ้นเลย” 

    “รัฐบาลจะเพิ่มงบประมาณรายจ่ายอีก 2.35 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 2.44 แสนล้านบาท) เพื่อมอบเงินสดให้ประชาชนทุกคน คนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 10,373 บาท) ในปีหน้า เพื่อเป็นการกระจายกำไรจากธุรกิจ AI คืนให้กับประชาชนอย่างแท้จริง”

    — ประธานาธิบดีไล่ กล่าว 

    ทั้งนี้ ประชาชนชาวไต้หวันและครอบครัวต่าง ๆ จะมีอิสระอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจว่าจะนำเงินจำนวนนี้ไปใช้จ่ายอย่างไร เช่น นำไปใช้เพื่อการศึกษา การดูแลผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน หรือการใช้จ่ายที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่น  

    แต่ทำเนียบประธานาธิบดียังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเกณฑ์ผู้มีสิทธิ์ วิธีการแจกจ่าย หรือช่วงเวลาที่แน่ชัดในการจ่ายเงินสดดังกล่าว 

    ก่อนหน้านี้ ไต้หวันเคยเปิดตัวโครงการแจกเงินสดถ้วนหน้าคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่มาแล้วในปี 2025 ภายใต้งบประมาณพิเศษ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการรับมือกับมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และภาวะเงินเฟ้อ โดยในรอบนั้น ผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินครอบคลุมทั้งพลเมืองไต้หวัน ชาวต่างชาติที่มีถิ่นที่อยู่ถาวร (Permanent Residents) รวมถึงคู่สมรสชาวต่างชาติของพลเมืองไต้หวันที่มีใบอนุญาตพำนัก 

    การประกาศแจกเงินดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่สำนักงานงบประมาณ บัญชี และสถิติกลาง (DGBAS) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไต้หวันในปี 2026 ขึ้นเป็น 11.05% จากเดิมที่ 9.64% เมื่อวันศุกร์ (14 ส.ค.) ที่ผ่านมา 

    ประธานาธิบดีไล่กล่าวว่า “เศรษฐกิจของไต้หวันเติบโตถึง 14.15% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ในขณะที่การเติบโตตลอดทั้งปีคาดว่าจะพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 39 ปี” 

    “เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งนี้ เป็นผลมาจากความต้องการเทคโนโลยี AI, ระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูง, และบริการคลาวด์ที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้ช่วยกระตุ้นยอดสั่งซื้อ การส่งออก รวมถึงเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมชิป (เซมิคอนดักเตอร์) กลุ่มไอที (ICT) และภาคการผลิตของไต้หวันอย่างก้าวกระโดด”

    — ประธานาธิบดีไล่ อธิบาย 

    อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีไล่ยอมรับว่า “ผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งนี้ยังกระจายไปไม่ทั่วถึง เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังคงทำงานอยู่นอกภาคเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นในภาคบริการ อุตสาหกรรมดั้งเดิม หรือกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากกระแส AI ที่กำลังเติบโต” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/universal-10000-new-taiwan-dollar-cash-handout-to-be-included-in-2027-budget&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GJWYVzjVIJUL-oiX-0e8p

  • เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตแผ่ว ก.ท่องเที่ยวฯ ชี้พิษตะวันออกกลางกระทบท่องเที่ยว

    เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตแผ่ว ก.ท่องเที่ยวฯ ชี้พิษตะวันออกกลางกระทบท่องเที่ยว

    วันนี้ (18 ส.ค.2569) ศูนย์วิจัยกรุงไทย วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/69 ว่าแนวโน้มชะลอตัวลง ตามแรงกดดันจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ผันผวนและยังไม่คลี่คลาย ส่งผลให้ระดับราคาพลังงานโลกยังสูงกว่าปีที่ผ่านมา กระทบต่อภาระค่าครองชีพ ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อกำลังซื้อในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา และผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่จะกระทบการผลิตและรายได้เกษตรกร

    เศรษฐกิจไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน  ท่องเที่ยวชะลอ ต่างชาติหด 3.8%

    เศรษฐกิจไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน ท่องเที่ยวชะลอ ต่างชาติหด 3.8%

    แม้อานิสงค์จากเทรนด์ AI ส่งผลให้แนวโน้มจีดีพีของหลายประเทศในเอเชียสูงกว่าที่เคยคาด แต่การส่งผ่านต่อเศรษฐกิจของไทยยังน้อยกว่าชาติอื่น สะท้อนจากประมาณการเติบโตของการลงทุนรวม (GFI)และดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (IPI) ปี 69 ของหลายประเทศในเอเชียถูกปรับดีขึ้น และส่งผ่านไปสู่การขยายตัวของจีดีพีได้อย่างชัดเจน แต่ภาคการผลิตไทยยังมีการเติบโตที่กระจุกในกลุ่ม K ขาบน ที่เป็น New Growth Engines จึงสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้จำกัด ขณะที่กลุ่ม K ขาล่างอ่อนแรง ฉุดรั้งการขยายตัวของภาคการผลิต

    อย่างไรก็ตาม คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2569 ยังต่ำกว่าปีก่อน และฟื้นตัวยากกว่าเดิม ล่าสุดนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว -3.2% ในไตรมาส1/69 จากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ที่ดันต้นทุนการเดินทางให้สูงขึ้น ขณะที่ในบางประเทศคู่แข่งในเอเชียขยายตัวได้ อาทิ เกาหลีใต้ (+19.3%) เวียดนาม (+14.9%) อีกทั้งไทยเผชิญปัญหา Safety Concern ที่ฉุดความเชื่อมั่น นักท่องเที่ยวจีนโดยตรง อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างวีซ่าของไทยมีผลกระทบจำกัด เนื่องจากส่วนใหญ่มีเวลาพำนักไม่เกินเพดานใหม่

    เศรษฐกิจไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน  ท่องเที่ยวชะลอ ต่างชาติหด 3.8%

    เศรษฐกิจไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน ท่องเที่ยวชะลอ ต่างชาติหด 3.8%

    อย่างไรก็ดี ไทยเป็นที่จับตาจากนักลงทุนมากขึ้น สะท้อนจากการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในปีนี้ โดยนักวิเคราะห์ประเมินทิศทางการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ระยะข้างหน้า ที่เข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนจะเพิ่มขึ้นถึง 5.44 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 78 ซึ่งไทยเป็นเป้าหมายการลงทุน ไม่แพ้เพื่อนบ้าน หนุนโดยแรงขับเคลื่อนทางเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ทั้งนี้ ไทยควรเร่งยกระดับ Local content ตอบโจทย์ RVC สร้างงานคุณภาพในอนาคต ให้ได้รับอานิสงค์คลื่นการลงทุนต่างประเทศที่จะหลั่งไหลเข้าสู่ไทย

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ด้านนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เผยผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 15 ส.ค.2569 พบว่า ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 19.76 ล้านคน ลดลงร้อยละ 2.91 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแล้ว 957,618 ล้านบาท โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน (3,330,481 คน) มาเลเซีย (2,496,831คน) อินเดีย (1,456,696 คน) รัสเซีย (1,140,441คน) และเกาหลีใต้ (729,367 คน)

    ส่วนภาพรวมสัปดาห์นี้พบว่า การท่องเที่ยวไทยมีการชะลอตัวจากสัปดาห์ก่อน มีปัจจัยสำคัญจากตลาดระยะใกล้ (Short haul) ได้แก่ การเข้าสู่ช่วงปลายของการปิดภาคเรียนฤดูร้อน (Summer Holiday) ของจีน และการชะลอการเดินทางของมาเลเซีย ก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดต่อเนื่องในสัปดาห์หน้า เนื่องในวัน Maulidur Rasul อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นยังขยายตัวต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.71 จากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเดินทางในช่วงวันหยุด Yama no Hi และเทศกาล Obon ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดต่อเนื่องของญี่ปุ่น

    เศรษฐกิจไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน  ท่องเที่ยวชะลอ ต่างชาติหด 3.8%

    เศรษฐกิจไทยเจอแรงกดดันรอบด้าน ท่องเที่ยวชะลอ ต่างชาติหด 3.8%

    ขณะที่ตลาดระยะไกล (Long haul) จำนวนนักท่องเที่ยวชะลอตัว โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่เข้าสู่ช่วงปลายของ Summer Holiday ในสัปดาห์นี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามา 612,643 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 24,126 คน หรือร้อยละ 3.79 คิดเป็นนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 87,520 คนต่อวัน โดยกลุ่มตลาดระยะใกล้มีจำนวนนักท่องเที่ยว 413,815 คน ลดลงร้อยละ 1.76 จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่กลุ่มตลาดระยะไกลมีจำนวนนักท่องเที่ยว 198,828 คน ลดลงร้อยละ 7.76

    สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุด 5 อันดับแรกของสัปดาห์นี้ ได้แก่ จีน (123,410 คน) มาเลเซีย (60,049 คน) อินเดีย (41,047 คน) ญี่ปุ่น (30,666 คน) และเกาหลีใต้ (25,858 คน) โดยนักท่องเที่ยวอินเดียเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.67 ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.71 และเกาหลีเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.78 จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงร้อยละ 4.02 และมาเลเซีย ลดลงร้อยละ 5.05 จากสัปดาห์ก่อน สำหรับสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะมีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากเข้าสู่ช่วงท้ายของ Summer holiday ของปีนี้

    อ่านข่าว:

    “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เร่งสรุปเงื่อนไขให้ทันใช้ ต.ค. คาดเฟสแรกงบ 1,750 ล้าน

    รบ.อัดงบ 1,750 ล้านบาท ผุด “ไทยเที่ยวไทยพลัส” หวังกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี

    “สุรศักดิ์” ดัน “ไทยเที่ยวไทย พลัส” รัฐหนุนค่าที่พัก 50%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509561&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pHLcFdV7W2xrSoZuulpTa

  • ภาวะตลาดหุ้นฮ่องกง: ฮั่งเส็งปิดบวก 17.92 จุด หวังจีนกระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นฮ่องกง: ฮั่งเส็งปิดบวก 17.92 จุด หวังจีนกระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดบวกในวันนี้ (18 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนมีความหวังว่าจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่จีนใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมประจำปี

    ดัชนีฮั่งเส็ง [HSI.X] ปิดที่ระดับ 25,471.15 จุด เพิ่มขึ้น 17.92 จุด หรือ +0.07%

    หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน กล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีจีนซึ่งจัดขึ้นในวันจันทร์ (17 ส.ค.) โดยเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่จีนใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมประจำปี ขณะเดียวกันเขาให้คำมั่นที่จะเร่งการเปลี่ยนผ่านของจีนไปสู่การสร้างแรงขับเคลื่อนการเติบโตแบบใหม่ โดยระบุว่ารัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่โครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงข่ายหลักทั้งหก (Six Networks) และภาคส่วนที่มีห่วงโซ่อุปทานครอบคลุมและมีน้ำหนักทางเศรษฐกิจสูง เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจีนให้คำมั่นว่าจะเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ตลอดจนเพิ่มการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเกิดใหม่และโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ อีกทั้งยกระดับการบริโภค

    การให้คำมั่นสัญญาของนายกรัฐมนตรีจีนมีขึ้นหลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอในวันจันทร์ ซึ่งรวมถึงยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร โดยข้อมูลเหล่านี้ล้วนชะลอตัวลงต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

    โดย ปรียพรรณ มีสุข/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/633601&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VIHplax-DbEGwjEekErqS

  • ‘เอกนิติ’ มองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP อยู่ในช่วงเร่งประคองสู่การเปลี่ยนผ่าน

    ‘เอกนิติ’ มองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP อยู่ในช่วงเร่งประคองสู่การเปลี่ยนผ่าน

    'เอกนิติ' มองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP อยู่ในช่วงเร่งประคองสู่การเปลี่ยนผ่าน

    ‘เอกนิติ’ มองเศรษฐกิจไทยมาถูกทาง อยู่ในช่วงเร่งประคองสู่การเปลี่ยนผ่านโตเต็มศักยภาพ แม้ภาพรวม GDP ชะลอจากผลกระทบด้านพลังงาน-เงินเฟ้อ แต่การลงทุนภาคเอกชนยังแกร่งโตสูงสุดในรอบ 11 ปี ชี้ไทยเตรียมขยับฐานผลิต New Economy โลก

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดมุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP : เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนและจะไปไหนต่อ? (ตอนที่ 1) หลังสภาพัฒน์ฯ ได้ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก เป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังเคยคาดการณ์ไว้ เหล่านี้เป็นการยืนยันและสะท้อนข้อเท็จจริงที่ผมและทีมเศรษฐกิจเคยคาดการณ์ไว้ ดังต่อไปนี้ 

    1) ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่เริ่มในช่วงปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา เริ่มส่งผลเป็นระลอกๆ ในไตรมาส 2 จากวิกฤตน้ำมัน สู่วิกฤตของแพง ดังจะเห็นได้จาก เงินเฟ้อในไตรมาส 2 พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.7%  จากไตรมาส 1 ที่ติดลบ –0.5% ค่าครองชีพที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลให้ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% จากที่โตร้อยละ 3.3 ในไตรมาส 1 ซึ่งหากเราไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้จะนำไปสู่วิกฤตปากท้อง และนำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจในระลอกต่อไป นี่คือเหตุผลความจำเป็นที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ ซึ่งเป็นแหล่งเงินที่นำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ เพื่อประคองกำลังซื้อและค่าครองชีพของประชาชน ส่วนจะดำเนินโครงการต่อหรือไม่ในไตรมาสสุดท้ายของปี ต้องขอพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากโครงการระยะแรกซึ่งจะจบในไตรมาส 3 และงบประมาณที่เหลืออยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ 

    'เอกนิติ' มองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP อยู่ในช่วงเร่งประคองสู่การเปลี่ยนผ่าน  

    2) ตัวเลขอีกด้านในไตรมาส 2 ที่บ่งชี้ชัด  คือ การที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าในหมวดพลังงานจากต่างประเทศสูงมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 กลับมาขาดดุลถึง 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราวเกือบ 6 แสนล้านบาท) จากที่เกินดุลในไตรมาส 1 ประมาณ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ  ดังนั้น การเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากพลังงานจากฟอสซิลที่ต้องนำเข้าไปสู่พลังงานสะอาดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง  

    ทั้งนี้ ผมขอเรียนว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท ทั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า คือการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” ของประเทศ โดยเป็นการกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์และลดความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว เป็นการใช้เงินกู้เพื่อช่วยให้ประเทศผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานสำหรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน 

    เหตุการณ์สงครามในอิหร่านเป็นจุดเปลี่ยนและสัญญาณเตือนว่า ไทยไม่สามารถรอให้วิกฤตราคาพลังงานเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถส่งแรงกระเพื่อมมายังต้นทุนพลังงาน การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนไทยได้โดยตรง รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและราคาน้ำมันหรือก๊าซในตลาดโลกให้ได้มากที่สุดในเวลาและงบประมาณอันจำกัด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับการเพิ่มกำลังผลิตและการใช้พลังงานสะอาดของประเทศไทยตามแผน PDP ของกระทรวงพลังงานด้วยเช่นกัน 
     

    3) ส่วนพระเอกของไตรมาสนี้เห็นชัดเจน คือ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึงร้อยละ 13.4 ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี และเป็นการขยายตัวเติบโตถึง 2 หลัก (double digit growth) ติดต่อกัน ต่อเนื่องจากที่ขยายตัวร้อยละ 10.1 ในไตรมาสแรก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand Fast Pass ของ BOI ที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนที่สูงถึง 2.55 แสนล้าน ในไตรมาส 2 โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม S-Curve เช่น  อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการแปรรูปเกษตร เป็นต้น 

    นอกจากนี้ ยังมีปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจากร้อยละ 12.1 ในไตรมาส 1 มาอยู่ที่ร้อยละ 12.5 ในไตรมาส 2 โดยสินค้าที่ส่งออกหลักคือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และที่สำคัญสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในบ้านเราอย่างชัดเจน

    ดังนั้น ในมุมมองของต่างชาติที่จัดลำดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของประเทศเกิดใหม่ที่สามารถคว้าโอกาสจาก ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่’ ของโลกรอบนี้ จึงมีความสำคัญมาก คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะต้องวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ คำถามที่สำคัญกว่าคือทำยังไงที่เราจะสามารถคว้าโอกาสให้ไทยเป็น global supply chain เพื่อส่งต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมในประเทศให้ได้จริง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยเช่นกัน

    จากรายละเอียดตัวเลขต่างๆ เศรษฐกิจไทยได้ขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy โลกแล้ว หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังปรับวิธีการจัดกลุ่มดัชนีต่างๆ ให้สอดคล้องกับภาพอุตสาหกรรมใหม่ของโลก ถัดจากนี้ไป เราจะได้เห็นภาพที่คมชัดขึ้นของการก้าวไปของเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอนถึงแม้ว่า ตัวเลข GDP ในไตรมาสนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เราพอใจ แต่ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของเรามาถูกทาง 

    ต่อคำถามที่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ตรงไหน เราอยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่งประคองเศรษฐกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านให้เศรษฐกิจสามารถโตเต็มศักยภาพ โดยเราเห็นสัญญาณการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในไตรมาสที่ 2 นี้ ผมจะขอมาเขียนต่อตอนที่ 2 ว่าเศรษฐกิจไทยจะเดินทางไหน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างและการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังวางแผนและเริ่มดำเนินการทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว และนำไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และทุกภาคส่วนต่อไปอย่างไร

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378981844&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eTCae80KdkmnFHUDG6mSn

  • “อนุทิน-เอกนิติ” ลั่น “ไม่พอใจ” เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.2% ต้องมุ่งเน้น 3 เรื่อง | เดลินิวส์

    “อนุทิน-เอกนิติ” ลั่น “ไม่พอใจ” เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.2% ต้องมุ่งเน้น 3 เรื่อง | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 17 ส.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่นประเทศออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีที่ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของ เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2%

    นายอนุทิน ระบุว่า “ตัวเลขเศรษฐกิจตอนนี้คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้” 

    “ในเรื่องเศรษฐกิจตอนนี้โอเค แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4% 5% 6% โตมากขึ้นไปเรื่อยๆ มันมีคำว่าพอใจไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว 

    อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ตอบคำถามว่าพอใจการทำงานของรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก”

    ทางด้าน นายเอกนิติ ระบุว่า ยังไม่พอใจตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมา เพราะมีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติม คือเรื่องการลงทุนที่เป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนเพิ่มเติมอยู่แล้ว และตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยแล้วจึงต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น

    หัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนคือเราหยุดแค่นี้ไม่ได้ เราจะต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวได้ 1.9% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.7% ซึ่งตัวเลขนี้เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมาถูกทางในการตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท

    ทั้งนี้ การออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อมาประคองเศรษฐกิจ โดยส่วนแรกใช้ไปกับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน และมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะสามารถช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มการใช้จ่ายให้กับประชาชน

    สำหรับจีดีพีในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนการเผชิญวิกฤติ 3 ระลอก ได้แก่

    1.วิกฤติพลังงาน ที่ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น และทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลในไตรมาสที่ 2 ถึง 600,000 ล้านบาท  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปริมาณมากเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและการขนส่ง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานโดยด่วน

    2.วิกฤติค่าครองชีพ เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 2 ปรับเพิ่มขึ้นจากติดลบในไตรมาสแรกเป็นบวก 2.7%  ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งสะท้อนต้นทุนพุ่งสูงถึงเกือบ 9% ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ

    3.วิกฤติกำลังซื้อ สะท้อนผ่านตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง โดยลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสที่ 1 เหลือเพียง 1.9% ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ซึ่งการตัดสินใจออกมาตรการไทยช่วยไทยพลัสก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง

    “ถ้าที่ผ่านมาหากเราไม่รีบทำ รีบแก้ปัญหาวิกฤติ 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้ แล้ววันนี้ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะสงครามยังไม่จบ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก ในเรื่องที่เราพึ่งพาน้ำมันกับก๊าซ ถ้าเราไม่เร่งทำ เร่งเปลี่ยนผ่าน ประเทศไทยก็จะพึ่งพาและขาดดุลมากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณที่ดีจากการลงทุนที่เติบโตแบบตัวเลขสองหลัก หรือที่ 13% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI

    ตัวอย่างความสำเร็จจากการดึงดูดบริษัทชั้นนำที่เข้ามาลงทุนและมีการส่งออกเพิ่ม เช่น การลงทุนเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) อันดับ 1 ของโลกจากจีน ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะช่วยจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 คน และมีความร่วมมือด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่มีการลงทุนจริงและไม่ใช่มีเพียงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น

    สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ว่าต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

    1.การประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเยียวยาเพื่อรักษาปัญหากำลังซื้อและปากท้องของประชาชน

    2.เร่งเปลี่ยนผ่าน โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน

    3.เร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประโยชน์ตกอยู่กับเอสเอ็มอีไทยและคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6116410/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VZMNdyEEMkHRJLqpW07Zt

  • ไห่หนานเร่งยกระดับภาคบริการ เดินหน้าสู่ศูนย์กลางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

    ไห่หนานเร่งยกระดับภาคบริการ เดินหน้าสู่ศูนย์กลางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

    มณฑลไห่หนานเดินหน้าปฏิรูปและยกระดับภาคบริการ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเขตการค้าเสรี            ไห่หนาน (Hainan Free Trade Port : Hainan FTP) หลังจีนเริ่มดำเนินงานศุลกากรแบบพิเศษทั่วทั้งเกาะ โดยล่าสุดรัฐบาลมณฑลไห่หนานประกาศ “แนวทางการดำเนินงานเพื่อผลักดันการขยายขนาด ยกระดับคุณภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพภาคบริการของมณฑลไห่หนาน” เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ซึ่งกำหนดมาตรการสำคัญในการขยายการเปิดกว้างภาคบริการ ปรับปรุงกฎระเบียบ และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนทิศทางการพัฒนา Hainan FTP ในระยะต่อไป จากการสร้างระบบอำนวยความสะดวกด้านการค้าไปสู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่รองรับการค้า การลงทุน และบริการระหว่างประเทศมากขึ้น โดย “ศุลกากรแบบพิเศษทั่วทั้งเกาะไห่หนาน” ซึ่งเริ่มดำเนินงานเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เป็นพื้นฐานสำคัญของการยกระดับการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ขณะที่ไห่หนานมุ่งปรับกฎระเบียบ    ระบบการกำกับดูแล และมาตรฐานต่าง ๆ ให้เชื่อมโยงกับมาตรฐานเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

    ขยายการเปิดกว้างภาคบริการ เชื่อมโยงมาตรฐานสากล

    แนวทางฉบับใหม่กำหนดให้ไห่หนานผลักดันการนำข้อกำหนดฉบับปรับปรุงของความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) 3.0 มาประยุกต์ใช้ ส่งเสริมการใช้กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า       และจัดให้มีบริการแบบครบวงจรเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจในการใช้สิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษีศุลกากร

    ขณะเดียวกัน ไห่หนานจะทดลองใช้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ขยายการเปิดกว้างด้านธุรกิจโทรคมนาคมมูลค่าเพิ่ม และศึกษาการประยุกต์ใช้แนวทางที่สอดคล้องกับความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (CPTPP) รวมถึงขยายการทดลองใช้นวัตกรรมด้านการกำกับดูแล เช่น การนำสินค้าเข้าประเทศเป็นการชั่วคราวเพื่อซ่อมแซม และการนำเข้าสินค้าที่ผ่านกระบวนการผลิตใหม่ (Remanufactured Products)

    มุ่งเปิดกว้างการแพทย์ การเงิน ดิจิทัล และการบินและอวกาศ

    ในด้านสาขาบริการ ไห่หนานจะให้ความสำคัญกับการขยายการเปิดกว้างในสาขาการแพทย์ การเงิน บริการดิจิทัล และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ พร้อมทั้งสำรวจและพัฒนานวัตกรรมด้านระบบและกฎระเบียบที่มีศักยภาพในการนำไปขยายผลในระดับประเทศ

    รัฐบาลไห่หนานยังมีแผนลดบัญชีข้อห้าม/ข้อจำกัด (Negative List) สำหรับการค้าบริการข้ามพรมแดนและการลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงการเข้าถึงตลาดและส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศตามแนวคิด “准入又准营 (zhǔn rù yòu zhǔn yíng)” ซึ่งหมายถึง การเปิดให้ธุรกิจต่างชาติเข้าสู่ตลาดและต้องสามารถดำเนินธุรกิจได้จริง นอกจากนี้ ไห่หนานจะจัดตั้งเขตสาธิตการพัฒนานวัตกรรมด้านการค้าบริการเพื่อส่งเสริมการทดลองและพัฒนารูปแบบใหม่ด้านการค้าบริการ และยกระดับไห่หนานให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนานวัตกรรมด้านการค้าบริการ

    ส่งเสริมการค้ารูปแบบใหม่และเศรษฐกิจงานแสดงสินค้า

    ด้านการค้าและงานแสดงสินค้า ไห่หนานจะสนับสนุนการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ (New Offshore International Trade) รวมถึงการค้าสินค้าขั้นกลาง (Intermediate Goods Trade)  และรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ พร้อมผลักดันการจัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมกระจายสินค้าขั้นกลาง เพื่อเพิ่มบทบาทของไห่หนานในห่วงโซ่การค้าระหว่างประเทศ

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลไห่หนานจะยกระดับการจัดงาน China International Consumer Products Expo (CICPE) และดึงดูดงานแสดงสินค้านานาชาติในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ อุปกรณ์และเทคโนโลยีด้านทะเลลึก กีฬาและกิจกรรมกลางแจ้ง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า การท่องเที่ยวและการบริโภค ตลอดจนการแพทย์และสุขภาพ เพื่อพัฒนาไห่หนานให้เป็นศูนย์กลางด้านงานแสดงสินค้าและเศรษฐกิจไมซ์ระดับภูมิภาค

    สำหรับผู้ประกอบการต่างชาติ การขยายตัวของงานแสดงสินค้าและกิจกรรมทางธุรกิจดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงช่องทางด้านการประชาสัมพันธ์สินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและเชื่อมโยงกับคู่ค้าในสาขาที่ไห่หนานกำลังให้ความสำคัญ

    ยกระดับบริการสนับสนุนธุรกิจระหว่างประเทศ

    ไห่หนานมีแผนดึงดูดและบ่มเพาะสำนักงานกฎหมาย สำนักงานบัญชี สถาบันอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ บริษัทออกแบบสร้างสรรค์ และผู้ให้บริการด้านทรัพยากรบุคคลระดับนานาชาติ พร้อมพัฒนาบริการด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการระหว่างประเทศ ขยายการใช้อนุญาโตตุลาการเฉพาะกิจ (Ad Hoc Arbitration) และเร่งพัฒนาเขตบริการด้านกฎหมายในเขตใหม่เจียงตง เมืองไห่โข่ว รวมถึงยกระดับศูนย์อนุญาโตตุลาการพาณิชย์ระหว่างประเทศของท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน เพื่อสร้างระบบบริการทางธุรกิจที่รองรับบริษัททั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย

    การเดินหน้ายกระดับภาคบริการของไห่หนานสะท้อนว่า Hainan FTP กำลังก้าวเข้าสู่ระยะที่ให้ความสำคัญกับการทำให้ระบบการเปิดตลาดมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเอื้อต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น โดยมุ่งพัฒนากฎระเบียบ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และบริการสนับสนุนให้รองรับการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศได้ครบวงจร

    สำหรับประเทศไทย พัฒนาการดังกล่าวควรติดตามทั้งในมิติของ โอกาสและการแข่งขัน โดยเฉพาะการเปิดกว้างในสาขาการแพทย์ การเงิน บริการดิจิทัล การบินและอวกาศ ตลอดจนการท่องเที่ยว การบริโภค และงานแสดงสินค้า ซึ่งเป็นสาขาที่เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ขณะเดียวกัน การลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงตลาดและการยกระดับกฎระเบียบตามมาตรฐานสากล                   จะทำให้การแข่งขันในตลาดไห่หนานมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น

    ผู้ประกอบการไทยจึงไม่ควรมอง Hainan FTP เฉพาะในฐานะตลาดปลายทาง แต่ควรพิจารณาในฐานะพื้นที่ที่กำลังสร้างระบบเศรษฐกิจและบริการรูปแบบใหม่ โดยควรติดตามกฎระเบียบและนโยบายอย่างใกล้ชิด ยกระดับสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการของตลาด สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และเลือกรูปแบบการเข้าสู่ตลาดให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากการเปิดกว้างของ Hainan FTP ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ………………………………………………….

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว

    17 สิงหาคม 2569

    แหล่งข้อมูล : https://www.hi.chinanews.com.cn/hnnew/2026-08-04/743901.html

    https://www.sohu.com/a/1009540212_120658365

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/xzr21ogh28uo7akhb21mekc7&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bU1nddNTMXKWacSyoLBNa

  • ‘เอกนิติ’ มองขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้าน สะท้อนเศรษฐกิจ ‘เปราะบาง’ จุดชนวนเร่งเปลี่ยนผ่าน

    ‘เอกนิติ’ มองขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้าน สะท้อนเศรษฐกิจ ‘เปราะบาง’ จุดชนวนเร่งเปลี่ยนผ่าน

    “เอกนิติ” ห่วงเศรษฐกิจไทยเปราะบาง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2 ปี 2569 กว่า 6 แสนล้านบาท หลังนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางจำนวนมาก ชี้ความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จ่อใช้งบ พ.ร.ก. เงินกู้เป็นทุน “Jump Start” สร้างความมั่นคงทางพลังงานระยะยาว

    ภายหลังสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี ไตรมาสที่ 2 ปี 2569 พบว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสที่ 1 ขณะเดียวกันตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมา “ขาดดุล” เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาสที่ 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 12% ของจีดีพี

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การที่ไตรมาส 2 ไทยพลิกกลับมาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 แสนล้านบาท จากที่เคยเกินดุล 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสแรก ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลขที่สะท้อน “จุดเปราะบาง” ของเศรษฐกิจไทย

    พร้อมกันนี้ ได้ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีความอ่อนไหวอย่างมากต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เนื่องจากไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากประเทศในตะวันออกกลางจำนวนมาก เพื่อรองรับภาคการขนส่งที่ยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โซลาร์รูฟท็อป, ระบบโครงข่ายไฟฟ้า, ระบบกักเก็บพลังงาน, และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งถือเป็นการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” ช่วยลดการนำเข้าและสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังตั้งเป้าหมายเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งสาธารณะให้เป็นรถ EV โดยจะเดินหน้าหารือผู้ประกอบการในภาคคมนาคมขนส่งเกี่ยวกับเป้าหมายและแผนการใช้จ่ายงบประมาณภายในสัปดาห์นี้ โดยโครงการทั้งหมดที่กล่าวมา คาดว่าจะใช้งบประมาณภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ตามแผนที่ 2 วงเงินตามบัญชี 200,000 ล้านบาท 

    “เหตุการณ์สงครามในอิหร่านถือเป็นจุดเปลี่ยน และสัญญาณเตือนว่า ไทยไม่สามารถรอให้วิกฤติราคาพลังงานเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา”

    “Jump Start” จุดชนวนสร้างความเปลี่ยนแปลง

    นายเอกนิติ เน้นย้ำว่าเงินจาก พ.ร.ก. เงินกู้  ไม่ใช่งบประมาณเพื่อใช้จ่ายชั่วคราวเพียงอย่างเดียว แต่จะช่วยให้ประเทศผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานสำหรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน 

    โดยเม็ดเงินก้อนนี้จะทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวจุดชนวนหรือ “Jump Start” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว และให้ผลต่อเนื่องในระยะยาว  

    “เงินก้อนนี้ ถือได้ว่าเป็น “Jump Start” ที่สำคัญ แม้ว่าอาจยังไม่สามารถเปลี่ยนได้ทั้งหมด แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นสู่เป้าหมายที่เราตั้งไว้ 3 ด้าน คือ 1. เปลี่ยนผ่านพลังงาน, 2. เยียวยา-ช่วยลดภาระค่าไฟ ค่ารถต่าง ๆ และ 3. ส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ” นายเอกนิติ กล่าวในตอนท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1247830&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zArhrUZ9KRr46oxPl8CJW

  • สภาพัฒน์ เผย ศก.ไทย Q2/69 โต 1.9% แนวโน้ม Q3 ดีขึ้น ปรับคาดการณ์ทั้งปีโต 2-2.5% : อินโฟเควสท์

    สภาพัฒน์ เผย ศก.ไทย Q2/69 โต 1.9% แนวโน้ม Q3 ดีขึ้น ปรับคาดการณ์ทั้งปีโต 2-2.5% : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.9% จากตลาดคาด 1.7% แต่ชะลอลงจาก 2.8%ในไตรมาสแรกของปี 69 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/69 ลดลงจากไตรมาสแรก 0.2%

    ด้านการใช้จ่าย การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเร่งขึ้น การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออกสินค้าชะลอตัว ขณะที่การลงทุนภาครัฐลดลง ด้านการผลิต สาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร สาขาการขายส่งขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ สาขาขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า และสาขาก่อสร้างชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า

    “ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.9% เมื่อดูเครื่องชี้ทั้งด้านการผลิต และการใช้จ่าย จะเห็นว่าชะลอตัวลงหมด ยกเว้นการส่งออก และการลงทุนที่ขยายตัวได้ดีมาก โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัวสูงถึง 13.4% เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส นับจากปี 2555 และการส่งออกสินค้าในไตรมาส 2 ที่ขยายตัวได้ดีถึง 14.1%” นายดนุชา พิชยนันนท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุ

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. – มิ.ย.69) ขยายตัวได้ 2.4%

    ส่วนที่ในไตรมาส 2/69 ดุลบัญชีเดินสะพัด ติดลบ 12% ต่อ GDP นั้น นายดนุชา กล่าวว่า ไทยขาดดุลการค้า และขาดดุลบริการ จึงส่งผลให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงในช่วงไตรมาส 2/69 โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมัน ซึ่งในช่วงที่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ไทยต้องเร่งนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 117% และเป็นช่วงที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ถ้าหักผลของน้ำมัน กับทองคำออก จะพบว่าดุลการค้าของไทยยังเกินดุล 9 พันล้านดอลลาร์

    อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในช่วงถัดไป ที่ไทยนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคอื่นทดแทน และปริมาณน้ำมันในประเทศมีเพียงพอ จนเริ่มจะมีกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการในส่วนนี้ได้ เช่น ลดกำลังการผลิตลง และพิจารณานำเข้าในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน แต่ละเดือน ประกอบกับราคาน้ำมันโลกที่เริ่มปรับตัวลดลง ก็เชื่อว่าจะทำให้ดุลการค้าปรับตัวดีขึ้นได้

    “โดยรวม ต้องดูเรื่องดุลบริการด้วย เพราะที่กระทบจากค่า freight ค่าประกัน และนักท่องเที่ยวลดลง ปกติดุลบริการจะเพิ่มในไตรมาสสุดท้าย หลังจากที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะ แต่ปีนี้อาจไม่เป็นอย่างนั้น เพราะประเทศต่าง ๆ มีปัญหาค่าครองชีพ ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาไม่สูงอย่างคาด และอาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้ -1.2% ต่อ GDP” นายดนุชา กล่าว

    ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3/69 นั้น เลขาธิการสภาพัฒน์ ประเมินว่า สถานการณ์เศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาส 2 เนื่องจากในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยคาดการณ์ทั้งปี 69 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในกรอบ 2.0-2.5%

    “ช่วงถัดไป มองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะปรับตัวดีขึ้น และคาดว่าทั้งปีนี้ เศรษฐกิจจะโตได้ 2.2% (ค่ากลาง)” นายดนุชา กล่าว

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มองว่า สถานการณ์ต่าง ๆ ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐ และรักษาระดับการลงทุนของภาคเอกชน และภาคการส่งออกให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ปริมาณน้ำเริ่มขาดแคลนในบางจุด อีกทั้งติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าที่อาจจะมีการปรับตัวสูงขึ้น หลังจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ก็ได้มีการเตรียมการไประดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะการใช้จ่ายจากเม็ดเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ ในแง่การช่วยเหลือและบรรเทาค่าครองชีพ และการเปลี่ยนผ่านพลังงานในช่วงถัดไป

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/632405&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw227GFI92JvoU8ZyitfzhzB

  • มุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP: เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนและจะไปไหนต่อ? (ตอนที่ 1)

    มุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP: เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนและจะไปไหนต่อ? (ตอนที่ 1)

    มุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP: เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนและจะไปไหนต่อ? (ตอนที่ 1)


    17/08/2569 | 190 |

    มุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP: เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนและจะไปไหนต่อ? (ตอนที่ 1)

    ขณะที่ผมกำลังเดินทางร่วมกับคณะนายกรัฐมนตรีไปเยือนประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นทางการในวันนี้ สภาพัฒน์ฯ ได้ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังเคยคาดการณ์ไว้ เหล่านี้เป็นการยืนยันและสะท้อนข้อเท็จจริงที่ผมและทีมเศรษฐกิจเคยคาดการณ์ไว้ ดังต่อไปนี้

    1) ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่เริ่มในช่วงปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา เริ่มส่งผลเป็นระลอกๆ ในไตรมาส 2 จากวิกฤตน้ำมัน สู่วิกฤตของแพง ดังจะเห็นได้จาก เงินเฟ้อในไตรมาส 2 พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% จากไตรมาส 1 ที่ติดลบ –0.5% ค่าครองชีพที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลให้ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% จากที่โตร้อยละ 3.3 ในไตรมาส 1 ซึ่งหากเราไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้จะนำไปสู่วิกฤตปากท้อง และนำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจในระลอกต่อไป นี่คือเหตุผลความจำเป็นที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ ซึ่งเป็นแหล่งเงินที่นำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ เพื่อประคองกำลังซื้อและค่าครองชีพของประชาชน ส่วนจะดำเนินโครงการต่อหรือไม่ในไตรมาสสุดท้ายของปี ต้องขอพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากโครงการระยะแรกซึ่งจะจบในไตรมาส 3 และงบประมาณที่เหลืออยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

    2) ตัวเลขอีกด้านในไตรมาส 2 ที่บ่งชี้ชัด คือ การที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าในหมวดพลังงานจากต่างประเทศสูงมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 กลับมาขาดดุลถึง 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราวเกือบ 6 แสนล้านบาท) จากที่เกินดุลในไตรมาส 1 ประมาณ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น การเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากพลังงานจากฟอสซิลที่ต้องนำเข้าไปสู่พลังงานสะอาดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ผมขอเรียนว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท ทั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า คือการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” ของประเทศ โดยเป็นการกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์และลดความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว เป็นการใช้เงินกู้เพื่อช่วยให้ประเทศผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานสำหรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน

    เหตุการณ์สงครามในอิหร่านเป็นจุดเปลี่ยนและสัญญาณเตือนว่า ไทยไม่สามารถรอให้วิกฤตราคาพลังงานเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถส่งแรงกระเพื่อมมายังต้นทุนพลังงาน การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนไทยได้โดยตรง รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและราคาน้ำมันหรือก๊าซในตลาดโลกให้ได้มากที่สุดในเวลาและงบประมาณอันจำกัด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับการเพิ่มกำลังผลิตและการใช้พลังงานสะอาดของประเทศไทยตามแผน PDP ของกระทรวงพลังงานด้วยเช่นกัน

    3) ส่วนพระเอกของไตรมาสนี้เห็นชัดเจน คือ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึงร้อยละ 13.4 ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี และเป็นการขยายตัวเติบโตถึง 2 หลัก (double digit growth) ติดต่อกัน ต่อเนื่องจากที่ขยายตัวร้อยละ 10.1 ในไตรมาสแรก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand Fast Pass ของ BOI ที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนที่สูงถึง 2.55 แสนล้าน ในไตรมาส 2 โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม S-Curve เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการแปรรูปเกษตร เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจากร้อยละ 12.1 ในไตรมาส 1 มาอยู่ที่ร้อยละ 12.5 ในไตรมาส 2 โดยสินค้าที่ส่งออกหลักคือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และที่สำคัญสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในบ้านเราอย่างชัดเจน ดังนั้น ในมุมมองของต่างชาติที่จัดลำดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของประเทศเกิดใหม่ที่สามารถคว้าโอกาสจาก ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่’ ของโลกรอบนี้ จึงมีความสำคัญมาก คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะต้องวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ คำถามที่สำคัญกว่าคือทำยังไงที่เราจะสามารถคว้าโอกาสให้ไทยเป็น global supply chain เพื่อส่งต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมในประเทศให้ได้จริง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยเช่นกัน

    จากรายละเอียดตัวเลขต่างๆ ผมขอเรียนว่าเศรษฐกิจไทยได้ขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy โลกแล้ว หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังปรับวิธีการจัดกลุ่มดัชนีต่างๆ ให้สอดคล้องกับภาพอุตสาหกรรมใหม่ของโลก ถัดจากนี้ไป เราจะได้เห็นภาพที่คมชัดขึ้นของการก้าวไปของเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน

    ถึงแม้ว่า ตัวเลข GDP ในไตรมาสนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เราพอใจ แต่ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของเรามาถูกทาง

    ต่อคำถามที่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ตรงไหน เราอยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่ง‘ประคองเศรษฐกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านให้เศรษฐกิจสามารถโตเต็มศักยภาพ‘ โดยเราเห็นสัญญาณการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในไตรมาสที่ 2 นี้ ผมจะขอมาเขียนต่อตอนที่ 2 ว่าเศรษฐกิจไทยจะเดินทางไหน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างและการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังวางแผนและเริ่มดำเนินการทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว และนำไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และทุกภาคส่วนต่อไปอย่างไรครับ

    ขอบคุณครับ

    ที่มา FB : ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/532241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kYLKdOgLyFaJLg5iUFyzq

  • Policy Mix × ภูมิคุ้มกันรากฐาน สองกุญแจไขทางออกเศรษฐกิจไทย

    Policy Mix × ภูมิคุ้มกันรากฐาน สองกุญแจไขทางออกเศรษฐกิจไทย

    ประเทศไทยเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ ไม่เพียงภาวะชะลอตัวระยะสั้น แต่มีรากลึกจาก “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่สะสมมานาน ทั้งขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง หนี้ครัวเรือนในระดับสูง และผลกระทบจากระเบียบโลกใหม่

    การตอบโจทย์จึงไม่สามารถพึ่งพาเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง แต่ต้องบูรณาการผ่าน Policy Mix หรือชุดนโยบายที่สอดประสานกันอย่างใกล้ชิด และการสร้างภูมิคุ้มกันรากฐาน

    1.การประสานนโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และ มาตรการเฉพาะจุด

    การฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของ 3 เครื่องมือหลัก คือ (1) นโยบายการคลัง ผ่านการจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การประคองกำลังซื้อ และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด ภายใต้ทรัพยากรทางการคลังที่จำกัด 

    (2) นโยบายการเงิน โดย กนง. เน้นการรักษาเสถียรภาพด้านราคาในระยะปานกลางเป็นเป้าหมายหลัก ควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโต อย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน และ (3) มาตรการเฉพาะจุด

    ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร พูดถึงการดำเนิน 8 มาตรการเฉพาะจุด เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ประกอบด้วย (1) โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้ลูกหนี้รายย่อย (2) “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกลด credit cost ให้กับสินเชื่อใหม่ในธุรกิจกลุ่มศักยภาพ

    (3) “SMEs Secure+” หรือ “มีที่มีเงิน” เพื่อเติมสภาพคล่องให้ SMEs โดย 3 มาตรการนี้ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนตัวเล็ก (4) การกำกับธุรกรรมทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และ (5) การติดตามธุรกรรมซื้อ/ ขาย USDT ของ non-resident ที่เป็นการดำเนินการร่วมกับ กลต. โดย 2 มาตรการนี้ ช่วยอุดรอยรั่ว ลดการเก็งกำไร และป้องกันความผันผวนของค่าเงินบาทในทางอ้อม

    (6) การกำกับธุรกรรม “ถอนเงินสด” ≥ 5 ล้านบาท ซึ่งช่วยสกัดธุรกรรมไม่พึงประสงค์ และทำให้ระบบการเงินโปร่งใสขึ้น (7) การสร้างมาตรฐานและลดค่าธรรมเนียม เพื่อลดภาระทางการเงินของประชาชนและ SMEs ช่วยให้เข้าถึงบริการทางการเงินด้วยค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมและเป็นธรรม

    (8) การกำกับดูแลสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) โดยแบงก์ชาติอยู่ระหว่างพิจารณา การเข้าไปกำกับผู้ให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์ในการให้บริการ โดย 2 มาตรการนี้ เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (Consumer Protection)

    2.บทบาทเชิงรุกของแบงก์ชาติ: ใกล้ชิดท้องถิ่นผ่าน “กลไกสำนักงานภาค และ กนง. สัญจร”

    ปัญหาเศรษฐกิจมีความซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ไขด้วยยาขนานเดียว การลงพื้นที่รับฟังเสียงคนท้องถิ่น ผ่าน “กลไกสำนักงานภาค และ โครงการ กนง. สัญจร” ทำให้ผู้กำหนดนโยบายได้เห็น “ภาพจริง” รวมทั้งยังได้ประสานพลังจากผู้เชี่ยวชาญทั้งส่วนกลางและคนในพื้นที่ ผ่านงานสัมมนาภูมิภาค

    ผู้ว่าฯ กล่าวว่า แบงก์ชาติให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภูมิภาคมากขึ้น สนง. ภาคทั้ง 3 แห่ง จึงเป็นจุดเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจจริง การพูดคุย รับฟังเสียง และ Feedback จากคนในพื้นที่ ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบาย

    นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกจะไม่เกิดจากการรับรู้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลงมือทำด้วย SMEs จึงควรปรับตัวเพิ่มมูลค่าผลผลิต และนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาช่วย ด้านแรงงานควรปรับตัวเรียนรู้ทักษะใหม่

    ในส่วนของแบงก์ชาติเองก็ปรับตัวเช่นกันโดยยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและระบบการเงินผ่านการดำเนินนโยบายการเงิน รวมถึงการดูแลค่าเงินบาทอย่างเต็มศักยภาพ แต่เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในมิติต่างๆ แบงก์ชาติจึงดำเนินมาตรการเฉพาะจุดเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยปัจจุบัน

    3.สร้างรากฐานจากภายใน: พัฒนา “ทุนมนุษย์” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน

    นอกเหนือจากการใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ และ มาตรการเฉพาะจุดแล้ว แบงก์ชาติยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวผ่านการสร้าง “ความรอบรู้ทางการเงิน” (Financial Literacy) เพื่อให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันและสามารถรับมือโจทย์เศรษฐกิจได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน

    – สร้างเครือข่ายครูและที่ปรึกษาหนี้: แบงก์ชาติมุ่งเน้นการสร้าง “ผู้เผยแพร่ความรู้” ที่ใกล้ชิดกับชุมชน ผ่านโครงการ “ครูสตางค์” ซึ่งเป็นการปลูกฝังวินัยทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน และการจัดตั้ง “หมอหนี้” ช่วยให้คำแนะนำกับประชาชนและ SMEs ในการจัดการหนี้สิน

    – บูรณาการผ่านระบบการศึกษา: การแก้ปัญหาหนี้ที่ยั่งยืนที่สุด คือ การสร้างทักษะทางการเงิน (Financial Competency) ให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย โดยผลักดันให้ความรู้ด้านการเงินเข้าไปอยู่ในหลักสูตรการศึกษา เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมทางการเงินก่อนก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน

    – ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา: ในมิติการพัฒนาสังคม แบงก์ชาติยังมุ่งลดความเหลื่อมล้ำผ่าน “มูลนิธิ 50 ปี ธปท.” โดยให้ทุนการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี

    การศึกษาถือเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุด และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของตนเองและครอบครัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย แต่ต้องควบคู่กับ “การใช้เงินเป็น” ด้วย

    แบบอย่างที่ดีล่าสุดที่สังคมไทยรับทราบกัน คือ เรื่องราวชีวิตของ “คุณฮลุน โซโล” ที่แม้เกิดในครอบครัวยากจน แต่ตั้งใจเรียนจนได้รับทุนการศึกษา “จุฬา-ชนบท” และตัวคุณฮลุนเองยังมีวินัยการใช้เงิน ทำงานและเก็บเงินเอง ก่อนนำไปใช้ทำงานตามความฝันได้สำเร็จ

    ภารกิจของแบงก์ชาติ มีทั้งบทบาทหลักด้านการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงิน และ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเฉพาะจุดทางการเงินและการทำงานร่วมกับภาคีภาคการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงการเรียนรู้ทักษะทางการเงิน ตลอดจนการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กยากจน ผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. 

    ทั้งหมดนี้ คือ การประสานนโยบายควบคู่กับการร่วมสร้างภูมิคุ้มกันรากฐาน เพื่อไขทางออกเศรษฐกิจ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันลงมือทำของทุกฝ่าย เพื่อให้คนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนกันนะคะ

    บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1247734&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3drxlXOuPE3t12nTnL_OsS