Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สพม.เชียงใหม่ ดำเนินการคัดเลือกนักเรียนในพระราชานุเคราะห์ฯ เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการครูผู้ช่วย ปี 2568 – OBEC

    สพม.เชียงใหม่ ดำเนินการคัดเลือกนักเรียนในพระราชานุเคราะห์ฯ เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการครูผู้ช่วย ปี 2568 – OBEC

    วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ดำเนินการคัดเลือกนักเรียนในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในตำแหน่ง ครูผู้ช่วย ประจำปี พ.ศ. 2568 การดำเนินงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางนพมาศ ทองวิทยาพร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ประธานคณะกรรมการคัดเลือก ทำการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพด้วยวิธีการสัมภาษณ์

    ในการนี้ นางธัญสุตา อุดมศิลปะทรัพย์ ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา ร่วมเป็นกรรมการ และ นางพัชรินทร์ กันวะนา ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ ทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการการสัมภาษณ์และประเมินความเหมาะสมจัดขึ้น ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 4

    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ดำเนินงานด้วยความโปร่งใส รอบคอบ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เพื่อคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีคุณสมบัติเหมาะสม เข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูผู้ช่วยต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/22483&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cOuK2IlOiGcbxjMl1YyB_

  • สพม.แม่ฮ่องสอน ลงพื้นที่แสดงความห่วงใยนักเรียนประสบอุทกภัย พร้อมมอบเงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน – OBEC

    สพม.แม่ฮ่องสอน ลงพื้นที่แสดงความห่วงใยนักเรียนประสบอุทกภัย พร้อมมอบเงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน – OBEC

    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.00 น. นายศุภวิชญ์ ดิษเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วย นายสุรพล จริยา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน และผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจ ร่วมลงพื้นที่ ณ โรงเรียนแม่สะเรียง “บริพัตรศึกษา” อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่

    ในการนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน ได้มอบเงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นให้แก่นักเรียนและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ พร้อมทั้งรับฟังข้อมูลสถานการณ์จากผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับผิดชอบ เพื่อประเมินแนวทางการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างเหมาะสม

    นายศุภวิชญ์ ดิษเจริญ กล่าวว่า “สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของนักเรียนเป็นลำดับแรก การลงพื้นที่ในครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อมอบความช่วยเหลือในด้านวัตถุ แต่ยังเป็นการส่งต่อกำลังใจและความห่วงใยจากทุกภาคส่วนในระบบการศึกษา เพื่อให้นักเรียนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและเรียนหนังสือได้ตามปกติ”

    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอนยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/22469&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jkbWmVVtzfFpidaGROZhS

  • ‘ศูนย์วิจัยกสิกร’ ชี้พฤติกรรม นทท.เปลี่ยน แนะเร่งสร้างความเชื่อมั่นดึงตลาดจีน

    ‘ศูนย์วิจัยกสิกร’ ชี้พฤติกรรม นทท.เปลี่ยน แนะเร่งสร้างความเชื่อมั่นดึงตลาดจีน

    ‘ศูนย์วิจัยกสิกร’ เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยปีนี้อยู่ที่ 32.9 ล้านคน หดตัว 7% คาดเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวช่วงไฮซีซัน ส่วนปี 69 อยู่ที่ 34.1 ล้านคน แนะเร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดจีน พ่วงจัดกิจกรรมประชุมสัมมนาและนิทรรศการ และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์-สุขภาพเพื่อกระตุ้นดึงดูดนักท่องเที่ยว

    21 พ.ย. 2568 – นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่าศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับเพิ่มประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 อยู่ที่ 32.9 ล้านคน จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 32.2 ล้านคน แม้เป็นการปรับขึ้น แต่จำนวนดังกล่าวยังคงหดตัวราว 7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าในช่วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี (High Season) จะช่วยสนับสนุนให้ตัวเลขกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง และมีแนวโน้มต่อเนื่องไปถึงต้นปีหน้า ส่วนปี 2569 คาดว่าอยู่ที่ 34.1 ล้านคน

    สำหรับตัวเลขนักท่องเที่ยวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่ชัดเจนขึ้น โดยจากเดิมนักท่องเที่ยวจำนวนมากเน้นซื้อสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาสูง ปัจจุบันแนวโน้มดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พบว่าส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับที่พัก ร้านอาหาร การใช้บริการขนส่ง หรือกิจกรรมที่สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่งผลให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในขณะนี้กระจุกตัวอยู่ในภาคโรงแรม ร้านอาหาร และบริการขนส่งเป็นหลัก ขณะเดียวกัน สัดส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางอิสระ ขณะที่กลุ่มแบ็คแพ็คเกอร์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ สถานการณ์การท่องเที่ยวไทยมาถึงจุดเปลี่ยน โดยการที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยจะกลับไปสู่ระดับก่อนโควิดเป็นเรื่องยากขึ้น และหากไม่ทำอะไร แรงส่งต่อเศรษฐกิจคงแผ่วลง ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่รุนแรง คาดปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยอยู่ที่ 34.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% แต่ค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อทริปยังต่ำ โดยมองการท่องเที่ยวไทยต้องปรับตัวสู่สมดุลใหม่ เน้นเร่งนักท่องเที่ยวเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริปให้มากขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่ไทยมีจุดเด่น ทั้งการจัดกิจกรรมประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (MICE) รวมทั้งบริการด้านการแพทย์และส่งเสริมสุขภาพ (Medical & Wellness)

    สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ ในการสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้กับภาคการท่องเที่ยวในปีหน้า หากดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้กลับมาในปริมาณมากและมีคุณภาพได้ จะส่งผลบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจ โดยต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวตลอดการเดินทางในประเทศไทย รวมถึงการสื่อสารเชิงรุกโดยตรงไปยังตลาดจีนผ่านช่องทางและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ชาวจีนนิยม เพื่อประชาสัมพันธ์มาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างจริงจังและสร้างภาพลักษณ์เชิงบวก ขณะเดียวกันต้องรักษาคุณภาพและราคามาตรฐานสินค้าและบริการให้มีคุณภาพ เพื่อสร้างความรู้สึกคุ้มค่าในสายตาของนักท่องเที่ยวทุกชาติ

    นอกจากนี้ มองว่าควรยกระดับสู่ตลาดที่มีศักยภาพสูง เช่น MICE และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์-สุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับศักยภาพและจุดแข็งของไทย ทั้งด้านบุคลากร การบริการ และวัฒนธรรม พร้อมเตือนว่าควรหลีกเลี่ยงประเด็นสีเทา เพื่อให้ทิศทางใหม่เติบโตอย่างยั่งยืน แม้กระนั้น ปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะ การกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในเมืองหลัก เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ หรือภูเก็ต ซึ่งคล้ายกับปัญหาที่เมืองท่องเที่ยวใหญ่ทั่วโลกเผชิญ เช่น บาร์เซโลนา หรือโตเกียว สาเหตุหลักเกิดจากการพัฒนาเมืองรองยังไม่ชัดเจน ทั้งในแง่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ การประชาสัมพันธ์ และโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อจากเมืองหลัก เช่น ระบบขนส่งสาธารณะหรือคมนาคมข้ามภูมิภาค ทำให้เกิดภาวะที่พูดมานานแต่ยังทำไม่สำเร็จจริง

    นางสาววาริธร ศิริสัตยะวงศ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในปี 2569 ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยน่าจะฟื้นตัวจากการกลับมาของตลาดนักท่องเที่ยวจีน โดยคาดว่าจะมีจำนวน 34.1 ล้านคน หรือโต 4% จากที่หดตัว 7% ในปี 2568 แม้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งส่งผลต่อการฟื้นตัวของรายได้การท่องเที่ยว และค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อทริปที่ยังต่ำกว่าช่วงก่อน  โควิด-19 เมื่อมาถึงจุดที่การเพิ่มจำนวนทำได้ยาก

    ดังนั้น การเพิ่มรายได้คงต้องหาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวใหม่ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงอย่างการเจาะตลาดกลุ่มกิจกรรมบันเทิง การจัดประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (MICE) เช่น การจัดคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลก เป็นต้น รวมถึงการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก หรือการดึงสวนสนุกระดับโลกมาลงทุนในไทย ตลอดจนตลาดกลุ่มเดินทางเพื่อสุขภาพและรักษาพยาบาล แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทำตลาดได้ดีนักท่องเที่ยวจะกลับมาเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า

    นางสาววรรณวิษา ศรีรัตนะ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจด้านการแพทย์และส่งเสริมสุขภาพ แม้จะเป็น 1 ในเครื่องมือที่ช่วยดันรายได้ท่องเที่ยว แต่ยังมีโจทย์ที่ต้องแก้ โดยเฉพาะเรื่องตลาดคนไข้หลักที่ลดลง การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ ทำให้ปี 2569 คาดว่าจำนวนและรายได้คนไข้ต่างชาติโตชะลอที่ 0.4% และ 3.7% ตามลำดับ ซึ่งหากต้องการเพิ่มรายได้ท่องเที่ยว ไทยต้องโฟกัสไปที่การแพทย์เฉพาะทางที่มีระยะเวลาในการรักษาและพักฟื้นนานขึ้น รวมถึงขยายบริการสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการส่งเสริมสุขภาพ ที่สอดรับกับเทรนด์โลก เช่น Longevity และแนวโน้มการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้น 

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/900186/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IZL7h3AZxSgq2q_gkKU84

  • ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ชู 4 ข้อเสนอ ฟื้นเที่ยวไทย ลุ้นปี 69 ต่างชาติพุ่ง 34.1 ล้านคน

    ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ชู 4 ข้อเสนอ ฟื้นเที่ยวไทย ลุ้นปี 69 ต่างชาติพุ่ง 34.1 ล้านคน

    สถานการณ์การท่องเที่ยวไทยมาถึงจุดเปลี่ยน โดยการที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยจะกลับไปสู่ระดับก่อนโควิด เป็นเรื่องยากขึ้น และหากไม่ทำอะไร แรงส่งต่อเศรษฐกิจคงแผ่วลง ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่รุนแรง 

    “เกวลิน หวังพิชญสุข” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มการท่องเที่ยวของประเทศไทย พบ 4 ข้อสังเกต ได้แก่ 1.ผลต่างระหว่างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยกับค่าใช้จ่ายของคนไทยเที่ยวต่างประเทศ มีแนวโน้มลดลงเกือบเท่าตัว 2.สัญญาณการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันชัดเจนขึ้น 3.ตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปและอินเดียยังทดแทนจีนและอาเซียนไม่ได้ทั้งหมด และ 4.การกระจายความหนาแน่นจากเมืองท่องเที่ยวหลักไปสู่เมืองรอง ยังต้องทำอีกมาก

    เกวลิน หวังพิชญสุข

    “วาริธร ศิริสัตยะวงศ์” ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในปี 2569 ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยน่าจะฟื้นตัวจากการกลับมาของตลาดนักท่องเที่ยวจีน โดยคาดว่าจะมีจำนวน 34.1 ล้านคน หรือโต 4% จากที่หดตัว 7% ในปี 2568 แม้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งส่งผลต่อการฟื้นตัวของรายได้การท่องเที่ยว และค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อทริปที่ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด 

    เมื่อมาถึงจุดที่การเพิ่มจำนวนทำได้ยาก ดังนั้น การเพิ่มรายได้คงต้องหาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวใหม่ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูง อย่างการเจาะตลาดกลุ่มกิจกรรมบันเทิง การจัดประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (MICE) เช่น การจัดคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลก เป็นต้น รวมถึงการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก หรือการดึงสวนสนุกระดับโลกมาลงทุนในไทย ตลอดจนตลาดกลุ่มเดินทางเพื่อสุขภาพและรักษาพยาบาล แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทำตลาดได้ดีนักท่องเที่ยวจะกลับมาเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า

    วาริธร ศิริสัตยะวงศ์

    “วรรณวิษา ศรีรัตนะ” ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจด้านการแพทย์และส่งเสริมสุขภาพ (Medical & Wellness) แม้จะเป็น 1 ในเครื่องมือที่ช่วยดันรายได้ท่องเที่ยว แต่ยังมีโจทย์ที่ต้องแก้ โดยเฉพาะเรื่องตลาดคนไข้หลักที่ลดลง การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ ทำให้ปี 2569 คาดว่าจำนวนและรายได้คนไข้ต่างชาติโตชะลอที่ 0.4% และ 3.7% ตามลำดับ 

    หากต้องการเพิ่มรายได้ท่องเที่ยว ไทยต้องโฟกัสไปที่การแพทย์เฉพาะทางที่มีระยะเวลาในการรักษาและพักฟื้นนานขึ้น รวมถึงขยายบริการสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) และการส่งเสริมสุขภาพ (Wellness) ที่สอดรับกับเทรนด์โลก เช่น Longevity และแนวโน้มการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้น  

    วรรณวิษา ศรีรัตนะ

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มี 4 ข้อเสนอ เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยไปต่อ ได้แก่ 1.การฟื้นความเชื่อมั่น ซึ่งตลาดระยะใกล้ยังสำคัญ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน หลังสัดส่วนลดลงเท่าตัวจากก่อนโควิดมาอยู่ที่ราว 14% 2.เน้นเร่งเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริปผ่านผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่ไทยมีจุดเด่น ผ่านการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและการเติมเต็ม Ecosystem 3.จูงใจคนไทยเที่ยวในประเทศ และ 4.ผลักดันเมืองท่องเที่ยวรองด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น Geographical Indications เป็นต้น
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/733805&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AIDvqzrUJNVOsidTVQc0r

  • ส่องรายชื่อหุ้นเด่น รับอานิสงส์ความสัมพันธ์ร้าว จีน-ญี่ปุ่น

    ส่องรายชื่อหุ้นเด่น รับอานิสงส์ความสัมพันธ์ร้าว จีน-ญี่ปุ่น

    ส่องรายชื่อหุ้นเด่น รับอานิสงส์ความสัมพันธ์ร้าว จีน-ญี่ปุ่น

    จากกรณี “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกญี่ปุ่น ให้สัมภาษณ์ในรัฐสภาว่า หากจีนโจมตีไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจดำเนิน “ปฏิบัติการทางทหาร” จุดชนวนความสัมพันธ์ทางการทูตของจีนกับญี่ปุ่นตึงเครียด ส่งผลให้จีนยกระดับตอบโต้ต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ สั่งเตือนพลเรือนให้ระวังในการไปเที่ยวญี่ปุ่น กระทบฝั่งท่องเที่ยว จีนยกเลิกเดินทางไปญี่ปุ่นเฉียด 5 แสนคน และมีการเร่งยกเลิกวงกว้างขึ้น 

    โดยข้อมูลของ Qunar บริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ (Qunar เป็น OTA ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในตลาดจีน รองจาก Ctrip (ปัจจุบัน คือ Trip.com Group) โดยเคยมีส่วนแบ่งประมาณ 16.5%) ระบุว่า นักท่องเที่ยวจีนยังมีความต้องการเดินทางไปยังไทย ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม

    ขณะที่ Tuniu Corp บริษัทรับจัดทัวร์ ทั้งแบบมีไกด์นำเที่ยว (organized tours) และแบบเดินทางด้วยตัวเอง (self-guided tours) เมืองเอกของมณฑลเจียงซู ระบุว่า นักท่องเที่ยวจีนได้ยกเลิกกรุ๊ปทัวร์ไปญี่ปุ่นมากกว่าปกติ ส่วน Spring Airlines ที่มีเที่ยวบินระหว่างเซี่ยงไฮ้กับหลายเมืองในญี่ปุ่น ก็ได้ยกเลิกเที่ยวบินบางส่วน

    นอกจากนี้ จีนยังสั่งห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นทั้งหมด รวมทั้งยังประกาศให้ภาพยนตร์จากญี่ปุ่นอย่างน้อย 6 เรื่อง ถูกระงับไม่ให้เข้าฉาย

    บล.กรุงศรี ให้มุมมองว่า ความขัดแย้งดังกล่าวจะยังกดดันจิตวิทยาการลงทุนในตลาดหุ้นจีนและญี่ปุ่น โดยเฉพาะญี่ปุ่นคาดว่าจะได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากมีภาคการท่องเที่ยวคิดเป็น 7% ของ GDP โดย 20% เป็นนักท่องเที่ยวจีนและฮ่องกง 

    อย่างไรก็ดี ผลกระทบกับไทยคาดว่าจะเป็นบวกโดยเฉพาะหุ้นในภาคการท่องเที่ยว คาดหวังนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนเป้าหมายการเดินทางมี “ไทย” เป็น 1 ในตัวเลือกหลัก Top pick กลุ่มท่องเที่ยว คือ CENTEL, ERW, AOT 

    ส่วนอีกกลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ คือ กลุ่มส่งออกอาหารทะเล คำสั่งห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น จะทำให้ผู้ประกอบการไทยบุกเข้าทำตลาดช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในช่วงที่ญี่ปุ่นเสียความสามารถในการแข่งขัน เป็นจิตวิทยาบวกกับ ASIAN และ TU

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/733802&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bBXTFVima1HwkavJM_exj

  • “แอร์เอเชีย” มั่นใจปีหน้าเติบโต ตลาดจีนกลับมา-ท่องเที่ยวไทยฟื้น พร้อมลุยขยายคาร์โก้-MRO : อินโฟเควสท์

    “แอร์เอเชีย” มั่นใจปีหน้าเติบโต ตลาดจีนกลับมา-ท่องเที่ยวไทยฟื้น พร้อมลุยขยายคาร์โก้-MRO : อินโฟเควสท์

    นายโทนี่ เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มแคปปิตอล เอ (Capital A) เปิดเผยว่าในปี 69 จะเป็นการเติบโตของจะเป็นการเติบโตของ Capital A และ กลุ่มแอร์เอเชีย ภายหลังการปรับโครงสร้างของกลุ่มสำเร็จในสิ้นปีนี้ โดยในปีหน้าจะเน้นการลงทุนขยายธุรกิจในทุกตลาด

    สำหรับผลการดำเนินงานของไทยแอร์เอเชียในไตรมาสล่าสุดที่ชะลอตัวลง จากทั้งเหตุการณ์สแกมเมอร์ ลักพาตัว รวมทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหวแม้จะเกิดขึ้นที่เมียนมาร์แต่ก็ไทยก็ได้รับผลประทบด้วยเช่นกัน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนปรับตัวลดลง ซึ่งบริษัทได้ปรับเส้นทางการบินบางส่วนตามดีมานด์ในแต่ละพื้นที่ตามสถานการณ์ อย่างไรก็ตามมองว่าในไตรมาส 4/68 และปี 69 จะกลับมาฟื้นตัว

    ขณะที่ตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของแอร์เอเชีย แม้ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจะลดลง แต่บริษัทยังคงเที่ยวบินส่วนใหญ่ไว้ โดยตัวเลขท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวเล็กน้อยจากประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น ขณะเดียวกันตลาดหลักอย่าง อินเดีย และอาเซียน ยังมีการเติบโตอย่างดี

    “เราไม่เคยยอมแพ้ในตลาดจีน เพราะเป็นตลาดที่สำคัญของแอร์เอเชีย เราต้องช่วยกันฟื้นความเชื่อมั่นของประเทศให้กลับมา ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม หากเปรียบเทียบกับที่อื่นๆ ขณะเดียวกันหวังว่าปัจจัยภายนอกอย่างการเมือง ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ จะอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้น เพื่อที่เราจะได้หาโอกาสเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เพิ่มมากขึ้น เช่น กรุงเทพ-มอสโก” นายโทนี่ เฟอร์นานเดส กล่าว

    โดยดีมานด์ในอาเซียนที่ค่อนข้างดี ทำให้บริษัทพิจารณาเพิ่มเที่ยวบินระหว่างอาเซียนมากขึ้น รวมทั้งในเที่ยวบินในไทย จากกรุงเทพไปจังหวัดอื่นในประเทศ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มจำนวนเครื่องบินของทั้งกลุ่ม 110 ลำใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาผู้ผลิตเครื่องบิน 3 รายเพื่อสั่งซื้อเครื่องบินใหม่ คาดว่าจะได้ข้อสรุปช่วงสิ้นปีนี้ถึงต้นปีหน้า

    สำหรับในประเทศไทย โทนี่มองว่าเป็นโอกาสของสายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่การท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง พร้อมแนะรัฐบาลเร่งฟื้นความเชื่อมั่น สร้างประเทศไทยให้แข่งขันได้ในตลาดการท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ นายโทนี่ยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องการปรับอัตราภาษีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทั้งภาษีสรรพสามิต ค่าวิทยุการบิน ภาษีสนามบิน เพื่อให้ประเทศไทยแข่งขันได้กับประเทศอื่นๆ ได้

    สำหรับการลงทุนเพิ่มเติม capital A สนใจที่จะร่วมมือพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ให้เป็นฐานปฎิบัติการบินอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากธุรกิจการบินแล้ว เราสนใจในเรื่องการลงทุนด้านธุรกิจคาร์โก้ ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและหารือบมจ.ท่าอากาศยานไทย [AOT]

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/547903&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BwFAPkCiL0PuIoAlIGfxK

  • 15 อันดับ “ประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลก” ปี 2026 สำหรับการเดินทางท่องเที่ยว

    15 อันดับ “ประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลก” ปี 2026 สำหรับการเดินทางท่องเที่ยว

    เผยผลจัดอันดับ “ประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลก” ปี 2026 สำหรับการเดินทางท่องเที่ยว เนเธอร์แลนด์คว้าแชมป์

    ในช่วงฤดูท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง บริษัทประกันการเดินทาง Berkshire Hathaway Travel Protection (BHTP) ได้ประกาศรายชื่อประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลกประจำปี 2026 โดยพบว่า เนเธอร์แลนด์ คว้าอันดับ 1 ในด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวไปครอง

    ในขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกา กลับไม่ติดอันดับในรายชื่อนี้เลย แม้ว่าสถิติอาชญากรรมทั่วประเทศจะลดลงก็ตาม

    เกณฑ์ใหม่: ความปลอดภัยที่รวม “สุขภาพและความครอบคลุม”

    BHTP ได้ทำการสำรวจนักเดินทางชาวอเมริกัน 1,800 คนโดยตรง เพื่อจัดอันดับประเทศที่พวกเขาเคยไปเยือนตามเกณฑ์ความปลอดภัย จากนั้นจึงนำคำตอบมารวมกับข้อมูลจาก Global Peace Index, Numbeo และแหล่งข้อมูลอื่นๆ

    ปัจจัยที่ใช้ในการประเมินครอบคลุมถึงการก่อการร้าย, ภัยพิบัติทางสภาพอากาศ, ข้อกังวลด้านสุขภาพ และความปลอดภัยของกลุ่มที่ถูกเลือกปฏิบัติ (เช่น LGBTQIA+, สตรี, ผู้มีสีผิว) ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่านิยามของ “ความปลอดภัย” ได้เปลี่ยนไป โดยรวมถึง การเข้าถึงการรักษาพยาบาล, เสถียรภาพทางภูมิอากาศ และการยอมรับความหลากหลาย ด้วย

    Kayla Ihrig

    เนเธอร์แลนด์ แชมป์ใหม่ที่ต้องระวัง “จักรยานเร็ว”

    เนเธอร์แลนด์ คว้าอันดับหนึ่ง โดยพุ่งขึ้นถึง 13 อันดับจากปี 2024 ผู้เดินทางที่ตอบแบบสำรวจให้คะแนนประเทศที่รักสงบแห่งนี้ว่า “เกือบจะสูงสุด” ในด้านมาตรการด้านสุขภาพ, ความปลอดภัยโดยรวม, และความปลอดภัยสำหรับกลุ่มผู้หญิง LGBTQIA+ และผู้ที่มีสีผิว

    สิ่งที่ถือเป็นอันตรายหลักในเนเธอร์แลนด์ คือ “จักรยานที่เคลื่อนที่เร็ว” ซึ่งมีเลนเฉพาะในเมืองต่างๆ ทำให้นักเดินทางต้องมองซ้ายมองขวาก่อนข้ามถนน อันดับสองคือ ออสเตรเลีย ซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดด้านมาตรการด้านสุขภาพ

    ออสเตรียเข้ามาในอันดับที่ 3 ในขณะที่ไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นแชมป์เก่าของปีที่แล้ว หล่นไปอยู่อันดับ 4 แม้ว่าไอซ์แลนด์จะถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่สงบสุขที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกตาม Global Peace Index ก็ตาม

    BHTP เตือนว่า นักเดินทางที่ไปไอซ์แลนด์จะต้องระวังการปะทุของภูเขาไฟ ซึ่งอาจทำให้ลาวาไหลกระทบต่อถนนสายหลักเพียงสายเดียวที่ล้อมรอบประเทศ ทำให้ผู้เดินทางติดค้างได้

    Pixabay

    สหรัฐฯ ไม่ติด Top 5

    แคนาดาเข้ามาอยู่ในอันดับที่ 5 ปิดท้ายใน Top 5 โดยไม่มีประเทศในอเมริกาเหนืออื่นใดติดอันดับในรายชื่อหลัก มีเพียงกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่มีรายได้ครัวเรือนเกิน 350,000 ดอลลาร์ต่อปีเท่านั้น ที่จัดให้สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ปลอดภัยเป็นอันดับ 7

    เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยขณะเดินทางไปต่างประเทศ BHTP แนะนำให้นักเดินทางลงทะเบียนในโปรแกรมของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งช่วยให้ทางการสามารถแจ้งเตือนและติดตามนักเดินทางชาวอเมริกันในระหว่างเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

    15 อันดับ “ประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลก” สำหรับนักท่องเที่ยว

    นี่คือรายชื่อ 15 ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่าปลอดภัยที่สุดสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว

    • เนเธอร์แลนด์ (Netherlands)
    • ออสเตรเลีย (Australia)
    • ออสเตรีย (Austria)
    • ไอซ์แลนด์ (Iceland)
    • แคนาดา (Canada)
    • นิวซีแลนด์ (New Zealand)
    • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates)
    • สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)
    • ญี่ปุ่น (Japan)
    • ไอร์แลนด์ (Ireland)
    • เบลเยียม (Belgium)
    • โปรตุเกส (Portugal)
    • ฝรั่งเศส (France)
    • สหราชอาณาจักร (United Kingdom)
    • เดนมาร์ก (Denmark)
    1. New York Post

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9857854/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mFtWEjZwmPIQSGpIDV8Lk

  • ตลาดท่องเที่ยวไทยปี

    ตลาดท่องเที่ยวไทยปี


    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ การเพิ่มรายได้ท่องเที่ยวต้องเน้นผลิตภัณฑ์ใหม่-ดึงเมืองรองและคนไทยเที่ยวในประเทศ พร้อมฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินแนวโน้มตลาดท่องเที่ยวไทยปี 2569 พบการแข่งขันสูง และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 34.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2568 ที่หดตัว 7% แม้ตัวเลขฟื้นตัว แต่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปยังต่ำกว่าก่อนโควิด

    นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ 4 ข้อสังเกตสำคัญ ได้แก่

    1. ความต่างระหว่างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติและค่าใช้จ่ายของคนไทยเที่ยวต่างประเทศลดลงเกือบครึ่ง

    2. ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงชัดเจน

    3. ตลาดยุโรปและอินเดียยังทดแทนนักท่องเที่ยวจีนและอาเซียนไม่ได้ทั้งหมด

    4. การกระจายความหนาแน่นจากเมืองท่องเที่ยวหลักไปสู่เมืองรองยังต้องเร่งทำ

    นางสาววาริธร ศิริสัตยะวงศ์ ผู้บริหารงานวิจัย กล่าวว่า การฟื้นตัวของตลาดปี 2569 จะได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีน แม้ตัวเลขเพิ่มขึ้น แต่รายได้จากการท่องเที่ยวและค่าใช้จ่ายต่อทริปยังต่ำกว่าศักยภาพ ทำให้ต้องเน้นผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวใหม่ที่สร้างรายได้สูง เช่น กิจกรรมบันเทิง, MICE, การแข่งขันกีฬาระดับโลก, สวนสนุกระดับโลก, และตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    นางสาววรรณวิษา ศรีรัตนะ ผู้บริหารงานวิจัย กล่าวเสริมว่า ธุรกิจการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness) แม้เป็นโอกาสสร้างรายได้ แต่ยังเผชิญปัญหาตลาดผู้ป่วยหลักลดลง, การแข่งขันสูง และข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทำให้ปี 2569 คาดว่าจำนวนผู้ป่วยต่างชาติและรายได้โตชะลอที่ 0.4% และ 3.7% ตามลำดับ โดยควรโฟกัสการแพทย์เฉพาะทางที่ใช้เวลารักษายาว และบริการสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) และส่งเสริมสุขภาพ (Wellness) ที่ตอบเทรนด์โลก เช่น Longevity และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

    สรุป 4 ข้อเสนอเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวไทย ได้แก่

    1. ฟื้นความเชื่อมั่น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน

    2. เพิ่มการใช้จ่ายต่อทริปผ่านผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวที่มีจุดเด่นและ Ecosystem ที่สมบูรณ์

    3. กระตุ้นคนไทยเที่ยวในประเทศ

    4. ส่งเสริมเมืองรองด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น Geographical Indications


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37764&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q57hjPL4cXdkdBPwYHlCN

  • ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดปี 69 ต่างชาติเที่ยวไทยเพิ่ม 4% แต่ใช้จ่ายต่อทริปยังต่ำ

    ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดปี 69 ต่างชาติเที่ยวไทยเพิ่ม 4% แต่ใช้จ่ายต่อทริปยังต่ำ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวถึงแนวโน้มการท่องเที่ยวของประเทศไทย พบ 4 ข้อสังเกต ได้แก่ 1. ผลต่างระหว่างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยกับค่าใช้จ่ายของคนไทยเที่ยวต่างประเทศ มีแนวโน้มลดลงเกือบเท่าตัว 2. สัญญาณการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันชัดเจนขึ้น 3. ตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปและอินเดียยังทดแทนจีนและอาเซียนไม่ได้ทั้งหมด และ 4. การกระจายความหนาแน่นจากเมืองท่องเที่ยวหลักไปสู่เมืองรอง ยังต้องทำอีกมาก

    นางสาววาริธร ศิริสัตยะวงศ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในปี 2569 ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยน่าจะฟื้นตัวจากการกลับมาของตลาดนักท่องเที่ยวจีน โดยคาดว่าจะมีจำนวน 34.1 ล้านคน หรือโต 4%จากที่หดตัว 7% ในปี 2568 แม้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งส่งผลต่อการฟื้นตัวของรายได้การท่องเที่ยว และค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อทริปที่ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด เมื่อมาถึงจุดที่การเพิ่มจำนวนทำได้ยาก ดังนั้น การเพิ่มรายได้คงต้องหาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวใหม่ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงอย่างการเจาะตลาดกลุ่มกิจกรรมบันเทิง การจัดประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (MICE) เช่น การจัดคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลก เป็นต้น รวมถึงการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก หรือการดึงสวนสนุกระดับโลกมาลงทุนในไทย ตลอดจนตลาดกลุ่มเดินทางเพื่อสุขภาพและรักษาพยาบาล แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทำตลาดได้ดีนักท่องเที่ยวจะกลับมาเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า

    นางสาววรรณวิษา ศรีรัตนะ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจด้านการแพทย์และส่งเสริมสุขภาพ (Medical & Wellness) แม้จะเป็น 1 ในเครื่องมือที่ช่วยดันรายได้ท่องเที่ยว แต่ยังมีโจทย์ที่ต้องแก้ โดยเฉพาะเรื่องตลาดคนไข้หลักที่ลดลง การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ ทำให้ปี 2569 คาดว่าจำนวนและรายได้คนไข้ต่างชาติโตชะลอที่ 0.4% และ 3.7% ตามลำดับ ซึ่งหากต้องการเพิ่มรายได้ท่องเที่ยว ไทยต้องโฟกัสไปที่การแพทย์เฉพาะทางที่มีระยะเวลาในการรักษาและพักฟื้นนานขึ้น รวมถึงขยายบริการสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) และการส่งเสริมสุขภาพ (Wellness) ที่สอดรับกับเทรนด์โลก เช่น Longevity และแนวโน้มการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้น

    โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มี 4 ข้อเสนอเพื่อให้การท่องเที่ยวไทยไปต่อ ได้แก่ 1. การฟื้นความเชื่อมั่น ซึ่งตลาดระยะใกล้ยังสำคัญ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน หลังสัดส่วนลดลงเท่าตัวจากก่อนโควิดมาอยู่ที่ราว 14% 2. เน้นเร่งเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริปผ่านผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่ไทยมีจุดเด่น ผ่านการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและการเติมเต็ม Ecosystem 3. จูงใจคนไทยเที่ยวในประเทศ และ 4. ผลักดันเมืองท่องเที่ยวรองด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น Geographical Indicationsเป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000111454&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24QenQG5iGDP8mLP5Wx2GN

  • ท่องเที่ยวญี่ปุ่นกระทบหนัก! อาจเสียรายได้สูงถึง 3.8 หมื่นล้าน หลังคนจีนแห่ยกเลิกทริป หันไปเที่ยวสิงคโปร์-เกาหลีแทน

    ท่องเที่ยวญี่ปุ่นกระทบหนัก! อาจเสียรายได้สูงถึง 3.8 หมื่นล้าน หลังคนจีนแห่ยกเลิกทริป หันไปเที่ยวสิงคโปร์-เกาหลีแทน

    ญี่ปุ่นอาจ ‘สูญเสีย’ รายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวจีนสูงถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.8 หมื่นล้านบาท) ในระหว่างนี้จนถึงสิ้นปี 2025 เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีน ‘ยกเลิก’ การเดินทางไปญี่ปุ่นมากขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตระหว่างสองประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น 

    ตามข้อมูลของ ‘China Trading Desk’ บริษัทด้านเทคโนโลยีและตลาดท่องเที่ยวในสิงคโปร์ระบุว่า “การเดินทางจากจีนไปญี่ปุ่น 1.44 ล้านเที่ยวที่ชาวจีนวางแผนไว้จนถึงสิ้นเดือนธันวาคม ถูกยกเลิกไปแล้วราว 30% หลังจากรัฐบาลจีนเตือนให้ประชาชน ‘หลีกเลี่ยง’ การเดินทางไปญี่ปุ่น” 

    ขณะที่นักวิเคราะห์ตลาดที่เชี่ยวชาญด้านข้อมูลการท่องเที่ยวเผยว่า “ประมาณ 70% ของจำนวนที่ลดลงนี้มาจากการยกเลิก หรือเลื่อนการเดินทางระยะสั้นในทันที ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่มีการจองเที่ยวบินใหม่” 

    “นั่นจะทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียรายได้อย่างน้อย 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท) แต่ตัวเลขอาจสูงถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.8 หมื่นล้านบาท)”

    — ซุบรามาเนีย บัตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ China Trading Desk กล่าว 

    การคำนวณดังกล่าวอิงจากการคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวชาวจีนใช้จ่ายมากกว่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.9 หมื่นล้านบาท) ต่อเดือน รวมถึงข้อมูลการใช้จ่ายในต่างประเทศของชาวจีนจากบัตร UnionPay และบริษัทบริการทางการเงินอื่นๆ    

    ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับผลกระทบอย่างหนักในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเปราะบาง หลังจากนายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวเชื่อมโยงการใช้กำลังทหารในความขัดแย้งที่ช่องแคบไต้หวันกับความเป็นไปได้ในการส่งทหารญี่ปุ่นไปประจำการ ซึ่งนั่นทำให้จีนโต้ตอบอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการไปญี่ปุ่น รวมถึง ‘ระงับ’ การนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น 

    “เรากำลังเห็นการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงต่อความต้องการของญี่ปุ่นจากจีน” บัตต์ กล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า “ผลกระทบจากความขัดแย้งในปัจจุบันอาจแตกต่างจากความตึงเครียดทางการทูตในอดีต…”  

    คนจีนแห่เที่ยวสิงคโปร์-เกาหลีใต้มากขึ้น 

       (Photo by YASUYOSHI CHIBA / AFP)

    (Photo by YASUYOSHI CHIBA / AFP)

    ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สิงคโปร์และเกาหลีใต้มียอดจองทริปเพิ่มขึ้นถึง 15% ขณะที่ไทย มาเลเซีย และเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 11% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า  

    China Trading Desk ประเมินว่า “ทัวร์แบบกลุ่มและแบบแพ็คเกจทัวร์คิดเป็นสัดส่วนมากถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณการเดินทางที่หายไป ส่วนการเดินทางเพื่อพักผ่อนแบบรายบุคคลคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 22%” 

    สายการบินจีนส่วนใหญ่ รวมถึงสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิก ได้งดเว้นค่าธรรมเนียมการยกเลิกตั๋วโดยสารไปญี่ปุ่น ส่งผลให้ยอดยกเลิกตั๋วโดยสารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 

    สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับเรื่องนี้ว่า “บริษัทตัวแทนท่องเที่ยวของรัฐบาลจีนอย่างน้อย 2 แห่งได้ยกเลิกการจองแบบกลุ่มที่จองไว้ล่วงหน้าหลายเดือน ซึ่งเป็นมาตรการที่มุ่งปกป้องพวกเขาจากความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายและทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไป” 

    อย่างไรก็ดี ก่อนที่รัฐบาลจีนจะออกคำเตือนให้ ‘หลีกเลี่ยง’ ไปญี่ปุ่นนั้น ยอดจองตั๋วเครื่องบินจีน-ญี่ปุ่นจนถึงสิ้นปี 2025 เพิ่มขึ้นถึง 25% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2024 แต่หลังจากการยกเลิกเที่ยวบิน ก็ทำให้ตอนนี้จำนวนการจองล่าช้ากว่าปี 2024  

    จุดหมายปลายทางยอดนิยมบางแห่งของญี่ปุ่นกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเส้นทางจากเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และกว่างโจว ไปยังโตเกียวและโอซาก้า เป็นเส้นทางที่มีการยกเลิกเที่ยวบินและแผนการเดินทางมากที่สุด 

    “หากไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าความตึงเครียดจะคลี่คลายลง ก็มีแนวโน้มว่าความเสี่ยงที่ความขัดแย้งทางการทูตจะยืดเยื้อไปจนถึงปีใหม่ และนั่นอาจทำให้ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบอย่างหนักมากขึ้น…หากนักท่องเที่ยวจีนแผ่นดินใหญ่ยังคงไม่เดินทางมาเยือนญี่ปุ่นในปี 2026 รายได้สะสมที่ญี่ปุ่นอาจสูญเสียไปอาจสูงถึง 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.9 แสนล้านบาท)”

    — บัตต์ กล่าว 

    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การยกเลิกทริปส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2025 ขณะที่การจองทริปในเดือนมกราคมยังคงทรงตัว ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวยังหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงในช่วงเวลานั้น 

    (Photo by : GREG BAKER / AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/japan-faces-12b-dollar-tourism-hit-amid-china-row-trip-bookings-to-spore-skorea-see-rise&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IZFngksO31bWdSUM9zhPt