Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67658/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YKhK713CIHJpiD_xfboV6

  • เฟดออกรายงานชี้จำนวนผู้อพยพเข้าสหรัฐฯ ลดฮวบ เสี่ยงฉุดแรงงานหดตัว : อินโฟเควสท์

    เฟดออกรายงานชี้จำนวนผู้อพยพเข้าสหรัฐฯ ลดฮวบ เสี่ยงฉุดแรงงานหดตัว : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาซานฟรานซิสโก เปิดเผยผลการศึกษาฉบับใหม่ที่ระบุว่า การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของจำนวนผู้อพยพเข้าสหรัฐฯ อาจทำให้กำลังแรงงานในตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ขยายตัวช้าลง หรืออาจหดตัวในช่วงหลายปีข้างหน้า

    รายงานของเฟดสาขาซานฟรานซิสโกประเมินว่า มีผู้อพยพเข้ามายังสหรัฐ ราว 515,000 คนในปีนี้ ลดลงอย่างมากจากประมาณ 2 ล้านคนในปี 2567 โดยการลดลงส่วนใหญ่เกิดจากผู้อพยพผิดกฎหมายที่มีจำนวนลดลง และอัตราการย้ายออกนอกประเทศที่สูงขึ้นเล็กน้อย นอกจากนี้ รายงานของเฟดยังประมาณการว่า มีการเนรเทศผู้คนจากพื้นที่ชั้นในของสหรัฐฯ ประมาณ 285,000 คนในปีนี้

    นักวิจัยของเฟดระบุในรายงานว่า การลดลงจำนวนผู้อพยพในปี 2568 ทำให้เกิดความกังวลว่า ประชากรวัยทำงานของสหรัฐฯ อาจปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะฉุดรั้งการการเติบโตของแรงงาน หรืออาจจะถึงขั้นติดลบในช่วงหลายปีข้างหน้า ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงอาจทำให้จำนวนแรงงานลดลงเท่านั้น แต่ยังอาจฉุดอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากจำนวนผู้บริโภคที่ลดน้อยลง

    นอกจากนี้ รายงานของเฟดสาขาซานฟรานซิสโกยังระบุว่า หากไม่มีแรงหนุนจากผู้อพยพ ประชากรวัยทำงานของสหรัฐฯ น่าจะเริ่มลดลงมาตั้งแต่ปี 2555 และคาดว่าจำนวนชาวอเมริกันที่อายุครบ 16 ปีจะลดลงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2583 ขณะที่จำนวนประชากรที่เข้าสู่วัย 65 ปีจะพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ทั้งนี้ มาตรการกวาดล้างผู้อพยพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการเนรเทศที่เข้มงวดยิ่งขึ้นนั้น ส่งผลให้นักเศรษฐศาสตร์ประเมินผลกระทบต่อแรงงานได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้อมูลการบังคับใช้กฎหมายไม่ชัดเจน และรายงานเศรษฐกิจบางส่วนล่าช้าจากภาวะชัตดาวน์หน่วยงานของรัฐบาล

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/547487&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QTPCbUhxFEjNAt4ndjM31

  • “ยอดดอยภูกระดึง” อุณหภูมิลดต่ำสุด 10.5 องศาฯ นักท่องเที่ยวแห่ท้าลมหนาว

    “ยอดดอยภูกระดึง” อุณหภูมิลดต่ำสุด 10.5 องศาฯ นักท่องเที่ยวแห่ท้าลมหนาว

    “ยอดดอยภูกระดึง” เช้านี้อุณหภูมิลดลงต่ำสุด 10.5 องศาฯ นักท่องเที่ยวปักหลักกางเต็นท์ เดินท้าลมหนาวพิชิตยอดภูกว่า 1,300 คน มีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เตรียมการเฝ้าระวังความปลอดภัย

    เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 21 พ.ย. 68 ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศรีฐาน อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย นายภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง กล่าวว่า เช้าวันนี้วัดอุณหภูมิต่ำสุดได้ 10.5 องศา นักท่องเที่ยวเริ่มขึ้นพิชิตยอดภู ตั้งแต่ 05.22 น. ประมาน 800 คน มียอดสะสมบนเขาประมาณ 1,300 คน เมื่อนักท่องเที่ยวถึงยอดภูจับจองที่พักและเต็นท์พักแรม

    จากนั้นตื่นเช้าเดินเท้าไปที่ผานกแอ่น ชมแสงอาทิตย์โผล่จากขอบฟ้าแสงแรกของวัน สัมผัสทะเลหมอกขาวโพลนทอดยาวตามหุบเขา ไหว้พระพุทธเมตตา สวนไม้ดอก น้ำตก จุดชมวิว ตกตอนเย็นเดินเท้าไปที่ผาหล่มสัก เพื่อชมแสงอาทิตย์ตกแสงสุดท้ายของวัน ทางอุทยานฯ ได้จัดเจ้าหน้าที่บริการนำเที่ยวทุกเส้นทาง และตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ รวมทั้งก่อนท่องเที่ยวแต่ละจุด จะมีการบินโดรนสำรวจว่ามีสัตว์ป่า ช้างป่าอยู่ใกล้หรือไม่

    พร้อมทั้งเตรียมบ้านพักเรือนไม้ของทางราชการ หน่วยพยาบาลเบื้องต้น หน่วยรักษาความปลอดภัย เต็นท์พักแรมรองรับ ตลอดจนร้านค้าร้านอาหาร น้ำดื่ม ห้องน้ำ ห้องสุขา พร้อมสรรพ ทำให้เกิดความมั่นใจกับการบริการและภาคภูมิใจสมใจกับการได้ขึ้นพิชิตยอดภูกระดึงสูดอากาศอันบริสุทธิ์ ท่องเที่ยวได้อย่างสนุกและมีความปลอดภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/2896942&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_4qZD6qVrBKLTVEnlzlEs

  • รัฐบาลชวนคนไทยเที่ยว

    รัฐบาลชวนคนไทยเที่ยว

    วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.39 น.

    รัฐบาลชวนคนไทยเที่ยว “Songwat Week” 20–23 นี้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์–ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นรายได้ผู้ประกอบการในย่านเก่า

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 20–23 นี้ รัฐบาลร่วมกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น จัดงาน “Songwat Week” เพื่อฟื้นย่านทรงวาด–ตลาดน้อยในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative District) และดึงดูดนักท่องเที่ยวไทย–ต่างชาติให้มาใช้จ่าย สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหารท้องถิ่น และธุรกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่ 

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า การจัดงาน Songwat Week เป็นส่วนหนึ่งของแนวนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม (Cultural Economy) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยเฉพาะในย่านเมืองเก่าที่มีศักยภาพด้านประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้

    ไฮไลต์ของงาน Songwat Week
    • เส้นทางเดินเท้าสำรวจย่านเก่า “ทรงวาด–ตลาดน้อย”
    • นิทรรศการศิลปะ–การออกแบบจากศิลปินรุ่นใหม่
    • ตลาดรวมร้านเด็ด–คาเฟ่–ร้านอาหารเก่าแก่ประจำย่าน
    • เวิร์กช็อปงานคราฟต์ แฟชั่น และของทำมือ
    • ดนตรีสด ศิลปะการแสดง และกิจกรรมสร้างสรรค์ตลอดวัน

    กิจกรรมจำนวนมากเปิดให้ร่วมฟรี เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงประสบการณ์วัฒนธรรมร่วมสมัยได้ง่ายขึ้น ดึงคนรุ่นใหม่–นักท่องเที่ยวต่างชาติ–ครอบครัว ให้กลับมาเดินย่านเก่า

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ย่านทรงวาด–ตลาดน้อยเป็น “ต้นแบบการฟื้นเมืองเก่า” ที่ผสานระหว่างมรดกวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวสมัยใหม่ พร้อมเชื่อมต่อย่านใกล้เคียง เช่น เยาวราช สัมพันธวงศ์ รัตนโกสินทร์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองโดยรวม จากข้อมูลผู้ประกอบการในพื้นที่ คาดว่าช่วงกิจกรรมจะมีผู้ร่วมงานหลายหมื่นคน และช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านค้า–คาเฟ่–ร้านอาหารในพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลยืนยันเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็น “ยุทธศาสตร์สำคัญ” ของรัฐบาลในการดึงศักยภาพเมืองเก่าและชุมชนท้องถิ่นให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยให้เติบโตไปกับภาคท่องเที่ยวคุณภาพ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/929443&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mgQhq01pn7OKp8drFrDVH

  • ล็อก 6 เมียนมา! ตร.ท่องเที่ยว-ตม.เกาะพะงัน ลุยจับเครือข่ายค้ายาบ้าคาห้องพัก

    ล็อก 6 เมียนมา! ตร.ท่องเที่ยว-ตม.เกาะพะงัน ลุยจับเครือข่ายค้ายาบ้าคาห้องพัก

    วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.05 น.

    ล็อก 6 เมียนมา! ตร.ท่องเที่ยว-ตม.เกาะพะงัน ลุยจับเครือข่ายค้ายาบ้าคาห้องพัก

    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สารวัตรตำรวจท่องเที่ยว 5 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 (สว.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3) พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ได้บูรณาการกำลังร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเกาะพะงัน เข้าทำการจับกุมผู้ต้องหาชาวเมียนมารวม 6 ราย ในพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

    โดยปฏิบัติการเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ได้จับกุม นายฮนิน อายุ 27 ปี สัญชาติเมียนมา พร้อมของกลางยาบ้า 2 เม็ด ซึ่งให้การซัดทอดว่าซื้อยามาจาก นายซีตู อายุ 23 ปี สัญชาติเมียนมา เจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนล่อซื้อยาเสพติดจากนายซีตู โดยนัดส่งมอบยาบริเวณหน้าห้างโลตัส แต่นายซีตูไหวตัวทันและขับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์หลบหนีไปได้

    ต่อมาในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ได้ประสานนายกเทศมนตรีเกาะพะงันเพื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่ จนทราบที่พักของนายซีตู พักอยู่ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง หมู่ 1 ตำบลบ้านใต้ เมื่อเข้าตรวจสอบที่รีสอร์ท เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ที่ใช้ในการส่งยาเสพติดจอดอยู่

    ภายในห้องพักพบ นายซีตู กำลังนอนหลับอยู่หน้าบ้าน และภายในบ้านพบผู้ต้องหาอีก 3 ราย ได้แก่ นายมิน (26 ปี), นางสาวเละ (23 ปี) และ นายจอ (19 ปี) กำลังนั่งเสพยาเสพติดและบรรจุยาบ้าลงในถุง เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ ทั้งหมดแสดงอาการตกใจและพยายามซ่อนยาเสพติดและหลบหนี

    จากการตรวจค้นภายในห้องพบของกลางเป็น ยาบ้า 116 เม็ด และ ยาไอซ์ 0.22 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพายข้างสีดำ ผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ยอมรับสารภาพว่ายาเสพติดดังกล่าวเป็นของพวกตนจริง โดยสั่งซื้อมาจากชายชาวเมียนมาที่เกาะสมุยในราคามัดละ 3,000 บาท (ซื้อครั้งละ 100 เม็ด)

    จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนโดย นายซีตู มีหน้าที่ติดต่อลูกค้าชาวเมียนมาและคนไทย รวมถึงขับรถไปส่งยาเสพติด (จำหน่ายยาบ้าเม็ดละ 100 บาท) นายมิน และ นายจอ มีหน้าที่บรรจุยาบ้าลงในถุงพลาสติกใส นางสาวเละ มีหน้าที่ในการเก็บและรวบรวมเงินจากการค้าขายยาเสพติด นอกจากนี้พบว่า นายซีตู เคยถูกตำรวจท่องเที่ยวชุดนี้จับมาแล้วเมื่อปี 2566 และพึ่งพ้นโทษออกมาได้เพียง 2 เดือน  

    เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าและยาไอซ์) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายฯ, เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยผิดกฎหมาย พร้อมนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่ง สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    /////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/929434&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rBxfv_NWAt760FAM_y6X7

  • TECH สะดุดแรง เงินอาจไหลท่องเที่ยวไทย

    TECH สะดุดแรง เงินอาจไหลท่องเที่ยวไทย

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยมุมมองตลาดหุ้นวันนี้ว่า บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกกลับมาเผชิญแรงกดดันหนัก หลังเกิดแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (TECH) ต่อเนื่อง จากความกังวลว่า “ธุรกิจ AI อาจยังสร้างรายได้จริงไม่ทันกับเม็ดเงินลงทุนมหาศาล” ประกอบกับโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะลดดอกเบี้ยปลายปีนี้เริ่มลดน้อยลง เมื่อข้อมูลแรงงานยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ร่วง -0.8% ถึง -2.1% หนักสุดในรอบกว่า 2 เดือน

    ตลาดเอเชียเช้าวันนี้เปิดติดลบถ้วนหน้า เกาหลีใต้ -3.3% ญี่ปุ่น -2.2% สะท้อนแรงขายที่ลุกลามทั่วภูมิภาค

    สัญญาณต่างประเทศที่ต้องติดตาม

    แม้ภาพรวมตลาดโลกจะกดดัน แต่ยังเห็นหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งบางกลุ่มโดดเด่น ได้แก่ Walmart ทำกำไรและรายได้ดีกว่าคาด พร้อมปรับประมาณการขึ้น ขณะที่ AstraZeneca มองตลาดจีนยังเติบโตระยะยาว เป็นสัญญาณบวกเล็กน้อยท่ามกลางความผันผวน

    ไทย – ภาพเศรษฐกิจฟื้นตัวจำกัด จับตาแนวคิดขึ้น VAT

    ด้านเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวแบบ ‘จำกัด’ โดยภาครัฐมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ต่อเนื่อง ทำให้ต้องกู้เงินอุดงบทุกปี หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงเชิงทฤษฎี คือ ‘การขึ้น VAT’ แม้ภาครัฐยังไม่ดำเนินการจริง แต่เป็นสัญญาณที่ต้องจับตา เพราะอาจกระทบค่าครองชีพอย่างชัดเจนหากมีความคืบหน้า

    กลยุทธ์การลงทุน – TECH เสี่ยงสูง เงินอาจหมุนสู่หุ้นท่องเที่ยว

    ASPS ชี้ว่า หุ้น TECH เป็นกลุ่มที่เผชิญแรง Take Profit ชัดเจน ขณะที่หุ้นไทยบางกลุ่มอาจได้รับประโยชน์จากบรรยากาศพิพาทระหว่างจีน-ญี่ปุ่น โดยเฉพาะ ‘กลุ่มท่องเที่ยว’ ซึ่งเคย Outperform ตลาดในเหตุการณ์คล้ายกันปี 2005 และ 2012 โดย SET Tourism Index เคยพุ่ง +55% เทียบกับ SET เพียง +12.5% ในช่วง 5–7 เดือนของความขัดแย้ง

    หุ้นเด่นตามธีมท่องเที่ยว

    ASPS ยังชี้ หุ้นเด่นตามธีมการท่องเที่ยว ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, CPN, AOT, BA, BEM, AAV รวมถึงหุ้นอาหาร–ส่งออกอย่าง TU, CPF
     แนะนำให้ถือเงินสดในพอร์ต 20–30% และเลือกลงทุนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการหมุนเงินจากต่างชาติเป็นหลัก

    สรุปหุ้นเด่นประจำวัน

    GLOBAL GEM :  BRKB80 / WMT US
    PRIME PICK :  ERW / BEM / CPF

    asiaplus-analysis-stocks-tech-stuttering-money-flow-thai-tourism-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/asiaplus-analysis-stocks-tech-stuttering-money-flow-thai-tourism&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1outu4s3_W5oxUKRq2KP3c

  • ผวจ.แม่ฮ่องสอน เป็นประธานงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมท่องเที่ยว

    ผวจ.แม่ฮ่องสอน เป็นประธานงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมท่องเที่ยว

    ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเทศกาลดนตรีและศิลปะแห่งล้านนา ภายใต้ชื่อ “Lanna Art & Music Festival” และงานเทศกาลดนตรีและศิลปะแห่งแม่ฮ่องสอน “Mae Hong Son Art & Music Festival” เพื่อเป็นการส่งเสริม Soft Power ด้านศิลปะ ดนตรี และอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของภาคเหนือ ให้เป็นเวทีสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงผู้คนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ให้ก้าวไปด้วยกันอย่างงดงาม

    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.00 น. ที่ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเทศกาลดนตรีและศิลปะแห่งล้านนา ภายใต้ชื่อ “Lanna Art & Music Festival” และงานเทศกาลดนตรีและศิลปะแห่งแม่ฮ่องสอน “Mae Hong Son Art & Music Festival” เพื่อเป็นการส่งเสริม Soft Power ด้านศิลปะ ดนตรี และอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของภาคเหนือ ให้เป็นเวทีสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงผู้คนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ให้ก้าวไปด้วยกันอย่างงดงาม ผ่านคอนเซ็ปต์ “หนึ่งศิลปะ หนึ่งดนตรี เพื่อทุกคน เพื่อทุกชาติพันธุ์” และเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์รายละเอียดการจัดงานและเชิญชวนนักท่องเที่ยว ประชาชนผู้สนใจ ร่วมงานดังกล่าวฯ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ คณะทำงานสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 และประชาชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรม

    โดยภายในงานมีการนำเสนอรายละเอียดกิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมการสาธิตอัตลักษณ์เครื่องดนตรี และศิลปะ กิจกรรมจำหน่ายของดีของชุมชนที่มีความเป็นอัตลักษณ์โดดเด่นของจังหวัด ผลิตภัตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมไทย หรือสินค้าชุมชน (CPOT/OTOP) โดยภูมิปัญญาจากชุมชน กิจกรรมการแสดงศิลปะ วัฒนธรรม และการแสดงพื้นบ้าน กิจกรรมแฟชั่นโชว์เครื่องดนตรีและอาภรณ์อัตลักษณ์จังหวัด “เสน่ห์ศิลป์ ดนตรีล้านนา” กิจกรรมเวทีเสวนาวิชาการ Lanna Soft Power Music & Art กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ Work Shop & DIY เสน่ห์ศิลป์ภาพระบายสีไม้ ศิลปะบนผืนผ้า ศิลปะสถาปัตยกรรม ศิลปะร่วมสมัย กิจกรรมยกระดับการแสดงดนตรีล้านนาให้สร้างเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ กิจกรรมคอนเสิร์ต “เสน่ห์ศิลป์ ดนตรีล้านนา” โดยศิลปินที่มีชื่อเสียง

    ทั้งนี้ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ดำเนินโครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โครงการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยวเทศกาลดนตรีและศิลปะล้านนา Mae Hong Son Art & Music Festival งาน “One art, One music – unity for all ethnicies” “หนึ่งศิลปะ หนึ่งดนตรี เพื่อทุกคน เพื่อทุกชาติพันธุ์” ซึ่งมีกำหนดจัดงานขึ้นในระหว่างวันที่ 16 – 17 ธันวาคม 2568 ณ สวนสาธารณะโพธิ์ร่มรื่น ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเป็นการส่งเสริม Soft Power ด้านศิลปะ ดนตรี และอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของภาคเหนือ ให้เป็นเวทีสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงผู้คนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ให้ก้าวไปด้วยกันอย่างงดงาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3826253/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mcVdjFyICqnYj1xByqTnZ

  • จัดอันดับมหาวิทยาลัยยั่งยืน QS 2026 เช็ก ม.ไหนในไทย-ต่างประเทศ ผงาดติดท็อป

    จัดอันดับมหาวิทยาลัยยั่งยืน QS 2026 เช็ก ม.ไหนในไทย-ต่างประเทศ ผงาดติดท็อป

    จัดอันดับมหาวิทยาลัยยั่งยืน QS 2026 เช็ก ม.ไหนในไทย-ต่างประเทศ ผงาดติดท็อป

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครองอันดับ 1 ของไทย (อันดับ 165 ของโลก) ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยยั่งยืน QS 2026 มหาวิทยาลัยลุนด์ (Lund University) จากสวีเดน คว้าอันดับ 1 ของโลก แซงหน้ามหาวิทยาลัยโทรอนโตซึ่งเป็นแชมป์เก่า

    • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครองอันดับ 1 ของไทย (อันดับ 165 ของโลก) ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยยั่งยืน QS 2026
    • มหาวิทยาลัยลุนด์ (Lund University) จากสวีเดน คว้าอันดับ 1 ของโลก แซงหน้ามหาวิทยาลัยโทรอนโตซึ่งเป็นแชมป์เก่า
    • การจัดอันดับวัดความยั่งยืนของสถาบันอุดมศึกษาจาก 3 มิติหลัก คือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact), ผลกระทบทางสังคม (Social Impact) และธรรมาภิบาล (Governance)

    QS World University Rankings: Sustainability 2026 ประกาศผลอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2025 โดยปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 ของการจัดอันดับที่มุ่งวัด “ความยั่งยืน” ของสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก ปีนี้มีสถาบันเข้าร่วมมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เกือบ 2,000 สถาบัน จากกว่า 108 ประเทศและภูมิภาค สะท้อนว่ามหาวิทยาลัยทั่วโลกให้ความสำคัญต่อบทบาทเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

    ผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact), ผลกระทบทางสังคม (Social Impact) และ ธรรมาภิบาล (Governance) บวกกับการประเมินใน 5 ตัวชี้วัดย่อย (lenses) คือ ค่าเล่าเรียนสำหรับนักศึกษาต่างชาติ, ทุนการศึกษา, สัดส่วนนักศึกษาหลากหลายเชื้อชาติ/ความหลากหลายของนักศึกษา, การทดสอบภาษาอังกฤษ และการทดสอบด้านวิชาการ

    การจัดอันดับ QS World University Rankings: Sustainability ไม่ใช่เพียงการประกาศเจตนารมณ์เท่านั้น แต่การจัดอันดับนี้ยังมองหาหลักฐานเชิงประจักษ์จากผลลัพธ์ภายนอก ว่าสถาบันการศึกษาใดบ้างที่กำลังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อการดำรงอยู่ที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น เช่น ผลงานของศิษย์เก่าที่มีบทบาทในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ, ผลกระทบของงานวิจัยที่สอดคล้องกับ 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs)

    รายงาน QS World University Rankings: Sustainability 2026 ฉบับล่าสุดเผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า มหาวิทยาลัยไทยกำลังขยับอันดับมากขึ้น โดย 10 มหาวิทยาลัยไทยสามารถไต่อันดับได้อย่างน่าประทับใจ

    ผลงานไทย – จุฬาฯ ครองอันดับ 1 ประเทศ

    ในปี 2026 รายชื่อ TOP 10 มหาวิทยาลัยไทยด้านความยั่งยืน ได้แก่

    • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อับดับ 1 ของไทย อันดับ 165 ของโลก คะแนนรวม 85.5
    • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อับดับ 2 ของไทย อันดับ 302 ของโลก คะแนนรวม 77.5
    • มหาวิทยาลัยมหิดล อับดับ 3 ของไทย อันดับ 310 ของโลก คะแนนรวม 77.0
    • มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อับดับ 4 ของไทย อันดับ 430 ของโลก คะแนนรวม 71.6
    • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อับดับ 5 ของไทย อันดับ 467 ของโลก คะแนนรวม 70.3
    • มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อับดับ 6 ของไทย อันดับ 475 ของโลก คะแนนรวม 70.0
    • มหาวิทยาลัยขอนแก่น อับดับ 7 ของไทย อันดับ 476 ของโลก คะแนนรวม 69.9
    • สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) อับดับ 8 ของไทย อันดับ 490 ของโลก คะแนนรวม 69.2
    • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อับดับ 9 ของไทย อันดับ 701 ของโลก คะแนนรวม 61.6
    • มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อับดับ 10 ของไทย อันดับ 737 ของโลก คะแนนรวม 60.6

    เวทีโลก: ลุนด์ ครองอันดับ 1 – UCL พุ่งจากที่ 5 ขึ้นที่ 3

    ในมิติระดับนานาชาติ Lund University จากสวีเดน ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก แซงหน้าแชมป์เก่าอย่าง University of Toronto ที่ครั้งนี้อยู่ในอันดับ 2 ขณะที่ University College London (UCL) พลิกจากอันดับ 5 ขึ้นสู่อันดับ 3 อย่างก้าวกระโดด

    รายงานยังพบการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ใน TOP 10 ของโลก เช่น London School of Economics (LSE) กระโดดจากอันดับ 39 ขึ้นมาอยู่อันดับ 6 แถมคว้า ที่ 1 ของโลกในหมวด Environmental Impact และ Governance, University of New South Wales (UNSW) ไต่อันดับขึ้นสู่ที่ 7, McGill University จากแคนาดา ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 9

    ในขณะเดียวกัน อันดับของผู้นำเก่าอย่าง ETH Zurich และ University of California, Berkeley ลดลงมาอยู่ที่ 11 ร่วมกัน

    สหรัฐอเมริกา มีจำนวนสถาบันที่ถูกจัดอันดับมากที่สุดในโลกถึง 240 แห่ง ตามด้วย จีน 163, สหราชอาณาจักร 109 และอินเดีย 103

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่โดดเด่นคือ สหราชอาณาจักรมีมหาวิทยาลัยติด TOP 100 มากถึง 30 แห่ง มากกว่าสหรัฐฯ ถึงเกือบ 2 เท่า

    อีกประเทศที่สร้างความประหลาดใจคือ นิวซีแลนด์ ซึ่งได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุดถึง 5 ด้าน (lenses) แสดงให้เห็นการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนที่มีคุณภาพ แม้จำนวนสถาบันจะไม่มากเท่าประเทศใหญ่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1208517&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0p6Nv1h0sDmlePVcjt7Z65

  • เสาหลักเศรษฐกิจ : ท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร

    เสาหลักเศรษฐกิจ : ท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    เสาหลักเศรษฐกิจ : ท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร

    เสาหลักเศรษฐกิจ : ท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร

    21 พ.ย. 2568 04:36 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2896765&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39BKfQ0qRL5vPXUWNUk_5a

  • คลังเล็งทยอยปรับขึ้นภาษี “แวต” 8.5% รองนายกฯ เอกนิติ ย้ำเอาแน่หากปีหน้าเศรษฐกิจฟื้นตัว

    คลังเล็งทยอยปรับขึ้นภาษี “แวต” 8.5% รองนายกฯ เอกนิติ ย้ำเอาแน่หากปีหน้าเศรษฐกิจฟื้นตัว

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว. คลัง เปิดเผยในงานมหกรรมการเงินส่งท้ายปี ครั้งที่ 8 Money Expo 2025 Bangkok Year-End ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า แผนการคลังระยะปานกลางปี 2569-2573 ที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ได้มีการระบุถึงแผนการเพิ่มศักยภาพการคลัง เพื่อสร้างความยั่งยืน โดยหนึ่งในนั้น เป็นการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่สัดส่วน 7% ซึ่งการปรับขึ้น VAT ถูกกำหนดไว้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปี 2571 จะปรับขึ้น VAT เป็น 8.5% และ 10% ในปี 2573 ภายใต้เงื่อนไขว่าช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจไทยจะต้องกลับมาโตเต็มศักยภาพแล้ว

    “หากเศรษฐกิจไทยยังไม่กลับมาเติบโตตามศักยภาพพอที่จะปรับขึ้น VAT รัฐก็ได้เตรียมแผนอื่นๆ ชดเชย เช่น การเพิ่มรายได้ประเภทอื่น หรือการลดรายจ่ายภาครัฐ โดยส่วนนี้ระบุชัดเจนในแผนการคลังระยะปานกลาง”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ถือว่าประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะปรับขึ้นภาษี ทั้งนี้ในปีนี้และปีหน้า และหากเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเพียงพอในปี 2571 รัฐบาลก็ได้เตรียมแผนสำรองไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง เช่น การเพิ่มรายได้ประเภทอื่น หรือการลดรายจ่าย โดยครม. ได้สั่งการให้กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ จัดทำแผนการลดรายจ่าย ได้แก่ รายจ่ายซ้ำซ้อน เช่น รายจ่ายซ้ำซ้อนจากการให้สวัสดิการ ซึ่งมีหลายแห่ง อาจจะต้องนำมารวมศูนย์กัน เพื่อจ่ายแห่งเดียว ขณะที่งบลงทุน อาจจะไปใช้ช่องทางอื่นแทนการใช้งบประมาณปกติเท่านั้น แต่จะใช้ผ่านช่องทาง ได้แก่ รัฐวิสาหกิจ โครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน

    สำหรับแผนการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่นี้ มีเป้าหมายสำคัญ คือ การแสดงความมุ่งมั่นในการลดการขาดดุลการคลัง โดยปัจจุบันการขาดดุลอยู่ที่ 4.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะปรับลดลงให้ต่ำกว่า 3% ภายในปี 2572 และในแผนการคลังระยะปานกลาง ประกอบด้วยหลายส่วน ทั้งการปฏิรูปภาษี การลดรายจ่าย การใช้เงินกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเน้นการลงทุน และวินัยการคลัง ซึ่งการสร้างความเชื่อมั่นต่อฐานะทางการคลังของประเทศยังคงเป็นสิ่งสำคัญ โดยล่าสุด การที่บริษัทเครดิตเรทติ้ง S&P ไม่ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือไทย เป็นผลมาจากความมุ่งมั่นในส่วนนี้ด้วย

    ในวันเดียวกัน นายเอกนิติ ยังได้ไปกล่าวปาฐกถาพิเศษ “Thailand 2026 : ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” จัดโดย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เพื่อฟื้นเศรษฐกิจให้พ้นจากหล่มเสร็จแล้ว ซึ่งจะทยอยนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ จากก่อนหน้านี้ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน เติมเงินให้ผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการ การเร่งรัดเบิกจ่าย เป็นต้น

    “สิ่งแรกที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารงาน คือ ยอมรับความจริงว่า เศรษฐกิจมีปัญหาจริง รัฐ จึงได้ออกมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และทยอยทำแล้ว ขณะเดียวกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องปรับมุมมองใหม่ เพื่อเปลี่ยนแนวคิดวิธีการ แล้วออกแบบมาตรการต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศไปต่อได้”

    ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้า จะเสนอครม.เศรษฐกิจ ให้ปลดล็อคกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เกิดการลงทุนจริง จากผู้ประกอบการที่ได้รับการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว วงเงิน 300,000 ล้านบาท จาก 60 โครงการ และสัปดาห์ถัดไปจะเสนอแพคเกจช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั้งเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน 10,000 ล้านบาท กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 20,000 ล้านบาท พร้อมหารือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อผ่อนเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ ให้สถาบันการเงิน สามารถปล่อยสินเชื่อได้

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ปี69จะต้องเป็นปีแห่งการลงทุนจริง เพื่อให้ประเทศไทยไปต่อ แบบยั่งยืน อันดับแรกต้องลงทุนพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพิ่มทักษะอัพสกีล-รีสกีล ที่ต้องลงทุนปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแบบใหม่ เน้นพลังงานสะอาด ระบบออโตเมชั่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อไปสู่การลงทุนศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (ดาต้าเซ็นเตอร์) กว่า 30 ราย รวมถึงการลงทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย และกองทุนอื่นๆ เพื่อเกิดการลงทุนจริงๆ ในปีหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2896850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1snbXvtnG65utwfu56tbS9